‘นฤมล’เริ่มงาน ศธ.วันแรก เป็นประธานแถลงการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025

‘นฤมล’เริ่มงาน ศธ.วันแรก เป็นประธานแถลงการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025

‘นฤมล’เริ่มงาน ศธ.วันแรก เป็นประธานแถลงการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.14 น.

‘นฤมล’เริ่มงาน ศธ.วันแรก เป็นประธานแถลงการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เดินทางมาเป็นประธานแถลงข่าวการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025 ที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นงานแรกหลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และข้าราชการ รอให้การต้อนรับ 

โดย นางนฤมล ได้ใช้ห้องกลางในการทำงาน ซึ่งเป็นห้องทำงานเดิมของ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ส่วนนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นั่งทำงานทางปีกซ้ายของอาคารราชวัลลภ 

นางนฤมล  ตอบคำถามว่า ในฐานะที่ รมว.ศธ.อยู่ในแวดวงการศึกษามาก่อน มีวิสัยทัศน์อย่างไรเกี่ยวกับการศึกษา ว่า เราอยู่ในแวดวงการศึกษามาก่อนก็เข้าใจว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ฮาร์ดแวร์หรือเครื่องมือ สิ่งเหล่านี้ต้องมาทีหลัง เป็นสิ่งเสริม ที่สำคัญคือการพัฒนาซอฟแวร์ คือ ตัวครู และบุคลากรทางการศึกษาที่จะต้องมาก่อนและต้องมีความพร้อมมีความเข้มแข็งก่อน และมีทุกอย่างสนับสนุน ไม่ใช่แค่เรื่องของสถานที่เท่านั้น แต่ต้องมีงบประมาณในการสนับสนุนบุคลากรในการทำการวิจัยการอบรมพัฒนาต่อยอด ที่จะสนับสนุนด้านต่างๆเพื่อให้บุคลากรเข้มแข็งก่อน  

“เราได้ยินมาตลอดว่า การศึกษาควรจะเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง แต่เราอาจจะลืมเรื่องของครู เรื่องของความเป็นอยู่ สวัสดิการของครู ที่จะมีความพร้อมไปสร้างอนาคตของประเทศได้ ดังนั้น รมว.ศธ. และ รมช.อีก 2 ท่าน จึงให้ความสำคัญกับการทำให้ครูมีความเข้มแข็งก่อน จึงจะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืนรวมถึงการลดภาระงานให้กับครู และจะดูแลสวัสดิการของเด็กว่าจะเพิ่มเติมในส่วนไหนบ้าง โดยจะทำเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับครู และนักเรียน“ รมว.ศธ. กล่าว

พม.พัฒนา “App DepFund” สร้างโอกาส “คนพิการและผู้ดูแล” เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

พม.พัฒนา “App DepFund” สร้างโอกาส “คนพิการและผู้ดูแล” เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

พม.พัฒนา “App DepFund” สร้างโอกาส “คนพิการและผู้ดูแล” เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

พม. พัฒนา “App DepFund” สร้างโอกาส “คนพิการและผู้ดูแล” เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้นหนุนคนพิการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พัฒนานวัตกรรมดิจิทัลให้คนพิการ บริหารจัดการเงินกู้ยืมกองทุนฯ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทันต่อการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ผ่าน “แอปพลิเคชัน DepFund” ตอบโจทย์การเข้าถึงสิทธิด้านการกู้ยืมเงินสำหรับคนพิการในการประกอบอาชีพได้ง่ายยิ่งขึ้น และรองรับความต้องการของคนพิการที่จะใช้บริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวนกว่า 2.2 ล้านคน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ จะช่วยให้คนพิการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันนี้ (3 ก.ค.68) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. พร้อมด้วย นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และคณะผู้บริหาร ร่วมเปิดตัว “แอปพลิเคชันกู้ยืมเงินคนพิการ หรือ DepFund” เพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ย ทั้งยังเข้าถึงการบริการของภาครัฐได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมาคมคนพิการ คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานกว่า 200 คน ภายในงานมีการออกบูธแสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่ประสบความสำเร็จจากการกู้ยืมเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเพื่อประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ จำนวน 5 ร้านค้า ณ ลานชั้น 1 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวภายหลังการเปิดตัว “แอปพลิเคชันกู้ยืมเงินคนพิการ หรือ App DepFund” ว่า กระทรวง พม. มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน กลุ่มเปราะบาง เพื่อให้เข้าถึงสิทธิของตนอย่างเท่าเทียม โดยงานด้านคนพิการเป็นภารกิจหนึ่งในการขับเคลื่อนการทำงานด้านการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้อยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม โดยปัจจุบัน มีคนพิการ ในประเทศไทยจำนวน 2,242,693 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.39 ของประชากรไทยทั้งประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2568) ซึ่งในจำนวนนี้ มีคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการใช้บริการการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ภายใต้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จำนวนกว่า 300,019 ราย รวมเป็นจำนวนเงิน 11,284,049,918 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2568) การสร้างอาชีพให้คนพิการมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในตลาด เพิ่มรายได้ให้กับคนพิการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและส่งเสริมให้คนพิการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

สำหรับการพัฒนานวัตกรรมระบบดิจิทัล “แอปพลิเคชัน DepFund” ภายใต้แนวคิด “เพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว” เป็นอีกระบบหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนงานด้านคนพิการให้เข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ ที่คนพิการพึงได้รับด้วยความสะดวก รวดเร็ว และทันต่อวิวัฒนาการของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งแอปพลิเคชัน DepFund จะช่วยในการบริหารจัดการเงินกู้สำหรับคนพิการ ให้เข้าถึงระบบบริการดิจิทัลด้านเงินกู้ได้อย่างครอบคลุม สะดวก และรวดเร็วขึ้น

“ในปัจจุบันวิวัฒนาการของดิจิทัลถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น การพัฒนาและนำนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้เพื่อสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ จะช่วยให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการได้อย่างไร้รอยต่อ จึงเป็นสิทธิและสวัสดิการหนึ่งที่คนพิการพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกับคนในสังคม และการพัฒนา“แอปพลิเคชัน DepFund” ช่วยให้คนพิการมีเงินตั้งต้นประกอบอาชีพได้ทันที ไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้คนพิการเกิดความสะดวกในการกู้ยืมเงินกองทุนฯ โดยไม่ต้องเดินทางมารับบริการต่อหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดปัญหาการเดินทาง ส่งผลให้คนพิการสามารถทำงานหารายได้ได้อย่างเต็มกำลังมากขึ้น ทำให้คนพิการมีศักยภาพ มีความเข้มแข็ง สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าอย่างมีเสถียรภาพต่อไป” นายวราวุธ กล่าว

ด้าน นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุว่า กองทุนส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ โดยกองกองทุนและส่งเสริมความเสมอภาคคนพิการ ได้พัฒนา “แอปพลิเคชัน DepFund” ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กองทุนฯ มีการปล่อยเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ จำนวน 14,792 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 757,121,796 บาท (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2567) ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กองทุนฯ ตั้งเป้าหมายจำนวนคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการใช้บริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวน 15,000 ราย จำนวนเงินกู้ 1,000 ล้านบาท และปัจจุบัน มีคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ กู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวน 6,632 ราย คิดเป็นเงินจำนวน 339,850,285 บาท (ข้อมูล ณ 28 พฤษภาคม 2568)  ดังนั้น การพัฒนา “แอปพลิเคชัน DepFund” จะเป็นอีกช่องทางเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการเข้าถึงบริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อันส่งผลให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองได้อย่างเท่าเทียมกับคนในสังคม

“แอปพลิเคชัน DepFund ที่พัฒนาขึ้น จะช่วยบริหารจัดการการกู้ยืมเงินกองทุนฯ ผ่านระบบดิจิทัล อำนวยความสะดวกให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการในการยื่นกู้ยืมเงินกองทุนฯ ตรวจสอบผลการอนุมัติ ยอดคงเหลือ ประวัติการชำระเงิน ทั้งยังสามารถชำระหนี้ที่กู้ยืมผ่าน QR Code ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงการบริการของภาครัฐได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android สามารถเข้าใช้งานผ่าน DIGITAL ID” นายโชคชัย กล่าว

ทั้งนี้ กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้บริการคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ผ่อนชำระคืนภายในไม่เกิน 5 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย สำหรับการกู้ยืมเงินกองทุนฯ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. การกู้รายบุคคล รายละไม่เกิน 60,000 – 120,000 บาท และ 2. การกู้รายกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 1 ล้านบาท สำหรับคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่สนใจกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนสำหรับประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ สามารถยื่นคำร้องได้ทาง https://efund.dep.go.th/

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและบริการด้านต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนพิการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีความเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม พึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ในสังคมต่อไป

‘ศ.ดร.บังอร’เป็นประธานพิธีไหว้ครู ‘วิว-เมย์’ร่วมสร้างแรงใจ ในกิจกรรม‘รักษ์น้อง’

‘ศ.ดร.บังอร’เป็นประธานพิธีไหว้ครู ‘วิว-เมย์’ร่วมสร้างแรงใจ ในกิจกรรม‘รักษ์น้อง’

‘ศ.ดร.บังอร’เป็นประธานพิธีไหว้ครู ‘วิว-เมย์’ร่วมสร้างแรงใจ ในกิจกรรม‘รักษ์น้อง’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.41 น.

‘ศ.ดร.บังอร’เป็นประธานพิธีไหว้ครู‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ สุดอบอุ่น‘วิว’กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันมือ 1 ของโลก และ‘น้องเมย์’รัชนก อินทนนท์ ร่วมสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกิจกรรม‘รักษ์น้อง’

3 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี ม.กรุงเทพธนบุรี (มกธ.) เป็นประธานพร้อมให้โอวาทแก่นักศึกษา ในพิธีไหว้ครู ประจำปีการศึกษา 2568 ณ อาคาร BANGKOKTHONBURI HALL ม.กรุงเทพธนบุรี

พิธีไหว้ครู ประจำปีการศึกษา 2568 ของ ม.กรุงเทพธนบุรี ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างการปลูกฝังให้นักศึกษาทุกคณะทุกระดับของสถาบัน ได้แสดงความเคารพ กตัญญูกตเวที  และยอมรับนับถือครูบาอาจารย์อย่างจริงใจ อีกทั้งยังกระตุ้นให้นักศึกษาได้ตระหนักรู้ เข้าใจถึงคุณค่าเชิงคุณธรรมจริยธรรม และแนวปฎิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย ในฐานะเป็นผู้สืบทอดมรดกทางปัญญา  ความรู้ทั้งในเชิงวิชาการและวิชาชีพด้วยความวิริยะ อุตสาหะ มานะ เพียรพยายาม อดทน เพื่อให้นักศึกษาได้บรรลุเป้าประสงค์ของการศึกษาตามที่ได้ตั้งใจไว้

ในพิธี ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล  ยังได้มอบธง ม.กรุงเทพธนบุรี ธงประจำคณะแก่ผู้แทนนักศึกษาคณะต่าง ๆ  พร้อมทั้งมอบเกียรติบัตรให้แก่ศิษย์เก่าดีเด่น ศิษย์ปัจจุบันดีเด่น ได้แก่ หม่อมหลวงปุญยนุช เกษมสันต์ (คณะรัฐศาสตร์-ป.เอก), นายวรเดช รุกขพันธุ์ (คณะบริหารธุรกิจ-ป.เอก) เป็นต้น

สำหรับพิธีไหว้ครูครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ดวงฤทธิ์  เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก ได้แก่ “วิว” วิวกุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชายเดี่ยว มือ 1 ของโลก เจ้าของเหรียญเงิน โอลิมปิกเกมส์ 2024 และ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันหญิงทีมชาติไทย ซึ่งเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รวมทั้งนักศึกษาต่างชาติ ศิษย์เก่า ศิลปิน ดารา เข้าร่วมในพิธีไหว้ครู อย่างพร้อมเพรียง

นอกจากนี้ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษาของคณะต่าง ๆ ยังได้จัดกิจกรรม “รักษ์น้อง” เชิงสร้างสรรค์  เพื่อเสริมสร้างความรักสมัครสมานสามัคคีร่วมกันระหว่างคณาจารย์และนักศึกษาของ ม.กรุงเทพธนบุรี อีกด้วย

มจร.เปิดตัว ‘เหลาครอบครัว Family Talk’ เวทีสร้างครอบครัวพลังบวกด้วยหลักธรรม เริ่ม 24 ก.ค.นี้

มจร.เปิดตัว 'เหลาครอบครัว Family Talk' เวทีสร้างครอบครัวพลังบวกด้วยหลักธรรม เริ่ม 24 ก.ค.นี้

มจร.เปิดตัว ‘เหลาครอบครัว Family Talk’ เวทีสร้างครอบครัวพลังบวกด้วยหลักธรรม เริ่ม 24 ก.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ รายการ “เหลาครอบครัว Family Talk”

โครงการสื่อสารกิจกรรมและจัดเวทีกลางสื่อสารให้ความรู้แก่ภาคีเครือข่ายภายใต้โครงการพัฒนาครอบครัวคุณธรรมพลังบวก Positive Parenting ในสังคมไทย ผ่านสื่อออนไลน์ในรายการ “เหลาครอบครัว Family Talks”

โดยวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ อาคารพระพรหมบัณฑิต วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์เปิดตัวรายการ “เหลาครอบครัว Family Talk” พร้อมเวทีเสวนา โดยมีพระครูสมุห์วชิรวิชญ์ ฐิตวํโส ดร., ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน, เสวนาเหลาครอบครัว โดย รศ.นพ.สุรยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), รศ.ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ, ผู้อำนวยการ (ฝ่ายวิชาการ)​ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ โดยในงานมีเครือข่ายการศึกษา ภาคประชาสังคม ชุมชน มาร่วมเป็นสักขีพยาน

รายการ: “เหลาครอบครัว Family Talks” มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารสร้างความรู้และความเข้าใจกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสื่อสารกับเด็กและเยาวชนสร้างครอบครัวพลังบวก เป็นพื้นที่กลางให้กับแกนนำ พี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก และเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการเสริมพลังใจในการทำงานเพื่อสังคม เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของนักวิจิตวิทยารุ่นใหม่และผู้ให้คำปรึกษาเพื่อนครอบครัวมีส่วนร่วมสร้างครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย และเป็นพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย

โดยมีกลุ่มเป้าหมาย พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป แกนนำพี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก เครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวก ทั้งหน่วยงานในระดับท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เครือข่ายนักวิชาการด้านจิตวิทยา นักจิตวิทยารุ่นใหม่ นักการศาสนา จากมหาวิทยาลัยต่างๆ

จะถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ YouTube และเพจของโครงการ จำนวนตอน​ 14 ตอน โดยออกอากาศรายการทุกเย็นวันพฤหัส เวลา 18.00 -19.30 (พิเศษเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ทุกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนจะออกอากาศในวันพุธ เริ่มวันที่ เริ่มตอนแรก 24 ก.ค.นี้เป็นต้นไป

เนื้อหารายการประกอบด้วย

ช่วงที่ 1 เหลาเรื่องเล่า : เป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารสร้างความรู้และความเข้าใจกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสื่อสารกับเด็กและเยาวชนสร้างครอบครัวพลังบวก
ช่วงนี้เน้นการนำเสนอเนื้อหาหลักจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและครอบครัวในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการสื่อสาร การเข้าใจพัฒนาการเด็ก การแก้ไขปัญหาในครอบครัว โดยเน้นให้เกิดความรู้และความเข้าใจที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป
 
ช่วงที่ 2 พลังบวกส่งต่อ : เป็นพื้นที่กลางให้กับแกนนำ พี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก และเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการเสริมพลังใจในการทำงานเพื่อสังคมช่วงนี้จะเป็นเวทีสำหรับแขกรับเชิญพิเศษ เช่น แกนนำชุมชน พี่เลี้ยงครอบครัวพลังบวก หรือตัวแทนจากหน่วยงานเครือข่าย ให้มาแบ่งปันประสบการณ์จริง ความสำเร็จ ความท้าทาย และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้เกิดครอบครัวพลังบวกในชุมชน รวมถึงการเสริมพลังใจให้แก่ผู้ทำงานเพื่อสังคม
 
ช่วงที่ 3 Family Coach ตอบโจทย์ :  ช่วงนี้จะเน้นบทบาทของ Family Coach ในการ ให้คำปรึกษา และ พัฒนาทักษะ โดยผู้ชมสามารถถามตอบแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเจาะลึกเทคนิคการโค้ช/หลักจิตวิทยาบางอย่างที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และสร้างพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาทักษะสำหรับ นักจิตวิทยารุ่นใหม่ ผู้ให้คำปรึกษาเพื่อนครอบครัวในการมีส่วนร่วมสร้างครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย
 
ช่วงที่ 4 สร้างฐานแห่งรักด้วยธรรม (ทำ) : เป็นพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวกในสังคมไทยช่วงนี้จะนำเสนอการประยุกต์ใช้หลักคำสอนหรือคุณธรรมจากศาสนาต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างความสุข ความเข้าใจ และสันติสุขในครอบครัว สามารถติดตามรับชมสดผ่านช่องทางยูทูป เฟสบุคส์ ติ๊กต๊อก พิมพ์คำว่า เหลาครอบครัว Family Talk

องคมนตรีมอบรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ยกย่องต้นแบบเสริมพลังสังคมคุณธรรม

องคมนตรีมอบรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ยกย่องต้นแบบเสริมพลังสังคมคุณธรรม

องคมนตรีมอบรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ยกย่องต้นแบบเสริมพลังสังคมคุณธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.46 น.

องคมนตรีมอบรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ยกย่องต้นแบบเสริมพลังสังคมคุณธรรม

2 กรกฎาคม 2568 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล “Thailand Moral Awards 2024” ครั้งที่ 5 ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัลให้แก่บุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อ ที่เป็นต้นแบบแห่งคุณธรรม รวม 166 รางวัล เพื่อส่งเสริมแรงบันดาลใจและยกระดับคุณค่าความดีในสังคมไทย

ในพิธีได้รับเกียรติจากหลายภาคส่วนร่วมแสดงความยินดี อาทิ นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม และ รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เข้าร่วมแสดงพลัง พร้อมเปิดตัว Moral Ambassador ได้แก่ คุณสายสุนีย์ จ๊ะนะ และเรืออากาศตรีหญิง จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง สองนักกีฬาที่ขับเคลื่อนสังคมด้วยพลังด้านความอดทน มุ่งมั่น ทุ่มเท

พร้อมกันนี้ศูนย์คุณธรรมยังได้มอบรางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษแด่ นางสาวปลื้มจิตร์ ถินขาว และเรืออากาศโทหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ อดีตนักกีฬาทีมชาติไทย เพื่อยกย่องความมุ่งมั่นและคุณธรรมที่สร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนและสังคม

ทั้งนี้รางวัล Thailand Moral AWards 2024 ในปีนี้ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทสื่อ 69 รางวัล ประเภทบุคคล 58 รางวัล และประเภทชุมชนและองค์กร 39 หน่วยงาน

รางวัลทั้งหมดผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และชื่อของผู้ได้รับรางวัลจะถูกจารึกไว้ใน Hall of Fame บนเว็บไซต์ศูนย์คุณธรรม

#TMA2024 #Thailandmoralawards2024 #Thailandmoralawards #ศูนย์คุณธรรม #ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว #คนดีมีพื้นที่ยืน #ความดีมีพื้นที่ในสังคม #กระทรวงวัฒนธรรม ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand , YouTube : Moral Channel

‘สาธิตจุฬาฯ’ร่วม’ยูนิโคล่’ สานต่อโครงการ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง จากการคิดค้นของนวัตกรเยาวชนไทย

'สาธิตจุฬาฯ'ร่วม'ยูนิโคล่' สานต่อโครงการ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง จากการคิดค้นของนวัตกรเยาวชนไทย

‘สาธิตจุฬาฯ’ร่วม’ยูนิโคล่’ สานต่อโครงการ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง จากการคิดค้นของนวัตกรเยาวชนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

สาธิตจุฬาฯ ร่วมกับ ยูนิโคล่ สานต่อโครงการ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง จากการคิดค้นของนวัตกรเยาวชนไทย พร้อมส่งมอบถุงมือจำนวน 1,000 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลจุฬาฯ และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม 2568 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ร่วมกับ บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จัดงานแถลงข่าวกิจกรรมด้านความยั่งยืน ร่วมต่อยอดโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” พร้อมส่งมอบถุงมือจำนวน 1,000 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลจุฬาฯ และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่เด็กพิการทางสมอง

โดยในงานแถลงข่าว ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติเป็นประธานร่วมกล่าวแสดงความยินดีกับการพัฒนาโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” คุณโยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ร่วมกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนโครงการนี้ พร้อมทั้งได้เชิญ ศาสตราจารย์ พญ.กัญญา ศุภปิติพร หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ หัวหน้าฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ คุณอมรศรี รัศมิทัต ผู้อำนวยการกองคุ้มครองสวัสดิภาพและพัฒนาคนพิการ เข้ารับมอบถุงมือพร้อมกับกล่าวถึงคุณประโยชน์ของถุงมือ Happy Gloves ที่ทางโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม และ ยูนิโคล่ ได้มอบให้แก่เด็กพิการทางสมองในประเทศไทย

จากนั้น อาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นางสาวณิชมน สุภัทรเกียรติ ผู้แทนนักเรียนผู้คิดค้นพัฒนาโครงการกล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการคิดค้นนวัตกรรม ถุงมือ Happy Gloves สู่การส่งเสริมและต่อยอดโครงการ ซึ่งเป็นโครงการนวัตกรรมที่คิดค้นและพัฒนาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม

ผู้ป่วยเด็กพิการทางสมอง หรือ Cerebral Palsy เป็นโรคความผิดปกติทางระบบประสาทที่เกิดในทารกและเด็กเล็ก ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย และมักมีอาการเกร็ง จนอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดกระดูกและข้อต่อผิดรูป ผู้ป่วยเด็กเหล่านี้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก และการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันมีเด็กพิการทางสมองประมาณ อัตรา 0.61 ต่อ 1,000 คน ต่อประชากรเด็กเกิดใหม่ หรือ ประมาณ 6,600 – 12,600 คน (จากค่าเฉลี่ย 0.61)* แต่อุปกรณ์ในการช่วยเหลือเด็กพิการกลุ่มนี้ยังมีน้อยอยู่มาก และยังคงต้องการความช่วยเหลือสำหรับผู้ป่วยเด็กพิการทางสมองในทุกด้านอีกมาก

นางสาวไอริณรยา โสตางกูร ตัวแทนผู้รับผิดชอบโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” เล่าถึงที่มาของโครงการนี้ว่า “โครงการ Happy Gloves ริเริ่มคิดค้นพัฒนาขึ้นจากทีมทั้ง 4 คน (นางสาวณิชมน สุภัทรเกียรติ, นางสาวไอริณรยา โสตางกูร, นายศุภวิชญ์ วรรณดิลก, นายสุภชีพ สหกิจรุ่งเรือง) ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.5 ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ภายใต้การดูแลของ อาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เพื่อเข้าประกวดโครงงานนวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือคนพิการ ทำให้ได้เรียนรู้ถึงความต้องการและปัญหาของเด็กพิการทางสมอง ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เราจึงได้ร่วมกันคิดค้นและออกแบบอุปกรณ์ถุงมือเพื่อช่วยลดการเกร็ง ที่เล็บจะจิกเข้าไปในฝ่ามือ ทำให้เกิดรอยแผล หรือทำให้มือเปื่อย และป้องกันข้อมือหัก จากนั้นเราจึงนำถุงมือต้นแบบไปทดลองใช้งานจริงกับน้องผู้พิการทางสมองผ่านทางศูนย์การเรียนรู้คนพิการแม่นกและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อเก็บข้อมูลและนำมาปรับปรุงจนเป็นถุงมือต้นแบบที่เหมาะสมกับเด็กพิการทางสมอง และช่วยลดการเกร็งของมือได้จริง หลังจากที่น้อง ๆ ได้ลองถุงมือ น้อง ๆ มีความสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเวลาที่มีของเล่นอยู่ในมือ เนื่องจากมีการสร้างสรรค์อุปกรณ์รักษาในรูปแบบของเล่นประกอบไปด้วยด้วยเหล็กตามข้อมือเพื่อบรรเทาอาการเกร็ง และมีตุ๊กตาตรงกลางรองรับเวลาที่นิ้วจิกเข้าไป ทำให้ไม่เกิดบาดแผล และลดอาการเกร็ง ถุงมือเป็นแบบฟรีไซส์ น้อง ๆ สามารถใช้ได้กับทุกช่วงวัย และเมื่อน้องมีอาการเกร็งมาก ๆ จะมีเสียงสัญญาณดังขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่ดูแลได้รับรู้ว่าตอนนี้น้องมีอาการบีบเกร็งอยู่ จะได้มาดูแลน้องได้ทันเวลาและยังเป็นของเล่นที่สร้างความสุขพร้อมส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กพิการทางสมองทั้งทางด้านอารมณ์สังคม และสติปัญญา เราทั้ง 4 คนยินดีเป็นอย่างมากที่นวัตกรรมของเราสร้างความสุขให้เด็กพิการทางสมอง ทำให้น้องๆ ยิ้มได้อีกครั้ง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยจริง ๆ”

คุณโยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) เผยถึงการสนับสนุนโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” ว่า “ยูนิโคล่สานต่อพันธกิจด้านความยั่งยืนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือล่าสุดกับโครงการ Happy Gloves “ถุงมือบันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” ของทางโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ที่ยูนิโคล่ให้การสนับสนุนเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคจากลูกค้ายูนิโคล่ทั่วประเทศผ่านโครงการ RE.UNIQLO เพื่อบริจาคให้กับผู้ที่ขาดแคลน และในส่วนของเสื้อผ้าที่ไม่สามารถนำไปบริจาคได้ ยูนิโคล่ได้นำมารีไซเคิลเป็นผ้าใหม่เพื่อ ยืดอายุการใช้งาน และมอบให้เป็นวัสดุหลักสำหรับผลิตถุงมือ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง พร้อมส่งมอบถุงมือ จำนวน 1,000 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อมอบให้แก่เด็กพิการทางสมองที่ต้องการต่อไป ยูนิโคล่ยังคงให้การสนับสนุนสังคมไทยผ่านหลักปรัชญาไลฟ์แวร์ และพร้อมที่จะต่อยอดพันธกิจด้านความยั่งยืนของเราผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรในอนาคตเพื่อสร้างสังคมไทยที่แข็งแกร่งและ น่าอยู่ไปด้วยกัน”

ติดตามโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” ได้ที่ https://www.facebook.com/HappyCPGloves/

– 006

EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล'พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.39 น.

EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล”พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

นายบัณฑิต สะเพียรชัย นำคณะผู้บริหาร EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 MCOT HD เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568

– 006

พัฒนากลไก..หนุนเสริมขับเคลื่อน ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ภาคเหนือตอนล่าง

พัฒนากลไก..หนุนเสริมขับเคลื่อน ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ภาคเหนือตอนล่าง

พัฒนากลไก..หนุนเสริมขับเคลื่อน ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ภาคเหนือตอนล่าง

วันพุธ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อไม่นานมานี้ โครงการพัฒนากลไกหนุนเสริมการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนคุณภาพของชุมชน ครูรัก(ษ์)ถิ่น 4 ภูมิภาค จัดประชุมเชิงปฏิบัติการผู้บริหารและครูแกนนำภาคเหนือตอนล่าง (Q-Leadership, Q-Learning) สำหรับโรงเรียนในโครงการครูรักษ์ถิ่น ปี 2567 – 2568  ที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าในวิชาชีพตามเกณฑ์ ว.PA ณ โรงแรมเรือนแพ รอยัล ปาร์ค จ.พิษณุโลก

โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วีระ แข็งกสิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ วิทยากรผู้มีอุดมการณ์แห่งความเป็นครู ได้บรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาโรงเรียนครูรัก(ษ์)ถิ่น ให้มีคุณภาพ ครูเพื่อศิษย์สู่โรงเรียนแห่งการเรียนรู้” และร่วมอภิปรายแนวทางการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา และวิทยากร ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ คณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลเป็นครูรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน(ครูรัก(ษ์)ถิ่น) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ปรึกษาโครงการและคณะ โดยโครงการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย บริหารและครูแกนนำโรงเรียน และทีมหนุนเสริมภาคเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด จำนวน 130 คน ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายวัลลภ โตวรานนท์  รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดการประชุมและบรรยายพิเศษ

การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนคุณภาพของชุมชน (ครูรัก(ษ์)ถิ่น) 4 ภูมิภาคนี้มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก เป็นการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง เป็นการขับเคลื่อนร่วมกันของกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนในพื้นที่(Cluster) โดยใช้กลไกสำคัญที่ประกอบด้วยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Q-PLC) ซึ่งเป็นกระบวนการเสริมสร้างพลังการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างกลุ่มครูทั้งในระดับโรงเรียนและเครือข่าย เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง จนนำไปสู่เป้าหมายการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (Q-Learning) โดยอาศัยภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร (Q–Leadership) มาขับเคลื่อนการพัฒนาโรงเรียนโดยมีเป้าหมายชัดเจน

ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีทบทวนคำปฏิญาณ-สวนสนามของลูกเสือ ปี 2568

ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีทบทวนคำปฏิญาณ-สวนสนามของลูกเสือ ปี 2568

ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีทบทวนคำปฏิญาณ-สวนสนามของลูกเสือ ปี 2568

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เวลา 17.00 น.  ที่สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จัดสวนสนามในงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ครบ 114 ปี พร้อมพิธีทบทวนคำปฏิญาณ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย  และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ

โดยมี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามลูกเสือกรุงเทพมหานคร เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย และแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ

สำหรับการสวนสนามจะมีกองลูกเสือ กองเนตรนารี ร่วมเดินสวนสนาม จำนวน 7 ขบวน รวม 131 กอง รวมจำนวนทั้งสิ้น 4,192 คน ประกอบด้วย กองลูกเสือ กองเนตรนารี ที่ชนะเลิศการประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี “Scout Skill Challenge” ระดับจังหวัด จำนวน 77 กอง และผู้แทนกองลูกเสือ กองเนตรนารี 4 ประเภท กองลูกเสือ กองเนตรนารีเหล่าสมุทร กองลูกเสือ กองเนตรนารี เหล่าอากาศ ผู้แทนจากสมาคม และสโมสรลูกเสือ จำนวน 54 กอง ขณะเดียวกันจะมีการประกาศและมอบรางวัล การประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี “Scout Skill Challenge” ระดับประเทศ รวมถึงรางวัลพิเศษสำหรับกองลูกเสือที่เข้าร่วมกิจกรรม

Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง ระดม 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ยกระดับสังคมรู้เท่าทันสื่อและ AI

Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง ระดม 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ยกระดับสังคมรู้เท่าทันสื่อและ AI

Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง ระดม 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ยกระดับสังคมรู้เท่าทันสื่อและ AI

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.03 น.

เปิดเวที “Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง” ระดม 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ตีแผ่สังคมยุค AI สงครามข้อมูล ข่าวลวงหลอก Deepfake ภัยเงียบจาก AI ต้องแยกแยะ และเสริมทักษะเท่าทัน ชี้ “Thai PBS” สื่อที่น่าเชื่อถือ ปกป้อง/ตรวจสอบความจริง ฟื้นฟูความไว้วางใจ ตอกย้ำ Thai PBS Verify เครื่องมือตรวจสอบข่าวลวง ยกระดับสังคม เท่าทันสื่อ-AI ไม่ตกเป็นเหยื่อ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดยสำนักสื่อดิจิทัล จัดงาน “Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง” ซึ่งตรงกับ “วันโซเชียลมีเดีย” (Social Media Day) ในวันที่ 30 มิ.ย. 2568 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการทำงาน สร้างสังคมข้อมูลข่าวสารที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ เป็นเกราะภูมิคุ้มกัน “ข่าวลวง” ที่แพร่ระบาดบนทุกหน้าฟีดของโซเชียลมีเดีย และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง โดยมี 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ร่วมขึ้นเวทีทอล์กบรรยายใน 12 หัวข้อ ภายในงานมีสื่อมวลชน นักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก

รศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า งาน “Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง” เป็นกระบวนการทำงานที่สามารถยกระดับสร้างความโปร่งใส่ เป็นธรรม และความรับผิดชอบในยุค AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เพราะ AI ไม่ใช่นวัตกรรมอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ AI มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น “อิทธิพลเงียบ” ในชีวิตประจำวัน เกี่ยวพันกับปากท้อง รายได้ และถูกห้อมล้อมในห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo chamber) การมองความจริงมีความซับซ้อนความไม่แน่นอน ไม่วางใจต่อสถาบันการเมือง เปราะบางขึ้นทุกที ความเชื่อมั่น จึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของสังคม ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามมากที่สุด “สื่อสาธารณะ” จึงต้องเป็นด่านหน้าของการปกป้องความจริง ตรวจสอบความจริง และฟื้นฟูความไว้วางใจ Thai PBS Verify ไม่ได้เป็นแค่ fact-checking แต่เป็นด้านหน้าของการปกป้องความจริงในสังคมประชาธิปไตย ที่ต้องอาศัยเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

“จริยธรรมของสื่อ คือ แนวต้านสุดท้ายของความจริงในยุค AI ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อมูล ตั้งคำถามกับแหล่งที่มา การเปิดพื้นที่ให้กับเสียงที่แตกต่าง เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อสาธารณะ ที่ไม่สามารถละเลยได้ Thai PBS Verify จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบความจริง แต่จริยธรรมสื่อ คือเครื่องมือในการตรวจสอบความจริงของคนทำสื่อ ในการตรวจสอบตนเอง” ผอ. ส.ส.ท. กล่าว

รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการ กทม. กล่าวถึงหัวข้อ จากหน้างาน…สู่หน้าฟีด ปิดเกมข่าวปลอมในภาวะวิกฤต กล่าวว่า แม้ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวปลอม แต่จากการทำงานในภาวะวิกฤตบอกได้เลยว่า อย่าไปคุมสื่อ เพราะจัดการไม่ได้ เราต้องหาวิธีทำอย่างไรกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก วิธีที่ใช้คือการ “สู้” ทำให้เราเป็นทางเลือกหนึ่ง อย่าให้เราไม่เป็นหนึ่งในทางเลือกของประชาชน เชื่อว่า ประชาชนมีวิจารณญาณ ดังนั้น ความจริงสามารถสู้ได้ ประเด็นสำคัญอีกประการคือ อย่าผิดพลาดบ่อย เมื่อผิดแล้วขอโทษ และบอกว่าแก้อย่างไร ไม่โยนความผิดให้คนอื่น อย่างน้อยข้อมูลที่เป็นทางเลือกก็จะสามารถแข่งได้ และในที่สุดประชาชนให้ความไว้วางใจเรา

ด้าน กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS กล่าวในหัวข้อ “Deepfake .. ภัยเงียบจาก AI ความท้าทายใหม่ของสื่อ” สะท้อนภาพรวมของภัยรูปแบบใหม่ในยุค AI พร้อมแนวทางการรับมือและตรวจสอบข่าวลวงของแพลตฟอร์ม Thai PBS Verify ว่า Deepfake เป็นหนึ่งในเทคโนโลยี Generation AI ที่กำลังกลายเป็น “อาวุธใหม่” ในสงครามข้อมูลข่าวสารยุคดิจิทัล แม้จะมีข้อดีด้านการลดต้นทุนการผลิต และทำให้เนื้อหาซับซ้อนเข้าถึงง่ายขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงต่อการบิดเบือนความจริง กรณีตัวอย่าง เช่น คลิป Deepfake ของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ถูกตัดต่ออย่างแนบเนียน

ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS  กล่าวอีกว่า รูปแบบของ Deepfake ที่พบได้บ่อย 1.Face Swift สลับหน้า 2.Voice เลียนเสียง 3.Synthetic Media สื่อจำลองสร้างใหม่ทั้งหมด 4.Re-enactments การแสดงสีหน้าขยับปากและท่าทางที่ควบคุมโดยบุคคลในวีดีโอต้นทาง 5.Text  Based Deep Fake สร้างข้อความเลียนแบบสไตล์การเขียนหรือวิธีการสื่อสารของบุคคลหนึ่ง โดยกลุ่มเป้าหมายที่มักตกเป็นเหยื่อ เช่น สื่อมวลชน นักการเมือง บุคคลมีชื่อเสียง สำหรับวิธีการตรวจสอบ Deepfake ให้สังเกตลักษณะที่ผิดปกติ เช่น การเคลื่อนไหวของภาพผิดธรรมชาติ เช่น ดวงตาไม่กระพริบ, เสียงพูดมีโทนเดียว (monotone) หรือไม่มีเสียงพื้นหลัง, คำพูดผิดเพี้ยน หรือการสะกดคำไม่ถูกต้อง, แสงและเงาผิดธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นความท้าทายของสื่ออย่างมาก โดยพบว่า มีการนำมาใช้กับผู้ประกาศข่าวไทยพีบีเอส และ Thai PBS Verify ตรวจสอบนำมาตีแผ่ว่าไม่เป็นความจริง

พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.ก. (CIB) กล่าวว่า ทุกคนคงเคยได้รับ SMS หรือเคยเจอข้อความน่าสงสัยในโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram หรือ LINE สิ่งเหล่านี้คือสนามล่าของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่จ้องจะหลอกลวงทุกเมื่อ จากข้อมูลพบว่า ที่ประเทศกัมพูชาเพียงแห่งเดียวมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากกว่า 53 แก๊ง ทำงานกันเป็นระบบ เหมือนบริษัทขนาดย่อมในโลกออนไลน์มีการวางกับดักไว้หลายรูปแบบ ทั้งโฆษณาชวนเชื่อหลอกขายผลิตภัณฑ์ไร้คุณภาพ สร้างเพจข่าวปลอม ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการใช้ถ้อยคำกดดัน สร้างความกลัว เพื่อให้เหยื่อทำตามโดยไม่ทันตั้งตัว จำไว้ว่า หน่วยงานรัฐจะไม่โทรมาขู่ หรือให้โอนเงินเด็ดขาด หากมีการติดต่อจะเป็นเอกสารทางไปรษณีย์เท่านั้น ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันข่าวปลอม เราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อ ขอแค่มีสติ นั่นคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

สำหรับ 13 ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวลวง ประกอบด้วย  รศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท., รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการ กทม., กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS, กชศร ใจแจ่ม กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย (Whoscall), กานดา จำปาทิพย์ บรรณาธิการ รายการสถานีประชาชน สำนักข่าว Thai PBS, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.ก. (CIB), คณิศ บุณยพานิช บรรณาธิการบริหาร ด้านข่าวสืบสวน สำนักข่าว Thai PBS, อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, คุณวงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายการเมือง,  อรุชิตา อุตมะโภคิน ผู้จัดการกลุ่มงานด้านนวัตกรรมการสื่อสาร The Active Thai PBS, พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า, แคลร์ ปัจฉิมานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ Thai PBS World, สิริประภา วีระไชยสิงห์ Outreach & Partnerships Manager, TikTok และ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร มหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดบูธนิทรรศการ พร้อมกิจกรรมให้ร่วมสนุกจาก Thai PBS Verify ร่วมด้วยบูธจากรายการสถานีประชาชน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากผู้ร่วมงานร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่งอีกด้วย สามารถรับชมเวทีทอล์กทั้ง 12 หัวข้ออีกครั้งได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/VerifyTalk2025

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th  

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin