โปรดเกล้าฯ 6 บิ๊กข้าราชการมหาดไทย ‘ขจรเกียรติ’ นั่งอธิบดีกรมที่ดิน ‘เชษฐา’ อธิบดี ปภ.

โปรดเกล้าฯ 6 บิ๊กข้าราชการมหาดไทย ‘ขจรเกียรติ’ นั่งอธิบดีกรมที่ดิน ‘เชษฐา’ อธิบดี ปภ.

โปรดเกล้าฯ 6 บิ๊กข้าราชการมหาดไทย ‘ขจรเกียรติ’ นั่งอธิบดีกรมที่ดิน ‘เชษฐา’ อธิบดี ปภ.

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.31 น.

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ความว่า

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย พ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย ดังนี้

1.นายพรพจน์ เพ็ญพาส พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดิน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2.นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดิน

3.นายเชษฐา โมสิกรัตน์ พ้นจากตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

4.นายสันติ รังษิรุจิ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานปลัดกระทรวง

5.นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี สำนักงานปลัดกระทรวง

6.นายภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง

ตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค.2568 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 22 ส.ค.2568

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี

‘วิสุทธิ์‘ ยัน ’อิ๊งค์‘ สู้ต่อจนถึงวันตัดสิน ไม่ชิงลาออกก่อน ชี้ ’พท.‘มั่นใจมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง

‘วิสุทธิ์‘ ยัน ’อิ๊งค์‘ สู้ต่อจนถึงวันตัดสิน ไม่ชิงลาออกก่อน ชี้ ’พท.‘มั่นใจมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง

‘วิสุทธิ์‘ ยัน ’อิ๊งค์‘ สู้ต่อจนถึงวันตัดสิน ไม่ชิงลาออกก่อน ชี้ ’พท.‘มั่นใจมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

‘วิสุทธิ์‘ยัน ’อิ๊งค์‘สู้ต่อจนถึงวันศาลรธน.ตัดสิน ไม่ชิงลาออกก่อนออก บอกไม่เคยได้ยิน ชี้ ’พท.‘มั่นใจมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรมกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชาในวันที่ 29 ส.ค.นี้พรรคเพื่อไทย มีการเตรียมวอร์รูมติดตามสถานการณ์หรือไม่ ว่า ตอนนี้ยังไม่มี  ซึ่งกำลังใจของสส.ในพรรคเชื่อมั่นในตัวของนายกฯ ว่าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร ต่อประเทศชาติบ้านเมือง มีความปรารถนาดี

เมื่อถามว่ามั่นใจเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านที่น.ส.แพทองธาร ชี้แจงตอบข้อซักถามต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ก็มีความมั่นใจว่าท่านมีเจตนาดีไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร ตนเจอท่านที่มาสภา ยิ้มแย้มแจ่มใสมีกำลังใจดีพวก เรา สส.ก็ได้ให้กำลังใจท่าน 

เมื่อถามย้ำว่า ยังยืนยันหรือไม่ว่าน.ส.แพทองธารจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนวันตัดสินคดีในวันที่ 29 ส.ค.นี้ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ตนยังยืนยัน ไม่มีเรื่องนี้ ตนไม่เคยได้ยิน

เมื่อถามอีกว่าน.ส.แพทองธาร จะสู้ต่อจนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า “แน่นนอน”

‘หมอวีระพันธ์’ ชวนคนไทยร่วมลงชื่อ 10,000 คน ผลักดันกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานบุคลากรสาธารณสุข

'หมอวีระพันธ์' ชวนคนไทยร่วมลงชื่อ 10,000 คน ผลักดันกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานบุคลากรสาธารณสุข

‘หมอวีระพันธ์’ ชวนคนไทยร่วมลงชื่อ 10,000 คน ผลักดันกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานบุคลากรสาธารณสุข

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

23 ส.ค. 68 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และรองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า “ช่วยกันแชร์ เราต้องการ ๑๐,๐๐๐ คน เพื่อให้ความช่วยเหลือบุคลากรสาธารณสุขที่ร่อแร่กับภาระงานหนักอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ การใช้กฎหมายที่ถูกต้อง ซึ่งผมคิดได้ ๒ วิธีที่เร็วที่สุด

๑. แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔(๑) โดยเอาคำว่า “ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น” ออกไป หากทำได้สำเร็จ (ใช้เสียง สส. ๒๐ คน หรือประชาชน ๑๐,๐๐๐ คน ร่วมกันลงชื่อ) สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีคือ ข้าราชการ ซึ่งรวมถึงแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางสาธารณสุขทั้งหมด จะตกอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน
ผลคือ

• ห้ามทำงานเกิน ๘ ชั่วโมงต่อวัน
• ไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมงต่อสัปดาห์
• การทำงานล่วงเวลาต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
• ได้ค่าล่วงเวลาอย่างน้อย ๑.๕ เท่าของค่าจ้างปกติ (ไม่ควรเกิน ๓๖ ชั่วโมงต่อสัปดาห์)
• หากถูกเรียกทำงานในวันหยุด ต้องได้ค่าจ้าง ๒ เท่า

แต่ปัญหาที่จะตามมาคือ ข้าราชการทุกหน่วยงานจะถูกบังคับเหมือนกันหมด ซึ่งเป็นไปได้ยาก เพราะราชการส่วนใหญ่ไม่ได้เจอภาระเกินกำลังเท่ากับสาธารณสุข และยังไม่อยากถูกมองว่าเป็น “แรงงาน”

๒. ออก พ.ร.บ.ใหม่สำหรับบุคลากรสาธารณสุขโดยเฉพาะ “ร่าง พ.ร.บ.ชั่วโมงปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย พ.ศ. …”

โดยกำหนดเวลาทำงานในราชการ, การทำงานนอกเวลาให้เป็นไปด้วยความสมัครใจ และอัตราค่าล่วงเวลาต้องมากกว่าปกติ ซึ่งร่างไว้แล้ว โดย รศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ

เมื่อกฎหมายบังคับใช้ บุคลากรจะไม่สามารถทำงานเกินเวลาที่กำหนดได้อีก ปัญหาในช่วงแรกคือ อาจไม่มีคนทำงาน ๒๔ ชั่วโมงเต็มเหมือนเดิม เพราะบุคลากรที่ถูกใช้งานเกินกำลังมานาน จะได้กลับไปพักผ่อนกับครอบครัวหรือใช้ชีวิตตามควร

วิธีแก้ คือ โรงพยาบาลต้องดึงคนที่ลาออกไปแล้วกลับมาช่วยเวร ด้วยอัตราจ้างที่เหมาะสม ถือเป็นการนำกำลังคนกลับเข้าสู่ระบบอย่างแยบยล เพราะความจริงแล้วบุคลากรทางสาธารณสุขของประเทศ “ไม่ได้น้อย” แต่ติดอยู่ที่ระบบราชการไม่ดึงศักยภาพกลับมาใช้

คำถามเรื่องเงิน ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ปัจจุบันงบประมาณสาธารณสุขเพียง ๓% ของ GDP ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับความสำคัญของชีวิตคน หากรัฐจัดลำดับความสำคัญใหม่ หรือใช้งบกลางมาสนับสนุน ก็สามารถทำได้ทันที

ทีงบอื่น ๆ เช่นแปลงเพศ ฮอร์โมนทดแทน รัฐยังหามาให้ได้ แต่กับงบที่ปกป้องชีวิตบุคลากรและผู้ป่วย ทำไมถึงไม่มีให้?

สรุป
ถ้าไม่เริ่มทำวันนี้ ปัญหาจะยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ บุคลากรจะเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า ทำงานผิดพลาด จนลาออกไปหมด เหลือคนในระบบก็เสี่ยงรักษาผิด ถูกฟ้อง ถูกคดี ทั้งที่แท้จริงเขาเสียสละเพื่อคนไข้มาโดยตลอด

นี่จึงไม่ใช่การต่อสู้เพื่อบุคลากรเท่านั้น แต่คือการปกป้องความปลอดภัยของผู้ป่วย และอนาคตของระบบสาธารณสุขไทย

อาศัย สส. ๒๐ ท่าน หรือประชาชน ๑๐,๐๐๐ คน ร่วมลงชื่อ เราจะเดินหน้าเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ต่อไป เช้านี้ผมได้หารือส่วนตัวกับทั้ง ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุขวุฒิสภา นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล และประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฎร นพ.ทศพร เสรีรักษ์ รวมถึง สส. จากหลายพรรคแล้ว ให้ช่วยพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วนครับ
Update ผมส่งร่างกฎหมายถึง สส.กัณวีร์ สืบแสง Kannavee Suebsang เพื่อนผมเพื่อเสนอสภาแล้วครับ

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย
สมาชิกวุฒิสภา
รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา
๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๘”

‘เด็จพี่’ฟาดพวกขาประจำ คาดผลคดีนายกฯอิ๊งค์ ย้ำไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

'เด็จพี่'ฟาดพวกขาประจำ คาดผลคดีนายกฯอิ๊งค์ ย้ำไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

‘เด็จพี่’ฟาดพวกขาประจำ คาดผลคดีนายกฯอิ๊งค์ ย้ำไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.23 น.

“เด็จพี่” ฟาดขาประจำขู่ศาลห้ามตัดสินคดี “นายกฯ อิ๊งค์” ฝืนความรู้สึก แตะเบรกอย่าใช้ความแค้น สนองแค่ความสะใจตัวเอง งงก่อนหน้าเรียกร้องทุกคนเคารพศาล แต่ฟาดงวงฟาดงาเมื่อไม่พอใจ แนะทำใจร่มๆ รอฟังคำตัดสิน
 
เมื่อวันที่ 23 ส.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และรมว.วัฒนธรรม เข้ารับการไต่สวนศาลรัฐธรรมนูญคดีคลิปเสียงวันที่ 21 ส.ค. ศาลอาญายกฟ้องคดีมาตรา 112 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ วันที่ 22 ส.ค. พวกขาประจำ ฝ่ายตรงข้ามไม่หวังดี ยังไม่เลิกพฤติกรรมเดิมๆ โดยเฉพาะพวกไม่หวังดี อินฟลูเอนเซอร์ขาป่วน นักการเมือง นักกฎหมายบางคน ออกมาฟันธง ทำให้ผู้คนในสังคมเห็นว่าคดีของน.ส.แพทองธาร ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินวันที่ 29 ส.ค.จะไม่เป็นผลดีต่อนายกฯ และรัฐบาล ใช้อคติชี้นำสังคมมากกว่าข้อเท็จจริง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ยิ่งแล้วใหญ่ ไปปราศรัยคดีวันที่ 29 ส.ค.หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาฝืนความรู้สึก จ้องจะปลุกระดมมวลชนให้ลงถนนมาไล่ศาล ตนมองว่าชักจะไปกันใหญ่แล้ว หาหลักอะไรยึดไม่ได้เลย 

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า พวกนักเคลื่อนไหว ขาประจำทั้งหลาย เรียกร้องนายทักษิณกลับประเทศ ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม เมื่อท่านกลับมาต่อสู้คดีม.112 คดีพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจ ยังไม่พอใจ พวกท่านก็บอกเองให้ทุกคนเคารพศาล น้อมรับคำวินิจฉัย แต่นี่ยังไม่ทันอะไร นายทักษิณรอดคดี 112 มาฟันธงล่วงหน้า ฟาดงวงฟาดงาใส่คดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ไม่รอดแน่ คดีน.ส.แพทองธารท่านเข้ารับการไต่สวน ศาลไม่ถ่ายทอดสดเพราะเป็นเรื่องความมั่นคง บางคนมาติติงปลุกระดม ลุกลามว่าจะต้องตัดสินตามความต้องการของตัวเอง มันใช้ไม่ได้ ไปบอกมีดีลลับบ้าง ไปคาดการณ์ผลตัดสินล่วงหน้า ทำตัวเป็นศาลเตี้ย ไปชี้นำสังคมให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาผิดไปแล้ว อย่าปล่อยให้อคติมาครอบงำจิตใจมากนัก คดีของนายกฯ วันที่ 29 ส.ค. ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ผลจะออกมาเป็นอย่างไร พวกนักปราศรัย ฝ่ายแค้นเอาแต่ความสะใจตัวเอง พูดเลยธงไปมาก ระวังมวลชนที่มาร่วมด้วยจะหนีหาย รับไม่ได้กับการไม่มีหลักอะไรเลย เอาแต่ความสะใจอย่างเดียว ต้องการให้ประเทศปั่นป่วนวุ่นวาย ถอยหลัง ไม่เป็นประชาธิปไตย เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจอีกครั้ง ถึงจะพอใจใช่หรือไม่  

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า หลังมีคำตัดสินคดีของนายทักษิณวันที่ 22 ส.ค. หุ้นปิดบวกกว่า 8 จุด ดัชนีทะยานไปที่ 1253 สะท้อนนักลงทุนคลายความกังวลการเมือง ตอบรับในทิศทางบวก ปัญหาชายแดนไทย กัมพูชาสงบลงไปมาก เข้าสู่กระบวนการเจรจา การเดินหน้าแก้ไขปัญหายาเสพติด ปัญหาปากท้อง พรรคร่วมรัฐบาลมีเสถียรภาพแข็งแกร่ง รัฐบาลเร่งเครื่องเดินหน้าแก้ปัญหาของประชาชนไม่หยุด แต่ยังมีพวกจ้องจะฉุดรั้ง คอยขัดขวาง เล่นการเมืองทั้งในสภา นอกสภา เพื่อสนองความต้องการทางการเมืองของตัวเอง คดีที่รอศาลตัดสิน น.ส.แพทองธาร 29 ส.ค. คดีนายทักษิณวันที่ 9 ก.ย.ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ระหว่างนี้ควรรอคำวินิจฉัยของศาลออกมาให้เรียบร้อย สงบปากสงบคำ อย่าร้อนรนเกินไปนัก ไม่อยากให้นักปราศรัยบางคนต้องคดีหมิ่นศาล ข่มขู่ศาล บ้านเมืองมีขื่อมีแป จะให้ทุกคนตอบสนองความสะใจ ความต้องการของตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ ระหว่างนี้ทำใจร่มๆ ตั้งสติ อย่าให้ความแค้นส่วนตัวมาเป็นตัวชี้นำ แล้วมารอฟังคำตัดสินอีก 2 สำคัญไปพร้อมกัน     

‘ไชยา’ อารัมภบทยาว ต้องขอโทษที่ชิงปิดประชุมก่อนถก MOU43-44

'ไชยา' อารัมภบทยาว ต้องขอโทษที่ชิงปิดประชุมก่อนถก MOU43-44

‘ไชยา’ อารัมภบทยาว ต้องขอโทษที่ชิงปิดประชุมก่อนถก MOU43-44

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.23 น.

คนนะไม่ใช่โรบอท! ‘ไชยา รองปธ.สภาฯ’ อารัมภบทยาวต้องขอโทษด้วยที่ชิงปิดประชุมก่อนถก ‘MOU43-44’ นั่งบัลลังก์เป็น10ชม. เหนื่อยล้า ข้าวไม่ได้กิน ปัดเป็นเครื่องมือใคร ยันทำงานเป็นกลาง ประชาชนดูอยู่ แจงประสานผิดพลาด ไร้เบื้องหน้าเบื้องหลัง วอน ‘วิป 2 ฝ่าย’ คุยให้สะเด็ดน้ำ ชี้ ‘ซีกรัฐบาล’ ต้องรับผิดชอบ ‘องค์ประชุม’ เอง แต่หากกฎหมายใดเป็นประโยชน์ต่อประเทศควรผนึกร่วมมือกัน
 
23 ส.ค. 68 เมื่อเวลา09.05น. ที่รัฐสภา นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีชิงปิดประชุมสภาฯก่อนการพิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาบันทึกข้อตกลง MOU 43 และ 44 ที่เสนอโดยนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ว่า ในวันดังกล่าวตนเองได้รับการแจ้งจากวิปรัฐบาลว่า กระทู้หลังการตอบกระทู้แล้ว จะมีการรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในวาระการประชุม มีอยู่ประมาณ 4-5 หน่วยงาน แต่มีหน่วยงานเดียวที่พร้อมคือ กองทุนสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งตนเองได้รับสัญญาณว่าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ถือว่าสิ้นสุดการประชุม ดังนั้นตนเองเสียใจที่ถูกมองว่าเป็นคนสั่งปิดการประชุม

นายไชยา กล่าวว่า การตกลงกันระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านต้องคุยกันให้จบ แต่ตนเองไม่ได้รับทราบมาก่อนว่าฝ่ายค้านจะเสนอญัตติด้วยวาจา เพิ่งมารับทราบหลังปิดประชุม ไม่ทราบเลยว่าเขาคุยกันอย่างไร แต่ตอนที่ตนนั่งอยู่บนบัลลังก์ก็เห็นเดินคุยกันอยู่หลายรอบ ตนเองก็รอสัญญาณอยู่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่ก็ไม่มีการประสานงานมาที่ตนเองเลยคิดว่าไม่มีวาระอะไรต่อไปแล้ว ยืนยันว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

นายไยชา กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยยื่นหนังสือขอให้ สส.และ สว.เสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 หมายความว่าขั้นตอนนั้นยังไม่เกิดขึ้น ต้องให้พรรคการเมืองลงชื่อ และให้รัฐบาลมาตอบ แต่ในส่วนญัตตินั้นตนเองไม่ทราบจริง ๆ หากเกิดความผิดพลาดในการสื่อสารจนทำให้สังคมไม่สบายใจ ตนก็ต้องขอโทษ อย่างไรก็ตาม การทำงานในสภาฯ ไม่สามารถราบรื่นได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือ จึงอยากให้ สส.ฝ่ายค้านและ สส.ฝ่ายรัฐบาลใช้กลไกสภาฯ โดยที่ไม่มองเรื่องการเมืองมากเกินไป เวทีสภาฯ ควรเป็นการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง อะไรที่เป็นประโยชน์ของประชาชนและประเทศต้องถอยกันคนละก้าว ตนไม่อยากให้เห็นเป็นภาพความขัดแย้ง

เมื่อถามว่าที่ผ่านมามีการชิงปิดประชุม ซึ่งถูกมองว่าเป็นเพราะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ นายไชยา กล่าวว่า การประชุมจะราบรื่นหรือไม่ วิปรัฐบาลต้องคุยกัน อย่างเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา วิปทั้งสองฝ่ายมีการตกลงกันว่าจะมีการพิจารณากฎหมาย 2 ฉบับให้จบคือ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง และ พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม แต่สุดท้าย พ.ร.บ.การขนส่งทางราง มีการลงคะแนนยาวเหยียด 165 มาตรา แต่มีผู้อภิปรายน้อย ยอมรับว่าในการพิจารณา พ.ร.บ.การขนส่งทางราง มีความเหนื่อยล้ามากเกินไปจึงทำให้ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ ไม่แล้วเสร็จ 

”ผมนั่งบนบัลลังก์เป็น 10 ชั่วโมง ถึงแม้ว่าจะมีการสับเปลี่ยนก็มีความเหนื่อยล้า เพราะเราก็เป็นมนุษย์ ไม่ใช่โรบอทที่จะทนนั่งโดยไม่ต้องทำอะไรเลย วันนั้นผมขึ้น 3 รอบ ผมไม่ได้ทานอาหารกลางวันนะ สมาชิกก็เหมือนกัน นั่งทานคำหนึ่งก็ต้องออกมา” นายไชยา กล่าว

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านต้องการให้ฝ่ายรัฐบาลรับผิดชอบเรื่ององค์ประชุม นายไชยา กล่าวว่า แน่นอน เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาลเป็นภาระหน้าที่ อย่างไรก็ตามอยากให้มองว่า กฎหมายอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ไม่อยากให้มองว่าเป็นกฎหมายของรัฐบาล เพราะกฎหมายแต่ละฉบับถูกตกผลึกจากการระดมความคิดทั้งฝ่ายรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อกฎหมายออกมาก็ไม่ได้บังคับเฉพาะฝ่ายรัฐบาล แต่ออกมาใช้กับประชาชนทุกคน จึงอยากให้ สส.ทุกฝ่ายเห็นแก่ประโยชน์ประชาชน ส่วนเรื่องเกมการเมืองก็เป็นธรรมดา

“ที่ผ่านมาอาจจะมีความไม่สบายใจ และอาจทำให้ไม่สบายใจว่าผมปิดประชุมแล้วหนีไป ถ้าความรู้สึกมีผมก็ต้องขอโทษ แต่อยากเรียกร้องไปยังสมาชิกทั้งสองฝ่ายว่า อยากให้คุยกัน อะไรที่ยืดหยุ่นกันได้ ถ้อยทีถ้อยอาศัย เดินคนละก้าวได้ไหม” นายไชยา กล่าว

เมื่อถามว่ามีการมองว่าจะมีการชิงปิดประชุมแบบนี้ไปตลอดหรือไม่ นายไชยา กล่าวว่า ไม่หรอก เป็นกติกาอยู่แล้ว ขอย้ำว่าตนเองไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร แม้จะมาจากพรรคเพื่อไทย แต่ด้วยสำนึกว่าหากเราทำหน้าที่เป็นกลางก็ต้องโดนตำหนิจากสมาชิกอยู่แล้ว และเครดิตทางการเมืองก็เสียหาย ดังนั้นคนที่มอนิเตอร์ตนเองไม่ใช่ฝ่ายค้าน แต่คือประชาชน รัฐบาลต้องเข้มงวดเรื่องเสียงให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาแบบนี้

พท.มั่นใจ! ได้รับข่าวดี นายใหญ่-นายน้อยหญิง ‘ประเสริฐ’ ยันไร้แผนสำรอง ไม่โยงยุบสภา

พท.มั่นใจ! ได้รับข่าวดี นายใหญ่-นายน้อยหญิง 'ประเสริฐ' ยันไร้แผนสำรอง ไม่โยงยุบสภา

พท.มั่นใจ! ได้รับข่าวดี นายใหญ่-นายน้อยหญิง ‘ประเสริฐ’ ยันไร้แผนสำรอง ไม่โยงยุบสภา

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.22 น.

’เพื่อไทย‘ กัดฟัน! มั่นใจได้รับข่าวดี ’นายใหญ่สุดยอดผู้นำจิตวิญญาณ-นายน้อยหญิง‘ ฉลุยรอด ’2คดีสำคัญ‘ ยันไร้แผนสำรองหากโดยสอย ปัดโยงนำไปสู่ ’ยุบสภา‘ ไม่เชื่อเก้าอี้นายกฯจะตกไปถึง ’บิ๊กตู่-อนุทิน‘ ชี้รธน.มีกลไกกระบวนการอยู่แล้ว แจงครหา ’สภาฯเป็นง่อย‘ ล่มบ๊อยบ่อย เหตุสส.ต้องโยกประชุมกมธ.ฯชุดต่างๆด้วย การันตีพรรคร่วมฯยังแน่นปึ้ก

23 ส.ค.2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีมาตรา112 ขณะที่ในวันที่29ส.ค.นี้ศาลรัฐธรรมนูญ จะนัดลงมติชี้ขาดในคดีคลิปเสียงหลุด ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ทางรัฐบาลมีความกังวลมากน้อยแค่ไหนว่า รัฐบาลมั่นใจว่า นายกฯสามารถชี้แจงได้ คงจะได้รับข่าวดีในวันที่29ส.ค.นี้ ส่วนกรณีที่ศาลฯยกฟ้องนายทักษิณ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่นายทักษิณโดนกล่าวหามีความชัดเจนขึ้น เมื่อศาลฯวินิจฉัยแล้วก็ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และถือเป็นขวัญกำลังใจให้กับสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพราะนายทักษิณเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย ก็คือพรรคไทยรักไทยในอดีตในฐานะอดีตหัวหน้าพรรค

เมื่อถามว่าคดีที่ยังเหลืออีก2คดี คือคดีคลิปเสียงหลุดของน.ส.แพทองธาร และคดีชั้น14ของนายทักษิณ หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะโดนเยอะ มีความกังวลหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีความมั่นใจว่าคดีที่เหลืออยู่ จะได้รับข่าวดีที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า และจะได้รับความเป็นธรรม สามารถที่จะพิสูจน์ตัวเองได้ 

เมื่อถามว่า อะไรที่ทำให้มั่นใจ นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนคิดว่าการที่น.ส.แพทองธาร ไปชี้แจงต่อศาลฯ เมื่อเราดูเจตนาที่บริสุทธิ์ใจดีๆแล้ว น.ส.แพทองธาร ไม่มีเจตนาที่จะทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหายเลยตามที่หลายคนกล่าวหา นายกฯปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่แล้ว ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่าหากไม่เป็นไปตามนั้น มีแผนสำรองหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ยังไม่มีแผนสำรอง ส่วนโอกาสในการยุบสภาจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น มันมีหลายปัจจัย เช่น งบประมาณไม่ผ่านการพิจารณาวาระ2-3ในสภาฯ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภา ขณะนี้ไม่มีปัจจัยอะไรเลยที่จะชี้นำไปสู่การยุบสภา 

เมื่อถามกระแสข่าวที่น.ส.แพทองธาร จะลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เพื่อให้คดีมันยุติ นายประเสริฐ กล่าวว่า ยังมั่นใจว่าไม่ลาออก การที่นายกฯไปชี้แจงต่อศาลฯก็เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่ง 

เมื่อถามว่าหากมีอะไรเกิดขึ้น นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย พร้อมหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ขอให้ถึงจุดนั้นก่อน แต่ขณะนี้มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้น ส่วนจะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)อีกรอบหรือไม่ ต้องถามนายกฯ

เมื่อถามว่าหากน.ส.แพทองธาร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ มีการมองกันไปถึงว่าจะให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาเป็นนายกฯ และอาจทำให้พรรคร่วมฯแตกออกไปสนับสนุน มีความเป็นไปได้หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนยังไม่เชื่อขนาดนั้น เพราะกลไกของรัฐธรรมนูญเขียนไว้อยู่แล้วว่าหากมีอุบัติเหตุทางการเมือง มันก็มีกระบวนการเลือกนายกฯที่อยู่ในบัญชีอยู่แล้ว ซึ่งคนที่อยู่ในบัญชีก็ยังมีของพรรคเพื่อไทยอยู่ และมีของพรรคอื่นเช่นกัน ขอย้ำอีกครั้ง มั่นใจว่าพรรคร่วมฯยังสนับสนุนอยู่

เมื่อถามถึงกรณีที่สภาฯล่มบ่อย จนได้รับฉายาว่าสภาฯเป็นง่อย จะทำให้เป็นปัจจัยเร่งนำไปสู่การยุบสภาเร็วขึ้นหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าการประชุมสภาฯ สส.ต้องไปประชุมคณะกรรมาธิการชุดต่างๆประกอบด้วย หลายครั้งที่องค์ประชุมไม่ครบ ไม่ใช่ว่าสส.หนีไปไหน แต่ติดตามงานในกรรมาธิการชุดต่างๆ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่พรรคร่วมรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่ององค์ประชุม ต้องเข้าใจเหตุผลว่าทุกคนก็อยู่ แต่บางคนอยู่ในห้องประชุมใหญ่ บางคนอยู่ในห้องเล็ก ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่น ดูจากการโหวตงบประมาณปี2569 เวลาวาระสำคัญ สส.ซีกรัฐบาลก็พร้อมเพรียงกันดี 

เมื่อถามว่าแต่ทางพรรคประชาชนออกมาระบุต้องอาศัยเสียงของพรรคประชาชนด้วยจึงจะผ่านไปได้ นายประเสริฐ กล่าวว่า กฎหมาย หรือญัตติบางเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศโดยรวม เป็นเรื่องที่เห็นพ้องกันก็โหวตด้วยกันหมดอยู่แล้ว ตนคิดว่าทุกคนพร้อม แต่บางเรื่องที่มีความแตกต่างก็ว่ากันไป เป็นเรื่องธรรมดาของความคิดเห็นทางการเมือง 

‘วันนอร์’ บอก 29 ส.ค. สภาฯไม่ต้องเตรียมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

'วันนอร์' บอก 29 ส.ค. สภาฯไม่ต้องเตรียมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

‘วันนอร์’ บอก 29 ส.ค. สภาฯไม่ต้องเตรียมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.14 น.

‘วันนอร์’บอก 29 ส.ค. สภาฯ ไม่ต้องเตรียมรองรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผลออกมาอย่างไรสภาฯ มีความพร้อมทำตามกฎหมาย ไม่ขอคาดเดาคำวินิจฉัย เหตุ วิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้

23 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมพร้อมรองรับการตัดสินคดีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 29 ส.ค. นี้ ว่า สภาฯ ไม่ได้เตรียมอะไรรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 29 ส.ค. เพราะเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหา และศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้วินิจฉัย หลังจากนั้นผลจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องระหว่างศาลกับนายกรัฐมนตรี สภาฯ จึงไม่ได้มีการเตรียมการอะไร แต่หลังวันที่ 29 ส.ค. ถ้ามีผลอย่างไรสิ่งใดที่เป็นหน้าที่ของสภาฯ สภาฯก็จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด พร้อมย้ำว่าวันที่ 29 ส.ค.ไม่ใช่หน้าที่ของสภาฯ 

เมื่อถามว่าถ้าคำวินิจฉัยวันที่ 29 ส.ค. เป็นลบ กระบวนการขั้นตอนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ต้องใช้เวลากี่วัน นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องของสภาฯ ที่จะมีการประชุม จากเดิมต้องประชุมร่วมรัฐสภา แต่มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญจบไปแล้ว ถึงจะมีแค่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เหมือนกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาครั้งล่าสุด คงใช้เวลาไม่นาน สภาฯพร้อมดำเนินการเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย แต่เราไม่อยากจะพูดตอนนี้ ว่าผลจะออกมาเป็นบวกหรือเป็นลบ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งต้องเคารพฝ่ายตุลาการ

‘สม รังสี’ ลากไส้ ‘ฮุน เซน’ ตัดงบทหาร แต่กลับเอาไปช่วยเหลือพรรคตัวเอง

'สม รังสี' ลากไส้ 'ฮุน เซน' ตัดงบทหาร แต่กลับเอาไปช่วยเหลือพรรคตัวเอง

‘สม รังสี’ ลากไส้ ‘ฮุน เซน’ ตัดงบทหาร แต่กลับเอาไปช่วยเหลือพรรคตัวเอง

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

23 ส.ค. 68 เฟซบุ๊กของ นายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่ที่ฝรั่งเศส โพสต์โจมตีรัฐบาลกัมพูชา โดยเขาได้แชร์คลิปของทหารกัมพูชาคนหนึ่งที่ออกมาระบายถึงการได้รับการช่วยเหลืออันน้อยนิดจากรัฐบาล โดยระบุข้อความว่า “แม้แต่เงินที่มอบให้กับกองกำลังแนวหน้าก็ถูกขโมยและยักยอกไป เมื่อเขากล้าพูดความจริง เขากลับถูกลงโทษและถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏทุกรูปแบบ เขาได้รับเงินช่วยเหลือเพียง 10 ล้านเรียล (25 ดอลลาร์สหรัฐ) จากการเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องชาติ

เงินเดือนของทหารถูกตัดทุกเดือนเพื่อช่วยเหลือพรรคในขณะที่ทหารยังคงยากจน”

.-008  

‘เทพไท’ ลั่น ‘ทักษิณ’ อย่าคิดว่า รอด 1 คดีแล้วจะรอดหมด

'เทพไท' ลั่น 'ทักษิณ' อย่าคิดว่า รอด 1 คดีแล้วจะรอดหมด

‘เทพไท’ ลั่น ‘ทักษิณ’ อย่าคิดว่า รอด 1 คดีแล้วจะรอดหมด

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.29 น.

23 ส.ค. 68 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “อย่าคิดว่า รอด 1 คดีแล้วจะรอดหมด

หลังจากศาลอาญา มีคำพิพากษาคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร ให้ยกฟ้อง ทำให้นายทักษิณและกองเชียร์ ผู้สนับสนุนต่างดีอกดีใจ เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องปกติของจำเลย เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ชนะคดี ก็แสดงความดีอกดีใจ ส่วนฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับนายทักษิณ อาจจะรู้สึกผิดหวัง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการสู้คดีในศาล มีแพ้มีชนะขึ้นอยู่กับดุลย์พินิจของศาล ขององค์คณะผู้พิพากษา ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องให้การเคารพ

คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของนายทักษิณ แม้ว่าจะชนะคดีในศาลชั้นต้น ยังมีการสู้คดีในศาลอุทธรณ์อีก และเชื่อว่าอัยการสูงสุดคงจะไม่สวนกระแสของสังคม ที่อยากให้มีการอุทธรณ์คดีนี้ เพื่อที่จะพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าความผิดของคดีนี้มีข้อยุติอย่างไร และไม่ควรตีโพยตีพาย หรือจินตนาการไปยังอีก2คดีของนายทักษิณและนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ว่าจะมีผลของคดีในทำนองเดียวกัน เพราะทั้ง3คดีของ2พ่อลูก มีความแตกต่างกัน ทั้งรูปแบบคดี เนื้อหาคดี ศาลที่พิจารณาคดีทั้ง3คดี จะสรุปว่าผลจะออกมาในทำนองเดียวกัน ก็ไม่สามารถสรุปอย่างนั้นได้ และไม่ควรเชื่อกระแสข่าวลือ ทุกฝ่ายควรจะเคารพดุลย์พินิจของศาลแต่ละองค์กร ที่พิจารณาคดีของนายทักษิณและนางสาวแพทองธาร

ผมได้วิเคราะห์ทั้ง3คดีมาในเบื้องต้น ซึ่งคดีแรก คือคดีความผิดตามมาตรา 112 ของนายทักษิณ ผมวิเคราะห์ว่าคดีนี้ นายทักษิณน่าจะชนะคดี ในที่สุดผลของคำพิพากษาศาลอาญา ก็ตรงกับคำวิเคราะห์ของผม

ส่วนอีก2คดีคือ คดีคลิปเสียงหลุดของนางสาวแพทองธาร ซึ่งอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มีการนัดฟัวคำวินิจฉัยวันที่ 29 สิงหาคม ผมได้วิเคราะห์คดีนี้ว่า นางสาวแพทองธารไม่สามารถรอดพ้นจากความผิดไปได้ ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ส่วนคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่งในวันที่ 9 กันยายน ซึ่งคดีนี้ผมวิเคราะห์ว่า นายทักษิณยังไม่เคยถูกจำคุกเลยแม้แต่วันเดียว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาจมีคำสั่งให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ บังคับโทษคดีของนายทักษิณใหม่

ส่วนเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือนายทักษิณ ให้ไม่ต้องถูกจำคุกในเรือนจำแม้แต่วันเดียว ก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อไป

เพราะฉะนั้นอยากจะให้ทุกฝ่ายได้ใช้สติ ใช้ดุลย์พินิจในการพิจารณา และในการเชื่อผลคดีทั้ง3คดี และควรเคารพการทำหน้าที่ของศาลทุกศาล และทั้ง3คดี ผมยังยืนยันในคำวิเคราะห์เดิมของผม คือรอด1คดีและไม่รอด2คดี ตอนนี้รอด1คดีวิเคราะห์ได้ถูกแล้ว ลุ้นกันต่อไปว่าอีก2คดี จะถูกตามคำวิเคราะห์ของผมหรือไม่

.-008 

หนุ่มตั้งคำถาม? ทนาย ‘พีระพันธ์’ ออกหมายเรียก ปชช. แต่ไม่ระบุข้อกล่าวหา

หนุ่มตั้งคำถาม? ทนาย 'พีระพันธ์' ออกหมายเรียก ปชช. แต่ไม่ระบุข้อกล่าวหา

หนุ่มตั้งคำถาม? ทนาย ‘พีระพันธ์’ ออกหมายเรียก ปชช. แต่ไม่ระบุข้อกล่าวหา

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

“ทุกท่านครับ มีพี่คนหนึ่งที่ผมคิดว่าผมเคารพ แม้จะคิดต่างกันบ้างผมก็ไม่เคยคิดลบกับพี่พี่คนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว 

แต่วันนี้พี่เค้าโพสต์ที่หน้าโปรไฟล์ส่วน บอกว่า นาย พีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมและสร้างชาติ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงพลังงาน ไม่เคยคิดจะฟ้องใครแม้แต่ใส่ร้าย (ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่ความจริง) ทั้งที่พี่เค้าเองก็รู้ ว่าผมได้รับหมายเรียกจาก ทนายของ รองนายกรัฐมนตรีพีระพันธ์ุ เพราะตอนที่ผมแจ้งให้เพื่อนเพื่อนทราบ พี่เค้ายังได้โพสต์บอกให้ผมลบโพสต์อยู่เลย แต่ผมไม่ยอมลบโพสต์จนกระทั่งวันนี้ครับ ผมอยากให้ทุกท่านเสียสละเวลาอ่านสักนิดนึง

ขออนุญาตเล่าประสบการณ์นะครับ ใช่ครับแกไม่เคยฟ้องใคร แต่แกเคยแต่งตั้งทนายไปแจ้งตำรวจแล้วให้ตำรวจออกหมายเรียกประชาชนผู้เลือกพรรคของแกมาแท้ๆ (ยืนยันเลือกทั้งครอบครัวครับ)

ออกหมายเรียกโดยที่ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาอะไร แต่อาศัยอำนาจของพนักงานสอบสวนตามมาตรา 52 (เรียกไปเป็นพยาน) ซึ่งทำให้ประชาชนอย่างผมเสียเวลาอย่างมากๆ

พอผมไปพบพนักงานสอบสวนแล้วกับกลายเป็นไม่มีเรื่องอะไรให้เป็นพยานเลย พูดง่ายๆคือเรียกไปคุยเล่นๆก็ว่าได้ ส่วนตัวเข้าใจว่าเหมือนจะอยากดลั่นแกล้งหรือข่มขู่ประชาชนให้หยุดวิจารณ์ หรือไม่ ???? เพราะผมเองก็ยอมรับว่าผมวิจารณ์และตั้งคำถามไปมากพอสมควร

ปล. แม้จะมีค่าเสียเวลาให้ 500 บาท แต่ผมก็ไม่ประสงค์ที่จะรับแม้แต่บาทเดียว ประชาชนอย่างผม ที่เป็นคนเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ หมดศรัทธาหมดอะไรตายอยากไปตั้งแต่วันที่ออกหมายเรียกผมแล้วครับ

และที่เล่ามานั้นคือความจริงครับ คุณจะชอบผมก็ได้หรือไม่ชอบก็ได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องมาทะเลาะกันครับ”

.-008