‘อิ๊งค์’ยิ้มรับคำถามสื่อกำลังใจดีคดีคลิปเสียง ก่อนออกจากศาลรัฐธรรมนูญ

‘อิ๊งค์’ยิ้มรับคำถามสื่อกำลังใจดีคดีคลิปเสียง ก่อนออกจากศาลรัฐธรรมนูญ

‘อิ๊งค์’ยิ้มรับคำถามสื่อกำลังใจดีคดีคลิปเสียง ก่อนออกจากศาลรัฐธรรมนูญ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

‘อิ๊งค์’ยิ้มรับคำถามสื่อกำลังใจดีคดีคลิปเสียง ก่อนออกจากศาลรัฐธรรมนูญ

21 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีศาลรัฐธรรมนูญ ไต่สวนพยาน 2 ปาก ในราย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  แล้วเสร็จในคดีที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของสว.จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรี ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่า (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน!!!‘ศาลรธน.’ไต่สวน‘อิ๊งค์’เสร็จแล้ว เลื่อนส่งแถลงปิดคดี‘คลิปเสียง’เร็วขึ้นเป็น 25 ส.ค.)

ภายหลังการไต่สวนเสร็จสิ้น เวลา 13.25 น. น.ส.แพทองธาร ได้เดินออกจากห้องพิจารณาคดีด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า กำลังใจดีหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ไม่ตอบคำถามเพียงแต่พยักหน้ารับ

เมื่อถามอีกว่าทำเต็มที่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร พยักหน้ารับ

ก่อนขึ้นรถได้มีคุณยาย อายุ 75 ปี ชาวจังหวัดปทุมธานี นั่งรถเข็นมารอให้กำลังใจ โดย น.ส.แพทองธาร ได้นั่งลงกุมมือคุณยาย พร้อมกล่าวขอบคุณที่มาให้กำลังใจ ก่อนเดินทางออกจากศาลรัฐธรรมนูญ

ด่วน!!!‘ศาลรธน.’ไต่สวน‘อิ๊งค์’เสร็จแล้ว เลื่อนส่งแถลงปิดคดี‘คลิปเสียง’เร็วขึ้นเป็น 25 ส.ค.

ด่วน!!!‘ศาลรธน.’ไต่สวน‘อิ๊งค์’เสร็จแล้ว เลื่อนส่งแถลงปิดคดี‘คลิปเสียง’เร็วขึ้นเป็น 25 ส.ค.

ด่วน!!!‘ศาลรธน.’ไต่สวน‘อิ๊งค์’เสร็จแล้ว เลื่อนส่งแถลงปิดคดี‘คลิปเสียง’เร็วขึ้นเป็น 25 ส.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าไต่สวน‘อิ๊งค์ -เลขาสมช.’ปมคลิปเสียงจ้อ‘ฮุน เซน’ สั่งเลื่อนยื่นคำแถลงปิดคดีเร็วขึ้นจาก 27 เป็น 25 ส.ค. ย้ำห้ามเผยแพร่ข้อมูลการไต่สวน คงกำหนดนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

21 สิงหาคม 2568 เวลา 13.02 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนพยาน 2 ปาก ในราย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  แล้วเสร็จในคดีที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของสว.จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรี ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา  ซึ่งใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่า

นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ย้ำตอนหนึ่งระหว่างอ่านรายงานกระบวนวิธีพิจารณาคดีว่า ห้ามมิให้ผู้เข้ารับฟังการไต่สวนนำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่และบิดเบือนข้อมูลที่จะทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด และตามที่ศาลได้สั่งให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีในวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันที่ 29 สิงหาคมเวลา 09:30 น.และอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในเวลา 15:00 น.นั้น

พิจารณาแล้วเห็นว่า ตุลาการแต่ละท่านมีเวลาทำคำวินิจฉัยส่วนตนเพียง 1 วันเพื่อให้การวินิจฉัยของศาลเป็นไปอย่างรอบคอบและครบถ้วน อาศัยอำนาจตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 31 ให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีเสนอต่อศาลภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 หากไม่ยื่นถือว่าไม่ติดใจยื่น ส่วนการนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติ และนัดฟังคำวินิจฉัยให้เป็นไปตามกำหนดเดิม คือ 29 สิงหาคม 2568

เปิดเหตุผล‘ภูมิธรรม’ฟ้องหมิ่น‘ธนพร’ ทนายชี้กระทบถึงประเทศ นัดไต่สวนมูลฟ้อง 27 ต.ค.

เปิดเหตุผล‘ภูมิธรรม’ฟ้องหมิ่น‘ธนพร’ ทนายชี้กระทบถึงประเทศ นัดไต่สวนมูลฟ้อง 27 ต.ค.

เปิดเหตุผล‘ภูมิธรรม’ฟ้องหมิ่น‘ธนพร’ ทนายชี้กระทบถึงประเทศ นัดไต่สวนมูลฟ้อง 27 ต.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.09 น.

‘ภูมิธรรม’ส่งทนายความฟ้องหมิ่น‘ธนพร ศรียากูล’พูดให้ลองตัดขาตัวเอง ทนายเผย ฟ้องเพื่อปกป้องสิทธิ์  ไม่มีอคติ ชี้เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่บุคคลคนเดียว แต่กระทบถึงประเทศ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องเช้า 27 ต.ค.นี้

21 สิงหาคม 2568 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจนายธงชัย พรเศรษฐ์ และนายกณวรรธน์ อรัญ ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธนพร ศรียากูล ผอ.สถาบันวิเคราะห์การเมืองเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา จากกรณีที่นายธนพร กล่าวหาว่าให้นายภูมิธรรม “ลองตัดขาจะได้รู้ถึงหัวอกของทหารที่ประจำการอยู่ที่ชายแดน”

นายธงชัย กล่าวว่า วันนี้นายภูมิธรรม ในฐานะรักษาการรองนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ทีมทนายความยื่นฟ้องนายธนพร จากกรณีที่นำความสูญเสียของทหารที่ประจำการอยู่ที่ชายแดนมากล่าวหาให้ร้ายว่า ให้ลองตัดขานายภูมิธรรม โดยการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และกระทบสิทธิ์ส่วนตัวและในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ต้องแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของไทยและกัมพูชา โดยการให้สัมภาษณ์และเผยแพร่ข้อความดังกล่าวเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียชื่อเสียง ด้อยค่า ผู้บริหารประเทศในยามที่ประเทศกำลังประสบปัญหา

เมื่อถามว่าในวันนี้นอกจากการฟ้องหมื่นประมาทแล้วมีการเรียกค่าเสียหายด้วยหรือไม่ นายธงชัย กล่าวว่า การยื่นฟ้องในวันนี้ทีมทนายความมุ่งไปที่การกระทำผิดทางอาญา จึงได้ยื่นฟ้องเฉพาะข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำจะต้องนำไปพิจารณากันต่อไปถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดกับปัจเจกชน แต่เกิดขึ้นกับเกียรติภูมิของประเทศและกระทบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ระหว่างประเทศ และขณะนี้ทีมทนายความได้รวบรวมข้อมูลไว้เรียบร้อยแล้ว รอพยานเอกสารจากหน่วยงานความมั่นคง และตนขอยืนยันว่าทีมทนายความทำหน้าที่ตามข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ได้รับอย่างไม่มีอคติส่วนตัวอย่างแน่นอน ทั้งนี้ตนขอย้ำว่าการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ควรเกินเลย หากวิจารณ์เกินเลยก็เป็นสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จะปกป้องสิทธิ์ของตน

เมื่อถามว่าข้อความที่มีการกล่าวถึงเข้าข่ายหมิ่นประมาทอย่างไรบ้าง นายธงชัย กล่าวว่า ในส่วนข้อความที่จะเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่นั้นอยู่ที่กระบวนการของศาลที่จะต้องไต่สวน และให้โอกาสผู้ถูกฟ้องได้แก้ข้อกล่าวหา ตนไม่ขอก้าวล่วงในส่วนนี้

เมื่อถามว่าหลังจากรับฟ้องไว้แล้ว ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องอีกครั้งวันไหน นายธงชัย กล่าวว่า ศาลรับฟ้องคดีไว้พิจารณาเป็นเลขคดีที่ อ.2337/2568 โดยนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 27 ตุลาคมนี่ เวลา 09.00 น. โดยเหตุที่ระยะเวลานัดไต่สวนยืดออกไปเพราะว่าผู้กระทำผิดอยู่นอกเขตอำนาจศาลอาญา จึงต้องส่งเอกสารเพื่อให้ผู้ถูกฟ้องมีสิทธิ์ต่อสู้คดี

เมื่อถามว่ายังมีโอกาสไกล่เกลี่ยกันของทั้งสองฝ่ายหรือไม่ นายธงชัย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นดุลยพินิจของนายภูมิธรรมที่จะพิจารณาถึงเงื่อนไขสถานการณ์ และเรื่องการกระทำของผู้กระทำผิดว่าเป็นอย่างไร และบริบทของเรื่องนี้มีอีกเยอะเพราะไม่ได้กระทบแค่นายภูมิธรรมอย่างเดียวแต่ยังกระทบไปถึงทั้งประเทศ

เมื่อถามว่าในวันนัดไต่สวนจะนำนายภูมิธรรมขึ้นเบิกความด้วยหรือไม่ นายธงชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ทีมทนายจะพิจารณาถึงความเหมาะสมแต่จากพยานหลักฐาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้ง กองทัพไทย หน่วยงานราชการและหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องจะทราบเรื่องนี้ดีว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ต้องดูความเหมาะสมของเวลาและความพร้อมของพยานแต่ละฝ่าย แต่เบื้องต้นนายภูมิธรรมมอบให้ทีมทนายความเป็นผู้รับมอบอำนาจในการฟ้องคดีและเบิกความคดีอยู่แล้ว

‘ธีรรัตน์’จ่อปรับระเบียบจ่ายค่าเยียวยา‘ผู้ประสบภัยสงคราม’ เผย‘ทักษิณ’มอบบ้านน็อคดาวน์

‘ธีรรัตน์’จ่อปรับระเบียบจ่ายค่าเยียวยา‘ผู้ประสบภัยสงคราม’ เผย‘ทักษิณ’มอบบ้านน็อคดาวน์

‘ธีรรัตน์’จ่อปรับระเบียบจ่ายค่าเยียวยา‘ผู้ประสบภัยสงคราม’ เผย‘ทักษิณ’มอบบ้านน็อคดาวน์

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.52 น.

‘ธีรรัตน์’จ่อปรับระเบียบจ่ายค่าเยียวยา‘ผู้ประสบภัยสงคราม’ หลังใช้เกณฑ์เดียวกับน้ำท่วม-โคลนถล่มแล้วมีปัญหา ย้ำรัฐบาลเร่งเยียวยา เผย‘ทักษิณ’มอบบ้านน็อคดาวน์ให้ชาวบ้านที่บ้านพังทั้งหลัง บรรเทาความเดือดร้อน

21 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ช่วงกระทู้ถามสด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ตั้งกระทู้ถามสดต่อมาตรการของรัฐบาลในการเยียวยาผลกระทบของประชาชน ผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากที่ลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชนที่เดือดร้อนพบว่าได้รับการเยียวยาไม่ทั่วถึง เท่าเทียม

น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิชย์ รมช.มหาดไทย ชี้แจงว่าการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนรัฐบาลทำทันทีตั้งแต่การเกิดเหตุความขัดแย้ง อย่างไรก็ดีจากการสำรวจความเสียหาย พบว่า จ.สุรินทร์ มีบ้านเรือนเสียหาย 107 หลัง ซ่อนแล้ว 58 หลัง อยู่ระหว่างซ่อม 49 หลัง จ.อุบลราชธานี บ้านเสียหา 137 หลัง ซ่อมแล้ว 129 หลัง อยู่ระหว่างซ่อม 8 หลัง จ.บุรีรัมย์ บ้านเสียหาย 16 หลัง ซ่อมแล้ว 14 หลัง อยู่ระหว่างซ่อม 2 หลัง จ.ศรีสะเกษ บ้านเสียหาย 445 หลัง ซ่อมแล้ว 134 หลัง และอยู่ระหว่างซ่อม 311 หลัง อย่างไรก็ดีสำหรับบ้านเรือนที่เสียหายทั้งหลัง ไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ มีการช่วยเหลือของภาคเอกชน เช่น การมอบบ้านน็อคดาวน์ จาก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่มอบให้ประชาชนที่บ้านเสียหายทั้งหลัง ให้อยู่อาศัยระหว่างซ่อมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

น.ส.ธีรรัตน์ ชี้แจงต่อว่านอกจากนั้นยังอนุมัติช่วยค่าน้ำ ค่าไฟ เดือน ก.ค.-ส.ค. แต่ที่ว่ามีบิลเก็บค่าไฟ อาจเป็นเพราะของเดือน มิ.ย. ที่ การไฟฟ้าเก็บย้อนหลัง ได้สร้างความเข้าใจกับการไฟฟ้าและประชาชนแล้ว ส่วนที่บางส่วนของเดือน ก.ค. เพราะบิลออกปลายเดือนมิ.ย. หรือ ต้น ก.ค. ได้ขอให้แก้ไขว่า หากประชาชนจ่ายเดือน ก.ค.แล้ว ให้ไปหักกลบกับเดือนถัดไปในอนาคต

“รัฐบาลได้สำรวจแต่ละพื้นที่มีจำนวนผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ สำหรับพื้นที่ที่มีผู้อพยพ ในศูนย์พักพิงเกิน 15 วัน หรือ 7 วัน มีอัตราดูแลแตกต่างกัน โดยตั้งแต่เกิดเหตุเกือบ 1 เดือน สามารถทำให้ทำงานครบ ไม่ช้า หรือสะดุด สำหรับการช่วยเหลือตามลำดับขั้น แม้รัฐบาลจะอนุมัติเงินช่วยเหลือแล้ว แต่ไม่ใช่แจกกราด หรือแจกให้หมด เพราะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ส่วนระเบียบที่เป็นอุปสรรคนั้น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสามารถงดเว้นหลักเกณฑ์ได้” น.ส.ธีรรัตน์ ชี้แจง

ทั้งนี้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ยังได้เสนอแนะให้รัฐบาลปรับปรุงการทำงานให้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน หลังจากที่พบว่าขั้นตอนในพื้นที่ล่าช้า ต้องพิสูจน์ทราบ เช่น บางจังหวัดที่พบหมู่ตาย ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องพิสูจน์ทราบว่า ตายเพราะเหตุระเบิดหรือตกใจเสียงประทัด นอกจากนั้นยังพบการตกหล่น ทั้งนี้ตนมีข้อเสนอให้ตั้งศูนย์สต็อปเซอร์วิสแบบสัญจร ตั้งโต๊ะตามหมู่บ้านเพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบร้องเรียนยื่นเรื่องที่จุดเดียวไม่ต้องเดินทางไปหลายหน่วยงาน รวมถึงนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ประชาชนได้รับความรวดเร็ว นอกจากนั้นในกลุ่มที่ตกหล่นเพราะไม่มีเอกสารสิทธิ ทะเบียนบ้าน รัฐบาลมีแนวทางแก้ไขอย่างไร

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวชี้แจงว่า ได้มอบหมายให้พื้นที่ดำเนินการรับเรื่องราวร้องทุกข์ วันสต็อปเซอร์วิส ทำอยู่แล้ว ที่มองว่าระบบราชการล่าช้า ตนพยายามปรับและราบรื่นในการทำงาน และแก้ไขสิ่งที่สร้างความสับสนให้กับประชาชน

“การแก้ไขระเบียบ ข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคใช้ได้มีประสิทธิภาพ ต้องร่วมมือในสภา เพื่อทำงานต่อไป ทั้งนี้ต้องเขียนระเบียบเพื่อดูแลประชาชน เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นภัยใหม่ ไม่เหมือนกับเหตุการณ์ดินโคลนถล่ม น้ำท่วม ดังนั้นจึงใช้เกณฑ์เดิมไม่ได้ เพราะเป็นการอพยพ” น.ส.ธีรรัตน์ กล่าว

‘รวมพลังแผ่นดิน’พรึ่บหน้าสภา ชุมนุมจี้ยกเลิก‘MOU 43-44’ ตะเพิด‘อิ๊งค์’ลาออกไปได้เลย

‘รวมพลังแผ่นดิน’พรึ่บหน้าสภา ชุมนุมจี้ยกเลิก‘MOU 43-44’ ตะเพิด‘อิ๊งค์’ลาออกไปได้เลย

‘รวมพลังแผ่นดิน’พรึ่บหน้าสภา ชุมนุมจี้ยกเลิก‘MOU 43-44’ ตะเพิด‘อิ๊งค์’ลาออกไปได้เลย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.37 น.

‘รวมพลังแผ่นดินฯ’เปิดซิงชุมนุมลานประชาชนรัฐสภาอย่างเป็นทางการ ปักหลักบี้ยกเลิก‘MOU43-44’ เฝ้าจับตา‘ภูมิใจไทย’ชงญัตติถกกลางสภาฯ ด้าน‘พิชิต’ลั่นเป็นต้นเหตุทำเกิดพื้นที่ทับซ้อน-ข้อพิพาท‘กัมพูชา’ ชงยื่นหนังสือ‘ประธานสภาฯ-พรรคการเมือง’ใช้แผนที่ 1:50,000 เคลียร์ปัญหา กระตุก‘ผู้แทนฯ’ไตร่ตรองให้ดี นึกถึงประโยชน์ชาติ ตะเพิด‘นายกฯ’ เสียงประชาชนเอกฉันท์ลาออกไปได้เลย ไม่ต้องรอ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ตัดสินปม‘คลิปเสียงหลุด’ อัดอย่าอ้างเป็น‘เทคนิคเจรจา’

21 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า ตั้งแต่เวลา 09.00น. ที่หน้าอาคารรัฐสภา บริเวณปากทางเข้าฝั่งวัดแก้วฟ้าจุฬามณี แยกเกียกกาย กทม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ได้เดินทางมาจัดกิจกรรมชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้สภาฯยกเลิกMOU2543-44 เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะสูญเสียผลประโยชน์หลายด้าน และอาจลุกลามไปถึงผลประโยชน์ทางทะเล หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ท่ามกลางสถานการณ์ความตรึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยวันนี้(21ส.ค.)ช่วงบ่าย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สส.พรรคภูมิใจไทย จะเสนอญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาฯพิจารณาบันทึกความเข้าใจ(Memorandum of Understanding : MOU) ฉบับที่ 43 และฉบับที่ 44 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา 

สำหรับบรรยากาศการชุมนุม เป็นไปอย่างคึกคัก มวลชนทยอยเดินทางมาปักหลักตั้งเต๊นท์ และซุ้ม เพื่อติดตามการพิจารณาเรื่องดังกล่าวของสภาฯ สลับกับการขึ้นเวทีปราศรัยจากวิทยากรของกลุ่มฯที่เดินทางมา อาทิ นายจตุพรพรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี นายแก้วสรร อติโพธิ นักกฎหมายอิสระ นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำคณะนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ(คปท.) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการขายของที่ระลึก รวมถึงมีกิจกรรมดนตรีเข้าจังหวะ ที่บริเวณลานประชาชน ด้านหน้าอาคารรัฐสภา ถนนทหาร ฝั่งทางเข้าวัดแก้วฟ้าฯ

สำหรับลานประชาชน เป็นการเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามาใช้ทำกิจกรรมเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการครั้งแรกและทางกลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ เป็นกลุ่มการชุมนุมภาคประชาชนกลุ่มแรกที่ขออนุญาตทางรัฐสภา และได้รับอนุญาตให้มาทำกิจกรรมการชุมนุมในครั้งนี้ โดยมีตกลงกันไว้ว่า จะยุติการชุมนุมในเวลา17.00น. ขณะเดียวกันทางกลุ่มฯจะมีการยื่นหนังสือถึงประธานสภาฯ และตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรค เพื่อขอให้ยกเลิก MOU43-44 อีกด้วย ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยโดยรอบ ได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสน.บางโพ คอยดูแลความสงบเรียบร้อย ตั้งแต่บริเวณปากทางเข้าลานประชาชน และบริเวณโดยรอบอาคารรัฐสภาอีกด้วย

ด้านนายพิชิต ตัวแทนกลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการชุมนุมครั้งนี้ว่า ต้องการมาสื่อสารเรื่องนี้ถึงสส. โดยสส.ของพรรคภูมิใจไทย จะเสนอญัตติด่วนขอให้ยกเลิก MOU 43-44 ต่อที่ประชุมสภาฯ ซึ่งตรงกับข้อเรียกร้องของพวกเรา เพราะ MOU ดังกล่าวทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อน และข้อพิพาทกับกัมพูชา เพื่อให้เกิดการเจรจาใหม่แบบทวิภาคี เบื้องต้นทางกลุ่มฯจะเรียกร้องให้ทางการไทยเสนอแผนที่ 1:50,000 โดยจะยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา และตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรค เพื่อแสดงเจตนารมณ์ และแสดงจุดยืนในเรื่องนี้

เมื่อถามถึงกรณีคำสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในคลิปเสียงกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ทางฝั่งพรรคเพื่อไทย บอกว่าเป็นเจตนาดีต่อประเทศชาติ เพื่อให้เกิดความสันติ นายพิชิต กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ภาคประชาชนเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง โดยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะประชาชนได้รับฟังคลิปเสียง และตัดสินไปแล้ว การออกมาชุมนุมแสดงพลัง เพราะคำพูดในคลิปไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยเลย ดังนั้นในทางการเมืองนายกฯไม่ต้องรอให้ศาลตัดสิน สามารถลาออกได้ทันที ส่วนที่มีการชี้แจงว่าเป็นเทคนิคการเจรจานั้น เป็นข้ออ้าง ไม่ใช่เทคนิคการเจรจาเพื่อประเทศชาติที่มาด้อยค่าบุคลากรภายในประเทศตัวเอง แต่เป็นเทคนิคในการรักษาตำแหน่งนายกฯของตนเองมากกว่า

เมื่อถามต่อว่า คิดว่านายกฯจะลาออกจากตำแหน่งก่อนจะมีคำพิพากษาในวันที่ 29 ส.ค.นี้หรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่าตนคิดว่านายกรัฐมนตรีควรจะลาออก ซึ่งเสียงเรียกร้องของประชาชนให้ลาออก เสมือนเป็นเอกฉันท์ไปแล้วที่ขอให้นายกฯลาออก

“สภาฯควรไตร่ตรองให้ดี เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจาก MOU ดังนั้นการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน ฝ่ายนิติบัญญัติควรจะมีท่าที และวางกรอบกติกาของไทยจากฝ่ายนิติบัญญัติกันใหม่ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติให้มากที่สุด” นายพิชิต กล่าว

เมื่อถามว่า หากที่ประชุมสภาฯ ไม่สามารถยกเลิก MOU ดังกล่าวได้ จะมีท่าทีต่อไปอย่างไร นายพิชิต กล่าวว่า ก็จะเป็นข้อเรียกร้องที่จะกลับไปสู่ฝ่ายบริหารในการยกระดับต่อ ซึ่ง MOU ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์ เราก็จะรวมตัวเรียกร้องกันต่อไป

อ่านเกมอำนาจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ถ้าสองพ่อลูกถูกตัดสินว่า‘รอด’จะเกิดอะไรขึ้น???

อ่านเกมอำนาจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ถ้าสองพ่อลูกถูกตัดสินว่า‘รอด’จะเกิดอะไรขึ้น???

อ่านเกมอำนาจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ถ้าสองพ่อลูกถูกตัดสินว่า‘รอด’จะเกิดอะไรขึ้น???

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.56 น.

อ่านเกมอำนาจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ถ้าสองพ่อลูกถูกตัดสินว่า‘รอด’จะเกิดอะไรขึ้น???

21 สิงหาคม 2568 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า…

ถ้าสองพ่อลูกถูกตัดสินว่ารอด จะเกิดอะไรขึ้น???

อัษฎางค์ยมนาค อ่านเกมอำนาจ

เป็นคำถามที่เรียกว่า  “what if scenario” หรือการจำลองฉากทัศน์ ถ้าศาลตัดสินว่า ทั้งทักษิณและแพทองธาร “รอด” จากคดีใหญ่ที่กำลังเผชิญอยู่ จะเกิดแรงสะเทือนทางการเมืองไทยหลายชั้น

1. ผลทางการเมืองทันที

 • ความมั่นคงของรัฐบาล: พรรคเพื่อไทยและพันธมิตรจะหายใจโล่งขึ้นทันที

 • ฝ่ายตรงข้าม: ฝ่ายตรงข้ามจะตีความว่าเป็น “ชัยชนะของตระกูลชินวัตร” และอาจสร้างแรงต่อต้าน-ชุมนุม หรือใช้วาทกรรมว่า “กฎหมายมีไว้เพื่อใคร” เพื่อกดดันสังคม

 • ฐานเสียงประชาชน: ฐานมวลชนเพื่อไทยจะยิ่งฮึกเหิม

2. ผลต่อสถาบันการเมืองและตุลาการ

• ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม: ฝ่ายหนึ่งจะเห็นว่า “ศาลเป็นอิสระ” ตัดสินให้รอดโดยไม่หวั่นแรงกดดันการเมือง แต่ฝ่ายตรงข้ามจะมองว่าเป็น “double standard” ทำให้ความศรัทธาในสถาบันตุลาการถูกสั่นคลอนต่อไป

• การเมืองเชิงโครงสร้าง: สะท้อนว่ากลไกตรวจสอบอาจไม่สามารถถ่วงดุลตระกูลการเมืองขนาดใหญ่ได้เต็มที่

3. ผลทางยุทธศาสตร์

• การกลับมาเต็มตัวของทักษิณ: หากพ้นเงื่อนไขทางกฎหมาย ทักษิณจะสามารถปรากฏตัวในสังคมอย่างเปิดเผยมากขึ้น และอาจแปลงสภาพจาก “นักโทษที่ถูกผ่อนผัน” เป็น “รัฐบุรุษเงา”

• แพทองธาร: การรอดพ้นจากคำวินิจฉัยทำให้สถานะนายกรัฐมนตรี แข็งแกร่งขึ้น และตอกย้ำว่า “ยุคชินวัตรรุ่นใหม่” ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ

• สมการอำนาจ: ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอาจต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่

4. ผลต่อเศรษฐกิจและต่างประเทศ

• เสถียรภาพการเมือง: การรอดพ้นอาจสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดในระยะสั้น เพราะความเสี่ยงความไม่แน่นอนหายไป แต่ถ้าเกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านในประเทศ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงใหม่

• มิติระหว่างประเทศ: ภาพลักษณ์ “ทักษิณคัมแบ็ก” อาจทำให้ต่างประเทศมองว่าไทยเข้าสู่ช่วง Consolidation (การรวมศูนย์อำนาจทางการเมือง) ภายใต้ตระกูลเดียว

5. ฉากทัศน์ระยะกลาง

• Best-case: ทักษิณ–แพทองธารกลายเป็น “คู่ขนานอำนาจ” พ่อเป็นที่ปรึกษา ลูกเป็นผู้นำ

• Worst-case: การต่อต้านปะทุ เกิดการชุมนุมใหญ่และความตึงเครียดใหม่ เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมรับ

สรุปคือ หากทั้งสอง “รอด” ไม่ใช่จุดจบ

แต่เป็น การเปิดฉากเกมใหม่ ที่จะตัดสินว่าไทยจะไปสู่เสถียรภาพ หรือเข้าสู่รอบใหม่ของความขัดแย้ง ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของฝ่ายตรงข้ามและวิธีที่รัฐบาลบริหารชัยชนะนี้

‘ธนกร’เชื่อ สว.โหวตผ่านร่างพ.ร.บ. งบ69 ไม่มีปัญหา หลังลือมีบางกลุ่มจ่อคว่ำ

'ธนกร'เชื่อ สว.โหวตผ่านร่างพ.ร.บ. งบ69 ไม่มีปัญหา หลังลือมีบางกลุ่มจ่อคว่ำ

‘ธนกร’เชื่อ สว.โหวตผ่านร่างพ.ร.บ. งบ69 ไม่มีปัญหา หลังลือมีบางกลุ่มจ่อคว่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.56 น.

“ธนกร”เชื่อ สว.โหวตผ่านร่างพ.ร.บ. งบ69 ไม่มีปัญหา หลังลือมีบางกลุ่มจ่อคว่ำ ชี้ เป็นกฎหมายสำคัญขับเคลื่อนประเทศ ฝาก ทุกฝ่ายเห็นแก่บ้านเมือง ไม่เล่นเกมการเมือง ขออย่าสร้างกลไกสภาให้สะดุด 

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึง กระแสข่าวมีสมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่มเตรียมโหวตคว่ำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2569ว่า หลายฝ่ายมีข้อห่วงใยเรื่องนี้ หลังสว.มีมติเลื่อนวันพิจารณาร่างงบประมาณจากเดิมกำหนดวันที่ 25-26 สิงหาคมเป็นวันที่1-2 กันยายนนั้น ตนมองว่าจะทำให้ขั้นตอนการพิจารณางบประมาณล่าช้าออกไป แต่ก็เชื่อว่า สมาชิกวุฒิสภาทุกท่านจะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศและประชาชนมาก่อน เพราะเป็นกฎหมายสำคัญในการขับเคลื่อนบริหารราชการแผ่นดินเป็นงบประมาณที่จะใช้จ่ายประจำของหน่วยราชการทุกกระทรวงลงไปทำงานให้กับประชาชน รวมถึงการดูแลความมั่นคงภายในประเทศในทุกมิติ

ทั้งนี้ นายธนกร ขอฝากไปยังบางกลุ่ม บางฝ่ายที่มีแนวทางจะล้มหรือคว่ำร่างงบประมาณปี 2569 นั้น ควร มองเห็นความสำคัญของประชาชน มากกว่ามุ่งเล่นเกมการเมือง ไม่ควร สร้างสถานการณ์ในสภาให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วน จนทำให้งบปี 2569 สะดุด  ซึ่งล่าสุดโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา)ได้ออกมาแถลงข่าวแล้วว่า การโหวตคว่ำงบประมาณปี2569ของสว.ไม่เป็นความจริง ก็ถือว่าเป็นข่าวดี ตนเชื่อว่าสว.จะผ่านทั้ง3 วาระ อย่างราบรื่นเพื่อให้ประเทศเดือนหน้าต่อไปได้

“รัฐสภาเป็นกลไกที่จะทำให้การบริหารประเทศราบรื่น ออกกฏหมายที่สำคัญเป็นประโยชน์ต่อประเทศนำการพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้จริง ไม่ใช่เป็นที่มาเล่นเกมการเมืองทำให้เกิดกลไกที่ปั่นป่วน จนการบริหารประเทศสะดุด ซึ่งเป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ขอให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ชาติบ้านเมืองมาก่อน การเมือง“นายธนกร ระบุ

รัฐบาลเตือนภัย! มิจฉาชีพหลอกเปิดบัญชีรับบริจาคช่วยทหารชายแดน

รัฐบาลเตือนภัย! มิจฉาชีพหลอกเปิดบัญชีรับบริจาคช่วยทหารชายแดน

รัฐบาลเตือนภัย! มิจฉาชีพหลอกเปิดบัญชีรับบริจาคช่วยทหารชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.56 น.

รัฐบาลเตือน ปชช.ระวัง “คนร้ายเปิดบัญชีหลอกรับเงินบริจาคช่วยทหารชายแดน” เสี่ยงสูญเงิน – ข้อมูลส่วนบุคคล ระวังเผยแพร่ข้อมูลเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center : AFNC) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบพบข่าวที่เกี่ยวข้องประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาเป็นจำนวนมาก จากสถิติตั้งแต่วันที่ 1 – 15 สิงหาคม 2568 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้ทำการคัดกรองจำนวนข้อความทั้งหมด 2,133,333 ข้อความ โดยมีจำนวนข้อความที่เข้าเกณฑ์การตรวจสอบ 222,679 ข้อความ ทั้งนี้ มีเรื่องที่ส่งตรวจสอบ จำนวน 459 เรื่อง ได้รับการตรวจสอบแล้ว จำนวนทั้งหมด 447 เรื่อง โดยสามารถแยกเป็นเรื่องนโยบายรัฐบาล และความมั่นคงของประเทศ 129 เรื่อง ได้แก่ (1) ข่าวปลอม จำนวน 29 เรื่อง (2) ข่าวจริง จำนวน 85 เรื่อง (3) ข่าวบิดเบือน จำนวน 15 เรื่อง (4) ข้อมูลไม่เพียงพอ จำนวน 0 เรื่อง

“ปัจจุบันมีการเผยแพร่ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงมากถึง 44 เรื่อง และพบมิจฉาชีพฉวยโอกาสในการเผยแพร่ข่าวปลอมแอบอ้างเป็นกองทัพหรือหน่วยงานทหารขอรับการบริจาคเงิน และสิ่งของเพื่อนำไปให้ความช่วยเหลือแก่หน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนได้  ขอให้ประชาชนตรวจสอบที่มาของแหล่งข่าว โดยเลือกเชื่อ – แชร์ข่าว และข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการเท่านั้น” นายอนุกูล ระบุ

นายอนุกูล ย้ำเตือนประชาชนไม่ควรสแกน QR Code หรือดาวน์โหลดลิงก์ต่างๆ ที่ต้องสงสัย หรือยังไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจน เพราะอาจเป็นการติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน และข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ตั้งใจ รวมทั้งหากนำข้อมูลไปเผยแพร่โดยไม่มีการตรวจสอบ อาจเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

รัฐบาลยืนยันไม่เก็บค่าน้ำ-ไฟ พื้นที่อพยพ ย้ำกลุ่มที่ได้รับใบแจ้งหนี้ไม่ต้องจ่าย

รัฐบาลยืนยันไม่เก็บค่าน้ำ-ไฟ พื้นที่อพยพ ย้ำกลุ่มที่ได้รับใบแจ้งหนี้ไม่ต้องจ่าย

รัฐบาลยืนยันไม่เก็บค่าน้ำ-ไฟ พื้นที่อพยพ ย้ำกลุ่มที่ได้รับใบแจ้งหนี้ไม่ต้องจ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.48 น.

รัฐบาลยืนยันไม่เก็บค่าน้ำ-ไฟ ในพื้นที่ประกาศเป็นพื้นที่อพยพ บิลเดือน กค-สค. หากจ่ายเดือน กค. ไปแล้วจะดำเนินการหักยอดในเดือนกันยาทันที ส่วนกลุ่มที่เพิ่งได้รับใบแจ้งหนี้ไม่ต้องจ่าย ขณะที่รัฐบาลรับรายงานซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนชายแดนได้กว่า 60% ให้ครอบครัวกลับมาใช้ชีวิตปกติโดยเร็ว  

21 ส.ค. 68 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานความคืบหน้าในการติดตามการให้การช่วยเหลือประชาชน และบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยดำเนินการซ่อมแซมแล้วเสร็จกว่า 400 หลังคาเรือน จากทั้งสิ้น 705 หลังคาเรือน ซึ่งที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการซ่อมแซมที่ได้รับความเสียหายไม่มากนักประมาณ 200 กว่าหลังคาเรือน

ทั้งนี้ อธิบดีกรมการปกครองได้รับรายงานจากฝ่ายปกครองในพื้นที่ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอาวุธของกัมพูชาที่ยิงถล่มเข้าสู่บ้านเรือนประชาชน โดยรัฐบาลได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การซ่อมแซมบ้านเรือนพี่น้องประชาชน รวมทั้งลงพื้นที่สำรวจ และประเมินค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่บ้านเรือนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา

ทั้งนี้ รัฐบาลได้อำนวยความสะดวกในการใช้งบประมาณจากหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงมหาดไทย โดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย/กองทุนสำนักนายกฯ สภากาชาดไทย และเงินบริจาค พบว่าบ้าน/ที่อยู่อาศัยประจำ ได้รับความเสียหายในพื้นที่ 4 จังหวัด จำนวนทั้งสิ้น 705 หลัง เสียหายทั้งหลัง (เกิน 70%) รวมจำนวน 41 หลัง เสียหายมาก (30 – 70 %) รวมจำนวน 65 หลัง เสียหายน้อย (น้อยกว่า 30%) รวมจำนวน 599 หลัง (ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น.) รวมดำเนินการซ่อมแซมแล้วเสร็จไปแล้วกว่า 60% อยู่ระหว่างดำเนินการซ่อมแซม 374 หลัง แยกเป็นรายจังหวัด ได้แก่ 

– จังหวัดศรีสะเกษ 445 หลัง (ซ่อมแซมแล้วเสร็จ 134 หลัง คงเหลือ 311 หลัง)
– จังหวัดอุบลราชธานี 139 หลัง (ซ่อมแซมแล้วเสร็จ 129 หลัง คงเหลือ 10 หลัง)
– จังหวัดสุรินทร์ 107 หลัง (ซ่อมแซมแล้วเสร็จ 58 หลัง คงเหลือ 49 หลัง)
– จังหวัดบุรีรัมย์ 14 หลัง (ซ่อมแซมแล้วเสร็จ 10 หลัง คงเหลือ 4 หลัง)

ส่วนการนำเสนอข่าวชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่อพยพกลับจากศูนย์พักพิงภายหลังสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นั้น ขอยืนยันว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อสั่งการงดเว้นเก็บค่าไฟ และค่าน้ำ ประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 ในพื้นที่ประกาศเป็นพื้นที่อพยพไปแล้ว ดังนั้น ผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ จึงไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้า หากกรณีชำระแล้ว กฟภ.จะดำเนินการคืนเงินโดยนำไปหักจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไปได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

“รัฐบาลเดินหน้าให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่และรอบด้าน โดยมอบหมายหน่วยงานให้เร่งเยียวยา ซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายไม่ว่าจะทั้งหลังหรือบางส่วน ให้แล้วเสร็จให้เรียบร้อยโดยเร็วแล้ว โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหลายภาคส่วน รวมถึงการสนับสนุนกำลังพลจากหน่วยทหารในพื้นที่ เพื่อเร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติสุขโดยเร็ว” นายจิรายุ กล่าว

‘วิสุทธิ์’ดักคอ‘วุฒิสภา’ไม่มีสิทธิ์โหวตคว่ำ‘งบ69’ แจงไม่ได้ปิดหนี‘องค์ประชุมล่ม’

‘วิสุทธิ์’ดักคอ‘วุฒิสภา’ไม่มีสิทธิ์โหวตคว่ำ‘งบ69’ แจงไม่ได้ปิดหนี‘องค์ประชุมล่ม’

‘วิสุทธิ์’ดักคอ‘วุฒิสภา’ไม่มีสิทธิ์โหวตคว่ำ‘งบ69’ แจงไม่ได้ปิดหนี‘องค์ประชุมล่ม’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.39 น.

ทำได้แค่เห็นชอบหรือไม่เท่านั้น! ‘วิสุทธิ์’ดักคอ‘วุฒิสภา’ไม่มีสิทธิ์โหวตคว่ำ‘งบ69’ ยักไหล่ไร้ปัญหา อย่างไรก็ต้องจบในเดือนหน้า แจงไม่ได้ปิดประชุมหนี‘องค์ประชุมล่ม’ อ้างมีสส.ต้องประกอบ‘ศาสนกิจ’ เลยเดินไปขอเอง

21 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าววุฒิสภาเตรียมโหวตคว่ำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569ว่า ตนทราบจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า มีการนำเสนอไปสู่วุฒิสภา เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งวุฒิสภามีหน้าที่พิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน 20 วัน โดยใน 20 วันนี้วุฒิสภาก็ต้องมีการพิจารณาให้จบ มีหน้าที่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ไปแปรญัตติ หรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น และหากครบเวลา 20 วัน วุฒิสภายังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ก็ถือว่าวุฒิสภาเห็นชอบตามสภาผู้แทนราษฎร

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า หากวุฒิสภามีการให้ความเห็นชอบก็ทูลเกล้าฯ แต่ถ้าไม่เห็นชอบก็จะส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 143 วรรค 4 ซึ่งจะสามารถบรรจุลงระเบียบวาระให้สภาผู้แทนราษฎรได้โหวตอีกครั้งหนึ่ง และหากผลการโหวตเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ก็ถือว่างบฯ นั้น ได้ผ่านการพิจารณาแล้ว สามารถทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย และประกาศเป็นกฎหมายได้ ดังนั้น จึงไม่ได้กังวลในเรื่องนี้ เพราะวุฒิสภามีหน้าที่นำไปพิจารณา อย่างไรในเดือนหน้าก็ต้องจบตามหลักการ ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะมีแนวทางการปฏิบัติของทั้งสองสภาอยู่แล้ว สำหรับแนวโน้มไม่เห็นด้วยนั้น ก็ไม่เป็นไร วุฒิสภาไม่มีสิทธิ์โหวตคว่ำอะไร ส่วนกังวลว่าจะเป็นเกมการเมืองถูกนำไปอภิปรายโจมตีหรือไม่นั้น วุฒิสภามีหน้าที่แค่ให้ความเห็นชอบกับการพิจารณาหรือไม่ จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้นไม่ได้เลย

เมื่อถามถึงการประชุมสภาฯเมื่อวันที่ 20ส.ค.ที่ผ่านมา หลายคนมองว่าเป็นการชิงปิดประชุมก่อนเพื่อป้องกันองค์ประชุมล่ม ประธานวิปรัฐบาล กล่าวชี้แจงว่า เมื่อเช้าตนฟังข่าวก็ตกใจ เพราะมีการเขียนว่ารองประธานสภาคนที่หนึ่งปิดหนีการนับองค์ประชุม แต่เมื่อวานนี้ ไม่มีการนับองค์ประชุม เพราะเราได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง ซึ่งทุกคนได้เห็นแล้วว่า มีกว่า 165 มาตรา และมีการลงมติตลอดเวลา

“เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.68) สภาฯทำงานกันหนักมาก ไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ทุกคนทั้งทุ่มเทกันเต็มที่ ปัญหาคือบางมาตรามีคนแปรญัตติ ขณะที่บางมาตรา ไม่มีการแปรญัตติ และมีคนอธิบายเพียง 1-2 คนเท่านั้น เหนื่อยกันมาก แทบจะหาทางออกไปทานข้าวไม่ได้ บางคนที่ไปห้องน้ำก็บ่นว่า กลับมาแทบไม่ทัน เพราะมีการกดออดตลอด” นายวิสุทธิ์ กล่าว

นายวิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อจบการพิจารณาร่างพ.ร.บ.การขนส่งรางไป เราก็มองว่าเยอะแล้ว เพราะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมอีก ไปไกลมากแล้ว แต่ทุกคนยังสู้อยู่ ก็สงสารว่าทุกคนเหนื่อยมาก พิจารณาไปถึง 39 มาตราจาก 54 มาตรา ตนจึงเดินไปบอกกับประธานในที่ประชุมว่า ขออนุญาตปิดการประชุม เพราะวันนี้ทำงานหนักมากแล้ว นอกจากนี้ยังมีเหตุผลที่สส.มุสลิม จะต้องประกอบศาสนกิจ หรือการละหมาด จึงขออนุญาตตนว่า ต้องออกไปตั้งแต่ 17.00 น. ตนจึงขอไว้ว่า ขอให้ถึง 18.00 น. แต่เมื่อถึงเวลากว่า 18.40 น. ก็ยังพิจารณาไม่เสร็จ ดังนั้น จึงมองว่าเขาควรประกอบศาสนกิจ ซึ่งได้ทำเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว

“จึงเดินไปบอกประธานเองว่า ขอปิดการประชุม ให้ทุกคนได้พักบ้าง เพราะหนักกันมาทั้งวัน ขอบคุณฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ การปิดประชุมเมื่อวานนี้ ไม่ใช่เพราะประธานอยากปิด แต่ผมเป็นคนไปร้องขอ เพราะหากขาด สส.มุสลิมไป 30-40 คน ก็จะเป็นปัญหาเรื่ององค์ประชุมอีก แม้ว่าฝ่ายค้านอยากจะให้พิจารณาต่อ แต่ทุกคนก็เห็นว่า เราทำงานทุ่มเทอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ชิงปิดกันองค์ประชุมไม่ให้ล่ม ผมมองว่าผลลัพธ์นั้น คุ้มค่า ย้ำว่า ไม่มีการเล่นการเมือง ฝ่ายค้าน และรัฐบาลไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน” ประธานวิปรัฐบาล กล่าว

เมื่อถามว่า หากรอบหน้าฝ่ายค้านชิงขอนับองค์ประชุมก่อนเวลาช่วงเย็น จะเป็นปัญหาหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เชื่อว่า ฝ่ายค้านคงไม่ได้เล่นเกมอะไร ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวานนี้ มีการลงคะแนนร้อยกว่าครั้งถือว่าหนักที่สุดแล้ว เราทำกันอย่างเต็มที่ เพราะอยากให้กฎหมายตั๋วร่วมไปถึงพี่น้องประชาชน ให้ได้ใช้ 20 บาทตลอดสาย และเป็นความหวังของประชาชนรากหญ้า ที่จะใช้รถไฟฟ้า