บทความ : เงินกู้ 4 แสนล้าน… กับโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง (ตอนที่ 2) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580204

บทความ : เงินกู้4แสนล้าน… กับโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง (ตอนที่2)

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการนี้กรมส่งเสริมการเกษตรยืนยันว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ของกรมส่งเสริมการเกษตรโดยจะทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ดินและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลงในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน

การดำเนินโครงการนี้ งบประมาณส่วนใหญ่ใช้ไปในการจัดซื้อชุดตรวจวิเคราะห์ดินให้ ศดปช. ศูนย์ละ 10 ชุด จัดซื้อแม่ปุ๋ยให้กับศูนย์ 3 สูตร คือ 46-0-0 จำนวน 60 กระสอบ/ศูนย์ 18-46-0 จำนวน 30 กระสอบ/ศูนย์ และสูตร 0-0-60 จำนวน 30 กระสอบ/ศูนย์ และจัดซื้อเครื่องผสมปุ๋ยให้แก่ ศดปช. ที่นำร่อง 394 ศูนย์ ใน 63 จังหวัด ศูนย์ละ 1 เครื่อง ศดปช. จะดำเนินการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน แนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น รวบรวมความต้องการและจัดหาแม่ปุ๋ยมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไป รวมทั้งให้บริการผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

การจัดหาครุภัณฑ์ ทั้งชุดตรวจวิเคราะห์ดิน และเครื่องผสมปุ๋ย ก็ว่าไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เชื่อได้ว่าคงมีการร้องเรียนกันเกิดขึ้นตามมา ส่วนการจัดหาวัสดุ คือ แม่ปุ๋ยนั้น มีความเสี่ยงสูงกว่าอย่างอื่น ในอดีตโครงการที่เกี่ยวกับปุ๋ย มีการทุจริตเกิดขึ้นถึงขั้นทำให้ผู้บริหารระดับสูงทั้งฝ่ายข้าราชการประจำ และฝ่ายการเมืองเสียอนาคตก็มีให้เห็นกันแล้ว เช่น กรณีการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2546 ซึ่งเสนอโครงการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีการดำเนินการแบบรวบรัด มีการผลักดันโดยคนใกล้ชิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯในสมัยนั้น มีข้อมูลส่อไปในทางทุจริต กระทำการโดยละเลยกฎระเบียบ และอ้างความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นเหตุผลในการดำเนินการ คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยนั้น คนละ 6 ปี (ศาลตัดสินเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559 ใช้เวลาในการพิจารณาคดีถึง 15 ปี) นอกจากนี้ในเวลาต่อมายังมีอดีตอธิบดี และรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง กับโครงการนี้ถูกดำเนินคดีและจำคุกไปแล้วส่วนหนึ่ง และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาอีกหลายส่วนหนึ่ง

กลับมาที่โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน ที่กำลังกล่าวถึง เกี่ยวกับการจัดหาปุ๋ยมาจำหน่ายยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะดำเนินการ เพราะไม่ใช่ภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตร ศดชป. ควรเน้นภารกิจด้านวิชาการและส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ควรดำเนินธุรกิจให้เรื่องเงินๆ ทองๆ มาพัวพันกับหน่วยงาน

ทั้ง 2 โครงการที่กล่าวมาข้างต้น ทั้ง ป.ป.ท. และ สตง. รวมทั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เตือนมาแล้ว ก็ขอให้นำไปทบทวน ซึ่งอาจจะช้าไปเพราะโครงการจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2564 นี้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการต่าง ๆ ขอให้รอบคอบ รัดกุม ตรวจสอบ และอธิบายได้ โดยเฉพาะข้าราชการ เพราะเวลาเกิดเป็นคดีความครั้งไร นักการเมืองลอยตัวทุกที คนรับกรรมคือข้าราชการแทบทั้งสิ้น….

อดไม่ได้ที่จะห่วงกังวลไปถึงโครงการโคกหนองนาโมเดล ของกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูงลำดับที่ 2 ตามที่ ป.ป.ท. ประเมินไว้ เพราะโครงการนี้มีรูปแบบและการดำเนินงานใกล้เคียงกับ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่แยกกันทำคนละพื้นที่ ที่สำคัญของโครงการนี้คือการจ้างขุดสระน้ำที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูง ตั้งแต่การประกวดราคาที่หน่วยงานในส่วนกลางเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้ผู้รับเหมาไปดำเนินการขุดสระในตำบลที่มีเกษตรกรร่วมโครงการ การขุดสระน้ำในแต่ละตำบล ซึ่งมีพื้นที่ และภูมิประเทศที่แตกต่างกัน หากไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ เกษตรกรไม่ยอมรับ ก็จะเกิดผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจรับงาน ผมเกรงว่าเจ้าหน้าที่ตรวจรับจะกลายเป็นแพะรับบาปของโครงการนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการที่กล่าวมาทั้ง 3 โครงการนี้ เป็นโครงการที่เป็นลักษณะ ท็อปดาวน์ คือสั่งการมาจากข้างบน ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรโดยสิ้นเชิง มีความเสี่ยงสูงทั้งในแง่ของการทุจริต และความสำเร็จที่จะส่งผลประโยชน์ให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง เป็นโครงการที่สูญเปล่า เพราะเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณจากเงินกู้4 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลบอกว่าจะนำมาใช้กอบกู้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งอาจจะสูญเปล่าเหมือนโครงการของกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านมาเมื่อปี 2560 และ 2561 ในยุค คสช. ที่ใช้เงินโครงการละหลายหมื่นล้านบาท

ในฐานะที่ผมเป็นอดีตข้าราชการของกรมส่งเสริมการเกษตร ไม่อยากเห็นชะตากรรมของข้าราชการรุ่นน้อง รุ่นลูก รุ่นหลาน ที่อาจจะได้รับผลกรรมจากการทำงานตามความต้องการของนักการเมือง และผู้บริหารระดับสูงเหมือนเช่น โครงการ ปุ๋ยอินทรีย์ ผักสวนครัวรั้วกินได้ และอีกหลายโครงการในอดีตไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย….

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

‘ประวิตร’ นำลงพื้นที่ภาคตะวันออก ลุยพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อความมั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580201

‘ประวิตร’นำลงพื้นที่ภาคตะวันออก ลุยพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อความมั่นคง

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าแผนการพัฒนาแหล่งน้ำ และความพร้อมรับมือฤดูฝน’64 ในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยมี นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ต้อนรับ พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝนในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาพรวม การจัดการน้ำสนับสนุนอีอีซี ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของอีอีซี และความต้องการใช้น้ำในอนาคต

พลเอกประวิตรกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกและอีอีซี รวมถึงเน้นย้ำความพร้อมในการขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2564 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เพื่อให้พื้นที่ภาคตะวันออกมีความมั่นคงเรื่องน้ำ นักลงทุนเกิดความมั่นใจ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หารือและกำหนดแนวทางร่วมกันถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ รวมถึงเร่งดำเนินการเพิ่มน้ำต้นทุนโดยการพัฒนาระบบโครงข่ายน้ำต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

2.การนิคมอุตสาหกรรมต้องจัดหาแหล่งน้ำสำรองของตนเอง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ภาคเอกชนใช้น้ำแบบ 3R รวมถึงเร่งดำเนินการเพิ่มน้ำต้นทุนโดยจัดทำระบบเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด ซึ่งต้องดำเนินการอย่างประหยัด และคุ้มค่ามากที่สุด และ 3.ขอให้ทุกหน่วยปฏิบัติตาม 10 มาตรการ รับมือฝนปี’64 เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก รวมถึงวางแผนเก็บน้ำสำรองทุกแหล่งทั้งผิวดินและใต้ดินไว้รองรับในช่วงฤดูแล้งหน้าด้วย   

โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2561 – 2563) รัฐบาลได้เร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกในทุกรูปแบบ เพื่อให้มีพื้นที่เก็บกักน้ำฝนให้มากที่สุด สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ทั้งภาคประชาชน เศรษฐกิจ เกษตร อุตสาหกรรมได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในพื้นที่กลุ่มจังหวัดอีอีซี ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง มีโครงการแหล่งน้ำเกิดขึ้นแล้วถึง 2,872 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ 372,950 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 136,751 ครัวเรือน ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้นประมาณ 138 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า 150 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580203

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่  เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า150ปี

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า150ปี

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ต้นก้ามปูยักษ์ หรือต้นจามจุรี ต้นนี้ ขึ้นอยู่ในพื้นที่ ตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง กำลังเป็นที่ฮือฮา จากความแปลกตาของรูปทรงที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ บรรยากาศ ร่มรื่นจนกลายเป็นจุดเช็คอินของนักท่องเที่ยว เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในจังหวัดระยอง โด่งดังอยู่ในโลกออนไลน์ ใครมาก็ต้องบันทึกภาพ ซึ่งมีความสวยในทุกมุม  

นางอยู่เย็น ปะโภชน์ อายุ 56  ปีอยู่บ้านเลขที่ 15/3 ม. 8 ต.ชากบก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง บอกว่า ต้นก้ามปูต้นนี้ มีอายุกว่า 150 ปี ตนเองเกิดมาก็เห็นต้นก้ามปูยักษ์ต้นนี้ ซึ่งจะเป็นจุดศูนย์รวมของประชาชน เพราะมีการจัดงานประเพณีต่างๆ ที่นี่ โดยเฉพาะการแห่นางแมวขอฝน ชาวบ้านที่ทำพิธีก็จะขึ้นไปขอฝนกันบนต้นก้ามปูต้นนี้ พอสมัยนี้ยังไม่มีการจัดงานเพราะช่วงโควิดแต่มีการพัฒนาพื้นที่โดยเทศบาลตำบลชากบก พัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ประชาชนเข้ามาเที่ยว ชาวชุมชนก็นำข้าวของมาขายมีรายได้ในช่วงโควิดเพราะที่ตลาดนัดขายของไม่ค่อยได้  ถึงแม้จะเป็นช่วงโควิดกลัวการติดเชื้อ แต่คนที่มาเที่ยวและคนขายของ ก็ระมัดระวัง โดยเฉพาะวันหยุดจะมีคนมาเที่ยวเยอะก็ไม่ให้อยู่กันหนาแน่น และต้องสวมแมส 

นายตรีเทพ คงมณี (ด้วง) อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 19/9 ม.8 ต.ชากบก อ.เมือง จ.ระยอง บอกว่า เดิมที่ดินผืนนี้เป็นของพ่อคุณเสริม ซึ่งเป็นแพทย์ประจำตำบล สมัยนั้นคือ หมอพื้นบ้าน รับรักษา คนที่เจ็บป่วย ท่านเป็นคนใจบุญชอบทำบุญมาก และเห็นความสำคัญของการจัดงานประเพณี โดยเฉพาะงานสงกรานต์ จึงได้ยกที่ดินผืนนี้ให้ใช้ประโยชน์สาธารณะ เพื่อทำบุญหมู่บ้านและจัดงานประเพณีทุกปี ชาวชุมชน ก็จะใช้ที่ดินจัดงาน โดยอาศัยร่มเงาของต้นก้ามปูที่แผ่กิ่งก้านสาขา เพราะสมัยก่อนไม่มีจุดที่พักให้ประชาชน ก็จะมาอยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นนี้ ซึ่งร่มเงาเย็นสบายมากที่สุด เด็กจะพากันมาวิ่งเล่นใต้ต้นก้ามปูกันทุกวัน และยังได้เชื่อว่าการที่ต้นไม้ออกกิ่งก้านสาขาสวยงาม และร่มรื่นแบบนี้ ต้องมีรุกขเทวดาประจำอยู่  ซึ่งทาง นายนาค ระยอง นายกเทศมนตรีตำบลชากบก เล็งเห็นความสำคัญจึงจัดสรรงบประมาณ พัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว

สำหรับ ต้นก้ามปู ใหญ่ต้นนี้ มีลำต้นขนาดประมาณ 5 คนโอบ รูปทรงไม่สูง แต่กลับแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มสวยงามปกคลุมพื้นที่กว่า 1 ไร่ ทำให้ภายใต้ต้นโล่ง โปร่ง และร่มรื่น จากธรรมชาติรังสรรค์ อีกทั้งเทศบาลตำบลชากบก ได้พัฒนาพื้นที่ สร้างที่นั่งไม้ล้อมรอบโคนต้น โดยออกแบบให้กลมกลืน เข้ากับธรรมชาติ จนเกิดความงดงามที่ลงตัว เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ชาวชุมชนชากบก ต่างก็นำสินค้าพื้นบ้านมาวางจำหน่าย  เช่น ผลไม้ตามฤดูกาล อาหารพื้นเมือง ขนมและน้ำ สร้างรายได้ให้กับชาวชุมชนในช่วงโควิด-19อีกด้วย ต้นก้ามปูยักษ์ บ้านค่ายระยอง อยู่ใกล้สี่แยกไฟแดงชากกอไผ่ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ถ้ามาไม่ถูก ปักหมุดที่ต้นก้ามปูยักษ์ บ้านค่ายระยอง นำทางมาถึงที่

เมืองกาญจน์ระงับ นำเข้า-ส่งออกสินค้า ด่านเจดีย์สามองค์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580202

เมืองกาญจน์ระงับ นำเข้า-ส่งออกสินค้า ด่านเจดีย์สามองค์

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ออกประกาศคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.กาญจนบุรี ที่ 2786/2564 เรื่องระงับการใช้ช่องทางสำหรับการนำเข้า-ส่งออกขนส่งสินค้าและสินค้าผ่านแดนทุกประเภท ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์(จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว)ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และช่องทางผ่านแดนที่เป็นช่องทางธรรมชาติ

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงพบผู้ติดเชื้อและมีแนวโน้มที่จะพบการแพร่ระบาดไปยังผู้ติดเชื้อรายใหม่ และกระจายออกไปในหลายพื้นที่ค่อนข้างรวดเร็ว ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19  ได้กำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดชายแดนให้มีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกัน ควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด จังหวัดกาญจนบุรี จึงมีคำสั่ง ดังนี้ 1.ระงับการใช้ช่องทางสำหรับการนำเข้า-ส่งออก ขนส่งสินค้าและสินค้าผ่านแดนทุกประเภท ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์ และช่องทางผ่านแดนที่เป็นช่องทางธรรมชาติ  โดยให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่โดยเข้มงวด ตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. 2564 จนถึงวันที่ 27 มิ.ย. 2564

2.เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชน หรือผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้ง ตามมาตรา 30 วรรค 2 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

เร่งอุดช่องว่างคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำ ขีดเส้น ก.ย. 64 แล้วเสร็จทั้ง 22 ลุ่มน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580205

เร่งอุดช่องว่างคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำ  ขีดเส้นก.ย.64แล้วเสร็จทั้ง22ลุ่มน้ำ

เร่งอุดช่องว่างคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำ ขีดเส้นก.ย.64แล้วเสร็จทั้ง22ลุ่มน้ำ

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.เดินหน้าแก้ไขกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำใหม่ทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ขีดเส้นแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564 พร้อมเร่งขับเคลื่อนการคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำในกนช. ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2565 เพื่อร่วมวิเคราะห์แผนงานด้านน้ำในพื้นที่ แก้ปัญหาน้ำได้อย่างตรงจุด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ.2564 และกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลุ่มน้ำพ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำพ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้ ขณะนี้ สทนช.กำลังดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำใหม่ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564 นี้ จากนั้นก็จะดำเนินการคัดเลือกกรรมการ ผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2565

สำหรับคณะกรรมการลุ่มน้ำในแต่ละลุ่มน้ำนั้น จะประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น และผู้แทนจากหน่วยภาครัฐ 13 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หากเป็นลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนจะมีผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม ส่วนลุ่มน้ำที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล จะมีผู้แทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำนั้นๆ ด้วย นอกจากนี้ยังต้องมีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จังหวัดละ 1 คน รวมทั้งผู้แทนจากองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอีก 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่มาจากภาคเกษตรกรรม 3 คน ภาคอุตสาหกรรม 3 คนและภาคพาณิชยกรรม 3 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ จำนวน 4 คน ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนจาก อปท. นั้น เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีผู้บริหาร อปท. ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และยังไม่มีประธานกรรมการลุ่มน้ำที่จะทำหน้าที่แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา กรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้กรรมการลุ่มน้ำไม่ครบตามองค์ประกอบของกฎหมาย สทนช.จึงได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำฯ เพื่อให้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำประจำลุ่มน้ำชุดแรกเกิดขึ้นโดยเร็ว โดยเปิดโอกาสให้ อปท. ใน 3 ประเภทข้างต้นที่มีผู้บริหารแล้วส่งรายชื่อผู้บริหาร จำนวน 1 คน เข้ารับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำ และท่านที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการลุ่มน้ำแล้วสามารถเป็นกรรมการลุ่มน้ำในลุ่มน้ำข้างเคียงได้ ถ้าเป็นพื้นที่ติดต่อกัน ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาที่บางพื้นที่ยังมีผู้บริหาร อปท. ไม่ครบทั้ง 3 ประเภท

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้เสนอให้เพิ่มเติมบทเฉพาะกาล เพื่อกำหนดบุคคลผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ แต่งตั้งบุคคลทำหน้าที่คณะกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการสรรหากรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ จากเดิมที่ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา เป็นเลขาธิการ สทนช. เนื่องจากขณะนี้ทุกลุ่มน้ำยังไม่มีประธานกรรมการลุ่มน้ำ

“หลังจากจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว ก็จะเริ่มดำเนินการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช. จำนวน 6 คน ประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำผู้แทน อปท. 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ 4 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ 1 คนโดยประธาน กนช. จะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกจำนวน 11 คน ซึ่งจะมีเลขาธิการ สทนช. เป็นประธานกรรมการคัดเลือก และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2565 เพื่อให้ทันต่อกรอบการเสนอแผนงาน/โครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เนื่องจากกรรมการลุ่มน้ำจะมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญในการพิจารณาแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับท้องถิ่นและมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็นต่อแผนงาน/โครงการด้านพัฒนาแหล่งน้ำที่จะเสนอในปี 2566 ด้วย ซึ่งจะทำให้การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติ สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงรวมทั้งตอบสนองต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยเสริมศักยภาพในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย

สนับสนุนภารกิจแห่งชาติ ไอคอนสยาม เปิดพื้นที่บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580109

สนับสนุนภารกิจแห่งชาติ ไอคอนสยาม เปิดพื้นที่บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาล

สนับสนุนภารกิจแห่งชาติ ไอคอนสยาม เปิดพื้นที่บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาล

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ตรวจเยี่ยมชมจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ณ ไอคอนสยาม

ไอคอนสยาม ผนึกกำลังร่วมกับ โรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วย สำนักอนามัย กรุงเทพมหานครและหอการค้าไทย สนับสนุนภารกิจแห่งชาติเปิดหน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด-19นอกโรงพยาบาลแก่ประชาชน ประเดิมให้บริการวันแรก7 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมืองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าตรวจจุดบริการฉีดวัคซีน ตอกย้ำความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพการบริหารจัดการตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้อย่างรวดเร็วและกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศไทย เพื่อก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช กล่าวถึงการรวมพลังในครั้งนี้ว่า เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรับวัคซีนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เพิ่มโอกาสสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในระดับที่สามารถยุติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ สำหรับการฉีดวัคซีนที่ไอคอนสยามจะฉีดในประชาชนหมู่มากที่มีสุขภาพแข็งแรง หรือมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนน้อย ซึ่งได้มีการเตรียมระบบให้วัคซีนที่ปลอดภัย และครบถ้วนทุกขั้นตอน จนถึงการดูแลและสังเกตอาการ ให้บริการฉีดวัคซีน 1,000 คนต่อวัน โดยกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการเป็นประชาชนกลุ่มเสี่ยงตามประกาศของกรุงเทพมหานคร อาทิ บุคลากรทางการศึกษา และกลุ่มอาชีพเสี่ยงหรือประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ จุดฉีดวัคซีนที่ไอคอนสยาม จะเป็นประชาชนในพื้นที่เขตคลองสาน ธนบุรี บางกอกน้อย

ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย รอง ผอ.รพ.ศิริราช พาเยี่ยมชมจุดบริการแต่ละจุด

ทั้งนี้ หน่วยบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ณ ไอคอนสยาม จะให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19นอกโรงพยาบาล ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. ของทุกวัน โดยมีระบบการให้บริการวัคซีนตามขั้นตอนต่างๆ อีกทั้งยังมีรถพยาบาลประจำ หากเกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรง ทางทีมแพทย์และพยาบาลจะทำการรักษา และนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงทันที โดยแต่ละพื้นที่ของการให้บริการ มีการเว้นระยะห่าง ไม่แออัดและปฏิบัติตามมาตรฐานด้านการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในความปลอดภัยขณะเข้าใช้บริการในพื้นที่ คาดว่าจะสามารถรองรับประชาชนที่เข้ามาใช้บริการที่หน่วยนี้ได้ราว 1,000 คนต่อวัน

สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ภายใต้โครงการ“สยามรวมใจ สู้โควิดไปด้วยกัน” ที่ทุกความร่วมแรงร่วมใจจะทำให้เราคนไทยผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปได้ ไอคอนสยามขอเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุน โดยเป็นหน่วยบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาลให้กับประชาชน เพื่อช่วยกระจายวัคซีนสู่ประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง บนพื้นที่ไอคอนสยาม อาร์ตสเปซ ชั้น 8 ของไอคอนสยาม ซึ่งเป็นพื้นที่ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลที่มีทัศนียภาพสวยที่สุดริมแม่เจ้าพระยาอันงดงาม ที่จะช่วยให้ผู้มารับบริการได้ผ่อนคลายความวิตกกังวล พร้อมชมวิวทิวทัศน์อันสวยงาม อีกทั้งยังเป็นพื้นที่โล่งโปร่งสบาย อากาศถ่ายเทได้ดี มีห้องน้ำสะอาดให้บริการ ซึ่งปกติใช้เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้และพื้นที่ในการแสดงงานศิลปะของศิลปินชาวไทยและศิลปินที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลก การเปิดพื้นที่ในครั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสำหรับการให้บริการฉีดวัคซีนแก่พี่น้องประชาชนที่จะมาใช้บริการ นอกจากนี้ ไอคอนสยาม ยังได้จัดหาเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร เพื่อช่วยดูแลความเรียบร้อยระหว่างดำเนินงาน พร้อมสนับสนุนชุดอาหาร-เครื่องดื่ม สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และจัดหาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดการดำเนินงานอีกด้วย

สำหรับการเดินทางมารับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ไอคอนสยาม เดินทางได้สะดวกรวดเร็วด้วยรถไฟฟ้าสายสีทอง ลงสถานีเจริญนคร หรือ เดินทางด้วยรถยนต์ สะดวกสบายที่จอดรถกว่า 5,000 คัน นอกจากนี้ ยังสามารถเดินทางด้วยเรือโดยสาร และใช้บริการ Shuttle Boat ได้จาก 2 ท่าได้แก่ ท่าเรือสาทร และท่าเรือสี่พระยาได้อีกด้วย ทั้งนี้ จุดฉีดวัคซีนโควิด-19 ณ ไอคอนสยาม จะให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาลตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2564

ตรวจจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19ตรวจจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19

ประชาชนได้รับบริการฉีดวัคซีนวันแรก ณ จุดบริการหน่วยวัคซีนโควิด-19ประชาชนได้รับบริการฉีดวัคซีนวันแรก ณ จุดบริการหน่วยวัคซีนโควิด-19

บรรยากาศเปิดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันแรก 7 มิ.ย. 2564บรรยากาศเปิดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันแรก 7 มิ.ย. 2564ไอคอนสยาม ดำเนินการทำความสะอาดทุกจุดสัมผัส เพื่อความปลอดภัยไอคอนสยาม ดำเนินการทำความสะอาดทุกจุดสัมผัส เพื่อความปลอดภัย

สยามคูโบต้า จับมือ 5 วิสาหกิจชุมชน จัดคาราวานผลผลิตทางการเกษตร ส่งกำลังใจสู่ 5 โรงพยาบาลฝ่าโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580127

สยามคูโบต้า จับมือ 5 วิสาหกิจชุมชน จัดคาราวานผลผลิตทางการเกษตร ส่งกำลังใจสู่ 5 โรงพยาบาลฝ่าโควิด-19

สยามคูโบต้า จับมือ 5 วิสาหกิจชุมชน จัดคาราวานผลผลิตทางการเกษตร ส่งกำลังใจสู่ 5 โรงพยาบาลฝ่าโควิด-19

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สยามคูโบต้า จับมือ 5 วิสาหกิจชุมชน จัดกิจกรรม “คูโบต้า…ฟาร์มส่งสุข เฟส 2” ยกคาราวานรถบรรทุกผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์จากชุมชน ขยายความสุขเพิ่มอีก 5 เส้นทางสู่ 5 โรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลสนาม ภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อส่งมอบกำลังใจและความห่วงใยแก่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของโครงการ KUBOTA On Your Side ปีที่ 2 ในการอยู่เคียงข้างประชาชนท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19

นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 สยามคูโบต้า ตระหนักถึงความสำคัญในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องซึ่ง “คูโบต้า…ฟาร์มส่งสุข” ถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของโครงการ KUBOTA On Your Side ปีที่ 2 เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ โดยได้เปิดตัวกิจกรรมพร้อมปล่อยคาราวานความสุขครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยดีจากชุมชนต้นทางผู้ส่งมอบผลผลิตและโรงพยาบาลปลายทาง

วราภรณ์ โอสถาพันธุ์

“วันนี้ตัวเลขของผู้ป่วยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น โรงพยาบาลจึงมีความต้องการอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการเพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารักษาอย่างต่อเนื่องทุกวัน ในขณะเดียวกันกำลังใจของบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มกำลังความสามารถก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก สยามคูโบต้าได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนให้ทันต่อสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรมอีกครั้งภายใต้ชื่อ “คูโบต้า…ฟาร์มส่งสุข เฟส 2” โดยได้รับความร่วมมือจาก5 กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า ที่สยามคูโบต้าได้ใช้ความเชี่ยวชาญเข้ามาร่วมสร้างให้เกิดเป็นชุมชนต้นแบบทางการเกษตรที่มีความเข้มแข็งมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการเกษตรมาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ สยามคูโบต้าได้ให้การอุดหนุนผลผลิตที่มีคุณภาพของกลุ่มเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร ผัก ผลไม้น้ำดื่ม และผลิตภัณฑ์แปรรูปขึ้นชื่อของชุมชนมีความสดสะอาด ปลอดภัยได้มาตรฐาน และเต็มไปด้วยความพิถีพิถันใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป และดำเนินการจัดส่งผลผลิตอย่างถูกสุขลักษณะจนถึงมือผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ปลายทาง”

ด้านตัวแทนศูนย์เรียนรู้ฯนางบุญเลิศ ปราบภัย ประธานกลุ่มหนองผักบุ้ง จากศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่ได้จัดส่งผลผลิตชุมชนออกเดินทางกว่า 900 กิโลเมตร เพื่อส่งความสุขไปยังโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า “หลังจากได้ทราบว่า สยามคูโบต้าได้จัดกิจกรรมครั้งนี้ พี่น้องชุมชนหนองผักบุ้งทุกคนรู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงน้ำใจในครั้งนี้ เราได้ระดมพี่น้องในชุมชนช่วยกันคัดสรรและบรรจุผลผลิตทางการเกษตรที่เราได้ปลูกเองรวมถึงเตรียมผลิตภัณฑ์แปรรูปซึ่งเป็นของฝากขึ้นชื่อของชุมชน ตลอดจนส่งกำลังใจจากหัวใจของพวกเราทุกคนในชุมชนออกเดินทางไปยังโรงพยาบาลปลายทาง เพื่อเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์”

บุญเลิศ ปราบภัย

สำหรับเส้นทางการส่งมอบจากศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า ไปยังโรงพยาบาล และโรงพยาบาลสนามภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ เส้นทางที่ 1 ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ผักไหม จังหวัดศรีสะเกษ สู่โรงพยาบาลสมุทรปราการ เส้นทางที่ 2ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-เกษตรทิพย์ จังหวัดศรีสะเกษ สู่โรงพยาบาลสนามศูนย์การฝึกหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและฝั่ง จังหวัดชลบุรี เส้นทางที่ 3 ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ห้วยตาดข่า จังหวัดอุดรธานี สู่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาเส้นทางที่ 4 ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร จังหวัดแพร่ สู่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา และเส้นทางที่ 5 ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้งจังหวัดเพชรบูรณ์ สู่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีซึ่งได้ทำการส่งมอบเป็นที่เรียบร้อย เพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังในการอยู่เคียงข้างประชาชนชาวไทยและช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตินี้ได้โดยเร็ว

แวะเยี่ยมชมป๊อปอัพ บูติก Van Cleef & Arpels แรงบันดาลใจจากมวลดอกไม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580132

แวะเยี่ยมชมป๊อปอัพ บูติก Van Cleef & Arpels แรงบันดาลใจจากมวลดอกไม้

แวะเยี่ยมชมป๊อปอัพ บูติก Van Cleef & Arpels แรงบันดาลใจจากมวลดอกไม้

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เพื่อขานรับการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ Van Cleef & Arpels ได้นำงานออกแบบฝีมือของ อเล็กซงดร์ แบ็งฌาแม็ง นาเวต์ มาใช้ในการตกแต่งป๊อปอัพ บูติก ที่ชั้น M ศูนย์สรรพสินค้าสยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนเมษายน และให้ลูกค้า กับผู้สนใจได้แวะมาเยี่ยมชมได้

ป๊อปอัพ บูติก ชวนให้ผู้ผ่านไปผ่านมาได้ดื่มด่ำไปกับความงดงามดุจฝัน มอบความรู้สึกราวกับกำลังเดินล่วงเข้าไปในสมุดวาดภาพร่างแบบ เพื่ออยู่ท่ามกลางมวลดอกไม้และช่อดอกไม้หลากเฉดสีในโทนพาสเทลอ่อนหวาน ซึ่งดูราวกำลังจะแข่งกันผลิบานไปทั่วพาวิลเลียนหลังน้อยแห่งนี้

ด้วยแรงบันดาลใจจากมวลดอกไม้ ทั้งที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ และดอกไม้มงคลตามความเชื่อของวัฒนธรรมไทย นำมาซึ่งภาพวาดลายเส้นจากฝีมือของจิตรกรร่วมสมัย ถ่ายทอดความสดใส มีชีวิตชีวาในธรรมชาติได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

“ประเทศไทยเป็นเสมือนอัญมณีน้ำหนึ่งแห่งภูมิภาคเอเชีย ผมได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากสีสันสดใส ให้ความรู้สึกสว่างไสวจากมวลธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดอกบัว, ดอกราชพฤกษ์, ดอกกล้วยไม้ และดอกไม้เมืองร้อนอื่นๆ อีกมากมาย…เหล่านี้เป็นดอกไม้หลากสีสันที่ก่อความประทับใจอย่างลึกซึ้ง” อเล็กซงดร์ แบ็งฌาแม็ง นาเวต์ กล่าว

บรรยากาศเหมือนฝันของพาวิลเลียนหลังน้อยยังถูกส่งผ่านมาสู่โลกดิจิทัล ด้วยการปลดล็อกฟิลเตอร์ลายดอกไม้ที่แกว่งไกวไปมา ซึ่งถูกจัดทำขึ้นสำหรับอินสตาแกรมทางการของ Van Cleef & Arpels โดยเฉพาะ เพียงคลิกเข้าไปในฟิลเตอร์ Colorful flowers เท่านั้น ดอกไม้ลายเส้นฝีมือการออกแบบของอเล็กซงดร์ แบ็งฌาแม็ง นาเวต์ ก็จะปรากฏให้ผู้ชื่นชอบนำไปใช้เป็นลูกเล่นแต่งภาพได้ตามต้องการ

พบกับ ป๊อปอัพ บูติก ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันพุธที่ 30 มิถุนายน 2021 ชั้น Mศูนย์สรรพสินค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ ประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.

ค้นหา 12 ผู้โชคดีทั่วโลกร่วมโปรแกรม Live Anywhere On Airbnb #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580125

ค้นหา 12 ผู้โชคดีทั่วโลกร่วมโปรแกรม Live Anywhere On Airbnb

ค้นหา 12 ผู้โชคดีทั่วโลกร่วมโปรแกรม Live Anywhere On Airbnb

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักเดินทางคนดัง Imani Bashir

Airbnb ประกาศเปิดตัวโปรแกรม “Live Anywhere on Airbnb” คัดเลือกผู้โชคดี 12 คนทั่วโลกให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนก็ได้กับที่พักสุดพิเศษของ Airbnb เป็นเวลา 1 ปี โดยผู้เข้าร่วมโปรแกรมนี้ สามารถพักที่ไหนก็ได้ในโลกเพื่อใช้ชีวิตให้เหมือนอยู่บ้านและทำงานไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมประชุมผ่าน Zoom จากชายหาดหน้าที่พัก การขับรถพาครอบครัวไปเที่ยวแบบโรดทริป หรือไปเรียนรู้ภาษาใหม่ในเมืองสุดโปรด Airbnb จะขอเพียงผู้ร่วมบอกเล่าประสบการณ์กับโปรแกรมนี้ เพื่อช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมบนแพลตฟอร์มให้ดียิ่งขึ้นพร้อมรองรับการใช้ชีวิตแบบโนแมด (nomad living) ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ในอนาคต โดย Airbnb จะสนับสนุนค่าที่พักและงบประมาณในการเดินทางตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้

ผู้ที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้จะต้องแบ่งปันมุมมองในเชิงลึกไม่ว่าจะเป็นจุดเด่น การบริการต่างๆ และประสบการณ์ในการใช้ชีวิตแบบโนแมด ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ Airbnb สามารถพัฒนาและปรับปรุงการให้เช่าที่พักและการใช้ชีวิตระยะยาวกับที่พักของ Airbnb ในอนาคต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์และแหล่งข้อมูลที่จะช่วยปรับปรุงประสบการณ์ในการใช้ชีวิตระยะยาว,รูปแบบที่พักอาศัยที่เหมาะสมกับนักเดินทางที่เดินทางเพียงลำพังหรือนักเดินทางแบบกลุ่ม อาทิ การเดินทางแบบครอบครัว, การเชื่อมต่อกับผู้คนในชุมชนท้องถิ่นและองค์กรภาคธุรกิจต่างๆ และมีความเข้าใจในผลดีทางด้านการเงินในการให้เช่าที่พักขณะที่เดินทางท่องเที่ยว

โปรแกรมนี้เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่เป็นคนรุ่นใหม่ คนที่ทำงานแบบ remote working,นักคิดสร้างสรรค์, คนที่อยู่บ้านเหงาๆ หรือไม่ว่าใครก็ตาม สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมนี้ซึ่งจัดต่อเนื่อง 12 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2565 โดยผู้สมัครจะต้องมีอายุ 18 ปี ขึ้นไปและผู้ที่ได้คัดเลือกเข้าร่วมโปรแกรมนี้สามารถพาเพื่อนหรือผู้ติดตามเข้าร่วมเดินทางไปด้วยจำนวน 3 คนอีกด้วย

ผู้ที่มีความประสงค์ที่จะให้เช่าที่พักของตนเองบน Airbnb ระหว่างการเข้าร่วมกับโปรแกรมนี้ ก็สามารถทำได้เพื่อจะได้ทดสอบและให้เช่าที่พักขณะที่สามารถใช้ชีวิตแบบโนแมดพร้อมสร้างรายได้พิเศษระหว่างที่ออกเดินทางท่องเที่ยว ทั้งนี้ จากข้อมูลของ Airbnb ระบุว่า ผู้ที่สมัครให้บริการเช่าที่พักในช่วงไตรมาสแรกปี 2021 นี้ จำนวน 50% ได้รับการจองที่พักภายใน 4 วัน และผู้ให้บริการเช่าที่พักมีรายได้เฉลี่ยราว 9,600 ดอลลาร์ต่อปีต่อคน (ข้อมูลเดือนเมษายน 2021)

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมLive Anywhere on Airbnb และอยากออกไปผจญภัยแบบโนแมด สามารถสมัครได้ที่ www.airbnb.com/liveanywhere ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2564 โดยกรรมการจะมีคัดเลือกผู้โชคดี 12 คนจากทั่วโลกในเดือนกรกฎาคมและจะเริ่มออกเดินทางในเดือนกันยายน 2564 และก่อนที่จะเริ่มต้นการเดินทางผู้เข้าร่วมโปรแกรมจะได้รับคำแนะนำถึงการใช้ชีวิตในที่พักของ Airbnb จากผู้ที่เป็น The Senior Nomads, สมาชิกทีมผลิตภัณฑ์และทีมวิจัยของ Airbnb และจากผู้เชี่ยวชาญในการ Live Anywhere อย่างนักเขียนด้านท่องเที่ยวและเดินทางคนดังอย่าง Imani Bashir

พม.เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580128

พม.เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

พม.เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาพระราชทานลายผ้าบาติก ในโอกาสเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” กิจกรรมประกวดผ้าลายพระราชทาน ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวีฯ โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย ระดับภาค พื้นที่ภาคกลาง โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดีกุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน เป็นประธานในการประกวดฯ ร่วมด้วยนายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม ทีมคณะกรรมการ นำโดย นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารของนิตยสารโว้ก ประเทศไทย นางสาวรติรสภู่วิภาดาวรรธน์ และคณะ ณ โรงแรมแคนทารี โฮเทล อยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การประกวดครั้งนี้ ถือเป็นปฐมฤกษ์ โดยเริ่มต้นจากภาคกลาง เพื่อคัดเลือก 75 ผ้าพื้นถิ่น จาก 4 ภูมิภาค เข้าตัดสินในระดับประเทศ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จเป็นประธานการตัดสิน ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 และนับเป็นมิ่งมงคลยิ่งต่อการเริ่มต้นกิจกรรมการประกวดโดยพระองค์ได้พระราชทานแบบผ้าบาติกลายพระราชทาน 3 ลาย ด้วยทรงมีพระประสงค์ให้ประชาชนใช้เวลาว่างในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้านให้เป็นประโยชน์ มีรายได้เสริม และสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อจรรโลงจิตใจในยามวิกฤติ ได้แก่ ผ้าบาติกลายพระราชทาน “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” สื่อถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่งดงาม, ผ้าบาติกลายพระราชทาน “ท้องทะเลไทย” ด้วยแรงบันดาลพระทัยในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและสิ่งแวดล้อมของท้องทะเลไทย ทรงจุดประกายความคิดเพื่อให้ผู้คนเกิดจิตสำนึกในการหวงแหนและรักษาทรัพยากรทางทะเลไทยอันมีค่า และผ้าบาติกลายพระราชทาน “ป่าแดนใต้” สื่อถึงวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ ด้วยทรงพระดำริให้เป็นการจุดประกายความคิดในเรื่องของการอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อนที่มีระบบนิเวศอันอุดมสมบรูณ์

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาไทยเพื่อฟื้นฟูมรดกงานศิลป์ล้ำค่าของแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง ด้วยพระอัจฉริยภาพทรงต่อยอดผสมผสานมุมมองด้านแฟชั่นที่ร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งการสืบสานอัตลักษณ์ เรื่องราวประจำภูมิภาค เป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ปวงชนคนไทยไม่ว่าจะในชนบทและเมือง พระราชทานแบบลายผ้า ชื่อลาย “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” แก่พสกนิกรชาวไทยอันเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดถึงพระปรีชาสามารถในด้านการออกแบบ ทำให้พสกรนิกรชาวไทยกล้าที่จะออกจากกรอบความคิดที่มีต่อผ้าไทยแบบดั้งเดิม คุณูปการที่เกิดขึ้นจึงไม่เพียงแต่วงการทอผ้าเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปถึงการสร้างคุณค่าในงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ประเภทอื่นๆ อีกด้วย

“ด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาทำให้ช่างฝีมือ กลุ่มทอผ้าผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ยังคงสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเลี้ยงดูครอบครัว แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้ฝ่าฟันไปได้อย่างมั่นคง จึงนำมาซึ่งความซาบซึ้งจนมีคำกล่าวถึงสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานว่า “เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หยาดลงในทะเลทราย” และด้วยพระวิริยอุตสาหะของพระองค์ที่เสด็จพระราชดำเนินไปยังหัวเมืองทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ถึง 2 รอบ พระองค์ได้มีพระกรุณาแนะแนวทางการพัฒนาและยกระดับให้กลุ่มหัตถกรรมทั้งหลายได้เพิ่มความประณีต ใส่ฝีมือ ใส่ลูกเล่นลงไป ผลงานที่ปรากฏในวันนี้จำนวน 197 ผืน ในส่วนของภาคกลาง และ 3,215 ผืน จากทั่วประเทศ จึงเป็นดั่งดอกผลของความมหัศจรรย์ที่พระองค์ได้พระราชทานไว้”

ทั้งนี้ การประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”ตามโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทยระดับภาค เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ กรมการพัฒนาชุมชน สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ และทุกภาคีเครือข่าย ได้มีโอกาสน้อมนำแนวพระราชดำริในวิถีของการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ผ้าไทยให้ได้รับการยกระดับและคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มทอผ้าทั้งหลายได้พัฒนาฝีมือ ค้นหาเทคนิควิธีการในการผลิตผ้าไทยให้ดีขึ้น เหมาะสมแก่การตัดเย็บเสื้อผ้าสมัยใหม่ เหนือล้ำไปกว่าการมุ่งหวังผลแพ้ชนะคือการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์อุปถัมภ์แห่งศิลปาชีพไทย ที่ทรงริเริ่มนำหัตถกรรมพื้นถิ่น เสน่ห์ของงานฝีมือดั้งเดิม และวิถีชีวิตให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้านอย่างมั่นคง

ตลอดทั้งเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม 2564 กรมการพัฒนาชุมชน จะมีการดำเนินการประกวดโดยเริ่มจากระดับภาคไปสู่ระดับประเทศ ทั้งนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่ภาคกลางเป็นจุดแรก จากนั้นไปภาคใต้เป็นจุดที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน2564 จังหวัดนครศรีธรรมราช จุดที่ 3ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2564 จังหวัดเชียงใหม่ และสุดท้ายจุดที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี ต่อด้วยการประกวดในรอบ Semi Final รอบตัดสิน 75 ผืนสุดท้าย ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และประกาศผลรอบตัดสิน 75 ผืนสุดท้าย ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 สำหรับการประกวดในระดับประเทศ รอบตัดสินจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2564 ณ ทรูไอคอนฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม