ศาลอาญาสั่งยกฟ้องคดีม.112 ‘เทวดาแม้ว’รอด! ศาลพิเคราะห์คำพูดจำเลย ไม่ได้เจาะจงหมายถึงใคร

ศาลอาญาสั่งยกฟ้องคดีม.112 'เทวดาแม้ว'รอด! ศาลพิเคราะห์คำพูดจำเลย ไม่ได้เจาะจงหมายถึงใคร

ศาลอาญาสั่งยกฟ้องคดีม.112 ‘เทวดาแม้ว’รอด! ศาลพิเคราะห์คำพูดจำเลย ไม่ได้เจาะจงหมายถึงใคร

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลอาญาสั่งยกฟ้องคดีม.112 ‘เทวดาแม้ว’รอด! ศาลพิเคราะห์คำพูดจำเลย ไม่ได้เจาะจงหมายถึงใคร ทั้งระบุการทำหน้าที่โจทก์ ไม่สมกับภาระการพิสูจน์

ศาลอาญาพิพากษา ยกฟ้อง “ทักษิณ ชินวัตร”คดี ม.112 และพ.ร.บ.คอมพ์กรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ ศาลชี้คำพูดของจำเลย ใช้แค่คำว่า “เขา” ไม่ได้ระบุเจาะจงหมายถึงใคร อีกทั้งพยานโจทก์เป็นผู้มีอคติต่อ “ทักษิณ” ทั้งการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ ไม่สมกับภาระการพิสูจน์ในคดีอาญา ด้าน “ทนายทักษิณ” เผยจากนี้ลูกความจะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติเต็มที่ พร้อมยื่นคำร้องเพิกถอนคำสั่งห้ามไปนอก ด้านโฆษกอัยการเผยเป็นอำนาจ’อสส.’อุทธรณ์คดีทักษิณ ม.112หรือไม่?

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ห้องพิจารณาคดี 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์ตัดสินยกฟ้องในคดี ดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ.1860/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิด ฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 กรณีเมื่อปี 2558 นายทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีประเทศเกาหลีใต้ พาดพิง ดูหมิ่นสถาบันฯ ซึ่งนายทักษิณ จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

โดย ศาลอาญาพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยเป็นผู้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวตามคลิปวิดีโอ โดยมีเนื้อหาของข้อความตามคำฟ้องหรือไม่

โจทก์ไม่มีคลิปฉบับเต็ม

โจทก์มีพยานซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพยานปากนายอนันต์ เหล่าเลิศวรกุล มาเบิกความยืนยันว่าดูคลิปวิดีโอ แล้วเห็นว่าเป็นการกล่าวถ้อยคำให้สัมภาษณ์จำเลยจริง แม้โจทก์ไม่มีคลิปให้สัมภาษณ์ของจำเลยฉบับเต็มมาเป็นหลักฐาน

แต่เมื่อพยานโจทก์ต่างยืนยันว่าคลิปวิดีโอเป็นคลิปให้สัมภาษณ์ของจำเลยบางช่วงบางตอน และพยานโจทก์เห็นว่าสามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเป็นการตัดต่อคลิปวิดีโอ ไม่ปรากฏว่าเป็นการตัดต่อในส่วนใดและส่วนไหนไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับความจริง จึงเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้มาสนับสนุนหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ประกอบกับจำเลยยังเบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า บุคคลและเสียงในคลิปวิดีโอ เป็นจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยให้สัมภาษณ์นักข่าวที่สาธารณรัฐเกาหลี ตามคลิปวิดีโอโดยมีเนื้อหาของข้อความตามคำฟ้อง ไม่ได้เป็นการตัดต่อหรือเสริมแต่งเพื่อใส่ความให้ร้ายจำเลย

ในส่วนของข้อความที่จำเลยให้สัมภาษณ์ตามฟ้องนั้นเป็นการพูดหรือแสดงหรือพาดพิงหรือทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้่อยู่หัวรัชกาลที่ 9 อันมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์หรือไม่

วิเคราะห์องค์ประกอบคดีหมิ่น

เห็นว่า ข้อความที่จะถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความนั้นระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความ หรือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่รู้ได้แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกใส่ความเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรงการใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

ส่วนการดูหมิ่น ต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม หรือสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวถึงขนาดทำให้อับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว อีกทั้งความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นผู้อื่นด้วยการใช้ข้อความหรือคำพูด ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า เมื่อวิญญูชนโดยทั่วไปได้พบเห็น หรือได้อ่านหรือได้ยินข้อความนั้นแล้ว จะส่งผลให้ผู้ถูกกระทำเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ เมื่อพิจารณาข้อความหรือถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยมิได้ใช้คำว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9” โดยตรง และไม่ได้ใช้ถ้อยคำสรรพนามที่อ้างถึงบุคคลที่สามโดยมีคำราชาศัพท์หรือถ้อยคำที่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด หากแต่ใช้คำสรรพนามบุรุษที่ 3 ว่า “เขา” เรียกแทนบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือบุคคลอื่นหลายคนรวมกัน และยังมีคำว่า “องคมนตรี” “ทหาร” “Palace Circle” และ “คนในวัง”ล้วนแต่อยู่ในประโยคคำให้สัมภาษณ์ของจำเลย

พยานโจทก์มีอคติต่อจำเลย

เห็นว่า พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาที่โจทก์นำมาเป็นพยานเพียงปากเดียว กับพยานบุคคลภายนอกที่โจทก์อ้างมา ล้วนแต่เข้าร่วมชุมนุมขับไล่จำเลยทางการเมือง อันส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีอคติต่อจำเลย จึงมีข้อสงสัยถึงความเป็นกลางและต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง พยานบุคคลดังกล่าวของโจทก์จึงไม่อาจแสดงให้เชื่อได้ว่าวิญญชนทั่วไปจะตีความข้อความที่จำเลยกล่าวไปในลักษณะที่พยานเหล่านั้นเข้าใจ ส่วนพยานที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจของโจทก์ก็ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากพยานเบิกความตอบคำถามค้านสอดคล้องกันว่า ในระหว่างการดำเนินคดีกับจำเลยนั้น

ความจริงพยานต่างเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งฟ้องจำเลยได้ เพราะคลิปวิดีโอของกลางไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นต้นฉบับ ทั้งไม่สามารถสืบหาบุคคลที่นำคลิปลงเผยแพร่ในระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาเพจแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ยูทูบ ที่นำคลิปวิดีโอให้สัมภาษณ์ของจำเลยมาเผยแพร่ลงในระบบคอมพิวเตอร์

พบว่าบุคคลที่นำมาเผยแพร่ซึ่งเป็นคนที่ได้รับฟังคลิปวิดีโอมาตั้งแต่แรก ล้วนเข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้สัมภาษณ์โจมตีการยึดอำนาจและรัฐประหาร โดยพาดพิงถึงนายสุเทพกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ และองคมนตรีเท่านั้น

ไม่ได้เข้าใจว่าถ้อยคำให้สัมภาษณ์นั้นจะพาดพิงหรือสื่อความหมายหรืออ้างว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหาร พยานหลักฐานทั้งหมดที่โจทก์นำสืบมา จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยกล่าวข้อความตามคำฟ้องโดยเจตนาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 หรือเมื่อวิญญูชนทั่วไปได้พบเห็นหรืออ่านข้อความที่จำเลยกล่าวแล้วจะเข้าใจได้ว่าหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

ไม่สมกับภาระการพิสูจน์

ในขณะที่การสืบพยานหลักฐานของโจทก์ไม่สมกับภาระการพิสูจน์ในคดีอาญาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ตามฟ้อง

ท้ายคำพิพากษาระบุว่า สำหรับข้อหาร่วมกันแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องแต่มิได้นำพยานหลักฐานใดๆมานำสืบเกี่ยวกับข้อหานี้เลย จึงรับฟังไม่ได้

สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า คำให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดในข้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ระหว่างที่นายทักษิณ เดินทางลงบันไดศาล มีสีหน้ายิ้มแย้ม และพูดเบาๆ ว่า “ยกฟ้อง”ได้โบกมือทักทายคนที่มารอ ก่อนขึ้นรถยนต์เบนท์ลี่ สีดำ ทะเบียน ฐฐ 267 เดินทางกลับทันทีโดยมีมวลชนเสื้อแดง ประมาณ100คนโห่ร้องด้วยความดีใจ.

“แม้ว”เตรียมเดินทางไปนอก

ภายหลัง นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่า ศาลยกฟ้องนายทักษิณโดยใช้เหตุผลหลากหลายเหตุผล และการพิสูจน์ของโจทก์ไม่สมกับภาระการพิสูจน์ตามฟ้อง โดยเรื่องนี้จากการสัมภาษณ์ที่เกาหลีใต้ศาลได้ใช้หลักการในการชั่งน้ำหนักตัววัตถุพยาน ศาลเชื่อว่ามีการสัมภาษณ์จริงที่นั่น แต่บทสัมภาษณ์มีมากกว่าที่ปรากฏอยู่ภายในคลิปวิดีโอซึ่งเป็นบางส่วนและมีถ้อยคำตรงกัน เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ จึงไม่ใช่หน้าที่จำเลยที่ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าเป็นการตัดต่อหรือไม่ เพราะส่วนนี้เป็นหน้าที่ของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ชัดเจนว่าไม่ได้ตัดต่อ ซึ่งศาลรับฟังด้วยความระมัดระวังและเห็นว่าน่าเชื่อว่ามีการสัมภาษณ์ แต่การสัมภาษณ์ดังกล่าวจะสามารถตีความและรับฟังได้ว่าหมายถึงบุคคลตามมาตรา 112 หรือไม่นั้น

เผยทักษิณใช้คำพูดว่า”เขา”

ศาลพิจารณาประกอบด้วยหลักไวยากรณ์ ตามหลักไวยากรณ์ มีประธาน กริยาและกรรม ซึ่งศาลท่านมองว่าประธานเป็นบุคคลที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นบุคคลตามมาตรา 112 แม้จะมีสรรพนามว่า”เขา” ซึ่งพยานบางปากนำมาตีความพิจารณาโดยใช้หลักอะไรของพยานแต่ละคนก็ตามศาลเห็นว่ารับฟังได้น้อยมากไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากพยานที่เป็นพยานความเห็นมีอคติ ซึ่งฝั่งจำเลยก็พิสูจน์ว่าพยานความเห็นเคยแสดงออกทางเมืองอย่างไรบ้างในอดีต มีใครให้การแบบขัดแย้งและไม่เป็นกลางในชั้นสอบสวนและชั้นศาลบ้าง บางถ้อยคำก็นึกคำขึ้นเอาเองว่าตัวนายทักษิณ น่าจะพูดแบบนั้น เพื่อให้แปลความว่าหมายถึงบุคคลตามมาตรา 112

นายวิญญัติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ศาลยังใช้พจนานุกรมของต่างประเทศ ว่าความหมายตามที่ปรากฎในคำฟ้องหมายถึงอะไรบ้าง ตนไม่ขอลงรายละเอียดในส่วนนี้ แต่รับฟังได้ว่าความหมายดังกล่าวไม่ได้หมายถึงพระมหากษัตริย์ เมื่อเป็นเช่นนั้นองค์ประกอบความผิด องค์ประกอบภายนอก จึงไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และองค์ประกอบที่เป็นการกระทำต้องทำให้เข้าใจว่าหมายถึงบุคคลใด

เผยอดีตนายกฯปฎิเสธหนักแน่น

นายวิญญัติ กล่าวอีกว่า ศาลยังเห็นว่าพยานที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ของฝ่ายจำเลย มีความรู้ และเชี่ยวชาญ ได้แปลความและพยานที่จำเลยอ้างทั้งหมดและตั้งแต่ต้นนายทักษิณก็ปฏิเสธอย่างหนักแน่นอยู่แล้ว จึงเป็นภาระการพิสูจน์ของฝ่ายโจทก์ ทั้งเรื่องของการนำคลิปวิดีโอมา การแปลความ น่าเชื่อถือหรือไม่ และเรื่องการสอบสวนในอดีตว่ามีความเป็นมาเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่ามีความกังวลใจที่อัยการยื่นอุทธรณ์ในชั้นต่อไปหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า คดีนี้ศาลยกฟ้อง การอุทธรณ์เป็นหน้าที่ของอัยการซึ่งเป็นโจทก์ แต่เรื่องนี้ข้อเท็จจริงค่อนข้างชัดเจนแล้ว ตนยืนยันว่าไม่กังวลถ้าจะมีการอุทธรณ์ ทางทีมทนายความก็มีหน้าที่แก้อุทธรณ์

“อย่างที่ตนได้บอกไป การอุทธรณ์ไม่ใช่จะสักแต่จะอุทธรณ์อย่างเดียว ต้องดูว่ามีสาระสำคัญหรือข้อกฎหมายที่ควรจะอุทธรณ์หรือไม่ ตนทำคดีการเมืองมาหลายเรื่องก็ไม่เห็นว่าจะมีการอุทธรณ์ทุกเรื่อง เดี๋ยวสังคมก็ไปกดดันว่าจะต้องให้อัยการอุทธรณ์เหมือนกับที่กดดันให้ดำเนินคดีนายทักษิณ และความเห็นของสังคมที่ทำลายและแย่งชิงอำนาจซึ่งตนไม่อยากใช้คำว่าเป็นเรื่องการเมือง เพราะนี่คือปัญหาของกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบัน ตนจึงไม่อยากให้ศาลตกเป็นเครื่องมือของความขัดแย้ง”

พร้อมทำคุณประโยชน์ให้ชาติ

เมื่อถามว่าภายหลังจากศาลพิพากษายกฟ้องนายทักษิณมีท่าทีอย่างไรบ้าง นายวิญญัติ กล่าวว่านายทักษิณยิ้ม พร้อมกล่าวขอบคุณทีมทนายความ พร้อมบอกว่าหลังจากนี้จะได้ทำคุณประโยชน์และทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่

ส่วนบรรยากาศในช่วงการฟังคำพิพากษา นายทักษิณมีท่าทางเรียบเฉยและใช้สมาธิในการฟังคำพิพากษาของศาล และเมื่อศาลอ่านถึงท่อนที่ว่าพยานโจทก์ไม่มีนำหนักเพียงพอ นายทักษิณยิ้มและดีใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของผู้ที่ตกเป็นจำเลยอยู่แล้ว โดยเฉพาะข้อกล่าวหานี้ที่ตนมองว่าเป็นข้อกล่าวหาที่นำมาเล่นงานนายทักษิณและเจ้าตัวก็ตกเป็นเหยื่อ ตอนนี้ก็ถือว่าได้พิสูจน์ตัวเองและเดินเข้าสู่กระบวนการอย่างเต็มที่ซึ่งผลก็ออกมาตามที่ทุกคนเห็นในวันนี้

ร้องเพิกถอนคำสั่งห้ามไปนอก

เมื่อถามว่าหลังจากนี้นายทักษิณจะสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้หรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ตอนนี้ข้อหานี้ยกฟ้องแล้ว ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ คำสั่งขออกนอกประเทศหลังจากนี้ทีมทนายความจะยื่นคำร้องเพิกถอนในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน ส่วนการเดินทางไปในช่วงนี้หรือไม่นั้น นายทักษิณคงไม่เดินทางไปในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าภายหลังจากนี้มีอะไรอยากฝากถึงสังคมว่าภายหลังจากที่ยกฟ้องแล้วสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ สังคมจะกังวลว่าจะมีการหลบหนีก่อนที่จะนัดฟังคำสั่งคดีชั้น 14 หรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า นายทักษิณยืนยันว่าจะเข้าฟังการนัดฟังคำสั่งคดีชั้น 14 อย่างแน่นอน บุคคลที่ชอบคิดว่านายทักษิณจะหนี หรือเอาผลประโยชน์เข้าครอบครัว ตนคงไม่กราบวิงวอนบุคคลเหล่านี้ให้เลิกคิด เพราะเป็นไปได้ยาก ซึ่งบุคคลเหล่านี้มักจะอาศัยกินบุญเก่า คิดว่าตนพูดแล้วจะมีคนฟังหรือเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง อันนี้อยู่ที่สติปัญญาของบุคคลในสังคม และอยากฝากบุคคลในสังคมให้ใช้สติปัญญาในการรับฟังบุคคลกลุ่มนี้ด้วย ที่ผ่านมาก็พิสูจน์อยู่แล้วว่านายทักษิณไม่ได้หลบหนีและสู้คดีดังกล่าวมาโดยตลอด.

“สมชาย”บอกทักษิณเป็นคนดี

ก่อนหน้านี้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี น้องเขยนายทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า จากที่ตนใกล้ชิดนายทักษิณพอสมควร เห็นว่าท่านเป็นคนที่จงรักภักดีและ เทิดทูลสถาบันสถาบันอย่างยิ่ง ส่วนศาลจะตัดสินอย่างไรต้องรอฟัง เราไม่สามารถไปก้าวล่วงได้

ส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับคดีชั้น 14 รพ.ตำรวจหรือไม่ นายสมชาย ระบุว่า เรื่องดังกล่าวนี้ท่านก็ทำตามขั้นตอน เมื่อผ่านกระบวนการของศาล ก็เข้าสู่กระบวนการรับโทษ ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่าจะดำเนินการอย่างไร และหากศาลจะพิจารณาอย่างไรเราก็เคารพ เพราะถือว่าเป็นกระบวนการยุติธรรม แต่ส่วนตัวไม่สามารถออกความผิดได้

เมื่อถามว่ามีความเป็นห่วงในคดีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ ที่จะมีการนัดฟังวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคำพิพากษาในวันที่ 29 สิงหาคม นี้นั้นนายสมชาย ระบุว่า อย่างที่ตนเคยบอก นางสาวแพทองธาร ทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชน การรักษาอธิปไตยของคนไทยทุกคนรวมถึงตัวท่านด้วย ในฐานะผู้นำประเทศต้องรักษาเต็มที่อยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเสียดินแดน เพราะทหารดูแลอยู่ แต่เมื่อเกิดเรื่องมาแล้วก็ต้องดำเนินการตามกฎกระบวนการที่กฎหมายตราไว้ พร้อมย้ำว่าหากศาลว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตาม

ชี้อำนาจอสส.ยื่นอุทธรณ์คดี

ด้านนายศักดิ์เกษม นิไทรโยคโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยภายหลังศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดี ม.112 นายทักษิณ ว่าหลังจากนี้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนจะต้องไปขอคัดถ่ายคำพิพากษาพร้อมคำเบิกความมาเพื่อพิจารณาทำความเห็นว่าควรยืายอุทธรณ์หรือไม่ไปยัง สำนักงานคดีอัยการสูงสุดพิจารณากลั่นกรอง และทำความเห็นต่อไป ยังรองอัยการสูงสุด(รองอสส.)ที่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้ ซึ่งรอง อสส. ก็จะทำความเห็นส่งไปให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาลำดับสุดท้ายว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อหรือไม่ภายใน 30 วันซึ่งหากครบกำหนดเเล้วอัยการสูงสุดยัง พิจารณายังไม่แล้วเสร็จก็ อาจจะมีการขยายระยะเวลาก็ได้ โดยปกติก็จะขอขยายครั้งละ 30 วัน สำหรับคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักรผู้ที่มีอำนาจพิจารณายื่นอุทธรณ์จะเป็นอำนาจอัยการสูงสุด

“ภูมิธรรม”ยันเทวดาบริสุทธิ์

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลอาญายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีความผิดมาตรา 112 จะเป็นผลบวกต่อรัฐบาลหรือไม่ ว่า ตนเพิ่งทราบว่าพ้นเรื่องมาตรา 112 ไปแล้ว และศาลได้ยกฟ้องเพราะไม่มีข้อมูลที่เป็นจริงในการพิจารณา ดังนั้นถือเป็นข้อยุติ ศาลพิจารณาเป็นเรื่องๆ อย่าไปผูกโยงกัน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล

เมื่อถามว่า หมายความว่าอย่าเอาคำพิพากษาของศาล มาผูกกับสัญญาณการเมืองใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่มีสัญญาณทางการเมืองหรอก แต่คือความเป็นจริง ที่ศาลพิจารณาตามความเหมาะสม

เมื่อถามว่า ผลออกมาแบบนี้ จะทำให้ขวัญกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยดีขึ้นหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขวัญและกำลังใจสมาชิกพรรคเพื่อไทยดีมาตลอด เพราะเรามั่นใจในสิ่งที่ทำ ว่าไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย

เมื่อถามว่า จากคดีความต่างๆ ขณะนี้ มั่นใจใช่หรือไม่ว่ารัฐบาลจะอยู่จนครบวาระ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มั่นใจว่าเราบริสุทธิ์ใจ เราตั้งใจบริหารและทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ เพราะฉะนั้น เมื่อเรารับอาสามาแล้ว เราจะทำให้ดีที่สุด อะไรที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาคดีความ ก็ขอให้ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ได้มีผลอะไรต่อเรา เพราะเรารู้ว่าศาลใช้ดุลยพินิจ พิจารณาตามความยุติธรรมอย่างเหมาะสม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม เดินทางไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงสนทนากับ ฮุน เซน ได้พูดคุยกับนายกฯ หลังจากนั้นหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกันเลย เพราะเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ตนทำงานจนดึก วันนี้ก็ตื่นสายหน่อย เพราะตื่นเช้ามาหลายสัปดาห์แล้ว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันศักดิ์ศรีการรักษาประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สิน ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกองทัพภาคที่ 1”

พลโทอมฤต บุญสุยา

แม่ทัพภาคที่ 1

2ฝ่ายบรรลุข้อตกลงชายแดน13+3 ‘บิ๊กเล็ก’ชี้สัญญาณดี เขมรยอมกู้ระเบิด-ปราบแก๊งคอลฯ

2ฝ่ายบรรลุข้อตกลงชายแดน13+3 ‘บิ๊กเล็ก’ชี้สัญญาณดี เขมรยอมกู้ระเบิด-ปราบแก๊งคอลฯ

2ฝ่ายบรรลุข้อตกลงชายแดน13+3 ‘บิ๊กเล็ก’ชี้สัญญาณดี เขมรยอมกู้ระเบิด-ปราบแก๊งคอลฯ

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

2ฝ่ายบรรลุข้อตกลงชายแดน13+3 ‘บิ๊กเล็ก’ชี้สัญญาณดี เขมรยอมกู้ระเบิด-ปราบแก๊งคอลฯ มท.1ย้ำเยียวยาตามระเบียบเดิม โวทำได้ดีกว่าทุกรัฐบาลทุกสมัย เบรกดราม่าปมค่าสังกะสี 73 บาท

“ภูมิธรรม” ยันจ่ายชดเชยปชช.ได้รับผลกระทบ เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ตามระเบียบเดิม แต่มอบมท.2 คุยหน่วยงานดูงบเยียวยาเพิ่ม โวรัฐบาลนี้ทำได้ดีกว่าทุกรบ.ที่ผ่านมา ส่วนรมช.มหาดไทย ย้ำดูแลพี่น้องชายแดนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบเร่งปรับเกณฑ์เยียวยาให้เหมาะกับภัยรูปแบบใหม่ ส่วนผลประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ฝั่งกองทัพภาคที่1เห็นพ้อง13 ข้อตกลงหยุดยิง GBC เขมรตอบรับ3ข้อเสนอของไทย “เก็บกู้ทุ่นระเบิด–ปราบสแกมเมอร์-ตั้งชุดประสานงานร่วม” แต่ไม่ตอบรับ แก้ MOU 43 ชี้ไม่อยู่ในอำนาจ RBC โยนไปถกวง JBC แทน ด้าน “บิ๊กเล็ก”บอกเป็นสัญญาณจากส่วนกลางเรื่องกู้ทุ่นระเบิด แนวโน้มดี เขมรตอบรับร่วมมือไทยเก็บกู้ทุ่นระเบิด – ปราบสแกมเมอร์ – ตั้งทีบีซีคุยระดับท้องถิ่น แต่ยังไม่เชื่อใจ ขอประเมินก่อน

วันที่ 22 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการจ่ายค่าเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ถูกมองว่าไม่สมเหตุสมผลว่า เป็นเพียงจุดเล็กๆ ซึ่งจะพิจารณาแก้ปัญหาต่อไป จริงๆเรื่องนี้มีกฎระเบียบอยู่แล้ว เราจึงพยายามฝ่ากฎระเบียบด้วยการมีมติใหม่ออกมา โดยมอบหมายให้นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ประชุมร่วมกับสำนักงบประมาณ คณะกรรมการกฤษฎีกา กรมบัญชีกลาง และส่วนที่เกี่ยวข้อง เพราะส่วนใหญ่ต้องเริ่มต้นที่กฎระเบียบก่อน

ยันเยียวยาตามระเบียบเดิมแต่พร้อมเพิ่มให้

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ขออย่าไปดูเรื่องการชดเชยค่าสังกะสี 73 บาท เพราะเรากำลังเพิ่มขั้นตอนต่างๆ พร้อมยืนยันการจ่ายชดเชยครั้งนี้ เป็นการจ่ายโดยใช้ระเบียบข้อบังคับเดิม แต่หากอะไรที่ดูแล้วสามารถเพิ่มให้ได้และชัดเจนว่า เกิดจากเหตุนอกประเทศที่ปะทะกันรุนแรง จนเป็นเหตุให้ได้รับผลกระทบทั้งเสียชีวิตและทรัพย์สินก็จะดูแลให้ เพราะการแก้ตรงนี้พิเศษกว่าที่อื่น

โวรบ.นี้ทำดีกว่าทุกรบ.ที่ผ่านมา

“ยืนยันว่า ที่ทำมาดีกว่าทุกรัฐบาลและทุกสมัย ผมมองว่าเรื่องนี้ยังไม่เป็นเรื่องที่ใหญ่ แต่สำหรับเรื่องใหญ่ๆเดี๋ยวจะดูแลให้ เพราะยังมีอีกหลายร้อย หลายพันเรื่องที่เราต้องจ่าย ฉะนั้นอันนี้ต้องคำนึงและต้องดูแลตามกฎระเบียบ เรื่องหลังคาสังกะสีทะลุ ได้ 73 บาทนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น อย่าไปคิดเรื่องนั้น”นายภูมิธรรมกล่าว

ปัญหาเขตแดนไม่จบง่ายๆ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา สมัยวิสามัญหรือ RBC ระดับเลขานุการ ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 (ไทย) และกองบัญชาการทหารภูมิภาคที่ 5 (กัมพูชา) ที่ไทยยื่นเสนอเพิ่ม 3 ข้อ 1.คือการเก็บทุ่นระเบิดร่วมกัน 2.การปราบปรามสแกมเมอร์ และ 3.เป็นข้อเสนอใหม่จากปัญหาชุมชน ที่รุกล้ำพื้นที่จ.สระแก้ว โดยเสนอ จัดสรรพื้นที่ชายแดนใหม่ว่า เราก็มีเหตุผลของเราที่จะเสนอไปว่าจำเป็นอย่างไร ซึ่ง 3 ข้อที่เสนอไปเป็นเงื่อนไขที่คิดว่าเป็นปัญหาหรือเป็นประโยชน์กับเราก็ทำได้ ไม่ใช่ว่าเรามาคิดว่าเป็นประโยชน์กับเราฝ่ายเดียว มันเป็นความเหมาะสมถูกต้อง ที่เราควรเสนอ ให้เขาคุยกันก่อน เรื่องเขตแดนในความเป็นจริง ต้องเตรียมใจไว้ว่า ไม่ได้จบง่ายๆ ในโลกนี้ยังไม่มีอันไหนที่จบง่ายต้องว่ากันไปและหาทางออกที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้กระทบอธิปไตยของประเทศใช้ประโยชน์ร่วมกัน แล้วแต่ละประเทศจะไปคุยกัน

ยันรบ.เร่งช่วยเหลือเหยื่อไม่สงบชายแดน

ขณะที่น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิชย์ รมช.มหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทุกครอบครัวให้ครบถ้วนมากที่สุด ทั้งนี้ จากการสำรวจความเสียหายในหลายจังหวัดชายแดน เช่น สุรินทร์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ พบบ้านเรือนของประชาชนเสียหายหลายร้อยหลัง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกเมื่อเกิดเหตุ ได้เร่งซ่อมแซมบ้านจนแล้วเสร็จไปจำนวนมาก และสำหรับบ้านที่เสียหายทั้งหลัง ภาคเอกชนได้เข้ามาร่วมสนับสนุน เช่น การมอบบ้านน็อคดาวน์ เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวจนกว่าการซ่อมแซมจะแล้วเสร็จ

“นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้อนุมัติการช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟในเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่อพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิง ขณะเดียวกัน เร่งทำความเข้าใจกับการไฟฟ้าในกรณีที่มีการเก็บค่าไฟย้อนหลัง เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน เพราะเป็นยอดบิลรอบเดือนเก่า ซึ่งสามารถนำยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับเดือนถัดไปที่มีการเรียกเก็บได้อีกด้วย” น.ส.ธีรรัตน์ กล่าว

เร่งปรับเกณฑ์เยียวยาให้เหมาะกับภัยแบบใหม่

และเน้นย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยตระหนักดีว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นภัยรูปแบบใหม่ ที่แตกต่างจากภัยธรรมชาติทั่วไป โดยตลอดกว่า 1 เดือนนับจากเกิดเหตุ รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างต่อเนื่อง ทันท่วงทีและไม่สะดุด ยืนยันว่า การช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ดำเนินการตามลำดับขั้นตอน โดยรัฐบาลจะอนุมัติวงเงินช่วยเหลือแล้ว และต้องดำเนินการที่ชัดเจนตามระเบียบกฎหมาย

ทั้งนี้ ยอมรับว่ายังมีบางส่วนที่ไม่สามารถใช้เกณฑ์การเยียวยาแบบเดิมได้ เนื่องจากสถานการณ์ในครั้งนี้มีลักษณะการอพยพประชาชน ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ดินโคลนถล่มหรือน้ำท่วมที่ผ่านมา ดังนั้น ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาและมาตรการช่วยเหลือต่างๆ เพิ่มเติม ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของภัยพิบัติ เพื่อให้ประชาชนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และเป็นธรรม

ถก ‘RBC’ ไทยชง3ข้อเสนอใหม่

เวลา 10.00 น.วันเดียวกัน ที่สโมสรสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ระดับแม่ทัพ ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ฝ่ายไทยนำโดย พลโทอมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอกแอก ซอมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 โดยจะใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งช่วงต้นเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ ก่อนเชิญออก เพื่อเข้าวาระการประชุม

ทั้งนี้ รายงานข่าวยืนยันว่า การประชุมอาร์บีซีวันนี้ จะเป็นการหารือ 13 + 3 ข้อตกลงคือ 13 ข้อจากเดิม การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา เพื่อนำสู่การปฏิบัติ และข้อเสนอใหม่ของฝ่ายไทย 3 ข้อ โดย 2 ข้อแรกเป็นจุดยืนที่ไทยเสนอต่อจีบีซีมาแล้วคือ 1.ให้สองฝ่ายเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน 2.ร่วมปราบสแกมเมอร์ และ3.เป็นข้อเสนอใหม่จากปัญหาชุมชนที่รุกล้ำพื้นที่ จ.สระแก้ว จึงเสนอจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้องร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ ที่จ.สระแก้วมีการประชุม RBC สามัญวิสามัญ กองทัพภาคที่ 1 หลังกัมพูชาขอเลื่อนเวลาประชุม เพื่อตรวจสอบเอกสาร โดยเดินมาประชุมผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ในเวลา 23.56 น. ถึงสโมสรนายทหารค่ายสุรสิงหนาท อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เวลาประมาณ 00.05 น.โดย เสธ.ทภ.1 ให้การต้อนรับ รอง ผบ.ภท.5 และเข้าห้องรับรองเพื่อหารือ ขณะที่คณะทำงาน กองเลขานุการฯ ทั้งสองฝ่ายตรวจความถูกต้องเอกสารก่อนประชุม และได้เริ่มประชุมเวลา 01.09 ปิดประชุมเวลา 02.12 น. จากนั้นมีการลงนามเห็นชอบร่างบันทึก และแลกแฟ้มเอกสาร 2 ฝ่าย แล้วเสร็จในเวลา 02.19 น. จากนั้นฝ่ายกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ และเตรียมมาประชุมอีกครั้งเวลา 10.00 น.วันนี้

RBCไทย-เขมรเห็นชอบ13+3

ภายหลังการประชุม พลโทอมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 นำแถลงสรุปผลการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ระดับแม่ทัพ ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 โดยทั้งสองฝ่าย ตกลงกันด้วยดี ในการตอบรับ 13 ข้อตกลงหยุดยิงจากการประชุม GBC ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ที่ประชุม ได้เห็นชอบ เพิ่มเติม 3 ประเด็น จากที่ไทย เสนอ 4 ประเด็น คือ

1. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในการร่วมมือกำจัดทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม โดยพิจารณาให้หารือในการประชุม GBC ครั้งต่อไป 2.ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันร่วมมือประสานงานกันแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยให้ใช้เวทีมหาดไทยกัมพูชา หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย และเห็นควรให้เสนอหารือร่วมกัน GBC ครั้งต่อไป 3.ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ ให้มีกลไกแก้ปัญหา ด้วยการจัดตั้งชุดประสานงาน Coordination Group (CG) และคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นกลไกรองรับคณะ RBC ในการแก้ปัญหาระดับพื้นที่

เขมรไม่รับแก้MOU43ชี้ไม่อยู่ในอำนาจRBC

ส่วนข้อเสนอที่ 4.ในการแก้ไขปัญหาการละเมิด MOU43 ฝ่ายกัมพูชา ขอให้ใช้กลไกอื่น ในการหารือ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจ ของ RBC โดยฝ่ายไทยยืนยันเสนอ ให้ฝ่ายกัมพูชาได้ทราบว่าเป็นพื้นที่ที่สำคัญ และได้แจ้งเจตนารมย์ที่ชัดเจน ของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 1 ย้ำว่า เรื่องนี้ กัมพูชา ขอไปใช้กลไก JBC หรือคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทยกัมพูชา แทน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ต้องเสนอผ่านกลไก GBC

มทภ.1เปิดใจ3ยุทธรบในพื้นที่ภาค1

ที่ ร.12 พัน.3 ผู้สื่อข่าวรายงานหลังแถลงผลประชุม RBC พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ชี้แจงปมต่างๆ ที่เป็นประเด็นข่าว 4 ประเด็น โดยยืนยันว่า กองทัพภาคที่ 1 ใช้แผนที่ 1:50,000 เช่นเดียวกับกองทัพภาคที่ 2 แต่ลักษณะพื้นที่มีความแตกต่างกัน เพราะกองทัพภาคที่ 2 มีลักษณะภูมิประเทศเด่นชัด เป็นแนวเทือกเขาพนมดงรัก บางจุดมีหน้าผาชัดเจนเป็นป่าเขา ต่างกับพื้นที่ภาคที่ 1 ซึ่งเต็มไปด้วยชุมชนขนาดใหญ่ของทั้งสองฝั่ง ลักษณะดินต่อดิน ยกเว้นบางช่วงที่อาจเป็นแนวคลอง ได้แก่ คลองลึก ยืนยันว่าตลอดแนวหลักเขตตั้งแต่ 28-51 กำลังพลกองทัพภาคที่ 1 ดูแลได้ทั้งหมด พร้อมได้เปิดภาพสดจากกล้องและโดรน เพื่อให้สื่อมวลชนได้เห็นกำลังพลที่รักษาหลักเขตทั้งหมด

พลโทอมฤตยอมรับว่า ยังมีบางหลักเขตที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมรับ จึงเป็นที่มาของเอ็มโอยู 43 ที่ทำไว้ระหว่างรัฐบาล ได้รับความยินยอมจากทั้งสองประเทศตรงกันว่า ในจุดที่ตกลงไม่ได้จะไม่มีการเข้าไปเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้เกิดขึ้น อีกทั้ง ปัจจุบันเรามีเครื่องมือที่ทันสมัย ชัดเจน แม่นยำ โปร่งใส เป็นที่ยอมรับของทั้งสองประเทศ สำหรับขั้นตอนต่อไปจะเป็นระดับนโยบายที่เราจะทำต่อไป

สำหรับการปฎิบัติในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 สถานการณ์ความตึงเครียดเกิดในพื้นที่ภาคที่ 2 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568 มีการยั่วยุมาตลอด ตั้งแต่ร้องเพลงชาติที่ปราสาทตาเมืองธม เหตุการณ์ที่ช่องบก และการวางระเบิด เหตุการณ์ความรุนแรงยกระดับมากยิ่งขึ้น จนมีการปฏิบัติการทางทหาร วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายเพิ่มเติมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ซึ่งในส่วนกองทัพภาคที่ 1 เคลื่อนย้ายกำลังครบทุกหน่วย ภายในวันที่ 25 กรกฎาคม และเข้าปฏิบัติพื้นที่เป้าหมายช่วงเช้า วันที่ 26 กรกฎาคม เสร็จสิ้น โดยไม่มีการโต้ตอบจากฝ่ายตรงข้าม เป็นเพราะกำลังรบของฝ่ายไทยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 มีกำลังรบสูงกว่าฝ่ายกัมพูชา

ยันปฎิบัติการทภ.1ไม่เปิดแนวรบเพิ่ม

นอกจากนี้ สิ่งที่คำนึงถึงตลอดคือ หากเปิดพื้นที่รบเพิ่มจากพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ก็จะกลายเป็นการประกาศสงคราม และหากเป็นสงคราม จะมีความวุ่นวายตามมาอีกมากมาย ทั้งการระดมสรรพกำลัง การควบคุมต่างๆ ที่สำคัญคือ ประชาชนจะเดือดร้อนหมด เช่นในพื้นที่ภาคอีสานที่มีการอพยพประชาชนนับ 100,000 คน แต่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเตรียมและอพยพแต่ไม่มากเท่า เพราะเราคำนึงตลอดถึงความเดือดร้อนของประชาชน ในส่วนนี้ประชาชนที่อยู่ตอนในหรือคนในกรุงเทพฯ อาจไม่เข้าใจ

“ยืนยันว่า การปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 1 ช่วยยับยั้งการไปเพิ่มเติมกำลังของฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2” แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าว

แม่ทัพภาคที่ 1 ยังกล่าวถึงการปฎิบัติต่อพื้นที่ บ้านหนองจาน ที่กำลังเป็นข่าวขณะนี้ว่า ได้พยายามผลักดันถอนทหารกัมพูชาออกไป โดยไม่มีการปะทะ จากนั้นจึงวางแนวลวดหนาม เพื่อควบคุมพื้นที่ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามกลับเข้ามา ยืนยันว่าการวางแนวลวดหนามเป็นหลักการรบ ป้องกันตนเอง มิใช่หลักเขตแดนตามที่เป็นข่าว และบ้านหนองจาน ระหว่างหลักเขตที่ 46 และ 47 ไม่มีหมุดหลักเขต เป็นพื้นที่ราบ จึงวางลวดหนามเพื่อป้องกันตนเอง

ปิดด่านตัดท่อน้ำเลียงแก๊งคลอยันยึดประโยชน์ปท.

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 1 ยังกล่าวถึงการรักษาด่านต่างๆในพื้นที่จ.สระแก้ว ไม่เกี่ยวข้องกับจันทบุรีและตราด มีการปิดด่านก่อนจะมีสถานการณ์การสู้รบ ตามยุทธวิธีของ ศอ.ปชด. เป็นภารกิจปราบปรามยาเสพติด และสแกมเมอร์ การปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นการช่วยลดทอนขีดความสามารถ และปิดเส้นทางการเงินฝั่งกัมพูชา ทำให้ฝั่งกัมพูชาขาดกำลังบำรุง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแก๊งสแกมเมอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยและสร้างผลกระทบไปทั่วโลก ตนถือว่าการปฏิบัติส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ นอกจากหลักยุทธการและยุทธวิธี ที่คำนึงรอบคอบตลอดมาในการดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1

“กองทัพภาคที่หนึ่งยืนยันศักดิ์ศรีการรักษาประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สิน ไม่เกี่ยวผลประโยชน์ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นกองทัพภาคที่หนึ่ง”

‘บิ๊กเล็ก’บอกผลประชุมRBCส่งสัญญาณดี

ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาการรมว.กลาโหมกล่าวถึงการประชุมอาร์บีซี ไทย-กัมพูชา ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ที่เห็นพ้อง 13 ข้อตกลงหยุดยิง จีบีซีโดยทางกัมพูชาตอบรับข้อเสนอ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ปราบสแกมเมอร์ว่า เป็นการส่งสัญญาณที่ดี ตามที่ตนเคยบอกไว้ว่า กัมพูชาในระดับนโยบาย ช่วงที่ตนไปประชุม จีบีซี ที่มาเลเซีย มีความจริงใจที่จะคุยในแบบทวิภาคี แต่ตนก็ต้องมาประเมินในขั้นการคุยในระดับอาร์บีซี ซึ่งทีมพูดคุยอาร์บีซีของกัมพูชาจะมีอยู่ทีมเดียว ต้องรอคุยทีละพื้นที่ โดยเมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคม ฝั่งกัมพูชาได้ประชุมร่วมกับที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ที่จังหวัดตราด และในวันนี้ 21-22 สิงหาคมประชุมกับกองทัพภาคที่ 1 ที่จ.สระแก้ว และวันที่ 25-27 สิงหาคม จะไปประชุมในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จึงต่างจากของเรา ที่ใช้คนละหน่วยในการพูดคุย

คุยหยุดยิงใช้เวลาเป็นปี-ชงตั้งทีบีซีคุยระดับพื้นที่

ดังนั้น การพัฒนาการพูดคุยจากจังหวัดตราด มาถึงจังหวัดสระแก้ว คงตีความได้ว่าเป็นการพัฒนาจากส่วนกลาง แสดงว่ามีแนวโน้มเป็นไปในแนวทางที่ดี ซึ่งเราไม่ได้คาดหวังความสำเร็จในเวลาอันสั้น เพราะการพูดคุยการหยุดยิงในหลายประเทศใช้ระยะเวลานานเป็นปี ทาง ศบ.ทก. และ จีบีซี ก็คิดว่าต้องใช้เวลาซักระยะหนึ่งคงไม่เร็ว แต่ผ่านมา 15 วัน แล้วมาถึงจุดนี้ได้ ส่วนตัวตนคิดว่าทำได้เร็ว แม้นว่าจะยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมก็ตาม แต่ขอให้กัมพูชาเข้ามาสู่การพูดคุย เพราะช่วงที่ผ่านมารัฐบาลและ ศบ.ทก.เป็นห่วงว่าเขมรไม่เข้ามาสู่การพูดคุย แต่ปัจจุบันนี้ เขมรเข้ามาสู่เจบีซี จีบีซี และอาร์บีซี แล้ว

“ การประชุมอาร์บีซีวันนี้ ที่ประชุมยังเสนอให้ตั้ง คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น ไทย-กัมพูชา (ทีบีซี) ขึ้นมาอีก เป็นการพูดคุยระดับพื้นที่ เป็นสิ่งที่ผมมองว่า เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องดูไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าปักใจเชื่อไปเลย ต้องประเมินผลเป็นระยะ แต่อย่างไรก็ถือว่ามีความคืบหน้าที่ดี”พล.อ.ณัฐพลกล่าว

เมื่อถามว่าจากการพูดคุยจากสองพื้นที่นี้แล้ว การพูดคุยของกองทัพภาค 2 แนวโน้มไปในทางที่ดี ใช่หรือไม่ พล.อ. ณัฐพล กล่าวว่า ก็ต้องดูกันต่อไป เพราะว่าสัญญาณจะมาจากส่วนกลาง เรารอดูการพูดคุยของกองทัพภาคที่ 2 ถ้าดีขึ้นเพิ่มมากกว่านี้อีก แสดงว่านโยบายจากส่วนกลางได้ขับเคลื่อนให้มาเป็นแบบนี้

ชี้เป็นสัญญาณจากส่วนกลางเขมรยอมกู้ระเบิด

ส่วนกรณีที่นายนง ซากาล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ออกมาพูดเรื่องความร่วมมือกับไทยในการเก็บกู้วัตถุระเบิดนั้น เป็นสัญญาณจากส่วนกลางใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลยอมรับว่าา ใช่ เราพยายามทำบรรยากาศให้ดีขึ้น แต่ในบรรยากาศที่มีความหวาดระแวง มีการยั่วยุ เราก็ต้องทำความเข้าใจกัน อย่างในวันนี้ การประชุมของกองทัพภาคที่ 1 เป็นผลประชุมที่ดีมาก เพราะมีการตั้งชุดประสานงานติดต่อกัน ต่อไปหากมีความไม่เข้าใจกันหรือปฏิบัติลักษณะยั่วยุ ผู้ประสานงานก็ต้องมาคุยกัน ตนอยากให้เกิดบรรยากาศแบบนี้ในกองทัพภาคที่ 2 ด้วย

เมื่อถามว่าทางกัมพูชา ยังไม่ตอบรับเรื่องของการจัดระเบียบชายแดน เพราะต้องไปคุยในระดับที่สูงกว่านี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าว เรื่องนี้คงเป็นในขั้นต่อไป เพราะการประชุมไม่จำเป็นที่จะประชุมครั้งเดียวจบ ก็อาจประชุมครั้งต่อไปอีก ฉะนั้นรายละเอียดอะไร ที่ประชาชนต้องการ ขอให้สื่อสารผ่านสื่อมวลชนมา ทางศบ.ทก. และ จีบีซี จะเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ แล้วแจ้งให้ทาง อาร์บีซีดำเนินการต่อไป

ซัดเกมการเมือง ทนายข้องใจปม‘เขากระโดง’ กังวลDSIมุ่งดันเป็นคดีพิเศษ

ซัดเกมการเมือง ทนายข้องใจปม‘เขากระโดง’ กังวลDSIมุ่งดันเป็นคดีพิเศษ

ซัดเกมการเมือง ทนายข้องใจปม‘เขากระโดง’ กังวลDSIมุ่งดันเป็นคดีพิเศษ

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซัดเกมการเมือง ทนายข้องใจปม‘เขากระโดง’ กังวลDSIมุ่งดันเป็นคดีพิเศษ

ดีเอสไอเผยพื้นที่ดินเขากระโดงวัดใหม่เหลือ 4,414 ไร่ จากเดิม 5,083 ไร่พบโฉนด-สิ่งปลูกสร้างทับที่สาธารณะและนิติกรรมต้องสงสัยหลายแปลง เก็บหลักฐาน 3 วัน เตรียมเสนอวิเคราะห์ อาจพัฒนาเป็นคดีพิเศษ ด้าน “ทนายชนินทร์” สงสัยการลงพื้นที่ของดีเอสไอโดยผิดสังเกต อาจมีนัยทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พันตำรวจตรี ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมคณะพนักงานสืบสวนคดีที่ 97/2568 ลงพื้นที่แขวงการทางรถไฟลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ เพื่อตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินเขากระโดงของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ตามคำสั่งศาลปกครอง

จากการตรวจสอบ พบว่าแผนที่การรถไฟที่จัดทำร่วมกับสำนักงานที่ดินบุรีรัมย์ แสดงพื้นที่เดิม 5,083 ไร่ แต่ผลการวัดระบบใหม่เมื่อ ก.ค. 2567 เหลือเพียง 4,414 ไร่ นอกจากนี้ยังพบสิ่งปลูกสร้างบางส่วนทับทางสาธารณะ และการออกโฉนดน่าสงสัยหลายแปลง รวมถึงมีหน่วยงานรัฐ 12 หน่วยงานตั้งอยู่ในพื้นที่รถไฟ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง

ทั้งนี้ ยังพบการทำนิติกรรมโฉนดจำนวน 513 ไร่ ที่ได้รับการรับรองแนวเขตจากเจ้าหน้าที่การรถไฟ แต่ยังอยู่ในเขตที่ดินรถไฟ ซึ่งต้องตรวจสอบต่อ ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่ทับทางสาธารณะ เป็นอำนาจของฝ่ายปกครองท้องถิ่นในการดำเนินการตามกฎหมาย โดยจากข้อมูลสำนักงานที่ดินตั้งแต่ปี 2513–2539 มีทั้งที่ได้รับและไม่ได้รับการรับรองจากการรถไฟ

ดีเอสไอ ระบุว่าหลักฐานทั้งหมดที่เก็บได้จากการลงพื้นที่ 3 วัน จะถูกนำมาวิเคราะห์ และมีความเป็นไปได้ที่จะยกระดับเป็นคดีพิเศษ หากพบมูลความผิดชัดเจน

ทางด้าน นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความคดีเขากระโดง กล่าวถึงการทำงานของชุดสืบสวนสอบสวนคดีที่ดินเขากระโดง ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมหลักฐานพิจารณาจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ว่า ดีเอสไอกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ เรื่องเขากระโดงไม่ใช่คดีพิเศษอะไร เป็นเพียงข้อพิพาทสิทธิในที่ดินที่กฎหมายกำหนดช่องทางไว้ชัดเจน คือให้พิจารณาตาม มาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และศาลปกครอง ชี้แล้วว่าอำนาจเพิกถอนโฉนดเป็นของอธิบดีกรมที่ดิน ไม่ใช่ของดีเอสไอ แต่กลับเห็นความพยายามเร่งเรื่องให้เป็นคดีพิเศษ ทั้งที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ เพียงเพราะต้องการสร้างแรงกดดันทางการเมือง

นายชนินทร์ กล่าวว่า การนำเอกสารอย่าง ร.ว.9 หรือ ส.ค.1 มาโบกเป็นธง ทั้งที่รู้กันดีว่าไม่ใช่เอกสารกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงแจ้งการครอบครองแบบเดียวกับประชาชนทั่วไป แถมยังมีปัญหามาตราส่วนผิดเพี้ยนในแผนที่ ก็สะท้อนเจตนาชัดว่าไม่ได้ทำเพื่อหาความจริงทางกฎหมาย แต่ทำเพื่อสร้างเรื่องให้สังคมเชื่อว่าประชาชนคือผู้บุกรุก ทั้งที่ประชาชนถือโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย

“สิ่งที่น่ากังวลคือการเร่งทำคดีนี้ให้กลายเป็นคดีพิเศษเกิดขึ้นหลังเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกกดดันให้เร่งปิดเกม ทั้งที่ความจริงปัญหาคาราคาซังมาหลายสิบปี ทำไมเพิ่งจะเร่งเอาตอนนี้ คำตอบมีเพียงข้อเดียวนี่คือการเมือง ไม่ใช่ความยุติธรรม” นายชนินทร์ กล่าว

นายชนินทร์ กล่าวต่อว่า หลักกฎหมายชัดเจนว่าถ้ารัฐต้องการเพิกถอนโฉนด ต้องดำเนินการผ่านคณะกรรมการสอบสวนตาม มาตรา 61 ให้ครบถ้วน ให้ประชาชนมีสิทธิโต้แย้ง ไม่ใช่ใช้ดีเอสไอ มาย่ำยีสิทธิของประชาชนโดยไม่มีเหตุอันควร การกระทำแบบนี้ไม่ใช่การปกครองโดยกฎหมาย แต่เป็นการปกครองโดยอำนาจทางการเมืองที่พยายามใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ

แวดวงนักปกครอง : 23 สิงหาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 23 สิงหาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 23 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง พลตำรวจโทภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศเพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด (MOI DRUGS GIS) ระหว่างกรมการปกครอง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers”ทั้ง 878 อำเภอยังคงเข้มข้น!! นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง และฝ่ายปกครองทุกพื้นที่ เน้นย้ำเร่งเดินหน้าซีลชายแดน เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของยาเสพติดควบคู่การบำบัดรักษา โดยสั่งการทุกอำเภอให้ดำเนินการให้ครบทั้งระบบและทุกวัน เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ตามนโยบาย มท.1 ในปฏิบัติการ “No Drugs No Dealers สู่ Zero Drugs Thailand”

นางสาวภัทราภรณ์ แนวศิริ นายอำเภอสระใคร จ.หนองคาย พร้อมด้วย พ.ต.ท.เรืองศักดิ์ ธาตุไชย รองสว.สส.สภ.สระใคร ปลัดอำเภอสะใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สระใคร สมาชิก อส.และฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ปิดล้อมตรวจค้นระดมกวาดล้างยาเสพติดพื้นที่เป้าหมาย ผลการปฏิบัติพบทั้งผู้เสพและผู้ต้องหาพร้อมของกลางจึงได้บันทึกการจับกุมแจ้งข้อกล่าวหา และนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้เสพสอบถามความสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา จึงส่งต่อที่โครงการมินิธัญญารักษ์นอกสถานพยาบาล

นายปรัชญา สุวรรณทา นายอำเภอลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี มอบหมายให้นางสาวปภาวี หนุมาน ปลัดอำเภอนายพร้อมพงศ์ แสนศิริ นายประภาส ชูยก และสมาชิกอส.อ.ลาดหลุมแก้วที่ 5 พร้อมด้วยชุดเฉพาะกิจแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตำบลบ่อเงิน ลงพื้นที่ปฏิบัติการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ผลการปฏิบัติ ได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) จำนวน 101 เม็ด ทำบันทึกจับกุม ส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ประกาศแล้ว …ผลการรับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ประจำปี 2568 โดยกรมการปกครอง มีที่ทำการปกครองอำเภอที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฯ (GECC) จำนวน 167 อำเภอ 60 จังหวัด แบ่งเป็นระดับก้าวหน้า (โล่เงิน) จำนวน 20 อำเภอ ในระดับพื้นฐาน (โล่ฟ้า)จำนวน 147 อำเภอ และแวดวงนักปกครองร่วมแสดงความยินดีกับ จ.ร้อยเอ็ด ที่มีที่ทำการปกครองอำเภอ ได้รับการรับรองมาตรฐานฯ (GECC) ครบทั้งจังหวัดอีกด้วย

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีเซมเบ้ เน้นย้ำกรมการปกครองในการรายงานผลการซ่อมบ้านที่เสียหายจากการสู้รบในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเป็นข้อมูลติดตามช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้เร็วที่สุด เพราะ “ทุกข์ของประชาชน รอช้าไม่ได้”

ก่อนจบ! นายอำเภอรุ่น 86 มอบน้ำใจแก่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต นำโดย นายทศพล เสนามนตรี ประธานรุ่น พร้อมด้วยคณะ ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม CSR ด้วยการบริจาคเงินนมผง นมกล่อง ผ้าอ้อมสำเร็จรูปกระดาษทิสชู่เปียก อุปกรณ์ทำความสะอาด และยารักษาโรคให้แก่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต จ.ปทุมธานี พร้อมทั้งเชิญชวนสังคมให้ร่วมเป็นแรงสนับสนุน เพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นาย..อำเภอน้อย

‘ภท.’ดันสุดลิ่ม! ชงสภาฯยกเลิก MOU43-44 วอนอย่ารีบปิดประชุม ชี้เรื่องความมั่นคงปท.

‘ภท.’ดันสุดลิ่ม! ชงสภาฯยกเลิก MOU43-44 วอนอย่ารีบปิดประชุม ชี้เรื่องความมั่นคงปท.

‘ภท.’ดันสุดลิ่ม! ชงสภาฯยกเลิก MOU43-44 วอนอย่ารีบปิดประชุม ชี้เรื่องความมั่นคงปท.

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ภท.’ดันสุดลิ่ม! ชงสภาฯยกเลิก MOU43-44 วอนอย่ารีบปิดประชุม ชี้เรื่องความมั่นคงปท. ‘ภูมิธรรม’ไม่เอาด้วย โยนเป็นเรื่องของสภา

“ภท.” ลุยดันต่อถกยกเลิก “MOU43-44” ในสภาฯ กระตุกเพื่อนสมาชิก อย่ารีบปิดประชุม สัปดาห์หน้าต้องเห็นผล ย้ำเรื่องความมั่นคงประเทศ ไม่ใช่เรื่องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “วันนอร์” ปัดเกมการเมือง ชี้ “ไชยา” สั่งปิดประชุมสภาฯ เหตุประสานงานผิดพลาด ไม่ใช่การสั่งการ ยอมรับเป็นบทเรียนให้แก้ไข’ภูมิธรรม’ ไม่ตอบจุดยืนรัฐบาลยกเลิกMOUยันทำตามหลักการเพื่อประโยชน์สูงสุด ย้ำนายกฯ-คนในรัฐบาล ไม่มีใครได้โยชน์ ขอคนสงสัยคุยส่วนตัวกับส่วนที่เกี่ยวข้อง อย่าถามออกสื่อ โยน โยนถามสภาฯตั้งกมธ.วิสามัญหรือไม่

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการผลักดันให้มีการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า พรรคภูมิใจไทย เห็นความจำเป็นที่จะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อ ความมั่นคงของชาติ โดยที่ผ่านมา แม้จะมีความพยายามผลักดันหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ไปไหน เพราะสภาฯมีการปิดประชุมก่อน สัปดาห์หน้า เราจะเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากที่ได้ยื่นญัตติด่วนไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ สิ่งสำคัญคืออยากให้สภาเปิดพื้นที่ เปิดใจกว้าง รับฟังเสียงของผู้แทนราษฎรที่นำเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมืองเข้าสู่การถกเถียง ยิ่งทำได้เร็วก็ยิ่งดี เพราะนี่คือเรื่องของประเทศ ไม่ใช่การเล่นการเมือง

นายภราดร กล่าวต่อว่า พฤติการณ์ของกัมพูชา ที่ไม่เคารพต่อข้อตกลงที่เคยให้ไว้กับฝ่ายไทยตลอดช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ และผลประโยชน์ของประเทศ ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องหยิบยกขึ้นมาหารือใหม่ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ และควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรรอช้า

ขอฝากไปถึงเพื่อนสมาชิกในสภาฯว่า อย่าเพิ่งเร่งปิดประชุม หรือเลี่ยงประเด็นสำคัญ แต่ควรแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คืออนาคตของประเทศไทยทั้งประเทศ

ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์ถึง จากกรณีที่นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้สั่งปิดการประชุมสภาฯ อย่างกะทันหัน ก่อนพิจารณาญัตติด่วนเรื่องบันทึกข้อตกลง (MOU) 43-44 ที่นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอไว้ ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว โดยยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจและประสานงานที่ผิดพลาด ไม่ใช่เกมการเมืองอย่างที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต สอบถามเลขาธิการและรองเลขาธิการสภาฯ ทราบว่าเมื่อการพิจารณารายงานต่างๆ สิ้นสุดลง ผู้ทำหน้าที่ประธานอาจเข้าใจว่าไม่มีวาระการประชุมเหลืออยู่ เนื่องจากคณะกรรมาธิการตำรวจยังไม่พร้อมที่จะรายงานผลการพิจารณา ซึ่งทำให้เข้าใจผิดว่าหมดวาระการประชุมแล้ว จึงสั่งปิดการประชุมไป ทั้งที่ตามระเบียบแล้วสามารถพิจารณาญัตติด่วนต่อได้ทันทีหากมีการเสนอ

ประธานสภาฯ ยืนยันว่าการตัดสินใจของนายไชยาเป็นการกระทำที่มีเหตุผลและเป็นอิสระ โดยไม่ได้มีใครสั่งการให้ปิดการประชุมแต่อย่างใด พร้อมเชื่อมั่นว่านายไชยาทำหน้าที่เป็นกลางและกล่าวขออภัยต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

“หากในช่วงนั้นมีการเสนอญัตติในเรื่องชายแดน หรือ MOU ก็คงจะพิจารณา แต่จากที่ทราบคือการประสานงานยังไม่มีความชัดเจน… สัปดาห์หน้าวันพฤหัสบดีก็สามารถเสนอเข้ามาได้แต่ถ้าไม่ประสานงานกัน ตนก็เสียดาย มองแล้วเป็นญัตติที่มีประโยชน์”อย่างไรก็ตาม นายวันมูหะมัดนอร์มองว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องนำไปแก้ไข โดยเน้นย้ำให้ฝ่ายวิปทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านรวมถึงกองการประชุมประสานงานกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงท่าทีของรัฐบาลต่อข้อเสนอของฝ่ายค้านต่อการยกเลิก MOU 43-44 ว่า MOU 43-44 อย่าเพิ่งไปตัดสินใจอะไรเลย รัฐบาลไม่มีอะไรที่แอบแฝง และอยากทำอะไรที่เป็นปัญหา เป็นเรื่องที่ต้องไปคุย และเฉพาะคนที่มีปัญหามาคุยกันได้ มีเหตุผลอะไร อย่างไร เพราะหากพูดในสาธารณะคนก็รู้หมด อะไรที่เป็นประโยชน์ไม่เป็นประโยชน์แค่ไหนต้องคุยกัน ตนอยากให้มาเจอ มาคุยกันเท่านั้นเอง จะคุยกับตน หรือกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ผลประโยชน์ของนายกรัฐมนตรี ของตนหรือของใคร เป็นเรื่องที่เราดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่แล้ว นี่คือจุดยืนที่มั่นคงที่จะไม่ยอมเสียอธิปไตย หรือความมั่นคงของประเทศชาติไป

“ดังนั้นเรื่องนี้ที่ถามกัน หรือมีปัญหาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องและยุ่งกับหลายฝ่าย เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และเกี่ยวข้องกับผลที่จะเกิดขึ้น ทุกคำถามที่ท่านถามมาหลายเรื่อง ก็บอกได้เพียงว่าจะทำให้ดีที่สุด อยากให้สื่อศึกษาว่าอะไรเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เพราะพูดไปบางทีก็เป็นปัญหา”นายภูมิธรรมกล่าว เมื่อถามว่า แสดงว่าการพูดคุยไม่ควรมีธงให้ยกเลิก mou 43-44 ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า พูดแล้วดีแล้ว และเราก็ตระหนักแล้ว ถ้าอยากรู้รายละเอียดลึกๆให้มาถาม แต่อย่าถามหน้าสื่อ ไปคุยกับคนหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษายกเลิก mou 43-44 นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องของสภาฯที่ต้องว่ากัน

เมื่อถามย้ำว่า จุดยืนของรัฐบาลต่อ mou 43-44 เป็นอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราไปถามตามหลักการของเราที่คิดว่าได้ประโยชน์สูงสุด และเรื่องนี้เป็นเรื่องของสภาฯ “อย่าเอาเรื่องของสภาฯมาถามผม ผมตอบแทนไม่ได้” เมื่อถามว่า ทางสภาฯมีการชิงปิดประชุมก่อนถึงการพิจารณาเรื่อง mou 43-44 นายภูมิธรรม กล่าวว่า เมื่อเช้านายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯคนที่1ได้ชี้แจงไปแล้วว่า ไม่มีวาระและว่ากันตามวาระ สภาฯอยู่ๆไม่ใช่รองประธานสภาฯจะใส่วาระ ที่ไม่มีวาระเข้าไปได้ ก็ว่า ไปตามกฎเกณฑ์ไม่มีอะไรแปลก อย่าไปสงสัยอะไรมาก

ดีเอสไอขู่ดำเนินคดี พยานขัดหมายเรียก สอบสวนฮั้วเลือกสว. จำคุก1ปี/ปรับ2หมื่น

ดีเอสไอขู่ดำเนินคดี พยานขัดหมายเรียก สอบสวนฮั้วเลือกสว. จำคุก1ปี/ปรับ2หมื่น

ดีเอสไอขู่ดำเนินคดี พยานขัดหมายเรียก สอบสวนฮั้วเลือกสว. จำคุก1ปี/ปรับ2หมื่น

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดีเอสไอขู่ดำเนินคดี พยานขัดหมายเรียก สอบสวนฮั้วเลือกสว. จำคุก1ปี/ปรับ2หมื่น

“ดีเอสไอ” ขู่จ่อดำเนินคดีคนขัดหมายเรียกพยานคดี “ฮั้วสว.” ฐานฟอกเงิน-อั้งยี่ ชี้มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท หลังออกหมายเรียกพยาน 72 ราย ในพื้นที่ 5 จังหวัด “อุบลฯ-อำนาจเจริญ-นครราชสีมา-บุรีรัมย์-ชัยภูมิ” ปรากฏมาเพียง 18 ราย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เผยแพร่เอกสารข่าว ระบุว่าได้รับรายงานว่าจากการลงพื้นที่ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีการได้มาซึ่ง สว. โดยการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานอั้งยี่ฯ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบปากคำพยาน หลังออกหมายเรียกพยานในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี, อำนาจเจริญ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์ และชัยภูมิ จำนวน 72 ราย ให้มาให้ปากคำ ระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคม 2568 ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 3 (นครราชสีมา) สถานีตำรวจภูธรเมืองอำนาจเจริญ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดบุรีรัมย์

ในครั้งนี้ เบื้องต้นมีพยานมาพบเพื่อให้การตามหมายเรียก 18 ราย ซึ่งพยานที่ออกหมายเรียกในครั้งนี้ บางส่วนเป็นบุคคลที่พบว่ามีความเชื่อมโยงกับเส้นทางทางการเงินกับกลุ่มผู้ต้องสงสัยและบางส่วนเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละกลุ่มอาชีพ ซึ่งเป็นผู้ชนะการคัดเลือกในระดับอำเภอ ระดับจังหวัด หรือได้เข้าคัดเลือกในระดับประเทศ แล้วไม่ได้ลงคะแนนให้ตนเอง

ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะได้ติดตามให้พยานตามหมายเรียกมาให้การเพื่อประโยชน์ทางคดี และประโยชน์ของตัวพยานเอง จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าผู้ใดหากไม่ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามหมายเรียก อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย มาตรา 41 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษฯซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พอเถอะ! ‘รัชดา’ฟาด ต่อให้ได้เป็นนายกฯต่อ แต่ผู้นำสภาพแบบนี้ เดินไปไหนก็อาย

พอเถอะ! ‘รัชดา’ฟาด ต่อให้ได้เป็นนายกฯต่อ แต่ผู้นำสภาพแบบนี้ เดินไปไหนก็อาย

พอเถอะ! ‘รัชดา’ฟาด ต่อให้ได้เป็นนายกฯต่อ แต่ผู้นำสภาพแบบนี้ เดินไปไหนก็อาย

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.04 น.

พอเถอะ! ‘รัชดา’ฟาด ต่อให้ได้เป็นนายกฯต่อ แต่ผู้นำสภาพแบบนี้ เดินไปไหนก็อาย

เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2568 ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีตสส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ทักษิณและครอบครัวกับความสัมพันธ์ฮุนเซน.. สมมติศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธารทำหน้าที่ต่อไป แต่พฤติกรรมที่ผ่านมา ในใจประชาชนจำนวนมากคงไม่สามารถยอมรับนายกฯคนนี้ต่อไปได้

จากสถานการณ์เหล่านี้ คุณรักกับฮุนเซนได้ไง คนที่ไม่จริงใจกับบ้านเกิดของคุณ

2546-สมัยรัฐบาลทักษิณ มีเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ จากข่าวปลอมที่ลือไปทั่วกัมพูชาว่าดาราไทยบอกว่านครวัดเป็นของไทย

2551-ปราสาทเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก รัฐบาลไทยลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา (Joint Communiqué) สนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยนายนพดล ปัทมะ เป็นผู้ลงนามในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ทั้งๆที่ควรจะคัดค้าน และผลักดันให้เป็นมรดกร่วมกันสองประเทศ แต่ฝ่ายไทยกลับเห็นชอบ และอ้างว่ากัมพูชาไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนในส่วนที่เป็นพื้นที่กันชน ไม่กระทบอธิปไตยไทย จึงไม่ต้องกังวล!

2554-2556 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กัมพูชายื่นศาลโลกตีความพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารให้ครอบคลุมพื้นที่กันชน ศาลพิพากษา 1) ให้กัมพูชาได้พื้นที่รอบๆเพิ่ม แม้ไม่เป็นทั้งหมดที่กัมพูชาร้อง และ 2) ให้ไปดำเนินการร่วมกันเรื่องการจัดทำเขตแดน

วิญญูชนที่รักชาติ คงไม่มีใครจะไปคบรักใคร่กับฮุนเซน ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ไม่ซื่อกับเรา ไม่ระลึกบุญคุณที่ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือยามยากจนจะสิ้นชาติ ช่วยเขาพัฒนาจนได้ลืมตาอ้าปากมาถึงทุกวันนี้
แต่มันน่าเจ็บใจ เรามีผู้นำประเทศจากครอบครัวนี้ที่ไม่สำนึกเอาเสียเลย ไม่รู้สึกเจ็บแค้น แต่กลับทำตัวให้เขามาทวงบุญคุณ กินนอนบ้านเขา! หงอ! คุณลุงอย่างนั้นอย่างนี้! เห็นใจหลานหน่อย! นี่ยังไม่นับผลประโยชน์ที่อาจไปแอบแบ่งกันบนความเสียหายของชาติก็เป็นได้

ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูวินิจฉัยให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่ผู้นำสภาพแบบนี้ สำนึกแค่นี้ จะทำหน้าที่ได้อย่างไร เดินไปไหนก็อาย..พอเถอะนะ”

‘อิ๊งค์’เผย 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ’เที่ยวชุมชนยลวิถี’ ปี 68

'อิ๊งค์'เผย 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ'เที่ยวชุมชนยลวิถี' ปี 68

‘อิ๊งค์’เผย 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ’เที่ยวชุมชนยลวิถี’ ปี 68

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.23 น.

‘อิ๊งค์’เผย 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ’เที่ยวชุมชนยลวิถี’ ปี 68 มีเสน่ห์ ศิลปวัฒนธรรม อัตลักษณ์ ภูมิปัญญาสวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ช่วยผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่เวทีโลก

เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2568  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตนี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ขับเคลื่อนการดำเนินงานซอฟต์พาวเวอร์ ด้านการท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล โดยสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากด้วยวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในพื้นที่ ทุกชุมชนทั่วประเทศ โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วธ.ได้ดำเนินการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดำเนินโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ซึ่งได้คัดเลือกชุมชนต้นแบบระดับจังหวัดที่มีศักยภาพ ความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ปีละ 10 ชุมชน พร้อมยกย่องเชิดชูเกียรติ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สามารถสร้างงาน สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวแก่ชุมชนอย่างต่อเนื่องโดย นับถึงปัจจุบัน มีสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” 50 ชุมชนทั่วประเทศ 

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อไปว่า สำหรับปีนี้การคัดเลือกมุ่งเน้นชุมชนที่สามารถนำเสนอการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์อย่างครบวงจร เพื่อดึงเสน่ห์ท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ไทย ให้เป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ซึ่งจากการคัดเลือกชุมชนยลวิถีทั่วประเทศ ผลปรากฏว่า 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 ได้แก่ 1. ชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร จ.จันทบุรี 2. ชุมชนบ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช  3. ชุมชนหัวตลาด จ.ปัตตานี  4. ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทลื้อเมืองมาง จ.พะเยา  5. ชุมชนบ้านลำปำ จ.พัทลุง  6. ชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) จ.เพชรบูรณ์  7. ชุมชนบ้านแพมบก จ.แม่ฮ่องสอน  8. ชุมชนตำบลต้นตาล จ.สุพรรณบุรี  9. ชุมชนบ้านเดื่อ จ.หนองคาย  10. ชุมชนบ้านสะนำ จ.อุทัยธานี

“ดิฉันขอแสดงความยินดีกับทั้ง 10 ชุมชนที่ได้รับการยกย่องในครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การท่องเที่ยวชุมชนรูปแบบเที่ยวชุมชน ยลวิถี เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก โดยหวังให้รางวัลนี้เป็นกำลังใจแก่ชุมชนในการสืบสานและต่อยอดคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”รมว.วัฒนธรรม กล่าว 

ทั้งนี้ พิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่ผู้แทนทั้ง 10 ชุมชน และการลงพื้นที่เปิดชุมชนต้นแบบในแต่ละแห่ง จะจัดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 เป็นต้นไป เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

‘โฆษก ทบ.’ยันผลถก RBC ไร้ดีลเขมรเก็บกู้ทุ่นแลกไทยรื้อลวดหนาม ขอยึดแถลง ทภ.1เท่านั้น

'โฆษก ทบ.'ยันผลถก RBC ไร้ดีลเขมรเก็บกู้ทุ่นแลกไทยรื้อลวดหนาม ขอยึดแถลง ทภ.1เท่านั้น

‘โฆษก ทบ.’ยันผลถก RBC ไร้ดีลเขมรเก็บกู้ทุ่นแลกไทยรื้อลวดหนาม ขอยึดแถลง ทภ.1เท่านั้น

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.51 น.

‘โฆษก ทบ.’ยันผล RBC ไร้ข้อเสนอฝ่ายกัมพูชาให้เก็บกู้ทุ่นระเบิด แลกไทยรื้อลาดหนามชายแดน ย้ำยึดการแถลง ทภ.1 เท่านั้น นอกเหนือจากนี้ไม่ใช่

เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2568 จากกรณี พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ระบุหากไทยจะเก็บกู้วัตถุระเบิด ต้องรื้อรั้วลวดหนามออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด

ล่าสุด พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า จากการตรวจผลการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ในวันนี้นั้น กัมพูชา ไม่มีเงื่อนไขให้ไทยรื้อรั้วลวดหนามจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด 

โดยขอให้ยึดตามคำแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น นอกเหนือจากนี้ไม่ใช่ โดยการแถลงข่าวมีเนื้อหาต่อไปนี้

การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค(RBC) ไทย – กัมพูชา สมัยวิสามัญ ในครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายได้ประชุมตกลงกันด้วยดี และเห็นชอบในการปฏิบัติตามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ทั้ง 13 ประเด็น 

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือในเรื่องสำคัญเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ และการแก้ไขปัญหาที่มีความสำคัญที่ส่งผลต่อประชาชนทั้งสองประเทศให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ดังนี้

1.  ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ที่จะดำเนินการร่วมมือในเรื่อง การกำจัดทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม โดยพิจารณาให้มีการหารือร่วมกันในการประชุม GBC ครั้งต่อไป 

2. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ที่จะร่วมมือและประสานงานกันในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยให้ใช้เวทีของมหาดไทย กัมพูชา ในการได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย และเห็นควรเสนอให้มีการหารือร่วมกันในการประชุม GBC ครั้งต่อไป

3.  ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นชอบในการให้มีกลไกแก้ไขปัญหา ด้วยการจัดตั้ง ชุดประสานงาน (Coordinating Group: CG)  และ คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (Township Border Committee : TBC)  เพื่อเป็นกลไกรองรับของคณะ RBC ในการแก้ไขปัญหา ในระดับพื้นที่ 

4.  ในเรื่องการแก้ไขปัญหาการละเมิด MOU 43  ฝ่ายกัมพูชาขอให้ใช้กลไกอื่นๆ หารือเนื่องจากไม่อยู่ในอำนาจของ RBC โดยฝ่ายไทยยืนยันเสนอให้ฝ่ายกัมพูชาได้ทราบว่าเป็นพื้นที่ที่สำคัญ และได้แจ้งเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหา

ผลการประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการร่วมมือกันรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงและความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ และตอบสนองผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัย วิสามัญ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 ที่ผ่านมา