สีหน้าเรียบเฉย! ‘แพทองธาร’ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ไต่สวนกรณีคลิปเสียงหลุด

สีหน้าเรียบเฉย! 'แพทองธาร'ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ไต่สวนกรณีคลิปเสียงหลุด

สีหน้าเรียบเฉย! ‘แพทองธาร’ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ไต่สวนกรณีคลิปเสียงหลุด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.54 น.

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 09.20 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.วัฒนธรรม เดินทางถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเข้ารับการไต่สวนคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยมี นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และทีมทนายความส่วนตัวเดินทางมาด้วย

นอกจากนี้ยังมี นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี และน.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว มาให้กำลังใจ โดย น.ส.แพทองธาร มีสีหน้าเรียบเฉย เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า วันที่ 20 ส.ค. ไปทำบุญวันเกิดมากำลังใจดีใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร ไม่ตอบคำถามเพียงแต่ยิ้ม และได้ยกมือสวัสดีทักทายสื่อมวลชน 

‘พินทองทา’ โพสต์ภาพ ‘อิ๊งค์-ทักษิณ’ เข้าเฝ้า ‘สมเด็จพระสังฆราช’ ขอพรวันเกิด

'พินทองทา' โพสต์ภาพ 'อิ๊งค์-ทักษิณ' เข้าเฝ้า 'สมเด็จพระสังฆราช' ขอพรวันเกิด

‘พินทองทา’ โพสต์ภาพ ‘อิ๊งค์-ทักษิณ’ เข้าเฝ้า ‘สมเด็จพระสังฆราช’ ขอพรวันเกิด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.06 น.

‘พินทองทา’ โพสต์ภาพครอบครัว ‘อิ๊งค์-ทักษิณ’ เข้าเฝ้า ‘สมเด็จพระสังฆราช’ กราบขอพรวันเกิด ‘แพทองธาร’ อายุครบ 39 ปี 

21 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์  โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านอินสตาแกรม “aimpintongta”  โดยเป็นภาพนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม นายปิฎก สุขสวัสดิ์ ด.ญ.ธิธาร สุขสวัสดิ์ น.ส.พินทองทา  และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ พร้อมข้อความระบุว่า 
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ครอบครัวของเราได้รับประทานพระวโรกาส เข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปรินายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นับเป็นมงคลอันประเสริฐยิ่ง ในวาระวันคล้ายวันเกิดครบ 39 ปี ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนับเป็นสิริมงคลและเป็นบุญบารมีให้กับครอบครัวเราอย่างยิ่งค่ะ

.-008 

‘อดีตผู้พิพากษาอาวุโส’เปิดนิยาม ‘ซื่อสัตย์สุจริต-จริยธรรม’ความหมายต่างกันอย่างไร

'อดีตผู้พิพากษาอาวุโส'เปิดนิยาม 'ซื่อสัตย์สุจริต-จริยธรรม'ความหมายต่างกันอย่างไร

‘อดีตผู้พิพากษาอาวุโส’เปิดนิยาม ‘ซื่อสัตย์สุจริต-จริยธรรม’ความหมายต่างกันอย่างไร

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.49 น.

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ซื่อสัตย์สุจริต” และ “จริยธรรม” หมายความว่าอย่างไร” ระบุว่า

1) “ซื่อสัตย์” หมายถึง ความตรง ความจริงใจ ไม่ปิดบัง ไม่ทรยศ ส่วน “สุจริต” หมายถึง การกระทำที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่ทุจริต ไม่ผิดศีลธรรม

เมื่อนำมารวมกัน “ซื่อสัตย์สุจริต” จึงหมายถึง การคิด พูด และกระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่โกง ไม่เอาเปรียบใคร และยึดมั่นในความถูกต้องเสมอ

นับเป็นคุณธรรมสำคัญที่พบได้ในผู้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ข้าราชการ ครู นักธุรกิจ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานที่ดี ก็ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมและไว้วางใจกันได้

2) คุณธรรม จริยธรรม และวินัย

“คุณธรรม จริยธรรม และวินัย” เป็นแนวทางในการประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของความดีงามและความถูกต้อง แต่ทั้ง 3 คำนี้ มีความหมายและการเน้นต่างกัน ดังนี้

(1)คุณธรรม คือ ความดีที่อยู่ภายในจิตใจ เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้มนุษย์คิดดี ทำดี โดยไม่ต้องมีใครบังคับ เช่น ความซื่อสัตย์, ความเมตตา, ความอดทน, ความเสียสละ

(2) จริยธรรม คือ หลักความประพฤติที่สังคมยอมรับว่าเหมาะสมและดีงาม อิงกับวัฒนธรรม ศีลธรรม หรือจรรยาบรรณ จริยธรรมอาจต่างกันไปในแต่ละอาชีพหรือกลุ่มคน เช่น จริยธรรมของตุลาการ แพทย์ ครู หรือทนายความ

(3) วินัย คือ กฎหรือระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดระเบียบในกลุ่มหรือสังคม เมื่อมีการฝ่าฝืนวินัย ย่อมถูกลงโทษ

3) เปรียบให้เข้าใจง่ายได้ดังนี้

-คุณธรรม คือ “ใจดี”

– จริยธรรม คือ “ทำดีต่อผู้อื่นตามหลักสังคม”

– วินัย คือ “ทำตามกฎอย่างเคร่งครัด”

หากมีทั้ง 3 อย่างร่วมกัน จะทำให้บุคคลนั้นเป็นที่ยอมรับและน่าเคารพในสังคมอย่างแท้จริง

ฉะไม่กล้าฟ้องศาลอาญาระหว่างปท. ข้องใจรัฐบาล ‘ปชน.’ซัดเอี่ยวผลประโยชน์ เย้ยฟ้อง‘ฮุนเซน’แค่สัญลักษณ์

ฉะไม่กล้าฟ้องศาลอาญาระหว่างปท. ข้องใจรัฐบาล ‘ปชน.’ซัดเอี่ยวผลประโยชน์ เย้ยฟ้อง‘ฮุนเซน’แค่สัญลักษณ์

ฉะไม่กล้าฟ้องศาลอาญาระหว่างปท. ข้องใจรัฐบาล ‘ปชน.’ซัดเอี่ยวผลประโยชน์ เย้ยฟ้อง‘ฮุนเซน’แค่สัญลักษณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฉะไม่กล้าฟ้องศาลอาญาระหว่างปท. ข้องใจรัฐบาล ‘ปชน.’ซัดเอี่ยวผลประโยชน์ เย้ยฟ้อง‘ฮุนเซน’แค่สัญลักษณ์ ไม่กล้าตรวจสอบ-ยึดทรัพย์ ‘ภูมิธรรม’อ้ำอึ้งให้ว่าตามก.ม.

รบ.ยัน “บ้านหนองจาน” สระแก้วเป็นของไทย 100% ไทยเมตตาให้เขมรลี้ภัยสงคราม แต่ถูกบิดเบือนมาใส่ร้ายไทย ฉะใช้ปชช.ตัวเองเป็นกำแพงมนุษย์ “บิ๊กเล็ก” เผย “ในหลวง-พระราชินี”ทรงห่วงใยกำลังพลได้รับบาดเจ็บ และเรื่องพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้ทหาร-ตชด.-ทหารพราน ที่ปฏิบัติงานชายแดนไทย-เขมร กห.เร่งตรวจสอบรวบรวมรายชื่อ พร้อมส่งคลิปทหารเขมรวางทุ่นระเบิดเขตไทย ให้กระทรวงต่างประเทศฟ้องโลก-อนุกก.ออตตาวา ประสานกก.ออตตาวาญี่ปุ่นลงพื้นที่ดูทุ่นระเบิดจริง ก่อนถกคณะใหญ่ปลายปี ‘รังสิมันต์’ข้องใจรัฐบาลไม่กล้าฟ้อง ICC เอาผิด‘ฮุน เซน’ ทุบเปรี้ยงมีเอี่ยวผลประโยชน์หรือไม่ ทั้งที่ไทยมีแต้มต่อ แม้ไม่เจอคลิปทหารเขมรแอบวางทุ่นระเบิดเขตไทย เชื่อฟ้อง‘ฮุน เซน’ในประเทศแค่สัญลักษณ์ แต่ไม่เห็นยึดทรัพย์จริง ทั้งที่ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงิน

วันที่ 20 สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก)แถลงถึงกรณีพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้วว่า เป็นพื้นที่ของประเทศไทย 100% โดยรัฐบาลยืนยันประเด็นสำคัญ ดังนี้

ย้ำเขมรมุ่งร้ายใช้ปชช.บังหน้าล้ำแดนไทย

1.หลาย 10 ปี ที่ผ่านมา ไทยแสดงถึงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการปฏิบัติตนเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร และพร้อมหารือข้อขัดแย้งผ่านกลไกทวิภาคีที่เหมาะสม เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) แต่ฝ่ายกัมพูชากลับใช้ประชาชนของตนเป็นกำแพงมนุษย์ เข้ามารุกล้ำในเขตแดนไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดในชายแดน 2.ไทยให้ความช่วยเหลือในอดีตที่ผ่านมาในเรื่องมนุษยธรรมให้พื้นที่หลบภัยสงคราม กับประชาชนชาวเขมรหลายแสนคน แต่กลับบิดเบือนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของไทยที่หยิบยื่นให้ กลับนำความช่วยเหลือนี้ไปบุกรุกพื้นที่อธิปไตยของไทย สะท้อนว่าขาดความจริงใจ เห็นถึงเจตนาร้ายในการรุกล้ำพื้นที่ของประเทศไทยอย่างชัดเจน

3.การติดตั้งแนวเขตลวดหนามบริเวณเขตแดนของไทยเป็นสิทธิดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตย และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทย และป้องกันไม่ให้รุกล้ำเพิ่มเติมเข้ามาอีก รวมถึงการลักลอบวางกับระเบิดจากฝ่ายกัมพูชาอีก ทั้งนี้ การดำเนินการของไทยเป็นไปตามข้อตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงละเว้นการสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกนอกเขตของทั้งสองประเทศ ซึ่งบริเวณดังกล่าวตามหลักเขตเป็นของประเทศไทย 100%

สื่อเขมร’แถ!อ้างไทยจัดฉากพบมือถือ

จากกรณีชุดเก็บกู้กวาดล้างที่ 1 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท. ทร.) ตรวจพบโทรศัพท์ของทหารกัมพูชา ที่ทิ้งใว้ในพื้นที่ภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ ภายในมีคลิปวิดีโอและภาพถ่ายทหารกัมพูชาถือทุ่นระเบิด PMN-2 โดยในคลิปได้ยินทหารพูดภาษากัมพูชา คาดเป็นการแนะนำการใช้งาน ก่อนลักลอบนำไปฝังดินนั้น ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจ “Fresh News International” สื่อกัมพูชา โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า “ไร้สาระสิ้นดี! ประเทศไทยยังคงถ่ายทำฉากที่สองต่อไป ซึ่งรวมถึงภาพถ่าย และวิดีโอการวางทุ่นระเบิด เพื่อใส่ร้ายและกล่าวหากัมพูชา หลังทำวิดีโอชุดแรก เพื่อกล่าวหาและใส่ร้ายทหารกัมพูชาในการวางทุ่นระเบิด ซึ่งไม่ประสบผลสำเร็จ ไทยจึงพยายามถ่ายทำฉากที่สอง ซึ่งรวมถึงภาพถ่าย และวิดีโอของการวางทุ่นระเบิดที่ถูกกล่าวหา

ในหลวงทรงห่วงเรื่องเหรียญกล้าหาญ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทนรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ตนขอพูดถึงเรื่องเป็นขวัญกำลังใจให้กำลังพลทหาร ตำรวจ ตำรวจตระเวนชายแดน และทหารพราน ที่ปฎิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี ทรงติดตามสถานการณ์มาตลอด กรณีที่เกิดความสูญเสียได้พระราชทานความช่วยเหลือ ล่าสุดรองราชเลขานุการในพระองค์ติดต่อมายังกระทรวงกลาโหมและมาถึงตนว่า พระองค์ทรงห่วงใย เรื่องพระราชทานเหรียญกล้าหาญว่าได้ดำเนินการอย่างไร

กห.เร่งทำเรื่องขอพระราชทานให้ทหาร-ตร.

“เรื่องนี้กระทรวงกลาโหม (กห.) เร่งรัดขอพระราชทานเหรียญให้ทหาร ตำรวจ ตระเวนชายแดน และทหารพราน ที่ร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ หลักเกณฑ์จะคล้ายกับกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการขอเหรียญกล้าหาญครั้งนี้ กำลังพลเข้าปฎิบัติการเป็นจำนวนมาก กระทรวงกลาโหมจะรวบรวมเสนอไปในคราวเดียวกัน เพื่อขอพระราชทาน ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น ที่พระองค์ทรงห่วงใยกำลังพลที่ปฏิบัติงานอยู่”พล.อ.ณัฐพลกล่าว และว่า สำหรับเหรียญ จะไปถึงขั้นรามาธิบดี และเหรียญทุกระดับที่สามารถให้ได้ตามความเหมาะสม มีพฤติการณ์ที่สอดคล้อง แต่เนื่องจากมีกำลังพลจำนวนมาก ตนให้แนวทางไปว่า ให้ขอไป 2 ลักษณะคือ เป็นบุคคล สำหรับบางคนที่กล้าหาญดีเด่น แต่ถ้าหน่วยใดที่ปฏิบัติการเป็นหน่วย และมีความกล้าหาญจะพระราชทานเหรียญกล้าหาญประดับบนธงชัยเฉลิมพล เป็นเกียรติยศกับกำลังพลทั้งหน่วย กำลังพิจารณาด้วยความรอบคอบ คาดว่าต้นเดือนกันยายนจะเรียบร้อย

ส่งคลิปเขมรฝั่งระเบิดให้ออตตาวาฟ้องโลก

พล.อ.ณัฐพลยังให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการของไทยกรณีพบโทรศัพท์ปริศนาที่ภูมะเขือ ซึ่งมีภาพและคลิปของทหารกัมพูชากำลังฝังทุ่นระเบิด PMN-2 มีการพูดกันเป็นภาษาเขมรว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการขณะนี้คือ ทำให้สังคมรับทราบทั้งในและต่างประเทศ พร้อมขอให้สื่อมวลชนเสนอข่าวให้ชัดเจนว่า คณะกรรมการอนุสนธิสัญญาออตตาวาสำนักงานใหญ่ที่เจนีวา มีทูตไทยประจำอยู่ได้คอยติดตามขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า คณะอนุกรรมการออตตาวาขอหลักฐานมาเรื่อยๆ ดังนั้น เราพบหลักฐานเพิ่มเติม ก็จะส่งเพิ่มเติมไปทันที ส่วนคณะกรรมการปฏิบัติตามกฎออตตาวาที่ญี่ปุ่น เราพยายามติดต่อให้คณะกรรมการชุดนี้ลงมาดูก่อนถึงประชุมใหญ่ ซึ่งทางญี่ปุ่นก็ตอบรับ ไทยรอว่าจะลงมาได้เมื่อใด

ย้ำนโยบายสมดุลจีน-สหรัฐแค่สังเกตการณ์

พล.อ.ณัฐพลกล่าวต่อว่า ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปหรือ GBC จะพูดคุยกับเขมรเรื่องเก็บกู้ทุ่นระเบิดอีก ด้วยสภาพแวดล้อมสังคมข้อมูลข่าวสาร น่าจะกดดันเขมรได้พอสมควร ยืนยันแนวทางทำงานของ GBC และศบ.ทก. จะเน้นเรื่องทวิภาคี แต่ถ้าเป็นพหุภาคี ขอให้อยู่ในกรอบอาเซียน เราต้องทำให้เวทีโลกเห็นว่าอาเซียนเราดูแลกันเองได้ ส่วนที่จีน ที่เป็นประเทศผู้สังเกตการณ์อาสาเข้ามาช่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น ตนอยากให้แก้ปัญหากันเองในกรอบอาเซียนก่อน

“หลักของเราคือ เมื่อผมรับผิดชอบ GBC และศบ.ทก. ไม่ว่าประเทศใหญ่อย่างไรก็ตาม ก็ถือหลักการเดิมว่า ขอแก้ปัญหาด้วยกลไกทวิภาคีเป็นหลัก ส่วนพหุภาคีขอให้อยู่ในอาเซียน ประเทศอื่นขอให้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อย่างเดียว ฝ่ายความมั่นคงยึดถือนโยบายความสมดุลมาตลอด สมมุติถ้าจีนเข้ามา ต่อไปสหรัฐก็จะขอเข้ามา หรือประเทศอื่นก็จะขอเข้ามาอีก ตรงนี้คือกรอบที่เราใช้อยู่” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

ลั่นใช้ความจริงสู้เฟคนิวส์เขมร

ส่วนที่กัมพูชาออกมาระบุภาพและคลิปที่ได้จากโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชานั้น เป็นการสร้างหลักฐานเท็จของฝ่ายไทยเองนั้น พล.อ.ณัฐพลยืนยัน ตราบใดที่ยึดมั่นความจริง เครดิตเป็นสิ่งที่สังคมเชื่อถือ หลักฐานที่มีชาวโลกจะเชื่อถือใคร เราหรือเขมร ตนถึงบอกว่าเราต้องไม่ไปสู้กับเฟคนิวส์ เพราะเราจะเสียเครดิตไปด้วย ตราบใดที่เรายึดหลักความจริง อาจช้าไปบ้าง ก็ต้องขออภัย แต่เพราะเราต้องตรวจสอบ เราไม่สามารถสวนได้ทันที แต่ถ้าเป็นเฟคนิวส์ เราสวนได้หมด ที่สำคัญตนเป็น ผอ.ศบ.ทก. เป็นประธาน GBC และเป็น รมช.กลาโหม จะพูดอย่างนั้นไม่ได้ ต้องตรวจสอบก่อน การใช้ความจริงสู้กับเฟคนิวส์นั่นคือเครดิตระดับประเทศ ดังนั้น หลักของศบ.ทก.คือ ยึดความจริงไปสู้กับเฟคนิวส์

ส่งหลักฐานให้ปท.ให้ทุนกู้ระเบิดเขมร

พล.อ.ณัฐพลย้ำด้วยว่า จะส่งหลักฐานใหม่ที่พบนี้ ให้กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อส่งให้ประเทศที่ให้เงินทุนสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดกับเขมร ซึ่งเรามีชื่อประเทศที่ให้การสนับสนุนทั้งหมดแล้ว ดังนั้นแต่ละประเทศ จะตัดสินอย่างไรก็ต้องรอฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน ตนมั่นใจว่าข้อมูลของเราน่าเชื่อถือ เมื่อเป็นความจริง ถึงอย่างไรก็บิดเบือนไม่ได้อยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่า RMAC มีกัมพูชาเป็นประธาน เขาจะให้ความร่วมมือหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่ากัมพูชา เป็นประธานแต่อีก 9 ประเทศสมาชิก คงไม่ถูกครอบงำได้ทั้งหมด พร้อมย้ำคำเดิมว่า เราต้องค่อยๆ เพราะการสู้ด้วยความจริงทางกฎหมาย สู้ด้วยความถูกต้อง มันก็ยาก แต่มันยั่งยืน ศบ.ทก.ชี้หลักฐานชัดเขมรแอบฝั่งทุ่นระเบิด

วันเดียวกัน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลประชุมศบ.ทก. ว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนทั่วไปอยู่ในสภาวะปกติ ส่วนการพบโทรศัพท์มือถือของทหารเขมรที่มีหลักฐานสำคัญ ยืนยันว่าทหารกัมพูชาลักลอบใช้ทุ่นระเบิดสังหารชนิด PMN-2 ที่ภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ มีการระบุวันเวลาและสถานที่และโลเคชั่นชัดเจน นับว่าเป็นพยานหลักฐานที่ยืนยันการละเมิดข้อตกลงการใช้ทุนระเบิดขัดต่อสัญญาระหว่างประเทศร้ายแรง ซึ่งกองทัพส่งให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นำไปเป็นหลักฐานประกอบ เพื่อยืนยันการละเมิดข้อตกลงของทางกัมพูชาที่จะนำเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการของอนุสัญญาออตตาวาวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามข้อตกลงคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ที่ไทยและกัมพูชาลงนามไว้

พา8ปท.สังเกตการณ์ดูวิถียิงBM-21ถล่มไทย

พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวต่อว่า ระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (ไอโอที) ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ได้ฟังการชี้แจงแนวทางการยิงของเขมร โดยอาวุธจรวดบีเอ็ม 21 เข้ามาในฝั่งไทยทำให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงลงพื้นที่ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดและตรวจพบทุ่นระเบิด และได้ให้เห็นการปฏิบัติงานของฝ่ายไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่มีการตรวจพบดังกล่าวด้วย รวมทั้งยังเห็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยช่วยเหลือในการส่งศพของทหารเขมรที่ยังตกค้างในพื้นที่เดิม ซึ่งกัมพูชาปฏิเสธรับศพกลับ และวันนี้ผู้สังเกตการณ์จะไปดูการควบคุมเชลยศึก 18 คน ตามอนุสัญญาเจนีวา

ฉะเขมรใช้ความช่วยเหลือทำร้ายไทย

โฆษก ศบ.ทก.ยังแถลงถึงประเด็นพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้วที่มีชาวเขมรมาประท้วงการล้อมรั่วลวดหนามของไทยว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของไทย แต่เราใช้เป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวให้คนเขมรที่หนีภัยสู้รบจากสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชาได้พักอาศัย เมื่อเหตุการณ์จบผู้อพยพส่วนใหญ่เดินทางกลับ แต่ยังมีบางส่วนอยู่ในพื้นที่และขยายเป็นชุมชนรุกล้ำแผ่นดินประเทศไทย ซึ่งเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจปี 2543 อย่างชัดเจน ไทยประท้วงหลายครั้ง ใช้เวลากว่า 10 ปีแก้ปัญหา แต่เขมรใช้ประชาชนของตัวเองเป็นกำแพงมนุษย์รุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฏหมาย ยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดบริเวณชายแดน ประเด็นนี้โดนบิดเบือน นำความช่วยเหลือของไทยไปบุกรุกพื้นที่อธิปไตยของไทย และทำให้คนไทยที่เคยทำมาหากินในพื้นที่ต้องออกจากพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของเขมรและเจตนาร้ายรุกล้ำอธิปไตยของไทยชัดเจน ยืนยันการติดตั้งแนวเครื่องกีดขวางเป็นสิทธิปกป้องและคุ้มครองความปลอดภัยให้คนไทย ป้องกันการรุกรานลักลอบวางทุ่นระเบิดจากเขมร

ทูตออตตาวา-สื่อใหญ่เห็นทุ่นระเบิดชัด

นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงเพิ่มเติมถึงกรณีกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) พาคณะทูตลงพื้นที่เป็นครั้งที่ 2 หลังลงพื้นที่ไปแล้วเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ซึ่งครั้งนี้ไปดูเรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยเฉพาะ มีรมว.ต่างประเทศ นำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน คณะทูตผู้แทนจากรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมทั้งสื่อไทยและต่างประเทศที่ร่วมคณะลงพื้นที่ด้วย

คณะทูต องค์การต่างๆ และสื่อมวลชนรับฟังข้อมูล เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์จากทุ่นระเบิดและอาวุธอื่นๆ ที่ฝ่ายไทยเก็บกู้ได้ เป็นการลอบวางใหม่โดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งสื่อต่างประเทศให้ความสนใจเป็นพิเศษเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ได้สัมผัสทุ่นระเบิดเอง และสอบถามเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และมีคำถามมากมาย กต.ยินดีชี้แจง เพื่อให้เขานำไปเผยแพร่สู่โลกภายนอก

ชงคลิปเข้าเวทีออตตาวา 22สค.

“การลงพื้นที่ของคณะผู้แทนจากต่างประเทศครั้งนี้ สะท้อนว่าเขมรต่างหากที่พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง กำลังเล่นละครฉากใหญ่ อ้างเป็นผู้ถูกกระทำอย่างไร้หลักฐานมาตลอด จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาคมระหว่างประเทศจะพิจารณาทบทวนความช่วยเหลือที่ให้เขมรเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และร่วมกดดันให้กัมพูชาปฏิบัติตามพันธะกรณี ในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา รวมทั้งข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับเขมร”นางมาระตี กล่าว

ส่วนกรณีคลิปวิดีโอทหารเขมรกำลังวางทุ่นระเบิดในไทยนั้น นางมาระตีกล่าวว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจคลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นเหตุการณ์จริง และจะนำไปเป็นหลักฐานที่ไทยฟ้องเขมรได้อย่างดีตามกรอบของอนุสัญญาออตตาวา ที่กต.กำลังเดินเรื่องอยู่ และวันที่ 22 สิงหาคม จะมีการประชุมของคณะกรรมการของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ที่ดูแลการปฏิบัติตามอนุสัญญาเป็นการเฉพาะ ไทยจะนำเสนอข้อเท็จจริง ข้อมูล หลักฐานทั้งหมดที่ไทยเก็บมาเป็นข้อมูลชี้แจงที่มีน้ำหนัก

ยังไม่ได้เช็คธุรกิจ2พ่อลูกตระกูลฮุนในไทย

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีไทยจะฟ้องทางแพ่งและอาญากับนายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จะกระทบการทูตของสองประเทศในการสร้างสันติภาพหรือไม่ว่า ในขอบเขตประเทศเราฟ้องตามที่เป็นข่าว ส่วนเรื่องการต่างประเทศ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับการฟ้อง จึงให้ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงกลาโหมไปหารือกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายฮุน เซน และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาทำธุรกิจส่วนตัวอะไรในประเทศไทยหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ทราบเลย เดี๋ยวต้องไปเช็คดู ต้องไปเช็คหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปัดตอบให้DSIยึดทรัพย์ต้องว่าตามกม.

ถามต่อว่า ต้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบหรืออายัดทรัพย์สินหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่รู้ว่าเขามีปัญหาอะไร ดีเอสไอจะไปอายัดได้อย่างไร ต้องว่าไปตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายมีอยู่แล้ว ทุกส่วนว่าไปตามระบบ หากเห็นว่ามีส่วนสร้างความเสียหายให้บ้านเรือนและชีวิตของราษฎร ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กฎหมายในประเทศทำได้ก็ทำ กฎหมายระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องกฎหมายล้วนๆ มีเรื่องอะไรหลายอย่างที่ละเอียดอ่อน ก็ว่าไปตามนั้น ทำได้ก็ฟ้องหมด

รอตร.สอบก่อนส่งเรื่องให้อินเตอร์โพล

ถามว่า การจะฟ้องอาญาศาลไทยได้ต้องนำตัวนายฮุน เซน และนายฮุน มาเนตมาฟ้องศาลไทยเหมือนที่ตำรวจเตรียมประสานตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) เพื่อออกหมายแดงนำตัวก๊ก อาน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติชาวกัมพูชามาดำเนินคดี นายภูมิธรรมกล่าวว่า ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย มีช่องทางอยู่แล้ว ก็ฟ้องได้ตามขอบเขตกฎหมาย

เมื่อถามย้ำว่า จะส่งเรื่องให้อินเตอร์โพล จับนานฮุน เซน และนายฮุน มาเนต หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียด ขอให้ตำรวจสอบสวนก่อน ถ้าทำอะไรได้ก็จะทำตามที่ตกลงไว้

ปะทะชายแดนเดือดร้อน7จว.-7.7แสนคน

น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงความคืบหน้าการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ในส่วนเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เร่งจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบทุกคน ขณะที่กระทรวงมหาดไทยอนุมัติเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมแล้วกว่า 145,000,000 บาท สิ่งที่กำลังดำเนินการได้แก่ 1.ดำเนินคดีตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อผู้ทำความผิด 2.เก็บกู้วัตถุระเบิดและตรวจสอบการใช้โดรนผิดปกติ รวมถึงจัดพื้นที่ปลอดภัยรองรับการเคลื่อนย้ายประชาชน เมื่อมั่นใจว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงลงพื้นที่ตรวจสอบและเก็บกู้วัตถุระเบิดอย่างเร่งด่วน ส่วนรายงานสถานการณ์ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม มีประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว 7 จังหวัด 45 อำเภอ 336 ตำบล 4,081 หมู่บ้านรวม 262,551 ครัวเรือน หรือกระทบประชาชน ประมาณ 779,000 คน บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 705 หลัง ด้านงบประมาณช่วยเหลือฉุกเฉิน รัฐบาลอนุมัติการใช้จ่ายเงินทดรองราชการไว้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว 201 ล้านบาท โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสุรินทร์ ส่วนการเยียวยาผู้ประสบภัยดำเนินการแล้วรวม 17,675,559 บาท

บี้กต.เร่งทำงานเชิงรุกช้าจะเสียเชิง

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทหารไทยพบโทรศัพท์ของเขมรที่อัดคลิปการใช้ทุ่นระเบิดและลอบวางระเบิดในเขตไทยว่า ตอนนี้ไทยมีแต้มต่อเยอะมาก แต่อยู่ที่ว่าจะใช้หรือไม่ เรื่องละเมิดอนุสัญญาออตตาวาต่อให้ไม่มีภาพเราก็มีหลักฐานเพียงพออยู่แล้ว ในการขยายผลการละเมิดอนุสัญญาฯ แต่เท่าที่ตนดูนานาชาติยังไม่ได้ประณามกัมพูชาอย่างเป็นระบบ ยังอยู่ในขั้นนำเสนอข้อมูลให้นานาชาติ ซึ่งที่จริงเราก็นำเสนอไปพอสมควรแล้ว กระทรวงการต่างประเทศต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่ประณามหรือตำหนิเขมรที่ละเมิดอนุสัญญาฯเรื่องนี้ ดังนั้น การมีภาพเพิ่มขึ้นมีหลักฐานชัดเจน ถือเป็นข้อมูลหนึ่ง ที่เป็นประโยชน์ต่อฝั่งเราแน่นอน และไทยต้องเร่งชี้แจงตอบโต้ที่เขมรสู้กลับว่าไทยจัดฉาก ต้องทำงานเชิงรุก กระทรวงการต่างประเทศต้องรอให้คนออกมาตำหนิครั้งหนึ่งถึงขยับทีหนึ่ง หากเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆเราจะเสียเชิง

แนะดึงเขมรเข้าไอซีซีแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้นเราต้องพาเขมรไปศาลอาญาระหว่างประเทศ เขมรเป็นหนึ่งในภาคี เราเอาผิดได้ เรื่องนี้มีหลายมิติทั้งคอลเซ็นเตอร์ การโจมตีเป้าหมายพลเรือน ตนคิดว่าจุดนี้จะทำให้ไทยได้เปรียบ แก้ปัญหาหลายเรื่องไปพร้อมกันได้ ถ้าทำสำเร็จจะสร้างสันติภาพระยะยาวตามแนวชายแดน ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากรัฐบาลพนมเปญและรัฐบาลไทย เราไม่ควรทำให้ขยายวง ดังนั้น การใช้กลไกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เป็นเรื่องสำคัญมาก เท่าที่ตนปรึกษานักกฎหมายระหว่างประเทศ ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถฟ้องร้องได้ โดยมีรัฐบาลอำนวยความสะดวก

ฉะหน่วยงานไทยช้า-จี้เร่งยึดทรัพย์

นายรังสิมันต์ยังกล่าวถึงมติสมช.ให้ฟ้องเขมรศาลไทยว่า ขั้นตอนในประเทศเป็นเพียงการส่งสัญญาณ แต่ถ้าไม่ดำเนินการจริงจัง มันก็เท่านั้น ทุกคนในฝ่ายความมั่นคงทราบว่ากัมพูชาใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงิน มีทรัพย์สินจำนวนมากอยู่ในไทย หากไม่ยึดทรัพย์อย่างแท้จริงก็เปล่าประโยชน์ ตนจึงคิดว่าถ้าจะดำเนินการในประเทศก็ทำ แต่ต้องยึดทรัพย์จริงๆ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องเข้าแล้ว วันนี้ปปง.ยังเงียบ จนไม่รู้ทำอะไรอยู่ ยึดไว้ก่อนได้ เรายังเห็นความล่าช้าของหน่วยงานรัฐหลายภาคส่วน เลยสงสัยว่าเขาจะมีคลิปเสียง วันนี้เราต้องเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

ข้องใจไม่ฟ้องICCมีผลประโยชน์หรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า การที่รัฐบาลไม่ฟ้องศาล ICC เพราะมีผลประโยชน์กับนักการเมืองไทยหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนก็เป็นห่วงว่าที่ไทยยั้งมือ เพราะเรามีผลประโยชน์กับเขมรเยอะหรือไม่ ถ้าเยอะก็เป็นไปได้ว่าเขาเอาเรื่องนี้มาต่อรอง ซึ่งรัฐบาลต้องออกมาตอบคำถามเพื่อสร้างความมั่นใจว่าตัวเองไม่มีผลประโยชน์เรื่องนี้

“เรียนตามตรงว่าผลประโยชน์ของทั้งสองตระกูลคงมีมานาน แต่วันนี้ต้องยึดผลประโยชน์ของชาติ รัฐบาลควรยึดผลประโยชน์ชาติให้มากที่สุด และใช้โอกาสนี้สร้างสันติภาพระยะยาว”นายรังสิมันต์ กล่าว

มทภ.2อัปเดตIOT8ปท.ลงพื้นที่สุรินทร์

ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 20 สิงหาคม จนถึงเวลา 14.00 น. ตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา ในบางพื้นที่พบการยั่วยุ และเจตนาก่อกวนด้วยการพูดคุยเสียงดัง หรือร้องตะโกนกล่าวหาว่าฝ่ายไทยพยายาม
รุกล้ำเข้าพื้นที่ “หากเข้ามาระวังเหยียบกับระเบิด” ตรวจพบโดรน 5 ลำ พบรถบรรทุกและรถยนต์หลายคันวิ่งเข้ามาในบางพื้นที่ ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์

วันนี้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) จาก 8 ประเทศ ลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา โดยเฉพาะการโจมตีพลเรือนและสถานที่ที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร และไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีด้วยจรวด BM-21 ถึง 3 ลูก ตั้งแต่เหตุปะทะ แรงระเบิดทำให้อาคารหลายส่วนเสียหายเกือบทั้งหมด รวมถึงแฟลตที่พักแพทย์ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดหลักการสู้รบ ตามกฎหมายมนุษยธรรมสากลที่ห้ามโจมตีเป้าหมายพลเรือน

เปิดคำพูดทูตทหาร‘หลายสิ่งไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น’

โดยก่อนหน้านี้ คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวเข้าตรวจสอบสถานที่ควบคุมเชลยศึก เพื่อยืนยันว่าฝ่ายไทยปฏิบัติต่อเชลยศึกเป็นไปตามหลักสากล และอนุสัญญาเจนีวา ทั้งด้านอาหาร การรักษาพยาบาล และการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังไปตรวจสอบพื้นที่จุ๊บตะโมก จุดที่ทหารพรานไทยเหยียบกับระเบิด หลังการเจรจาหยุดยิง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญชี้ให้เห็นว่าเขมรยังละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง

ทูตทหารที่ร่วมคณะกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพื่อตัดสินว่าใครถูกหรือผิด แต่ยอมรับว่าเมื่อได้เห็นสถานการณ์จริงในพื้นที่แล้ว พบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ “ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น”

คลิปเขมรวางทุ่นระเบิดหลักฐานชั้นดี

นอกจากนี้ ยังตรวจพบโทรศัพท์มือถือของฝ่ายกัมพูชา ตกอยู่ในพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณภูมะเขือ เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายไทยจึงได้ชาร์จแบตเตอรี่ และเปิดโทรศัพท์เครื่องดังกล่าว พบคลิปการสอนวางทุ่นระเบิด ชนิด PMN-2ของทหารกัมพูชา และภาพการวางทุ่นระเบิดอีกจำนวนมาก เป็นหลักฐานยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชามีการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ของฝั่งไทยจริง แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาจงใจละเมิดข้อตกลงการประชุม GBC ไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย และละเมิดสนธิสัญญา Ottawa อย่างชัดเจน

DSIลุยเขากระโดง ใช้หลักฐาน‘รฟท.’ ยืนยันแนวเขตที่ดิน จ่อยกเป็นคดีพิเศษ

DSIลุยเขากระโดง ใช้หลักฐาน‘รฟท.’ ยืนยันแนวเขตที่ดิน จ่อยกเป็นคดีพิเศษ

DSIลุยเขากระโดง ใช้หลักฐาน‘รฟท.’ ยืนยันแนวเขตที่ดิน จ่อยกเป็นคดีพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

DSIลุยเขากระโดง ใช้หลักฐาน‘รฟท.’ ยืนยันแนวเขตที่ดิน จ่อยกเป็นคดีพิเศษ

“ดีเอสไอ”ลุยสืบสวนคลี่คลายคดีพิพาทที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่กว่า 5,000ไร่ โดยพิจารณาเป็นคดีฟอกเงินและเตรียมยกระดับเป็นคดีพิเศษ ใช้หลักฐานสำคัญรฟท.แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาปี2464 ยืนยันแนวเขตที่ดิน ลงพื้นที่บุรีรัมย์เพื่อสอบข้อเท็จจริง เทียบแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมและรวบรวมหลักฐานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้านรฟท.ซัดกลางวงกมธ.การปกครอง‘อธิบดีกรมที่ดิน’ชิงใช้อำนาจไม่เพิกถอนที่ดินเขากระโดง ชี้ไม่รอผลสำรวจแบบแปลง ร.ว.9 ลั่นแผนที่ทางรถไฟฯเกิดก่อนกม.เวนคืน

ความคืบหน้ากรณีคดีที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ตกเป็นประเด็นพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินกว่า 5,000ไร่ ล่าสุด มีการเคลื่อนไหวจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เร่งเดินหน้าสืบสวนข้อเท็จจริง หลังจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิการครอบครองที่ดินจำนวน 5,083 ไร่และมอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ดำเนินการรื้อถอนตามขั้นตอนทางกฎหมาย

โดยพื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมแปลงที่ดินจำนวนมากโดยมีอย่างน้อย 12 แปลงรวมเนื้อที่ประมาณ 288ไร่ที่ปรากฏชื่อเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจของตระกูลชิดชอบซึ่งมีบุคคลในครอบครัวถือหุ้นอยู่ในบริษัทที่ครอบครองที่ดิน สถานการณ์นี้ทำให้พรรคภูมิใจไทยส่งตัวแทนฝ่ายกฎหมายออกมาแถลงคัดค้านคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย โดยมีชาวบ้านที่อ้างสิทธิถือครองด้วยเอกสารสิทธิ์หลายรายเข้าร่วม ยืนยันว่าจะไม่ยินยอมออกจากพื้นที่ เพราะเชื่อว่าที่ดินได้มาโดยสุจริต

ด้าน ดีเอสไอซึ่งมีนายภูมิธรรมในฐานะรองนายกฯนั่งเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.)ได้นำประเด็นการครอบครองที่ดินเขากระโดงเข้าพิจารณาในฐานะคดีฟอกเงิน และอยู่ระหว่างพิจารณายกระดับเป็นคดีพิเศษโดยพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ รฟท.ส่งมอบ ซึ่งระบุว่ามีการครอบครองที่ดินมากถึง 995 แปลง รวมทั้งสิ้น 5,083ไร่ ขณะเดียวกันยังมีหน่วยงานของรัฐอีก 12 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พิพาทนี้ด้วย

คณะพนักงานสืบสวนของดีเอสไอในเรื่องสืบสวนที่ 97/2568ได้ประชุมเมื่อ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดีโดยเริ่มจากการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง การรวบรวมพยานหลักฐาน และการประสานขอเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมที่ดินรฟท.และจังหวัดบุรีรัมย์

ต่อมา เมื่อวันที่ 17สิงหาคม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้มอบหมายให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบสืบสวนคดีนี้เป็นการเฉพาะ โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รฟท.ได้แจ้งครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวต่ออำเภอเมืองบุรีรัมย์ไว้ตั้งแต่ 27 พฤษภาคม 2498 ด้วย ส.ค.1 เลขที่ 1180 รวมพื้นที่ประมาณ 5,083 ไร่

ข้อมูลที่สำคัญ คือ ที่ดินนี้อยู่ภายใต้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟ พ.ศ. 2464ซึ่งถือเป็นการหวงห้ามโดยรัฐและแม้ว่าภายหลังจะมีประชาชนบางรายเข้าไปแจ้ง ส.ค.1ในพื้นที่เดียวกัน แต่ตามกฎหมายแล้ว การแจ้ง ส.ค.1ไม่ได้เป็นการสร้างสิทธิใหม่ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีสิทธิในที่ดินมาก่อน พ.ร.ฎ. 2464 ก็จะไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้

ทั้งนี้รฟท.เคยนำส.ค.1ไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินในปี 2530ได้รับการรังวัดออกโฉนดเพียง 13แปลง รวม 477ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือยังอยู่ระหว่างรอการพิจารณา เนื่องจากมีปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งนี้สำนักงานที่ดินจังหวัดได้มีการแนบหมายเหตุเตือนในสารบบที่ดินว่า เอกสารสิทธิดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตที่ดินของ รฟท. และอาจถูกเพิกถอนหากไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ

นอกจากนี้ ยังมีนิติบุคคลรายหนึ่งครอบครองที่ดินในเขตนี้มากกว่า 400ไร่ ซึ่งหากพบว่ามีการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิไม่ชอบ อาจเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินโดยเฉพาะหากเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม หากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องก็จะถูกดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

รายงานข่าวจากดีเอสไอ เผยเพิ่มเติมว่าขณะนี้ได้รับแผนที่หลักฐานจาก รฟท.ครบถ้วนแล้ว รวมถึงแผนที่เก่าจากปี 2465ซึ่งเป็นแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาโดยจะนำไปเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมที่กรมฯ จัดทำขึ้นใหม่ในอัตราส่วนเดียวกัน เพื่อให้เห็นภาพพื้นที่จริงที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมระบุแนวเขตที่ดินของ รฟท.อย่างชัดเจน

ดีเอสไอลงพื้นที่ตรวจสอบในจ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 19–22 สิงหาคมนี้โดยจะเข้าพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยงานราชการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลและยืนยันข้อเท็จจริง

วันเดียวกัน เวลา 09.30น.ที่รัฐสภา ได้มีการคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ. เป็นประธานการประชุมซึ่งมีวาระพิจารณาแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินเขากระโดง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นประเด็นพิพาทระหว่างกรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)โดยได้เชิญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, อธิบดีกรมที่ดิน, อธิบดีกรมธนารักษ์ และผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ทั้งหมดได้มอบหมายผู้แทนชี้แจงแทน

โดยนายเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ รองอธิบดีกรมที่ดินกล่าวว่าการได้มาของที่ดินการรถไฟ ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดวางทางรถไฟ พ.ศ.2464 และจะมีพระราชกฤษฎีกา กำกับ 2ฉบับ ได้แก่ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางคร่าว ๆ และให้สำรวจให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี และเมื่อได้แนวเขตที่ชัดเจนแล้ว และมีพระราชกฤษฎีกาจัดซื้อที่ดินฯพ.ศ. 2464 ซึ่งทั้ง 2 ฉบับจะต้องมีแผนที่แนบที่ท้ายในราชกิจจานุเบกษา แต่จากการตรวจสอบกลับไม่ปรากฏแผนที่แนบท้าย จึงไม่ทราบว่าบริเวณที่ที่เป็นปัญหา อยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกาจัดซื้อหรือไม่

ด้าน นายเศรษฐสีห์ เหล็งบุญ ผู้ว่าคดีการรถไฟ(ทนายความ) ชี้แจงว่าการออกพระราชกิจจานุเบกษา จะออกเฉพาะข้อความในตัวกฎหมาย แต่ตัวแผนที่จะยังไม่มีการแนบมา เป็นเหตุทำให้อธิบดีกรมที่ดินสงสัยว่าแผนที่ที่การรถไฟฯใช้อ้างต่อศาลมาโดยตลอด และศาลเชื่อเป็นเอกสารแนบท้ายกฎหมายใช่หรือไม่ แต่อธิบดีกรมที่ดินมองว่าไม่ได้อยู่ในส่วนหนึ่งของราชกิจจานุเบกษา จึงทำให้ไม่สนิทใจในการรับฟัง ถือเป็นเรื่องของมุมมอง และต้องมองในบริบทว่าในอดีตเทคโนโลยี ยังไม่ดีเท่าปัจจุบัน

ขณะที่ผู้แทนการรถไฟ ชี้แจงเพิ่มว่า เราดำเนินการสำรวจเพื่อทำแผนที่แสดงเขตว่ามีระยะเท่าไหร่ ยาวเท่าไหร่ ถึง กม.ไหน โดยให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชกฤษฎีกา ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ดังนั้นรูปแบบจึงต่างกันจากที่เราเข้าใจในการระบุว่าแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา อันนั้นเราคุยกันหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่เรามีพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดิน ซึ่งกำหนดรูปแบบการเวนคืน ที่ต้องมีพระราชกฤษฎีกา มีแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา ซึ่งเกิดขึ้นในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ผู้ว่าคดีการรถไฟ ยังระบุว่า การประกาศจะสร้างทางรถไฟ ได้มีทีมที่ไปสำรวจเส้นทาง เพื่อจัดทำแผนที่ที่จะทำทางว่า มีระยะกว้างยาวเท่าใด ซึ่งแผนที่ต้องทำเสร็จก่อนที่จะออกกฎหมายอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับการปลูกบ้าน หากไม่มีแบบบ้าน ก็จะไม่ออกมาเป็นไปตามที่ต้องการแน่นอน ดังนั้น แผนที่จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย แม้จะไม่มีปรากฏตามในราชกิจจานุเบกษา จึงมีหลักฐานยืนยัน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ แผนที่ลอยมา และย้ำว่าแผนที่เกิดก่อนกฎหมายด้วยซ้ำ

จากนั้นที่ประชุมได้สอบถามถึงประเด็นหลังจากที่ศาลยุติธรรม มีคำพิพากษาให้ที่ดินเป็นของการรถไฟแล้วนั้น ผู้แทนการรถไฟฯชี้แจงว่ากรมที่ดินได้อ้างว่าไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งในคดีที่คำพิพากษาศาลฎีกา ระบุให้ที่ดินเป็นของการรถไฟนั้น การรถไฟฯไม่ได้มีเอกสารแผนที่แนบท้ายให้กรมที่ดินในการออกกฎหมาย แต่การรถไฟให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ แต่กรมที่ดินไม่ใช่คู่ความ จึงให้การรถไฟฯไปใช้สิทธิ์ผ่านศาล แต่ศาลปกครองกลางได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว จึงมีผลผูกพันหน่วยงานรัฐ ฉะนั้นเมื่อศาลตัดสินเป็นที่ดินการรถไฟแล้วจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมาย เพื่อตรวจสอบแนวเขตการรถไฟ

ด้านรองอธิบดีกรมที่ดินระบุว่า หลังศาลปกครองกลาง มีคำสั่งให้กรมที่ดิน มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อให้ร่วมกับการรถไฟฯ ตรวจสอบแนวที่ดินบริเวณเขากระโดง เพื่อหาแนวเขตที่ดินที่เป็นของการรถไฟฯตามคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งผลการดำเนินการดังกล่าว อธิบดีกรมที่ดิน มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางแล้ว เพื่อสำรวจแนวที่ดินของ รฟท.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ รฟท.

ขณะที่ผู้แทนรฟท.ชี้แจงว่า ระหว่างที่เราจัดทำแบบ ร.ว.9 (รูปแผนที่กระดาษบางที่จำลองรูปแปลงที่ดิน) และจัดทำข้อโต้แย้งกับที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ทางอธิบดีกรมที่ดินมีหนังสือ ขอให้การรถไฟส่งเอกสารหลักฐานถึง 3 ครั้ง ทางการรถไฟก็ส่งเอกสารตอบให้ทั้ง 3 ครั้งซึ่งเป็นแผนที่แสดงแนวเขตที่ดินที่เราใช้ในศาล และมีเอกสารโต้ตอบกันอยู่โดยระหว่างที่จัดทำแบบ ร.ว.9ร่วมกันอยู่ อธิบดีกรมที่ดินชิงมีมติก่อนว่าไม่เพิกถอนเนื่องจากไม่มีเอกสารหลักฐานว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของการรถไฟ

หลังจากนั้นมีหนังสือแจ้งมาที่การรถไฟฯและการรถไฟฯมีการอุทธรณ์คำสั่ง ท้ายที่สุดมีการวินิจฉัยว่าการอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้นจึงเป็นเหตุให้การรถไฟฯนำคดีนี้ไปฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่ศาลปกครอง เนื่องจากอธิบดีกรมที่ดินชิงใช้อำนาจก่อนที่แบบ ร.ว.9จะเสร็จโดยอธิบดีกรมที่ดินมีมติเพิกถอนก่อน ถ้ารออีกไม่กี่วันท่านสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ว่า แนวเขตอยู่ในจุดใด

ลุ้น‘อิ๊งค์’ขึ้นศาลรธน.21สิงหาคม สู้คดีคลิปเสียง นัดไต่สวนพยาน2ปาก

ลุ้น‘อิ๊งค์’ขึ้นศาลรธน.21สิงหาคม สู้คดีคลิปเสียง นัดไต่สวนพยาน2ปาก

ลุ้น‘อิ๊งค์’ขึ้นศาลรธน.21สิงหาคม สู้คดีคลิปเสียง นัดไต่สวนพยาน2ปาก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ลุ้น‘อิ๊งค์’ขึ้นศาลรธน.21สิงหาคม สู้คดีคลิปเสียง นัดไต่สวนพยาน2ปาก พร้อมเลขาธิการสมช. เจ้าตัวยังเก็บตัวเงียบ

ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญ นัดไต่สวนคดีคลิปเสียง“แพทองธาร” สนทนา “ฮุนเซน” เจ้าตัวยังเก็บตัวเงียบไม่มีภารกิจตลอดสัปดาห์ เผย21สิงหาคมตรงวันเกิด จะไปแจงศาลรธน.เอง พร้อมทีมทนาย

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเคลื่อนไหวของ นายสมชาย แสวงการ, นิติธร ล้ำเหลือ และ คมสัน โพธิ์คง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ถ่ายทอดสดการไต่สวนคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงระหว่าง น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกฯและ รมว.วัฒนธรรม และสมเด็จ ฮุนเซน ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 โดยต้องการให้การไต่สวนเป็นไปอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยให้เหตุผลอ้างว่า คดีนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งความเสียหายต่อชีวิตทหารและประชาชน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังขออนุญาตศาลเพื่อเข้าร่วมฟังการไต่สวนและฟังคำวินิจฉัย เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการดำเนินคดีที่ได้แจ้งความกับ น.ส.แพทองธาร ไว้ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รวมถึงจะติดตามความคืบหน้าของคดีที่แจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)

นัดไต่สวน2ปากไม่มาถือว่าไม่ติดใจ

จากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ในคดีร้องขอให้วินิจฉัยถอดถอน น.ส.แพทองธาร จากกรณีคลิปเสียงกับสมเด็จฮุนเซน โดยระบุว่า “ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่าเพื่อประโยชน์ในการพิจารณา จึงกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคล 2 ปาก คือ ผู้ถูกร้องและเลขาธิการสมช.ในวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. หากพยานที่ศาลเรียกไม่มาตามนัด ถือว่าไม่ติดใจเป็นพยาน

ทั้งนี้ คดีสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยเปิดให้มีการถ่ายทอดสดการไต่สวนคือ คดีถือครองหุ้นของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส่วนคดีอื่นๆ จะถ่ายทอดสดเฉพาะขั้นตอนการแถลงผลคำวินิจฉัยเท่านั้น ดังนั้นต้องจับตาว่าการประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ถ่ายทอดสดการไต่สวนคดียื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีหรือไม่

‘อิ๊งค์’เก็บตัวเงียบ-ลุ้นแจงศาลรธน.

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ก่อนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลในวันที่ 21 ส.ค.นี้ โดยสัปดาห์นี้
น.ส.แพทองธาร เก็บตัวเงียบลาประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) 2 สัปดาห์และไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ภายหลังให้สัมภาษณ์สื่ออย่างเป็นทางการล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่กระทรวงวัฒนธรรมอโดยในวันเดียวกันนี้น.ส.แพทองธาร ได้ปฏิบัติภารกิจส่วนตัวในช่วงเช้า และมีรายงานว่าในช่วงบ่ายจะเดินทางเข้าทำงานที่กระทรวงวัฒนธรรม แต่สุดท้ายก็ยกเลิกภารกิจ ไม่เข้ากระทรวงวัฒนธรรม ขณะที่วันที่ 21 ส.ค. ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 39 ปีของน.ส.แพทองธารด้วย

อ้าง‘อิ๊งค์’ควงทีมทนายไปศาลเอง

มีรายงานข่าวว่า น.ส.แพทองธารอจะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองในเวลา 10.00 น. พร้อมทีมทนายความส่วนตัว เพื่อเข้าสู่กระบวนการสืบสวนและไต่สวนในคำร้องคลิปสนทนากับฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ตามที่ศาลฯ นัดไต่สวนพยานบุคคล พร้อมกับนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเป็นพยาน 2 ปาก ที่ศาลฯเปิดให้ไต่สวนและชี้แจงข้อเท็จจริงในห้องพิจารณาคดีต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่ศาลฯยังคงสงสัยอยู่

‘ภูมิธรรม’ไม่รู้ใครไปศาลกับนายกฯ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล กรณีคลิปเสียงพูดคุยระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชาในวันที่ 21 ส.ค.จะมีใครเดินทางไปกับนายกฯ บ้างว่า ยังไม่ทราบเลย ยังไม่ได้คุยกันเลย

เมื่อถามว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค.นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่พรรคเพื่อไทย
ซึ่งเป็นวันประชุม สส.ของพรรคนายภูมิธรรม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ตนทำงานอยู่ที่ทำเนียบฯ ทั้งวัน เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังมีความกังวล อะไรหรือไม่ในเรื่องการเมืองที่กำลังจะเริ่มร้อน
นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็ยังไม่รู้สึกว่าจะร้อน

‘เต้น’ยัน‘อิ๊งค์’ไปไต่สวนศาลรธน.

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในส่วนของประเด็นของน.ส.แพทองธาร ชินวัตรนั้น ตนขอให้กำลังใจกับนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองในการนัดไต่สวนวันที่ 21 ส.ค.นี้ และมีความเชื่อมั่นถึงเจตนาและวิธีการที่เกิดขึ้นในคลิปเสียงดังกล่าวที่ตั้งใจจะรักษาสันติภาพ ไม่ให้บานปลายแต่ทุกอย่างล้มลงเพราะมีการแอบอัดเสียงและปล่อยออกมาเพื่อทำลายเสถียรภาพทางการเมืองของไทย ตนจึงมองว่าคนที่จะขาดจริยธรรมอย่างร้ายแรงน่าจะเป็นผู้ที่ปล่อยคลิปเสียง และหาก น.ส.แพทองธารพ้นจากตำแหน่งด้วยเรื่องนี้ ฝ่ายที่จงใจปล่อยคลิปเสียงจะมองว่าเป็นความสำเร็จทางการเมืองหรือไม่ และถ้าศาลจะมีคำสั่งออกมาอย่างไรก็ต้องยอมรับดุลพินิจของศาล

จับตาศาลรธน.นัดไต่สวนคลิปเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันพรุ่งนี้(21 สิงหาคม) เวลา 10.30 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลกรณีที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของส.ว.จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรี ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

โดยศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดไต่สวนพยาน จำนวน 2 ปาก คือ นายกรัฐมนตรี และนายฉัตรชัย บางชวดเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ทั้งนี้ พยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียก ถ้าหากไม่มาตามกำหนดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงปิดคดียื่นเป็นหนังสือต่อศาลภายในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ หากไม่ยื่นภายในกำหนด ถือว่าไม่ติดใจยื่น โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือและลงมติวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 09.30 น. นัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 15.00 น.

ถ่ายทอดภาพเสียงวงจรปิดช่วงต้น-ช่วงท้าย

ทั้งนี้ การไต่สวนพยานบุคคลครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนเป็นรายบุคคล ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะมีการติดตั้งโทรทัศน์ผ่านวงจรปิดภายในบริเวณศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อถ่ายทอดภาพกับเสียงเฉพาะในช่วงแรกและช่วงท้ายของการพิจารณาเท่านั้น เมื่อเริ่มเข้าสู่กระบวนการไต่สวนพยานปากแรกจนถึงพยานปากสุดท้าย ช่วงนี้จะไม่มีการถ่ายทอดกระบวนการและขั้นตอนการไต่สวนผ่านโทรทัศน์วงจรปิด จะเป็นลักษณะการขึ้นภาพนิ่งศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่มีเสียง อย่างไรก็ตาม กระบวนนี้จะไม่มีการไลฟ์สตรีมลงช่องยูทูปของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบอาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคารเอ) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยตามปกติ มีการกั้นแผงรั้วเหล็ก เพื่อควบคุมบุคคลเข้า-ออกพื้นที่ แต่ไม่มีการออกประกาศเขตอำนาจศาล เพื่อควบคุมความปลอดภัยและจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ศาลในช่วงเวลาที่มีการพิจารณาคดีหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่สงบเรียบร้อยแต่อย่างใด

ลึกลับในสนามข่าว : 21 สิงหาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 21 สิงหาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 21 สิงหาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

nn…วันก่อน ระหว่างที่ “รมต.เบนซ์ -อรรถกร ศิริลัทธยากร”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่เทศบาลตำบลแม่จะเราอ.แม่ระมาด จ.ตาก เพื่อเปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว ควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง ภายใต้โครงการ “สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า” โดยภายในงานมีการจัดบูธให้ความรู้จากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ….หนึ่งในนั้นคือบูธของกรมปศุสัตว์ ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโทษและอันตรายจากการใช้“สารเร่งเนื้อแดง”ในสุกร ซึ่งรมว.เบนซ์ก็ได้แวะเข้าเยี่ยมชม และสอบถามรายละเอียดด้วยความสนใจ ก่อนจะกล่าวกับสื่อมวลชนว่า “หมูที่อยู่ในรูปนี้ที่มันมีกล้ามใหญ่ๆ แบบนี้เป็นเพราะมันถูกฝืนธรรมชาติ และสารที่ไปทำให้มันมีกล้าม ผมยืนยันว่า ไม่ได้อร่อยเท่ากับการเลี้ยงแบบธรรมชาติ และที่สำคัญคือ มันเป็นอันตรายกับผู้บริโภค“ ไม่พูดเปล่ารมว.อรรถกรยังได้แจกแผ่นพับความรู้เกี่ยวกับสารเร่งเนื้อแดงให้กับสื่อที่ลงพื้นที่ไปด้วยและกล่าวยืนยันจุดยืนเดิมของกระทรวงเกษตรฯและกรมปศุสัตว์ ในการปกป้องผู้บริโภคจากการใช้สารเร่งเนื้อแดง เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารของประชาชนคนไทย….แหมมม…สมเป็นรมว.เกษตรฯคนรุ่นใหม่ไฟแรงซะจริง แค่เห็นรูปหมูในโปสเตอร์เผยแพร่โทษของสารเร่งเนื้อแดงมีกล้ามใหญ่ ยังรู้เลยว่า มีสารกระตุ้นให้กล้ามโต ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างยิ่ง ที่สำคัญยังกินไม่อร่อยเท่าหมูเลี้ยงเรียกว่าพิสูจน์มาแล้วด้วยตัวเอง รมว.เบนซ์เลยขอคอนเฟิร์ม…nn

อรรถกร ศิริลัทธยากร

nn…เก็บตกวันออกสลากกินแบ่งรัฐบาลรอบ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา หลายคนก็หน้าบานยิ้มยังไม่หุบตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ตรงข้ามกับอีกหลายคนบอก รอแก้มือรอบหน้า ส่วนสส.หนุ่มอ่างทองหลายฉายา แล้วแต่บริบท แล้วแต่บทบาทหน้าที่ “สส.ลูกแบด – ภราดร ปริศนานันทกุล” สังกัดพรรคภูมิใจไทย กองสลากฯประกาศผลปั๊บ เจ้าตัวก็ยิ้มแก้มปริเหมือนกัน ยิ้มแต่เอามือปิดหน้าปิดตา ชี้มือชี้ไม้ไปที่ “ทะเบียนรถยนต์” คู่ใจ“565 อ่างทอง” พร้อมกับคำพูดสั้นๆว่า “เรียบร้อย” แว่บแรก แฟนคลับร้องโห กันลั่นเฟซฯ แต่พอไปดูแคปชั่น “รถผมให้โชค แต่เจ้าของลืมซื้อครับ”…จบข่าว!!!! ก่อนจะตามมาด้วยเสียงอุทานว่า “เสียดาย” ตรงเป๊ะ!!!! นี่ถ้าสส.หนุ่มอ่างทอง เขาซื้อเลขรถตัวเองติดไม้ติดมือติดกระเป๋าไว้บ้าง งวดนี้ก็รับค่ากะเตี๋ยว ใช้ได้เป็นเดือน แหมมมมม….กระจอกข่าวเห็นแล้ว ยังตบเข่าฉาดใหญ่ เสียดายแทน อิอิ…nn

ภราดร ปริศนานันทกุล

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การกระทำของกัมพูชา ไม่เพียงสะท้อนความไม่จริงใจ แต่ยังเป็นการฉวยโอกาสจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ไทยเคยมอบให้”

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ศาลนัดตัดสิน7ต.ค. คดีนปช.ชุมนุมไล่‘อภิสิทธิ์’ปี’52 ‘อดิศร’เจอออกหมายจับ ไม่มาศาลอ้างประชุมสภา

ศาลนัดตัดสิน7ต.ค. คดีนปช.ชุมนุมไล่‘อภิสิทธิ์’ปี’52 ‘อดิศร’เจอออกหมายจับ ไม่มาศาลอ้างประชุมสภา

ศาลนัดตัดสิน7ต.ค. คดีนปช.ชุมนุมไล่‘อภิสิทธิ์’ปี’52 ‘อดิศร’เจอออกหมายจับ ไม่มาศาลอ้างประชุมสภา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลนัดตัดสิน7ต.ค. คดีนปช.ชุมนุมไล่‘อภิสิทธิ์’ปี’52 ‘อดิศร’เจอออกหมายจับ ไม่มาศาลอ้างประชุมสภา

ศาลอาญานัดอ่านพิพากษา 7 ตุลาคมนี้ คดี นปช.ชุมนุมไล่นายกฯ“อภิสิทธิ์”เมื่อปี’52 เหตุมีจำเลยไม่มาศาล-ไม่แจ้งเหตุขัดข้อง รวม “อดิศร เพียงเกษ”สส.เพื่อไทย ไม่มาศาลอ้างติดประชุมสภาฯ ศาลเห็นพฤติการณ์จะหลบหนี‘ออกหมายจับ-ปรับนายประกัน’ ด้าน‘ภูมิธรรม’ชี้‘อดิศร’เจอหมายจับ ให้ว่าตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี หมายเลขดำอ.968/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (ปธ.นปช.) พร้อมแกนนำ นปช. คนอื่นๆ รวม 10 คนเป็นจำเลย 1-10 ในความผิด ฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่10 คนขึ้นไป สร้างความกระด้างกระเดื่องก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ,ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 31 ม.ค. – 9 เม.ย. 52พวกจำเลยร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ รวมถึงมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกไปยังบ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี(ขณะนั้น) เพื่อกดดันให้ พล.อ.เปรม พร้อมด้วย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากองคมนตรี รวมทั้งการปิดล้อมสถานที่ราชการสำคัญๆหลายแห่งในกทม .

สำหรับจำเลยทั้ง 13 คนประกอบด้วย 1.นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ 2.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 3.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 4.นพ.เหวง โตจิราการ 5.นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง แกนนำคนเสื้อแดง จ.สกลนคร 6.นายนายณรงศักดิ์ มณี 7.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 8.นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ 9.นายพายัพ ปั้นเกตุ 10.นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง 11.นายอดิศร เพียงเกตุ 12.นายพีระ พริ้งกลาง (เสียชีวิต) 13.นายเมธี อมรวุฒิกุล อดีตนักแสดงชื่อดัง จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

เมื่อถึงเวลานัดศาลนั่งบัลลังก์พิจารณา นายประกันของนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แจ้งต่อศาลว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมสภาซึ่งนายอดิศรต้องเข้าร่วมประชุม จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปก่อน1นัด ในส่วนของนายพงศ์พิเชษฐ์ สุขจินดาพล จำเลยที่10 ทราบนัดแล้ว แต่ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง

ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์จะหลบหนีให้ออกหมายจับ ปรับนายประกันและให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 7 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00 น.พร้อมทั้งกำชับให้จำเลยทุกคนมาศาลตามนัด หากจำเลยคนใดไม่มาศาล ศาลจะพิจารณาเพิกถอนการประกันตัว

ภายหลังนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า คดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 12 คน จากทั้งสิ้น 13 คนเสียชีวิต 1 ราย วันนี้มีจำเลยมาศาล 9 ราย อีก 2 รายคือนายพีระ จำเลยที่ 12 และนายพงษ์พิเชษฐ์ จำเลยที่ 10 ทนายความแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้สักพักแล้ว ส่วนนายอดิศร จำเลยที่ 11 ติดประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่สามารถมาฟังคำพิพากษาได้ โดยศาลให้ออกหมายจับนายพงศ์พิเชษฐ์ และปรับนายประกัน และเนื่องจากว่าคดีนี้ใช้นายประกันคนเดียวกัน ตนจึงประสานนายประกันและทนายความแถลงต่อศาลขอให้พิจารณาปรับนายประกันโดยหักยอดเฉพาะจำเลยที่ 10

เมื่อถามว่าคดีนี้เป็นคดีเดียวกันกับการก่อการร้ายของกลุ่มนปช.หรือไม่นายณัฐวุฒิกล่าวว่าเป็นคนละคดีกันคดีนั้น เกิดขึ้นที่สะพานผ่านฟ้าในเดือนเมษายน2553 และได้สู้คดีจนคดียุติไปแล้ว

เมื่อถามว่าบรรยากาศในห้องพิจารณาคดีวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง และได้คุยกับนายจตุพรหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ได้มีการทักทายกันตามปกติ เพราะปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าตน นายจตุพรและแกนนำคนอื่นได้ร่วมต่อสู้ทางการเมืองมาด้วยกัน แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปก็อาจจะมีความเห็นและทิศทางทางการเมืองแตกต่างกันบ้าง และตนเชื่อว่าแกนนำรายอื่นก็คิดแบบตนว่าจะเอาอุดมการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันไปทำลายความเป็นมิตรที่เคยต่อสู้ร่วมกันมาไม่ได้ แต่ตนก็ไม่ได้คุยเรื่องทางการเมืองกับใครเท่าไหร่นอกจากการถามเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของนายวีระกานต์เท่านั้น

เมื่อถามว่าปัจจุบันยังได้มีการหารือทางการเมืองกับนายจตุพรหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่มีการหารือเป็นส่วนตัวหรือนัดหมายพบกันเป็นส่วนตัวอย่างแน่นอน แต่อย่างที่ได้บอกไปว่าตนและนายจตุพรร่วมเป็นร่วมตายกันมาตั้งแต่การชุมนุมในครั้งนั้น และในทางส่วนตัวไม่มีความรู้สึกเป็นศัตรูกับนายจตุพร แต่ในทางการเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยืนอยู่คนละขั้วกัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ไม่ไปฟังคำพิพากษาในคดี นปช.ชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ระหว่างวันที่ 31 มกราคม -9 เมษายน 2552ทำให้ศาลออกหมายจับ ว่าตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ เนื่องจากเพิ่งกลับมาจากการแถลงจับยาเสพติดที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่กรณีของนายอดิศร มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอยู่แล้วในฐานะที่เป็นสส.พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย อะไรที่มีปัญหา กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น

‘หมอเปรม’แฉแหลก ‘สว.ผู้มีอิทธิพล’จ้องคว่ำงบ’69 เปิดทางอำนาจเก่ากลับมาผงาด

‘หมอเปรม’แฉแหลก ‘สว.ผู้มีอิทธิพล’จ้องคว่ำงบ’69 เปิดทางอำนาจเก่ากลับมาผงาด

‘หมอเปรม’แฉแหลก ‘สว.ผู้มีอิทธิพล’จ้องคว่ำงบ’69 เปิดทางอำนาจเก่ากลับมาผงาด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘หมอเปรม’แฉแหลก ‘สว.ผู้มีอิทธิพล’จ้องคว่ำงบ’69 เปิดทางอำนาจเก่ากลับมาผงาด

“หมอเปรม”แฉมีสว.อิทธิพลจ้องคว่ำงบ’69 หวังเปลี่ยน“นายกฯ”เปิดทางพรรคที่หนุนกลับสู่อำนาจ ด้าน “ภท.” กังขา“ภูมิธรรม”ย้ายผู้ว่าฯระนาว เอาคืนแก้แค้นการเมืองสนองนโยบายหรือล้างบาง ลั่นตำแหน่งอยู่ไม่นาน เดี๋ยวการเมืองก็เปลี่ยน เชื่อเร่งทำก่อน 29 สิงหาคม

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.)แสดงความกังวลอย่างรุนแรง หลังมีกระแสข่าวว่า สว.บางกลุ่มที่มีอิทธิพลสูงภายในวุฒิสภา เตรียมดำเนินการคว่ำร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การเลื่อนวันพิจารณางบประมาณจากเดิมกำหนดวันที่ 25-26 สิงหาคม เป็นวันที่ 1-2 กันยายน ถือเป็นความตั้งใจของสว.กลุ่มที่มีอิทธิพลในวุฒิสภา ตั้งใจประชุมหลังวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29สิงหาคม คดีปมคลิปเสียง ซึ่งถ้าผลการวินิจฉัยเป็นลบกลับทางนายกรัฐมนตรี จะเข้าทางสว.กลุ่มนี้ เป็นไปโรดแมปมืดทางการเมืองของกลุ่ม สว.พวกนี้ทันที เพื่อหวังผลให้เกิดความวุ่นวายในสภาและเปิดช่องให้สรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้าทางพรรคการเมืองที่ตนเองแอบหนุน หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง จะนำไปสู่สถานการณ์ฉุกเฉินทางการเมืองและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติ

ทั้งนี้ การเลื่อนพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณไปวันหลังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเพียงเหตุผล “บังหน้า” หรือไม่ เพราะกลุ่ม สว.เดียวกันนี้เป็นผู้ยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีมีส่วนได้เสีย และมีส่วนในกระบวนการทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงในขณะนี้ นี่เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เร่งด่วนและชัดเจนต้องการจะทำลายเสถียรภาพของรัฐบาล เป็นการกระทำที่หวังผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ และถ้ามันเกิดขึ้นจริง ผลลัพธ์จะเป็นหายนะสำหรับบ้านเมืองแน่นอน” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองธรรมดา แต่เป็นโรดแมปมืดมันคือการใช้อำนาจเพื่อตอกย้ำผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยไม่แคร์ความเสียหายของชาติบ้านเมือง การขัดขวางงบประมาณในสถานการณ์เช่นนี้ คือการกระทำที่เห็นแก่ตัวและไร้ความรับผิดชอบที่สุด จึงขอภาวนาไม่ให้เรื่องที่ได้ยินมาสว.บางกลุ่มจะคว่ำงบประมาณไม่เป็นเรื่องจริง” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

นพ.เปรมศักกดิ์ กล่าวอีกว่า สว.กลุ่มดังกล่าวมีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับพรรคการเมืองที่เคยร่วมรัฐบาลมาก่อน แต่เมื่อวันนี้พรรคการเมืองนี้ไม่ได้ร่วมรัฐบาลกับ สว.กลุ่มนี้กลับมีท่าทีเปลี่ยนไป กลายเป็นฝ่ายต่อต้าน งบประมาณปี 2568 ก็ยังสนับสนุนดีเพราะตัวเองร่วมรัฐบาลสว.ก็สนับสนุน แต่พอไม่ได้ร่วมรัฐบาลกลับคว่ำงบประมาณปี 2569 ซึ่งสว.กลุ่มใหญ่ที่มีอิทธิพลก็เห็นดีเห็นงามด้วย การเมืองในวุฒิสภาไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควร และเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องตื่นตัว วุฒิสภาในอดีตมีบทบาทสนับสนุนการพัฒนาประเทศผ่านพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี และไม่เคยมีการแสดงออกแบบขาดวุฒิภาวะทางการเมือง ผมเชื่อว่าประชาชนและ สว.ส่วนใหญ่จะไม่ยอมให้เกิดการคว่ำงบประมาณขึ้นเด็ดขาด เพราะงบประมาณเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศ ไม่มีใครสมควรจะใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายรัฐบาลหรือบ้านเมือง เราต้องยืนหยัดเพื่อประเทศ ไม่ใช่ยืนอยู่ข้างการทำลายล้าง

ด้าน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด 25 จังหวัด เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.)ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้เสนอเข้าที่ประชุมครม. ต้องตอบคำถามต่อสังคมให้ได้ว่าเป็นการย้ายเพื่อให้การทำงานต่อนโยบายรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ หรือเป็นการล้างบางเป็นเกมทางการเมือง ซึ่งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าจังหวัดที่ผู้ว่าฯถูกขยับโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ ก็เป็นจังหวัดที่เป็นพื้นที่ของพรรคการเมืองบางพรรค ตนเห็นว่ารมว.มหาดไทย ระบุว่านโยบายปราบยาเสพติดขึงขังจริงจังใครไม่ทำตามต้องโยกย้าย แต่เขายังไม่ได้ทำงาน แล้วมีเหตุผลอะไรไปขยับหรือโยกย้ายคนที่ถือว่าเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวง

“ถ้าใช้อำนาจเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าทำเพื่อแก้แค้นหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง ผมก็คิดว่าตำแหน่งอยู่กับเราไม่นาน เดี๋ยวการเมืองก็เปลี่ยน อำนาจอยู่กับเราไม่นาน ใช้อำนาจเพื่อดูแลประชาชนให้เกิดประโยชน์จะดีกว่า” นายกรวีร์ กล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการเร่งทำเพื่อเตรียมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ได้เร่งทำก่อนเลือกตั้ง แต่คิดว่าเร่งทำก่อนวันที่ 29ส.ค.นี้ มากกว่า