ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

22 ส.ค. 2568 16:18 น.

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

ศาลฎีกาอินเดียแก้ไขคำสั่งเดิมที่ให้เจ้าหน้าที่ในกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบ นำสุนัขจรจัดทั้งหมดไปกักตัวไว้ที่ศูนย์พักพิงสัตว์ หลังคำสั่งดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มสิทธิสัตว์

คณะผู้พิพากษา 3 คนได้ระบุว่า สุนัขจรจัดควรได้รับการปล่อยกลับสู่พื้นที่เดิมหลังผ่านการฉีดวัคซีนและทำหมันแล้ว แต่สุนัขที่มีพฤติกรรมดุร้ายหรือเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะต้องถูกกักตัวไว้ในศูนย์พักพิง นอกจากนี้ ศาลยังสั่งห้ามให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะ และให้จัดตั้งพื้นที่เฉพาะสำหรับจุดประสงค์ดังกล่าว

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกาที่มีองค์คณะผู้พิพากษา 2 คน ได้แสดงความกังวลต่อปัญหา “การถูกสุนัขกัดจนนำไปสู่โรคพิษสุนัขบ้า” ที่เพิ่มขึ้นในกรุงนิวเดลีและพื้นที่ใกล้เคียง โดยข้อมูลจากหน่วยงานเทศบาลระบุว่า ประชากรสุนัขจรจัดในกรุงนิวเดลีมีประมาณ 1 ล้านตัว และเพิ่มขึ้นในพื้นที่ชานเมืองอย่างนอยดา กาซิอาบัด และคุรุคราม

รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า อินเดียมีประชากรสุนัขจรจัดหลายล้านตัว และมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ารวมกันมากถึง 36% ของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทั่วโลก

เพื่อแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลสูงสุดจึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ในกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบนำสุนัขจรจัดทั้งหมดไปไว้ในศูนย์พักพิง และสั่งให้สร้างศูนย์พักพิงเพิ่มเติมภายใน 8 สัปดาห์ ซึ่งคำสั่งนี้ขัดแย้งกับกฎระเบียบเดิมที่ระบุว่าสุนัขจรจัดที่ทำหมันแล้วควรถูกปล่อยกลับสู่พื้นที่เดิม ทำให้เกิดการประท้วงและการยื่นคำร้องทางกฎหมายจากกลุ่มสิทธิสัตว์หลายกลุ่ม

กลุ่มสิทธิสัตว์ต่างเรียกร้องให้ใช้วิธีที่เมตตามากกว่า เช่น การฉีดวัคซีนและการทำหมัน พร้อมทั้งเตือนว่าการกักตัวสุนัขจรจัดทั้งหมดจะนำไปสู่ปัญหาความแออัดและการกำจัดสุนัขส่วนเกิน

จากกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้น ศาลสูงสุดจึงได้ตั้งคณะผู้พิพากษา 3 คนเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง และในคำตัดสินล่าสุด ศาลได้ระงับคำสั่งเดิม โดยระบุว่าสุนัขที่ไม่มีพฤติกรรมดุร้ายและไม่เป็นโรคสามารถถูกปล่อยกลับสู่ที่เดิมหลังได้รับการฉีดวัคซีนและทำหมันแล้ว

นอกจากนี้ ศาลยังระบุว่าผู้ที่รักสัตว์สามารถยื่นเรื่องขอรับสุนัขจรจัดไปเลี้ยงกับหน่วยงานเทศบาลได้ แต่ห้ามนำสุนัขกลับไปปล่อยข้างถนนอีก พร้อมทั้งเตือนว่าจะมีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะ และห้ามกลุ่มสิทธิสัตว์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคำสั่งของศาล

ศาลสูงสุดยังกล่าวด้วยว่าจะมีการจัดทำนโยบายระดับชาติเกี่ยวกับสุนัขจรจัด หลังจากได้พิจารณาคดีในลักษณะเดียวกันที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐอื่น ๆ ทั่วประเทศ.

ที่มา BBC

แหล่งข่าวเผย ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

แหล่งข่าวเผย ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

22 ส.ค. 2568 15:13 น.

แหล่งข่าวเผย ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

แหล่งข่าวเผย ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เสนอให้ยูเครนยอมยกพื้นที่ภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด รวมถึงยกเลิกความพยายามเข้าร่วมองค์การนาโต และห้ามกองกำลังตะวันตกเข้ามาในยูเครน ด้านเจ้าหน้าที่อียูเตือนอย่าตกหลุมพราง

ตามรายงานจากแหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลรัสเซีย ระบุว่า รัสเซียเสนอเงื่อนไขใหม่เพื่อยุติสงครามยูเครน หลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐอะลาสกาเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยปูตินเรียกร้องให้ยูเครนยกภูมิภาคดอนบาสทั้งหมดให้กับรัสเซีย รวมถึงยกเลิกความพยายามเข้าร่วมองค์การนาโต รักษาความเป็นกลาง และห้ามกำลังทหารตะวันตกเข้ามาประจำการในประเทศ 

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการพบปะระดับสูงสุดรัสเซีย-สหรัฐฯ ในรอบกว่า 4 ปี โดยทั้งสองผู้นำใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง หารือถึงแนวทางประนีประนอมเพื่อยุติสงครามในยูเครน แม้ในการแถลงหลังการประชุมจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมากนัก แต่แหล่งข่าวระบุว่าปูตินแสดงท่าทีพร้อมปรับลดข้อเรียกร้องบางส่วนเมื่อเทียบกับข้อเสนอเดิมในปี 2024

ข้อเสนอล่าสุดของรัสเซียยังคงยืนยันให้ยูเครนสละพื้นที่ภูมิภาคดอนบาสที่ยังอยู่ในการควบคุม แต่ในทางกลับกัน รัสเซียพร้อมที่จะหยุดการรุกคืบในแคว้นซาโปริชเชียและเคอร์ซอน และอาจคืนพื้นที่เล็กน้อยที่ครอบครองในแคว้นคาร์คิฟ ซูมี และดนีโปรเปตรอฟสค์ ให้กับยูเครน ข้อมูลจากสหรัฐฯ ระบุว่าปัจจุบันรัสเซียครองพื้นที่ 88% ของดอนบาส และ 73% ของซาโปริชเชียและเคอร์ซอน

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องสำคัญอื่น ๆ ของปูตินยังไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งการห้ามยูเครนเข้าร่วมนาโต การจำกัดกองทัพยูเครน และการรับรองอย่างเป็นทางการว่าจะไม่มีกำลังตะวันตกเข้ามาประจำการในยูเครน ขณะที่รัฐบาลเคียฟยังคงยืนยันไม่ยอมถอนตัวจากดินแดนที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่าภูมิภาคดอนบาสเป็นปราการสำคัญในการสกัดกั้นรัสเซียและไม่อาจสละได้ พร้อมย้ำว่ายูเครนมีเป้าหมายตามรัฐธรรมนูญในการเข้าร่วมนาโต และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่รัสเซียมีสิทธิ์กำหนด ขณะที่ทำเนียบขาวและนาโต้ยังไม่ให้ความเห็นต่อข้อเสนอนี้

ด้านนักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกมาเตือนว่าไม่ควรกดดันให้ยูเครนยอมยกดินแดนให้รัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพในอนาคต

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ผู้นำสหภาพยุโรปเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์กับยูเครนที่ทำเนียบขาว คายา คัลลาส กล่าวกับรายการทูเดย์ของบีบีซีว่า การปล่อยให้รัสเซียยึดครองดินแดนของยูเครนเป็น “กับดักที่ปูตินต้องการให้เราเดินเข้าไป” เธอยอมรับว่ายังไม่มี “ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม” มากนักสำหรับการใช้กำลังยับยั้งในขั้นตอนการเจรจานี้

เธอกล่าวว่าเป็นหน้าที่ของรัฐสมาชิกของ “พันธมิตรผู้สนับสนุนยูเครนสู่สันติภาพ” ที่จะกำหนดว่าพวกเขาสามารถมีส่วนร่วมได้มากเพียงใด และยังไม่ชัดเจนว่ากองกำลังเหล่านี้จะปฏิบัติการในฐานะใด

แม้รัสเซียยังควบคุมพื้นที่ยูเครนราว 1 ใน 5 แต่แหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลรัสเซียมองว่าการประชุมที่รัฐอะลาสกา อาจเป็นโอกาสดีที่สุดในการเจรจาสันติภาพตั้งแต่สงครามเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักยังอยู่ที่การยอมรับของยูเครนและท่าทีของสหรัฐฯ รวมถึงข้อกังขาต่อความชอบธรรมของเซเลนสกี ซึ่งปูตินตั้งคำถามซ้ำ ๆ หลังวาระการดำรงตำแหน่งของเขาหมดไปตั้งแต่กลางปี 2024 แต่ยูเครนยืนยันว่าเซเลนสกียังเป็นประธานาธิบดีโดยชอบธรรม

ผู้นำยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ยังคงแสดงความไม่มั่นใจว่าปูตินมีความจริงใจต้องการยุติสงคราม ขณะที่ทรัมป์ย้ำว่าเขาต้องการยุติ “การนองเลือด” และพร้อมเดินหน้าจัดการประชุมสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครนในอนาคตอันใกล้.

ที่มา  Reuters  BBC

ญี่ปุ่นเสนอจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน 2 ชั่วโมงต่อวัน หวังแก้ปัญหาสุขภาพกาย-ใจ

ญี่ปุ่นเสนอจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน 2 ชั่วโมงต่อวัน หวังแก้ปัญหาสุขภาพกาย-ใจ

22 ส.ค. 2568 13:04 น.

ญี่ปุ่นเสนอจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน 2 ชั่วโมงต่อวัน หวังแก้ปัญหาสุขภาพกาย-ใจ

จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ออกข้อแนะนำประชาชนทุกเพศทุกวัย จำกัดการใช้สมาร์ทโฟนวันละไม่เกิน 2 ชั่วโมง หวังช่วยลดปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ

เมืองโตโยอาเกะ ในจังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น เสนอร่างข้อบัญญัติท้องถิ่น แนะนำให้ประชาชนทุกคนใช้สมาร์ทโฟนไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง นอกเหนือจากเวลางานและการเรียน โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น อาการนอนไม่หลับและความเครียดจากการใช้สมาร์ทโฟนเกินความจำเป็น

นายกเทศมนตรีเมืองโตโยอาเกะ มาซาฟูมิ โคกิ ยืนยันว่า ร่างข้อบัญญัตินี้ไม่ใช่กฎหมายที่มีโทษบังคับ แต่เป็นแนวทางเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ว่าการใช้สมาร์ทโฟนอย่างยาวนานอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ

ข้อเสนอแนะยังรวมถึง การกำหนดเวลาเลิกใช้สมาร์ทโฟนสำหรับเด็กและเยาวชน โดยเด็กประถมควรหยุดใช้หลังเวลา 21.00 น. และเด็กมัธยมต้นขึ้นไปควรเลิกใช้หลังเวลา 22.00 น.

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่มีการเผยแพร่ร่างข้อบัญญัติ ประชาชนญี่ปุ่นจำนวนมากออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน โดยมองว่าข้อจำกัดวันละ 2 ชั่วโมงนั้น ไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง ขณะที่หลายคนมองว่าการจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟนควรเป็นการตัดสินใจภายในครอบครัว มากกว่าที่ทางการจะออกกฎแนะนำ

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ถาโถม ทำให้นายกเทศมนตรีโคกีออกมาเน้นย้ำอีกครั้งว่า ข้อเสนอนี้ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมายแต่เป็นการแนะนำเชิงสร้างสรรค์ และยังยอมรับว่าสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่การใช้อย่างพอดีจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ

ร่างข้อบัญญัติดังกล่าวจะถูกนำเข้าสภาเทศบาลเพื่อพิจารณาในสัปดาห์หน้า และหากผ่านความเห็นชอบ จะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นพยายามควบคุมเวลาใช้อุปกรณ์ดิจิทัล ย้อนกลับไปในปี 2020 จังหวัดคางาวะ เคยออกข้อบัญญัติแนะนำให้เด็กเล่นเกมได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมงในวันเรียน และไม่เกิน 90 นาทีในช่วงปิดเทอม พร้อมทั้งแนะนำให้เด็กอายุ 12–15 ปีหยุดใช้สมาร์ทโฟนหลัง 21.00 น. และเด็กอายุ 15–18 ปีเลิกใช้หลัง 22.00 น.

โดยจากการสำรวจโดย Children and Families Agency ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2025 พบว่า เยาวชนญี่ปุ่นใช้เวลาในโลกออนไลน์เฉลี่ยกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน ในวันเรียน ซึ่งถือว่าสูงกว่ามาตรฐานที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแนะนำ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

“คิม จอง อึน” ยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่รบให้รัสเซีย

"คิม จอง อึน" ยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่รบให้รัสเซีย

22 ส.ค. 2568 12:29 น.

“คิม จอง อึน” ยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่รบให้รัสเซีย

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ จัดพิธีมอบมอบเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งรัฐให้แก่ทหารที่กลับมาจากการสู้รบในยูเครน และเพื่อไว้อาลัยผู้เสียชีวิต ณ กรุงเปียงยาง สื่อทางการเกาหลีเหนือยกย่องพวกเขาในฐานะ “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ และผู้รักชาติผู้ยิ่งใหญ่”

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือได้มอบตำแหน่ง “วีรบุรุษ” ของรัฐให้แก่ผู้บัญชาการและทหารที่กลับมาหลังจากร่วมรบเคียงข้างกองกำลังรัสเซียในเขตชายแดนเคิร์สก์ เพื่อต่อต้านยูเครน

เขายังได้วางเหรียญเกียรติยศไว้ข้างๆ ภาพทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิต ซึ่งสื่อทางการเกาหลีเหนือเรียกว่า “วีรชน”

คิมกล่าวในสุนทรพจน์ว่า “ผู้เข้าร่วมปฏิบัติการในต่างประเทศ ด้วยการต่อสู้อย่างแน่วแน่และการเสียสละอันสูงส่ง ได้บรรลุความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่จะจดจำไปตลอดกาล”

เคซีเอ็นเอระบุด้วยว่า นายคิมได้วางช่อดอกไม้ที่กำแพงอนุสรณ์สำหรับทหารที่เสียชีวิตในต่างแดน และยังมีการจัดคอนเสิร์ตสำหรับทหารที่เดินทางกลับจากรัสเซีย รวมถึงงานเลี้ยงซึ่งมีสมาชิกในครอบครัวของผู้เสียชีวิตเข้าร่วมด้วย

จากการประเมินของเกาหลีใต้ เกาหลีเหนือส่งทหารประมาณ 15,000 นาย ไปยังรัสเซียตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว และได้จัดหายุทโธปกรณ์จำนวนมาก รวมถึงปืนใหญ่และขีปนาวุธ เพื่อสนับสนุนความพยายามทำสงครามของปูตินในยูเครน

คิมยังตกลงที่จะส่งคนงานก่อสร้างและเจ้าหน้าที่กู้ระเบิดหลายพันคนไปยังภูมิภาคเคิร์สก์ของรัสเซีย ซึ่งหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้เชื่อว่าการส่งกำลังพลครั้งนี้อาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้แสดงความกังวลว่าเกาหลีเหนืออาจได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อแลกกับการสนับสนุนด้านสงคราม ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยคุกคามจากโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของคิม ด้านผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ากองทัพเกาหลีเหนือจะได้รับประสบการณ์การรบอันล้ำค่าจากสงครามเช่นกัน.

ระทึก เครื่องบินโบอิง “เดลตา แอร์ไลน์ส” ชิ้นส่วนปีกหลุดห้อยกลางอากาศ

ระทึก เครื่องบินโบอิง "เดลตา แอร์ไลน์ส" ชิ้นส่วนปีกหลุดห้อยกลางอากาศ

22 ส.ค. 2568 12:02 น.

ระทึก เครื่องบินโบอิง “เดลตา แอร์ไลน์ส” ชิ้นส่วนปีกหลุดห้อยกลางอากาศ

เครื่องบินโดยสารโบอิง 737 สายการบินเดลตา แอร์ไลน์ส ประสบเหตุชิ้นส่วนบนปีกซ้ายหลุดระหว่างทำการบิน แต่สามารถลงจอดที่ปลายทางในรัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ ได้อย่างปลอดภัย ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บเสียชีวิต

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เกิดเหตุระทึกขวัญเมื่อเครื่องบินโดยสารโบอิง 737 ของสายการบินเดลตา แอร์ไลน์ส ประสบเหตุชิ้นส่วนบนปีกซ้ายหลุดออกระหว่างทำการบิน เมื่อวันพุธ (20 ส.ค.) ที่ผ่านมา โดยสื่อสหรัฐฯ รายงานว่าเครื่องบินลำนี้เดินทางจากเมืองออร์แลนโด ของรัฐฟลอริดา พร้อมผู้โดยสาร 62 คน และลูกเรือ 6 คน และลงจอดที่ปลายทางในเมืองออสตินของรัฐเท็กซัสอย่างปลอดภัย โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บเสียชีวิต

สายการบินฯ ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษผู้โดยสาร พร้อมยืนยันว่าเครื่องบินลำนี้เกิดปัญหาที่ส่วนหลักของปีก (flap) โดยมีการหยุดใช้งานเครื่องบินลำนี้เพื่อซ่อมแซมแล้ว ด้านองค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ กำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น.

สะพานจีนกำลังก่อสร้างสายเคเบิลขาด เสียชีวิต 7 สูญหาย 9 ราย

สะพานจีนกำลังก่อสร้างสายเคเบิลขาด เสียชีวิต 7 สูญหาย 9 ราย

22 ส.ค. 2568 11:42 น.

สะพานจีนกำลังก่อสร้างสายเคเบิลขาด เสียชีวิต 7 สูญหาย 9 ราย

มีผู้เสียชีวิต 7 ศพ และสูญหายอีก 9 ราย หลังจากสายเคเบิลขาดที่สะพานที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างบนเส้นทางรถไฟเสฉวน-ชิงไห่ ช่วงมณฑลชิงไห่ เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันศุกร์

สำนักข่าวพีเพิลส์ เดลี รายงานว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานก่อสร้าง 15 คน และผู้จัดการโครงการวิศวกรรมประจำพื้นที่ 1 คน กำลังทำงานอยู่ ขณะนี้ปฏิบัติการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป

กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินได้ส่งคณะทำงานเฉพาะกิจไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อให้คำแนะนำและประสานงานการช่วยเหลือ โดยมุ่งเน้นการค้นหาผู้ที่ตกลงไปในน้ำ นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยืนยันว่าจะเร่งตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ภาพที่เผยแพร่บนเว็บไซต์พีเพิลส์ เดลี แสดงให้เห็นสะพานที่สร้างเสร็จเพียงบางส่วน โดยส่วนตรงกลางยังสร้างไม่เสร็จ พร้อมด้วยหอคอยนั่งร้านขนาดยักษ์ 2 แห่งและเครนหลายตัวตั้งอยู่ใกล้เคียง

สะพานดังกล่าว ตั้งอยู่ที่เขตแดนระหว่างอำเภอเจี้ยนจ้า ในเขตปกครองตนเองทิเบตหวงหนาน และอำเภอปกครองตนเองหัวหลงฮุย ในเขตไห่ตง มณฑลชิงไห่ ถือเป็นสะพานรถไฟโครงถักเหล็กแห่งแรกของจีนที่ข้ามแม่น้ำเหลือง โดยเสาสายเคเบิลของสะพานสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน และมีแผนที่จะเชื่อมต่อกันในเดือนนี้

ทั้งนี้ อุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในประเทศจีน เนื่องจากกฎระเบียบที่ไม่ชัดเจนและมาตรฐานความปลอดภัยที่หละหลวม ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว มีผู้สูญหาย 13 คน หลังจากเกิดเหตุถล่มที่ไซต์ก่อสร้างทางรถไฟสายหลักในเมืองเซินเจิ้น ทางตอนใต้ของจีน ไม่มีรายงานผู้รอดชีวิต.

ที่มา China Daily

เหตุโจมตีโคลอมเบีย 2 ระลอก ดับอย่างน้อย 18 บาดเจ็บหลายสิบราย

เหตุโจมตีโคลอมเบีย 2 ระลอก ดับอย่างน้อย 18 บาดเจ็บหลายสิบราย

22 ส.ค. 2568 11:08 น.

เหตุโจมตีโคลอมเบีย 2 ระลอก ดับอย่างน้อย 18 บาดเจ็บหลายสิบราย

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน จากเหตุโจมตี 2 ระลอกในโคลอมเบีย ทั้งจากเหตุคาร์บอมบ์บนถนนที่พลุกพล่านในเมืองคาลี และเหตุโจมตีเฮลิคอปเตอร์ตำรวจใกล้เมืองเมเดยิน

โดยเหตุคาร์บอมบ์มีเป้าหมายที่โรงเรียนการบินทหารมาร์โก ฟิเดล ซัวเรซ ทางตอนเหนือของเมือง และรายงานเบื้องต้นระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 71 ราย นายอเลฮานโดร เอเดอร์ นายกเทศมนตรีเมืองกาลี ประณามการโจมตีครั้งนี้และเสนอเงินรางวัลสำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ

ก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี (21 ส.ค.) เกิดเหตุโจมตีเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจอีกลำหนึ่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ ในพื้นที่ชนบทนอกเมืองเมเดยิน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

หลังจากการโจมตีทั้งสองครั้ง ประธานาธิบดีและผู้นำกองทัพประกาศว่าพวกเขาจะนำการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อ “กำหนดมาตรการคุ้มครองเพิ่มเติม” ให้กับประชาชน กระทรวงกลาโหมโคลอมเบียกล่าวว่า “รัฐจะไม่ยอมจำนนต่อการก่อการร้าย อาชญากรรมเหล่านี้จะถูกดำเนินคดีและลงโทษอย่างเต็มที่ตามกฎหมาย”

พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เหตุระเบิดรถยนต์ในเมืองคาลีคร่าชีวิตพลเรือนบนท้องถนนและสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนหลายหลัง โดยระบุว่ามีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวใกล้ฐานทัพอากาศ 

อาคารและโรงเรียนหลายแห่งถูกอพยพ และนายกเทศมนตรีได้ประกาศห้ามรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าเมือง ด้านเปโดร ซานเชซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  เรียกเหตุระเบิดครั้งนี้ว่าเป็น “การโจมตีของผู้ก่อการร้าย” และกล่าวโทษ “กลุ่มค้ายาที่เรียกตัวเองว่า มอร์ดิสโก” ซึ่งหมายถึงนายอีวาน มอร์ดิสโก ผู้นำกองโจรแห่งกองกำลังปฏิวัติโคลอมเบีย (ฟาร์ก) ซึ่งปัจจุบันได้ยุบไปแล้ว

ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร กล่าวถึงเหตุการณ์โจมตีเฮลิคอปเตอร์ตำรวจอีกลำหนึ่งว่า เครื่องบินลำดังกล่าวมีภารกิจกำจัดต้นโคคา ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของโคเคน ส่งผลให้เฮลิคอปเตอร์ตกหลังจากถูกโดรนโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าพวกเขาเสียชีวิตในเหตุการณ์หรือเสียชีวิตบนพื้นล่าง

ภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นกลุ่มควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นในพื้นที่ป่าแห่งหนึ่งในเมืองอามาลฟี ทางตอนเหนือของประเทศ นายซานเชซกล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นฝีมือของกลุ่มกองโจร EMC ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มฟาร์ก

โคลอมเบียเผชิญกับเหตุความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปะทะกันระหว่างกองกำลังความมั่นคงกับกลุ่มกบฏฝ่ายต่อต้าน กลุ่มกึ่งทหาร หรือแก๊งค้ายาเสพติด

การโจมตีด้วยโดรนก็กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2024 มีการรายงานการโจมตีลักษณะนี้ในประเทศถึง 115 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกลุ่มติดอาวุธผิดกฎหมาย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทหาร 3 นายเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยโดรนทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยมีการทิ้งอุปกรณ์ระเบิดใส่ทหารเรือและกองทัพบกที่กำลังประจำการอยู่ที่ด่านตรวจ.

ที่มา BBC

สหรัฐฯ เผยเกาหลีเหนือซ่อนฐานขีปนาวุธลับ เก็บสะสมขีปนาวุธข้ามทวีปเพียบ หวั่นเป็นภัยคุกคาม

สหรัฐฯ เผยเกาหลีเหนือซ่อนฐานขีปนาวุธลับ เก็บสะสมขีปนาวุธข้ามทวีปเพียบ หวั่นเป็นภัยคุกคาม

22 ส.ค. 2568 11:03 น.

สหรัฐฯ เผยเกาหลีเหนือซ่อนฐานขีปนาวุธลับ เก็บสะสมขีปนาวุธข้ามทวีปเพียบ หวั่นเป็นภัยคุกคาม

สหรัฐฯ เผยรายงานใหม่ เกาหลีเหนือแอบซ่อนฐานขีปนาวุธลับตรงชายแดนจีน มีการสะสมขีปนาวุธข้ามทวีปพร้อมแท่นยิงเคลื่อนที่ ชี้เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ และเอเชียตะวันออก

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 สถาบันศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (Center for Strategic and International Studies -CSIS) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ เผยรายงานชิ้นใหม่ว่า เกาหลีเหนือมีฐานขีปนาวุธลับที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน ตั้งอยู่ที่ซินพุงดง ห่างพรมแดนจีนเพียง 27 กิโลเมตร ฐานแห่งนี้เชื่อว่ามีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ (Intercontinental Ballistic Missile-ICBM) ถึง 9 ลูก พร้อมแท่นยิงเคลื่อนที่ 

รายงานระบุว่า ฐานซินพุงดงเป็นหนึ่งใน 15-20 ฐานขีปนาวุธและคลังหัวรบนิวเคลียร์ลับ ที่รัฐบาลเกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผย โดยข้อมูลนี้ได้จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม สัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยและเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ เอกสารที่เคยถูกปกปิด และฐานข้อมูลสาธารณะ

โดยฐานแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 22 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าสนามบินเจเอฟเค ในนิวยอร์ก และตั้งอยู่ในหุบเขาแคบที่มีลำธารไหลผ่าน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การตั้งฐานใกล้พรมแดนจีนอาจเป็นเกราะกำบังทางภูมิรัฐศาสตร์ เพราะหากสหรัฐหรือเกาหลีใต้คิดโจมตี อาจเกิดผลกระทบลามไปถึงจีน

ทางด้านศาสตราจารย์เลฟ-อีริก อีสลีย์ จากมหาวิทยาลัยอีฮวา ในกรุงโซล ระบุว่า เกาหลีเหนืออาจใช้การตั้งฐานใกล้จีนเพื่อสร้างความเสี่ยงทางการเมือง และกดดันไม่ให้ถูกโจมตี

รายงานระบุด้วยว่า ฐานซินพุงดง เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2547 และใช้งานจริงตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันยังคงบำรุงรักษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าเก็บขีปนาวุธรุ่น ฮวาซอง-15 หรือ ฮวาซอง-18 รวมถึงรุ่นใหม่ที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยติดตั้งแท่นยิงเคลื่อนที่ซึ่งสามารถยิงแล้วเคลื่อนย้ายไปจุดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

รายงานฉบับนี้ยังเตือนว่า ขีปนาวุธเหล่านี้อาจเป็นภัยคุกคามนิวเคลียร์ต่อเอเชียตะวันออกและสหรัฐ โดยเกาหลีเหนือภายใต้การนำของ คิม จอง อึน เร่งพัฒนาอาวุธทันสมัยและทดสอบ ICBM หลายครั้ง ซึ่งละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติอย่างชัดเจน.

สนามบินอิตาลีวุ่น หนุ่มคลั่งจุดไฟเผาเคาน์เตอร์เช็คอิน (คลิป)

สนามบินอิตาลีวุ่น หนุ่มคลั่งจุดไฟเผาเคาน์เตอร์เช็คอิน (คลิป)

22 ส.ค. 2568 09:34 น.

สนามบินอิตาลีวุ่น หนุ่มคลั่งจุดไฟเผาเคาน์เตอร์เช็คอิน (คลิป)

แตกตื่นกันทั้งสนามบิน หลังหนุ่มคลั่งจุดไฟเผาถังขยะและฉากกั้นบริเวณเคาน์เตอร์เช็คอินที่สนามบินมิลานของอิตาลี ผู้โดยสารแตกตื่นวิ่งหนีตาย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันพุธ เมื่อชายคุล้มคลั่งรายหนึ่งได้ราดของเหลวติดไฟลงบนเคาน์เตอร์เช็คอินก่อนจะจุดไฟเผา นอกจากนั้นยังทำลายกำแพงและหน้าจอข้อมูลบริเวณใกล้เคียงจนได้รับความเสียหายด้วยค้อน จนเกิดความโกลาหลในอาคารผู้โดยสาร 1 ของสนามบินมิลาน-มัลเปนซา จนต้องปิดพื้นที่บางส่วนของอาคารผู้โดยสาร โดยคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่แชร์บนโซเชียลมีเดีย เผยให้เห็นผู้โดยสารกำลังหลบหนีจากบริเวณเช็คอิน ขณะที่ควันดำพวยพุ่งออกมาจากกองไฟ โดยมีชายคนหนึ่งเดินเข้าไปหาผู้ก่อเหตุและตีศีรษะด้วยถังดับเพลิงจนล้มลงกับพื้น ขณะที่พลเมืองดีอีกหลายคนช่วยกันจับผู้ต้องสงสัยไว้ และรีบดึงค้อนออกจากมือผู้ก่อเหตุ

ทั้งนี้ โฆษกสนามบินแถลงว่า สถานการณ์ถูกควบคุมได้อย่างรวดเร็ว และสามารถจับกุมชายคนดังกล่าวได้แล้ว โดยสื่ออิตาลีระบุว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชายวัย 28 ปีจากประเทศมาลี มีรายงานว่าเขาจะขึ้นศาลเพื่อการพิจารณาคดีแบบเร่งด่วนในวันนี้ ขณะที่สนามบินยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยไม่กระทบต่อเที่ยวบินต่างๆ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าว สนามบิน

ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี ศึกโคปา ซูดาเมริกานา บาดเจ็บกว่า 20 จับกุมเกินร้อย

ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี ศึกโคปา ซูดาเมริกานา บาดเจ็บกว่า 20 จับกุมเกินร้อย

22 ส.ค. 2568 08:24 น.

ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี ศึกโคปา ซูดาเมริกานา บาดเจ็บกว่า 20 จับกุมเกินร้อย

การแข่งขันฟุตบอล โคปา ซูดาเมริกานา ระหว่างอินเดเพนเดียนเต้ ของอาร์เจนตินา และยูนิเวอร์ซิดาด เด ชิเล จากชิลี กลายเป็นสังเวียนเดือด เมื่อแฟนบอลของ 2 ฝ่ายปะทะกันรุนแรง จนมีผู้บาดเจ็บสาหัส 

การแข่งขันฟุตบอล โคปา ซูดาเมริกานา คู่ระหว่าง อินเดเพนเดียนเต้ ทีมดังของอาร์เจนตินา และยูนิเวอร์ซิดาด เด ชิเล จากชิลี ที่สนามลิเบอร์ตาดอเรส เด อเมริกา ในเมืองอาเวยานีด้า เขตชานกรุงบัวโนสไอเรส เมื่อคืนวันพุธ (20 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ต้องถูกยกเลิกกลางคัน หลังเกิดเหตุความรุนแรงระหว่างกองเชียร์ทั้งสองฝ่าย จนบานปลายกลายเป็นความวุ่นวายครั้งใหญ่

รายงานจากตำรวจอาร์เจนตินาเผยว่า มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 100 คน และแฟนบอลบาดเจ็บอย่างน้อย 20 คน หนึ่งรายมีอาการสาหัส โดยเหตุวุ่นวายเริ่มต้นในช่วงครึ่งแรก เมื่อกองเชียร์ทีมเยือนที่อยู่บนอัฒจันทร์ชั้นบนทุบทำลายเก้าอี้และห้องน้ำ จากนั้นขว้างปาข้าวของใส่กองเชียร์เจ้าบ้านที่อยู่ด้านล่าง

เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามควบคุมสถานการณ์ แต่ก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน และเมื่อความรุนแรงยังไม่ยุติ ผู้ตัดสินจึงสั่งยุติการแข่งขันทันทีหลังจบครึ่งแรก ขณะที่สกอร์ยังเสมอกันอยู่ 1–1

ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี ศึกโคปา ซูดาเมริกานา บาดเจ็บกว่า 20 จับกุมเกินร้อย

หลังจากนั้นสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เมื่อกลุ่ม บาร์ราบราวาส หรือแก๊งฮูลิแกนของอินเดเพนเดียนเต้ สวมหมวกคลุมหน้า บุกฝ่าแนวกั้นของตำรวจเข้าไปยังโซนกองเชียร์ทีมเยือน ก่อนใช้ไม้และแท่งเหล็กทำร้ายร่างกายแฟนบอลชิลี ภาพจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นแฟนบอลบางคนกระโดดลงมาจากอัฒจันทร์เพื่อเอาชีวิตรอด บางรายถูกตีที่ศีรษะจนล้มฟุบ ขณะที่บางคนถูกทำร้ายจนเลือดท่วมร่างและต้องยกมือขอชีวิต

ด้านจานนี อินฟันติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ออกแถลงการณ์ประณามเหตุรุนแรงครั้งนี้ โดยระบุว่า “ผมขอประณามความรุนแรงที่น่าตกใจซึ่งนำไปสู่การยกเลิกการแข่งขันโคปา ซูดาเมริกานา ความรุนแรงไม่เกิดขึ้นในเกมฟุตบอล ผู้เล่น แฟนบอล เจ้าหน้าที่ และทุกคนที่รักในเกมอันสวยงามนี้ ควรได้รับการปกป้องให้ปลอดภัย”

ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี ศึกโคปา ซูดาเมริกานา บาดเจ็บกว่า 20 จับกุมเกินร้อย

ด้าน สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ (CONMEBOL) แถลงว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลและส่งต่อให้คณะกรรมการด้านวินัยพิจารณา เพื่อดำเนินมาตรการลงโทษอย่างเหมาะสมต่อไป

วงการฟุตบอลอาร์เจนตินาและอเมริกาใต้เผชิญปัญหา “บาร์ราบราวาส” หรือกลุ่มแฟนบอลหัวรุนแรงมาอย่างยาวนาน หลายครั้งนำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เหตุการณ์ล่าสุดย้ำเตือนถึงความท้าทายที่เจ้าหน้าที่และสมาคมฟุตบอลต้องเผชิญในการควบคุมความปลอดภัยภายในสนาม.