‘กองทัพภาคที่2’ ยันไม่มีเหตุยิงปืนใหญ่ใส่ฐานตาควาย คาดเสียงทหารเขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง

'กองทัพภาคที่2' ยันไม่มีเหตุยิงปืนใหญ่ใส่ฐานตาควาย คาดเสียงทหารเขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง

‘กองทัพภาคที่2’ ยันไม่มีเหตุยิงปืนใหญ่ใส่ฐานตาควาย คาดเสียงทหารเขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.53 น.

‘กองทัพภาคที่2’ ยันไม่มีเหตุการณ์ยิงปืนใหญ่ใส่ฐานตาควาย คาดเสียงจากทหารเขมรเหยียบกับระเบิดตัวเองที่ลักลอบวางหลังปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2568 หลังจากมีกระแสข่าวในโซเชียลมีเดีย ระบุว่ามีเสียงดังคล้ายระเบิด บริเวณปราสาทตาควาย ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ตามที่ปรากฏข่าวสารในสื่อออนไลน์ว่า กองกำลังฝ่ายกัมพูชาได้ทำการยิงปืนใหญ่ใส่ฐานบริเวณปราสาทตาควายนั้น กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยในพื้นที่แล้ว ยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง

โดยเสียงระเบิดที่ประชาชนได้ยินนั้น สันนิษฐานว่าเกิดจากกรณีทหารกัมพูชาเหยียบกับระเบิด ซึ่งเป็นกับระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาได้ลักลอบวางไว้เอง บริเวณด้านหลังปราสาทตาควาย

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งขอให้พี่น้องประชาชนอย่าตื่นตระหนกต่อกระแสข่าวลือที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์ และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการของกองทัพภาคที่ 2 เพื่อป้องกันการสับสนและความเข้าใจผิด”

‘มาริษ’เตรียมเยือนสวีเดน ร่วมเป็นสักขีพยานการจัดซื้อ’กริพเพน’

'มาริษ'เตรียมเยือนสวีเดน ร่วมเป็นสักขีพยานการจัดซื้อ'กริพเพน'

‘มาริษ’เตรียมเยือนสวีเดน ร่วมเป็นสักขีพยานการจัดซื้อ’กริพเพน’

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.59 น.

“มาริษ” เตรียมเยือนสวีเดนอย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen ของกองทัพอากาศ

20 สิงหาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวประจำสัปดาห์ของกระทรวงการต่างประเทศ  ว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางไปเยือนประเทศสวีเดนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 24 -26 สิงหาคม 2568 นี้ เพื่อประกาศยกระดับความสัมพันธ์ไทย-สวีเดน สู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ โดยในวันที่ 26 สิงหาคม รมว.กต. จะเข้าพบหารือทวิภาคีกับ นางมาเรีย มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมลงนามในเอกสารความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-สวีเดน ซึ่งมีสารสำคัญเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี สู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ และแสดงความมุ่งมั่นแห่งการเมืองในการส่งเสริมและขับเคลื่อนความร่วมมือในสาขาที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น การกำหนดกลไกหารือทวิภาคีทางการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ การค้าการลงทุน ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสีเขียว นวัตกรรม การศึกษา และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน  ทั้งนี้ ประเทศ สวีเดน เป็นประเทศที่ 2 ในยุโรป ที่มีความสัมพันธ์ระดับสู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ต่อจากสหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.กต. จะร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาว่าด้วยการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ระยะที่หนึ่งของกองทัพอากาศ รวมถึงพบหารือกับเอกชนชั้นนำและภาควิชาการของสวีเดน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุนของไทย และผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียวอีกด้วย

นายนิกรเดช กล่าวถึงเรื่องการประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย หรือ ACD สมัยที่ 20 และการประชุมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในระหว่างวันที่ 1- 3 กันยายน 2568  ซึ่งในปีนี้ไทยเป็นประธานกรอบความร่วมมือเอเชีย ที่เน้นความสำคัญของการส่งเสริมความร่วมมือ ACD ในสาขาหลัก ซึ่งรวมถึงการพัฒนาการที่ยั่งยืนทางการเงิน การเปลี่ยนผ่านดิจิทัล การท่องเที่ยว และการศึกษา ระหว่างวันที่ 1-3 กันยายน นี้ โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 20 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อหารือเกี่ยวกับอนาคตของ ACD และวิธีการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐสมาชิก รวมถึงการยกระดับ ACD สู่การเป็นองค์กรระดับภูมิภาค โดยจะเป็นการต่อยอดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ที่ไทยเป็นประธานและเป็นเจ้าภาพการประชุมเมื่อวันที่ 6 ก.พ.และเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา

โดยในวันที่ 1 กันยายน 2568 จะเป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส  และวันที่ 2 กันยายน เป็นการประชุมหารือระดับสูง แบ่งเป็น 3 หัวข้อ โดย 1 . ความยั่งยืนทางการคลัง และการเงิน  2. ความปลอดภัยและความครอบคลุมของการเงินดิจิทัล และ 3. การเงินเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน  ส่วนวันที่ 3 กันยายน จะเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 20

ทั้งนี้  ACD ก่อตั้งขึ้นโดยข้อริเริ่มของไทย ในปี 2545 เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือและเวทีหารือระดับนโยบายระหว่างประเทศในเอเชีย และเพื่อส่งเสริมความเข้าใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศในเอเชีย รวมถึงเพื่อหาทางออกสำหรับปัญหาและความท้าทายระดับโลกในปัจจุบันร่วมกัน  ACD ปัจจุบันมีสมาชิก  35 ประเทศ

นายนิกรเดช กล่าวถึงการแสดงปาฐกถาสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร เกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยกระทรวงการต่างประเทศ และสภากาชาดไทย ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดปาฐกถาสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร เกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ

โดย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงฟังปาฐกถา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเสด็จพระราชดำเนินทุกครั้ง ตั้งแต่จัดครั้งแรก เมื่อปี 2546  การจัดปาฐกถามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่สาธารณะชน เกี่ยวกับหลักกฏหมายมนุษธรรมระหว่างประเทศ และการดำเนินงานด้านมนุษยธรรม ทั้งยังเป็นการดำเนินการตาม 1 ใน 8 คำมั่นของไทย ที่ประกาศไว้ในการประชุมนานาชาติของสภากาชาดและสภากาชาดเสี้ยววงเดือนแดง ระหว่างประเทศ ครั้งที่ 34 เมื่อตุลาคม 2567 ที่นครเจนีวา เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ การยกย่องและเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทของไทยในเวทีด้านมนุษยธรรมทั้งในประเทศและนานาชาติ โดยในปีนี้นางมารียานา สปอลยาริช เอ็กเกอร์ ประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือ ICRC ได้ให้เกียรติมาแสดงปาฐกถา ในหัวข้อ การธำรงไว้ซึ่งความเป็นมนุษย์ในสงครามในยุคปัจจุบัน ย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความตระหนักรู้และการเคารพกฎหมายกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งยังเตือนถึงแนวโน้มการใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นอาวุธ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรักษาหลักขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในยามสงคราม เพื่อยึดมั่นระเบียบโลก บนฐานนิติธรรม หัวข้อปาฐกถาครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ทันท่วงทีและสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง จากการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ  รวมถึงโดนโจมตีด้วยการเผยแพร่ข่าวปลอมจากกัมพูชา นอกจากนี้ คำกราบบังคมทูลถวายรายงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีใจความสำคัญว่า

“การจัดปาฐกถาครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตนารมย์ของไทยในการธำรงไว้ซึ่งกฎหมายมนุษยธรรม แม้ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรง พร้อมชี้ถึงมรดก 150 ปีกระทรวงการต่างประเทศ ที่ยืนหยัดในเส้นทางเจรจาเพื่อแปลความตึงเครียด เป็นความเข้าใจ  และเปลี่ยนความเป็นปฏิปักษ์ เป็นความร่วมมือ เพราะความสงบสุขไม่ได้เกิดขึ้นในสนามรบ แต่เกิดขึ้นบนโต๊ะเจรจา และการทูตจะพิสูจน์คุณค่าได้ก็ต่อเมื่อสามารถขจัดความจำเป็นในการใช้อาวุธออกได้”

ทหารไทยฝาก’ช่อ’ช่วยคิดใหม่ ลั่นไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่แขน-ขาขาด แค่ทำเพื่อปกป้องแผ่นดิน (มีคลิป)

ทหารไทยฝาก'ช่อ'ช่วยคิดใหม่ ลั่นไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่แขน-ขาขาด แค่ทำเพื่อปกป้องแผ่นดิน (มีคลิป)

ทหารไทยฝาก’ช่อ’ช่วยคิดใหม่ ลั่นไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่แขน-ขาขาด แค่ทำเพื่อปกป้องแผ่นดิน (มีคลิป)

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.30 น.

ทหารไทยฝาก’ช่อ พรรณิการ์’ช่วยคิดใหม่ ลั่นไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่แขน-ขาขาด ต้องจากครอบครัว แต่ที่ทำเพื่อปกป้องแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2568 จากกรณีที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ได้เคยระบุเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา ตอนหนึ่งว่า “มีคนไม่อยากให้สงครามจบ เพราะช่วงเวลาที่เกิดสงคราม คือเวลาที่ตนเป็นฮีโร่หรือไม่” ซึ่งจากกรณีดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายในสังคมเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก 

อย่างล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “อัพเดทข่าวทหารไทยของประชาชน” ได้โพสต์คลิปวิดีโอที่ทหารพราน ฝากถึง ช่อ พรรณิการ์ โดยระบุว่า “ขอฝากถึงช่อ ไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่ ไม่มีใครอยากมาขาขาด แขนขาด หรือเสียชีวิตจากครอบครัวไป ที่พวกผมต้องมาทำ เพื่อปกป้องประชาธิปไตย และแผ่นดิน เพื่อให้ช่อ ได้มานั่งพูดนั่งบ่นว่าทหาร ถ้าพวกผมไม่ทำใครจะทำ 

คุณช่อมาทำไหม พวกผมต้องจากพ่อแม่ลูกเมียมา เพื่ออะไร เพื่อแผ่นดินไทย ไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่ มันจะเป็นฮีโร่ได้อย่างไร ถ้าแขนขาด ขาขาด มันภูมิใจหรือฮีโร่แบบนี้ แผนการใช้ชีวิตจะอยู่อย่างไร ฝากคุณช่อให้คิดใหม่”

‘กต.’ย้ำคลิปทหารเขมรลอบวางทุ่นระเบิดเป็นหลักฐานชั้นดีในการฟ้องภาคีออตตาวา

'กต.'ย้ำคลิปทหารเขมรลอบวางทุ่นระเบิดเป็นหลักฐานชั้นดีในการฟ้องภาคีออตตาวา

‘กต.’ย้ำคลิปทหารเขมรลอบวางทุ่นระเบิดเป็นหลักฐานชั้นดีในการฟ้องภาคีออตตาวา

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.38 น.

‘กต.’อัปเดตสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เรียกร้องเขมรหยุดบิดเบือนข้อเท็จจริง ย้ำคลิปลอบวางทุ่นระเบิดเป็นหลักฐานชั้นดีในการฟ้องภาคีออตตาวา

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงอัปเดตสถานการณ์ไทย -กัมพูชา ว่า ตามที่คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ได้ลงพื้นที่ ซึ่งเป็นการลงพื้นที่วันนี้ (20 ส.ค.)นี้เป็นวันสุดท้ายของการลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ซึ่งได้ เดินทางลงพื้นที่ จ. อุบลราชธานี  จ. ศรีสะเกษ และ จ. สุรินทร์ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยคณะ IOT ประกอบไปด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารจาก 8 ประเทศ ประกอบไปด้วย ประเทศมาเลเซีย, บรูไน, สปป.ลาว, อินโดนีเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยทางกองทัพได้จัดกำหนดการที่ครอบคลุมเพื่อให้คณะได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา 

การขัดขวางการปฎิบัติการเก็บกู้ทุนระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ในห้วง 3 วันที่คณะ IOT ได้เดินทางไปสังเกตการณ์พื้นที่ช่องอาม้า ฐานกฤษณา และ ช่องจุ๊บตาโมก เพื่อสำรวจพื้นที่ที่ทางทหารไทยเหยียบกับระเบิดและได้ชมการปฎิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อนุษยธรรม ที่ฐานปราบศึก และยังได้เดินทางไปยังผามออีแดง จ. ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวปะทะที่สำคัญ  นอกจากนี้ เมื่อเช้าวันนี้ คณะ IOT ยังได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวเชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 คน รวมถึงสำรวจโรงพยาบาลพนมดงรัก ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายของฝ่ายกัมพูชา สำหรับการลงพื้นที่บริเวณช่องอานม้า ทราบว่ามีเหตุการณ์ทหารกัมพูชาพยายามขัดขวางการสังเกตการณ์ของคณะ IOTและสื่อมวลชน ซึ่งฝ่ายไทยขอแสดงความผิดหวังอย่างยิ่งต่อการสร้างสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชา ในการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยื่น ฝ่ายไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ จะทำให้คณะ IOTได้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ด้วยตาตัวเองที่ไม่มีการจัดฉาก ซึ่งแสดงให้เห็นความโปร่งใสและความจริงใจของฝ่ายไทยในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด ต่างจากฝ่ายกัมพูชาที่พยายามจัดฉากเหตุการณ์และปล่อยข่าวบิดเบือนต่างๆออกมาอย่างต่อเนื่อง 

นายนิกรเดช ได้อัพเดทการดำเนินการ ในกลไกทวิภาคี และพหุภาคี  ว่า ตนขอยืนยันว่า ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหากับกัมพูชาโดยสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่  ได้แก่กลไก อาร์บีซี  จีบีซี และ เจบีซี ล่าสุดเมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคม ที่ผ่านมา กองบัญชาการป้องกันชายแดน จ. จันทบุรี และ จ.ตราด ของไทย และภูมิภาคทหารที่3 ของกัมพูชา ได้จัดประชุมอาร์บีซีสมัยวิสามัญ ที่ จ. ตราด แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ฝ่ายกัมพูชา ยังคงบ่ายเบี่ยงไม่ตอบรับที่จะหารือ 2 ประเด็นสำคัญ ที่เป็นข้อเสนอของฝ่ายไทย  คือ 1. การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และ  2. การปราบปราม ออนไลน์สแกม  อย่างไรก็ดี ไทยยังคงพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมต่างๆในกรอบ อาบีซี ที่กำลังจะเกิดขึ้นตลอดช่วงสัปดาห์นี้ และสัปดาห์หน้าอีก 3 รายการ  และ ในกรอบ จีบีซี ในเดือนหน้า โดยไทยจะยังคงผลักดันความร่วมมือการเก็บคู่ระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะเข้าร่วมการหารือในกรอบดังกล่าวด้วยความจริงใจและสุจริตใจเช่นเดียวกัน 

ในส่วนของการดำเนินการในกรอบพหุภาคี ในเรื่องการรอบวางทุระเบิดสังหารบุคคลของฝ่ายกัมพูชา รัฐบาลไทยก็ทำเต็มที่และทำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยมีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออสตาวา ครั้งที่ 22 (ญี่ปุ่น) รวมแล้วทั้งสิ้น 4 ฉบับ นับตั้งแต่ทหารไทยประสบเหตุเหยียบกับระเบิดครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2568 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ประจำสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ได้เข้าร่วมการประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการละเมิดอนุสัญญาออสาวาของกัมพูชา ต่อคณะกรรมการปฏิบัติตามอนุสัญญา และจะเข้าพบหารือกับคณะกรรมการอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นี้ เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อเรียกร้องให้กัมพูชายุตติการละเมิดพันธกรณีและแสดงความรับผิดชอบในฐานะรัฐภาคีอนุสัญญา  

นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ล่าสุด ตามที่กองทัพได้ออกมาเผยแพร่คลิปวิดีโอ เมื่อเช้าวันนี้(20ส.ค.) และภาพถ่ายทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดในไทย ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ตรวจสอบทั้งหมดจะถูกนำไปประกอบเป็นหลักฐานฟ้องกัมพูชาได้อย่างดี ในกรอบอนุสัญญาออสตาวา ที่กระทรวงการต่างประเทศ กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด  

ประเทศไทยเห็นว่าบทบาทที่สร้างสรรค์และความมุ่งมั่นในการกวาดล้างทุ่นระเบิดในอดีตที่กัมพูชากล่าวอ้าง ไม่ได้เป็นเครื่องประกันว่ากัมพูชาจะไม่ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอีกในปัจจุบันและในอนาคต ดังจะเห็นได้จากพฤติการณ์และหลักฐานที่ชัดเจนในการลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดในแผ่นดินไทย แสดงถึงความไม่จริงใจของกัมพูชา ซึ่งเป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง

3.การบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของกัมพูชา รวมถึงกรณีพื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน จ. สระแก้ว เราคงเห็นการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและการนำเสนอข่าวปลอมของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด 

ตัวอย่างล่าสุดในครั้งนี้ คือการกล่าวหาว่าฝ่ายไทยวางลวดหนามในพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน จ. สระแก้ว ซึ่งกองทัพบกได้ออกมาชี้แจง และกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้ด้วยแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ดีต้นขอใช้โอกาสนี้สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องครั้งหนึ่ง ว่าพื้นที่บ้านหนองจาน  จ. สระแก้ว เดิมเคยเป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวของชาวกัมพูชาที่หนีภัยการสู้รบในอดีตเข้ามาในประเทศไทย และต่อมาฝ่ายกัมพูชาได้ขยายชุมชนออกไปถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2543 โดยฝ่ายไทยได้คัดค้านและดำเนินการประท้วงการ นำเข้ามาในพื้นที่ของไทยมาโดยตลอด ประเทศไทยได้แสดงความอดกลั้นอย่างสูงสุดมาเป็นเวลาหลายปี และยึดมั่นในการดำเนินการอย่างสร้างสรรค์ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี แต่ฝ่ายกัมพูชากลับอาศัยประโยชน์จากการให้ความช่วยเหลือชาวกัมพูชากลุ่มนี้ของไทยในอดีต โดยใช้ประชาชนของตนมารุกล้ำดินแดนไทยอย่างไม่ชอบทำ อย่างผิดกฎหมาย แล้วถือเป็นการยั่วยุให้เกิดความตึงเครียด ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เพียงแต่ขาดความจริงใจและยังสะท้อนถึงเจตณาร้ายที่แท้จริงของฝ่ายกัมพูชา 

ทั้งนี้ การวางลวดหนามในเขตไทยนั้นเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน เพื่อป้องกันมิให้มีการล่วงล้ำเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา และเพื่อป้องกันการเข้ามาวางทุ่นระเบิดโดยใฝ่กัมพูชา ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่ขัดต่อข้อตกลงจากการประชุม จีบีซี ที่ผ่านมา ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะละเว้นการก่อสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร หรือเสริมความมั่นคงของที่ตั้งทางทหารล้ำออกไปในนอกเขตฝ่ายของตน 

การนี้ ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุตติการบิดเบือนข้อเท็จจริง พร้อมแสดงความจริงใจและสุจริตใจในการแก้ไขความตึงเครียดโดยสันติวิธี  และเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งดังกล่าวฝั่งรากลึกลงในจิตใจของประชาชนของทั้งสองฝ่าย

‘โฆษก ทบ.’เผย‘คณะ IOT’เชื่อมั่นไทยอยู่ในกติกาสากล เป็นสุภาพบุรุษ

‘โฆษก ทบ.’เผย‘คณะ IOT’เชื่อมั่นไทยอยู่ในกติกาสากล เป็นสุภาพบุรุษ

‘โฆษก ทบ.’เผย‘คณะ IOT’เชื่อมั่นไทยอยู่ในกติกาสากล เป็นสุภาพบุรุษ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.41 น.

‘โฆษก ทบ.’เผย‘คณะ IOT’เชื่อมั่นไทยอยู่ในกติกาสากล เป็นสุภาพบุรุษ รับ‘กัมพูชา’ทำผิดข้อตกลงนานนับ 10 ปี ไทยจึงใช้โอกาสด้านกำลังผลักดัน แจงไม่มีที่ไหนในโลกทำกัน หลังเขมรอ้างไทยเฟคนิวส์วาง‘ทุ่นระเบิด’เอง ส่วนทหารเขมรโทร.ขอโทษอ้างกำลังพลเมา โวยวายที่‘ช่องอานม้า’ไม่รู้จะมีใครเชื่อหรือไม่

20 สิงหาคม 2568 ที่วัดบ้านพรานหนองคันนาราษฎร์บำรุง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ภายหลังกองทัพไทย และกองทัพบก นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) และสำนักข่าวต่างประเทศ เข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ บ้านโนนมะยาง ช่องจุ๊ปตะโมก เป็นที่ตั้งติดกับชายแดนไทย-กัมพูชา ใกล้กับประสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจพื้นที่จุด กองร้อยทหารพรานที่ 2610 (กพ.ร้อย.ทพ.2610) เหยียบกับระเบิด

พล.ต.วินธัย บอกว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวจะมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ คณะสังเกตการณ์ชั่วคราว จะเข้ามาสังเกตการณ์ว่าทั้ง 2 ฝ่ายเป็นไปตามข้อตกลงการหยุดยิง 13 ข้อหรือไม่ โดยมุ่งเน้น 3 ข้อหลัก คือ

1. การหยุดใช้อาวุธ โดยฝ่ายไทยพยายามที่จะแสดงหลักฐานต่างๆ เพื่อให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว เห็นว่ากัมพูชามีการใช้อาวุธ โดยเฉพาะทุ่นระเบิด ซึ่งได้พาคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ไปเห็นในพื้นที่จริง  คือจุดเกิดเหตุ และอธิบายให้ฟัง ซึ่งทุ่นระเบิดเหล่านี้จะสอดคล้องกับยุทธวิธีทางทหาร และการใช้อาวุธ ทั้งนี้หลังวันที่ 7 ส.ค. 68 (หลังประชุม GBC) มีการใช้ทุ่นระเบิดถึง 2 ครั้งจากฝ่ายกัมพูชา  โดยในวันนี้ได้พาไปดูในจุดที่มีการใช้ทุ่นระเบิดครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นลักษณะการลักลอบวางในพื้นที่ทหารลาดตระเวนเป็นประจำ แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นการบังเอิญ โดยประเด็นนี้คณะผู้สังเกตการณ์ฯได้รับทราบ และจะทำรายงานของคณะต่อไป

2.ยังมีการใช้โดรนในรูปแบบต่างๆ บินล้ำแดนเข้ามาในฝั่งไทย โดยเรื่องนี้คณะผู้สังเกตการณ์ฯ มีข้อมูลแล้ว

3.เป็นเรื่องที่ละเมิดข้อตกลง คือ การเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือน เช่น เมื่อเห็นคลิปในโซเชียลมีเดีย ก็รีบตอบกลับทันที โดยไม่มีการตรวจสอบว่าเป็นลักษณะของข่าวปลอม (fake news) จากที่ตนประเมิน คาดว่าคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวน่าจะเข้าใจ ทุกคนไม่มีคำถามและไม่มีข้อสงสัย  จึงเป็นสิ่งบอกเหตุที่คาดว่าเป็นบวก ซึ่งการให้ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน โดยเฉพาะประชาชนคนไทยรู้สึกไม่ดี เพราะเราไม่เคยเจอกับระบบการให้ข่าวสารที่เป็นลักษณะมั่ว และไม่มีหลักอะไรอ้างอิง

ส่วนที่ 2 ทางกองทัพบกได้เพิ่มเติมไปคือ อยากให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวได้ดู เรื่องการใช้ทุ่นระเบิด แม้จะเป็นเรื่องเสริม แต่ทางคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ก็ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับผลกระทบจากการใช้อาวุธจากฝั่งกัมพูชา ที่กระทบกับเป้าหมายพลเรือนไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จึงถือเป็นของแถมที่คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ในฐานะที่เข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ก็จะเข้าใจกระบวนการว่าวันที่เกิดเหตุโรงพยาบาลทำอย่างไร และแก้ไขปัญหาอย่างไร

ส่วนของโรงพยาบาล จะเห็นข้อดีหนึ่งอย่างคือ การบริหารจัดการของฝ่ายปกครองพื้นที่ส่วนหลัง มีการเตรียมพร้อมอย่างดี และเป็นความโชคดีที่ระเบิดลงช่วงบ่าย ทำให้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เพราะมีการอพยพออกไปก่อนแล้ว ซึ่งคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวแสดงความชื่นชมโรงพยาบาล เพราะหลังมีข่าวสารแจ้งเข้า ว่ามีการใช้อาวุธปืนเล็ก ก็ได้อพยพผู้ป่วยหนักไปอยู่ที่โรงพยาบาลอื่น และเร่งนำผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เข้าที่หลุมหลบภัย ทำให้ระเบิดที่ลงตัวอาคารไม่กระทบกับประชาชน จากนั้นก็มีการประสานงานเพื่อนำประชาชนออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นการบริหารสถานการณ์ในภาวะวิกฤตของฝ่ายปกครอง และฝ่ายทหารที่อยู่ในพื้นที่ส่วนหลัง

เมื่อถามว่า ภาพรวมเป็นอย่างไร ที่ฝ่ายไทยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง พลตรี วินธัย กล่าวว่า คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ได้พูดในที่ประชุมว่า “เขาเชื่อมั่นว่าฝ่ายไทยอยู่ในกติกาที่เป็นมาตรฐานสากลจริงๆ” ซึ่งพวกเราก็มีความรู้สึกที่ดี เพราะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวชุดนี้ เข้าใจต่อสถานการณ์และติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพิ่งมารับรู้ ณ ที่แห่งนี้

ทั้งนี้ การใช้อาวุธ หรือทุ่นระเบิด บุคคลที่อยู่ในอาชีพทหารด้วยกันจะมองออกและจะเข้าใจ ส่วนที่มีการปฏิเสธและมีความน่าเชื่อถือต่ำ คาดว่าจะเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีกับกลุ่มผู้สังเกตการณ์เสียมากกว่า แต่ทางคณะผู้สังเกตการณ์ไม่ได้มีการแสดงออกแต่อย่างใด

ส่วนที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ที่ทหารกัมพูชามาโวยวายนั้น พลตรี วินธัย กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ทั้งไทยและกัมพูชา สามารถเดินลาดตระเวนได้โดยที่ไม่ติดอาวุธ ส่วนห้วงเวลาที่กัมพูชานำคณะผู้สังเกตการณ์ของตนมา เราก็พบเห็นและเข้าไปดู ทั้งยังตำหนิไปเล็กน้อยว่าไม่ได้บอกฝ่ายไทยก่อน ซึ่งไม่ได้แสดงอาการและท่าทีในลักษณะที่เสียมารยาท โดยเหตุการณ์ที่ทหารกัมพูชาเข้ามาโวยวาย เมื่อมีการสื่อสารออกไป สังคมโลกจะได้เห็น และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า กัมพูชาไม่ได้อยู่ในมาตรฐานอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับประเทศไทย

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าทางกัมพูชาโทร.มาขอโทษและอ้างว่าทหารนายที่ตกเป็นข่าวนั้น “เมา” พลตรี วินธัย กล่าวว่า ตนทราบว่าเป็นการภายใน แต่เขาบอกว่าที่มีอาการและพฤติกรรมเช่นนั้น เพราะว่าเมา ซึ่งไม่ทราบว่าจะมีบุคคลใดเชื่อหรือไม่

เมื่อถามว่าการมีเหตุการณ์ยั่วยุเช่นนี้ มีการทำหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชาหรือไม่ พลตรี วินธัย กล่าวว่า การทำหนังสือชี้แจงหรือการประท้วง ทางกองทัพดำเนินการตลอด และก่อนมีสถานการณ์การ ช่วงระหว่างมีสถานการณ์ และหลังมีสถานการณ์ ก็ยังดำเนินการ เนื่องจากอยู่ในข้อตกลงเดิมที่เราใช้ในการบริหารจัดการความเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ชายแดน เพียงแต่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไทยไม่เคยได้รับความร่วมมือ ยืนยันว่าเราไม่ยอมและมีการประท้วงมาโดยตลอด เพียงแต่หลังเกิดเหตุปะทะ เราจึงใช้โอกาสในการใช้กำลังผลักดัน

ส่วนกระแสข่าวทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าประเทศไทยเป็นคนสร้างขึ้นมา และสร้างข่าวปลอมเพื่อลดความน่าเชื่อถือของกัมพูชานั้น พลตรี วินธัย กล่าวว่า ไม่เคยเห็นกัมพูชายอมรับอะไรเลย ตั้งแต่เห็นการสื่อสารอย่างเป็นทางการของฝ่ายกัมพูชามายังไทย และยังพูดดักทางมาตลอด เพราะเห็นว่าฝ่ายไทย โดยเฉพาะสื่อมวลชน มีการเก็บรายละเอียดและหลักฐานได้อย่างดี ทำให้กัมพูชารู้สึกว่าหากดำเนินการอะไรที่เป็นหลักฐาน ฝ่ายไทยน่าจะนำเอามาใช้ และกัมพูชาเคยใช้คำว่า ประเทศไทยชอบทำข่าวปลอม และอาจซื้อเสื้อผ้าจากตลาดโรงเกลือ ซึ่งมีการเผยแพร่ออกมาระยะหนึ่งแล้ว จึงเห็นว่าเป็นเทคนิคการสื่อสาร ซึ่งไทยยืนยันว่ากัมพูชามีนัยยะทุกอย่าง ไม่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งกองทัพบกมองเช่นนั้นจากสิ่งที่เห็นจริงๆ ส่วนประชาชนก็คาดว่าคงมองไม่แตกต่างจากกองทัพบก 

เมื่อถามถึง กรณีที่กองทัพเรือ มีการพบโทรศัพท์ของทหารกัมพูชาที่ถ่ายคลิปวีดีโอในการวางทุ่นระเบิดไว้ได้ พลตรี วินธัย กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับข้อมูล แต่เชื่อว่าภาพที่ออกมามีการซ่อนเร้นนัยยะที่บ่งบอกได้หลายอย่าง เช่นด้านการข่าว คงมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด แต่ยืนยันว่าหากเราดูภาพและเสียง รวมถึงสิ่งที่ได้เห็นและได้สัมผัส มันไม่ใช่การทำขึ้นมา ซึ่งสำเนียงเสียงการพูดก็สามารถสัมผัสได้โดยที่ไม่ต้องเห็นหน้า หากลืมตาก็จะเห็นองค์ประกอบอื่นๆ อย่างครบถ้วน

“ที่กัมพูชามีความพยายามบอกว่าฝ่ายไทยมีการวางทุ่นระเบิด เพื่อใช้อาวุธทำร้ายฝ่ายเดียวกันเอง ผมมั่นใจว่าตรรกะเช่นนี้ไม่มีที่ไหนในโลก อะไรที่จะใช้นอกเหนือจากกติกา และมาทำให้กำลังพลของตัวเองได้รับบาดเจ็บ มันไม่สมเหตุสมผล”

ส่วนประเด็นที่มีการกล่าวหาว่า ไทยมีการนำเชลยศึกไปทำคลิปวีดีโอ พลตรี วินธัย กล่าวว่า ปัจจุบันเชื่อถือกัมพูชาไม่ได้ ซึ่งกรณีเชลยศึก ยืนยันว่าเราปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสให้กลไกระหว่างประเทศเข้ามาดำเนินการได้ทันที โดยคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ก็เคยสื่อสารเข้ามาว่า พวกเขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เพราะรู้ว่าประเทศไทยอยู่ในระบบมาตรฐานและอยู่ในกติกาสากลที่ไทยเป็นสุภาพบุรุษ และประเทศไทยไม่มีลับลมคมใน หรือปิดบัง และไม่ทำให้ประเทศเสียหายในสายตาของสังคมโลก รวมถึงเวทีต่างประเทศแน่นอน

ส่วนการนำเชลยศึกออกไปข้างนอกและไปดำเนินการใดๆ ตามที่กัมพูชากล่าวหานั้น ยืนยันว่า เราไม่ทำ ซึ่งเชลยศึกนั้น ตามธรรมเนียมของทหาร ถือว่าพวกเขาเป็นบุคลากรที่ได้รับเกียรติ ไม่ว่าจะยศใดก็ตาม เราก็จะดูแลเสมือนทหารฝ่ายไทย และให้เกียรติ เพราะบุคคลเหล่านั้นเป็นบุคคลที่เสียสละและทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศตนเอง ดังนั้นเชลยศึกอยู่ในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพกัน

‘สุรเดช’หนุนรัฐบาลสร้างรั้วลวดหนามถาวร ชี้พื้นที่ชัดเจนว่าเป็นของไทย

'สุรเดช'หนุนรัฐบาลสร้างรั้วลวดหนามถาวร ชี้พื้นที่ชัดเจนว่าเป็นของไทย

‘สุรเดช’หนุนรัฐบาลสร้างรั้วลวดหนามถาวร ชี้พื้นที่ชัดเจนว่าเป็นของไทย

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.24 น.

‘สุรเดช’หนุนรัฐบาลสร้างรั้วลวดหนามถาวร ชี้พื้นที่ชัดเจนว่าเป็นของไทย บริเวณชายแดนไทย-เขมร แนะเริ่มจากหลักเขตปักปันตามประวัติศาสตร์ จวกเขมรเจ้าเล่ห์ ไว้ใจไม่ได้ 

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2568 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงเกิดปัญหาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดทางกองทัพเรือได้เก็บโทรศัพท์ของทหารกัมพูชาโดยมีคลิป และรูปภาพขณะวางระเบิด แต่ทางกัมพูชากลับออกมาระบุว่าทหารไทยจัดฉากนั้นว่า ส่วนตัวตนอยากให้ทางกองทัพเชิญสื่อต่างประเทศมาให้รับทราบเรื่องนี้และเร่งชี้แจงให้ประเทศต่างๆ ได้เห็นถึงความเจ้าเล่ห์ของกัมพูชา ขณะนี้ประชาชนคนไทยไม่ไว้ใจกัมพูชาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือประชาชนกัมพูชา จะให้พูดคุยกันเหมือนในอดีตคงยากแล้ว  เพราะเกิดความหวาดระแวงกันแล้ว โดยเฉพาะทหารไทยและประชาชนต้องเสียชีวิตไปจากความขัดแย้งนี้ ดังนั้นรั้วหีบเพลงที่เรากำลังดำเนินการติดตั้งอยู่ไม่น่าจะเพียงพอแล้ว

“ส่วนตัวผมคิดว่า เราควรทำรั้วถาวรโดยเริ่มต้นจากหลักเขตที่ปักปันอยู่ ซึ่งที่หลักเขตมีชื่อของประเทศไทยหรือ SIAM รวมถึง กัมพูชา และ ฝรั่งเศส อยู่ด้วย โดยมีการสำรวจจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่ามีหลักเขตถึง 70 กว่าเสา ดังนั้นควรเริ่มต้นวางลวดหนามตั้งแต่หลักเขตที่ปักปันน่าจะเหมาะสมที่สุด ส่วนพื้นที่ไหนที่ยังไม่ชัดเจน ว่าเป็นพื้นที่ของใครกันแน่ และไม่มีหลักเขตที่ชัดเจน ก็อาจจะมีการวางลวดหนามแบบที่เราทำในปัจจุบันนี้ไปก่อน เพื่อรอการตรวจสอบหรือพิสูจน์พื้นที่ให้ชัดเจน จากนั้นค่อยมาคุยกันเรื่องของแผนที่กันใหม่ และยกเลิกข้อตกลงที่ผ่านๆมา เพราะที่ผ่านมามีการวางกับระเบิดชัดเจน ที่สำคัญเรามีการพิสูจน์แล้วว่าทุ่นระเบิดเหล่านี้ เป็นทุ่นระเบิดใหม่ ไม่ใช่ระเบิดเก่า ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนว่าทางกัมพูชาไม่มีความจริงใจ และเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ควรถือโอกาสนี้ ยกเลิกทุกอย่าง ต้องมานับหนึ่งกันใหม่ 13 ข้อที่ไปตกลงกันในการประชุม GBC ที่ผ่านมา ก็ต้องยกเลิกไปด้วย“

‘ศาลรธน.’ถ่ายทอดไต่สวน‘อิ๊งค์’ผ่านทีวีวงจรปิด ไฟเขียว‘คณะทนายนกเขา’เข้าร่วมรับฟัง

‘ศาลรธน.’ถ่ายทอดไต่สวน‘อิ๊งค์’ผ่านทีวีวงจรปิด ไฟเขียว‘คณะทนายนกเขา’เข้าร่วมรับฟัง

‘ศาลรธน.’ถ่ายทอดไต่สวน‘อิ๊งค์’ผ่านทีวีวงจรปิด ไฟเขียว‘คณะทนายนกเขา’เข้าร่วมรับฟัง

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.07 น.

‘ศาลรธน.’ถ่ายทอดไต่สวน‘อิ๊งค์’ผ่านทีวีวงจรปิด ไฟเขียว‘คณะทนายนกเขา’เข้าร่วมรับฟัง

20 สิงหาคม 2568 จากกรณีวันพรุ่งนี้ (21 ส.ค.68) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรม มีกำหนดต้องเดินทางไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขึ้นนัดไต่สวนพยานบุคคลกรณีคดีการร้องเรียนเรื่อง “คลิปเสียง” ที่สนทนากับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา

ทั้งนี้ ในส่วนที่นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) , นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ “ทนายนกเขา” และนายคมสัน  โพธิ์คง อดีตสสร. ยื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้มีการถ่ายทอดการไต่สวนนั้น

ล่าสุดสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า จะมีการถ่ายทอดสดผ่านทีวีวงจรปิดให้สื่อมวลชนติดตามบริเวณอาคารศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนที่คณะของนายสมชาย ร้องขอ ศาลรัฐธรรมนูญ อนุญาตให้เข้าร่วมรับฟังการไต่สวนได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดไต่สวนพยาน จำนวน 2 ปาก คือ นายกรัฐมนตรี และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)  ทั้งนี้ พยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียก ถ้าหากไม่มาตามกำหนดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงปิดคดียื่นเป็นหนังสือต่อศาลภายในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ หากไม่ยื่นภายในกำหนด ถือว่าไม่ติดใจยื่น โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือและลงมติวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 09.30 น.นัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 15.00 น.

ทั้งนี้ การไต่สวนพยานบุคคลครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ผู้เข้าฟังการไต่ สวนเป็นรายบุคคล ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะมีการติดตั้งโทรทัศน์ผ่านวงจรปิดภายในบริเวณศาลรัฐธรรมนูญ  เพื่อถ่ายทอดภาพกับเสียงเฉพาะในช่วงแรกและช่วงท้ายของการพิจารณาเท่านั้น เมื่อเริ่มเข้าสู่กระบวนการไต่สวนพยานปากแรกจนถึงพยานปากสุดท้าย ช่วงนี้จะไม่มีการถ่ายทอดกระบวนการและขั้นตอนการไต่สวนผ่านโทรทัศน์วงจรปิด จะเป็นลักษณะการขึ้นภาพนิ่งศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่มีเสียง อย่างไรก็ตาม กระบวนนี้จะไม่มีการไลฟ์สตรีมลงช่องยูทูปของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบอาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคารเอ) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยตามปกติ มีการกั้นแผงรั้วเหล็ก เพื่อควบคุมบุคคลเข้า-ออกพื้นที่ แต่ไม่มีการออกประกาศเขตอำนาจศาล เพื่อควบคุมความปลอดภัยและจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ศาลในช่วงเวลาที่มีการพิจารณาคดีหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่สงบเรียบร้อยแต่อย่างใด

อัปเดตสถานการณ์ชายแดน ‘เขมร’ยั่วยุก่อกวนทหารไทย เปิดคำพูดคณะผู้สังเกตการณ์

อัปเดตสถานการณ์ชายแดน ‘เขมร’ยั่วยุก่อกวนทหารไทย เปิดคำพูดคณะผู้สังเกตการณ์

อัปเดตสถานการณ์ชายแดน ‘เขมร’ยั่วยุก่อกวนทหารไทย เปิดคำพูดคณะผู้สังเกตการณ์

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.44 น.

อัปเดตสถานการณ์ชายแดน ‘เขมร’ยั่วยุก่อกวนทหารไทย เปิดคำพูดคณะผู้สังเกตการณ์

20 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ณ เวลา 14.00 น.

#สถานการณ์โดยรวม

ตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา ในบางพื้นที่พบการยั่วยุ และเจตนาก่อกวน ด้วยการพูดคุยเสียงดัง หรือร้องตะโกนกล่าวหาว่าฝ่ายไทยพยายามจะรุกล้ำเข้าพื้นที่ “หากเข้ามาระวังเหยียบกับระเบิด” ตรวจพบโดรน 5 ลำ พบรถบรรทุก และรถยนต์หลายคันวิ่งเข้ามาในบางพื้นที่ ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์

วันนี้ คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) จาก 8 ประเทศ ลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา โดยเฉพาะการโจมตีพลเรือนและสถานที่ที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร และได้เข้าเยี่ยมชมโรงพยาบาลพนมดงรัก เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีด้วยจรวด BM-21 ถึง 3 ลูก ตั้งแต่เหตุปะทะ โดยแรงระเบิดทำให้อาคารหลายส่วนเสียหายเกือบทั้งหมด รวมถึงแฟลตที่พักแพทย์ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดหลักการสู้รบ ตามกฎหมายมนุษยธรรมสากลที่ห้ามโจมตีเป้าหมายพลเรือน

โดยก่อนหน้านี้ คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) จาก 8 ประเทศ ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ควบคุมเชลยศึก เพื่อยืนยันว่าฝ่ายไทยปฏิบัติต่อเชลยศึกเป็นไปตามหลักสากล และอนุสัญญาเจนีวา ทั้งในด้านอาหาร การรักษาพยาบาล และการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ คณะผู้สังเกตการณ์ยังมีกำหนดเดินทางไปตรวจสอบพื้นที่จุ๊บตะโมก ซึ่งเป็นจุดที่ทหารพรานไทยเหยียบกับระเบิด หลังการเจรจาหยุดยิง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง

ทูตทหารที่ร่วมคณะกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพื่อตัดสินว่าใครถูกหรือผิด แต่ยอมรับว่าเมื่อได้เห็นสถานการณ์จริงในพื้นที่แล้ว ก็พบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ “ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น”

นอกจากนี้ ยังตรวจพบโทรศัพท์มือถือของฝ่ายกัมพูชา ตกอยู่ในพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณภูมะเขือ เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายไทยจึงได้ชาร์จแบตเตอรี่ และเปิดโทรศัพท์เครื่องดังกล่าว พบคลิปการสอนวางทุ่นระเบิด ชนิด PMN-2 ของทหารกัมพูชา และภาพการวางทุ่นระเบิดอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชามีการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ของฝั่งไทยจริง แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาจงใจที่จะละเมิดข้อตกลงในการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ณ ประเทศมาเลเซีย และละเมิดสนธิสัญญา Ottawa อย่างชัดเจน

#การดูแลผู้อพยพ

สนับสนุนส่วนราชการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน อำนวยความสะดวกประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัย ไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน พื้นที่ จ.อุบลราชธานี 8 ศูนย์ ลดลงจากเมื่อวาน 47 คน ปัจจุบันมียอดรวม 591 คน เนื่องจากไม่มั่นใจในสถานการณ์ในพื้นที่ ทั้งนี้ทางฝ่ายปกครองได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่ บ้านเรือนของพี่น้องประชาชน ที่อพยพอย่างต่อเนื่อง

#จิตอาสาพระราชทาน ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จ.บุรีรัมย์, ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 26, หน่วยราชการในจังหวัด, ภาคเอกชน, ผู้นำชุมชน และประชาชนจิตอาสา โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานฯ ร่วมมอบถุงยังชีพ นมผง ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ความไม่สงบฯ ณ ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จ.อุบลราชธานี นายอำเภอเดชอุดม พร้อมด้วย จิตอาสา 904 และจิตอาสาพระราชทานในพื้นที่ ดูแล ช่วยเหลืออำนวยความสะดวก และเยี่ยมให้กำลังใจประชาชน ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว ทั้ง 8 แห่ง ในพื้นที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จ.ศรีสะเกษ ร่วมกับนักเรียนอาชีวะศึกษาศรีสะเกษ เข้าดำเนินการซ่อมแซมบ้าน โดยการเปลี่ยนหลังคาบ้าน ให้กับประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ ณ บ้านเลขที่ 9 ม.12 บ.ภูมิซรอลใหม่ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake news) ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นของหน่วยงาน ที่รับผิดชอบโดยตรงต่อสถานการณ์ในพื้นที่ และสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง และทันเวลา

‘ผู้ว่าปู’ออกโรงป้อง‘หมอสุภัทร’ ยันทำประโยชน์ให้คนติด‘โควิด’ หากถูกออกจริงก็เสียใจ

‘ผู้ว่าปู’ออกโรงป้อง‘หมอสุภัทร’ ยันทำประโยชน์ให้คนติด‘โควิด’ หากถูกออกจริงก็เสียใจ

‘ผู้ว่าปู’ออกโรงป้อง‘หมอสุภัทร’ ยันทำประโยชน์ให้คนติด‘โควิด’ หากถูกออกจริงก็เสียใจ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.29 น.

‘ผู้ว่าปู’ออกโรงป้อง‘หมอสุภัทร’ ยันทำประโยชน์ให้คนติดเชื้อ‘โควิด’ หากถูกให้ออกจริงก็เสียใจทั้งที่สละชีวิต ชี้จัดซื้อผิดระเบียบหรือไม่ไม่รู้ รู้แค่เสียสละ-อดทน ถามกลับเวลาจะเลือก‘ความตาย’หรือ‘ระเบียบ’ ด้าน‘เทวฤทธิ์’ แนะ‘กก.สอบ’ เช็คข้อผ่อนปรนของ‘กรมบัญชีกลาง’ด้วย

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงกรณีที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา ที่ถูกสอบวินัยร้ายแรง ให้ออกจากราชการ กรณีการจัดซื้อชุดตรวจเอทีเค ขัดระเบียบจัดซื้อจัดจ้างกระทรวงการคลังว่า หากทุกคนย้อนคิดถึงช่วงโควิดที่เกิดขึ้นในเมืองไทยไมมีใครพูดถึงการตรวจหาเชื้อด้วยเอทีเค แต่นพ.สุภัทร เป็นริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก ซึ่งปรากฎผลงานของนพ.สุภัทร ที่ระดมกำลังตรวจหาเชื้อโควิด ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งการตรวจหาชื้อในขณะนั้นมีขีดจำกัด และรัฐบาลก็มีขีดจำกัดในการดำเนินการ ดังนั้นการดำเนินการของ นพ.สุภัทร ถือว่าเป็นคุณูปการอย่างยิ่งทำให้คนไทยตื่นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อได้รับการรักษา ซึ่งทำให้ปัญหาเบาบางลง

นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า หากถามความรู้สึกของประชาชนตอนนั้น ถามหัวใจดูประชาชนชื่นชอบโครงการนี้มาก ซึ่งตนก็เป็นผู้ประสบคนหนึ่ง เพราะขณะนั้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร รู้ว่าใช้จ่ายเงินน้อยมากเพราะติดระเบียบของราชการ สวนใหญ่จะเป็นเงินบริษัทที่บริจาคเข้ามา เราจึงเอาเหตุเป็นตัวตั้ง ซึ่งเราไม่รู้ว่าสิ่งที่นพ.สุภัทรจัดซื้อเอทีเคมีจำนวนเท่าไหร่ ผิดระเบียบอย่างไร แต่ยืนยันได้อย่างเดียวว่าหมดที่อยู่ในคณะตรวจนพ.สุภัทรเสียสละอดทน และดำเนินการอย่างมีมนุษยธรรม 

“ดังนั้นถ้าเป็นดังข่าวว่าจะถูกให้ออกจากราชการจริง  ผมและคณะมีความเสียใจอย่างมาก เพราะวันนี้นพ.สุภัทร ได้เสียสละชีวิตของตนเองได้มาตรวจหาเชื้อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับโควิดได้เป็นอย่างดี ถามจริงๆว่า ณ วันนั้นระหว่างระเบียบกับความตายเรื่องไหนสำคัญกว่า ความตายก็ต้องสำคัญกว่าระเบียบเอาไว้ทีหลัง และเหตุการณ์นี้ผ่านมา 4-5 ปีแล้ว เรื่องนี้ยังถูกฟื้นฝอยหาตะเข็บว่าการจัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใสอย่างนั้นเหรอ นี่คือผลตอบแทนของคนที่ทำเพื่อส่วนรวม ผมไม่ทราบว่าสิ่งที่นพ.สุภัทรดำเนินการมีอะไรบ้าง แต่สิ่งที่หมอชนบทบุกกรุงนั้นได้ประโยชน์อย่างยิ่ง”นายวีระศักดิ์ กล่าว

ด้านนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ในฐานะโฆษก กมธ.ฯ กล่าวว่า ตนยังคงสงสัยว่าทำไมเลือกตรวจเฉพาะกรณีของนพ.สุภัทร เพราะโรงพยายาลที่มาร่วมโครงการหมอชนบทบุกกรุงก็มีหลายโรงพยาบาล และการจัดซื้อจัดจ้างเอทีเคก็มีหลายโครงพยาบาล ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องมีความโปร่งใส และในห้วงเวลาที่มีโควิดระบาดนั้น นั้นทางกรมบัญชีกลางมีหนังสือเรื่องการดำเนินการกรณีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยาหรืออุปกรณ์การแพทย์หรือการจ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งวัสดุการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อที่ให้ยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงในการกำหนดวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุ โดยเฉพาะเจาะจงจนกว่าจะมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งข้อมูลของกรมบัญชีกลางนี้สะท้อนว่ามีแนวนโยบายผ่อนปรน และปลดเล็อค จึงคิดว่ากรรมการที่สอบนพ.สุภัทร ควรจะต้องดูรายละเอียดตรงนี้ด้วย ไม่ใช่ดูแค่ผิดหรือไม่ผิดระเบียบเท่านั้น 

‘วันนอร์’ดูปรับปรุงภูมิทัศน์หน้าสภาฯ เพื่อเตรียมอัญเชิญประดิษฐาน’พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่7’

'วันนอร์'ดูปรับปรุงภูมิทัศน์หน้าสภาฯ เพื่อเตรียมอัญเชิญประดิษฐาน'พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่7'

‘วันนอร์’ดูปรับปรุงภูมิทัศน์หน้าสภาฯ เพื่อเตรียมอัญเชิญประดิษฐาน’พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่7’

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

‘ประธานสภาฯ’สั่งเข้มปรับปรุงภูมิทัศน์สนามหญ้าด้านหน้าอาคารรัฐสภา เผย23ส.ค.นี้ทำพิธีสักการะ’พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่7’ เพื่อเตรียมประดิษฐาน ยันพยายามต่อเติมพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้ครบถ้วนเพื่อ ‘สมาชิกรัฐสภา-ประชาชน’

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ ลงพื้นที่เดินสำรวจการปรับปรุงภูมิทัศน์ลานสนามหญ้า บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา ฝั่งถนนทหาร รวมถึงสำรวจต้นไม้ และสระบัว ตลอดแนวถนนทหาร โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดูแล ปรับปรุง แก้ไขการดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์ เช่น การตกแต่งกิ่งไม้ ดูแลสภาพต้นไม้ และสระบัวให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์สวยงาม เพื่อรองรับการอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่7) มาประดิษฐาน

โดยนายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวระหว่างเดินสำรวจว่า จะดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ให้สวยงาม เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะนำพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่7) ที่เคลื่อนมาประดิษฐานยังที่ประทับ โดยในวันที่23ส.ค.นี้จะนำพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ที่แยกส่วนมาทำพิธีสักการะเพื่อรอการประดิษฐาน ส่วนการดำเนินงานปรับปรุงอื่นๆ เช่น ศูนย์สารสนเทศ พิพิธภัณฑ์รัฐสภาบางส่วน ห้องประชุมที่รองรับ1,500ที่นั่ง รวมถึงห้องประชุมสัมมนาจำนวน 6 ห้อง เป็นไปตามแผนดำเนินงาน และงบประมาณที่มีอยู่ ก็จะดำเนินการให้สมบูรณ์ขึ้น

“เราพยายามจะใช้พื้นที่ของรัฐสภาที่สร้างไว้ ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ และขาดอุปกรณ์บางส่วน ก็จะมาต่อเติมให้ครบถ้วน เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์ ทั้งสมาชิกรัฐสภา และประชาชนข้างนอกที่เข้ามาเยี่ยมดูงานสภาฯ หรือใช้พื้นที่ประชุมสัมมนา” ประธานรัฐสภา กล่าว

ทั้งนี้ จะมีการเคลื่อนย้ายอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ จากสำนักช่างสิบหมู่กรมศิลปากร อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม มายังอาคารรัฐสภา ในวันที่ 22 ส.ค.นี้เวลา 09.09 น. และในวันที่ 23 ส.ค. เวลา 08.30 น. จะมีพิธีสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ