‘พีระพันธุ์’มอบเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย เยียวยาให้กำลังใจทหารกล้าเจ็บสาหัส

'พีระพันธุ์'มอบเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย  เยียวยาให้กำลังใจทหารกล้าเจ็บสาหัส

‘พีระพันธุ์’มอบเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย เยียวยาให้กำลังใจทหารกล้าเจ็บสาหัส

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.28 น.

‘พีระพันธุ์’ มอบเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย  เยียวยาและให้กำลังใจแก่ทหารกล้าผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี มอบเงินเยียวยาจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา จากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมส่งมอบกำลังใจด้วย

ในโอกาสนี้ กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินช่วยเหลือให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารผู้ทุพพลภาพ จำนวน 3 ราย รายละ 700,000 บาท  และทางคณะกรรมการกองทุนฯ กำลังติดตามเร่งรัดการช่วยเหลืออีกจำนวน 9,300,000 บาท จากงบประมาณรายจ่ายงบกลางฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี  เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา 

การมอบเงินเยียวยาครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือทหารผู้กล้าหาญที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถึงขั้นทุพพลภาพ จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยรัฐบาลได้มอบเงินเยียวยาให้แก่ผู้ประสบเหตุและครอบครัวอย่างเป็นทางการ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ทั้งด้านการรักษาพยาบาลและการดำรงชีวิตประจำวัน   ซึ่งสะท้อนถึงความห่วงใยของรัฐบาลที่มีต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนแสดงถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการดูแลและยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

กพช.ไฟเขียวแพ็กเกจพลังงานใหญ่ ลดต้นทุนผลิต–อนุมัติค่าไฟบ้าน หน่วยละ 3.94 บาท

กพช.ไฟเขียวแพ็กเกจพลังงานใหญ่ ลดต้นทุนผลิต–อนุมัติค่าไฟบ้าน หน่วยละ 3.94 บาท

กพช.ไฟเขียวแพ็กเกจพลังงานใหญ่ ลดต้นทุนผลิต–อนุมัติค่าไฟบ้าน หน่วยละ 3.94 บาท

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.25 น.

กพช. ไฟเขียวแพ็กเกจพลังงานใหญ่ ลดต้นทุนผลิต–อนุมัติค่าไฟบ้าน 3.94 บาท/หน่วย บรรเทาภาระค่าครองชีพ

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ ‘เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า’ ออกอากาศวันเสาร์ที่  23 สิงหาคม 68 ใจความว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมประชุม ได้เห็นชอบมาตรการพลังงานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ในหลายเรื่องสำคัญ 

โดยที่ประชุมได้อนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมทั้งโครงการลมและแสงอาทิตย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาราคากับภาคเอกชนให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน พร้อมขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 เพื่อเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย

กพช. ยังอนุมัติขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1–2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้กว่า 28,358 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 และ 11 ออกไปถึงสิ้นปี 2574 ควบคู่กับการปรับปรุงเครื่องที่ 12–13 เพื่อใช้งานต่อถึงปี 2591 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุนใหม่ ลดการนำเข้า Spot LNG และลดค่า Ft ลงเฉลี่ย 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 9,566 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ จ่ายค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวดกันยายน ถึงธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ส่วนลดครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่และเป็นธรรม

นอกจากนี้ กพช. ยังมีมติยืนยันราคาขายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนไทย พร้อมทั้งยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจาก กฟผ. โดยคงโครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องมาตรฐานสากล รวมถึงเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดการนำเข้า LNG โดยจะบรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ต่อไป

ทั้งนี้รัฐบาลเชื่อว่า มาตรการพลังงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

‘ธนกร’จี้’ภูมิธรรม’ทบทวนระเบียบเยียวยาผู้ประสบภัย ชี้73บาทซ้ำเติมปชช.บ้านพัง

'ธนกร'จี้'ภูมิธรรม'ทบทวนระเบียบเยียวยาผู้ประสบภัย ชี้73บาทซ้ำเติมปชช.บ้านพัง

‘ธนกร’จี้’ภูมิธรรม’ทบทวนระเบียบเยียวยาผู้ประสบภัย ชี้73บาทซ้ำเติมปชช.บ้านพัง

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.09 น.

“ธนกร” จี้มท.เยียวยาปชช.บ้านพังให้เหมาะสม บี้ ทบทวนระเบียบเร่งเบิกจ่ายงบสำรองฉุกเฉิน  ฝาก ช่วยครอบคลุม 7 จว.ชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่แค่บ้านพัง ชี้ อพยพหนีตายหลายวันเสียโอกาสสูญรายได้ทั้งครอบครัว 

23 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า  กรณีที่ประชาชนผู้ประสบภัยเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โพสต์ผ่านสื่อ โซเชียลมีเดียว่าได้รับการประเมินความเสียหายบ้านชำรุดจากการถูกทหารกัมพูชายิงระเบิดโจมตีโดยบอกว่าได้รับการชดเชยจากจังหวัดเป็นเงิน  73 บาทนั้น ตนมองว่า แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษจะออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นการดำเนินการตามระเบียบก็ตาม แต่ระเบียบดังกล่าว ควรต้องมีการปรับแก้ไขให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะเป็นเหตุกรณีพิเศษซึ่งมีการใช้อาวุธสงครามยิง เข้ามาในพื้นที่ชุมชนบ้านเรือนของพี่น้องประชาชน และทำให้ต้องรีบอพยพหนีตายออกจากพื้นที่โดยเร็ว ทิ้งบ้านเรือนไร่นาไม่ได้ประกอบอาชีพกว่า 10 วันซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากต่อชีวิต ทรัพย์สิน รวมถึงสภาพจิตใจของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ยิ่งมาเจอกันชดเชยเยียวยาในลักษณะนี้เหมือนยิ่งไปบั่นทอนกำลังใจของประชาชน

ทั้งนี้ นายธนกร ฝากถึง นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ช่วยทบทวนระเบียบดังกล่าวให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย- กัมพูชา  การชดเชยเยียวยาไม่ใช่เพียงแค่มอบให้แก่ผู้ที่เสียชีวิต หรือทุพพลภาพ บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น ในกรณีที่ประชาชนต้องอพยพทิ้งบ้านเรือน ทรัพย์สินและต้องหยุดประกอบอาชีพไปกว่า 10 วันนั้นถือว่าต้องมีการพิจารณาเยียวยาเป็นกรณีพิเศษด้วย นอกจากนั้น สมควรที่รัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข ต้องมีการจัดทีมอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)จิตแพทย์เข้าไปดูแลหลังผ่านเหตุการณ์สู้รบ เพราะไม่ว่าหน่วยราชการ หรือประชาชนพลเรือนในพื้นที่ ตนมองว่า ทุกคนต่างได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วยกันทั้งสิ้น

“การเยียวยาแบบนี้ เป็นเหมือนการซ้ำเติมและบั่นทอนกำลังใจพี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก จึงขอให้รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลผู้ว่าราชการทั้ง 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาโดยตรง เร่งทบทวนพิจารณาระเบียบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยเร็ว ลดขั้นตอนเร่งการเบิกจ่ายงบสำรองฉุกเฉิน เพื่อดูแลความเป็นอยู่พี่น้องประชาชนทั้งร่างกายและจิตใจเป็นการด่วน“ นายธนกร กล่าว

เสพข่าว’ไทย-เขมร’มาก ปชช. เริ่มเครียด แนะดูแลสุขภาพจิต

เสพข่าว'ไทย-เขมร'มาก ปชช. เริ่มเครียด แนะดูแลสุขภาพจิต

เสพข่าว’ไทย-เขมร’มาก ปชช. เริ่มเครียด แนะดูแลสุขภาพจิต

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.58 น.

เสพข่าวไทย-เขมร มาก ปชช. เริ่มเครียด แนะดูแลสุขภาพจิต รู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง ย้ำ สร้างความเข้าใจเห็นอกเห็นใจซึ่งกันในสังคม โทรปรึกษาที่ 1323

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลห่วงใยประชาชน จากการติดตามสถานการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชาในช่วงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนต้องเผชิญต่อความกดดันทั้งร่างกาย จิตใจ ความหวาดกลัว ความตื่นตระหนก จากการพลัดพรากจากครอบครัว การอยู่ห่างบ้าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนบางกลุ่มที่ต้องได้รับผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก จากเหตุการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้

สำหรับปัจจัยและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของประชาชน ทำให้เผชิญภาวะความเครียดและความกดดัน ประกอบด้วย 1.ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ไม่รู้ว่าปัญหาจะยุติลงเมื่อใด ทำให้เกิดความกังวลและความรู้สึกไร้ความมั่นคง 2. การพลัดพรากและการสูญเสีย แยกจากบุคคลอันเป็นที่รักสูญเสียบ้านหรือทรัพย์สิน เป็นการสูญเสียทั้งสิ่งที่ผูกพันทางใจและฐานะความเป็นอยู่ 3. แรงกดดันทางเศรษฐกิจ รายได้ลดลง การทำงานหยุดชะงัก ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายกลายเป็นความเครียดสะสม 4. สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการฟื้นฟูจิตใจ ที่อยู่อาศัยชั่วคราวหรือพื้นที่แออัด ขาดความเป็นส่วนตัว ทำให้ผ่อนคลายได้ยาก และ 5. ความกลัวและข่าวสารที่กระทบใจ การรับข่าวสารซ้ำ ๆ หรือข่าวลือที่ไม่เป็นจริง อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลเกินจริง สถานการณ์เช่นนี้ หากขาดการดูแลที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะเครียดเรื้อรัง นำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ 

นายอนุกูล กล่าวว่า กรมสุขภาพจิต แนะนำประชาชนสามารถสังเกตสัญญาณความเครียด ได้จากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหารหรือกินมากผิดปกติ หงุดหงิดง่าย ใจสั่น ร้องไห้บ่อย หรือถอนตัวจากสังคม ไม่อยากพูดคุยกับใคร ซึ่งมีวิธีการดูแลตนเองเบื้องต้น ดังนี้ 1. ดูแลร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ 2. จำกัดการเสพข่าวสารที่กระทบใจ เลือกรับข่าวจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และกำหนดเวลาเสพข่าว เพื่อลดความตึงเครียด 3. ใช้เทคนิคผ่อนคลายจิตใจ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ พูดคุยและขอความช่วยเหลือ เปิดใจเล่าความรู้สึกกับคนที่ไว้ใจ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 และ 4. สร้างกิจวัตรประจำวันที่มีความหมาย วางแผนทำสิ่งเล็ก ๆ ที่สำเร็จได้ในแต่ละวัน เพื่อสร้างกำลังใจและความรู้สึกควบคุมชีวิต การดูแลจิตใจของเราเองคือการเสริมภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ และหากพบว่าความเครียดรบกวนชีวิตประจำวัน ควรขอความช่วยเหลือโดยไม่ลังเล

“รัฐบาลห่วงใยประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องในพื้นที่จังหวัดชายแดน ขอให้ประชาชนทุกคนเฝ้าระวังสุขภาพจิตของตนเองและคนใกล้ชิด และใช้ความเข้าใจเป็นพื้นฐานของการช่วยเหลือ เพื่อให้สังคมไทยผ่านพ้นความตึงเครียดในครั้งนี้ไปได้อย่างเข้มแข็งและปลอดภัย ทั้งนี้ หากรู้สึกเครียดหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” นายอนุกูล กล่าว

ครม.ไฟเขียว บี.กริมลงทุนพลังงานสะอาดใน EEC กำลังผลิต 18 MW ระยะสัญญา 25 ปี

ครม.ไฟเขียว บี.กริมลงทุนพลังงานสะอาดใน EEC กำลังผลิต 18 MW ระยะสัญญา 25 ปี

ครม.ไฟเขียว บี.กริมลงทุนพลังงานสะอาดใน EEC กำลังผลิต 18 MW ระยะสัญญา 25 ปี

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.52 น.

ครม. เคาะไฟเขียว บี.กริมลงทุนพลังงานสะอาดใน EEC กำลังผลิต 18 MW ระยะสัญญา 25 ปี หนุนเศรษฐกิจสีเขียวและการลงทุนกว่า 2 ล้านล้านบาท

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 32/2568 ได้มีมติเห็นชอบการอนุญาตประกอบกิจการพลังงานให้แก่ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยโครงการดังกล่าวมีกำลังการผลิต 18 เมกะวัตต์ และมีกำลังจ่ายไฟสูงสุด 15 เมกะวัตต์ ภายใต้ระยะเวลาสัญญา 25 ปี เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมในพื้นที่

มติ ครม. ได้เน้นย้ำให้การดำเนินโครงการพลังงานใน EEC เป็นไปภายใต้ กรอบมาตรการด้านมาตรฐานและความปลอดภัย รวมถึงการจัดทำ Preliminary Code of Practice (CoP) เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการติดตั้งและเชื่อมต่อระบบพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทั้งนี้ยังเป็นการยกระดับการจัดการพลังงานให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าและนักลงทุน

โครงการที่บี.กริมได้รับอนุญาตยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโรงไฟฟ้าในรูปแบบ Hybrid และ Co-Generation ซึ่งมีความสำคัญในการเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงานและลดต้นทุนในระบบโดยรวม

ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีข้อสังเกตว่า  ปัจจุบันกิจการไฟฟ้าฯ รับซื้อพลังงานไฟฟ้าจาก กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ซึ่งการที่กิจการไฟฟ้าฯ จะรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัท บี กริม พาวเวอร์ ในครั้งนี้ อาจส่งผลให้ปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจาก กฟผ. ลดลง และอาจส่งผลต่อการคาดการณ์ปริมาณการผลิตและสำรองไฟฟ้าในภาพรวมที่เหมาะสมได้

อย่างไรก็ดี โดยที่ปัจจุบันกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP) ฉบับใหม่ จึงควรให้ สกพอ. แจ้งปริมาณการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าของบริษัท บี กริม พาวเวอร์ ให้กระทรวงพลังงานทราบเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผนดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้การอนุญาตให้ บี กริม ดำเนินธุรกิจพลังงานใน EEC สะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่มีคุณภาพรองรับการลงทุน โดย EEC ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

ประธานรัฐสภา เป็นประธานอัญเชิญอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.7 องค์ใหม่ ประดิษฐาน ณ อาคารรัฐสภา

ประธานรัฐสภา เป็นประธานอัญเชิญอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.7 องค์ใหม่ ประดิษฐาน ณ อาคารรัฐสภา

ประธานรัฐสภา เป็นประธานอัญเชิญอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.7 องค์ใหม่ ประดิษฐาน ณ อาคารรัฐสภา

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.43 น.

สภาฯทำพิธีสักการะอัญเชิญ ‘พระบรมรูปรัชกาลที่ 7’ องค์ใหม่ ประดิษฐาน ณ อาคารรัฐสภา ใหญ่กว่าพระองค์จริง 4 เท่า สูง 7.7 เมตร ด้าน ‘วันนอร์’ คาดแล้วเสร็จ พ.ค.69 เตรียมหารือ ‘สำนักพระราชวัง’ จัดพระราชพิธีเปิดฯ 

23 ส.ค.68 เมื่อเวลา 08.30 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่  2 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมข้าราชการรัฐสภา ถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าอยู่หัว องค์ใหม่ พระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ และเครื่องประกอบ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นประดิษฐาน บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา 

โดยนายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า การก่อสร้างและอัญเชิญพระบรมรูปฯ จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนพ.ค. 2569 โดยจะมีการหารือกับสำนักพระราชวัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดพระราชพิธีเปิดพระบรมรูปฯต่อไป วันนี้จึงต้องทำให้เกิดความสง่างาม รวมทั้งปรับภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีการติดตามรับผิดชอบจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานกลาง ขณะนี้ทุกอย่างเรียบร้อย ดำเนินการอย่างสมพระเกียรติสูงสุด

ทั้งนี้ สำหรับพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรได้ออกแบบให้มีขนาด 4 เท่าของพระองค์จริง ความสูงจากยอดพระชฎา จนถึง พื้นของพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ 7.7 เมตร ทรงเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์ ฉลองพระองค์ครุย ทรงพระชฎามหากฐินปักขนนกการเวก หรือ “ปักษาสวรรค์” ซึ่งเครื่องราชศิราภรณ์ประเภทชฎา มีศักดิ์สูงรองจาก “พระมหาพิชัยมงกุฎ” โดยมีความแตกต่างจากพระองค์เดิม คือมีพระที่นั่งกระจังใบเทศ 12 ใบ ฐานสองชั้นประดับรายรอบด้วยเทพพนม 21 องค์ พญาครุฑ 24 ตน 

โดยการจัดสร้างพระบรมรูปฯ เป็นการสร้างให้คล้ายกับภาพเมื่อวันที่พระพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกแห่งราชอาณาจักรไทย 10 ธันวาคม 2475

อนึ่ง ช่วงเช้าเมื่อวานนี้ (22ส.ค.) ที่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายสาธิต ประเสริฐศักดิ์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานอนุกรรมการเคลื่อนย้ายพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 (องค์ใหม่) จากสำนักช่างสิบหมู่ มาประดิษฐาน ณ อาคารรัฐสภา โดยมีน.ส.ศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะรองประธานอนุกรรมการฯ และคณะอนุกรรมการเคลื่อนย้ายพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ร่วมถวายพวงมาลัยในพิธีเตรียมการอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ จากสำนักช่างสิบหมู่ มาประดิษฐาน ณ อาคารรัฐสภา 

จากนั้นได้อัญเชิญ พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ออกจากสำนักช่างสิบหมู่ ในเวลา 23.59 น. และมาถึงยังอาคารรัฐสภา ในเวลา 02.00 น. ของวันนี้(23ส.ค.)

กยศ.ปรับยอดหนี้ใหม่ สำหรับผู้กู้ยืมเงินแล้ว กว่า 5.5 แสนบัญชี

กยศ.ปรับยอดหนี้ใหม่ สำหรับผู้กู้ยืมเงินแล้ว กว่า 5.5 แสนบัญชี

กยศ.ปรับยอดหนี้ใหม่ สำหรับผู้กู้ยืมเงินแล้ว กว่า 5.5 แสนบัญชี

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.42 น.

กยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่สำหรับผู้กู้ยืมเงินแล้ว กว่า5.5แสนบัญชี แนะเข้าเช็คยอดหนี้ผ่านแอป “กยศ. Connect” พร้อมเปิดให้ผู้กู้ยืม ลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้ทางเว็บไซต์ http://www.studentloan.or.th 

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้คำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) เพื่อให้ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 และประกาศคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เรื่อง การปรับปรุงยอดหนี้ของผู้กู้ยืมเงิน กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา นั้น  

“กยศ. ได้ดำเนินการคำนวณยอดหนี้เริ่มจากกลุ่มผู้กู้ยืมเงิน จำนวน 556,000 บัญชี เป็นกลุ่มแรก ซึ่ง กยศ. ได้ตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยโดยจะแสดงยอดหนี้ทางแอปพลิเคชัน กยศ. Connect ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่ระบบแจ้งว่า มีเงินส่วนที่ชำระเกินจากยอดหนี้ที่ปรับปรุงใหม่ ผู้กู้ยืมเงินสามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้ที่เว็บไซต์ กยศ. และสำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังมียอดหนี้คงเหลือสามารถชำระเงินผ่านช่องทาง Mobile Banking ของทุกธนาคารด้วยการสแกน QR code ซึ่งจ่ายได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา หรือสามารถชำระผ่านช่องทางอื่น ๆ ที่ กยศ. กำหนด โดยระบบจะลดหนี้ภายใน 3 วันทำการ และผู้กู้ยืมเงินสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.studentloan.or.th” นายอนุกูล ย้ำ

นายอนุกูล กล่าวต่อว่า สำหรับการคำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation)  กยศ. จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการคำนวณยอดหนี้ใหม่ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบคอบในทุกขั้นตอน ก่อนที่จะนำข้อมูลขึ้นในระบบ เพื่อให้ผู้กู้ยืมเงินมั่นใจได้ว่ายอดหนี้ที่แสดงนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ ขอยืนยันว่าผู้กู้ยืมเงินจะไม่เสียสิทธิตามกฎหมายอย่างแน่นอน

‘ไทย’ พร้อมปฏิบัติตามข้อตกลง RBC ‘ไทย-กัมพูชา’ ในพื้นที่ 7 จังหวัดปกติ

'ไทย' พร้อมปฏิบัติตามข้อตกลง RBC 'ไทย-กัมพูชา' ในพื้นที่ 7 จังหวัดปกติ

‘ไทย’ พร้อมปฏิบัติตามข้อตกลง RBC ‘ไทย-กัมพูชา’ ในพื้นที่ 7 จังหวัดปกติ

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.28 น.

“ไทยคู่ฟ้า” รายงาน ไทยพร้อม ปฏิบัติตามข้อตกลงเพื่อสันติภาพของภูมิภาคตามข้อตกลง RBC ไทย-กัมพูชา ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ 7 จังหวัดปกติ

23 ส.ค. 68 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.)  สรุปสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด  จากฝ่ายความมั่นคง ยังคงปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับมือทุกความเคลื่อนไหว และพร้อมตอบโต้ หากมีการละเมิดอธิปไตยไทย

สำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย–กัมพูชา สมัยวิสามัญ วานนี้ (วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568) ณ มณฑลทหารบกที่ 19 จ.สระแก้ว ทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามบันทึกความตกลงเพิ่มเติมจากเดิม 13 จากประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่มาเลเซีย เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา อีก 3 ข้อ รวมเป็น 16 ข้อ 

ทั้งนี้ได้มีการเพิ่มเติมในประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด  ร่วมการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ และการจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ชัดเจน

ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่า จะใช้ทุกกลไกทั้งทางการทูตและความมั่นคง เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะไม่ยอมให้มีการล่วงล้ำเขตแดน ไม่ว่าจะในรูปแบบใด และพร้อมใช้ทุกมาตรการที่จำเป็นในการตอบโต้กัมพูชาอย่างเหมาะสม 

ส่วนกรณีที่มีการปล่อยข่าวเท็จ ว่าไทยเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อประกาศสงครามนั้น

รัฐบาลไทยยืนยันไม่เป็นความจริง เป็นข่าวเท็จ สว.สส.ประชุมปกติ วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี ทุกสัปดาห์เป็นปกติในสมัยประชุมนี้ นายจิรายุ กล่าว

‘ผู้พันเบิร์ด’ เล่าเรื่องราวผูกพัน ‘น้องโก๊ะ’ กับเพื่อนสี่ขา สัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์ที่ภูมะเขือ

'ผู้พันเบิร์ด' เล่าเรื่องราวผูกพัน 'น้องโก๊ะ' กับเพื่อนสี่ขา สัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์ที่ภูมะเขือ

‘ผู้พันเบิร์ด’ เล่าเรื่องราวผูกพัน ‘น้องโก๊ะ’ กับเพื่อนสี่ขา สัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์ที่ภูมะเขือ

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.06 น.

23 ส.ค. 68 พล.ต.วันชนะ สวัสดี หรือ ผู้พันเบิร์ด รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Wanchana Sawasdee ระบุว่า “ทหารราบ ราชินีแห่งสนามรบ
อกตีดิน กินของป่า /ใกล้ตา ไกลตีน 

เรื่องเล่าภูมะเขือ น้องโก๊ะ

ร.อ.ภาณุพงศ์ ทองขาว เป็น ตท.53 ตอนผมเป็นผู้พัน โก๊ะยังเป็นนักเรียนนายร้อยอยู่ เป็นนักเรียนที่มีลักษณะทหารดี ที่ว่าดีนี้คือ มีความเป็นผู้นำ ร่างกายแข็งแรง และรูปร่างกำยำ หุ่นดี โก๊ะนอกจากจะ ลักษณะ ทางทหารดีแล้วยังเป็นนักเรียนที่เรียนดีอีกด้วย เมื่อจบรับราชการในเหล่าทหารราบ ได้สอบชิงทุนไปศึกษาหลักสูตรต่างประเทศที่ รร.ทหารราบ รัฐจอร์เจียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา หลักสูตร Infantry Basic Officer Leader Course (IBOLC) ค่าย Fort Moore

ปัจจุบันน้องโก๊ะเป็นผู้บังคับกองร้อยทหารราบ ได้พากำลังของกองร้อยเข้าตีทหารเขมรที่ภูมะเขือจนสามารถยึดภูมะเขือไว้ได้ วลีเด็ดของโก๊ะ

“ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็อย่าทำตัวให้มีปัญหา ในเมื่อมันมีปัญหา เราก็ไม่คุย ปฏิบัติตามแผนของเราเลย“

ภายใต้ความเข้มแข็ง ห้าวหาญนี้ ยังแฝงไปด้วย 

จิตใจโอบอ้อมอารี และความละมุนเมื่อได้เห็นผู้กองโก๊ะนั่งเล่นอยู่กับสุนัขบนภูมะเขือ สุนัขที่เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ต่อผู้ที่ชุบเลี้ยงให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่อยู่อาศัย ดีใจและภูมิใจที่ได้เจอกันในครั้งนี้ เสร็จศึดเมื่อใด ไปกินข้าวกัน” 

.-008 

ทภ.1 แจงปม รื้อรั้วลวดหนาม เป็นข้อเสนอฝ่ายเดียวกัมพูชา ยันยังไม่มีมติเป็นทางการ

ทภ.1 แจงปม รื้อรั้วลวดหนาม เป็นข้อเสนอฝ่ายเดียวกัมพูชา ยันยังไม่มีมติเป็นทางการ

ทภ.1 แจงปม รื้อรั้วลวดหนาม เป็นข้อเสนอฝ่ายเดียวกัมพูชา ยันยังไม่มีมติเป็นทางการ

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.04 น.

ทภ.1 แจงปม รื้อรั้วลวดหนาม เป็นข้อเสนอฝ่ายเดียวกัมพูชา ไม่ถูกระบุ ข้อหารือ RBC ทั้งสองฝ่าย ด้าน มทภ.1 โยน GBC-JBC ดำเนินการ

23 ส.ค.ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่1 ชี้แจงข้อเท็จเรื่องการรื้อเครื่องกีดขวางจากการผลการประชุม RBC สมัยวิสามัญ

ตามที่ปรากฏเอกสาร ข่าวประชาสัมพันธ์ เรื่อง ผลสำเร็จการเจรจาระหว่างกัมพูชาและไทย  จากการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) สมัยวิสามัญ วันที่ 22 สิงหาคม 2568 จังหวัดสระแก้ว ราชอาณาจักรไทย ของภูมิภาคทหารที่ 5 ประเทศกัมพูชา ฉบับภาษาอังกฤษ  ที่ปรากฏข้อความบางส่วนในประเด็นเรื่อง “ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงหารือถึงมาตรการปฏิบัติเพื่อจัดการกับลวดหนาม ยางรถยนต์ และสิ่งกีดขวางอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ บรรเทาความยากลำบาก อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย และลดผลกระทบต่อการดำรงชีพโดยเร็วที่สุด”  

กองทัพภาคที่ 1 ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงคำกล่าวฝ่ายเดียว ที่ไม่ได้เป็นข้อหารือในการจัดทำบันทึกเอกสารข้อตกลงของคณะกรรมการฯ และคณะเลขานุการฯ ทั้งสองฝ่าย 

แต่ปรากฏอยู่ในคำกล่าวของ รอง ผบ.ทบ./ผบ.ภท.5/ประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ฝ่ายกัมพูชา โดยในช่วงการกล่าวเปิด มีประเด็นสำคัญเรื่อง “การจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน ในพื้นที่ MOU ปี 2543  ควรดำเนินการให้ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศกัมพูชา – ไทย หารือ” 

และในช่วงการกล่าวปิดการประชุม มีประเด็นสำคัญเรื่อง  “การรื้อแนวรั้วลวดหนาม ยางรถยนต์ และสิ่งกีดขวางอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ”  

ทั้งนี้ มทภ.1ในฐานะประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ฝ่ายไทย ได้กล่าวตอบในประเด็นดังกล่าวในช่วงปิดการประชุม โดยสรุปใจความสำคัญ คือ 

“เรื่องข้อหารือต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในบันทึกเอกสารข้อตกลงของ คณะกรรมการ และคณะเลขานุการฯ ของทั้งสองฝ่าย ขอให้นำไปหารือในการประชุมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อนำไปดำเนินการในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ต่อไป”