สร้างอนาคตเด็กไทย! เปิดหลักสูตร‘นวัตกรรม-AIสุดล้ำ’นำร่องให้นักเรียนในชลบุรี

สร้างอนาคตเด็กไทย! เปิดหลักสูตร‘นวัตกรรม-AIสุดล้ำ’นำร่องให้นักเรียนในชลบุรี

สร้างอนาคตเด็กไทย! เปิดหลักสูตร‘นวัตกรรม-AIสุดล้ำ’นำร่องให้นักเรียนในชลบุรี

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.18 น.

‘รร.ปรีชานุศาสน์’ จับมือ ‘เอ็มม่า อลิส’ สร้างอนาคตเด็กไทย เปิดหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำ นำร่องให้นักเรียนในชลบุรี

วันที่ 17 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนปรีชานุศาสน์ พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยบาทหลวงสมภพ แซ่โก ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียน  ซิสเตอร์มัยตรี สุระเสียง รองผู้อำนวยการโรงเรียน และ บริษัท เอ็มม่า อลิส ผู้นำด้านเทคโนโลยีการศึกษา โดยนายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการ เปิดตัวหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) สุดล้ำที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างครบวงจร เพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ

หลักสูตรที่ทันสมัยนี้จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงกับเครื่องมือและเทคโนโลยีชั้นนำที่ทันสมัย พร้อมการสนับสนุนโดยตรงจากทีมนวัตกรผู้เชี่ยวชาญของเอ็มม่า อลิส ที่จะร่วมอบรมคุณครูและช่วยจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ภายในหลักสูตร ส่งผลให้นักเรียนมีโอกาสพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์อนาคต

โรงเรียนปรีชานุศาสน์เชิญชวนผู้ปกครองทุกท่านเข้ามาสัมผัสและรับรู้ถึงแนวทางการศึกษายุคใหม่ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและเตรียมพร้อมบุตรหลานของท่านให้ประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและการทำงานในอนาคต ร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรม เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูกหลานท่านวันนี้ที่โรงเรียนปรีชานุศาสน์ จังหวัดชลบุรี ///-026

‘ศุภมาส’ เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)

'ศุภมาส' เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)

‘ศุภมาส’ เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 09.34 น.

“ศุภมาส” รัฐมนตรีกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” ชูวิสัยทัศน์ “Research for All” พลิกโฉมอนาคตไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ณ World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยเน้นย้ำถึงพลังของระบบวิจัยไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มได้เข้าถึงความรู้และโอกาสจากงานวิจัยอย่างเท่าเทียม
ในโอกาสนี้ นางสาวศุภมาสได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Research for All: พลิกโฉมอนาคตไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดหลักของงานที่มุ่งสร้างระบบวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกคนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรม

ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย” ผู้ทรงริเริ่มโครงการกว่า 3,000 โครงการ อาทิ ฝนหลวงและกังหันน้ำชัยพัฒนา ซึ่งเป็นต้นแบบของแนวคิด “วิจัยเพื่อทุกคน” ที่กระทรวง อว. ยึดถือและขับเคลื่อน

นอกจากนี้ ยังได้ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 70 พรรษา ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็น “IT Princess” และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนานโยบายด้านนวัตกรรมของประเทศที่มุ่งเน้นการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม

นางสาวศุภมาสยังได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวง อว. ตลอด 1 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้วิสัยทัศน์ “เรียนดี มีความสุข มีรายได้ เน้นวิจัย สร้างนวัตกรรมดี ตรงความต้องการ” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและปฏิรูประบบอุดมศึกษา ตลอดจนงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมในส่วนของการปฏิรูปการอุดมศึกษา กระทรวง อว. ได้ผลักดันนโยบาย “2 ลด 2 เพิ่ม” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา พร้อมเพิ่มทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคตและเพิ่มโอกาสในการมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง อาทิ Free TCAS/TGAT, โครงการเรียนดี มีรายได้ (Coop+), National Credit Bank, Online Learning Platform, โครงการทุนพิเศษสำหรับกลุ่มเปราะบางและด้อยโอกาส และเสริมทักษะเพื่ออนาคต เช่น Higher Education Sandbox, Skill Transcript/Skill Mapping, Entrepreneurship Education, Reskill/Upskill/New Skill และ STEM Plus

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังได้เน้นย้ำถึงโครงการเรือธงของกระทรวงฯ ได้แก่ “อว. for AI” ที่มุ่งพัฒนา AI University เพื่อเตรียมสร้างบุคลากร AI 50,000 คนใน 5 ปี ซึ่งป็นฐานสำคัญในการผลักดันไทยเป็นผู้นำ AI

ในอาเซียน, “อว. for EV” มีเป้าหมายให้ไทยเป็น EV Hub อันดับ 10 ของโลกในการผลิตยานยนค์ปลอดมลพิษภายในปี 2030 ด้วยการพัฒนากำลังคน 150,000 คนใน 5 ปี และ “อว. for Semiconductor” ที่มุ่งผลิตบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ 80,000 คนใน 5 ปี

นอกจากนี้ กระทรวง อว. กำลังผลักดันการจัดตั้งแพลตฟอร์ม “Skills Future Thailand” โดยมีต้นแบบจาก SkillsFuture Singapore ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการพัฒนาบุคลากรด้วยการมอบคูปอง Up-skill/Re-skill ให้แก่ประชาชนในประเทศไทยได้เริ่มวางรากฐานผ่านโครงการ Skill Mapping และ Skill Transcript ใน 6 มหาวิทยาลัยนำร่อง และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีให้ผลักดัน 3 มาตรการสำคัญ เพื่อให้ทุกคนมี Skill Transcript สามารถนำไปใช้ Up-skill/Re-skill ได้จริง และภาครัฐและเอกชนใช้เป็นเครื่องมือวางแผนผลิตบัณฑิต

นางสาวศุภมาสยังได้กล่าวถึง “พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา” ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้ว ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม ตลอดปีที่ผ่านมา กระทรวง อว. ได้จัดกิจกรรมสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ “อว.แฟร์: SCI POWER FOR FUTURE THAILAND”,

One Stop Open House, และ “อว. Job Fair” และในอนาคต กระทรวง อว. จะขับเคลื่อนนโยบายอีก 9 เรื่อง อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพกำลังคนตามความต้องการของอุตสาหกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ การสนับสนุนโรงเรียนสาธิตนานาชาติ การผลักดันไทยให้เป็น Education Hub, การผลักดัน อว. เป็นกระทรวงเศรษฐกิจ การนำ ววน. ไปช่วยแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ การนำ Science Park ไปสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น การสนับสนุน Frontier Technology และการปฏิรูประบบ ววน. อย่างต่อเนื่อง

ในตอนท้าย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง อว. ที่จะสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมให้การวิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างเข้มแข็ง ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเชื่อมั่นว่าด้วยพลังร่วมของทุกภาคส่วนจะสามารถสร้าง “ประเทศไทยที่เข้มแข็งด้วยวิจัย และเท่าเทียมด้วยโอกาส” ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้มีพิธีมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นด้านการส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และการจัดการข้อมูลวิจัย ตามมาตรฐานสากล ดังนี้

1. รางวัลรับรองคุณภาพจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (NECAST)
เพื่อยกย่องหน่วยงานที่มีระบบการกำกับดูแลจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง
ระดับ 2 (โล่รางวัลและประกาศนียบัตร) จำนวน 3 หน่วยงาน ได้แก่
– วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
– วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
ระดับ 3 (โล่รางวัลและประกาศนียบัตร) จำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่
– มหาวิทยาลัยรังสิต
– โรงพยาบาลศรีสะเกษ
– มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
– สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ระดับ 3 (ได้รับประกาศนียบัตร) จำนวน 7 หน่วยงาน ได้แก่
– โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
– คณะกรรมการกลางพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน
– โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล
– กลุ่มสหสถาบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ชุดที่ 1)
– โรงพยาบาลชลบุรี
– คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ จังหวัดจันทบุรี / เขตสุขภาพที่ 6
– คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

2. รางวัลมาตรฐานการจัดการข้อมูลวิจัย (CoreTrustSeal)
ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติที่รับรองคุณภาพของคลังข้อมูลวิจัยที่มีการบริหารจัดการตามหลักการเปิดเผย โปร่งใส และยั่งยืน โดยมีหน่วยงานที่ได้รับประกาศนียบัตร จำนวน 4 แห่ง ได้แก่
– PSU Knowledge Bank จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุนทร วงษ์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม
– NIDA Wisdom Repository จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ กั่วเจริญ ผู้อำนวยการสำนักบรรณสารการพัฒนา
– Thailand Agricultural Research Repository จากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดย นายกิตติ ทั้วสุภาพ นักวิเคราะห์สารสนเทศอาวุโส 2
– Digital Research Information Center (DRIC) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดย นางมาริยาท ตั้งมิตรเจริญ ผู้อำนวยการกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์

งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” นี้ จัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 16 – 20 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

 

รองอธิบดี สกร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 2

รองอธิบดี สกร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 2

รองอธิบดี สกร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 2

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตรวจเยี่ยมสอบเทียบ – นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดี สกร. ลงพื้นที่นิเทศ ติดตาม และตรวจเยี่ยมการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 2 เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ทักษะ เจตคติและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รวมถึงบุคคลที่มีความเป็นเลิศทางปัญญาให้สามารถเข้ารับการทดสอบและประเมิน เพื่อให้ได้รับวุฒิการศึกษาในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโดยไม่เสียเวลาเรียน โดยมี นางรัชนุช สละโวหาร ผู้อำนวยการ สกร.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ ณ สนามสอบ โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

มก.ลงนามก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะแพทยศาสตร์

มก.ลงนามก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะแพทยศาสตร์

มก.ลงนามก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะแพทยศาสตร์

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธีและลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะแพทยศาสตร์ โครงการอุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ บริษัท อาคาร 33 จำกัด โดยนายกิติพล ลี้สวัสดิ์ ผู้แทนเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะแพทยศาสตร์ โครงการอุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้ ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อาคารเรียนและปฎิบัติการคณะแพทยศาสตร์ มีการออกแบบอาคารโดยเน้นการประหยัดพลังงานตามเกณฑ์อาคารเขียว เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูงรวม 17 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 29,000 ตารางเมตร และมีงบประมาณการก่อสร้าง 499,458,000.00 บาท ก่อสร้างในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในส่วนอุทยานการแพทย์ตามผังพัฒนาการใช้พื้นที่ของหอพักนิสิตหญิงเดิมที่หมดสภาพการใช้งานแล้ว ได้แก่ พื้นที่ หอพักหญิงพุทธรักษา, หอพักหญิงราชาวดี, และหอพักหญิงมหาหงส์ ร่วมถึง  อาคารอื่นๆ ได้แก่ Study room และสนามบาส อีกทั้งโครงการยังมีจุดเด่นที่แวดล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวอันร่มรื่นโดยรอบมากถึง 25 ไร่ และมีสิ่งสนับสนุนทางกายภาพพื้นฐานที่พร้อมเพรียงเหมาะแก่การส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้และการวิจัยขั้นสูงด้านเวชศาสตร์การเกษตรและชีวนวัตกรรมของคณาจารย์และนิสิต อันจะเป็นการสนับสนุนนโยบายของชาติได้เป็นอย่างดี โดยลักษณะการก่อสร้างของตัวอาคาร ก่อสร้างในกรอบพื้นที่ขนาด 36 x 40 เมตร

ทังนี้ภายในตัวอาคารมีระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในระบบห้องปฏิบัติขั้นสูง และห้องปฏิบัติการสนับสนุนพื้นฐานทางการแพทย์ ฐานรากมีเสาเข็มแบบคอนกรีตอัดแรง ตกแต่งพื้น ผนังและฝ้าเพดาน ด้วยวัสดุที่คงทนถาวร ผนังอาคารฉาบปูนเรียบ ทาสี ออกแบบเสริมแรงป้องกันแผ่นดินไหว ภายในอาคารมีระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบ CCTV ระบบดับเพลิงและมีครุภัณฑ์ประกอบอาคารและระบบอื่นๆ ตามมาตรฐานอาคาร บริเวณรอบนอกอาคาร มีถนนคอนกรีตเสริมเหล็กโดยรอบ มีระบบไฟฟ้าแสงสว่างรอบนอกอาคาร มีระบบกล้อง CCTV รอบนอกอาคาร มีสนามหญ้า มีสนามเด็กเล่น และจัดสวนในพื้นที่รอบนอกอาคาร ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง ระบบโทรศัพท์ เชื่อมต่อกับระบบภายในมหาวิทยาลัย และพื้นที่บริการรอบตัวอาคาร

สำหรับการใช้งานของอาคาร แบ่งออกเป็น 8 หมวดการใช้งาน ได้แก่ 1.การเรียนการสอนสำหรับนิสิตแพทย์ 6 ชั้นปี และระดับบัณฑิตศึกษา 2.ห้องปฏิบัติการสำหรับนิสิตแพทย์ บัณฑิตศึกษา และอาจารย์ โดยเน้น “เวชศาสตร์การเกษตรและชีวนวัตกรรม” 3.ห้องเรียนและปฏิบัติการทางกายวิภาคศาสตร์ 4.ห้องฝึกสถานการณ์จำลองทางการแพทย์ 5.ห้องพักอาจารย์ และสำนักงานเลขานุการฯ 6.ห้องประชุม 7.ห้องสโมสรนิสิตคณะแพทยศาสตร์ 8 ห้องสมุดและห้องอาหาร

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างอาคารเรียนและปฎิบัติการคณะแพทยศาสตร์ ได้ดำเนินการประกวดราคาได้บริษัท อาคาร 33 จำกัด (ในราคา 441,441,000.00 บาท) และจัดทำสัญญาก่อสร้างลงนามเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2568 และมีแผนงานก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือน มิถุนายน 2571 (จำนวนวัน 1,065 วัน)

สทน.ล้ำ! ใช้เทคโนโลยี ‘นิวเคลียร์’ ตรวจอัตลักษณ์สินค้าขึ้นทะเบียน GI

สทน.ล้ำ! ใช้เทคโนโลยี ‘นิวเคลียร์’ ตรวจอัตลักษณ์สินค้าขึ้นทะเบียน GI

สทน.ล้ำ! ใช้เทคโนโลยี ‘นิวเคลียร์’ ตรวจอัตลักษณ์สินค้าขึ้นทะเบียน GI

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ธวัชชัย  อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า ปัจจุบันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI  (Geographical Indication ) หรือสินค้ามีการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณภาพของสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจงในท้องถิ่น ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างโอกาสทางการตลาด เสริมสร้างเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น และเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในระดับท้องถิ่น ปัจจุบันมีสินค้าของชุมชนหลายประเภทที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI เช่น ข้าว อาหาร ผัก/ผลไม้ ผ้า (ไหม+ฝ้าย) หัตกรรม/อุตสาหกรรม ไวน์-สุรา สินค้าที่มีชื่อเสียงได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้  ข้าวสังข์หยดพัทลุง กาแฟดอยช้าง ส้มโอนครชัยศรีฯ สินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI จึงมีราคาสูงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันที่ขายในท้องตลาด  ดังนั้น จึงมักเกิดปัญหาการแอบอ้างหรือปลอมแปลงสินค้า GI ซึ่งวิธีการตรวจสอบส่วนใหญ่จะตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของสินค้า แหล่งผลิต และการขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่

“สทน.จึงได้ทำการศึกษาวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีทางนิวเคลียร์เพื่อตรวจสอบและยืนยันลักษะเฉพาะของสินค้าเกษตรและอาหารที่ขึ้นทะเบียน GI เพื่อให้เกิดความมั่นว่าเป็นสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่ถูกต้อง มีคุณภาพ และเป็นไปตามาตรฐานที่กำหนด โดยจะเป็นการตรวจในระดับพันธุกรรม ลายพิมพ์ธาตุอาหาร องค์ประกอบทางเคมี และลักษณะของสารชีวภาพภายในสินค้าเกษตรแต่ละชนิด” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าว

ดร.รพพน พิชา รักษาการผู้จัดการศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า สทน.ได้ดำเนินโครงการวิจัยด้านการตรวจอัตลักษณ์ผลผลิตทางการเกษตรและอาหาร โดยมีวัตถุประสงค์พัฒนาวิธีการวิเคราะห์ลายนิ้วมือ (Finger Print) ของอาหารเพื่อระบุแหล่งที่มาและความแท้จริง เพื่อสนับสนุนระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการระบุแหล่งกำเนิดของผลิตภัณฑ์พรีเมียมของไทย ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับและการประกันคุณภาพ โดยใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องพัฒนาเทคนิคในการวิเคราะห์ เช่น การวิเคราะห์ไอโซโทป การวิเคราะห์ธาตุ การศึกษาอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อคุณลักษณะของอาหาร เพื่อสร้างฐานข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของสินค้า GI สร้างแบบจำลองการตรวจสอบความแท้ ตรวจสอบแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์ของผลิตภัณฑ์อาหาร และตรวจสอบหาสารปลอมปนและการปนเปื้อน การรับรองความแท้ และความเป็นอินทรีย์ของอาหาร (เช่น ข้าว GI และผักอินทรีย์ไทย) เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากการฉ้อโกง และรักษามาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย

จากการเก็บตัวอย่างวิจัยที่ดำเนินการในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สรุปผลในเบื้องต้นได้อย่างชัดเจนว่าชัดเจนว่าพืชสายพันธุ์เดียวกัน แต่หากปลูกในพื้นที่ ปลูกในท้องถิ่นที่แตกต่างกัน จะมีคุณลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น ข้าวสังข์หยดที่ปลูกในจังหวัดพัทลุงกับข้าวที่ปลูกในจังหวัดใกล้เคียง จะมีอัตลักษณ์แตกต่างกัน แต่เนื่องจากผลผลิตการเกษตรแต่ละชนิดมีการปลูกในหลายๆพื้นที่ทั่วประเทศ คุณสมบัติของดิน และภูมิอากาศก็แตกต่างกัน ดังนั้น จึงต้องมีการเก็บตัวอย่างผลผลิตเพื่อการวิจัยในพื้นที่ต่างๆ ให้มากที่สุด เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่ครบถ้วน หากทำการวิจัยได้ครบถ้วน สทน.จะเปิดให้บริการตรวจอัตลักษณ์ผลผลิตทางการเกษตรและอาหารต่อไป

ปัจจุบัน สทน.เปิดให้บริการตรวจสอบน้ำผึ้งและน้ำผลไม้ (น้ำมะพร้าว) ว่ามีการปลอมปนน้ำตาลหรือไม่ หรือว่าเป็นของแท้ สำหรับผลผลิตการเกษตรที่ดำเนินการวิจัยในขณะนี้ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวสังข์หยด กาแฟอาราบิก้า กาแฟโรบัสต้า ทุเรียน มะยงชิดจังหวัดนครนายก ผักอินทรีย์ และกุ้งกุลาดำ

ซีเอ็ด จัดแข่งขันหุ่นยนต์ ‘IYRC Thailand 2025’ ผลักดันเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลก

ซีเอ็ด จัดแข่งขันหุ่นยนต์ ‘IYRC Thailand 2025’ ผลักดันเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลก

ซีเอ็ด จัดแข่งขันหุ่นยนต์ ‘IYRC Thailand 2025’ ผลักดันเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลก

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีเอ็ด” ในฐานะสมาชิกสมาคมหุ่นยนต์ยุวชนนานาชาติ (International Youth Robot Association: IYRA) จัดการแข่งขัน “IYRC THAILAND 2025” ครั้งที่ 12 เพื่อคัดเลือกเยาวชนไทยเป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ (International Youth Robot Competition: IYRC) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–8 สิงหาคม 2568 ณ เมืองชอนอัน ประเทศเกาหลีใต้ โดยในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก รุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย Mr. Harry Roh President of IYRA ร่วมด้วยผู้แทนสมาชิกประเทศเวียดนาม เข้าร่วมงาน

รุ่งกาล กล่าวว่า การแข่งขัน IYRC Thailand 2025 เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมเยาวชนไทยให้ได้แสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หุ่นยนต์ และ AI ผ่านประสบการณ์จริง เราเชื่อว่าความสำเร็จจากเวทีนี้ไม่ได้วัดกันที่ผลแพ้หรือชนะ แต่สิ่งที่ได้คือการเรียนรู้ การเติบโต และการจุดประกายความฝันของเยาวชนให้กล้าคิด กล้าทำ ขอให้ทุกคนใช้โอกาสนี้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่ออนาคตของตนเองและประเทศชาติต่อไป

โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 5 ระดับ รวม 16 ประเภท ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงระดับ OPEN โดยมีรายการแข่งขันที่น่าสนใจ อาทิ หุ่นยนต์ซูโม่, AI Robot Soccer, หุ่นยนต์กู้ภัยไฟป่า, เกมเมกเกอร์ และการนำเสนอผลงานหุ่นยนต์สร้างสรรค์ ซึ่งผู้เข้าแข่งขันต่างแสดงออกถึงความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีมอย่างโดดเด่น

 “IYRC THAILAND 2025” จึงไม่ใช่เพียงแค่เวทีการแข่งขันหุ่นยนต์ แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมให้เยาวชนไทยก้าวทันโลกเทคโนโลยี พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยซีเอ็ดยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้เจตนารมณ์ “Inspiration Starts Here” เพราะ “เยาวชนคือกุญแจสำคัญของอนาคต” รุ่งกาล กล่าว

สำหรับผลการแข่งขัน IYRC THAILAND 2025 มีดังต่อไปนี้ การแข่งขันหุ่นยนต์ประลองคณิตศาสตร์ รุ่นจิ๋ว (Math Challenge) รางวัลชนะเลิศ อันดับ 1 : MCK002 – โรงเรียนมัญจาคริสเตียน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : MCK003 – Raffles American School

การแข่งขันหุ่นยนต์ดูแลปศุสัตว์ (Animal Kingdom) รางวัชนะเลิศ อันดับ 1 : AK002 – โรงเรียนสุรัสวดี ไพโรจน์ รางวัลรองชนะเลิศ : AK003 – โรงเรียนสุรัสวดี ไพโรจน์

การแข่งขันหุ่นยนต์ประลองคณิตศาสตร์ (Math Challenge) รางวัลชนะเลิศ : MCJ010 – โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม  รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : MCJ011 – โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : MCJ009 – โรงเรียนมัญจาคริสเตียน

การแข่งขันหุ่นยนต์ซูโม่ รุ่นจูเนียร์ (Push – Push Junior) รางวัลชนะเลิศ : PPJ006 – โรงเรียนมัญจาคริสเตียน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : PPJ008 – โรงเรียนมัญจาคริสเตียน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : PPJ037 – โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน

การแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอล AI (AI Robot Soccer) รางวัลชนะเลิศ : SAJ003 – โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : SAJ001 – โรงเรียนกรุณาศึกษา รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : SAJ002 – โรงเรียนกรุณาศึกษา

การแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอล R / C (R / C Robot Soccer) รางวัลชนะเลิศ : SJR006 – โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : SJR007 – โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : SJR001 – โรงเรียนเซนต์จอห์น

การแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยไฟป่า (Save The Forest) รางวัลชนะเลิศ : SFS004 – โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยมฯ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : SFS002 – โรงเรียนมารีวิทย์บ่อวิน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : SFS003 – โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยมฯ

การแข่งขันหุ่นยนต์วอลเลย์บอล (Robot Volleyball) รางวัลชนะเลิศ : VBS006 – โรงเรียนสารสาสน์วิเทศเอกชัย รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : VB005 – โรงเรียนสารสาสน์วิเทศเอกชัย รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : VB003 – โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยา

การแข่งขันหุ่นยนต์ซูโม่ อัตโนมัติ (Autonomous Push-Push) รางวัลชนะเลิศ : PPS006 – โรงเรียนสารสาสน์วิเทศคลองหลวง รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : PPS002 – โรงเรียนมัธยมบ้านบางกะปิ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : PPS005 – โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยา

การแข่งขันหุ่นยนต์ความคิดสร้างสรรค์ รุ่นจูเนียร์  (Creative Robot Design Junior) รางวัลชนะเลิศ : CDJ004 ทีม ABN Creative Design – โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : CDJ003 ทีม รร.มัญจาคริสเตียน – โรงเรียนมัญจาคริสเตียน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : CDJ006 ทีม SD Robot Junior – โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน

การแข่งขันหุ่ยนต์ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Robot Design Senior) รางวัลชนะเลิศ : CDS ทีม IDS Innomart – โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : CDS001 ทีม ECOMech – โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยา

กองทุน ป.ป.ช คว้า ‘ต๋อง ธนายุทธ’ ร่วมเล่นละครต้านทุจริต

กองทุน ป.ป.ช คว้า 'ต๋อง ธนายุทธ' ร่วมเล่นละครต้านทุจริต

กองทุน ป.ป.ช คว้า ‘ต๋อง ธนายุทธ’ ร่วมเล่นละครต้านทุจริต

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.44 น.

กองทุน ป.ป.ช คว้า ต๋อง ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา นักแสดงซีรีส์วายชื่อดังร่วมเล่นละครต้านทุจริต

กองทุน ป.ป.ช.  สนับสนุนนักศึกษาร่วมต่อต้านการทุจริตผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการ 10 มหาวิทยาลัย  โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ นำเสนอเรื่องการทุจริตต่อจรรยาบรรณ การรับสินบน นำมาซึ่งความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้

เรียกได้ว่าเป็นโครงการที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากทั้งในไทยและต่างประเทศ สำหรับโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษา ผู้ที่เติบโตเป็นอนาคตของชาติตระหนักถึงความสำคัญของการต่อต้านทุจริตคอรัปชั่น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล อย่าพูดว่าใครๆ ก็ทำกัน ในการอบรมที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มีเสียงสะท้อนในเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นที่น่าสนใจมาก หนึ่งในนั่นคือเรื่องการทุจริตต่อจรรยาบรรณวิชาชีพและการติดสินบน เป็นเสียงสะท้อนที่ออกมาจากเยาวชนอนาคตของชาติ นับว่าเป็นโครงการที่ดีงามมากในยุคแห่งโลกดิจิตอล ที่นำความคิดของเยาวชนมานำเสนอผ่านสื่อละครสั้นทำให้น่าติดตามแถมยังได้ข้อคิดดีๆอีกด้วย

โดย กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุน บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด สร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอรัปชันผ่านการแสดงละครสั้นโดยเนื้อหาละครมาจากแนวคิดของนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ นอกจากจะได้เรียนรู้ทักษะการแสดงละครให้กับเยาวชน แล้ว ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์ให้ได้เรียนรู้ เช่น  ฝึกความกล้าแสดงออก , การฝึกสมาธิในการทำงาน, การพูดในที่สาธารณะ, การพัฒนาบุคลิกภาพ ,การสร้างตัวตนในแบบ influencer อีกด้วย และหัวใจของการอบรมในครั้งนี้คือการเรียนรู้เรื่องการต้านทุจริตคอรัปชั่น เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอรัปชัน  พร้อมทั้งแบ่งกลุ่มพูดคุยถึงปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมแนวทางการแก้ไขปัญหา และออกมานำเสนอเพื่อคัดเลือกมาทำบทละครสั้น  นำแสดงโดยนักแสดงชื่อดัง ต๋อง ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา,จุ๊บแจง วิมลพันธ์ ชาลีจังหาญ,อ๊อฟ ธีร์วศิษฏ์ เรือนสอน กำกับการแสดงโดย ศรัทธา ศรัทธาทิพย์,ควบคุมการผลิต จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรรณ ผู้จัดละครเพื่อสังคมเจ้าของรางวัลผู้จัดละครเพื่อสังคมระดับเอเชีย

จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรรณ ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า ผมรู้สึกดีใจที่ได้เห็นเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมีความสนใจและตั้งใจในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชัน นักศึกษาทุกคนคืออนาคตของชาติที่จะเติบโต ไปทำงานในหลากหลายอาชีพ  การทุจริตคอรัปชันไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเรา สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะมีวุฒิภาวะตระหนักถึงภัยของการทุจริตคอรัปชันได้ ตัวโครงการสอนในเรื่องการต่อต้านคอรัปชันโดยเริ่มจากตัวเราและส่งต่อแนวคิดต้านทุจริตสู่ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ ละครที่นักศึกษาสะท้อนออกมาจากใจของนักศึกษา เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความตระหนักในการต่อการทุจริตคอรัปชัน นักศึกษา อาจารย์ สถาบันการศึกษา ภูมิใจที่ได้คิด ได้สร้างละครสั้นต่อต้านการทุจริตคอรัปชันที่พวกเค้าได้มีส่วนร่วม สำหรับผมมีค่ามากจริงๆคับ  

ร่วมรับชมละครสั้นต้านทุจริต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ในวันพุธที่ 18 มิถุนายน 2568 เวลา 10.45-11.15 น. ทาง  ททบ.5 ช่อง 5 HD และทางช่อง TikTok @youthml ร่วมถึงสื่อโซเซียลทุกช่องทาง

วช. จัดมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 68 ยกทัพงานวิจัยกว่า 1,000 ผลงานภายใต้แนวคิด ‘Research for All’

วช. จัดมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 68 ยกทัพงานวิจัยกว่า 1,000 ผลงานภายใต้แนวคิด 'Research for All'

วช. จัดมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 68 ยกทัพงานวิจัยกว่า 1,000 ผลงานภายใต้แนวคิด ‘Research for All’

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 09.27 น.

วช. จัดมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 ยิ่งใหญ่ ยกทัพงานวิจัยกว่า 1,000 ผลงานภายใต้แนวคิด “Research for All : เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)“ งานแสดงผลงานวิจัยระดับชาติที่จัดมาอย่างต่อเนื่องตลอด 2 ทศวรรษ และปีนี้เป็นปีที่ 20 แห่งความภาคภูมิใจ นำเสนอความก้าวหน้าของผลงานวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงสู่การพัฒนาประเทศในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด “Research for All : เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Research for All : พลิกโฉมอนาคตไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม“ พร้อมนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวต้อนรับ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติในปีนี้ วช. มีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนองานวิจัยในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ลดช่องว่างระหว่างนักวิจัยกับประชาชนทั่วไป ด้วยการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัย และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้และผลงานวิจัยได้อย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับชีวิตประจำวัน เพื่อแสดงให้เห็นว่างานวิจัยมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหา พัฒนาประเทศ และสร้างอนาคตที่ดีกว่า นอกจากนี้ได้คำนึงถึงการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมงานเป็นสิ่งสำคัญเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับงานวิจัย โดยมีกิจกรรมภายในบริเวณพื้นที่นิทรรศการที่หลากหลาย อาทิ การทดลอง การสาธิต และการเสวนา รวมถึงการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการนำเสนอ เช่น AR/VR และ Interactive display เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจและกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้

มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติในปีนี้จัดแสดงผลงานวิจัยพร้อมใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ 6 ธีมหลัก ได้แก่ 

– งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน 

– งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพลังสร้างสรรค์ Soft Power ของประเทศ เพื่อยกระดับและพัฒนาความสามารถด้านความรู้ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนไทยให้สร้างมูลค่าและสร้างรายได้ และอนุรักษ์ ฟื้นฟู ต่อยอดศิลปวัฒนธรรม สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม Soft Power 11 สาขา 

– งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 8 ด้าน อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง, ปัญญาประดิษฐ์, ยานยนต์ไฟฟ้า, การแพทย์ชั้นสูง, เศรษฐกิจ, บริการดิจิทัล, อุตสาหกรรมสีเขียว, ความมั่นคงของประเทศ และการพัฒนาต่อยอดเขตเศรษฐกิจพิเศษ 

– งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับการพัฒนาสังคมคนทุกช่วงวัยอย่างครบถ้วน ทั้งด้านสังคม สภาพความมั่นคงระดับครอบครัวและระดับประเทศ

– งานวิจัยและนวัตกรรมสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ การจัดการดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

– งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ การพัฒนาด้านการเงิน การตลาด การเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนทุกระดับสู่การสร้างรายได้แบบยั่งยืน 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย”, นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10, นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ เจริญพระชนมายุ 70 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2568, นิทรรศการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา, การประกวดผลงานวิศวกรสังคมพัฒนาชุมชนดีเด่นประจำปี 2568, นิทรรศการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค, นิทรรศการ Research Festival, นิทรรศการศาสตร์และศิลป์งานวิจัย, นิทรรศการ Thailand Research Expo & Symposium 2025 The National RGJ & RRI Conference 2025 และการประชุมสัมมนาในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับงานวิจัยและนวัตกรรมอีกกว่า 150 หัวข้อ ที่เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับฟังประเด็นหัวข้อต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาการจัดงาน

ขอเชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป เข้าชมงานได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 20 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 09.00 – 17.00 น. ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ https://researchexporegistration.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 0-2579-1370-9 ต่อ 263, 264 และ 265 (ภาคการประชุม) หรือ 0-2579-1390 ต่อ 516 517 (ภาคนิทรรศการ)

เตือนภัย ‘เห็ดพิษ’ ช่วงหน้าฝน มมส แนะเลี่ยงเห็ดป่าไม่รู้จัก เสี่ยงรับประทานอาจถึงชีวิต

เตือนภัย ‘เห็ดพิษ’ ช่วงหน้าฝน มมส แนะเลี่ยงเห็ดป่าไม่รู้จัก เสี่ยงรับประทานอาจถึงชีวิต

เตือนภัย ‘เห็ดพิษ’ ช่วงหน้าฝน มมส แนะเลี่ยงเห็ดป่าไม่รู้จัก เสี่ยงรับประทานอาจถึงชีวิต

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงฤดูฝนนี้ ประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่เสี่ยง ควรเพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคเห็ดป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เนื่องจากเห็ดหลายชนิดมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก จนอาจทำให้เกิดความสับสนระหว่างเห็ดกินได้และเห็ดพิษ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

รศ.ดร.ขวัญเรือน นาคสุวรรณ์กุล ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ให้ข้อมูลเตือนภัยประชาชนว่า ในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่เห็ดเจริญเติบโตจำนวนมาก  ทำให้ประชาชนนิยมเก็บเห็ดป่ามาประกอบอาหารเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการแยกแยะเห็ดพิษออกจากเห็ดกินได้ “การรับประทานเห็ดพิษแม้เพียงเล็กน้อย อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรง ตั้งแต่คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ไปจนถึงอวัยวะภายในล้มเหลว และอาจเสียชีวิตได้”

เห็ดพิษที่มักพบและมีรายงานการเกิดเหตุบ่อยครั้ง ได้แก่ เห็ดหมวกจีน (คล้ายเห็ดปลวกหรือเห็ดโคน), เห็ดถ่านเลือด (คล้ายเห็ดถ่านใหญ่), เห็ดระโงกพิษ (คล้ายเห็ดระโงกขาวกินได้), เห็ดคันร่มพิษ (คล้ายเห็ดปลวกไก่น้อย) และ เห็ดหัวกรวดครีบเขียวพิษ (คล้ายเห็ดนกยูงกินได้) เห็ดเหล่านี้มีลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่คล้ายคลึงกับเห็ดที่รับประทานได้ ทำให้ชาวบ้านอาจเข้าใจผิดและเก็บมารับประทานจนได้รับสารพิษเข้าไป เพื่อความปลอดภัยสูงสุดแนะนำให้ประชาชน หลีกเลี่ยงการเก็บหรือรับประทานเห็ดป่าที่ไม่รู้จักหรือไม่แน่ใจ  และก่อนประกอบอาหารให้ถ่ายภาพเห็ดไว้ หากมีอาการผิดปกติใด ๆ หลังจากการรับประทานเห็ด ที่คล้ายจะเมาเห็ด เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ให้กินผงถ่ายชาโคล และรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมนำภาพถ่ายเห็ดส่งให้แพทย์ดู เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

​เตรียมยกระดับ ‘ชุมชนกรุณา’ สู่โมเดล ต้นแบบสร้างเสริมระบบสื่อ – สุขภาวะทางปัญญา

​เตรียมยกระดับ ‘ชุมชนกรุณา’ สู่โมเดล ต้นแบบสร้างเสริมระบบสื่อ - สุขภาวะทางปัญญา

​เตรียมยกระดับ ‘ชุมชนกรุณา’ สู่โมเดล ต้นแบบสร้างเสริมระบบสื่อ – สุขภาวะทางปัญญา

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน “ฮ่วมใจ๋ ฮ่วมก่อสุข (ภาวะ)” ที่เทศบาลตำบลเสริมซ้าย อ.เสริมงาม จ.ลำปาง พร้อมถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงานระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ประเด็น “การอ่านเพื่อพัฒนาสุขภาวะในเด็กปฐมวัย” โครงการ “ฮ่วมใจ๋ ฮ่วมก่อสุข (ภาวะ)”  ขับเคลื่อนงานด้วยการใช้ “ทุนทางสังคมและวัฒนธรรม” ร่วมกับกลไกนโยบายท้องถิ่น สู่การบรรจุนโยบายระดับท้องถิ่น

ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. กล่าวว่า สสส. มุ่งพัฒนาระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา ควบคู่ไปกับการสร้างเสริมความเข้าใจสุขภาวะ ในมิติการสร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อและการมีสุขภาวะทางปัญญาที่ดี โดยสนับสนุนและเสริมศักยภาพให้ จ.ลำปาง พัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญา เพราะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีการขับเคลื่อนงานที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมกลุ่มเด็กปฐมวัยไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยระยะประคับประคองหรือระยะท้ายของชีวิต มีกลไกการดำเนินงานสำคัญ คือ 1.ส่งเสริมให้เด็กมีทักษะด้านภาษา การสื่อสาร การจัดการอารมณ์ และการใช้ชีวิตอย่างสุขภาวะดี  2.สนับสนุนชุมชนให้พัฒนาอาสาสมัครร่วมสื่อสารคุณค่าการอ่านผ่านกิจกรรมเล่านิทาน และสันทนาการ โดยมุ่งเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ครอบครัว และผู้แวดล้อมเด็ก 3.บูรณาการทำงานระหว่างภาคีเครือข่ายและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ในการเพิ่มสวัสดิการการอ่านให้เด็กและเยาวชน  ผ่านการสนับสนุนจากกองทุนสุขภาพตำบล 

“สสส. สร้างโอกาสการเข้าถึงสื่อและองค์ความรู้สุขภาวะ เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงองค์ความรู้สุขภาวะจึงมุ่งริเริ่มโครงการพัฒนาสุขภาวะเด็กปฐมวัยด้วยการอ่าน จ.ลำปาง มีการรณรงค์ส่งเสริมการอ่านโดยการส่งมอบชุดหนังสือนิทานเพื่อเด็กปฐมวัย และนิทรรศการเคลื่อนที่ “อ่านปลอดภัย”??? พร้อมเทคนิควิธีการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ส่งผลให้เกิดนักสื่อสารสุขภาวะระดับพื้นที่กว่า 100 คน มีกลุ่มเด็กผู้ได้รับประโยชน์ 4,365 คน ในจำนวนนี้ เป็นกลุ่มเด็กเปราะปาง เด็กด้อยโอกาส และเด็กที่ต้องการความดูแลเป็นพิเศษ 735 คน พร้อมขับเคลื่อนชุมชนกรุณาลำปางเพื่อการอยู่และตายดี เกิดอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะท้ายในระดับตำบลและชุมชนกว่า 20 คน ช่วยให้ความรู้ ความเข้าใจผู้ป่วยใน รพ.ลำปาง ถึงสิทธิในการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วย “อยู่อย่างมีความหมาย และตายอย่างมีศักดิ์ศรี” ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจและทัศนคติในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาวะ เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ทุกคนในสังคมมีสุขภาพดีทุกมิติ” ดร.จิรพร กล่าว

น.ส.สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า สสส.สนับสนุนโครงการอ่านยกกำลังสุข ปลุกพลัง (กาย-ใจ) พลเมืองเด็ก ร่วมพัฒนาระบบนิเวศวัฒนธรรมการอ่าน ผ่านการสร้างคุณค่าใหม่ ชวนครอบครัวยุคใหม่เลี้ยงลูกด้วยหนังสือ “สื่อแห่งความรัก” มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพใน 3 มิติ คือ 1.พัฒนาการสมวัยทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม 2. พัฒนาการด้านตัวตน 3.มีทักษะสมอง EF (Executive Function of brain) เพื่อการเติบโตเป็นพลเมืองที่มีสุขภาวะดี มีการขับเคลื่อนผ่านกระบวนการออกแบบนวัตกรรมสื่อ โดยพัฒนางานสื่อสารร่วมกับสื่อภาคเอกชนในพื้นที่ อินฟลูเอนเซอร์ และช่องทางสื่อที่ได้รับความนิยม รวมถึงสื่อสารตรงกับกลุ่มเป้าหมายผู้แวดล้อมเด็กปฐมวัย โดยเครือข่ายภาควิชาการเพื่อกระตุ้นให้ทุกฝ่ายตระหนักและร่วมมือกันสร้างเสริมศักยภาพพลเมืองเด็ก

“ที่ผ่านมา มีการดำเนินโครงการใน 13 พื้นที่ คลอบคลุม 11 จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ปฏิบัติการมีสัมพันธภาพและสุขภาวะที่ดี มีพัฒนาการเหมาะกับช่วงวัย เพิ่มจำนวนครอบครัวอบอุ่น ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง มีเด็กปฐมวัยเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้และสุขภาวะสมวัยด้วยหนังสือและการอ่านกว่า 16,000 คน พื้นที่ปฏิบัติการเกิดผลลัพธ์เชิงคุณภาพในหลากหลายบริบท ขณะที่ พื้นที่ จ.ลำปาง มีหน่วยงานท้องถิ่นที่ร่วมขับเคลื่อนงานส่งเสริมการอ่าน และบรรจุเป็นนโยบายในข้อบัญญัติและเทศบัญญัติ ปี 2567-2568 จำนวน 24 แห่ง ใน 9 อำเภอ ครอบคลุมเด็กและเยาวชน 4,365 คน” น.ส.สุดใจ กล่าว

นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา สนับสนุนโดย สสส. กล่าวว่า ชุมชนกรุณา ทำงานร่วมกับบุคลากรสุขภาพ บุคลากรในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ และผู้ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ โดยมีกลุ่ม KAJAI (ขะไจ๋) เป็นภาคีเครือข่ายแนวหน้า ขับเคลื่อนงานชุมชนกรุณาเพื่อการอยู่และตายดี โดยทำงานเชิงพื้นที่ และฝึกอบรมกระบวนกรชุมชนหรือนักสื่อสารสุขภาวะ ใช้กระบวนการสุขภาวะทางปัญญาของ สสส. ผ่านกลยุทธ์ในการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนาสื่อการเรียนรู้ 2.พัฒนาพื้นที่ปฏิบัติการ 3.บริหารจัดการความรู้ 4.พัฒนาทีมเครือข่าย เพื่อปรับปรุงนโยบายชุมชนและนโยบายการดูแลแบบประคับประคองระดับชาติ มีพื้นที่ในการทำงานร่วมกับหน่วยงานผู้นำการเปลี่ยนแปลงนโยบายท้องถิ่น 21 แห่งทั่วประเทศ

“รพ.ลำปาง ถือเป็น 1 ใน 21 พื้นที่นำร่องขับเคลื่อนงานชุมชนกรุณา มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย พัฒนาศักยภาพเครือข่ายบริการแบบเยี่ยมบ้าน ชุมชน และโรงพยาบาล เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ 3 ระดับ ได้แก่ 1.ระดับบุคคล ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และครอบครัว ได้เรียนรู้การเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติ ไม่รู้สึกไม่โดดเดี่ยว และวางแผนการตายดี  2.ระดับชุมชน เกิดผู้นำชุมชน อาสาสมัคร แกนนำเยาวชน เข้าใจการดูแลแบบประคับประคอง และมีทักษะการสื่อสารเชิงบวกในการดูแลความเจ็บป่วย  3.ระดับนโยบายและระบบบริการ เกิดความร่วมมือระหว่างชุมชนกับหน่วยบริการสุขภาพ มุ่งเป้าต่อยอดขยายผลสู่ “ตำบลกรุณา” หรือ “เมืองกรุณา” ในอนาคต  ทั้งนี้ การพัฒนาให้เกิดชุมชนกรุณา จะช่วยให้ประชาชนในชุมชนมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง พร้อมเป็นแกนนำในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนด้วยจิตอาสาพึ่งพากันและกัน” นายเอกภพ กล่าว