ม.กรุงเทพ โชว์ผลงานผสมผสาน ‘Robot – AI’ ปลดปล่อยความสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด

ม.กรุงเทพ โชว์ผลงานผสมผสาน ‘Robot - AI’ ปลดปล่อยความสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด

ม.กรุงเทพ โชว์ผลงานผสมผสาน ‘Robot – AI’ ปลดปล่อยความสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ขับเคลื่อนสู่แนวหน้าการศึกษาและนวัตกรรม ด้วยการเข้าร่วมงาน อว.Fair 2025 SCI POWER FOR FUTURE THAILAND งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีของกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ภายใต้คอนเซปต์ Creative AI & Robotic Technology” บูธนิทรรศการนำเสนอผลงานการผสมผสานที่ล้ำสมัยระหว่างเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม แต่ยังปลดปล่อยศักยภาพความสร้างสรรค์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด นวัตกรรมเหล่านี้เกิดจากความเชี่ยวชาญของคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้พัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่องในสองด้านหลักทั้งเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่านการทดลองด้วยตนเอง ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าเยี่ยมชมบูธพร้อมให้กำลังใจนักศึกษา

ภายในงาน วิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ยังจัดเต็มความรู้และประสบการณ์จริง ผ่านเวทีเสวนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รวมตัวเซียนหมากระดับแนวหน้า มาแชร์เทคนิค กลยุทธ์ และโอกาสทองสำหรับนักธุรกิจยุคใหม่และผู้สนใจธุรกิจไทย-จีน เปิดเวทีโดย วิชัย มงคลชัยชวาล รองประธานกรรมการหอการค้าไทยจีน นำเสนอ “ทิศทางและแนวโน้มของการค้าจีน-ไทยในยุคใหม่ : โอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมสุขภาพและเทคโนโลยี” ตามด้วยเวทีนักธุรกิจผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้ามากประสบการณ์และความสำเร็จ แชร์เรื่องการแลกเปลี่ยนของวงการธุรกิจไทย-จีนและวงการการศึกษา นำโดย ดร.อรสา รัตนอมรภิรมย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ สำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน , นำพร เกียรติธนากร กรรมการบริหาร บจก.ไอ พลัส คิว เจ้าของรางวัล PM Export Award , ชนินทร พิทักษ์วรรัตน์ (ปันปันเหล่าซือ) ผู้ฝึกสอนภาษาจีนให้กับไอซ์ซึในซีรีส์ดัง “สงครามส่งด่วน” และเจ้าของช่อง Tiktok: Attention Chinese และดร.นิธิวดี จรรยาสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน และหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (มุ่งเน้นธุรกิจจีน)

ปิดท้ายด้วยเวทีแลกเปลี่ยนสุดพิเศษของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่าความสำเร็จไม่รออายุ นำโดย แสงเทียน ชัชวาลยางกูร ผู้ก่อตั้ง DGY Agency , ณัฐชา ปัญญาธนทรัพย์ เจ้าของธุรกิจ Nuttybox และศิษย์เก่าคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ (BUSEM) และนายวิทิต อิสริยา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (มุ่งเน้นธุรกิจจีน) แลกเปลี่ยนมุมมองการทำธุรกิจ ไอเดียสร้างสรรค์ และวิสัยทัศน์ในอนาคต นอกจากนี้ยังมี ดร.สรพรรค ภักดีศรี อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม ขึ้นเวทีบรรยายให้ความรู้บน Mini Stage ในหัวข้อ “Oracle APEX Low-Code App Development Platform” แก่ผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย

​ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรม นวัตกรรมวิถีไทย

​ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรม นวัตกรรมวิถีไทย

​ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรม นวัตกรรมวิถีไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการ “Morlum: Esarn Soft Power to Global” อย่างเป็นทางการ ภายในบูธนิทรรศการของ บพข. ในงาน อว.แฟร์ 2568 โดยมีผู้บริหารจากภาครัฐและภาควิชาการเข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผู้บริหาร บพข. กล่าวว่า หมอลำไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงพื้นบ้าน แต่คือขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และพร้อมที่จะก้าวสู่เวทีระดับโลก โครงการนี้จึงเป็นภารกิจสำคัญในการนำงานวิจัยเข้ามาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสและตระหนักว่า นวัตกรรมจากวิถีไทยนั้นมีพลังมหาศาล

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การแสดงศิลปวัฒนธรรม หากแต่เป็นการวางรากฐานเชิงระบบ เพื่อผลักดันหมอลำให้กลายเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย บพข. มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนทุนวิจัยและความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้ทุนทางวัฒนธรรมของเราถูกต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมและพร้อมจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

“บพข.สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และยกระดับศิลปะหมอลำในฐานะทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของชาติผ่านกระบวนการวิจัยและบ่มเพาะศิลปิน ผ่านการแสดง Orchestra อีสาน ที่ผสมผสานเครื่องดนตรีพื้นบ้านกับดนตรีสากลอย่างกลมกลืน , เวทีเสวนาในหัวข้อ หมอลำก้าวสู่ Soft Power ทั้งในระดับประเทศและสากล” โดยตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภาคเอกชน และนักวิจัย นอกจากนี้ ยังมีการแสดงหมอลำขนานแท้จากคณะเสียงอีสาน และกิจกรรมแจกของที่ระลึกภายใต้แนวคิด หมอลำรักษ์โลก” ซึ่งผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล

นอกจากนี้ บพข.ยังได้มีการจัดงาน “IDE Day 2025: Innovation Exchange”  เพื่อแสดงพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และผู้ประกอบการในการเปลี่ยน ทุนวิจัย ให้เป็น กลไกระดับประเทศ” ที่สร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยมี ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง กลไกเชื่อมโยง ระหว่างทุน กลไก และตลาด เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมียุทธศาสตร์ และตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมได้จริง

บพข. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนแผนงาน Innovation Driven Enterprises (IDEs) ใช้บทบาท Sandbox ระดับประเทศในการทดลองกลไกเชิงระบบเพื่อช่วยให้บริษัทไทยปรับโครงสร้างองค์กร สร้างขีดความสามารถใหม่ และต่อยอดสู่การแข่งขันระดับสากล โดยในช่วง 2 ปีแรก แผนงาน IDEs ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือ 3 ฝ่าย คือ บริษัท ME/LE หน่วยงานตัวกลาง (IM) และที่ปรึกษาเชิงลึก (IBDS) ส่งผลให้มีบริษัท 230 แห่งเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรม, 5 บริษัทก้าวสู่รายได้พันล้านบาท, 37 หน่วยงานตัวกลางทั่วประเทศนำกลยุทธ์นวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจ และมีทีมที่ปรึกษา IBDS กว่า 100 ทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง

ศธ.ลุยสุรินทร์ ปรับหลักสูตรอาชีพ หนุนห้องสมุดทันสมัย ขยายโอกาสวิชาชีพ

ศธ.ลุยสุรินทร์ ปรับหลักสูตรอาชีพ หนุนห้องสมุดทันสมัย ขยายโอกาสวิชาชีพ

ศธ.ลุยสุรินทร์ ปรับหลักสูตรอาชีพ หนุนห้องสมุดทันสมัย ขยายโอกาสวิชาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้และสถานศึกษาในจังหวัดสุรินทร์ พร้อมมอบนโยบายสำคัญเพื่อยกระดับการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสและคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและตลาดแรงงาน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด คณะวิทยากร ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในพื้นที่ เข้าร่วมรับฟังนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ. กล่าวว่า ศธ.ได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรอาชีพของ สกร. จากกว่า 38,000 หลักสูตร ให้เหลือเพียง 1,200 หลักสูตรที่มีคุณภาพ และจะพัฒนาให้เข้มข้นอย่างน้อย 400 หลักสูตร ที่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งผลักดันหลักสูตรใหม่ อาทิ Care Giver (ผู้ดูแลผู้สูงอายุ) เพื่อสร้างโอกาสอาชีพและรายได้ โดยผู้เรียนสามารถมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาห้องสมุดประชาชนให้ทันสมัย ทั้งด้านอาคารสถานที่และระบบดิจิทัล เช่น e-book และ e-library เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงความรู้ของประชาชนทุกกลุ่ม ตลอดจนการทบทวนเกณฑ์วิทยฐานะครู กศน. ให้สอดคล้องกับภาระงานจริง อีกทั้งมีแผนยกระดับหลักสูตรบางด้านให้ได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและต่อยอดสู่การประกอบอาชีพได้จริง เพื่อตอกย้ำนโยบายการเรียนแล้วมีงานทำ

มจพ. สนับสนุนภารกิจกองทัพไทย มอบหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

มจพ. สนับสนุนภารกิจกองทัพไทย มอบหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

มจพ. สนับสนุนภารกิจกองทัพไทย มอบหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.48 น.

สืบเนื่องจากสถานการณ์การสู้รบและความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งก่อให้เกิดอุบัติเหตุจากกับระเบิดและส่งผลกระทบต่อกำลังพลของกองทัพไทย การดำเนินงานเพื่อปกป้องและรักษาชีวิตของทหารจึงถือเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล ภายใต้หลักการดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยปลัดกระทรวง อว. ได้ให้ความสำคัญและกำหนดแนวทางสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อช่วยเสริมภารกิจของกองทัพในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้มอบหมายให้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) สร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิด เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของกำลังทหารในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

สำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะดังกล่าวได้รับการออกแบบและสร้างโดยทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. เจ้าของสถิติแชมป์โลก การแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย 10 สมัย ถือเป็นกำลังหลักด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์ของประเทศการสร้างสรรค์หุ่นยนต์อัจฉริยะทำลายวัตถุระเบิดในพื้นที่ชายแดนดังกล่าว สอดคล้องกับพันธกิจของ มจพ. ที่มุ่งนำนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและประเทศชาติ โดยเฉพาะด้านการเสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และการลดความเสี่ยงต่อชีวิตของทหารในพื้นที่ชายแดนซึ่งต้องเผชิญกับอันตรายโดยตรง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่จังหวัดสุรินทร์ นำโดย รศ.ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วย ผศ.ดร.อรัญ แบล็ทเลอร์ ผศ.นพดล พัดชื่น อ.ภูบดี บุญจริง ผศ.ดร.เทพภากร สิทธิวันชัย และคณาจารย์ นักศึกษาทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  ได้นำหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิ Let’s be heroes และได้ส่งมอบให้กับ กองกำลังสุรนารี กองทัพบก เพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยหุ่นยนต์อัจฉริยะดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงต่อกำลังพลเพิ่มความปลอดภัย ในภารกิจปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม และสร้างความมั่นใจในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ในระยะต่อไป มจพ. มีแผนจัดตั้ง ศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการป้องกันประเทศ (Intelligent Center of National Defense Technology : INDT)  โดยความร่วมมือกับกองทัพบก เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตลอดจนสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ ทั้งในมิติการป้องกันและการเสริมสร้างศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาเอกราช อธิปไตย และความมั่นคงแห่งชาติในอนาคตต่อไป

นอกจากจะสร้างชื่อเสียงบนเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติแล้ว ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. ยังเคยเข้าร่วมสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ซึ่งสร้างความสูญเสียอย่างร้ายแรง โดยหุ่นยนต์ของ มจพ. สามารถเข้าปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงภัยแทนเจ้าหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสในการค้นหาและกู้ภัยได้อย่างสำเร็จ

มจพ. ขอยืนหยัดเจตนารมณ์ที่จะมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง  เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสังคม ความมั่นคง และการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนในอนาคตสืบไป

อุตรดิตถ์เดินหน้าโครงการเด็กอุตรดิตถ์วินัยดีปลูกฝังจิตสำนึก ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน

อุตรดิตถ์เดินหน้าโครงการเด็กอุตรดิตถ์วินัยดีปลูกฝังจิตสำนึก ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน

อุตรดิตถ์เดินหน้าโครงการเด็กอุตรดิตถ์วินัยดีปลูกฝังจิตสำนึก ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

อุตรดิตถ์เดินหน้า “โครงการเด็กอุตรดิตถ์วินัยดี” ปลูกฝังจิตสำนึก ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน

วันที่ 20 สิงหาคม 2561 เวลา 09.00 น. นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เด็กอุตรดิตถ์วินัยดี สร้างความปลอดภัยทางถนน” ณ บริเวณหน้าอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์

โครงการนี้เกิดขึ้นจากความกังวลต่อสถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนในจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสถิติการเสียชีวิตสูง จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ พบว่ากลุ่มเยาวชนอายุ 15-18 ปี มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดถึง 22.22% ขณะที่กลุ่มเด็กอายุ 1-18 ปี อยู่ที่ 18.52% โดยสาเหตุหลักกว่า 96% มาจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่ขาดความระมัดระวังและไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุตรดิตถ์ จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้น ด้วยงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน จำนวน 490,510 บาท โดยมีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังวินัยด้านความปลอดภัยให้แก่เด็กและเยาวชน เช่น การสวมหมวกกันน็อกและคาดเข็มขัดนิรภัยเป็นประจำ รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎจราจร เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนแกนนำให้เป็นกำลังสำคัญในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรม Kick off ในครั้งนี้ มีการแสดงผลงานจากนักเรียนนักศึกษาจาก 18 หน่วยงานการศึกษา และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกด้านความปลอดภัย และมุ่งหวังให้เด็กอุตรดิตถ์มีวินัยและมีความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างสูงสุด

สพฐ.แข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน’กพด.’ระดับประเทศ ปี 68

สพฐ.แข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน'กพด.'ระดับประเทศ ปี 68

สพฐ.แข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน’กพด.’ระดับประเทศ ปี 68

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

สพฐ. เปิดการแข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน โรงเรียน กพด. ระดับประเทศ ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ กรมสมเด็จพระเทพฯ

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ นางสาวพัชรกันย์ เมธาอัครเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการคลังและสินทรัพย์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการแข่งขันทักษะวิชาการนักเรียนระดับประเทศ ภายใต้การประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ (กพด.) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ประจำปี 2568 ณ โรงแรมเอวาน่า บางนา กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวพรเพ็ญ ทองสิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาโรงเรียนตามพระราชดำริและโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหาร ครู และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง โอกาสนี้ นายนรินธรณ์ เซ่งล้ำ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ร่วมเยี่ยมชมการจัดงานและให้กำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมแข่งขันและคณะครูผู้ควบคุม

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ที่ทรงห่วงใยเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล และได้พระราชทานแนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2523 รวมเวลากว่า 40 ปี โดยมุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนได้รับการพัฒนารอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพ สติปัญญา ทักษะอาชีพ คุณธรรมจริยธรรม และการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศชาติ การจัดงานปีนี้กำหนดหัวข้อ “ การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เพื่อเปิดเวทีให้นักเรียนได้แสดงความรู้ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเชื่อมโยงกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งคัดเลือกผู้ชนะเลิศแต่ละกิจกรรมระดับประเทศ เป็นตัวแทน สพฐ.เข้าร่วมแข่งขันกับหน่วยงานอื่นๆ ที่สนองงานในพระราชดำริอีก 6 หน่วยงานต่อไป

สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ประกอบด้วย 7 ประเภท ได้แก่ การเล่านิทาน การสร้างสรรค์ศิลปะด้วยการตัด ปะ ฉีก การวาดภาพระบายสี การเขียนคัดลายมือ การเขียนเรียงความภาษาไทย การเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ และการนำเสนอผลงานนักเรียนตามหัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าร่วมแข่งขันตามช่วงชั้นที่เหมาะสม โดยมีนักเรียนจาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 172 คน จาก 30 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมด้วยคณะครูผู้ควบคุม และคณะกรรมการ รวมผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน ซึ่งบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเยาวชนและความตั้งใจของครูผู้สอนในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน

“ การประชุมเชิงปฏิบัติการแข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน ระดับประเทศในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ แล้ว ยังเป็นเครื่องสะท้อนถึงคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียนตามพระราชดำริ และโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ที่มุ่งสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านความรู้ ความดี และความสามารถ ควบคู่ไปกับการสืบสานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย และการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ”

บุรีรัมย์จัดประกวดผ้า ‘สิริราชพัสตราภรณ์’ หนุนช่างทอพัฒนาผ้าไทยสู่สากล

บุรีรัมย์จัดประกวดผ้า ‘สิริราชพัสตราภรณ์’ หนุนช่างทอพัฒนาผ้าไทยสู่สากล

บุรีรัมย์จัดประกวดผ้า ‘สิริราชพัสตราภรณ์’ หนุนช่างทอพัฒนาผ้าไทยสู่สากล

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ จัดประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมระดับจังหวัด ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ยกระดับภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจำเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมระดับจังหวัด ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม ปี 2568 ณ โรงแรมเดอศิตา ปริ๊นเซส อำเภอเมืองบุรีรัมย์ โดยมีช่างทอผ้าในพื้นที่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดรวม 167 ชิ้นงาน

การประกวดครั้งนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสนองแนวพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมุ่งมั่นส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าไทยให้มีความทันสมัยสู่สากล ซึ่งจะช่วยให้ช่างทอผ้าและผู้ประกอบการสามารถนำลายผ้าพระราชทานไปเป็นต้นแบบ เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไทย

นายจำเริญ แหวนเพ็ชร กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชุมชน เพราะสามารถนำลายผ้าพระราชทานไปประยุกต์ใช้ได้กับผ้าและงานหัตถกรรมทุกประเภท สอดคล้องกับแนวคิด ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ที่มุ่งสร้างความสุขจากการใช้ศิลปะหัตถกรรมไทย เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน และกระตุ้นให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส ///-026

เกาหลีใต้ไม่อนุญาต อดีตสายลับเกาหลีเหนือ วัย 95 อยากกลับไปตายที่บ้านเกิด

เกาหลีใต้ไม่อนุญาต อดีตสายลับเกาหลีเหนือ วัย 95 อยากกลับไปตายที่บ้านเกิด

20 ส.ค. 2568 16:42 น.

เกาหลีใต้ไม่อนุญาต อดีตสายลับเกาหลีเหนือ วัย 95 อยากกลับไปตายที่บ้านเกิด

อดีตสายลับเกาหลีเหนือวัย 95 ปี ที่ถูกจับระหว่างสงครามเกาหลีและถูกคุมขังเป็นเวลาหลายสิบปี ถูกเกาหลีใต้ปฏิเสธการเดินทางกลับเกาหลีเหนือ โดยหวังว่าจะถูกฝังศพร่วมกับสหายร่วมรบของเขา

อดีตสายลับเกาหลีเหนือวัยชราถูกห้ามข้ามพรมแดนโดยทหารเกาหลีใต้ ขณะพยายามเดินทางกลับบ้านเกิดพร้อมธงชาติเกาหลีเหนือ โดยเหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผยโดยโฆษกของกลุ่มภาคประชาชนที่รณรงค์เรียกร้องสิทธิการส่งตัวกลับในวันนี้ (20 ส.ค.)

ชายรายดังกล่าวคือ อัน ฮัก-ซอบ อายุ 95 ปี อดีตสายลับและทหารเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้สูงอายุ 6 คนที่เคยถูกจำคุกยาวนานในเกาหลีใต้จากข้อหา “กิจกรรมต่อต้านรัฐ” และการปฏิเสธละทิ้งลัทธิคอมมิวนิสต์ หลังพ้นโทษ พวกเขาได้ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งตัวกลับไปยังเกาหลีเหนือซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตามรายงาน นายอันถือธงชาติเกาหลีเหนือเดินเข้าไปใกล้ด่านตรวจการณ์ทางทหาร ก่อนถูกทหารเกาหลีใต้สกัดและนำตัวส่งโรงพยาบาล ภาพถ่ายโดยสำนักข่าวยอนฮัปเผยให้เห็นเขาถือธงชาติเกาหลีเหนือที่บริเวณชายแดน ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้

นายอันเคยถูกจับเมื่อปี 1953 ระหว่างภารกิจแทรกซึมในช่วงสงครามเกาหลี และถูกจำคุกเรื่อยมาจนถึงปี 1995 โทษจำคุกของเขาอาจสิ้นสุดเร็วกว่านี้ หากยอมรับระบอบประชาธิปไตย แต่เขาปฏิเสธและยืนยันในอุดมการณ์ของตน

กลุ่มภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวแทนอันและผู้สูงอายุอีก 5 ราย ชี้ว่าพวกเขาควรถูกจัดให้เป็น “เชลยศึก” และควรได้รับสิทธิขอกลับบ้านตามอนุสัญญาเจนีวา อันเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่น Ganghwa News เมื่อปี 2024 ว่า “ผมมาที่นี่ในฐานะเชลยศึก ใส่เครื่องแบบทหารเกาหลีเหนือภายใต้คำสั่งพรรคแรงงาน แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ปฏิบัติต่อผมเช่นนั้น และผมต้องถูกคุมขังนานกว่า 40 ปี พร้อมการทรมานนานัปการ”

กลุ่มภาคประชาชนยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันข้อเรียกร้องการส่งตัวกลับ ขณะที่เกาหลีเหนือยังไม่ออกมาแสดงท่าทีใด ๆ

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้เผยว่า กำลังทบทวนแนวทางต่าง ๆ เพื่อจัดการกับประเด็นดังกล่าว พร้อมระบุว่ามีอดีตนักโทษในสถานการณ์ใกล้เคียงกันอีกหลายรายที่อาจยื่นคำร้องขอส่งตัวกลับ แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัด ทั้งนี้ ในปี 2000 เกาหลีใต้เคยส่งตัวนักโทษที่ไม่ละทิ้งอุดมการณ์คอมมิวนิสต์กลับเกาหลีเหนือจำนวน 63 ราย ที่หมู่บ้านปันมุนจอม ถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา AFP

ซีอีโอป๊อปมาร์ทเผย รายได้บริษัทอาจพุ่งกว่า 1.36 แสนล้านบาทในปีนี้

ซีอีโอป๊อปมาร์ทเผย รายได้บริษัทอาจพุ่งกว่า 1.36 แสนล้านบาทในปีนี้

20 ส.ค. 2568 15:28 น.

ซีอีโอป๊อปมาร์ทเผย รายได้บริษัทอาจพุ่งกว่า 1.36 แสนล้านบาทในปีนี้

หวัง หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของป๊อปมาร์ท (Pop Mart) กล่าวว่า บริษัทกำลังอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายรายได้ 2 หมื่นล้านหยวน (ราว 90,760 ล้านบาท) ในปี 2025 และระบุว่ารายได้ “3 หมื่นล้านหยวน (ราว 136,140 ล้านบาท) ในปีนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องง่ายเช่นกัน”

หวัง ผู้ก่อตั้งบริษัทในปี 2010 ได้เปิดเผยเป้าหมายดังกล่าวกับนักวิเคราะห์ หลังจากที่ป๊อปมาร์ทประกาศผลประกอบการครึ่งปีแรกที่ทำสถิติสูงสุดเมื่อวันอังคาร (19 ส.ค.) โดยผู้ผลิตตุ๊กตาลาบูบู้ รายงานกำไรสุทธิพุ่งขึ้นเกือบ 400% เนื่องจากความต้องการของเล่นพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่มีอัตรากำไรสูง

นายหวังยังกล่าวว่า กำลังพิจารณาขยายธุรกิจในตลาดเกิดใหม่ในตะวันออกกลาง ยุโรปกลาง และอเมริกากลางและอเมริกาใต้ “ผมคิดว่าสำหรับตลาดต่างประเทศ เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมาก และเราเชื่อว่ายังมีช่องว่างสำหรับการเติบโตอีกมาก” พร้อมเสริมว่ายอดขายจากอเมริกาเหนือและเอเชียแปซิฟิกในปีนี้จะเทียบเท่ากับยอดขายในจีนในปี 2024

ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันป๊อปมาร์ทมีสาขาประมาณ 40 สาขา หวังกล่าวว่าบริษัทจะเริ่ม “เปิดสาขาอย่างรวดเร็ว” ในช่วงปีหรือสองปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะเปิดสาขาในสหรัฐอเมริกาอีก 10 สาขาภายในสิ้นปีนี้

หุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่า 230% นับตั้งแต่ต้นปี ทำให้ป๊อปมาร์ทมีมูลค่าสูงกว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างแมทเทล ผู้ผลิตตุ๊กตาบาร์บี้ และซานริโอ บริษัทแม่ของเฮลโลคิตตี้

เป้าหมายต่อไปของป๊อปมาร์ทคืออาณาจักรแบบเดียวกับดิสนีย์ โดยผู้บริหารกล่าวว่าบริษัทมีความหวังว่าจะมีโอกาสให้ตัวละครป๊อปมาร์ท ปรากฏตัวในภาพยนตร์แอนิเมชันและสถานที่ท่องเที่ยวในสวนสนุก แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่คาดว่าจะสร้างรายได้โดยตรงมากนักในระยะสั้นก็ตาม.

ที่มา Reuters

ชายจีนในสหรัฐฯ ถูกจำคุก 8 ปี ฐานส่งอาวุธไปเกาหลีเหนือ

ชายจีนในสหรัฐฯ ถูกจำคุก 8 ปี ฐานส่งอาวุธไปเกาหลีเหนือ

20 ส.ค. 2568 13:57 น.

ชายจีนในสหรัฐฯ ถูกจำคุก 8 ปี ฐานส่งอาวุธไปเกาหลีเหนือ

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า ชาวจีนคนหนึ่งถูกตัดสินจำคุก 8 ปีในข้อหาลักลอบนำอาวุธปืนและอุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ ไปยังเกาหลีเหนือ

ตามแถลงการณ์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ นายเหวิน เซิ่งฮวา วัย 42 ปี ได้รับเงินประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือเพื่อขนส่งอาวุธจากรัฐแคลิฟอร์เนีย 

เหวิน อาศัยอยู่ในเมืองออนทาริโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย ถูกควบคุมตัวตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 เขาให้การรับสารภาพในเดือนมิถุนายนว่าสมรู้ร่วมคิดละเมิดพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ และเป็นสายลับผิดกฎหมายของรัฐบาลต่างประเทศ

คดีของเหวินชี้ให้เห็นถึงวิธีการต่างๆ ที่เกาหลีเหนือใช้ในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศต่อการค้าอาวุธ

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่าเหวินเป็น “คนต่างด้าวผิดกฎหมาย” โดยระบุว่าเขาเดินทางเข้าสหรัฐฯ ด้วยวีซ่านักเรียนในปี 2012 และยังคงอยู่ในประเทศหลังจากวีซ่าหมดอายุในเดือนธันวาคม 2013 “ก่อนเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา นายเหวินได้พบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีเหนือที่สถานทูตเกาหลีเหนือในประเทศจีน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นสั่งให้เหวินจัดหาสินค้าในนามของเกาหลีเหนือ”

เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือสองนายติดต่อเหวินผ่านแพลตฟอร์มการส่งข้อความออนไลน์ในปี 2022 และบอกให้เขาลักลอบนำอาวุธปืนและสินค้าอื่นๆ จากสหรัฐฯ ไปยังเกาหลีเหนือ ตามข้อมูลของกระทรวงยุติธรรม

ในปี 2023 เขาขนส่งอาวุธปืนอย่างน้อยสามตู้คอนเทนเนอร์จากท่าเรือลองบีชไปยังจีน โดยมีจุดหมายปลายทางสุดท้ายคือเกาหลีเหนือ เขาให้ข้อมูลการส่งออกเท็จเกี่ยวกับสิ่งที่บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์

ตู้คอนเทนเนอร์หนึ่งซึ่งเขารายงานว่ามีตู้เย็น เดินทางมาถึงฮ่องกงในเดือนมกราคม 2567 ก่อนที่จะถูกส่งไปยังเมืองนัมโป ประเทศเกาหลีเหนือ

เขายังซื้อธุรกิจอาวุธปืนในเมืองฮิวสตันด้วยเงินจากคนรู้จักชาวเกาหลีเหนือ และขับรถจากรัฐเท็กซัสไปยังแคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้มีการจัดเตรียมการขนส่งอาวุธเหล่านั้นไว้ เดือนกันยายนปีที่แล้ว นายเหวินซื้อกระสุนขนาด 9 มม. ประมาณ 60,000 นัด โดยมีแผนที่จะขนส่งไปยังเกาหลีเหนือ

ทางการสหรัฐฯ ยังกล่าวอีกว่า เหวินได้รับ “เทคโนโลยีที่ละเอียดอ่อน” ซึ่งเขาตั้งใจจะส่งไปยังเกาหลีเหนือ เช่น อุปกรณ์ระบุภัยคุกคามทางเคมี และเครื่องรับสัญญาณบรอดแบนด์แบบพกพา

กระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า “เหวินยอมรับในข้อตกลงรับสารภาพว่า เขารู้ดีว่าการขนส่งอาวุธปืน กระสุน และเทคโนโลยีที่ละเอียดอ่อนไปยังเกาหลีเหนือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย”

ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เกาหลีเหนือถูกห้ามไม่ให้ซื้อขายอาวุธและยุทโธปกรณ์ สหรัฐฯ ยังได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเกี่ยวกับกิจกรรมนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แต่เกาหลีเหนือก็ได้พัฒนาวิธีการเพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรเหล่านี้

ในปี 2015 สหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีดำบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนการขนส่งอาวุธผิดกฎหมายไปยังเกาหลีเหนือ ในปี 2016 ทางการอียิปต์ได้สกัดกั้นเรือของเกาหลีเหนือที่บรรทุกระเบิดมือมากกว่า 30,000 ลูก ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังอียิปต์ และในปี 2023 บริษัทบริติช อเมริกัน โทแบคโค ถูกปรับเงินมากกว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการขายบุหรี่ให้กับเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตร.

ที่มา BBC