ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.28 น.

ปกรณ์วุฒิ โต้คริส ยันเดินไปคุยในฐานะวิปฝ่ายค้าน อีกฝ่ายเล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่ ‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ชี้แจงกรณีนายคริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงกล่าวหาว่าถูกเข้าไปชี้นิ้ว คุกคามในห้องประชุมสภาฯ ว่าในฐานะที่ตนเป็นวิป การเดินเข้าไปคุยกับพรรคอื่น ถึงที่นั่งของพรรคนั้นๆ เป็นเรื่องที่ปกติมากๆ ที่ตนก็ทำอยู่ตลอด แทบจะทุกวันที่มีการประชุมสภา  และในหลายๆ ครั้ง ที่มีการประท้วงกันไปมา หรือพูดอะไรที่ทำให้ไม่พอใจกัน หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลง  ทุกครั้งตนก็ใช้วิธีเดินไปถาม และบอกแบบตรงไปตรงมา และถามว่าทำไมถึงต้องมาประท้วงกันประเด็นหยุมหยิมแบบนี้ หรือทำไมถึงไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่คุยกันในวิป เพราะตนคิดว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องใช้เวลาสภามาตอบโต้กัน การเดินไปคุยกันส่วนตัว พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา และทำความเข้าใจกัน หลายครั้งก็จบด้วยการขอโทษขอโพยกัน หลังมีการปะทะคารมกัน ด้วยซ้ำ นี่ก็เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่เกิดขึ้นในสภาเช่นกัน  

ประเด็นในวันนี้ ที่เดินไปคุยด้วย คือต้องการทำความเข้าใจว่า ในเหตุการณ์ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ที่ทางพรรคดังกล่าว พยายามจะตั้งใจขัดจังหวะ  พรรคประชาชน โดยเฉพาะ  และไม่เคยประท้วงในลักษณะเดียวกันกับ สส พรรคอื่นๆเลย ตนจึงพยายาม ที่จะเข้าไปบอกว่า การตั้งใจประท้วงขัดจังหวะ เฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่งแบบนี้ จะทำให้การประชุมไม่เป็นไปอย่างราบรื่น และ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสมาชิก จะเป็นบรรยากาศที่ไม่ดี และบอกว่า ถ้าหากคุณตั้งใจทำแบบนี้ แล้วทางพรรคประชาชน ทำแบบนี้กับทางพวกคุณทุกครั้งที่คุณอภิปรายบ้าง คุณก็คงไม่พอใจเช่นกัน ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการใช้ chat GPT หรือประเด็นเนื้อหาการอภิปรายใดๆเลยทั้งสิ้น  

“การเดินไปหาทาง สส.กลุ่มดังกล่าว ผมเว้นระยะห่าง อย่างน้อย 1แถว เพื่อพูดคุย สิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้น คือ ทาง สส.ทั้ง3คน ลุกขึ้นยืน เดินออกมาจากที่นั่ง  และพยายามส่งเสียงโวยวาย จึงทำให้มีเพื่อนๆ สส.ท่านอื่น เดินเข้ามาห้ามปรามทั้งทางผม และ ทาง 3คนนั้น ทั้งที่จริงๆยังไม่มีเหตุการณ์ที่จะใกล้เคียงการปะทะใดๆกันเลย . ซึ่งภาพที่ปรากฎออกมา อาจทำให้หลายๆคนเข้าใจไปอีกแบบ ผมต้องย้ำว่า การเดินไปคุยกับพรรคใดๆ ถึงที่นั่งของพรรคนั้นๆ เป็นเรื่องปกติมากๆ ในสภา” นายปกรณ์วุฒิ ระบุ

นายปกรณ์วุฒิ ระบุอีกว่า สิ่งที่คิดว่าทำให้เสียหาย คือการกล่าวหาว่าตนพูดว่า “ระวังตัวไว้ให้ดี” และกล่าวหาอีกด้วยว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พูดคำนี้  ซึ่งการกล่าวหานี้ เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง สำหรับตนเหตุการณ์นี้ไม่มีสาระอะไร เพราะเป็นสิ่งที่คนเป็นวิป ทำกันเป็นปกติ แต่มีคนพยายามจะ “เล่นใหญ่” เท่านั้นเอง และจากนี้ จะได้รับทราบว่า ทางพรรคดังกล่าวไม่ยินดีที่จะมีการพูดคุยเจรจาใด ๆ กัน ทางวิปจะได้ยึดถือแนวทางนี้ในการทำงาน แต่เราก็ยังยินดี ที่จะเดินไปสอบถาม เจรจา หรือ พูดคุยทำความเข้าใจกับพรรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เช่นเดิม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

“เอกนิติ”ย้ำคนละครึ่งเฟส 2  มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้ ด้าน”รัชดา”แจงข่าวในโซเชียลฯคลาดเคลื่อน ขอรอฟังรายละเอียดจากรัฐบาล เร็วๆ นี้ 

วันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 18.05 น.นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลโครงการ คนละครึ่ง เฟส 2  ในสื่อโซเซียลฯ ว่า  ข้อเท็จจริง ขณะนี้ โครงการคนละครึ่ง เฟส 2  ซึ่งได้มีการเตรียมไว้แล้วนั้น ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีใหม่  โดยรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง  ขอให้รอการชี้แจงจากรัฐบาลเท่านั้น   รวมทั้งรัฐบาล ยังมีแนวคิดที่จะออกมาตรการอื่นๆ  ควบคู่กัน  เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจและราคาพลังงานที่ผันผวนอีกด้วย  

ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์สี่อ ล่าสุด โดย ยืนยัน โครงการคนละครึ่งเฟส 2  มาแน่ ขณะนี้กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม. 

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.24 น.

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่า ที่ประชุมฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง และหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา กำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7, มาตรการ 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในวันที่ 6 เม.ย. 2569

ทั้งนี้ เข้าใจว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการคำนวณราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) อย่างมาก และยังส่งผลให้เกิด War Premiun หรือน้ำมันส่วนเกินที่บวกเพิ่มในราคาน้ำมันดิบจริง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องไปเร่งศึกษาเพื่อดูข้อมูลจริงในส่วนนี้ เพราะที่ผ่านมา พบว่า ค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอตัวเลขมา อาจจะยังสูงเกินไปในสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับสถานการณ์สงครามในปัจจุบันอาจส่งผลให้ค่า War Premiun ของน้ำมันดิบในตลาดตะวันออกกลางสูงขึ้นตามความเป็นจริงมาก แต่ในทางปฏิบัติแล้ว พบว่า ทุกวันนี้โรงกลั่นส่วนใหญ่ไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะมีการหาตลาดอื่นเพื่อทำให้น้ำมันเพียงพอใช้ในประเทศไทย จึงเป็นอีกประเด็นที่ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคุยกับโรงกลั่นเพื่อศึกษาต้นทุนแท้จริงที่รวม War Premiun เพื่อจะได้นำมาคำนวณว่าตอนนี้ค่า War Premiun ที่ทุกคนกำลังอ้างถึง แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าตกลงควรจะเป็นเท่าไหร่ จะได้นำมาใช้ในการคำนวณค่าการกลั่น

“วันนี้ได้มีการเชิญโรงกลั่นมาชี้แจง ประเด็นหนึ่งที่พบว่าในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ (ค่าเฟด) ค่าประกันต่าง ๆ ในราคาขายที่ตามปกติปัจจุบันไม่ได้นำมาคำนวณรวมแล้ว ตรงนี้ก็ควรจะถูกตัดออกไป จึงเป็นที่มาว่าให้กระทรวงพลังงานไปทำตัวเลขที่จะต้องไม่นับรวมค่าขนส่ง ค่าเฟด และค่าประกันต่าง ๆ ตรงนี้ ซึ่งจะทำให้ค่าการกลั่นต่าง ๆ ควรลดลง โดยกระทรวงพลังงานจะไปเร่งทำข้อมูลสรุปทั้งหมด เพื่อนำมาเสนอ คตร. ซึ่งเราตั้งใจจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เม.ย. 2569 ยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน จึงต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีค่าการตลาดที่ต้องยอมรับว่ายังมีการคำนวณที่อาจจะสูงและต่ำในบางช่วง ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคำนวณว่าราคาค่าการตลาดที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่ โดยการดำเนินการทั้งหมดเชื่อว่าจะส่งผลไปสู่ราคาหน้าปั๊มที่คิดกับประชาชนในราคาที่ลดลง

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมฯ ยังได้มีการพิจารณาและเห็นไปในทิศทางเดียวกันเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องข้อศึกษารูปแบบการกำหนดเพดาน (Ceiling) และราคาต่ำสุด (Floor) สำหรับค่าการกลั่น โดยมองว่าควรมีรูปแบบนี้ในกลไก แต่ต้องมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับต้นทุนที่แท้จริงอย่างชัดเจนเพื่อมากำหนด Ceiling และ Floor ที่ชัดเจน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องค่าการกลั่น และค่าการตลาดที่เห็นกันในขณะนี้ เป็นการคำนวณตัวเลขที่เกิดจากราคาขายส่ง ขายปลีกที่เป็นอยู่ ทำให้ราคามีความผันผวนมากในแต่ละวัน โดยในส่วนของค่าการตลาดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันที่ 2 เม.ย. 2569 อยู่ที่ 1.95 บาทต่อลิตร

“ในปี 2568 มีการศึกษาว่าค่าการตลาดควรจะเป็นเท่าไหร่ โดยได้มีการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาคิดทั้งหมด ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่ที่ปั๊มต้องใช้ และค่าใช้จ่ายจิปาถะมาคิด แล้วพบว่าค่าการตลาดควรจะเป็น 2.45 บาทต่อลิตร สำหรับทุกผลิตภัณฑ์น้ำมัน และตัวเลขย้อนหลัง 5 ปี ค่าการกลั่นก็อยู่ระดับใกล้เคียงที่ 2.45 บาทต่อลิตร เช่นกัน ตัวเลขนี้เป็นระดับที่ไม่มีเหตุการณ์ แต่พอมีเหตุการณ์ก็ต้องยอมรับว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจะสูงกว่า 2.45 บาทต่อลิตรที่เคยทำ แต่ช่วงที่ผ่านมา พบว่า ค่าการตลาดอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าว จึงเห็นได้ชัดว่าค่าการตลาดไม่ได้สูงเลขถ้าดูเลขเฉลี่ยโดยรวม ซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) และกระทรวงพลังงานได้ดูแลไม่ให้เกินค่าที่เราศึกษามา และเป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ให้นโยบายไว้” ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุ

สำหรับค่าการกลั่นปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ 13-14 บาทต่อบิตร ขณะที่เดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 7 บาทต่อลิตร ตรงนี้เป็นส่วนต่าง (Difference) ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไร ซึ่งในส่วนต่างตรงนี้ยังมีค่าวัตถุดิบ Premiun ทั้งหลาย เนื่องจากตอนนี้ของหายาก โรงกลั่นอาจจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบได้ในราคาที่มีการประกาศกัน ก็จำเป็นจะต้องมีการบวกค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยเข้าไปด้วย ฉะนั้นต้นทุนเหล่านี้จึงเป็นต้นทุนที่ไม่ปกติที่เพิ่มขึ้นมา

อย่างไรก็ดี ปลัดกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ได้หารือกับโรงกลั่นแล้ว และขอให้โรงกลั่นสำแดงราคาต้นทุน (Declare) ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติสงครามว่าต้นทุน และกำไรคงเหลือเป็นเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการพิจารณากำหนด Ceiling และ Floor ที่เหมาะสมต่อไป

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.32 น.

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน ! “จุติ” จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียนสู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ  ทำงานแบบบูรณาการ  ตั้ง KPI วัดผลงานอธิบดีรายกระทรวง หากไร้ประโยชน์ให้สั่งยุบทิ้งทันที

วันที่ 2 เมษายน 2569  นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย อภิปรายให้ข้อเสนอแนะต่อรายงานการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน โดยเห็นใจอธิบดีกรมบัญชีกลางที่ต้องรับหน้าที่เป็น “หนังหน้าไฟ” ในระบบราชการ แม้จะมีโอกาสทำงานภาคเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ยังคงทำงานเพื่อประเทศ ซึ่งบทบาทดังกล่าวจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เพราะประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต  ต้องทำงานบูรณาการกัน  เช่น กองทุนประกันสังคม กับกระทรวงแรงงาน กองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา กับกระทรวงศึกษาธิการ กองทุนพัฒนา SME กับกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

นายจุติ ยังเสนอให้มีการประเมินบทบาทของแต่ละกองทุนอย่างจริงจัง โดยตั้งคำถามว่า กองทุนมีความจำเป็นต่อการแก้ปัญหาวิกฤตหรือไม่ ประชาชน สังคม และประเทศได้รับประโยชน์อะไร การใช้งบประมาณมีความคุ้มค่าหรือไม่ พร้อมเสนอให้กำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน หากกองทุนใดไม่ผ่านเกณฑ์หรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ควรพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิก และควรใช้ KPI เป็นตัววัดผลงานของอธิบดีแต่ละกระทรวง ว่าควรจะต้องปรับปรุง หากไม่สามารถทำให้กองทุนเกิดประโยชน์ได้จริง

นายจุติ ยังฝากถึงอธิบดีกรมบัญชีกลางให้รายงานต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อบูรณาการการทำงานของกองทุนในช่วงวิกฤต โดยเน้น 3 ปัญหาหลักของประชาชน ได้แก่ 1.ปัญหาปากท้อง การมีงานทำ และการปรับโครงสร้างหนี้ 2.การเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไม่ล้มละลาย โดยเฉพาะบทบาทของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 3.การศึกษา โดยเฉพาะบทบาทของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ในการป้องกันเด็กหลุดจากระบบ ที่จำเป็นมากในยามวิกฤตนี้ 

นายจุติ ระบุว่า ทั้ง 3 เรื่องคือ ความฝันร้ายของประชาชนในช่วงวิกฤต พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอ และบริหารกองทุนอย่างรอบคอบ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง

วิปสภา วางไม่เป็นทางการรวม 32 ชม. อภิปรายนโยบายรัฐ ฝ่ายค้าน 14 รัฐบาล 5 สว. 4 รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.

วิปสภา วางไม่เป็นทางการรวม 32 ชม. อภิปรายนโยบายรัฐ ฝ่ายค้าน 14 รัฐบาล 5 สว. 4  รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.

วิปสภา วางไม่เป็นทางการรวม 32 ชม. อภิปรายนโยบายรัฐ ฝ่ายค้าน 14 รัฐบาล 5 สว. 4 รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.56 น.

‘วิปสภาฯ’ วางตุ๊กตาจัดเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลอย่างไม่เป็นทางการรวม 32 ชั่วโมง ‘ฝ่ายค้าน’ ได้ 14 ชั่วโมง ‘ฝั่งรัฐบาล’ 5 ชั่วโมง ’ครม‘ 6 ชั่วโมง ขณะที่ ‘สว.’ 4 ชั่วโมง รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.นี้

วันที่ 2 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนปิดการประชุม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกหารือพร้อมกับแจ้งผลการหารืออย่างไม่เป็นทางการตามที่หารือร่วมกับตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล ต่อการจัดสรรเวลาในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เม.ย. ทั้งนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้นัดหารือพรรคการเมืองและสว. แต่ได้เลื่อนนัดหมายออกไป ดังนั้นขอบันทึกว่าตัวแทนวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านหารืออย่างไม่เป็นทางการ เพื่อลองวางกรอบแบ่งเวลาเบื้องต้นที่ 2 ฝ่ายเห็นตรงกัน โดยเทียบกับการอภิปรายนโยบายรัฐบาลก่อนหน้านี้  คือ กรอบเวลา 2 วัน วางไว้ 32 ชั่วโมง 30 นาที  แบ่งเป็น 31 ชม. สำหรับการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา และแบ่งให้เวลากับฝ่ายค้าน 14 ชั่วโมง 30 นาที ฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง 30 นาที และ ฝ่ายสว. 4 ชั่วโมง และให้เวลา ครม. ชี้แจง 6 ชั่วโมง และ 1 ชั่วโมงเป็นเวลาของประธาน  ขณะที่นายกฯ จะมีเวลาอ่านคำแถลงนโยบาย จำนวน 1 ชั่วโมง  30 นาทีในช่วงต้น ส่วนการแบ่งกรอบเวลาอภิปราย ในวันที่ 9 เม.ย. จะเริ่มประชุม  08.30 – 02.00 น. ส่วนวันที่ 10 เม.ย.  08.00 – 23.00 น.  

ทั้งนี้น.ส.มัลลิกา ถามย้ำว่าเป็นทางการหรือไม่หรือต้องไปหารืออีกครั้ง ซึ่งนายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นการหารือกรอบเวลาเบื้องต้นที่ควรพิจารณาหากนำไปพูดคุยกับฝั่งวุฒิสภา เพราะกังวลว่าอาจมีความกระชั้นชิดต่อการนัดหมายพูดคุยกับส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้น.ส.มัลลิกา สรุปว่า  ต้องให้เกียรติ สว. ด้วย และต้องให้สว.เห็นตรงกัน  ก่อนจะแจ้งต่อที่ประชุมอีกครั้งว่า ประธานสภาฯ ได้แจ้งให้นัดประชุมหารือตัวแทนพรรคการเมือง และ สว. ในวันที่  7 เม.ย.นี้ เวลา 09.30 น. จากนั้นได้สั่งปิดประชุม ในเวลา17.22น. 

ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI

ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI

ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.41 น.

2 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 16.35 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าประธานการประชุม พิจารณาวาระรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2567 โดยนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า กองทุนดังกล่าว ไม่ใช่กองทุนที่เลี้ยงตัวเองได้ แต่ที่อยู่ได้เพราะมีภาษีประชาชนอุ้มอยู่ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า 90% คือจ่ายให้กับเงินทุนเลี้ยงชีพ ทั้งนี้เป็นระบบประเมินที่คะแนนสวยเกินเป็นจริงเพราะมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล เพราะกรรมการกองทุนประชุมปีละครั้ง ขณะที่กองทุนดังกล่าวมีเงินหลักร้อยล้านบาท ในอนาคตเชื่อว่าสมาชิกเพิ่มขึ้น ต้องใช้งบกลางมาสมทบหลัก 300 ล้านบาทต่อปี ถือว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับไม่มีการรองรับผันผวนทางการเมืองโดยประชาชนจะแบกรับฐานะผู้เสียภาษี 

“ผมขอเสนอให้ระงับการขยายสิทธิทุนเลี้ยงชีพ และให้คงไว้เฉพาะสิทธิจำเป็น รวมถึงต้องแก้กฎหมาย กำหนดอายุงานขั้นต่ำและจำกัดเพดานสิทธิ์ นอกจากนั้นแล้วต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด และบังคับกรรมการประชุมทุกไตรมาส” นายภัณฑิล อภิปราย

ChatGPT

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายภัณฑิลอภิปรายนั้น พบว่าได้อ่านข้อความบนกระดาษ ทำให้นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ประท้วงว่าผิดข้อบังคับ 

ต่อจากนั้นเป็นการอภิปรายของ นายคริส  ซึ่งอภิปรายตั้งคำถามคือ สส.ทำงานที่คุ้มค่าเงินภาษีประชาชนหรือไม่ เพราะใช้แชทจีพีทีเขียนอภิปรายแล้วท่องไม่ได้ กลับมาอ่านในห้องประชุม แบบนี้ถือว่าทำงานคุ้มค่าภาษีที่ประชาชนจ่ายหรือไม่ เมื่อเป็นสส.ต้องทำงานให้สมกับภาษีที่ประชาชนจ่าย แต่ขณะนี้ประชาชนสงสัย สส.สมัยเดียว เป็นสส.ปีเดียว หรือ 2 ปี บางคนเป็นสามล้อถูกหวย เกาะพรรคเข้ามา แต่ไม่เก่งไม่มีความเป็นตัวเอง แต่ได้เข้ามาสู่สภาต้องทำงานให้คุ้มค่าเงินเดือน

ChatGPT

“สส.ใหม่ หรือสส.เก่า เสียสละเพื่อประเทศ ประชาชน ประเทศมีหนี้สาธารณะ  12 ล้านล้านบาท หากสส.ร่วมแรงร่วมใจ ทำให้คล้ายกับไม่กินข้าวฟรี จะทำให้สภาฯควบคุมรายจ่ายของรัฐที่แท้จริงและรักษาประโยชน์ประชาชนที่แท้จริง” นายคริส กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายคริส อภิปรายเสร็จ ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นในห้องประชุมสภาฯ เมื่อนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ เดินปรี่เข้ามาหานายคริส และปะทะคารมกันเนื่องจากมีการอภิปรายพาดพิงกัยก่อนหน้านี้ จนส่อที่จะมีการวางมวยกัน ทำให้เพื่อนสมาชิกที่เห็นท่าไม่ดี ต่างกรูกันเข้าไปห้ามทางฝั่งของนายปกรณ์วุฒิ และนายคริส กันยกใหญ่ ก่อนจะแยกย้ายกันออกไป 

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.32 น.

ผบ.ทบ. เซนคำสั่งโยกย้ายทหารระดับพันเอก 174 นาย “พ.อ.ภาคภูมิ”  ทหารป้องปราสาทตาเมือนธม เป็น รอง ผบ.มทบ.210 “ผู้การติ๊บ” หัวหน้าทีมโดรนฟีนิกซ์  รบกัมพูชา นั่ง ผอ. ปรมน. มทบ.31

วันที่ 2 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ได้ลงนามคำสั่งกองทัพบก ที่ 109/2569 และ 112/2569 เรื่อง ให้นายทหารรับราชการและปรับระดับเงินเดือน โดยคำสั่งแรกจำนวน 109 นาย และ คำสั่งที่2 อีก 65 นาย รวมเป็น 174 นาย

ลงนามวันที่1เมษายน โดยมีตําแหน่งที่สําคัญดังต่อไปนี้

พ.อ.เริงณรงค์ ขาวล้อม รองเสนาธิการกองทัพน้อยที่ 1 (รอง เสธ.ทน.1) ขยับเป็น รองผบ.กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์( รอง ผบ.พล.ม.2รอ.) 

พ.อ.พิจักษณ์ บุปผาพันธุ์ รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์(รอง ร.2รอ.) ไปเป็น ผอ.กองกำลังพล กองทัพน้อยที่ 1 (ผอ.กกพ.ทน.1) , พ.อ.เดชพร บุณยรัตพันธุ์ เสธ.พล.ม.2รอ. เป็น ผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.ม.1รอ.) 

พ.อ.ณัฐพล บุญกระพือ  รองเสธ.พล.ม.2 รอ. เป็น เสธ.พล.ม.2รอ. 

พ.อ.วีระชัย ศิระสากร รองผอ.สน.ปรมน.จว.มณฑลทหารบกที่(มทบ.15) เป็น รองผบ.มทบ.14 

พ.อ.ธนาธิป เรียงอิศราง รองผบ.มทบ.210 เป็น รอง ผบ.กองพลทหารราบที่ 6 (รอง ผบ.พล.ร.6) 

พ.อ.ภาคภูมิ นภากาศ ผบ.ร.23 ซึ่งดูแลพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม  อําเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ในห้วงการปะทะที่ผ่านมา ได้เป็น รอง ผบ.มทบ.210

พ.อ.ธานินทร์ ดมหอม เสธ.พล.ร.6 เป็น ผบ.ร.23  

พ.อ.เกียรติศักดิ์ จารุวัตร รอง ผบ.ร.23 เป็น เสธ.พล.ร.6 

พ.อ.สมเด็จ พวงผกา เสธ.มทบ.27 เป็น รองผบ.มทบ.26 ,พ.อ.ภูวเดช อุทัยพรหม ผอ.กกบ.ทน.2 เป็นเสธ.มทบ.27 

พ.อ.อุทัย แฝงกระโทก ผบ.กรมพัฒนา2 เป็น ผอ.กกบ.ทน.2  
พ.อ.พิทักษ์ชัย กิ่งเกษ รอง ผบ.ร.16 เป็น ผบ.กรมพัฒนา 2 พ.อ.กรวรานนท์ กลั่นพรมสุวรรณ ฝสธ.ประจำผู้บังคับบัญชา เป็น รองผบ.มทบ.25

พ.อ.รัฐวิชญ์ ณรงค์พนารัตน์ เสนาธิการกองบัญชาการช่วยรบที่3  (เสธ.บชร3) เป็น รอง ผบ.บชร.3 

พ.อ.พงศธร นิพภยะ รอง ผอ.สน.ปรมน.จว.มทบ.39 เป็น รองผบ.พล.ร.4 

พ.อ.ธันวิทย์ ยมจินดา เสธ.มทบ.38 เป็น เสธ.มทบ.39 

พ.อ.เรืองฤทธิ์ ราชอินทร์ รอง เสธ.มทบ.38 เป็น เสธ.มทบ.38 

พ.อ.สุกิจ ภิญโญ รอง ผบ.มทบ.32 เป็น รอง ผบ.มทบ.36 ,พ.อ.พงศธร เมืองแก่น รอ ผอ.สน.ปรมน.จว.มทบ.31 เป็น รอง ผบ.มทบ.32 

พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ เสนาธิการกองพลกรมทหารราบที่ 4 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยฟีนิกซ์ หรือ โดรนพิฆาตใช้ปฏิบัติภารกิจการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา
เป็น รองผอ.สน.ปรมน.จว.มทบ.31 ,

พ.อ.พิทยา ราชะพริ้ง รองผบ.มทบ.32 เป็น รอง ผบ.มทบ.310 ,พ.อ.ยุทธพงศ์ กลันทะกะสุวรรณ รอง ผอ.สน.ปรมน.จว.มทบ.33 เป็น รอบ ผบ.มทบ.32  พ.อ.อรัชพล สังขบุญชู ผบ.ร.17 เป็น รอง ผอ.สน.ปรมน.จว.มทบ.33 ,พ.อ.รัชตะ ท้าวคำลือ  เสธ.พล.ร.7 เป็น ผบ.ร.17 พ.อ.สุรศักดิ์ สุขแสง เสธ.มทบ.34 เป็น เสธ.พล.ร.7 ,พ.อ.พลเดช เขื่อนพันธ์ ผอ.กกร.ทน.3 เป็น เสธ.มทบ.34 

พ.อ.ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์ รอบ ผบ.มทบ.42 เป็น รอง ผบ.พล.ร.5 , พ.อ.สฐิรพงษ์ อาจหาญ เสธ.พล.ร.15 เป็น รองผบ.มทบ.42 , พ.อ.สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผบ.ร.152 เป็น เสธ.พล.ร.15 , พ.อ.ธานี เกียรติสาร รองเสธ.พล.ร.15 เป็น ผบ.ร.152 ,

พ.อ.ปิยะพจน์ ดีรัศมี ผอ.กองประชาสัมพันธ์หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ(ผอ.กปช.นสศ.) เป็น รองเสธ.นสศ. ,พ.อ.ธภัทร พันธุ์แก้ว รองผบ.กรมรบพิเศษที่3 (รอง ผบ.รพศ.3) เป็น ผอ.กปช.นสศ.  พ.อ.สิทธิชัย ชัยวงศ์ เป็น ฝ่ายเสธนาธิการประจำ สลก.ทบ.

ส่อถังแตกในอนาคต! หมอวรงค์ ชงยกเลิกบำนาญสส.-สว. ซัดผลาญภาษีประชาชนมากเกินไป

ส่อถังแตกในอนาคต! หมอวรงค์ ชงยกเลิกบำนาญสส.-สว. ซัดผลาญภาษีประชาชนมากเกินไป

ส่อถังแตกในอนาคต! หมอวรงค์ ชงยกเลิกบำนาญสส.-สว. ซัดผลาญภาษีประชาชนมากเกินไป

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.03 น.

’หมอวรงค์‘ ชำแหละกองทุนสวัสดิการสมาชิกรัฐสภา! ชงยกเลิกบำนาญสส.-สว. ซัดผลาญภาษีประชาชนหลายร้อยล้าน ส่อถังแตก-ติดลบในอนาคต สิทธิประโยชน์ทะลุฟ้าทะลุเพดาน เป็นภาระต้องอุ้มเลี้ยงดูไปตลอดชีวิต เชื่อปชช.รับไม่ได้

วันที่ 2 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 16.10 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าประธานการประชุม พิจารณาวาระรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่30ก.ย.2567 โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายตอนหนึ่งว่า กองทุนนี้เรียกให้เข้าใจว่า กองทุนสวัสดิการของอดีตสส. สว. ตนกล้าพูดเต็มปากว่ากองทุนนี้ยังไงก็ต้องติดลบ ถือว่าเป็นกองทุนอภิสิทธิ์ เพราะพวกเราเสนอเอง พิจารณากฎหมายเอง และผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับพวกเราเป็นคนออกระเบียบเอง เป็นกองทุนที่เอาภาษีของประชาชนมาดูแลพวกเรามากที่สุดในทุกๆกองทุน กองนี้จริงอยู่หลายคนบอกว่าเป็นกองทุนที่จ่ายเงินสมทบ โดบให้สมาชิกทั้งสส. สว. จ่ายเดือนละ3,500บาท แต่เราจ่ายเงินจำนวนนี้เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ 5 สิทธิ ได้แก่ 1.เงินทุนเลี้ยงชีพ(บำนาญ) 2.ค่ารักษาพยาบาล/ตรวจร่างกาย ไม่เกิน1.3แสนบาทต่อปี 3.เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรเบิกได้2คน 4.กรณีทุพพลภาพ 1.5หมื่นบาทต่อเดือน และ5.กรณีถึงแก่กรรม จำนวน 200,000 บาท 

”ผมคิดว่ามันเป็นสิทธิประโยชน์ที่ทะลุฟ้าทะลุเพดาน ไม่มีกองทุนไหนให้สวัสดิการมากมายขนาดนี้ จนผมรู้สึกว่าเราเอาเปรียบประชนชนมากเกินไปหรือไม่ อะไรลดได้ลด อะไรตัดได้เราควรจะตัด เพราะมิฉะนั้น วันหนึ่งกองทุนนี้ต้องถังแตก จากรายงานที่มีการชี้แจงมา ปี2566 ติดลบ19ล้านบาท ปี67 ติดลบ 23 ล้านบาท“ นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะเรื่องเงินทุนเลี้ยงชีพ หรือบำนาญที่มีการปรับเปลี่ยนล่าสุดในปี2567 หากพวกเราเป็นสส.1ปี ถ้ามีการยุบสภา ได้บำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิต เริ่มต้นที่ 21,300 บาท จนถึงเพดานสูงสุดที่ 42,700 บาท ตามระยะเวลาการเป็นสมาชิกรัฐสภา ตั้งแต่1เดือน-24ปี เราเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป ยิ่งวันนี้พวกเราอายุน้อยๆกันเยอะ ผ่านไป1ปีหากมีการยุบสภา ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราตลอดชีวิต เผลอๆเลี้ยงดูไป40-50ปี ทั้งนี้ในปี2569 ได้ตั้งงบประมาณกองทุนฯไว้ที่ 420 ล้านบาท เราเก็บเดือน 3,500 บาท สส. 500 คน และสว. 200 คน เดือนหนึ่งได้ประมาณ 29.4 ล้านบาท ถ้าเทียบกับกองทุนประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สัดส่วนการที่เอาเงินของรัฐมาอุดหนุนมันต่างกันมาก ที่ผู้ประกันตน และนายจ้างจ่ายคนละ 5เปอร์เซ็นต์ รัฐจ่าย 2.5 เปอร์เซ็นต์ แต่กองทุนฯของพวกเราปีหนึ่งจ่าย400-500ล้านบาท มันต่างกันถึง13-15เท่า ซึ่งมันมาก ไม่มีใครทำได้ ยกเว้นพวกเราที่กำหนดเกม และในอนาคตมันอาจจะกลายเป็นกองทุนที่แบกรับภาระมากที่สุดในประเทศ 

“ภายใต้สภาวะแบบนี้ เราสส. สว. เป็นนักการเมืองที่อาสาเข้ามา วันที่ไม่มีตำแหน่ง ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราตลอดชีพเชียวหรือ  ผมอยากเรียกร้องให้พวกเราที่มีส่วนได้เสียลองช่วยกันเสียสละสักครั้ง โดยยกเลิกบำนาญ สิทธิประโยชน์อื่นผมยังพอรับได้ แต่บำนาญที่มันเป็นภาระที่ต้องเอาภาษีประชาชนมาเลี้ยงดู ผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้ ผมขอเสนอให้ยกเลิกบำนาญ” นพ.วรงค์ กล่าว

จุลพันธ์ รมว.แรงงาน ลั่นแจ้งความแล้ว ปมสวมรอย’อนุทิน’ ยันไม่ได้ถูกแฮก

จุลพันธ์ รมว.แรงงาน ลั่นแจ้งความแล้ว ปมสวมรอย'อนุทิน'  ยันไม่ได้ถูกแฮก

จุลพันธ์ รมว.แรงงาน ลั่นแจ้งความแล้ว ปมสวมรอย’อนุทิน’ ยันไม่ได้ถูกแฮก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.32 น.

“จุลพันธ์” แจงระบบประกันสังคม e-self service ไม่ได้ถูกแฮก ย้ำ ฐานข้อมูลไม่รั่วไหล คนแอบอ้าง ใช้เลขบัตรนายกฯผิดกฎหมายถูกดำเนินคดีแล้ว 

วันที่ 2 เมษายน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ชี้แจง กรณีคนนำเลขบัตรประชาชนนายกฯ อนุทิน ไปลงทะเบียนระบบ e-self service ของสำนักงานประกันสังคม การแอบอ้างข้อมูลบุคคล ผิดกฎหมาย พร้อมย้ำระบบไม่ได้ถูกแฮก ฐานข้อมูลไม่ได้รั่วไหล โดยโพสต์ข้อความดังนี้ 

ผมได้ทราบเรื่องกรณีที่มีคนนำเลขบัตรประชาชน 13 หลักของท่านนายกฯ อนุทิน ที่หาได้จากอินเทอร์เน็ต ไปลงทะเบียนใช้งานระบบ e-self service ของสำนักงานประกันสังคม แล้วใส่อีเมลและเบอร์โทรของตัวเองแทน จากนั้นก็นำภาพหน้าจอที่ปรากฏมาโพสต์เผยแพร่ 

โดยผมขอชี้แจงให้ชัดเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดครับ

ขอเน้นให้ชัดเจนว่า
– ระบบประกันสังคมไม่ได้ถูกแฮก
– ข้อมูลในฐานข้อมูลของประกันสังคมไม่ได้รั่วไหล
– สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแอบอ้างข้อมูลบุคคลอื่น ซึ่งผิดกฎหมายชัดเจน

ต้นตอที่แท้จริงของปัญหานี้คือการที่ข้อมูลส่วนตัวของประชาชนถูกนำมาซื้อขายในอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้กันในระดับประเทศ ไม่ใช่แค่ในส่วนของประกันสังคมครับ

เบื้องต้น สำนักงานประกันสังคมได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายจนถึงที่สุดแล้ว 

ทั้งนี้การลงทะเบียนใช้งานระบบ e-self service โดยยืนยันตัวตนผ่าน ThaiD ปลอดภัยกว่าระบบเดิมแน่นอน เพราะสามารถทำพิสูจน์ตัวตนได้ (IAL2) และสามารถเข้าระบบผ่านแอปทางรัฐ ที่มีการเชื่อมโยงกับระบบ e-self service กับ สปส.เรียบร้อยแล้วได้อีกช่องทางหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่าการเปิดให้ประชาชน มีช่องทางการเข้าใช้บริการภาครัฐได้หลายช่องทางผ่านการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย จะทำให้การให้บริการตามนโยบาย digital government และมาตรการต่างๆ ที่ต้องมีการลงทะเบียนยืนยันตัวตน เช่น มาตรการช่วยเหลือแรงงาน หรือการยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของแรงงาน ได้รับความเชื่อมั่นยิ่งขึ้น

ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมพี่น้องที่เข้าถึงเทคโนโลยียากด้วย เช่นกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ และแรงงานที่ไม่ถนัดแอปพลิเคชัน

ผมจะประสานให้สำนักงานประกันสังคมหารือกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เพื่อวางแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนครับ

ผมขอย้ำอีกครั้งครับว่าระบบประกันสังคมไม่ได้โดนแฮก แต่มีคนเอาข้อมูลที่หลุดไปในอินเทอร์เน็ตมาแอบอ้าง ซึ่งผิดกฎหมาย และถูกดำเนินคดีแล้ว ปัญหาจริงๆ คือการแก้ปัญหาข้อมูลส่วนตัวคนไทยที่หลุดจากระบบปฏิบัติการในหลายระดับ ซึ่งเรื่องนี้ต้องแก้กันทั้งระบบครับ

ตอนนี้หน้าเว็บของ สปส. หากมีผู้ประกันตน ต้องการลงทะเบียนใช้งานระบบ e-self service ระบบจะแจ้ง QR code ให้ ดาวน์โหลดแอป Thai ID ก่อน หากยืนยันตัวตนผ่าน Thai ID เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถ log in เข้าระบบ e-self service ของประกันสังคมได้เลย โดยเริ่มใช้งานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ผมจะคอยติดตามความคืบหน้าต่อไปอย่างใกล้ชิดครับ

ภัทรพงษ์ บี้ อนุทิน เลิกเตะถ่วง ตอบให้ชัดจะเอาไงต่อกับ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ภัทรพงษ์ บี้ อนุทิน เลิกเตะถ่วง ตอบให้ชัดจะเอาไงต่อกับ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ภัทรพงษ์ บี้ อนุทิน เลิกเตะถ่วง ตอบให้ชัดจะเอาไงต่อกับ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.16 น.

‘ภัทรพงษ์’ บี้ ‘อนุทิน’ ตอบให้ชัดจะเอาไงกับ ‘ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ลามซัด ‘ศุภชัย’ ค้านไร้เหตุผล ตอนเป็น กมธ. ด้วยกันกลับไม่เคยพูด จี้ ‘นายกฯ’ ระบุให้ชัด ผู้ว่าฯ 9 จังหวัดภาคเหนือต้องประกาศเขตภัยพิบัติ ขู่หากยังนิ่งเจอร้อง ม. 157

2เม.ย.2569 เมื่อเวลา14.00น. ที่รัฐสภา นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องรัฐบาลให้แสดงจุดยืนต่อการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาดว่า หลังจากวานนี้ (1เม.ย.) ได้มีการยื่นญัตติด่วนเรื่องวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือที่รุนแรง และกระทบไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศตลอดทั้งปี ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ของคนเหนือ แต่คือของประเทศไทย เพราะทุกคนใช้ลมหายใจเดียวกัน จึงขอเรียกร้องให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะรับทราบมาว่า ทางรัฐบาลได้ตกลงกันแล้วว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะไปอย่างไรต่อ

นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หลังจากตนเองอภิปรายไปเมื่อวานว่า หาก พ.ร.บ. อากาศสะอาด จะได้ไปต่อ ขอให้ตัวแทนของรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ลงชื่อเข้าประชุมสภาฯ เมื่อวาน ได้ยืนยันในที่ประชุม แต่นายสุชาติ ก็ไม่ได้ชี้แจง ซ้ำยังให้สัมภาษณ์ว่า หากประกาศเป็นเขตภัยพิบัติไปแล้ว จะกระทบกับการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องน่าขันมาก เพราะจะประกาศหรือไม่ประกาศ ก็กระทบการท่องเที่ยวอยู่ ขอให้นายสุขาติไปถามผู้ประกอบการได้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงแค่ไหนแล้ว

นายภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่ความคืบหน้าเรื่องร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต้องการฟังจาก นายอนุทิน หรือตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ใช่ฟังจาก นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งอาจจะอ้างภายหลังด้วยเทคนิคทางการเมืองว่า พูดในนาม สส. ไม่ได้พูดในนาม ครม. สิ่งที่นายศุภชัยพูด ทำให้ตนผิดหวัง เพราะนายศุภชัยเป็นที่ปรึกษา กมธ. ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด อยู่ และยังเป็นอนุกรรมาธิการ ซึ่งร่างเนื้อหา 300 มาตรา 

“แต่น่าเสียดาย ระหว่างเวลาที่ประชุม ผมไม่เคยได้ยินเสียงนายศุภชัยเลย และแทบจะจำหน้านายศุภชัย ในที่ประชุมไม่ได้ด้วยซ้ำ น่าเสียดายจริงๆว่าในโอกาสที่นายศุภชัยมีเวลาทำงาน ผมกลับไม่เห็นข้อขัดแย้งเหล่านี้ และผมกังวลว่าจะทำให้นายศุภชัยดูแย่เอง เพราะหลายข้อขัดแย้งที่ยกมาดูไร้เหตุผลมากๆ” นายภัทรพงษ์ กล่าว

นายภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า ที่นายศุภชัยยกเหตุผลว่า Emission Trading ไม่สามารถทำได้จริง แต่นายศุภชัย กลับไม่รู้ว่าในร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่ผ่านมติ ครม. ก็มีเรื่องนี้อยู่เช่นกัน ถ้านายศุภชัยนำเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุม ก็จบไปนานแล้ว ทำให้ตนเองเป็นห่วง มีใครพยายามจะถ่วงร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด หรือไม่ ถ่วงไปเรื่อยๆ ให้จบภายในวันที่ 13พ.ค.นี้ ซึ่งจะครบ 60 วัน ที่ ครม. จะสามารถร้องขอให้นำกลับมาพิจารณาต่อได้

“นายอนุทิน ต้องออกมาพูดให้ชัดเจนว่า จะเอาอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ลมหายใจของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่คุณจะมาเล่นการเมือง เอาให้ชัดๆ ตรงไปตรงมากับประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนก็เตรียมที่จะยื่นร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เข้าสู่สภาฯใหม่ ในกรณีที่พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นความสำคัญของลมหายใจประชาชน” นายภัทรพงษ์ กล่าว

นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า สาเหตุที่มีฝ่ายพยายามเตะถ่วงร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะมีข้อที่หลายฝ่าย เช่นที่นายศุภชัยยกมาว่า จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากฝ่ายผู้ประกอบกิจการ ซึ่งกลุ่มภาคอุตสาหกรรมก็มีการยกข้อนี้ขึ้นมา ซึ่งตนเองก็ได้ชี้แจงไปนานแล้ว ว่าเราเก็บค่าธรรมเนียมจริง หากเป็นการประกอบกิจการที่ปล่อยมลพิษทางอากาศตามมาตรฐาน หากคุณเป็นโรงงานที่ไม่ต้องการเข้าเกณฑ์เหล่านี้ เพราะมองว่าการเพิ่มต้นทุนเพื่อลมหายใจประชาชนไม่คุ้ม แต่ตนเองมองว่าเป็นผลประโยชน์ของประชาชน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งแวดล้อม

“ผมมองว่าจะใช้คำไหนก็ได้ จะใช้คำว่าเอื้อนายทุน ก็สามารถตีความแบบนั้นได้ จะใช้คำว่าเอื้อภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเอกชน ก็สามารถใช้คำนั้นได้ แต่จุดประสงค์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือเราจะยืนข้างประชาชน เพื่อลมหายใจของประชาชน และแน่นอนเรามองถึงผลกระทบของภาคธุรกิจด้วย จึงกำหนดเรื่องการละเว้นค่าธรรมเนียมไว้อยู่แล้วในร่าง พ.ร.บ. ถ้าหากอ่านดีๆ เชื่อว่ามีจุดดี บางส่วนอาจกระทบภาคธุรกิจ แต่ก็เปิดช่องให้ธุรกิจสีเขียวละเว้นได้” นายภัทรพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี เพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือแก้ปัญหาไฟป่า นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า การสั่งผู้ว่าฯให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเรื่องไฟป่า โดยที่เราไม่ได้มีงบประมาณให้เขา และการประกาศเขตภัยพิบัตินั้น หากนายกฯระบุไปเลยว่า ขณะนี้ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบนเข้าเกณฑ์แล้ว ผู้ว่าฯ ต้องประกาศเขตภัยพิบัติ เชื่อว่า ผู้ว่าฯ ไม่มีใครไม่ประกาศ คำถามคือทำไมถึงไม่ประกาศ การที่เราสั่งอย่างเดียว ขู่อย่างเดียวว่า ต้องจัดการไฟป่า แต่ไม่ได้ทำจริงเลย ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับประชาชนในภาคเหนือ นายกรัฐมนตรีสามารถระบุให้ผู้ว่าฯ ประกาศได้เลยเพราะเข้าหลักเกณฑ์แล้ว 

ทั้งนี้หากยังไม่ประกาศ ตนเองและภาคประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ เตรียมยื่นฟ้องมาตรา 157 ต่อผู้ว่าฯ แล้ว เพราะมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน และหากประกาศเขตภัยพิบัติ จะสามารถใช้งบฉุกเฉิน 9 จังหวัด รวมกับทุกกระทรวง 1,020 ล้านบาท จะสามารถจัดการปัญหานี้ได้ทั้งต้นตอและปลายทางคือสุขภาพของประชาชน