นิติศาสตร์ จุฬาฯ แถลงการณ์ เสียใจข้อสอบรั่ว ยันผู้ต้องหาไม่ใช่ศิษย์เก่า สั่งตั้งกรรมการสอบ

นิติศาสตร์ จุฬาฯ แถลงการณ์ เสียใจข้อสอบรั่ว ยันผู้ต้องหาไม่ใช่ศิษย์เก่า สั่งตั้งกรรมการสอบ

นิติศาสตร์ จุฬาฯ แถลงการณ์ เสียใจข้อสอบรั่ว ยันผู้ต้องหาไม่ใช่ศิษย์เก่า สั่งตั้งกรรมการสอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.48 น.

วันที่ 24 เมษายน 2568 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงกรณีหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ภาคบัณฑิต (นอกเวลาราชการ) ได้รับความเสียหายตามที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ ดังนี้

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่ากองบัญชาการตำรวจสืบสวนสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้จับกุมผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยนำข้อสอบคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกไปให้ผู้อื่นทำ ก่อนจะส่งต่อไปให้อดีตนายตำรวจยศพลตำรวจเอกนายหนึ่งคัดลอก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงปี 2566 นั้น

หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ภาคบัณฑิต (นอกเวลาราชการ) รู้สึกเสียใจยิ่งกับเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายให้หลักสูตรฯ ในครั้งนี้ และขอเรียนว่า หลักสูตรฯ ได้รับการประสานจาก บช.สอท. ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา และหลักสูตรฯ ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้มาโดยตลอด

หลักสูตรฯ ขอเรียนว่า “ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดีครั้งนี้ มิใช่ศิษย์เก่าและมิได้เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย” แต่ได้อาศัยโอกาสกระทำการดังกล่าวจากการเข้ามาติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของหลักสูตร โดยที่เจ้าหน้าที่มิได้สังเกตพิรุธ (รายละเอียดอยู่ในขั้นตอนคดี) ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ของหลักสูตรได้ให้ข้อมูลและแจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งประสานข้อมูลเพิ่มเติมทางการสอบสวน และหากมีการกระทำผิดเกี่ยวกับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในกรณีนี้หรือกรณีอื่น คณะนิติศาสตร์จะดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายและข้อบังคับของมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับการจัดการในกรณีอื่น ๆ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ คณะนิติศาสตร์ ขอยืนยันเจตจำนงในอันที่จะรักษามาตรฐานการจัดการศึกษา การให้ปริญญา ตลอดจนคุณภาพบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและระบบการศึกษาของไทย

อนึ่ง หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ภาคบัณฑิต (นอกเวลาราชการ) เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2546 สำหรับบุคคลทั่วไปที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาใดสาขาหนึ่งมาแล้วเข้าศึกษานอกเวลาราชการเพื่อให้ได้รับปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิตอีกปริญญาหนึ่ง

007

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รวบ‘ดร.สาว’ขโมยข้อสอบ คณะนิติศาสตร์ ส่งให้ ‘อดีต พล.ต.อ.’ คนดังคัดลอก

มรภ.สุรินทร์ เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมนิทรรศการและการประกวดผลงาน CWIE

มรภ.สุรินทร์ เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมนิทรรศการและการประกวดผลงาน CWIE

มรภ.สุรินทร์ เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมนิทรรศการและการประกวดผลงาน CWIE

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ฉลอง สุขทอง อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมนิทรรศการและประกวดผลงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) ดีเด่น ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนล่าง ประจำปี 2568 (Lower Northeastern Cooperative Education Network : LNCEN) ซึ่งในปีนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม ณ ห้องประชุมบันทายศรี ชั้น 3 คณะวิทยาการจัดการ (อาคาร 44) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

โดยในกิจกรรมมีการบรรยายพิเศษเรื่อง CWIE – กลไกสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อการรับรองหลักสูตรและหลักประกันคุณภาพหลักสูตร” และกิจกรรมการประกวดนิทรรศกาลผลงานโครงการสหกิจศึกษาในรูปแบบโปสเตอร์ (Poster) และนำเสนอผลงานประเภทโครงงานสหกิจศึกษา ประกอบด้วย กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์และการจัดการ กลุ่มนวัตกรรมสหกิจศึกษา และกลุ่มนานาชาติ

ม.เกษตร เข้าเยี่ยมชมดำเนินงานโครงการ Sun’Agri เพื่อการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

ม.เกษตร เข้าเยี่ยมชมดำเนินงานโครงการ Sun’Agri เพื่อการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

ม.เกษตร เข้าเยี่ยมชมดำเนินงานโครงการ Sun’Agri เพื่อการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงการต้นแบบ – ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มก. พร้อมคณะผู้บริหารและคณาจารย์ มก. เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการ Sun’Agri ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการต้นแบบด้านเทคโนโลยี AgriPV (Agrivoltaics) หรือการผสานระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน โดยมี Mr. Didier Desplanche Rector of ECAM LaSalle และคณะผู้บริหารจาก ECAM LaSalle สาธารณรัฐฝรั่งเศส ให้หารต้อนรับ

สจล.เปิดศูนย์ ‘K-EQSAN’ ตรวจจุดเสี่ยง ยกระดับความปลอดภัยอาคาร

สจล.เปิดศูนย์ ‘K-EQSAN’ ตรวจจุดเสี่ยง ยกระดับความปลอดภัยอาคาร

สจล.เปิดศูนย์ ‘K-EQSAN’ ตรวจจุดเสี่ยง ยกระดับความปลอดภัยอาคาร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประกาศเปิดตัวศูนย์วิเคราะห์โครงสร้างรับแรงแผ่นดินไหว (KMITL Earthquake Structural Analysis Nexus หรือ K-EQSAN) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยและวิเคราะห์โครงสร้างอาคารเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารทั่วประเทศ แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่พื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริกเตอร์ในเมียนมาเมื่อปี พ.ศ. 2568 ที่ส่งผลกระทบมายังกรุงเทพฯ ทำให้อาคารหลายแห่งสั่นสะเทือนและเกิดรอยร้าวสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชน จึงจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับโครงสร้างอาคารในประเทศ  

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์ K-EQSAN สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสถาบันในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารภายใต้แรงแผ่นดินไหว ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนกของผู้ใช้งานอาคารและส่งเสริมการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องในสถานการณ์ฉุกเฉิน อีกทั้ง ภายหลังจากแผ่นดินไหว ผู้ใช้งานอาคารก็ยังวิตกกังวลต่อกับรอยร้าวหลากหลายประเภทที่เกิดขึ้นกับตัวอาคาร ซึ่งถึงแม้ว่า รอยร้าวถ้าไม่ได้เกิดขึ้นกับโครงสร้างหลักนั้น จะไม่จำเป็นต้องกังวลมาก แต่ความไม่แน่ใจของผู้ใช้อาคารก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้น สจล. ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านโครงสร้างภายใต้แรงแผ่นดินไหวโดยตรง จะเป็น ศูนย์กลางด้านการวิเคราะห์โครงสร้างภายใต้คลื่นแผ่นดินไหว เสนอแนวทางการป้องกัน รวมทั้งการเสริมกำลังให้กับตัวอาคาร และถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมไทยได้ในวงกว้าง

ผศ.ดร.ณัฎฐ์ดนัย สินสมุทรผดุง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สจล. กล่าวถึง หลักการออกแบบโครงสร้างรับแรงแผ่นดินไหวว่า โครงสร้างภายใต้แรงแผ่นดินไหวนั้น ย่อมเกิดความให้เสียหายได้ แต่ต้องไม่พังทลาย พร้อมยกตัวอย่าง ความสำคัญของความเหนียว (Ductility) ของโครงสร้าง ซึ่งจะสามารถทำให้ผู้ใช้งานอาคารมีเวลาในการหลบหนีออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ถ้าผู้ใช้งานอาคารมีความเชื่อมั่นว่า ภายใต้แรงแผ่นดินไหวอาคารอาจจะมีความเสียหายแต่ไม่พังทลายทันที ก็จะสามารถปฏิบัติตัวภายใต้สถานการณ์แผ่นดินไหวและสามารถหลบหนีออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย ทัั้งนี้ การที่จะสร้างความมั่นใจดังกล่าวนั้น จริง ๆ แล้วมีองค์ความรู้และนวัตกรรมอยู่หลายประเภทที่สามารถทำได้ เช่น การเพิ่มความเหนียว (Ductility) ของอาคารด้วยเหล็กปลอก, ชิ้นส่วนสลายพลังงาน (Damper) และ ระบบแยกฐานอาคาร (Isolator) ซึ่งปัจจุบัน เทคโนโลยีดังกล่าวยังมีราคาที่สูง อีกทั้ง การติดตั้งจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์อย่างชัดเจนเพื่อให้นวัตกรรมดังกล่าวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ศูนย์ K-EQSAN จะรับบทบาทในการวิเคราะห์อาคารด้วยคลื่นแผ่นดินไหวโดยตรง ผู้ที่สนใจสามารถนำแบบก่อสร้างอาคารมาให้ศูนย์วิเคราะห์ได้ว่า โครงสร้างจะสามารถรับแรงแผ่นดินไหวในอนาคตได้หรือไม่ และถ้าอาคารมีโอกาสที่จะเสียหายก็จะสามารถแนะนำแนวทางและตำแหน่งของการเสริมกำลังให้ได้ นอกจากนี้ สำหรับอาคารที่มีอายุมากและไม่มีแบบก่อสร้าง ทางศูนย์ก็สามารถจัดหาทีมงานในการสำรวจโครงสร้างเพื่อสร้างแบบจำลองได้เช่นเดียวกัน

ผศ.ดร.ภาณุมาศ ไทรงาม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวถึง ในปัจจุบันนวัตกรรมป้องกันแผ่นดินไหวยังมีราคาที่สูง ดังนั้น สจล. จึง ได้พัฒนานวัตกรรมดังกล่าวจากวัสดุในประเทศซึ่งรวมไปถึงวัสดุจากธรรมชาติ เพื่อให้นวัตกรรมดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้อย่างสมบูรณ์ภายในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น ชิ้นส่วนสลายพลังงานจากแรงเสียดทาน (Friction Damper) ซึ่งผลิตโดยวัสดุในประเทศ, การเสริมกำลังของเสาเพื่อรับแรงแผ่นดินไหวโดยใช้เส้นใยธรรมชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการแสดงตัวอย่างผลการวิเคราะห์โครงสร้างด้วยคลื่นแผ่นดินไหว ซึ่งผลการวิเคราะห์สามารถระบุตำแหน่งของความเสียหายในอาคารได้ และยังสามารถทำการทดลองเสริมกำลังด้วยชิ้นส่วนสลายพลังงานลงไปแบบจำลองอาคารเพื่อยืนยันประสิทธิภาพของชิ้นส่วนได้อีกด้วย ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีเหล่านี้ ศูนย์ K-EQSAN สจล. มุ่งหวังสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของอาคาร ผู้ใช้อาคาร และพร้อมให้คำปรึกษาแนวทางการเสริมกำลังโครงสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ

จากที่กล่าวมาทั้งหมดอาจสรุปวิธีการป้องกันแก้ไขได้ 3 ขั้นตอน คือ 1.การออกแบบการก่อสร้างป้องกันอาคารรองรับแรงสั่นสะเทือน โดยมีผลงานวิจัยที่ชื่อว่า ตัวสลายพลังงาน (แดมเปอร์) ชนิดแรงเสียดทานด้วยวัสดุทางธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน ซึ่งคุณสมบัติในการเพิ่มค่าความหน่วง เพื่อสลายพลังงานแผ่นดินไหวที่กระทำต่ออาคาร มีค่าสัมประสิทธิ์เสียดทานคงที่ประมาณ 0.50-0.75 มีความคงทนต่อการใช้งาน และในกรณีที่ถูกใช้งานจากแรงแผ่นดินไหวกระทำซ้ำๆ สามารถเปลี่ยนแผ่นแรงเสียดทานได้ง่าย 2.การออกแบบเสริมกำลังอาคาร โดยมีผลงานวิจัยเรื่อง “การเสริมกําลังโครงสร้างคอนกรีตด้วยเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งคอนกรีตด้วยเส้นใยธรรมชาติมีคุณสมบัติที่สำคัญคือสามารถเปลี่ยนรูปแบบการวิบัติของอาคารจากเดิมคือ brittle failure (การวิบัติแบบเปราะ, แบบฉับพลันทันที) เป็น ductile failure (แบบเหนียว,แบบชะลอ) ซึ่งเป็นการวิบัติแบบที่ผู้อาศัยเห็นสัญญาณเตือนก่อนและมีเวลาหนีออกจากอาคารได้มากขึ้น สามารถเพิ่มกำลังการรับแรงอัดคอนกรีตได้ ประมาณ 10-20% จากกำลังของคอนกรีตเดิม และสามารถเพิ่มความเหนียวให้กับโครงสร้างคอนกรีตได้ประมาณ 1.5-2 เท่าของความเหนียวเดิม 3.การซ่อมแซมแก้ไขตัวอาคารหลังจากแผ่นดินไหว หรือแรงสั่นสะเทือน ทั้งนี้การแก้ไขต้องเป็นไปตามหลักของวิศวกร และผู้เชี่ยวชาญที่วางแผนและปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับแต่ละอาคารที่มีลักษณะแตกต่างกันไป

การจัดตั้งศูนย์วิเคราะห์โครงสร้างรับแรงแผ่นดินไหว (K-EQSAN) ถือเป็นก้าวสำคัญของ สจล. ในการเสริมสร้างความตระหนักรู้และความมั่นใจในความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารทั่วประเทศ ศูนย์ฯ พร้อมให้คำปรึกษาในด้านการเสริมกำลังให้กับอาคารและโครงสร้างทุกประเภท นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมการป้องกันแผ่นดินไหวที่มีราคาย่อมเยา โดยใช้วัสดุภายในประเทศและวัสดุจากธรรมชาติ เพื่อให้เจ้าของอาคารสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ยังครอบคลุมการให้บริการในการวิเคราะห์อาคารภายใต้ภัยพิบัติอื่นๆ เช่น พายุ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับโครงสร้างอาคารในทุกสถานการณ์

ผู้บริหาร มทร.ล้านนา ลงพื้นที่ติดตามโครงการสนองงานศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จ.เชียงราย

ผู้บริหาร มทร.ล้านนา ลงพื้นที่ติดตามโครงการสนองงานศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จ.เชียงราย

ผู้บริหาร มทร.ล้านนา ลงพื้นที่ติดตามโครงการสนองงานศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จ.เชียงราย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์วิเชษฐ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชไมพร รัตนเจริญชัย ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร มทร.ล้านนา เชียงราย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิชาติ ชิดบุรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร มทร.ล้านนา ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานของโครงการสนองงานศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการติดตามงานด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์พืช และโครงการผลิตผลสดด้านพันธุ์พืช ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฯ และศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ เพื่อสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิชัยพัฒนา และส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการพัฒนางานวิจัยด้านเกษตรกรรมของไทยอย่างยั่งยืน

นักศึกษา มทร.กรุงเทพ ร่วมเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัยฯ หลักสูตรการทำแพตเทิร์นเสื้อและกางเกงบุรุษเบื้องต้น

นักศึกษา มทร.กรุงเทพ ร่วมเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัยฯ หลักสูตรการทำแพตเทิร์นเสื้อและกางเกงบุรุษเบื้องต้น

นักศึกษา มทร.กรุงเทพ ร่วมเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัยฯ หลักสูตรการทำแพตเทิร์นเสื้อและกางเกงบุรุษเบื้องต้น

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พัฒนาทักษะ – ผศ.ดร.ธนกฤต แก้วพิลารมย์ พร้อมด้วยอาจารย์อรปรียา ฤทธิโชติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเสื้อผ้าและแพตเทิร์น นำนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีเสื้อผ้าและแพตเทิร์นร่วมเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัย “การศึกษาหลักสูตรนำร่องเพื่อพัฒนาทักษะงานหัตถศิลป์สำหรับงานแฟชั่น“ หลักสูตรการทำแพตเทิร์นเสื้อและกางเกงบุรุษเบื้องต้น ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วว.วิจัยพัฒนาสารสกัด ‘ใบเตย’ ช่วยเสริมสุขภาพระบบกระดูกและข้อ สำหรับผู้สูงวัย

วว.วิจัยพัฒนาสารสกัด ‘ใบเตย’ ช่วยเสริมสุขภาพระบบกระดูกและข้อ สำหรับผู้สูงวัย

วว.วิจัยพัฒนาสารสกัด ‘ใบเตย’ ช่วยเสริมสุขภาพระบบกระดูกและข้อ สำหรับผู้สูงวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพิ่มมูลค่าสมุนไพร “ใบเตย” โดยการวิจัยและพัฒนาเป็น “สารสกัด” นำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม เพื่อช่วยเสริมสุขภาพในระบบกระดูกและข้อ สำหรับสังคมก่อนและสูงวัย  มุ่งเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค พร้อมเสริมแกร่งผู้ประกอบการด้วยผลงานมาตรฐานสากล

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า  ศนอ.ดำเนิน “โครงการพัฒนาสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่สำหรับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ฟังก์ชัน เพื่อเสริมสุขภาพในระบบกระดูกและข้อ สำหรับสังคมก่อนและสูงวัย” ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา “ต้นแบบสารสกัดใบเตยจากการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรม” ที่มีประสิทธิภาพในระดับห้องปฏิบัติการต่อภาวะโรคเก๊าต์

“ใบเตย” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pandanus  amaryllifolius  มีสารเคมีธรรมชาติอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นฟลาโวนอยด์ สารจำพวกฟีนอล น้ำมันหอมระเหยไฟทอล และสควาลีน ซึ่งเป็นสารที่อาจเป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้ในหลายๆ ด้าน และจากผลการทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดจากใบเตยหอมต่อการลดกรดยูริกในเลือด พบว่า

เมื่อหนูทดลองได้รับสารสกัดจากใบเตยหอมที่ปริมาณ 500, 1000 และ 2000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวหนู เป็นระยะเวลานาน 14 วัน มีระดับกรดยูริกลดลง การขับทิ้งทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น และมีไขมันในตับลดลง  มีความปลอดภัยทั้งการทดสอบแบบเฉียบพลัน และแบบกึ่งเรื้อรัง พบว่า มีค่า LD50 มากกว่า 2,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวสัตว์ และมีเกณฑ์จําแนกความปลอดภัยตามระบบการจัดกลุ่มสารเคมี และการติดฉลากของวัสดุทดสอบตามหลักเกณฑ์ของ GHS ที่ระดับ 5 (Category 5) หรือ Unclassified ผ่านการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรม โดยใช้วัตถุดิบผงใบเตยเริ่มต้นที่ 30 กิโลกรัม ได้ร้อยละผลผลิตเท่ากับ 8.73 หรือ 2.62 กิโลกรัม มีปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ 2AP (2-Acetyl-1-Pyrroline) อยู่ในช่วง 2.79-7.49 mg/kg โดยผ่านมาตรฐานการผลิตอาหารทั้งด้านจุลินทรีย์และโลหะหนัก

นอกจากการพัฒนาต้นแบบสารสกัดใบเตยดังกล่าวแล้ว  วว. ยังได้ต่อยอดการใช้ประโยชน์จากสารสกัด  โดยพัฒนาเป็น  “ต้นแบบผลิตภัณฑ์กัมมี่เยลลี่เสริมสารสกัดจากใบเตย” และยังได้เสริมน้ำมันงาดำสกัดเย็นซึ่งมีประสิทธิภาพที่ดีต่อระบบข้อในผลิตภัณฑ์และลดปริมาณน้ำตาลลงจากสูตรปกติด้วย จึงเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สะดวกต่อการพกพา และสามารถรับประทานได้ในระหว่างวัน เคี้ยวเพลิน ช่วยผ่อนคลาย

“การพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสารสกัดใบเตย เป็นหนึ่งในผลงานที่เป็นรูปธรรมของ วว.  ตามกรอบการดำเนินงานขององค์กรในกลยุทธ์ที่ 1 S : Science Technology and Innovation  ที่มุ่งเร่งสร้างผลงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพี่อตอบโจทย์ประเทศ ในขอบข่ายอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้านเกษตรและอาหาร รวมทั้งสุขภาพและการแพทย์ โดย วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการต่อไป” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

ม.บูรพา เข้าชิงรางวัลสาขาผลงานดีเด่นความเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม ในงานประกาศรางวัล THE Awards Asia 2025

ม.บูรพา เข้าชิงรางวัลสาขาผลงานดีเด่นความเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม ในงานประกาศรางวัล THE Awards Asia 2025

ม.บูรพา เข้าชิงรางวัลสาขาผลงานดีเด่นความเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม ในงานประกาศรางวัล THE Awards Asia 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มีชื่อเข้าชิง – รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและหัวหน้าศูนย์การเรียนรู้การจัดการชายฝั่งแบบบูรณาการ ได้เข้าร่วมการประกาศรางวัล Time Higher Education (THE) Awards Asia 2025 ในการประชุม THE Asia Universities Summit 2025 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–25 เมษายน 2568 ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า โดย ม.บูรพาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขาผลงานดีเด่นความเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม (Outstanding Contribution to Environmental Leadership) จากการดำเนินการศูนย์การเรียนรู้การจัดการชายฝั่งแบบบูรณาการ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังคนและสร้างจิตสำนึกในการบริหารจัดการชายฝั่งของไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

‘สกร.’เปิดยอดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 1 ทะลุหลักพัน

'สกร.'เปิดยอดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 1 ทะลุหลักพัน

‘สกร.’เปิดยอดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 1 ทะลุหลักพัน

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.44 น.

“สกร.”เปิดตัวเลขผู้สมัครสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 รวม 3 ระดับ ทั้งสิ้น 1,896 คน พร้อมดำเนินการสอบเทียบวันเสาร์-อาทิตย์นี้ ทั่วประเทศ ใครไม่ทันรอสมัครครั้งที่ 2 และ ครั้งที่ 3 ได้

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้เปิดรับสมัครและรับขึ้นทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ครั้งที่ 1 ระหว่าง วันที่ 4 – 10 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้สมัครระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ระดับ ทั้งสิ้น 1,896 คน จำแนกเป็น ระดับประถมศึกษา จำนวน 120 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 560 คน และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,216 คน ยอดสมัครรวมดังกล่าวถือว่า มากกว่าแผนที่คาดการณ์ไว้ว่าการเปิดสอบเทียบฯใน 3 ครั้งแรก จะมีผู้สมัครรวมไม่ต่ำกว่า 3,000 คน  ซึ่ง สกร.ได้กำชับให้ผู้ปฏิบัติงานตรวจสอบเอกสารคุณสมบัติของผู้สมัครอย่างเข้มงวด ถูกต้องก่อนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบ ผ่านระบบออนไลน์ที่ http://ekas.dole.go.th ในวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา โดยผู้สมัครต้องลงทะเบียนเพื่อจองสิทธิ์ผ่านระบบออนไลน์ก่อน และมายืนยันสิทธิ ณ สนามสอบที่ลงทะเบียนไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบ และลงทะเบียนในระบบลงทะเบียนให้ ซึ่งผู้สมัครต้องเป็นผู้มีเอกสารพร้อม คุณสมบัติครบถ้วนเท่านั้น ถึงให้ยืนยันการลงทะเบียนผ่านระบบได้ และ ในวันเสาร์ที่ 26 เมษายน และวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายนนี้ สกร.จะร่วมกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ดำเนินการสอบเทียบฯ จึงขอให้ผู้เข้าทดสอบเตรียมตัวให้พร้อม

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  กล่าวต่อไปว่า การเปิดรับสมัครสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 นี้ ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการสมัคร คือ ในช่วงแรกผู้สมัครไม่เข้าใจกระบวนการและขั้นตอนในการสมัคร ซึ่ง สกร.ได้มีการจัดทำคู่มือการลงทะเบียน ทำแบนเนอร์หรือป้ายวิธีการลงทะเบียนไว้บนเว็บไซต์ และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ส่วนกลาง ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองทุกจังหวัดทั่วประเทศ และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตลองเตย กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์รับสมัคร ตั้งคณะทำงานเพื่อประสานงานการลงทะเบียน จึงทำให้ปัญหาการลงทะเบียนลดลง

นายธนากร กล่าวอีกว่า สำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ที่สนใจสอบเทีบยฯ แต่มาสมัครและรับขึ้นทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ทันใน ครั้งที่ 1 สามารถเตรียมเอกสารหลักฐานและหลักฐานมาสมัครในการเปิดสอบเทียบฯ ครั้งต่อไปได้ โดย สกร.มีแผนจัดสอบเทียบฯ ครั้งที่ 2 และ ครั้งที่ 3 ดังนี้  แผนการรับสมัคร ครั้งที่ 2 ผู้สนใจลงทะเบียนจองสิทธิ์ สถานศึกษาตรวจสอบเอกสารรับขึ้นทะเบียนและลงทะเบียนสอบเป็นรายวิชา ระหว่างวันที่ 13 -19 พฤษภาคม 2568 ประกาศและตรวจสอบข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 จัดสอบในวันที่ 31 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568 ประกาศผลสอบวันที่ 13 มิถุนายน 2568 และ แผนการสมัคร ครั้งที่ 3 ผู้สนใจลงทะเบียนจองสิทธิ์ สถานศึกษาตรวจสอบเอกสารรับขึ้นทะเบียนและลงทะเบียนสอบเป็นรายวิชา ระหว่างวันที่ 16 – 23 มิถุนายน 2568 ประกาศและตรวจสอบข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบวันที่ 26 มิถุนายน 2568 จัดสอบในวันที่ 5 – 6 กรกฎาคม 2568 ประกาศผลสอบวันที่ 18 กรกฎาคม 2568

‘ศธ.’เตรียมประกาศยกเว้น ‘ใส่ชุดเครื่องแบบลูกเสือ’ เพื่อลดภาระนักเรียนผู้ปกครอง

'ศธ.'เตรียมประกาศยกเว้น 'ใส่ชุดเครื่องแบบลูกเสือ' เพื่อลดภาระนักเรียนผู้ปกครอง

‘ศธ.’เตรียมประกาศยกเว้น ‘ใส่ชุดเครื่องแบบลูกเสือ’ เพื่อลดภาระนักเรียนผู้ปกครอง

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.54 น.

‘ศธ.’เตรียมประกาศยกเว้นการใส่ชุดเครื่องแบบลูกเสือ เพื่อลดภาระนร.ผู้ปกครอง

23 เมษายน 2568 นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 12/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting 

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า  ที่ประชุมได้รายงานการขับเคลื่อนงานสำคัญต่างๆ โดย สพฐ. รายงานการยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่มาตรฐานสากล ที่มีความก้าวหน้าการอบรมสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขตพื้นที่ 78 ห้องเรียน มีกลุ่มเป้าหมาย จำนวนทั้งสิ้น 445,624 คน ลงทะเบียนแล้ว จำนวน 434,679 คน อบรมแล้วเสร็จ จำนวน 336,814 คน  รวมถึงการจัดกิจกรรมปิดเทอมใหญ่ เด็กไทย ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ และเชิญชวรเด็กร่วมเล่นเกม “สนุกคิด ปิดเทอมใหญ่” โดยให้นักเรียนร่วมเล่นเกมตอบคำถาม PISA มีนักเรียนเข้าร่วม 1,019 คน แต่ละสัปดาห์ จะจับฉลากนักเรียนที่ตอบถูกทุกข้อ เพื่อรับรางวัลจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สัปดาห์ละ 5 รางวัล

นอกจากนี้ มีการสร้างคลังข้อสอบในระดับเขตพื้นที่ฯ เพื่อต่อยอดการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบตามแนว PISA ขณะนี้ อยู่ระหว่างการนำเข้าข้อมูลของคลังข้อสอบ ให้ทันภายในวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 นี้ เมื่อแล้วเสร็จ ทุกเขตพื้นที่ฯก็สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ ตามแนวทาง เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime

นอกจากนี้ สพฐ.ได้รายงานผลการทดลองสอบ Pre PISA ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผ่านระบบ PISA Style online testing สำหรับนักเรียนชั้น ม.2 มีนักเรียนร่วมทดสอบ 413,289 คน แต่ละโรงเรียนและเขตพื้นที่ฯ วิเคราะห์และแก้ไขปัญหาตามบริบทของตนเอง พบว่ายังต้องมีการพัฒนาทักษะเชิงคิดวิเคราะห์ให้แก่เด็กนักเรียนเพิ่มเติมต่อไป

รมช.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สำนักงานคคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ได้รายงานผลการดำเนินงาน “อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน : เทศกาลสงกรานต์ 2568” ซึ่งสถิติการให้บริการ ระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน 2568 ภาพรวมมีผู้ใช้บริการ จำนวน 52,291 คน แบ่งเป็น พักรถ 19,923 คัน พักคน 32,368 คน  อย่างไรก็ตาม ยอดรวมผู้ใช้บริการ ปี 2568 มีสถิติเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 57.57 ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจในการรับบริการมากถึงร้อยละ 92.32  ซึ่งผู้รับบริการก็ชื่นชมว่าบริการดี พูดจาดี รวดเร็ว, ช่วยเหลือได้ดีมาก, เชื่อมั่นครูและนักศึกษา มีฝีมือ , อยากให้จัดต่อเนื่องทุกปี ก็สอดรับกับการแถลงของปภ.ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาอุบัติเหตุของประเทศโดยรวมลดลง 

“ก็ขอชื่นชมโครงการของอาชีวะฯ ที่เป็นส่วนหนึ่งช่วยลดอุบัติเหตุ และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างจริงจังที่ทำให้คนพร้อมขับขี่ ที่ให้บริการอาหาร น้ำดื่ม ชา กาแฟ มีนวดผ่อนคลาย และทำให้รถพร้อมใช้ในการเดินทาง เช่น บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชำรุด มีนักศึกษาและอาจารย์ช่วยตรวจเช็คสภาพรถให้  เพราะจากสถิติของ ปภ.การเกิดอุบัติเหตุนั้นเกิดจากสภาพรถที่ไม่พร้อม และต้องให้เครดิตทุกภาคส่วน ทุกฝ่าย ทั้งกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น,กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) หน่วยงานต่างๆของรัฐบาล ที่ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างดีมากที่มีส่วนร่วมทำให้การเกิดอุบัติเหตุลดลง” รมช.ศธ.กล่าว

รมช.ศธ.กล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ครม.ได้มีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอ แต่งตั้ง นางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

และมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ประธานกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จำนวน 8 คน (สป.) และมีการแต่งตั้ง นายธงชัย ประดับชนานุรัตน์ เป็นกรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรศาสนาอื่น ในคณะกรรมการสภาการศึกษา (สกศ.) แทน กรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรศาสนาอื่น ที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ

นายสุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า วันเสาร์ที่ 26 เมษายน และวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จะมีการเปิดสอบเทียบทั่วประเทศ ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ไม่ขังคนเก่งไว้ในห้อง แต่เสริมโอกาสให้คนที่มีความสามารถไปได้เร็ว เปิดโอกาสให้คนนั้นได้รับวุติการศึกษาที่เร็วขึ้น ตามศักยภาพ ของตนเองโดยเน้นคุณภาพเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้มีผู้สมัครเข้าสอบเทียบแล้ว กว่า 1,000 คน และจะเข้าสอบในวันที่ 26-27 เมษายน นี้

รมช.ศธ. กล่าวต่อว่า เร็วๆทางสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ จะประกาศ ยกเว้นการใส่ชุดเครื่องแบบลูกเสือ ซึ่งการแต่งกายลูกเสือ มีเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ชุดปกติ (ชุดลูกเสือเดิม) ถ้าเป็นทางการ วันลูกเสือฯอาจจะต้องใส่ชุดลูกเสือปกติ, ชุดฝึกปฏิบัติการ, และชุดลำลอง โดยให้สถานศึกษาพิจารณาเลือกได้ตามบริบท ตามสภาพเศรษฐกิจ และสภาพอากาศของสถานศึกษา เช่น ใส่ชุดพละ แล้วใส่ผ้าพันคอ ก็ถือว่าเป็นชุดลูกเสือแล้ว หรือใส่ชุดนักเรียนปกติแต่มีผ้าพันคอก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ ศธ.คำนึงถึงความคร่องตัวและเพื่อลดภาระในการเรียนลูกเสือและลดภาระให้กับนักเรียนและผู้ปกครองในการเรียนลูกเสือ
009