เขมรละเมิดกว่า600ครั้ง!! ‘ภท.’ออกแถลงการณ์ ขอสภาฯ พิจารณายกเลิก MOU43-44

เขมรละเมิดกว่า600ครั้ง!! 'ภท.'ออกแถลงการณ์ ขอสภาฯ พิจารณายกเลิก MOU43-44

เขมรละเมิดกว่า600ครั้ง!! ‘ภท.’ออกแถลงการณ์ ขอสภาฯ พิจารณายกเลิก MOU43-44

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.13 น.

‘ภท.’ออกแถลงการณ์ ขอสภาฯ พิจารณายกเลิก MOU43-44 เผย’เขมร’ละเมิด MOU มากว่า 600 ครั้ง

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2568 พรรคภูมิใจไทยออกมาโพสต์แถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้มีการหยิบยกข้อมูลที่เกี่ยวเนื่อง จาก MOU ปี 2543 และ MOU ปี 2544 ระหว่างไทยกับกัมพูชา มากล่าวถึงมากยิ่งขึ้นนับแต่มีการปะทะกัน และพบการเปิดเผยข้อมูลจากทางการไทยว่าทางฝั่งกัมพูขาได้ละเมิด MOU มากว่า 600 ครั้ง

พรรคภูมิใจไทย ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ถึงแม้ในห้วงเวลาดังกล่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ พรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมแรง ร่วมใจ ช่วยดูแลพี่น้องประชาชน ตามศูนย์อพยพใน 4 จังหวัด (บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และ อุบลราชธานี) มาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังติดตามสถานการณ์ในประเด็นดังกล่าวอยู่โดยตลอด โดยฝ่ายที่ต้องการ ยกเลิกมองว่า MOU ทั้งสองฉบับส่งผลกระทบต่อเขตแดน และปัจจุบัน ไทยกำลังเผชิญการรกล้ำดินแดนอย่างชัดเจน ขณะที่ฝ่ายที่ต้องการคงไว้ให้เหตุผลว่าจำเป็นเพื่อรักษา ช่องทางการเจรจาระหว่างประเทศ

โดยที่ MOU ปี 2543 เป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดทำ หลักเขตแดนทางบก ซึ่งเป็นพื้นพื้นที่ที่ไทยและ กัมพูชายังมีข้อพิพาทคาราคาซัง ส่วน MOU ปี 2544 เกี่ยวข้องกับการแบ่งเขตทางทะเลที่อุดมด้วยทรัพยากรมหาศาลโดยเฉพาะแหล่งก๊าซธรรมชาติ พรรคภูมิใจไทย เห็นว่า หากแม้ในอนาคตจะยกเลิก MOU ปี 2543 และ MOU ปี 2544 ไทย และกัมพูชา ก็สามารถเจรจาทวิภาคีกันได้ ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ เหมาะสมที่สุดที่สภาผู้แทนราษฎรควรหยิบประเด็น MOU 43 และ 44มาพิจารณาเพื่อนำไปสู่การยกเลิก

โดยทางพรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นญัตติด่วนให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการยกเลิกที่ส่งผลกระทบน้อยที่สุด เมื่อกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมา พิจารณามีข้อมูลครบถ้วนแล้ว เพื่อนำเสนอนอต่อสาธารณชน และขั้นตอนสุดท้าย ควรฟังเสียงประชาชนโดยการจัดทำประชามติ เพื่อให้เกิดความโปร่งโสและได้รับการยอมรับจากสังคมทั้งประเทศ

พรรคภูมิใจไทย ขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง พิจารณาสนับสนุนแนวทางการดำเนินการนี้ เพื่อเป็นทางออกในการแก้ปัญหาความมันคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เรื่องของชาติบ้านเมือง อยู่เหนือการเมืองระหว่าง พรรค อยู่เหนือการเมืองในประเทศ เรื่องของชาติบ้านเมืองคือการรวมใจ รักษาชาติสืบไป

จากผู้เข้าฟัง!‘อ.คมสัน’ถ่ายทอดบรรยากาศไต่สวน เปิด 7 ข้อ-จุดอ่อนทำ‘อิ๊งค์’สาหัส

จากผู้เข้าฟัง!‘อ.คมสัน’ถ่ายทอดบรรยากาศไต่สวน เปิด 7 ข้อ-จุดอ่อนทำ‘อิ๊งค์’สาหัส

จากผู้เข้าฟัง!‘อ.คมสัน’ถ่ายทอดบรรยากาศไต่สวน เปิด 7 ข้อ-จุดอ่อนทำ‘อิ๊งค์’สาหัส

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

จากผู้เข้าฟัง!‘อ.คมสัน’ถ่ายทอดบรรยากาศไต่สวน เปิด 7 ข้อ-จุดอ่อนทำ‘อิ๊งค์’สาหัส

21 สิงหาคม 2568 นายคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Komsarn Pokong ระบุว่า…

ศาลรัฐธรรมนูญห้ามเผยแพร่การพิจารณาคดีอุ๊งอิ๊งค์กับคลิปฮุนเซนห้ามบิดเบือนข้อกฎหมาย ดังนั้นเผยแพร่บรรยากาศตามความรู้สึกของผมเล็กน้อยที่เห็นละกัน

1..อุ๊งอิ๊งค์เตรียมตัวมาดี

ตอบศาลในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิปและเหตุการณ์ต่างๆ อย่างฉัดฉาน แต่เรื่องที่ไม่ได้เตรียมและข้อกฎหมายมีอึ้งเล็กน้อยตอบไปตามความรู้ที่ตนมีอย่างหยุมหยิม

2.ข้อกฎหมายเป็นจุดอ่อนสำคัญของอุ๊งอิ๊งค์และพยาน(นายฉัตรชัย) มีการตอบข้อกฎหมายผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากหลักการของกฎหมายพอสมควร ดูแล้วเสียเปรียบเรื่องข้อกฎหมายอย่างสาหัส

3.ต้องชมว่าทนายความอุ๊งอิ๊งค์เตรียมตัวดี แต่บางเรื่องก็ช่วยไม่ค่อยได้

4..ผู้ร้องถามประเด็นไม่คมนัก แต่ก็ยังสะท้อนว่าทำการบ้านมาพอสมควร

5.มีดราม่าสะอึกสะอื้นเล็กน้อย แต่ไม่น่าส่งผลให้มีความสงสารมากนัก เพราะผมว่าสะอึกสะอื้นผิดคิวไปนิด

6.การไต่สวนคดีชั้น 14 ของศาลฎีกาฟังสนุกกว่า มันส์กว่า คมกว่า

7.การไต่สวนครั้งนี้ดูแล้วอาจส่งผลต่อคณะรัฐมนตรีชุดนี้ในอนาคต

เอาแค่นี้ละกันครับ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งห้ามเผยแพร่การพิจารณา เนื่องจากจะกระทบข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ

ทั้งนี้ นายคมสัน เป็นหนึ่งในคณะ ร่วมกับนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) , นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ “ทนายนกเขา” ที่ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้เข้าฟังการไต่สวนเป็นรายบุคคล

‘ฝ่ายค้าน’มึน’ไชยา’สั่งปิดประชุมฟ้าผ่าก่อนถกเลิกMOU43-44 ‘เท้ง’จวก รบ.ทำสภาฯ เป็นง่อย

'ฝ่ายค้าน'มึน'ไชยา'สั่งปิดประชุมฟ้าผ่าก่อนถกเลิกMOU43-44 'เท้ง'จวก รบ.ทำสภาฯ เป็นง่อย

‘ฝ่ายค้าน’มึน’ไชยา’สั่งปิดประชุมฟ้าผ่าก่อนถกเลิกMOU43-44 ‘เท้ง’จวก รบ.ทำสภาฯ เป็นง่อย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

จวกทำสภาฯ เป็นง่อย! ‘ฝ่ายค้าน’มึน’ไชยา’สั่งปิดประชุมฟ้าผ่าระหว่างเตรียมถกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ‘เท้ง’ซัดรัฐบาลปิดพื้นที่หาทางออกทำสภาเป็นง่อย  ด้าน’ปกรณ์วุฒิ’ชี้เตรียมตั้ง กมธ.วิสามัญเก้อ  ส่วน’ไชยชนก’ฝากถึงรัฐบาล’ไม่ไหวอย่าฝืน’ขอประชาชนอดทน 

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา พรรคฝ่ายค้านนำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) , นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย, น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานีและโฆษกพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยสส.ของทั้ง 2 พรรค แถลงกรณีถึงที่นายไชยา พรหมา รองประธานสภาคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมสั่งปิดประชุมกะทันหัน ก่อนเข้าสู่วาระประชุมเพื่อพิจารณาญัตติด่วนเพื่อขอให้สภาฯ พิจารณาบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 43-44 ที่นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอ 

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วหลายครั้งที่ผ่านมา ล่าสุดในวันนี้เป็นสิ่งที่ไม่ตรงกับข้อตกลงที่วิปได้มีการพูดคุยกันทั้ง 2 ฝั่ง  ในขณะที่ประชาชนส่งเสียงเรียกร้องอยากให้สภาเป็นที่แห่งความหวัง หาทางออกในเรื่องของพิจารณาศึกษาปัญหาความขัดแย้งไทยกัมพูชา แต่รัฐบาลกลับปิดกั้นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ที่จะให้พวกเราได้หารือกันในวันนี้ โดยชิงปิดสภาไปก่อน

“สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพ มีเสียงปริ่มน้ำและไม่สามารถหาทางออกให้กับประชาชนได้ ผลโพลที่ออกมาล่าสุดประชาชนได้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการต่อการทำหน้าที่ของนักการเมืองน้อยลง เราควรทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ควรจะทำให้สภาเป็นพื้นที่หาทางออกไม่ใช่สะดุดลงเหมือนสภาเป็นง่อยที่ทำอะไรไม่ได้” นายณัฐพงษ์กล่าว

ด้านนายปกรณ์วุฒิ  กล่าวว่า ญัตตินี้ประธานสภาได้บรรจุเป็นเรื่องเร่งด่วน ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว โดยพรรคภูมิใจไทยลงชื่อเสนอโดยมีการประสานกันล่วงหน้าตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะมีการพิจารณาในวันนี้ โดยจะขอเลื่อนขึ้นมาช่วงหลังประชุมรับทราบรายงานหนึ่งหน่วยงานก่อนสั้นๆ เนื่องจากเจ้าหน้าที่เตรียมตัวมารายงานแล้ว เราจึงยินยอมให้มีการพิจารณารายงานดังกล่าว และเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา เราได้รับการประสานมาว่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญขึ้นมาศึกษาเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับ โดยเราเตรียมรายชื่อ กมธ.วิสามัญไว้แล้ว และในช่วงเที่ยงก็มีการเดินประสานงานพูดคุยกันตลอดว่าจะประชุมลับหรือไม่ เพราะเนื้อหาการอภิปรายบางส่วนมีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์สถานการณ์ปัจจุบัน เราก็เข้าใจและยินยอมให้ความร่วมมือ เพื่อให้เป็นประโยชน์และมีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ 

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า แต่ต่อมากลับเดินมาบอกยกเลิกให้มีการตั้งกมธ.วิสามัญ และจะส่งไปยังกมธ.สามัญที่เกี่ยวข้องแทน  ซึ่งตนก็ประสานให้ยินยอมตามนั้น แม้ที่ผ่านมา รัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำหลายครั้ง ฝ่ายค้านก็ยินยอมร่วมประชุมเพื่อให้งานสภาเดินไปต่อได้ เพื่อให้เป็นความหวังของประชาชน วันนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญเพราะมีประชาชนมาชุมนุมอยู่หน้าสภา เพื่อเรียกร้องเรื่องนี้ ไม่ว่าเราจะเห็นแย้งหรือเห็นเหมือนกัน สภาถือเป็นโทรโข่งที่ผู้แทนของประชาชน จะได้ลุกขึ้นมาพูดกันว่าเขาเห็นด้วยหรือเห็นแย้งอย่างใด ต่อข้อเสนอของประชาชนที่มาชุมนุม และตั้งกมธ.ขึ้นมาเพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับ เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจว่าเราทำงานเพื่อพวกเขาอยู่ ดังนั้นการชิงปิดสภาโดยพวกเราไม่รู้ล่วงหน้าเป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ ต่อระบอบประชาธิปไตย และอันตรายต่อความหวังของประชาชนที่มีต่อสภา และการเมือง หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ทีผ่านมาอาจจะมีขลุกขลักหรือเห็นต่างกันบ้าง แต่ทุกฝ่ายเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือสภาต้องเดินไปข้างหน้าให้ได้ 

ด้าน น.ส. แนน กล่าวว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ทางวิปฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้มีการคุยกัน ไม่ใช่แค่ 2 ครั้ง แต่มากกว่า 5 ครั้ง ที่มีการเดินไปเดินมา ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง สำคัญที่สุดคือญัตตินี้นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ได้มีการยื่นญัตติเอาไว้เป็นลำดับที่สองในญัตติด่วน ในขณะที่เรามีการตกลงกันไว้หมดแล้ว ว่าหลังจากรับทราบรายงานของหนึ่งหน่วยงานนั้น เราจะขอเลื่อนวาระการประชุม เพื่อเข้าญัตติด่วนตามที่ได้ตกลงกันระหว่าวิป ทั้งมีการระบุด้วยว่า ใครจะเป็นคนขึ้นขอเปลี่ยนระเบียบวาระ ซึ่งคือตนเองที่กำลังจะยกมือขึ้น และในตนที่ประธานพูดปิด ก็เป็นเสียงของตนเองที่เรียกประธาน เหตุการณ์นี้ ไม่ใช่แค่เฉพาะฝ่ายค้านที่ตกใจ แต่ฝ่ายรัฐบาลก็ตกใจเหมือนกัน กับการกระทำที่เกิดขึ้น เพราะน้อยที่สุดที่มีการเตรียมไว้ คือสองญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อเสนอประกบ

“ในการเจรจา ตอนแรกขอลับ ลับตอนเรื่องเนื้อหา ไม่รับตอนญัตติ มาอีกหนึ่งรอบบอกลับตั้งแต่เสนอญัตติรวมถึงเนื้อหา มาอีกรอบหนึ่งบอกขอไม่ตั้งวิสามัญ ขอไปวิสามัญ พอมารอบสุดท้าย ก็แบบที่เห็น ไม่ต้องคุยกันแล้ว ปิดประชุมใส่กันเลย ซึ่งต้องตั้งคำถามกลับไปว่า ทั้งวิปรัฐบาล และประธานสภาฯ ที่ทำหน้าที่ในขณะนั้น ท่านก็คือหนึ่งในรองประธานสภาฯ ที่ไปรับหนังสือจากประชาชน ที่เขามายื่นเรื่องเอ็มโอยู  43-44 ทำไมท่านไม่ฟังเสียงพี่น้องประชาชนในการพูดคุย ต้องใช้เวทีไหนในการพูดคุย เรื่องที่เป็นปัญหาประเทศ” นางสาวแนน กล่าว

น.ส.แนน กล่าวว่า ไม่ทราบว่านับจากนี้ จะอ้างเหตุผลอะไร แต่ต้องขอตั้งคำถามย้อนกลับไป ว่าเป็นเพราะเหตุใด จะเห็นว่ามีบางพรรคที่ไม่พร้อม ไม่พร้อมที่จะคุย ไม่พร้อมจะลงไปศึกษาเนื้อหา และไม่พร้อมแสดงผลดีผลเสียให้กับประชาชนได้รับทราบ ถามว่าท่านอยากใช้เวทีไหน ถึงจะยอมรับในการพูดคุย ท่านส่งตัวแทนรองประธานสภาฯ 2 ท่านไปรับหนังสือ แต่ก็เป็นท่านเองที่ปิดประชุมเสียเอง โดยที่ไม่นำเรื่องนี้มาพิจารณา ญัตตินี้ยังค้างอยู่ในสภาฯ แน่นอนว่า พวกเราจะยืนอยู่ในจุดเดิมว่า เราจะต้องเอาเรื่องนี้มาพูดคุยกัน เวทีสภาฯ ควรเป็นที่ที่ใช้แก้ปัญหาของประเทศ เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้

ด้านนายไชยชนก กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทุกพรรคที่มายืนอยู่ตรงนี้ และไม่มายืนอยู่ตรงนี้ ได้ยอมทุกข้อเสนอจากทางฝั่งรัฐบาล เพื่อให้เรื่องนี้ ได้มีการดำเนินการต่อ หาข้อเท็จจริง หาทางออกเพื่อประเทศ แต่ผลลัพธ์เป็นอย่างที่เห็น วันนี้ตนอยากจะฝากเป็นข้อความไปสู่รัฐบาล และประชาชนว่า “ความจริง มันเริ่มออกมาแล้ว วันนี้เขื่อนแตกแล้ว ไม่ว่าท่านจะพยายามใช้อำนาจท่านในทางใด ท่านไม่สามารถปกปิดสิ่งที่กำลังออกมาในเวลานี้ได้ ไม่ว่าพวกผมจะสามารถพูดในสภาฯ อันทรงเกียรติแห่งนี้ได้หรือไม่ ตั้งกรรมาธิการได้หรือไม่ มีพี่น้องประชาชนที่รักชาติในทุกระดับ ทุกหน่วยงานทั่วประเทศ ที่มีข้อมูล มีความรู้ ความสามารถ และพร้อมที่จะนำเสนอข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเรื่องนี้ ตั้งแต่ที่เรื่องนี้เกิดขึ้น และก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ”

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นฝากบอกรัฐบาลว่า “อย่าฝืนเลยครับ” สำหรับประชาชน อยากจะบอกว่า “อยากให้พวกเราสามัคคีกันไว้ และอดทน อย่าเพิ่งยอมแพ้ พวกเราทุกคนไม่มีใครต้องการที่จะเห็นการรัฐประหารหากเป็นไปได้ วันนี้เรายังเชื่อว่ายังสู้ไหว และพยายามที่จะสู้ต่อไปในกระบวนการตามระบบที่มี อยากให้ทุกคนอดทนต่อไปเท่าที่ทำได้ หากไม่ไหวจริงๆ ก็เป็นเรื่องของอนาคต ตนอยากให้ทุกคนช่วยกันทำหน้าที่ในฐานะประชาชน ที่รักอธิปไตย รักประเทศไทย ทำในสิ่งที่ท่านสามารถจะทำได้ ให้ความจริงต่างๆ ออกมา เชื่อว่าสุดท้าย ความจริงชนะทุกอย่าง

เมื่อถามถึงกรณีที่นายไชยา ให้เหตุผลการปิดประชุมว่า ได้รับการประสานมา หากหมดวาระรับทราบรายงานการประชุม ให้ปิดประชุมได้เลย นายปกรณ์วุฒิ ยืนยันว่า “ไม่มีครับ” ส่วนมองว่ามีใบสั่งหรือไม่ ก็คงต้องถามรองประธานสภาฯ อีกรอบ แต่วิปฝ่ายค้านยืนยันว่า ไม่ได้มีการประสานในการขอปิดประชุม 

เมื่อถามว่าเหมือนโดนหักหลังหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดน แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะประชาชนมาชุมนุมข้างหน้า การไม่เปิดพื้นที่ในสภาฯ ให้แสดงความคิดเห็น เป็นตัวแทนประชาชนข้างนอก เป็นเรื่องใหญ่มาก

ทุกคนอึ้ง! ‘ไชยา’สั่งปิดประชุมสภาฯ ไม่มีปี่มีขลุ่ยชิ่งถกญัตติด่วน’เอ็มโอยู43-44’

ทุกคนอึ้ง! 'ไชยา'สั่งปิดประชุมสภาฯ ไม่มีปี่มีขลุ่ยชิ่งถกญัตติด่วน'เอ็มโอยู43-44'

ทุกคนอึ้ง! ‘ไชยา’สั่งปิดประชุมสภาฯ ไม่มีปี่มีขลุ่ยชิ่งถกญัตติด่วน’เอ็มโอยู43-44’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

ทุกคนอึ้ง! ‘ไชยา’สั่งปิดประชุมสภาฯ ไม่มีปี่มีขลุ่ยชิ่งถกญัตติด่วน’เอ็มโอยู43-44’ ด้าน’ประธานวิปรัฐบาล’รับยังงงอยู่ ยันไม่ได้ส่งสัญญาณให้ปิดประชุม คาดอาจสื่อสารคลาดเคลื่อน ขณะที่‘ไชยา’อ้างเป็นข้อตกลง’วิป2ฝ่าย’ขอปิดประชุมเอง 

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังจากการพิจารณากระทู้ถามสด และกระทู้ถามทั่วไป เสร็จสิ้นแล้ว จึงเข้าสู่วาระพิจารณารับทรารายงานการประชุม เรื่องรายงานประจำปี 2567 ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยมีการตกลงกระหว่างวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านแล้วว่า หลังจากเสร็จสิ้นวาระรับทราบการประชุมแล้ว จะเข้าสู่การประชุมลับ เพื่อพิจารณาญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาบันทึกข้อตกลงเอ็มโอยู 43 และ44 ของนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย  แต่ปรากฏว่า ภายหลังที่ประชุมรับทราบรายงานการประชุมกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว นายไชยา กล่าวต่อที่ประชุมว่า ใช้เวลาการประชุมมาพอสมควรแล้ว และสั่งปิดประชุมดื้อๆ ในเวลา 15.00น. สร้างความงุนงงให้กับสมาชิกที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่า จะพิจารณาญัตติด่วนเรื่องเอ็มโอยู43และ44

ด้านนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ยังงงๆอยู่ว่าเหตุใดนายไชยา สั่งปิดประชุม ตนกินข้าวเสร็จ กำลังเดินเข้าห้องประชุม แต่นายไชยาสั่งปิดประชุม ทั้งที่วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่า หลังเสร็จสิ้นวาระรับทราบรายงานการประชุมจะประชุมลับ พิจารณาญัตติด่วนเรื่องเอ็มโอยู43 และ 44 ยังไม่รู้เพราะเหตุใดจึงสั่งปิดประชุม 

“ยืนยันว่าผมไม่ได้ส่งสัญญาณให้ปิดประชุม และองค์ประชุมก็ไม่ได้มีปัญหา เรื่องนี้อาจเป็นการคาดเคลื่อนเรื่องการสื่อสาร ไม่ได้มีเจตนาเป็นอื่น เพราะเรื่องนี้ตกลงกันแล้วว่าจะให้มีการอภิปราย แต่ไม่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการสามัญรับไปดำเนินการ” นายวิสุทธิ์ กล่าว

ขณะที่นายไชยา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 กล่าวว่า สาเหตุที่สั่งปิดประชุมเพราะได้รับการประสานงานจากวิปรัฐบาลว่า ได้หารือกับวิปฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้วว่า หากหมดวาระการรับทราบการประชุมแล้ว ให้ปิดประชุม ตนก็ดำเนินการตามที่แจ้งมา ผู้สี่อข่าวถามว่า วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านบอกว่า ไม่ทราบเรื่องการสั่งปิดประชุม เพราะตกลงกันแล้วว่า จะพิจารณากันต่อเรื่อง เอ็มโอยู43และ44 นายไชยายืนยันว่า ตนได้รับการประสานมาแบบนี้ ให้ปิดประชุม เพราะวิป 2ฝ่ายได้พูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว และเมื่อวันที่ 20ส.ค. เราก็ประชุมกันมาหนักหนาพอสมควรแล้ว ยืนยันว่า ไม่มีใครส่งสัญญาณมาให้ปิดประชุม แต่ดำเนินการตามข้อตกลงของวิป 2ฝ่าย

ฟาดจุกๆ! แค่ศาลรธน.ขยับวัน เสร่อทำนาย ‘อิ๊งค์’รอด ประเมินผู้เกี่ยวข้องต่ำเกินไป คดีนี้ไม่มีรอด

ฟาดจุกๆ! แค่ศาลรธน.ขยับวัน เสร่อทำนาย ‘อิ๊งค์’รอด ประเมินผู้เกี่ยวข้องต่ำเกินไป คดีนี้ไม่มีรอด

ฟาดจุกๆ! แค่ศาลรธน.ขยับวัน เสร่อทำนาย ‘อิ๊งค์’รอด ประเมินผู้เกี่ยวข้องต่ำเกินไป คดีนี้ไม่มีรอด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.17 น.

ฟาดจุกๆ! แค่ศาลรธน.ขยับวัน เสร่อทำนาย ‘อิ๊งค์’รอด ประเมินผู้เกี่ยวข้องต่ำเกินไป คดีนี้ไม่มีรอด

21 สิงหาคม 2568 นายสุทิน วรรณบวร อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Sutin Wannabovorn ระบุข้อความว่า…

“แค่ศาลฯขยับการปิดคดีเร็วขึ้นสองวัน เสร่อออกมาทำนายว่าผู้ถูกร้องจะรอด อ่อนมากออกไปทางประเมินผู้เกี่ยวข้องต่ำเกินไป คดีนี้คำว่ารอดไม่มี”

โพสต์ดังกล่าวของนายสุทิน สืบเนื่องจากหลังศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนพยาน 2 ปาก ในราย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  แล้วเสร็จในคดีที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของสว.จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรี ของน.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่า

พร้อมขยับให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีเสนอต่อศาลจากเดิมภายในวันที่ 27 สิงหาคม เป็นภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 และนัดฟังคำวินิจฉัยให้เป็นไปตามกำหนดเดิม คือ 29 สิงหาคม 2568

โฆษก ทบ. สวน ‘พลโทมาลี’ หยุดเล่นบทผู้ถูกกระทำ ซัดละเมิดหยุดยิง วางทุ่นระเบิด ปั่นเฟกนิวส์

โฆษก ทบ. สวน ‘พลโทมาลี’ หยุดเล่นบทผู้ถูกกระทำ ซัดละเมิดหยุดยิง วางทุ่นระเบิด ปั่นเฟกนิวส์

โฆษก ทบ. สวน ‘พลโทมาลี’ หยุดเล่นบทผู้ถูกกระทำ ซัดละเมิดหยุดยิง วางทุ่นระเบิด ปั่นเฟกนิวส์

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.58 น.

เสธ.ต๊อด ไม่ทน อัด พล.ท.มาลี หยุดเล่นบทผู้ถูกกระทำ ซัด กัมพูชา ละเมิดหยุดยิง วางทุ่นระเบิด ปั่นเฟกนิวส์ ยั่วยุ ปลุกระดมคนกัมพูชา ใช้โดรนสอดแนมไทย

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก จากกรณีที่ พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาแถลงเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (21 ส.ค.68) ว่า “กัมพูชาได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อตกลงหลังการประชุม GBC ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด โดยจะไม่เผยแพร่และไม่สนับสนุนการเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือนใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาสันติภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ รวมถึงการเรียกร้องให้ไทยส่งคืนทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกจับกุมตัวกลับสู่กัมพูชาด้วย” นั้น

ล่าสุดพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า หากมองภาพตามสถานการณ์จริงแล้ว กลับกันควรเป็นฝ่ายไทยที่ต้องออกมาดำเนินการเรียกร้องเรื่องดังกล่าวต่างหาก เนื่องจากยังคงพบว่ากัมพูชามีความพยายามในการดำเนินการต่างๆ ที่แสดงถึงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทั้งหลักฐานการใช้ทุ่นระเบิด PMN-2, การตรวจพบอากาศยานไร้คนขับบินลาดตระเวนบริเวณชายแดน รวมถึงการแสดงท่าทียั่วยุ หรือตอบโต้ในกิริยาที่ไม่เหมาะสมของทหารกัมพูชาต่อทหารไทย ดังเช่นภาพที่ปรากฏเมื่อทหารกัมพูชาเข้ามาโวยวายประท้วงในระยะประชิดต่อคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว Interim Observer Team หรือ IOT ที่เดินทางไปสังเกตการณ์พื้นที่ที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เมื่อ 19 ส.ค.68 ที่ผ่านมา 

โดยการกระทำในข้างต้นล้วนเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ากัมพูชายังคงมีการดำเนินการที่ขัดหรือละเมิดต่อข้อตกลงหยุดยิงในหลายประเด็น ซึ่งหากกัมพูชาต้องการปฏิบัติตามข้อตกลง ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศไทย และประเทศอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการหยุดยิงจะถูกนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์ ตามที่ได้ออกแถลงการณ์มานั้น จึงขอเรียกร้องกลับต่อฝ่ายกัมพูชาในประเด็นต่างๆ ดังนี้

ขอให้กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด รวมถึงการหยุดใช้อาวุธ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ลอบทำร้ายฝ่ายไทย และหยุดเผยแพร่หรือใช้ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ ทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายไทย ทั้งจากฝั่งภาครัฐ หรือการใช้ภาคประชาชนเป็นตัวแทนในการสื่อสารและแสดงออก ตลอดจนหยุดการแสดงท่าทียั่วยุ ด้วยการปลุกระดมหรือปลุกปั่นชาวกัมพูชา และเพิ่มเติมกำลังทหารบริเวณพื้นที่ชายแดน รวมถึงการใช้โดรนบินสอดส่องรุกล้ำน่านฟ้าไทยด้วย 

อีกทั้งหยุดกล่าวอ้างหรือแสดงออกว่าเป็นผู้ถูกกระทำต่อกรณีของเชลยศึกทั้ง 18 นาย เนื่องจากกัมพูชาทราบดีอยู่แล้วว่า การปฏิบัติต่อเชลยศึกของฝ่ายไทยเป็นไปตามข้อกำหนดในอนุสัญญาเจนีวา และหลักมนุษยธรรมสากล รวมทั้งได้เปิดโอกาสให้คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) หรือองค์กรที่มีบทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย สามารถเข้าดูและตรวจสอบความเป็นอยู่ของทั้ง 18 นายได้ตามแต่สะดวก อย่างเหมาะสมและเปิดเผย

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด ด้วยความอดทนอดกลั้นอย่างดีที่สุด เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี และสอดรับการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองประเทศ

‘แพทองธาร’ ในห้วงตึงเครียด ภาษากายที่สะท้อนแรงกดดัน (ชมคลิป)

'แพทองธาร' ในห้วงตึงเครียด ภาษากายที่สะท้อนแรงกดดัน (ชมคลิป)

‘แพทองธาร’ ในห้วงตึงเครียด ภาษากายที่สะท้อนแรงกดดัน (ชมคลิป)

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนพยาน 2 ปาก ในรายของ น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติแล้วเสร็จ ในคดีที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของส.ว.จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรี ของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

จากนั้น นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ย้ำตอนหนึ่งระหว่างอ่านรายงานกระบวนวิธีพิจารณาคดีว่า ห้ามมิให้ผู้เข้ารับฟังการไต่สวนนำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่และบิดเบือนข้อมูลที่จะทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด และตามที่ศาลได้สั่งให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีในวันที่ 27 ส.ค. 68 และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันที่ 29 ส.ค. เวลา 09:30 น. และอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในเวลา 15:00 น. พิจารณาแล้วเห็นว่า ตุลาการแต่ละท่านมีเวลาทำคำวินิจฉัยส่วนตนเพียง 1 วัน ดังนั้นเพื่อให้การวินิจฉัยของศาลเป็นไปอย่างรอบคอบและครบถ้วน อาศัยอำนาจตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 31 ให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีเสนอต่อศาลภายในวันที่ 25 ส.ค. 68 หากไม่ยื่นถือว่าไม่ติดใจยื่น ส่วนการนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติ และนัดฟังคำวินิจฉัยให้เป็นไปตามกำหนดเดิม

ระหว่างที่ศาลได้อ่านกระบวนวิธีพิจารณานั้น กล้องได้จับภาพมาที่ น.ส.แพทองธาร จึงได้เห็นสีหน้าของนายกรัฐมนตรีชัด คือ ท่าทางของเธอที่ “ยืนกุมมือทั้งสองข้างไว้แน่น” โดยปลายนิ้วชี้ทั้งสองชนกันเบา ๆ ท่าทางนี้แม้จะดูเป็นธรรมชาติ แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญแล้ว คือ ภาษากายของผู้ที่พยายามควบคุมอารมณ์ตนเองอย่างเต็มที่ เป็นสัญญาณของการขาดความมั่นใจ และความพยายามสร้างความมั่นคงในภาวะที่สภาพแวดล้อมอยู่เหนือการควบคุม 

แม้เธอจะยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งในระดับหนึ่ง แต่ท่าทีทางกายของเธอกลับบอกเล่าอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของความกดดันที่ไม่สามารถปิดบังได้โดยถ้อยคำหรือคำแถลงใด ๆ ตลอดระยะเวลาที่ตุลาการกล่าวสรุป น.ส.แพทองธาร มีพฤติกรรม “กระพริบตาถี่” อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนักวิเคราะห์ภาษากายมักตีความว่าเป็นสัญญาณของความตึงเครียดทางจิตใจ หรือความพยายามกลบเกลื่อนอารมณ์ภายในที่ปั่นป่วน

ไม่เพียงเท่านั้น เธอยัง “เม้มริมฝีปาก” เป็นระยะ คล้ายกับพยายามควบคุมบางความรู้สึก หรือกลั้นคำพูดบางอย่างไว้กับตัวเอง ท่าทีเช่นนี้สะท้อนถึงแรงกดดันระดับสูงภายในจิตใจ ซึ่งอาจเป็นทั้งความวิตกกังวล ความไม่พอใจ หรือความกลัวในสิ่งที่จะตามมา

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เพียงแค่สะท้อนความรู้สึกส่วนตัวของบุคคลคนหนึ่ง แต่ยังสะท้อนภาวะอ่อนไหวของสถานการณ์การเมืองไทยในห้วงเวลานั้น ห้วงที่คำพูดของตุลาการไม่ใช่แค่บทสรุปของการไต่สวน แต่เป็นการกำหนดวันที่จะนำไปสู่การพิจารณาคดีของ น.ส.แพทองธาร ภายในอนาคต 

อย่างไรก็ตาม คำพูดอาจถูกเลือกใช้ด้วยความระมัดระวังได้ แต่ภาษากายไม่เคยโกหก

.-008 

‘ฝ่ายค้าน-รองปธ.สภาฯ’รับหนังสือ’ม็อบรวมพลังแผ่นดิน’ จี้สภาฯ เปิดอภิปรายMOU43-44

'ฝ่ายค้าน-รองปธ.สภาฯ'รับหนังสือ'ม็อบรวมพลังแผ่นดิน' จี้สภาฯ เปิดอภิปรายMOU43-44

‘ฝ่ายค้าน-รองปธ.สภาฯ’รับหนังสือ’ม็อบรวมพลังแผ่นดิน’ จี้สภาฯ เปิดอภิปรายMOU43-44

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

‘พรรคร่วมฝ่ายค้าน-รองปธ.สภาฯ’รับข้อเรียกร้อง’ม็อบรวมพลังแผ่นดิน’ ชงเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ลงมติ ถกปมร้อน’ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา’ จี้เร่งพิจารณาญัตติด่วนMOU43-44 กระตุกนักการเมืองร่วมป้องอธิปไตย – บี้’แพทองธาร’ออกจากนายกฯ ด้าน’ภูมิใจไทย’ร่อนแถลงการณ์หนุนยกเลิก ดันตั้ง’กมธ.’ระดมกึ๋นศึกษาสารพัดปัญหาคาราคาซังเรื่อง’เส้นแบ่งเขตแดน’ ลาม’ผลประโยชน์ทางทะเล’ก่อนทำ’ประชามติ’ถามปชช. ขณะที่’โรม’เจอมวลชนด่า-โห่ไล่ยับ ร้อนถึง’แก้วสรร’ต้องเสียงแข็งปราม ลั่นจะขอพิสูจน์ตัวเองเพื่อเอาชนะใจด้วยการทำงาน

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2568 ที่ลานประชาชน อาคารรัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุม ของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย เพื่อเรียกร้องให้สภาฯยกเลิก MOU2543-44 และปักหลักติดตามการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีการพิจารณาญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาฯพิจารณาบันทึกความเข้าใจ(Memorandum of Understanding : MOU) ฉบับที่ 43 และฉบับที่ 44 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ที่สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอ เข้าสู่ช่วงบ่าย เป็นไปอย่างคึกคัก มวลชนทยอยเดินทางเข้ามาร่วมกิจกรรมการชุมนุมต่อเนื่อง  มีวิทยากรของทางกลุ่มเดินทางมาสมทบเพื่อสังเกตการณ์ และขึ้นปราศรัยในประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประเทศไทย นายเจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมายทอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นต้น 

จากนั้นในเวลาประมาณ13.10น. สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่าง พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน นำโดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน รวมถึง ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย และพรรคเป็นธรรม เดินทางออกมารับหนังสือข้อเรียกร้องจากทางกลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ โดยมีนายแก้วสรร อติโพธิ นักกฎหมายอิสระ เป็นตัวแทนยื่นหนังสือ 

โดยนายไชยชนก กล่าวว่า ตนอยากคุยในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่มีความรักในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพิ่งเข้ามาเป็นนักการเมืองสมัยแรก ได้เรียนรู้ได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ในประสบการณ์2ปีกว่าที่ผ่านมา เรียนตามตรงว่าตนเห็นไม่ต่างจากท่าน และมีความกังวลไม่ต่างจากท่าน ในเรื่องของวิกฤตต่างๆที่ประเทศกำลังเผชิญตอนนี้ ทั้ง เศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ ความมั่นคง และการเมือง แต่สิ่งหนึ่งที่ตนได้เห็นภายใต้มรสุมวิกฤตเหล่านี้ที่ตนไม่เคยได้เห็นมาก่อน จึงอยากบอกและเตือนสติให้เป็นขวัญกำลังใจว่า ตนไม่เคยเห็นคนไทยมีความสามัคคี มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันขนาดนี้มาก่อน ดังนั้นไม่ว่ากระบวนการต่างๆ ระบบต่างๆจะมีผลลัพธ์อย่างไร ขอให้ทุกคนยึดมั่น สามัคคีกันแบบนี้ต่อไป ตนเชื่อว่าเราจะผ่านได้ทุกวิกฤต เรื่องMOUอาจเป็นเรื่องหนึ่ง หวังว่าคนไทยจะรวมพลังกันต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ

จากนั้นนายไชยชนก ได้อ่านแถลงการณ์ของพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้มีการหยิบยกข้อมูลที่เกี่ยวเนื่อง จาก MOU 
ปี 2543 และ MOU ปี 2544 ระหว่างไทยกับกัมพูชา มากล่าวถึงมากยิ่งขึ้นนับแต่มีการปะทะกัน และพบการเปิดเผยข้อมูลจากทางการไทยว่าทางฝั่งกัมพูขาได้ละเมิด MOU มากกว่า 600 ครั้ง พรรคภูมิใจไทย ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ถึงแม้ในห้วงเวลาดังกล่าว สส.ของพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมแรง ร่วมใจ ช่วยดูแลพี่น้องประชาชน ตามศูนย์อพยพใน 4 จังหวัด (บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และ อุบลราชธานี) มาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังติดตามสถานการณ์ในประเด็นดังกล่าวอยู่โดยตลอด โดยฝ่ายที่ต้องการยกเลิกมองว่า MOU ทั้งสองฉบับส่งผลกระทบต่อเขตแดน และปัจจุบัน ไทยกำลังเผชิญการรุกล้ำดินแดนอย่างชัดเจน ขณะที่ฝ่ายที่ต้องการคงไว้ให้เหตุผลว่าจำเป็นเพื่อรักษา ช่องทางการเจรจาระหว่างประเทศ 

นายชไยชนก ระบุต่อว่า โดยที่ MOU ปี 2543 เป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดทำ หลักเขตแดนทางบก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชายังมีข้อพิพาทคาราคาซัง ส่วน MOU ปี 2544 เกี่ยวข้องกับการแบ่งเขตทางทะเลที่อุดมด้วยทรัพยากรมหาศาล โดยเฉพาะแหล่งก๊าซธรรมชาติ พรรคภูมิใจไทย เห็นว่า หากแม้ในอนาคตจะยกเลิก MOU ปี 2543 และ MOU ปี 2544 ไทย และกัมพูชา ก็สามารถเจรจาทวิภาคีกันได้ ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้เหมาะสมที่สุดที่สภาผู้แทนราษฎร ควรหยิบประเด็น MOU 43 และ 44 มาพิจารณาเพื่อนำไปสู่การยกเลิก 

โดยทางพรรคภูมิใจไทยได้ยื่นญัตติด่วนให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการยกเลิกที่ส่งผลกระทบน้อยที่สุด เมื่อกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมา พิจารณามีข้อมูลครบถ้วนแล้ว เพื่อนำเสนอต่อสาธารณชน และขั้นตอนสุดท้าย ควรฟังเสียงประชาชน โดยการจัดทำประชามติ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและได้รับการยอมรับจากสังคมทั้งประเทศ

“พรรคภูมิใจไทย ขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง พิจารณาสนับสนุนแนวทางการดำเนินการนี้เพื่อเป็นทางออกในการแก้ปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เรื่องของชาติบ้านเมือง อยู่เหนือการเมืองระหว่างพรรค อยู่เหนือการเมืองในประเทศ เรื่องของชาติบ้านเมืองคือการรวมใจ รักษาชาติสืบไป” เลขาฯภูมิใจไทย กล่าว

จากนั้นนายแก้วสรร เป็นตัวแทนกลุ่มฯ ยื่นข้อเสนอให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อขอให้พิจารณาเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เพื่อให้มีการอภิปรายในสภาฯอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ขณะที่นายรังสิมันต์ ในฐานะตัวแทนพรรคประชาชน ก็ได้ขึ้นเวทีมารับข้อเรียกร้อง แต่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายเล็กน้อย เนื่องจากมวลชนด้านล่างเวที มีการตะโกนด่าทอขึ้นมาเป็นระยะ ทางผู้ดำเนินงาน รวมถึงนายแก้วสรร พยายามขอให้มวลชนอยู่ในความสงบ และชี้แจงว่า เราเป็นอารยชน บนเส้นทางการต่อสู้ ปัญหาร่วมกัน เราต้องร่วมมือกัน จากนั้นนายรังสิมันต์ จึงกล่าวว่า ตนถือว่าทุกคนที่มาที่นี่เป็นผู้รักชาติ ล้วนปราถนาให้ประเทศชาติมีความมั่นคงสถาพร ตนทราบดีว่า ประชาชนมีความอึดอัด มีความเจ็บปวด และปราถนาเห็นความเปลี่ยนแปลง ตนในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน และสส.ของพรรค ก็อยากเห็นประเทศไทยทำทุกทางในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่รังสิมันต์กำลังพูดบนเวที ได้มีเสียงโห่ และการตะโกนด่าด้วยคำหยาบจากมวลชนด้านล่างของเวทีขึ้นมาเป็นระยะๆ จนนายแก้วสรร ต้องปรามด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า ”เขาให้เกียรติพวกเรา เราต้องให้เกียรติเขา หยุดโห่เดี๋ยวนี้“ จากนั้นนายรังสิมันต์ จึงกล่าวต่อว่า ตนเชื่อว่าเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงใจของพรรคประชาชน ที่เราปราถนาดีต่อประเทศชาติ ยืนยันว่าพรรคประชาชนเห็นถึงความต้องการของประชาชน เราพร้อมพูดคุยในเรื่องMOU จุดยืนของพรรคประชาชน เราจะเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ใช้เวลาไม่นาน และต้องมีข้อยุติ 

“พี่น้องอาจไม่เชื่อพวกผม อาจไม่ไว้วางใจพวกผม นั่นคือสิ่งที่พวกเราต้องน้อมรับ เราในฐานะตัวแทนประชาชนต้องน้อมรับกับความรู้สึกของประชาชนให้ได้ ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน จะใช้การทำงานเป็นเครื่องพิสูจน์ในการเอาชนะจิตใจของพวกท่านให้ได้ พรรคประชาชนเป็นพรรคการเมืองที่ไม่เคยประวัติในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น เราเป็นพรรคการเมืองที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ด้วยเกียรติของผม เมื่อครู่นี้เรามีการประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ เราได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทางกองทัพ และฝ่ายรัฐบาล เราพยายามเชื่อมร้อย เพื่อให้ผลประโยชน์ของประเทศเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ผมพูดตรงนี้ต่อประชาชนที่อาจครหาผม แต่นี่คือคำสัญญาของผมที่ผมจะยึดเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ผมจะพิสูจน์ให้เห็น ผมจะชนะใจพวกท่านด้วยการทำงานของผม“ นายรังสิมันต์ กล่าว 

ทั้งนี้ในระหว่างนายรังสิมันต์ กล่าวบนเวที ยังคงมีเสียงโห่ เสียงด่าจากมวลชนขึ้นมาเป็นระยะๆ แต่ไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายใดๆเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯ คนที่1 เป็นตัวแทนสภาฯ ออกมารับข้อเรียกร้องจากทางกลุ่มฯ เพื่อขอให้สภาฯ ดำเนินการพิจารณาญัตติด่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา 2 และเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 43-44 กระตุ้นให้นักการเมืองทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของไทย รวมทั้ง ขอให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกด้วย 

‘กกต.’เตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ่อมสส.เขต 7 เชียงราย เพิ่มถอนชื่อได้ถึง 3 ก.ย.นี้

'กกต.'เตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ่อมสส.เขต 7 เชียงราย เพิ่มถอนชื่อได้ถึง 3 ก.ย.นี้

‘กกต.’เตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ่อมสส.เขต 7 เชียงราย เพิ่มถอนชื่อได้ถึง 3 ก.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.05 น.

กกต.เตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ่อมสส.เขต 7 เชียงราย เพิ่มถอนชื่อได้ถึง 3 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่าตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตำแหน่งที่ว่าง ในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย.2568 เวลา 08.00 – 17.00 น. ที่หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถตรวจสอบรายชื่อตนเองได้จากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ปิดประกาศไว้ ณ ที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน หรือเว็บไซต์ของ สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/engelection/หรือแอปพลิเคชั่น Smart Vote หากไม่พบชื่อหรือปรากฏชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนบ้านหรือมีชื่อผู้ไม่มีสิทธิ เลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 3 ก.ย.68 โดยดำเนินการดังนี้

1. ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือเจ้าบ้านผู้ใดเห็นว่าตนหรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของตนไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ณ หน่วยเลือกตั้งนั้น ให้นำสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นใดที่ทางราชการออกให้ มายื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น ที่หน่วยเลือกตั้งนั้นตั้งอยู่ในเขตรับผิดชอบ

2. ยื่นคำร้องขอถอนชื่อบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดเห็นว่าในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีชื่อผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือเจ้าบ้านเห็นว่าในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งปรากฏชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนบ้านของตน โดยที่บุคคลนั้น มิได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือเจ้าบ้านนั้นยื่นคำร้องขอถอนชื่อผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งดังกล่าว ออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่หน่วยเลือกตั้งนั้นตั้งอยู่ใน เขตรับผิดชอบ

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.เชียงราย ประกอบด้วย อำเภอแม่จัน (เฉพาะตำบลจันจว้าและตำบลจันจว้าใต้) อำเภอเชียงแสน อำเภอดอยหลวง อำเภอเชียงของ (เฉพาะตำบลครึ่ง ตำบลศรีดอนชัย ตำบลริมโขง ตำบลเวียง ตำบลสถาน และตำบลห้วยซ้อ) และอำเภอเวียงแก่น

มองต่ำ เม้มปาก!เปิดภาพ‘อิ๊งค์’เครียด ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ไต่สวนปมคลิปเสียง 2 ชม.กว่า

มองต่ำ เม้มปาก!เปิดภาพ‘อิ๊งค์’เครียด ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ไต่สวนปมคลิปเสียง 2 ชม.กว่า

มองต่ำ เม้มปาก!เปิดภาพ‘อิ๊งค์’เครียด ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ไต่สวนปมคลิปเสียง 2 ชม.กว่า

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.53 น.

เปิดภาพ‘อิ๊งค์’เครียด กะพริบตาถี่ มองต่ำ เม้มปาก ขณะ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ใช้เวลา 2 ชม.กว่าไต่สวนปมคลิปเสียงคุย‘ฮุน เซน’ 

21 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนพยาน 2 ปาก ในรายนางสาวแพรทองธาร ชินวัตร  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  แล้วเสร็จในคดีที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของส.ว.จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรี ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่า

นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ย้ำตอนหนึ่งระหว่างอ่านรายงานกระบวนวิธีพิจารณาคดีว่า ห้ามมิให้ผู้เข้ารับฟังการไต่สวนนำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่และบิดเบือนข้อมูลที่จะทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด และตามที่ศาลได้สั่งให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีในวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันที่ 29 สิงหาคมเวลา 09:30 น.และอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในเวลา 15:00 น.นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า ตุลาการแต่ละท่านมีเวลาทำคำวินิจฉัยส่วนตนเพียง 1 วัน ดังนั้นเพื่อให้การวินิจฉัยของศาลเป็นไปอย่างรอบคอบและครบถ้วน อาศัยอำนาจตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 31 ให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีเสนอต่อศาลภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 หากไม่ยื่นถือว่าไม่ติดใจยื่น ส่วนการนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติ และนัดฟังคำวินิจฉัยให้เป็นไปตามกำหนดเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างที่ศาลได้อ่านกระบวนวิธีพิจารณานั้น กล้องได้จับภาพมาที่สีหน้าของนายกรัฐมนตรี ซึ่งสังเกตได้ว่ามีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด กระพริบตาถี่ มองต่ำ เม้มปาก และกุมมือไว้ด้านหน้าพร้อมทั้งบีบนิ้วโป้ง

จากนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีออกจากห้องพิจารณาคดีและเตรียมที่จะเดินทางกลับนั้นเริ่มมีสีหน้ายิ้มแย้ม โดยบรรยากาศชั้นล่าง พบว่ามีแฟนคลับจากจังหวัดศรีสะเกษได้เตรียมกรอบรูปหลวงพ่อทวดพร้อมพวงมาลัยมามอบให้กับนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้หยุดตรงหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมถวายความเคารพ

ก่อนจะทักทายกับแฟนคลับที่มารอให้กำลังใจ ซึ่งแฟนคลับที่นำกรอบรูปหลวงพ่อทวดมาให้ระบุว่า “หลวงพ่อทวดจะช่วยส่งเสริมให้แคล้วคลาดปลอดภัย”  และระหว่างนั้นได้มีการตะโกนเรียก “นายกรัฐมนตรีหญิงในดวงใจ สู้ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้หันมาสวัสดีแฟนคลับ พร้อมโบกมือให้แต่ไม่ได้เดินมารับภาพหลวงปู่ทวดและพวงมาลัย รวมทั้งเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่ามีกำลังใจในเรื่องนี้ดีไหม เรื่องคดีได้ทำเต็มที่แล้วใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีก็ได้พยักหน้ารับ  ก่อนที่จะเดินทางกลับโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ