อ้าวเฮ้ย!! ‘ภูมิธรรม’บอกเขมรไม่ได้ผิดนัดประชุม RBC บอกจะถก’เที่ยงคืน-ตี 1’ได้ทั้งนั้น

อ้าวเฮ้ย!! 'ภูมิธรรม'บอกเขมรไม่ได้ผิดนัดประชุม RBC บอกจะถก'เที่ยงคืน-ตี 1'ได้ทั้งนั้น

อ้าวเฮ้ย!! ‘ภูมิธรรม’บอกเขมรไม่ได้ผิดนัดประชุม RBC บอกจะถก’เที่ยงคืน-ตี 1’ได้ทั้งนั้น

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.37 น.

อ้าวเฮ้ย!! ‘ภูมิธรรม’บอกเขมรไม่ได้ผิดนัดประชุม RBC บอกจะถก’เที่ยงคืน-ตี 1’ได้ทั้งนั้น

เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา โดยฝ่ายไทยได้ยื่นข้อเสนอ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน, การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และการจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง
นายภูมิธรรม ระบุว่า การพูดคุยครั้งนี้ไม่มีอะไรน่ากังวล เป็นหน้าที่ของแม่ทัพทั้งสองฝ่ายที่จะหารือกันตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะนัดเวลาใด ตี 1 หรือ เที่ยงคืน ก็ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละฝ่าย ไม่จำเป็นต้องคาดเดาผลลัพธ์ก่อนล่วงหน้า ส่วนการประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 ส.ค.นี้ ต้องรอผลจากการเจรจา แต่ยืนยันว่าข้อเสนอของไทยทั้ง 3 เรื่องมีความชอบธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

สำหรับประเด็นเขตแดน นายภูมิธรรมยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องที่จะหาข้อสรุปได้ง่าย จำเป็นต้องใช้เวลา และหาทางออกร่วมกัน โดยไม่ให้กระทบต่ออธิปไตยของทั้งสองประเทศ พร้อมย้ำว่าไม่ควรจับประเด็นเล็กน้อย แต่ควรมุ่งไปที่สาระสำคัญเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

‘กต.’ยัน‘บ้านหนองจาน’อยู่ในอธิปไตยไทย แต่‘กัมพูชา’ขยายชุมชนรุกล้ำผิด MOU 43

‘กต.’ยัน‘บ้านหนองจาน’อยู่ในอธิปไตยไทย แต่‘กัมพูชา’ขยายชุมชนรุกล้ำผิด MOU 43

‘กต.’ยัน‘บ้านหนองจาน’อยู่ในอธิปไตยไทย แต่‘กัมพูชา’ขยายชุมชนรุกล้ำผิด MOU 43

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

‘กต.’ยัน‘บ้านหนองจาน’อยู่ในอธิปไตยไทย แต่‘กัมพูชา’ขยายชุมชนรุกล้ำผิด MOU 43

22 สิงหาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และนายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กต. แถลงเกาะติดสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่บ้านหนองจาน จ. สระแก้ว

นายนิกรเดช กล่าวว่า จากกรณีที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าฝ่ายไทยวางลวดหนามในพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชา นั้น ในเรื่องนี้กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงแล้ว และตนก็ได้ชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงการแถลงข่าวประจำสัปดาห์เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2568 ผ่านมา และขณะที่เรากำลังแถลงข่าวอยู่นี้ทางกองทัพภาคที่ 1 ก็กำลังนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว หรือ IOT ลงพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เพื่อสังเกตการณ์และรับทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่ด้วย อย่างไรก็ดี เรายังคงพบเห็นการแสดงความเห็นในเรื่องนี้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งจากพี่น้องประชาชนฝั่งไทย และทางฝั่งกัมพูชา ซึ่งต่างฝ่ายก็ต่างกล่าวว่าพื้นที่ดังกล่าวนี้อยู่ในอธิปไตยของตน

นายนิกรเดช กล่าวต่อว่า ตามที่ตนได้เคยชี้แจงไปก่อนหน้านี้ ว่าพื้นที่บ้านหนองจาน เดิมเคยใช้เป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวของชาวกัมพูชาที่หนีภัยสู้รบในอดีตเข้ามาในประเทศไทย และต่อมาฝ่ายกัมพูชาได้ขยายชุมชนออกไป ถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ปี 2543  ซึ่งไทยได้คัดค้านและดำเนินการประท้วงการล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทยมาโดยตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบสนองใดๆ 

ในส่วนของการวางลวดหนามในเขตไทยนั้น ก็เป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย เป็นไปเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทย เป็นไปเพื่อป้องกันการเข้ามาวางทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของไทยนี้ไม่ขัดต่อข้อตกลง จากการประชุมจีบีซี สมัยวิสามัญ ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะละเว้นจากการก่อสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร หรือการเสริมความมั่นคงของที่ตั้งทางทหารที่ล้ำออกไปนอกเขตของฝ่ายตน และเพื่อเป็นการไขความคล่องใจให้ความกระจ่าง ในวันนี้ นายเบญจมินทร์ จะเป็นผู้ให้ข้อมูลรายละเอียดกับประเด็นในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เพื่อให้พี่น้องสื่อมวลชนและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

ด้านนายเบญจมินทร์ กล่าวว่า ตามที่สื่อมวลชนและสาธารณะชนได้รับทราบประเด็นปัญหา ที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวกัมพูชาได้สร้างบ้านเรือนลุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของไทย ตนจึงอยากใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริง ว่า บ้านหนองจานตั้งอยู่ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46 และ 47 ซึ่งเป็นแนวเขตแดนที่ เป็นไปตามความตกลงสยามฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1907 มีแนวเป็นเส้นตรง เมื่อปี 2524 ไทยก็อนุญาตให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอสซีอาร์ จัดตั้งศูนย์อพยพชั่วคราวขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อเหตุผลทางมนุษยธรรม ให้กับชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามกลางเมืองภายในประเทศกัมพูชาเอง ทั้งนี้ก็เป็นไปตามที่ยูเอ็นเอสซีอาร์ร้องขอ โดยทหารไทยก็ได้จัดทำแนวรั้วเพื่อจำกัดเขตดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี เมื่อสงครามยุติลงแล้ว ในช่วงปี 2542 แต่ชาวกัมพูชากลุ่มนั้น ซึ่งหนีภัยสงครามมาอยู่ก็ยังได้เข้าก่อสร้าง ที่อยู่อาศัยขยายที่ดินทำกิน จนขยายออกมานอกแนวรั้วที่เราเห็นกันอยู่จนปัจจุบันนี้

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาฝ่ายไทยก็ได้ จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาปักปันเขตแดนของ สมช. เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้มีการหารือเกี่ยวกับปัญหานี้รวม 4 ครั้ง ซึ่งที่ประชุมก็มีมติ ให้ดูแลเพื่อไม่ให้ราษฎรชาวบ้านบูชาขยายพื้นที่ทำกิน  และหารือเจรจาร่วมกับฝ่ายกัมพูชาอย่างสันติ รวมทั้งเร่งรัดการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในบริเวณดังกล่าว

ต่อมาเมื่อวันที่ 28-30 ส.ค. 2545 ทางกระทรวงการต่างประเทศ และกรมแผนที่ทหาร ก็ได้มีการหารือร่วมกับ นายวาคิมฮอง ประธานเจบีซี ของกัมพูชา ณ ขณะนั้น โดยฝ่ายไทยขอให้ราษฎรของกัมพูชาย้ายออกไป แต่ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าจะต้องขอตรวจสอบแนวที่แน่ชัดของหลักเขตแดนที่ 46 และ 47 ก่อน

เมื่อเดือนกันยายน 2560 ทางกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้มีหนังสือประท้วงฝ่ายกัมพูชา กรณีการขยายตัวของชุมชนบริเวณบ้านหนองจาน  มีการชักธงชาติกัมพูชา และจัดตั้งหน่วยงานทางการของกัมพูชาในพื้นที่  ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย และละเมิดข้อ 5 ของ MOU 2543 จึงขอให้ปลดธงชาติและย้ายชุมชนออกจากพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งฝ่ายกัมพูชาไม่ได้มีหนังสือตอบกลับหรือโต้แย้งแต่อย่างใด

ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่าพื้นที่บ้านหนองจาน เป็นพื้นที่ของไทย โดยไทยอนุญาตให้ชาวกัมพูชา ที่หนีบไทยสงครามช่วงเขมรแดงมาอาศัยอยู่เป็นการชั่วคราว ทั้งนี้ด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม การที่ชุมชนกัมพูชาขยายตัวเพิ่มขึ้นนั้น ไทยไม่ได้ยอมรับ  และไม่กระทบกับการปักปันเขตแดนที่ยังดำเนินอยู่ระหว่างไทยกับกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และที่ผ่านมา ก็ไม่ได้เป็นประเด็นทางสังคมในวงกว้าง เนื่องจากฝ่ายไทยรับทราบมาตลอดว่าให้ชาวกัมพูชาที่หนีภัยเข้ามาอาศัยอยู่ชั่วคราว แต่เมื่อฝ่ายกัมพูชาปัจจุบันออกมากล่าวอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายไทยต้องประท้วง และก็ชี้แจงข้อเท็จจริงในวันนี้

นายเบญจมินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาไทยได้มีการประท้วงกัมพูชาตลอดเวลาในหลายจุดที่มีการล่วงล้ำเขตแดนไทย แต่ก็ไม่ได้ตอบรับที่ดีหรือนิ่งเฉยจากฝ่ายกัมพูชา ดังนั้น เราก็คงต้องปฏิบัติไปตามหลักสากลก่อน โดยแสดงจุดยืนและท่าทีของเราให้ชัดเจนว่าจุดใดที่เห็นว่ากัมพูชาร่วงล้ำเข้ามา เราก็ทำการประท้วง และการประท้วงของไทยก็ไม่ได้ทำโดยไม่มีหลักฐานทางกฎหมาย เนื่องจาก MOU ปี 2543 หรือ MOU 2000 ก็พูดชัดเจนว่าไม่ควรจะมาทำให้พื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจนไปเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ ซึ่งก็เป็นข้อห้ามที่ชัดเจนอยู่แล้วในความตกลงกัน และขณะนี้เรากำลังรอคำตอบการประชุมออตตาวา ที่เจนีวา ซึ่งเรามีการดำเนินการผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อแจ้งการกระทำที่ไม่เป็นไปตามความตกลง คือ ไม่ผลิต ไม่นำมาใช้ซึ่งทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยไทยได้ดำเนินการไปแล้ว ขณะนี้ก็กำลังรอผลการดำเนินการ และการตรวจสอบของการประชุมออตตาวา

นายนิกรเดช กล่าวเสริมว่า ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 มีการประชุมออตตาวาที่เจนีวา ซึ่งเอกอัครทูตผู้แทนถาวรของไทย ประจำนครเจนีวา ก็จะเข้าร่วมการประชุมและจะมีการส่งเอกสารเพิ่มเติมบังคับให้รัฐภาคีดำเนินการตามอนุสัญญา แต่ ณ ตอนนี้การประชุมน่าจะยังไม่เริ่มหรืออาจจะเพิ่งเริ่มประชุม ดังนั้น ในสัปดาห์หน้าตนจะมารายงานให้ทราบต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่คณะทูตประเทศต่างๆได้ลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ความคิดเห็นของทูตเหล่านั้นจะถูกนำเข้าเสนอต่อที่ประชุมออตตาวาในครั้งนี้ด้วยหรือไม่ และไทยเราคาดหวังให้การประชุมครั้งนี้ผลักดันให้เกิดผลอะไรขึ้นบ้าง

นายนิกรเดช กล่าวว่า ทูตหลายท่าน ก็ได้แสดงความคิดเห็น แต่ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับทุนระเบิด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาออตตาวา ก็ไม่เกี่ยวกับอนุสัญญานี้ แต่ก็จะไปเกี่ยวข้องกับอย่างอื่น แต่ทูตหลายท่านก็ได้แสดงความเห็นและให้สัมภาษณ์สื่อในเชิงเห็นใจว่าไทยเป็นผู้ถูกกระทำ อันนี้เป็นผลดีกับเราแน่นอนว่าสิ่งที่เราพูดนั้นเป็นความจริงและก็สะท้อนออกมาให้ผู้แทนระดับเอกอัครราชทูตหรือผู้แทนต่างประเทศที่ได้ลงพื้นที่นั้นเห็นด้วยตนเอง  ดังนั้น ก็มีความสำคัญมากในการที่จะมีการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ 1.เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เราพูดนั้นเป็นจริง 2. กดดันกัมพูชาให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง

เปิดโควตา‘ประธานกมธ.’สัดส่วน‘พรรคแดง-ส้ม’ ดีลตามข้อตกลงครบ 2 ปีต้องเปลี่ยน

เปิดโควตา‘ประธานกมธ.’สัดส่วน‘พรรคแดง-ส้ม’ ดีลตามข้อตกลงครบ 2 ปีต้องเปลี่ยน

เปิดโควตา‘ประธานกมธ.’สัดส่วน‘พรรคแดง-ส้ม’ ดีลตามข้อตกลงครบ 2 ปีต้องเปลี่ยน

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.31 น.

สมบัติผลัดกันชม! เปิดโควตา‘ประธานกมธ.’สัดส่วน‘พรรคแดง-ส้ม’ ดีลตามข้อตกลงครบ 2 ปีต้องเปลี่ยน เปิดทางคนอื่นเรียนรู้งาน ด้าน‘เพื่อไทย’ปรับโยกแน่แล้ว 5 เก้าอี้ ขณะที่‘กมธ.ต่างประเทศ-ดีอี’คงเดิม ส่วน‘ศาสนา-คมนาคม-กิจการสภาฯ’ยังไม่นิ่ง อาจรอย้ายข้ามห้วย ขณะที่‘ปชน.’กมธ.ทหาร‘เอกราช’เสียบแทน‘วิโรจน์’ที่ไขก๊อก ‘วรรณวิภา’นั่ง‘สวัสดิการสังคม’ ส่วน‘ณรงค์เดช’นั่ง‘การเกษตร’ และ‘ฉัตร’นั่ง‘พัฒนาการเมือง’

22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน มีอายุครบ 2 ปี โควตาประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย (พท.) จะมีการสลับตัวบุคคลให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธาน กมธ. ตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก ว่าจะให้สส.ของพรรคดำรงตำแหน่งประธานในแต่ละกมธ.คนละ 2 ปี เพื่อให้สส.ของพรรคได้เรียนรู้งานในหลายหน้าที่

สำหรับกมธ.ที่มีสส.พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน มีดังนี้

1.กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(ปปช.) เดิมทีมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธาน แต่ภายหลังจากที่นายชูศักดิ์ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้นายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด เป็นประธานแทน ทั้งนี้ หลังจากที่นายฉลาด ขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 โควตาเก้าอี้ประธาน กมธ.ชุดนี้ จะเปลี่ยนเป็นนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี แทน

2.กมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน จากเดิมเป็นนายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ สส.น่าน จะเปลี่ยนเป็นนายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก

3.กมธ.การสาธารณสุข จากเดิมเป็น นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส.แพร่ จะเปลี่ยนเป็นนพ.โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สส.ชัยภูมิแทน

4.กมธ.การท่องเที่ยว จากเดิมเป็นนายเอกธนัช อินทร์รอด สส.หนองคาย จะเปลี่ยนเป็น น.ส.ชนก จันทาทองสส.หนองคาย ดำรงตำแหน่งประธานกมธ.แทน

5.กมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (ปปง.) จากเดิมเป็นนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย จะเปลี่ยนเป็นนายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ แทน

ส่วน กมธ.การต่างประเทศ จากเดิมมีนายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานกมธ.ฯ ภายหลังมีการเปลี่ยนตัวเป็น น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น แทน แต่เนื่องจากน.ส.สรัสนันท์ ยังดำรงตำแหน่งประธาน กมธ.ชุดนี้ไม่ครบวาระ 2 ปี ฉะนั้น กมธ.ชุดนี้จะไม่มีการเปลี่ยนตัวประธาน เช่นเดียวกับ กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เดิมมี น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม. เป็นประธาน กมธ. แต่ภายหลังจากที่น.ส.ธีรรัตน์ไปดำรงตำแหน่งรมช.มหาดไทย ทำให้นายสยาม หัตถสงเคราะห์ สส.หนองบัวลำภู เป็นประธานกมธ.ฯ แทน และเนื่องจากนายสยาม ยังดำรงตำแหน่งประธาน กมธ.ชุดนี้ไม่ครบวาระ 2 ปี ฉะนั้น กมธ.ชุดนี้จะไม่มีการเปลี่ยนตัวประธาน

ขณะที่กมธ.การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ที่มีนางเทียบจุฑา ขาวขำ สส.อุดรธานี เป็นประธาน กมธ.การคมนาคม ที่มีนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ เป็นประธาน และกมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร ที่นายประเสริฐ บุญเรืองสส.กาฬสินธุ์ เป็นประธานอยู่ ยังคงไม่นิ่ง อาจจะมีการย้ายตัวบุคคลข้ามจากกมธ.อื่นมาเป็นประธานกมธ.ใน 3 กมธ.นี้แทน

ขณะที่โควตาประธานกมธ. ในสัดส่วนของพรรคประชาชน(ปชน.) ภายหลังนายวิโรจน์ ลักขนาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมมาธิการ(กมธ.)การทหาร เป็นข้อตกลงแต่แรกเช่นกัน ว่าจะให้สส.ของพรรคดำรงตำแหน่งประธานในแต่ละกมธ.คนละ2ปี เพื่อให้สส.ของพรรคได้เรียนรู้งานในหลายหน้าที่ รวมถึงเป็นวัฒนธรรมของพรรคเพื่อ ไม่ให้สส.ยึดติดในตำแหน่ง หากคิดว่ามีศักยภาพสามารถเสนอตัวเองเพื่อให้สมาชิกภายในกมธ.เลือกได้ ซึ่งมีการเปลี่ยนตัวประธานดังนี้

ในส่วนของกมธ.เกษตรและสหกรณ์จาก นายศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด เปลี่ยนเป็น นายณรงค์เดช อุฬารกุล สส.บัญชีรายชื่อ

กมธ.การทหาร จากนายวิโรจน์ เปลี่ยนเป็น นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. กมธ.การสวัสดิการสังคม จากนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. เปลี่ยนเป็น น.ส.วรรณวิภา ไม้สน สส.บัญชีรายชื่อ กมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน จาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ เปลี่ยนเป็นนายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา

ส่วนกมธ.ที่ไม่มีการเปลี่ยนประธานด้วยสาเหตุเหตุที่ยังดำรงตำแหน่งไม่ถึง 2 ปี หรือสส.ภายในกมธ.ยังคงให้การสนับสนุนอยู่ ได้แก่ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธาน กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานฯ กมธ.ศึกษาการจัดทำ และติดตามการบริหารงบประมาณ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานฯ

กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พูนศักดิ์ จันทร์จําปี สส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธาน และกมธ.การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานฯ

‘พัฒนา’บอกคนพท.ยินดี’ทักษิณ’พ้นผิดคดี 112

'พัฒนา'บอกคนพท.ยินดี'ทักษิณ'พ้นผิดคดี  112

‘พัฒนา’บอกคนพท.ยินดี’ทักษิณ’พ้นผิดคดี 112

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.05 น.

‘พัฒนา’บอกคนพท.ยินดี’ทักษิณ’พ้นผิดคดี  112 

เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2568 นายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดอาญามาตรา 112 จะส่งผลอะไรต่อพรรคเพื่อไทยหรือไม่ว่า เรื่องนี้คงไม่ส่งผลอะไรกับพรรคเพื่อไทย เพราะนายทักษิณไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน แต่ยอมรับว่าการที่นายทักษิณเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ถือเป็นสัญลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย ที่พวกเราให้ความเคารพรัก และเราก็เชื่อมั่นอยู่แล้วว่านายทักษิณไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา การที่ศาลพิพากษายกฟ้องก็ทำให้คนในพรรคเพื่อไทยต่างรู้สึกยินดี 

เมื่อถามถึงคดีการพักรักษาตัวที่ชั้น 14 นายพัฒนา กล่าวว่า เรื่องชั้น 14 นายทักษิณถือเป็นผู้ต้องขัง การที่จะพักรักษาตัวที่ไหนอย่างไร นายทักษิณไม่มีอำนาจไปทำอะไรอยู่แล้วเพราะเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ ตนจึงเชื่อมั่นว่านายทักษิณจะผ่านเรื่องนี้ไปได้

‘ดร.อานนท์’ ชี้ ‘เพนกวิน-รุ้ง’ มีชีวิตใหม่ในต่างแดน ซัด’ผู้ใหญ่ใจร้าย’หลอกใช้เด็ก

'ดร.อานนท์' ชี้ 'เพนกวิน-รุ้ง' มีชีวิตใหม่ในต่างแดน ซัด'ผู้ใหญ่ใจร้าย'หลอกใช้เด็ก

‘ดร.อานนท์’ ชี้ ‘เพนกวิน-รุ้ง’ มีชีวิตใหม่ในต่างแดน ซัด’ผู้ใหญ่ใจร้าย’หลอกใช้เด็ก

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.57 น.

วันที่ 12 มิถุนายน 2568 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า เพนกวิ้น กับน้องรุ้ง หนีคดี ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดนแล้ว คดียังเดินต่อ จำเลยร่วมขบวนยังต้องรับผลของการกระทำ  ศาลท่านพิจารณาลับหลังจำเลยอานนท์ออกบ้านหกโมงครึ่ง มีรถที่ผู้ใหญ่ใจดีส่งมาช่วย เพราะต้องไปศาลเป็นพยานนอกกรุงเทพมหานคร ค่อนข้างไกลมาก 

เพนกวิ้นกับน้องรุ้งมีชีวิตใหม่ สุขสบายในดินแดนใหม่ที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอน อานนท์ยังทำหน้าที่ เหมือนเดิมบนแผ่นดินไทย บ้านเกิดเมืองนอน น้องคนอื่นยังต้องสู้คดี เพนกวิ้นกับรุ้งเองก็ยังต้องปรับตัวตะเกียกตะกาย เป็นพลเมืองชั้นสองบนแผ่นดินอื่น มีแต่ไอ้นักการเมืองและนักวิชาการสารเลว ผู้ใหญ่หลอกใช้เด็ก เป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่ยังมุดกระโปรงเด็ก สุขสบายดี ไม่ต้องรับผิดอะไร โลกาอุทาหรณ์ โลกมันเป็นเช่นนี้แล

บันทึกไว้
ขึ้นชื่อว่าธัญบุรี เพราะมีนามีข้าว
ขึ้นชื่อว่าปทุมธานี เพราะมีบัว
ธรรมสวัสดี
ขอธรรมจงคุ้มครองผู้ปกป้องชาติบ้านเมือง

‘แม่ทัพภาคที่ 1’แจงปมโซเชียลฯถล่มโยงการเมือง-ขัดแย้ง‘ทหาร’ด้วยกัน ลั่นคนก็พูดกันไป

‘แม่ทัพภาคที่ 1’แจงปมโซเชียลฯถล่มโยงการเมือง-ขัดแย้ง‘ทหาร’ด้วยกัน ลั่นคนก็พูดกันไป

‘แม่ทัพภาคที่ 1’แจงปมโซเชียลฯถล่มโยงการเมือง-ขัดแย้ง‘ทหาร’ด้วยกัน ลั่นคนก็พูดกันไป

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.42 น.

‘แม่ทัพภาคที่ 1’แจงปมโซเชียลฯถล่มโยงการเมือง-โยกย้าย ชี้จุดต่างชายแดนทัพภาค 1 เป็นที่ราบ-มีชุมชน แจงถูกโยงขัดแย้ง‘ทหาร’ด้วยกัน ยันสนิทสนม-ทำงานร่วมกัน แต่คนก็พูดกันไป

22 สิงหาคม 2568 ที่ ร.12 พัน.3 จ.สระแก้ว พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 (มทภ.1) กล่าวถึง กรณีการนำประเด็นการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นกระแสโจมตีเรื่องการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายหรือไม่ ว่า ไม่เกี่ยว

พล.ท.อมฤต กล่าวว่า วันนี้จึงได้ให้สื่อมาทำข่าวการประชุม RBC และลงพื้นที่กับคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว จึงถือโอกาสทำความเข้าใจให้สื่อโซเชียลฯทราบว่าที่จริงแล้วเป็นอย่างไร ได้เห็นภาพว่าเป็นอย่างไร ยุทธศาสตร์พื้นที่ ระหว่างพื้นที่หน้าผา กองทัพภาคที่ 2 แตกต่างจากกองทัพภาคที่ 1 ที่เป็นทุ่งนาติดกัน

พล.ท.อมฤต กล่าวว่า “ส่วนอีกเรื่องคนก็พูดกันไป ผมกับ…” ถึงจุดนี้ พล.ท.อมฤต เว้นช่วง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ผมสนิทสนมกันจะตาย ทำงานร่วมกันมาตลอด แต่คนก็พูดกันไป เบี่ยงเบนไปอะไร เป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่ได้นั่น ผมก็ทำงานอย่างเดียว”

รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดเวทีผู้ช่วยรัฐมนตรี ดร.มหานิยม หนุนพุทธศาสนานำสันติภาพ

รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดเวทีผู้ช่วยรัฐมนตรี ดร.มหานิยม หนุนพุทธศาสนานำสันติภาพ

รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดเวทีผู้ช่วยรัฐมนตรี ดร.มหานิยม หนุนพุทธศาสนานำสันติภาพ

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.12 น.

สถานการณ์โลกยังน่าเป็นห่วงหลายด้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีทุกกระทรวง เน้นความร่วมมือเพื่อยกระดับประเทศเท่าทันนานาชาติ

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนต่อการเผชิญความท้าทายรอบด้านจากนานาชาติ ไม่ใช่แค่สงครามสู้รบ แต่รวมถึงสงครามเศรษฐกิจอีกด้วย

ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายสุชาติ ตันเจริญ) กล่าวว่า การรวมตัวทำงานของท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีทุกกระทรวง จะเป็นอีกหนึ่งพลังในการช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่จะทำงานให้ถึงประชาชนได้มากยิ่งขึ้น ในส่วนของสถานการณ์ประเทศและสถานการณ์โลกที่มีความขัดแย้งในหลายมิติ เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและร่วมมือกันอย่างแท้จริง หากนำหลักศาสนาพุทธมาใช้ก็จะสามารถร่วมกันสร้างสันติภาพได้ ซึ่งทุกศาสนาล้วนเน้นย้ำเรื่องการสร้างสันติภาพด้วยกันทั้งสิ้น

การประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ยังได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการดำเนินงานในสถานการณ์ไทย-กัมพูชา , บทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลก โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีทุกท่านต่างให้ความร่วมมือและพร้อมผลักดันทุกนโยบายโดยยึดโยงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก

การประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 6 ณ ห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ โดยมี พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม , นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เลขานุการคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี , ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานร่วม , นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ,ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายสุชาติ ตันเจริญ) , ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ,นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวง อว. , พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน , นายกองเอก วิสาร เตชะธีราวัฒน ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ,นางสาวนิภาภรณ์ เวชกามา ที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายรัชพล สุวรรณโชติ ที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

ม.สยาม เดินหน้าโครงการ ‘Global Saviors: Tiny Heroes’ เร่งสร้างเครือข่ายทั่วโลก

ม.สยาม เดินหน้าโครงการ ‘Global Saviors: Tiny Heroes’ เร่งสร้างเครือข่ายทั่วโลก

ม.สยาม เดินหน้าโครงการ ‘Global Saviors: Tiny Heroes’ เร่งสร้างเครือข่ายทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.58 น.

ล่าสุด! เดือนสิงหาคม 2025 โครงการนี้ได้รับการคัดเลือกให้เผยแพร่ในจดหมายข่าว ISCN (International Sustainable Campus Network) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือของมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกที่มุ่งพัฒนาและแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน โดยมีสถาบันอุดมศึกษาไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย  ติดตามได้ที่ https://mailchi.mp/iscn/newsletter-august2025

ผลงานรางวัลระดับนานาชาติที่ผ่านมา มีดังต่อไปนี้ The Winner – International Green Gown Award (IGGA) 2024 กลุ่ม Benefitting Society เกิดจากความร่วมมือของ ชุมชนลัดภาชี – คณะพยาบาลศาสตร์ –โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ม.สยาม และการสนับสนุนจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยสยาม ที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจและแสดงศักยภาพของเยาวชนไทยบนเวทีโลกได้อย่างต่อเนื่อง

——–

Siam University’s “Global Saviors: Tiny Heroes” keeps shining on the global stage!

Latest highlight: In August, the project is featured in the newsletter of ISCN (International Sustainable Campus Network) — a global alliance of leading universities driving campus sustainability, with Thai universities among its members.

Read more: https://mailchi.mp/iscn/newsletter-august2025

Previous achievements:

•              Winner – International Green Gown Award (IGGA) 2024 (Benefitting Society)

This meaningful project was made possible through the heartfelt collaboration of Lat Phachi Community – Siam University Faculty of Nursing – GSB Yuwapat Rak Thin Program, with the warm support of the university’s leadership, continuing to inspire and highlight the remarkable potential of Thai youth on the global stage.

-(016)

โดนอีกใบ! มติเอกฉันท์‘มรภ.บ้านสมเด็จฯ’เพิกถอนปริญญา‘ฮุน เซน’

โดนอีกใบ! มติเอกฉันท์‘มรภ.บ้านสมเด็จฯ’เพิกถอนปริญญา‘ฮุน เซน’

โดนอีกใบ! มติเอกฉันท์‘มรภ.บ้านสมเด็จฯ’เพิกถอนปริญญา‘ฮุน เซน’

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.56 น.

โดนอีกใบ! มติเอกฉันท์‘มรภ.บ้านสมเด็จฯ’เพิกถอนปริญญา‘ฮุน เซน’

22 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา) ประกาศ เรื่อง “เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของ สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา” ระบุว่า โดยที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ อนุมัติการเพิกถอนการให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ของสมเด็จฯฮุน เซน

จุฬาฯ จับมือ Urban Renaissance Agency ญี่ปุ่น ปั้นกลไกขับเคลื่อน ‘เมืองยืดหยุ่น’

จุฬาฯ จับมือ Urban Renaissance Agency ญี่ปุ่น ปั้นกลไกขับเคลื่อน 'เมืองยืดหยุ่น'

จุฬาฯ จับมือ Urban Renaissance Agency ญี่ปุ่น ปั้นกลไกขับเคลื่อน ‘เมืองยืดหยุ่น’

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.29 น.

จุฬาฯ จับมือ Urban Renaissance Agency ญี่ปุ่น ปั้นกลไกขับเคลื่อน “เมืองยืดหยุ่น” ร่วมกับภาคีสร้างเมืองรับมือภัยพิบัติสังคมสูงวัยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ TRUE ICON HALL ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ องค์การพัฒนาและฟื้นฟูเมือง (Urban Renaissance Agency: UR) จัดงาน “Urban Resilience Forum 2025” ในการเปิดมุมมองใหม่ด้านการพัฒนาเมืองยั่งยืน โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย การออกแบบ และการพัฒนาเมืองไทยให้พร้อมรับมือความท้าทายของอนาคต ทั้งด้านภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย และการพัฒนาเศรษฐกิจ

การพัฒนาเมือง: วาระแห่งอนาคตไทยที่ต้องการการสร้างองค์ความรู้ใหม่

ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ความไม่เท่าเทียม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เมืองเกิดการขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง นำไปสู่ปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ รวมทั้งความเปราะบางในการรับมือกับภัยพิบัติ จึงมีความจำเป็นที่ไทยต้องสร้างองค์ความรู้และมุ่งเน้นแนวทางการพัฒนาเมืองให้มีความพร้อมในการรับมือและใช้โอกาสจากความเปลี่ยนแปลงให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนาแบบ “เมืองยืดหยุ่น” (Resilient City)”

แต่การพัฒนาเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีทั้งข้อจำกัดด้านการดำเนินการพื้นที่และความซับซ้อนของหน่วยงาน จึงต้องอาศัยองค์กรกลางที่สามารถประสานความร่วมมือของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กรณีศึกษาสำคัญในญี่ปุ่นเผยให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐอย่าง “องค์การพัฒนาและฟื้นฟูเมือง (Urban Renaissance Agency; UR)” มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติกับการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนเกิดผลที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้เมืองในทุกภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่นสามารถรองรับการอยู่อาศัย การทำงาน และการท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างยั่งยืน

นายอิชิดะ มาซารุ ผู้ว่าการ UR กล่าวถึงประสบการณ์ของ UR และความร่วมมือกับจุฬาฯ ว่า “UR มีประสบการณ์การพัฒนาเมืองในประเทศญี่ปุ่นมามากกว่า 500 โครงการ พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนมากกว่า 1.5 ล้านหน่วย รวมถึงการพัฒนา TOD (Transit Oriented Development) และการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติอย่างกว้างขวาง และนี่คือครั้งแรกที่เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศอย่างจุฬาฯ เรามุ่งหวังที่จะนำความรู้และบทเรียนจากญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย เพื่อช่วยสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนสำหรับอนาคต”

ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงความสำคัญในการร่วมระหว่างจุฬาฯ กับ UR ในพิธีเปิดว่า “เมืองยืดหยุ่นไม่ได้หมายถึงแค่การอยู่รอดจากภัยพิบัติ แต่คือเมืองที่ทำให้ประชาชนอยู่ได้ดี มีคุณภาพชีวิต และแข่งขันได้ในระดับโลก ความร่วมมือครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างไทยและญี่ปุ่น”

บทเรียนจากญี่ปุ่นสู่กรุงเทพฯ

รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งให้เกียรติร่วมกล่าวเปิดงานชี้ว่าเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ที่แรงสั่นสะเทือนถึงกรุงเทพฯ เป็น “สัญญาณเตือน” ว่าเมืองหลวงต้องยกระดับการเตรียมพร้อม“ความยืดหยุ่นของเมืองไม่ใช่แค่การฟื้นตัวหลังวิกฤติ แต่คือความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงระยะยาว ทั้งโลกร้อน การขาดแคลนที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา และสังคมสูงวัย การร่วมมือกับญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ยาวนานจะช่วยให้กรุงเทพฯ เดินหน้าได้อย่างมั่นคง”

ด้าน โมริ ทาดาฮิโกะ รองผู้อำนวยการ UR กล่าวเสริมว่า “จุดแข็งของ UR คือ การทำให้โครงการพัฒนาเมืองเกิดขึ้นได้จริง ผ่านการวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ทั้งนโยบายของรัฐ ความต้องการของภาคเอกชน และการสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ เราพัฒนาทั้งกระบวนทางกฎหมาย การออกแบบพื้นที่ โมเดลการลงทุน และการประสานความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่หลากหลาย เราเชื่อว่าประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยต่อยอดความร่วมมือกับประเทศไทยในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน”

การพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อคนทั้งมวล TOD และ Digital Twin: เครื่องมือยกระดับเมืองในประเทศไทย

ผศ. ดร. ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย รองผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (Social Design Lab) และผู้ช่วยคณบดีคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ อธิบายถึงความร่วมมือระหว่างขั้นแรกระหว่าง จุฬาฯ และ UR ว่า “เราได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ในการศึกษากลไกการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อจำนวนที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยาในพื้นที่ใจกลางเมืองต่างในแต่ละภูมิภาคของไทยทั้งในด้านการออกแบบ โมเดลการลงทุน และกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อร่วมกับภาคีในการขับเคลื่อนให้เกิดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต”

ผศ. สรายุทธ ทรัพย์สุข คณบดีคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ กล่าวย้ำว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลเผชิญปัญหาการขยายตัวของเมืองที่รุกพื้นที่เกษตรกรรม เสี่ยงน้ำท่วม และสร้างภาระการเดินทาง จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาย่านรอบระบบขนส่งมวลชน ตามแนวคิด Transit-Oriented Development หรือ TOD เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัย แหล่งงาน และบริการสาธารณะได้สะดวก “เราจะร่วมกับ UR ใช้เทคโนโลยี Digital Twin ในระบบ PLATEAU ภายใต้ความร่วมมือทางนวัตกรรมจากกระทรวง MLIT มาประยุกต์กับการพัฒนาพื้นที่ ‘สามย่าน–สวนหลวง–บรรทัดทอง’ ให้เป็นต้นแบบของพื้นที่เมืองยั่งยืนตามหลักการ TOD บนฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะบูรณาการความรู้จากทั้งสองประเทศเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับทุกกลุ่ม รวมถึงย่านที่รองรับผู้สูงอายุ และการฟื้นฟูเมืองที่รักษาความหลากหลายทางสังคม”

ความร่วมมือเพื่ออนาคต

ตลอดทั้งวันของการประชุม มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สะท้อนตรงกันว่า “ความยืดหยุ่นของเมือง” ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดนและข้ามภาคส่วน  ความร่วมมือระหว่าง จุฬาฯ – UR (ญี่ปุ่น) ในครั้งนี้เป็นมากกว่าการประชุมวิชาการ แต่คือการสร้างฉันทามติในการลงมือสร้างต้นแบบเมืองที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน พร้อมต่อยอดสู่เมืองอื่น ๆ ของไทย  ความคาดหวัง คือ การทำให้ “เมืองยืดหยุ่น” กลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของเมืองไทย ที่ไม่เพียงรับมือภัยพิบัติได้ แต่ยังเป็นเมืองที่ปลอดภัย สะดวกสบาย สวยงาม และเต็มไปด้วยโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตสำหรับทุกคน