เด็กไทยอ้วนพุ่ง ติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน

เด็กไทยอ้วนพุ่ง ติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน

เด็กไทยอ้วนพุ่ง ติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.45 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ร่วมกับแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) เครือข่ายคนไทยไร้พุง เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานและเครือข่ายเด็กไทยแก้มใส จัดงาน มหกรรมรู้เท่าทันสื่อ รู้เท่าทันสุขภาพ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน (ลดหวาน มัน เค็มเพิ่มผัก และผลไม้)” เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

นางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า ไทยมีเด็กที่เป็นโรคอ้วนสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศในกลุ่มอาเซียน รองจากประเทศมาเลเซีย และบรูไน จากข้อมูลการเฝ้าระวังภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนในเด็ก (Health Data Center) ปี 2566 โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบเด็กอายุ 0-5 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน 9.13% เด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน 13.4% เด็กวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน 13.2%

สาเหตุจากพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ เช่น การบริโภคอาหารที่เน้นหวาน มัน เค็ม และขาดการออกกิจกรรมทางกาย นำไปสู่การเสี่ยงป่วยโรคไม่ติดต่อ หรือ NCDs สอดคล้องกับสถานการณ์การบริโภคอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร และความรอบรู้ด้านอาหารของประชากรไทย ปี 2567 โดย สสส. และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี กินขนมรสเค็มมากที่สุด 84.1% กินเฉลี่ย 1.35 ซองต่อวัน รองลงมาเป็นกลุ่มเด็กเล็ก อายุ 1-5 ปี กินขนมรสเค็ม 76.5% กินเฉลี่ย 1.23 ซองต่อวัน

จากการคาดการณ์ของสหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) ในปี 2573 จะมีเด็กอ้วนทั่วโลกเพิ่มสูงถึง 50% ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าว สสส. จึงสานพลังภาคี ขับเคลื่อนโครงการสื่อสร้างสรรค์ฯ ภายใต้หัวข้อ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน (ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก และผลไม้)” เพื่อสร้างค่านิยมเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่องโภชนาการ ผ่านกระบวนการออกแบบสื่อสร้างสรรค์และนวัตกรรมต้นแบบลดอ้วนในเด็ก เน้นสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา ครู ชุมชน ครอบครัว และนักเรียนแกนนำ

ส่งเสริมการนำบริบทชุมชนมาออกแบบสร้างอัตลักษณ์และสอดแทรกองค์ความรู้ด้านสุขภาพเข้าไปในกระบวนการ ตอบโจทย์เป้าหมายในเรื่องของการมีสุขภาวะดีทั้ง 4 มิติ ทั้งนี้ สำหรับผลงานสื่อสร้างสรรค์และนวัตกรรมต้นแบบที่ได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรางวัลพิเศษ WOW Awards จะถูกนำไปใช้ขยายผลในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ เพื่อสื่อสารรณรงค์ให้เด็กไทยมีสุขภาพดีต่อไป

ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า โครงการสื่อสร้างสรรค์ฯ ภายใต้หัวข้อ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน” ขับเคลื่อนเข้าสู่ปีที่ 5 ที่ผ่านมามีการนำกระบวนการทำงานสร้างนวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เข้าไปบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มของสถานศึกษา ซึ่งสิ่งที่เรียกว่านวัตกรรม แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.นวัตกรรมกระบวนการการทำงานอย่างมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้นักเรียน ครู ผู้บริหารได้สื่อสารนวัตกรรมสื่อรณรงค์ให้เพื่อนๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกัน

2.นวัตกรรมของสื่อ ต้องเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ เช่น ท่าออกกำลังกายนวัตกรรมเมนูอาหารสุขภาพที่ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักและผลไม้ 3.นวัตกรรมการยกระดับและการขยายผล โดยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการออกแบบโภชนาการและกิจกรรมที่เหมาะสม ทำให้เด็กไม่เนือยนิ่ง และไม่บริโภคอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ส่งผลให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง มีสติปัญญา พร้อมเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศชาติในอนาคต ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจรับชมผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมด สามารถติดตามได้ที่ http://www.artculture4health.com

ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า การดำเนินโครงการในระยะเวลา 3-5 ปี ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมที่จับต้องได้ คือ 1.สื่อสร้างสรรค์ที่โดนใจเด็ก ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นในไทยมาก่อน เด็กสามารถนำความรู้ไปใช้เป็นแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง และลดความอ้วนได้

2.กระบวนการโน้มน้าวปรับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกายของเด็ก โดยให้เด็กได้สร้างสรรค์และใช้สื่อนั้นด้วยตัวเอง นำไปใช้กับเพื่อน และพ่อแม่ เกิดเป็นความเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน บ้าน และชุมชน ตอบโจทย์ขับเคลื่อนงานแบบบูรณาการและการสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม ช่วยให้เด็กไทยเติบโตมีสุขภาพดีสมวัย

กปท.แม่สลองใน’บูรณาการภาคี ‘คัดกรองสายตา-ตัดแว่น’คนบนดอย

กปท.แม่สลองใน’บูรณาการภาคี  ‘คัดกรองสายตา-ตัดแว่น’คนบนดอย

กปท.แม่สลองใน’บูรณาการภาคี ‘คัดกรองสายตา-ตัดแว่น’คนบนดอย

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย ทพญ.ปาริชาติ ลุนทา ผู้อำนวยการกลุ่ม สปสช. เขต 1 เชียงใหม่ และนายถนอมศักดิ์ ชัยมินทร์ สาธารณสุขอำเภอแม่ฟ้าหลวง (สสอ.แม่ฟ้าหลวง) ลงพื้นที่ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเยี่ยมชมการจัดโครงการคัดกรองความผิดปกติทางสายตาและแก้ไขปัญหาการมองเห็นไม่ชัดในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองใน (อบต.แม่สลองใน) บูรณาการร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเล่าลิ่ว (รพ.สต.บ้านเล่าลิ่ว) และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.)

นายปิยะเดช เชิงพิทักษ์สกุล นายก อบต.แม่สลองใน กล่าวว่า ด้วยพื้นที่ ต.แม่สลองใน เป็นพื้นที่สูง และเต็มไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน ทำให้การเดินทางค่อนข้างมีความยากลำบาก ส่งผลให้ประชากรในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุอาจเข้าไม่ถึงจุดบริการตัดแว่นสายตาที่มักอยู่ในตัวเมือง อีกทั้งแม้จะสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อเช่าเหมารถในราคาประมาณ 1,000 บาท ในการไปเข้าในตัวเมืองได้ แต่ก็อาจติดอุปสรรคในเรื่องการสื่อสาร

เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น อาข่า ล่าหู่ จีน ไทใหญ่ ฯลฯ ไม่รวมค่าบริการตัดแว่นที่ต้องจ่ายเอง ดังนั้น อบต.แม่สะลองใน จึงได้ร่วมกับ รพ.สต.บ้านเล่าลิ่ว และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ฯลฯ จัดโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อให้ผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ได้เข้าถึงบริการตรวจคัดกรองความผิดปกติสายตา และแก้ไขปัญหาการมองเห็นไม่ชัด โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ จากการคัดกรองในพื้นที่ความดูแลของ รพ.สต.บ้านเล่าลิ่ว จำนวน 5 หมู่บ้าน พบผู้สูงอายุที่มีปัญหาความผิดปกติด้านสายตาสั้นหรือสายตายาว 127 คน ซึ่งในกลุ่มนี้จะได้รับแว่นสายตาที่ตัดตามค่าสายตา นอกจากนี้ ยังพบผู้สูงอายุที่สงสัยเป็นโรคต้อกระจก และได้มีการส่งต่อเพื่อพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง เพื่อการวินิจฉัย 14 คนผู้สูงอายุที่เป็นต้อเนื้อ 1 คน และผู้สูงอายุที่มีสายตายาวหรือสั้น และมีปัญหาสายตาเอียงร่วมด้วย 1 คน อย่างไรก็ดีในจำนวนนี้เป็นเพียงผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนหนึ่งในพื้นที่ ต.แม่สะลอง ที่อยู่ในการดูแลของ รพ.สต.บ้านเล่าลิ่ว

ซึ่งครอบคลุม 5 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 28 หมู่บ้านเท่านั้น โดยยังมีผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์อีกประมาณ 1,200 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 2 หมื่นคน ฉะนั้นหลังจากนี้ทาง อบต.แม่สะลองใน จึงจะมีการร่วมกับ รพ.สต. พื้นที่อื่นๆ ใน ต.แม่สะลองใน เพื่อจัดโครงการนี้ ผ่าน กปท. ให้ประชาชนได้รับบริการอย่างทั่วถึงต่อไป การจัดโครงการคัดกรองสายตาและตัดแว่นนี้ถือเป็นครั้งแรกของใน จ.เชียงราย ที่มีการทำโครงการในลักษณะนี้ ซึ่งจะมีการจัดต่อๆ ไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่แน่นอน เพราะจากวันนี้ที่เห็นผลตอบรับค่อนข้างดี

ด้าน ทพ.อรรถพร กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีในการนำบริการมาหาประชาชนให้ได้รับบริการอย่างทั่วถึง เพราะลักษณะพื้นที่ ต.แม่สะลองใน คือเป็นพื้นที่สูง การจะไปรับบริการที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุดคือ โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวงที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร ขณะเดียวกันผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ก็จะมีปัญหาเรื่องสายตา ไม่ว่าจะสายตาสั้น หรือสายตายาว ซึ่งเป็นความเสื่อมของอวัยวะตามวัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำนวนหนึ่งก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางสายตาด้วย โดยหากไม่ได้รับการรักษาก็จะกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน และประกอบอาชีพอย่างมาก เช่น ใน ต.แม่สะลองในที่ประชากรส่วนหนึ่งจะประกอบอาชีพในการทำงานฝีมือขาย และหากสายตาไม่ดีผลผลิตก็อาจจะทำได้ไม่มาก ขณะที่โรคต่างๆ เกี่ยวกับสายตาสามารถรักษาได้ไม่ยาก

ซึ่งการนำบริการมาถึงที่นี่จึงทำให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง ที่สำคัญยังเป็นความคิดริเริ่มผู้นำท้องถิ่น ภายใต้การใช้งบ กปท. ที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) เป็นสำคัญ โดยนำปัญหาของพื้นที่เป็นตัวตั้ง และสามารถทำต่อเนื่องได้ทุกปี ซึ่งการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางสายตา และการตัดแว่นไม่ได้จำกัดแค่ผู้สูงอายุ แต่ในเด็กที่มีปัญหาทางสายตาก็สามารถทำโครงการลักษณะนี้ใช้ได้เหมือนกัน เพราะสายตาของเด็กมีความสำคัญต่อพัฒนาการ และการเรียนรู้มาก

‘ทิศทางสื่อไทยปี2568’ Nicheคอนเทนต์และอินฟลูฯมาแรง

‘ทิศทางสื่อไทยปี2568’  Nicheคอนเทนต์และอินฟลูฯมาแรง

‘ทิศทางสื่อไทยปี2568’ Nicheคอนเทนต์และอินฟลูฯมาแรง

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภูมิทัศน์สื่อไทยในปี 2568 เป็นปีที่มาพร้อมกับโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะการเติบโตของคอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์เฉพาะทาง (Niche Content and Influencer) ท่ามกลางการแข่งขันคึกคักของวงการสตรีมมิ่งที่ผู้ให้บริการจากต่างประเทศเข้ามานำเสนอคอนเทนต์ระดับโลกและผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยที่ก้าวข้ามขนบการนำเสนอแบบเดิมๆ สวนทางกับสื่อทีวีที่แม้ว่าจะใช้ความพยายามปรับตัวเพียงใดก็ตาม แต่งบโฆษณาและผู้ชมต่างก็หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ผู้ให้บริการด้านมีเดียอินเทลลิเจนซ์ ได้เผยแพร่รายงานภูมิทัศน์สื่อไทยปี 2567-2568 (Thailand Media Landscape 2024-2025) ซึ่งชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการสื่อ จากมุมมองเชิงลึกของผู้เชี่ยวชาญในด้านวิชาการ โซเชียลมีเดีย สื่อมวลชน ธุรกิจ พอดคาสต์และอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งความนิยมในคอนเทนต์เฉพาะทางเปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์กลุ่มนี้สามารถต่อยอดผลงานในโลกออนไลน์ไปสู่กิจกรรมออฟไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากฐานผู้ติดตามคอนเทนต์ประเภทนี้เป็นกลุ่ม Niche ที่มีจำนวนไม่นิด และยังมีความผูกพันที่แน่นแฟ้นกับอินฟลูเอนเซอร์ ความ Niche ที่ได้รับความนิยมมีทั้งคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ครอบครัว ประวัติศาสตร์ การเงิน การพัฒนาตนเอง และข่าว โดยเฉพาะคอนเทนต์สายข่าว News Creator ได้กลายเป็นความท้าทายของสื่อมืออาชีพ เนื่องจากมีผู้ติดตามไม่น้อยไปกว่ากัน อย่างไรก็ดี จรรยาบรรณและการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังคงเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงสำหรับอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์กลุ่มนี้

ส่วนโซเชียลมีเดียนั้นได้กลายเป็นขุมทรัพย์ในการสร้างรายได้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะติ๊กต็อก (TikTok) ที่ก้าวเข้าสู่โลกอี-คอมเมิร์ซอย่างเต็มตัว พร้อมกับข้อได้เปรียบในฐานะที่บนแพลตฟอร์มมีคอนเทนต์ที่คนดูชื่นชอบและยังเป็น Marketplace ที่สามารถซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย นับว่าถูกกับจริตผู้บริโภคคนไทยที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากสถิติของ Priceza.com ที่ระบุว่า ติ๊กต็อกก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซอันดับ 3 ของไทย โดย 71% ของผู้ใช้ซื้อสินค้าทันทีขณะรับชมคอนเทนต์

สำหรับสื่อม้ามืดที่น่าจับตา ได้แก่ พอดคาสต์และวีดีโอพอดคาสต์ โดยข้อมูลเดือนสิงหาคม 2567 ของแอปสตรีมมิ่งเพลงยอดนิยมอย่างสปอติฟาย (Spotify) พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจนถึงปี 2567 จำนวนการผลิตรายการพอดคาสต์ในประเทศไทยเติบโตขึ้นถึง 81% สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจอย่างมากจากทั้งผู้ผลิตคอนเทนต์และผู้ฟัง เนื่องจากเป็นสื่อต้นทุนต่ำ ผลิตได้ง่ายและเร็ว อีกทั้งยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ที่เลือกฟังรายการที่ตนเองชื่นชอบไปพร้อมกับการทำกิจกรรมอื่นๆ ได้

ในทางกลับกัน สื่อที่ต้องติดตามกันต่อไปคือทีวี ว่าจะฝ่าความท้าทายจากสื่อข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมดได้อย่างไร หลังจากที่เรตติ้งการรับชมทีวีผ่านสตรีมมิ่งเพิ่มขึ้นเป็น 54% แซงหน้าการรับชมผ่านทีวีที่ลดลงเหลือ 46% ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี จากปี 2566-2567 ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาทีวีช่วงมกราคม-กรกฎาคม 2567 มีมูลค่า 33,875 ล้านบาท ซึ่งแม้จะยังครองสัดส่วนสูงสุดที่ 50.13% ของงบโฆษณาสื่อทั้งหมด แต่ก็หดตัวลง 2%

ท้ายที่สุดที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่ผลสำรวจโดย Vero ชี้ว่า นักข่าวไทย 95% มีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้ AI ในวงการสื่อในขณะที่สำนักข่าวและสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ได้นำ AI มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งผู้ประกาศข่าว AI และระบบ Text-to-Speech ซึ่งปี 2568 จะเป็นอีกปีที่สื่อดั้งเดิมต้องเร่งปรับตัวรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ส่วนผู้ที่สามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางของผู้บริโภคจะมีโอกาสเติบโตสูง

อ่านภาพรวมภูมิทัศน์สื่อไทยได้ที่ https://www.dataxet.co/media-landscape/2025-th และแนวโน้มสื่อไทยปี 2568 สามารถอ่านได้ที่ https://www.dataxet.co/media-landscape/2025-th/thai-media-trends

‘สพฐ.’เปิดผลสำรวจความคิดเห็น หนุนเลื่อนเปิดภาคเรียนจากเปิด 16 พ.ค.เป็น 1 พ.ค.

'สพฐ.'เปิดผลสำรวจความคิดเห็น หนุนเลื่อนเปิดภาคเรียนจากเปิด 16 พ.ค.เป็น 1 พ.ค.

‘สพฐ.’เปิดผลสำรวจความคิดเห็น หนุนเลื่อนเปิดภาคเรียนจากเปิด 16 พ.ค.เป็น 1 พ.ค.

วันเสาร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

“สพฐ.”เปิดสำรวจความคิดเห็นหนุนเลื่อนเปิดภาคเรียนจาก 16 พ.ค.เป็น 1 พ.ค.เพื่อแก้ปัญหาคร่อมปีงบประมาณ เตรียมเสนอรมว.ศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2568 ที่โรงแรมน่านกรีนเลควิว รีสอร์ท จ.น่าน  ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(ประธาน กพฐ.) ได้จัดประชุมสรุปผลภายหลัง คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นอกสถานที่ (กพฐ.สัญจร) จ.น่าน  ซึ่งได้แบ่งเป็น 5 คณะ ลงตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนระดับชั้นประถมฯและมัธยมฯใน จ.น่าน เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., คณะกรรมการ กพฐ. และผู้บริหารการศึกษา เข้าร่วม  มีนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าฯน่าน กล่าวต้อนรับ

ทั้งนี้ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา  เลขาธิการ กพฐ. กล่าวในการประชุมฯ ว่า สืบเนื่องจาก พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. มีนโยบายและแนวคิดว่าระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเรื่องการเปิดปิดสถานศึกษาใช้มานานมากแล้ว ประกอบกับช่วงนี้ สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง กาลเวลา ได้ปรับเปลี่ยนไป การจัดการศึกษา จึงน่าจะลองมาทบทวนเรื่องการเปิดปิดภาคเรียน  ซึ่งเดิมมีการเปิดภาคเรียนในวันที่ 16 พฤษภาคม และปิดภาคเรียนวันที่ 10 ต.ค. ซึ่งคร่อมปีงบประมาณ  สพฐ. จึงมีแนวคิดว่าจะเลื่อนการเปิดภาคเรียนเป็นวันที่ 1 พ.ค. – 30 ก.ย. เพื่อให้สอดคล้องกับอีกหลายๆระเบียบหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง และเกิดประโยชน์กับผู้ปกครองในการนับอายุเด็กที่จะเข้าเรียน เกิดประโยชน์กับการบริหารราชการ เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนรายหัว คร่อมปีงบประมาณ รวมถึงจะเชื่อมโยงการบริหารอัตรากำลังครู จะเอื้อกับการเบิกค่าเล่าเรียนบุตรกับกรมบัญชีกลาง และเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีของสถานศึกษา และเพื่อให้นักเรียนชั้น ม.3 และ ม.6  มีโอกาสแก้ผลการเรียนได้ทันปีการศึกษา อีกทั้ง ยังลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาในปีถัดไปของนักเรียน

“รมว.ศธ. มอบให้ เลขาฯ สพฐ. ไปหารือกับ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่ามีความเห็นหรือข้อเสนอแนะอย่างไร เพื่อนำกลับไปเสนอให้ รมว.ศธ.พิจารณา สพฐ.จึงได้มอบให้สำนักติดตามฯสอบถามความคิดเห็น เรื่อง การแก้ไขระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเปิดและปิดภาคเรียน พ.ศ. 2549  แก่ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศ นักวิชาการศึกษา และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จำนวน 47,467 คน เพื่อเป็นข้อมูลพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ผ่าน google form  ว่าเห็นด้วยหรือไม่ กับข้อเสนอการแก้ไขวันเปิดและปิดภาคเรียนที่ 1  โดยสอบถามระหว่างวันที่ 6-8 พ.ย. 2567 และสรุปผล วันที่ 8 พ.ย.2567 ผลการสำรวจพบว่า 82.30 % เห็นด้วยกับการเลื่อนวันเปิด  ส่วน 16.91 % ไม่เห็นด้วย ส่วนที่มีคนกังวลเรื่องการนับอายุเด็ก ก็จะไปพิจารณา เพราะรัฐมนตรีให้มีการทำงานแบบยืดหยุ่นและยึดประโยชน์ของประชาชนและนักเรียนเป็นที่ตั้ง รัฐมนตรีให้สพฐ.ไปฟังความคิดเห็นร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เกี่ยวข้องด้วย ว่าจะเกิดประโยชน์อย่างไร เพราะถ้าเลื่อนการเปิดภาคเรียน อาชีวะฯ, สช., สกร. การศึกษาท้องถิ่นก็ต้องเลื่อนหมด จึงต้องรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย“ เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ด้าน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เนื่องจากมีคนเสนอตนมาว่าอยากให้ขยับวันเปิดภาคเรียน จากเดิมเปิดวันที่ 16 พ.ค. และปิด 11 ต.ค. ซึ่งคร่อมปีงบประมาณ จึงควรให้ปีการศึกษาอยู่ในช่วง 30 ก.ย. จะไม่กระทบกับเรื่องการแต่งตั้ง การทำกรอบงบประมาณ  นมโรงเรียน และช่วงปิดเทอมแรกก็จะนานขึ้นทำให้เด็กของเราได้พักและแก้ผลการเรียนรวมถึงการย้ายครู ผู้บริหารจะได้ไม่คร่อมปีงบประมาณ แต่นี้ก็เป็นเพียงความคิดเห็น ก็ต้องไปรับฟังความจากทุกหน่วยก่อน และดูว่าอันไหนเกิดประโยชน์มากที่สุด ทุกอย่างเหมือนเหรียญที่มีสองด้าน มีประโยชน์ และมีโทษ ก็ดูว่าอะไรที่มากกว่า ถ้าการเปลี่ยนแล้วโทษมากกว่า ก็ไม่เปลี่ยน ไม่ได้บอกว่าต้องเปลี่ยน ตอนนี้อยู่ในขบวนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น ขณะนี้พึ่งเริ่มฟังความเห็นจาก สพฐ.ซึ่งเพราะเป็นหน่วยใหญ่ ถ้าสพฐ.เห็นว่าน่าจะเปลี่ยน ก็จะเริ่มในปีการศึกษา 2569 แต่ถ้าโรงเรียนไหนไม่พร้อมที่จะขยับเปิดเรียนเป็นวันที่ 1 พ.ค. ก็ไม่เป็นไร เราเพียงเสนอแนวคิดและกรอบใหญ่ๆเท่านั้น

ผบ.ทสส.​ นำ ผบ.เหล่าทัพ​ วางพวงมาลา​ รำลึก​ดวงวิญญาณ​นักรบ เนื่องในวันกองทัพไทย

ผบ.ทสส.​ นำ ผบ.เหล่าทัพ​ วางพวงมาลา​ รำลึก​ดวงวิญญาณ​นักรบ เนื่องในวันกองทัพไทย

ผบ.ทสส.​ นำ ผบ.เหล่าทัพ​ วางพวงมาลา​ รำลึก​ดวงวิญญาณ​นักรบ เนื่องในวันกองทัพไทย

วันเสาร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2568, 08.59 น.

ผบ.ทสส.​ นำ ผบ.เหล่าทัพ​ วางพวงมาลา​ รำลึก​ดวงวิญญาณ​นักรบเนื่องในวันกองทัพไทย​  ขณะ 3 เหล่าทัพ​ สวนสนามปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล 

วันที่ 18 มกราคม 2568 ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ พลเอกทรงวิทย์​ หนุน​ภักดี​ ผู้บัญชา​การทหาร​สูงสุด​หรือ​ ผบ.ทสส.​ เป็นประธาน นำผู้บัญชาการเหล่าทัพ​ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีฯ​ 

ทั้งนี้ กองทัพไทยมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกําลังความสามารถตามพันธกิจที่สําคัญประกอบด้วย การป้องกันประเทศ การพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ การรักษาความมันคงภายใน การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การพัฒนาประเทศ โดยได้บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน สําหรับด้านการรักษาความมั่นคงของรัฐ ให้การสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสําคัญของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามในทุกมิติ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ โดยเคารพหลักสากลระหว่างประเทศ รวมทั้งตระหนักถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสําคัญ

โดยในวันนี้มีพิธีที่สําคัญ ประกอบด้วย พิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชณ กองบัญชาการกองทัพไทย พิธีถวายสักการะพระไพรีพินาศ พิธีถวายราชสักการะพระบรมรูป รัชกาลที่ 5 พิธีบวงสรวงพระบรมรูป พระมหากษัตริย์ทรงเป็นมหาราช 9 พระองค์ พิธีวางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณนักรบไทย พิธีสงฆ์ ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และจัดให้มี พิธีกระทำสัตว์ปริญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล ณ กองพันทหารสื่อสารกองบัญชาการกองทัพไทย กรมการสื่อสารทหาร ถนนสรงประภาเขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 

ซึ่งในวันเดียวกันนี้ ได้จัดให้มีการเยี่ยมเยียนและมอบของขวัญวันกองทัพไทย แก่ผู้เจ็บป่วยตามโรงพยาบาล และสถานพักพื้นต่าง ๆ ทั่วประเทศอีกด้วย

โดยวันนี้ตลอดทั้งวันทุกเหล่าทัพ มีกิจกรรมรำลึกเนื่องในวันกองทัพไทย​ โดยกองทัพบก พลเอกพนาแคล้วประทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีสวนสนาม และพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล ที่ศูนย์การทหารม้า จ.สระบุรี 

ขณะที่กองทัพเรือ พลเรือเอกจิรพล ว่องวิทย์ บัญชาการทหารเรือ  เป็นประธาน พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพไทย ประจำปี 68 ณ ลานอเนกประสงค์ ศอรฝ. อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ด้านกองทัพอากาศพลอากาศเอกพันธ์ภักดี  พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธาน พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพไทย ประจำปี 68 ณ ลานอเนกประสงค์ อุทยานการบินกองทัพอากาศ (โรงเรียนนายเรืออากาศฯ เดิม)

‘บอร์ด กพฐ.’ลงจ.น่าน ตรวจเยี่ยม ร.ร.จัดเด็กพิเศษเรียนรวมเด็กปกติ พบทั้งสำเร็จ-ล้มเหลว

'บอร์ด กพฐ.'ลงจ.น่าน ตรวจเยี่ยม ร.ร.จัดเด็กพิเศษเรียนรวมเด็กปกติ พบทั้งสำเร็จ-ล้มเหลว

‘บอร์ด กพฐ.’ลงจ.น่าน ตรวจเยี่ยม ร.ร.จัดเด็กพิเศษเรียนรวมเด็กปกติ พบทั้งสำเร็จ-ล้มเหลว

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.42 น.

“บอร์ด กพฐ.” ลงจ.น่าน ตรวจเยี่ยม ร.ร.จัดเด็กพิเศษเรียนรวมเด็กปกติ พบทั้งสำเร็จและล้มเหลว เตรียมเสนอ กพฐ.หาทางช่วยเหลือ

วันที่ 17 ม.ค. 2568 ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประธาน กพฐ.) นำคณะกรรมการ กพฐ. โครงการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกสถานที่ (กพฐ.สัญจร) จ.น่าน โดยแบ่งผู้บริหารเป็น 5 สาย ลงตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนต่างๆ  โดย ศ.บัณฑิต เป็นสายที่ 3 นำคณะเดินทางตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียนบ้านหนองรัง มิตรภาพ 107 จ.น่าน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่รับเด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยมีเด็กพิเศษ จำนวน 43 คน เด็กปกติ 132 คน มี ผอ. 1 คน ข้าราชการครู 11 คน ครูพี่เลี้ยง 5 คน และมีครูจากศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน หมุนเวียนมาช่วยดูแล 3 คน

และตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนบ้านทุ่งน้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 จ. น่าน  ซึ่งเป็นโรงเรียนที่รับเด็กพิเศษเข้าเรียนรวมด้วย โดยมีเด็กพิเศษ จำนวน 44 คน เด็กปกติ 170 คน เปิดสอนชั้นอนุบาล – ม.3  มี ผอ.1 คน  ข้าราชการครู 14 คน ครูพี่เลี้ยง 1 คน  ซึ่งเป็นโรงเรียนในโครงการคอนเน็กซ์อีดี โดยมีบริษัททรูฯ สนับสนุนโน้ตบุ๊กและอุปกรณ์การเรียน โดยทางโรงเรียนได้นำโปรแกรม “เฮฮาภาษาสนุก” มาพัฒนาการอ่านให้กับเด็กพิเศษที่พูดไม่ได้เลย จนสามารถพูดและอ่านตามเสียงได้ จนเด็กสามารถอ่านออกเขียนได้แล้ว

ส่วนเด็กระดับมัธยมฯ ทางโรงเรียนให้เด็กได้ร่วมกิจกรรมการสร้างอาชีพให้มีรายได้ระหว่างเรียน เช่น การทำสบู่จากสนุนไพร  การทำผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจากใยพืช เช่น การทำกระถางต้นไม้  อิฐบล็อก ถุงกระกาษ กระดาษ จากฟางข้าว ซังข้าวโพด หรือหญ้าคา เพื่อช่วยลดโลกร้อน และลดการเผา การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ขาย การทำขนมเทียนแก้ว ทำน้ำกระเจี๊ยบ การทำผ้าพันคอ เสื้อแฟชั่น ถุงผ้า ที่นำใบไม้ ดอกไม้มาจัดวางบนผ้าแล้วตอกให้เป็นรูปใบไม้ดอกไม้ เพื่อเป็นสีสันพรรณไม้ สร้างลวดลายสู่อาชีพ รวมถึงทำ Smart Farm Model เป็นการนำเทคโนโลยีมาจำลองประยุกต์ใช้ในการเกษตร และสามารถนำไปต่อยอดใช้ในชีวิตประจำวันหรือนำไปประกอบอาชีพได้ด้วย

ศ.บัณฑิต กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยม โรงเรียนบ้านหนองรัง มิตรภาพ 107  และโรงเรียน บ้านทุ่งน้อย จ.น่าน  ว่า ทั้ง 2 โรงเรียนมีลักษณะพิเศษ เป็นโรงเรียนร่วมที่มีเด็กพิเศษค่อนข้างสูงโรงเรียนต้องแบกรับภาระ แต่ทั้งสองโรงเรียนก็สามารถจัดการเรียนการสอนได้ดีมาก ที่น่าประทับใจคือผู้บริหารและครูมีความทุ่มเทและเสียสละมากไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถมีกิจกรรมดีๆมีคุณภาพให้ผู้เรียนและให้เราได้เห็นผลชัดเจนว่าเด็กสามารถทำได้จริง  เช่น โรงเรียนบ้านหนองรัง มิตรภาพ 107  เด็ก สามารถไปเรียนต่อห้องกิ๊ฟเต็ดได้ ส่วนโรงเรียนบ้านทุ่งน้อย  เด่นที่กิจกรรมที่สามารถทำให้เด็กพิเศษและเด็กปกติทำกิจกรรมร่วมกันได้ เช่น การร้องเพลงประสานเสียงกับเด็กปกติได้ การปลูกพืชผัก การทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ การที่โรงเรียนเน้นกิจกรรมก็เพื่อให้เด็กสามารถไปสร้างผลิตภัณฑ์สร้างอาชีพได้

“ประทับใจกิจกรรมที่โรงเรียนจัดให้กับผู้เรียน แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารและคุณครูมีความทุ่มเทและเอาใจใส่อย่างมาก ดีใจแทนเด็ก ๆที่ได้มาเรียนในโรงเรียนดีๆแบบนี้ ถึงแม้เด็กจะมีปัญหาส่วนตัว ปัญหาร่างกาย หรือมีปัญหาครอบครัวอยู่บ้าง และโรงเรียนต้องการรถตู้และบุคลากรและอุปกรณ์บางอย่าง แต่ทางโรงเรียนก็สามารถนำโปรแกรมมาส่งเสริมให้นักเรียนที่มีความบกพร่องได้เรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนมีพลัง ผมมองเห็นศักยภาพที่เด็กจะสามารถต่อยอดไปได้เยอะมาก  กพฐ.ก็จะรับฟังปัญหาเพื่อนำไปหาทางช่วยเหลือ และอยากให้ช่วยกันหาทางทำให้คนมาเห็นคุณค่าสิ่งที่เด็กทำออกมาได้อย่างไร และจะทำให้สิ่งที่เราเห็นนี้สามารถเชื่อมโยงกับตลาดระดับชาติ ระดับโลกได้อย่างไร“ ประธาน กพฐ. กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าว ภายหลังตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ จ.น่าน ว่า เพื่อติดตามดูว่าตามบทบาทของสพฐ.ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายทิศทางการขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการที่สพฐ.ให้นโยบายและแนวปฏิบัติให้โรงเรียนไปแล้ว ก็ตามไปดูว่ามีปัญหาอะไร เพื่อนำเข้าหารือในที่ประชุม กพฐ.จะได้ออกแบบการแก้ปัญหา และจากการลงตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด สพป.น่าน เขต 1 จัดการศึกษาระดับอนุบาล -ป. 6 มีนักเรียนอยู่ 31 คน มีครู 3 คน ครูอัตราจ้าง 1 คน

“ที่เราเห็นปัญหาคือ เด็กที่มีความบกพร่องในด้านต่าง ๆ ชั้น ป. 1 มีเด็ก 4 คน แต่เป็นเด็กพิเศษ 3 คน , ป. 2 มีเด็ก 4 คน เป็นเด็กบกพร่อง 2 คน  ซึ่งก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ สพฐ.จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไข ซึ่งนโยบายเรียนรวมระหว่างเด็กปกติกับเด็กพิเศษเป็นนโยบายที่ สพฐ.ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาให้เด็กพิเศษได้อยู่ในสังคมร่วมกันกับเด็กปกติ แต่อาจจะต้องให้ทีมการศึกษาพิเศษ และผู้รับผิดชอบทำการวิจัยหรือวิเคราะห์ดูว่าการเอาเด็กบกพร่องกับเด็กที่เรียนดีหรือเรียนเก่งมาอยู่ห้องเดียวกัน จะมีผลดีหรือไม่ดีอย่างไร หรือจะดึงเด็กที่เรียนได้เร็ว ทำให้ไปช้าลงหรือไม่  หรือเด็กพิเศษก็อาจจะต้องอยู่กับเด็กพิเศษด้วยกัน และหารูปแบบการศึกษาพิเศษ หรือพัฒนาครูพี่เลี้ยงมาดูแล ซึ่ง จ.น่าน มีโรงเรียนที่จัดเรียนรวมอยู่จำนวนมาก และทั้งประเทศ มีโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มี ผอ. โรงเรียนอยู่ประมาณ 2,000 กว่าโรง ดังนั้น ผมถือว่าปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญที่สพฐ.จะต้องหารือกันในที่ประชุม กพฐ.ว่าจะช่วยอย่างไร  กระทรวงศึกษาฯ หรือรัฐบาลจะต้องมีวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร หากเด็กเหล่านี้จบ ป. 6 แล้วยังอ่านหนังสือไม่ออก เพราะจากที่ผมได้ทดสอบให้เด็กอ่านและจับใจความ เด็กที่บกพร่องไม่สามารถทำได้ เหตุที่เราเจอนี้ก็อาจจะต้องไปนั่งทบทวนกันว่าจะทำอย่างไรกับเด็กกลุ่มนี้  เราพูดถึงโรงเรียนขนาดเล็กกันมานานพอสมควรแล้ว สพฐ.เองก็พยามคิดรูปแบบการเรียน การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก การทำโรงเรียนคุณภาพ แต่มีผู้ปกครองส่วนหนึ่ง ที่มีความพร้อมก็สามารถพาเด็กไปเรียนในเมืองได้ แต่ผู้ปกครองอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังขาดความพร้อม ทางด้านเศรษฐกิจของครอบครัว ก็ต้องเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก ก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องลงมาดูแลจัดการการศึกษาให้เท่าเทียม ทั่วถึงและมีคุณภาพ นี่คือโจทย์ที่เราจะนำไปหารือกันในที่ประชุม กพฐ. ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และเป็นวาระสำคัญที่ สพฐ. จะต้องคิด ถ้า สพฐ.ทำได้ก็จะทำเลย แต่ถ้าเกินอำนาจก็จะเสนอกระทรวงศึกษาฯ และรัฐบาล หรือร่วมมือกับหน่วยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ เช่น ระดับอนุบาลให้ท้องถิ่นรับไปจัดการได้หรือไม่ ส่วน สพฐ.ก็จัดการศึกษาระดับชั้น ป. 1 ถึง ม. 6“ เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

และว่าขณะนี้ สพฐ.มีโรงเรียนที่รับเด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมเด็กปกติ ประมาณ 2 หมื่นกว่าโรง เนื่องจากการศึกษาพิเศษมีข้อจำกัดในเรื่องอัตรากำลัง จึงดูแลเด็กได้เฉพระเด็กพิการหนักๆเท่านั้น และจังหวัดหนึ่งก็มีศูนย์การศึกษาพิเศษเพียง 1 ศูนย์  มีโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ 1 โรง  โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 1 โรง ในขณะที่เด็กพิเศษมีอยู่ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล จึงอาจจะต้องมาทบทวนแผนว่าเราจะดูแลเขาอย่างไร เพราะดูแล้วมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุม กพฐ.ต่อไป“ เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

อผศ.ชวนรำลึก วันทหารผ่านศึก 3 ก.พ.แจ้งปิดถนนขาเข้า อนุสาวรีย์ฯ

อผศ.ชวนรำลึก วันทหารผ่านศึก 3 ก.พ.แจ้งปิดถนนขาเข้า อนุสาวรีย์ฯ

อผศ.ชวนรำลึก วันทหารผ่านศึก 3 ก.พ.แจ้งปิดถนนขาเข้า อนุสาวรีย์ฯ

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.52 น.

‘ผอ.อผศ.’ ชวนร่วมงานวันทหารผ่านศึก 3 ก.พ. ชมขบวนพาเหรดเดินจาก อผศ.ไปยังอนุสาวรีย์ชัยฯ โดยปิดการจราจร ขาเข้า ในเวลา 10.30 น.-11.30 น. จึงขออภัยในความไม่สะดวก 

วันที่ 17 มกราคม 2568 ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อผศ.) พล.อ.เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (ผอ.อผศ.) เปิดเผยว่า เนื่องด้วยวันจันทร์ที่ 3 ก.พ.68 เป็นวันทหารผ่านศึก ประจำปี 2568 จึงได้กำหนดจัดพิธีและกิจกรรมต่างๆ เพื่อสดุดีและรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของทหารผ่านศึกรวมทั้งยกย่องเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมไทย อาทิ การจัดพิธีเดินขบวนพาเหรด ของ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก  และคณะ รวมทั้งขบวน พาเหรดของทหารผ่านศึก ในทุกกรณีสงคราม 

โดยทหารผ่านศึกกว่า 3,000 คน ออกเดินขบวนพาเหรดจากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บนถนนราชวิถี ระหว่างเวลา 10.30 น.-11.30 น. เพื่อจัดพิธีวางพวงมาลา และการจัดพิธีเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ทางองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ขออภัยในความไม่สะดวกด้านการจราจร ซึ่งอาจส่งผลกระทบ ต่อการสัญจรของประชาชนบริเวณถนนราชวิถี ถนนพพหลโยธิน ถนนศรีอยุธยา ถนนพญาไท และถนนดินแดง ในช่วงเวลา 10.30 น. -15.00 น.ขอความร่วมมือประชาชนกรุณางดเว้นการใช้เส้นทางการจราจรในช่วงวันและเวลาดังกล่าว

“องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ขอเชิญชวนพี่ น้องประชาชนรับชม การถ่ายทอดสดพิธีเดินขบวนพาเหรดที่นำโดยทผอ.อผศ. และคณะ พร้อมทหารผ่านศึกในทุกกรณีสงคราม ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก”พล.อ.เดชนิธิศ กล่าว 

‘สมุทรสงคราม’จัดพิธีงานวันครู ครั้งที่ 69 สานต่อนโยบาย’เรียนดี มีความสุข’

'สมุทรสงคราม'จัดพิธีงานวันครู ครั้งที่ 69 สานต่อนโยบาย'เรียนดี มีความสุข'

‘สมุทรสงคราม’จัดพิธีงานวันครู ครั้งที่ 69 สานต่อนโยบาย’เรียนดี มีความสุข’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.28 น.

วันครู “ONE Team จังหวัดเป็นหนึ่ง”สมุทรสงคราม จัดพิธีงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 สนองนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ จังหวัดเป็นหนึ่ง จับมือทุกหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัด จัดงานยิ่งใหญ่ สมเกียรติครูไทย พร้อมสานต่อนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”

วันที่ 16 ม.ค.2568 นางนิศากร วิศิษฎ์สรอรรถ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ประธานในพิธีการจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 กล่าวว่า “ครู” เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการศึกษา ซึ่งจะส่งผลให้ศิษย์ฉลาดรู้ คือ รู้ในสิ่งที่ควรรู้ รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ ฉลาดคิด คือ คิดอย่างมีเหตุมีผล ฉลาดทำ คือ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ การจัดการศึกษามีเป้าหมายสูงสุดที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งในด้านโอกาส ความเท่าเทียม ความเสมอภาค ความปลอดภัยและมีการศึกษาที่เป็นเลิศ สามารถสร้างความมั่นคงของชีวิตเพื่อการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ด้าน นายปัญญา บูรณะนันทสิริ ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสงคราม ประธานการจัดงานวันครูจังหวัดสมุทรสงคราม  กล่าวว่า ในปีนี้ได้ร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานทางการศึกษา จัดงานขึ้นภายใต้แนวคิดวันครู “ONE Team จังหวัดเป็นหนึ่ง” ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของแนวทางการดำเนินงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยเชิญคุณครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา เข้าร่วมงานกว่า 1,500 คน โดยจัดกิจกรรมพิธีสงฆ์ พิธีบูรพาจารย์เพื่อรำลึกพระคุณครู พิธีมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติผู้บริหารและครูในสาขาต่างๆ ที่ได้ทุ่มเท เสียสละ ในการปฏิบัติหน้าที่ และ กราบนมัสการพระเมธีวัชรประชาทร, ผศ.ดร.เจ้าอาวาสวัดอินทราราม แสดงปาฐถาธรรมในหัวข้อ “วิถีธรรมกับ การจัดการศึกษาในยุคดิจิทัล”

ทั้งนี้ พระเมธีวัชรประชาทร ผศ.ดร. ได้มอบทุนการศึกษาเรียนฟรี 4 ปี ระดับปริญญาตรี ให้กับพระภิกษุสามเณรและนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า จำนวน 100 ทุน เพื่อศึกษาในระดับปริญญาตรี หลักสูตรรัฐศาสตร์บัณฑิตและหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต สาขาการจัดการเชิงพุทธ หน่วยวิทยบริการคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ วัดอินทาราม ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

‘สสส.’ผนึก 17 หน่วยงานชวนทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนต้นไม้ งดจุดธูป-เทียนลดฝุ่น PM2.5

'สสส.'ผนึก 17 หน่วยงานชวนทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนต้นไม้ งดจุดธูป-เทียนลดฝุ่น PM2.5

‘สสส.’ผนึก 17 หน่วยงานชวนทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนต้นไม้ งดจุดธูป-เทียนลดฝุ่น PM2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.59 น.

สสส.สานพลัง มูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ ผนึกกำลัง 17 หน่วยงาน ชวนทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนต้นไม้ ลดฝุ่น PM2.5 งดจุดธูป-เทียน ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาตลอดปี 68 หลังพบ คนไทย 38 ล้านคน อยู่ในพื้นที่ PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน กระทบปัญหาสุขภาพ อายุเฉลี่ยคนไทยลดลง 1.78 ปี ชี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิต อันดับ 5 ของโลก ดันแก้ปัญหาฝุ่นเป็นวาระแห่งชาติ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 ม.ค. 2568 ที่ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ และภาคีเครือข่าย 17 หน่วยงาน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนด้วยต้นไม้ ลดฝุ่น ส่งเสริมการทำบุญวิถีใหม่ที่บูรณาการการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดฝุ่น PM2.5 และสร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับสังคม ตามแนวทางพระพุทธศาสนาและการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มลพิษอากาศ เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก และเป็น 1 ใน 5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อ NCDs และเป็นปัจจัยเสี่ยงก่อโรคมะเร็ง ทั้งยังทำให้อายุเฉลี่ยของคนไทยลดลง 1.78 ปี โดยสถานการณ์มลพิษอากาศของประเทศไทยเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง และภาคเหนือ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ 38 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็ก รวม 15 ล้านคน

“โครงการทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนด้วยต้นไม้ ลดฝุ่น เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่นควัน PM2.5 โดยการรณรงค์ให้งดจุดธูปเทียนที่สร้างมลพิษในทุกวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาตลอดปี 2568 โดยเฉพาะ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา ที่มีการเวียนเทียน และนำต้นกล้าไปปลูกในชุมชน วัด และพื้นที่สาธารณะ เพราะแค่ 1 ใน 4 ของวัดทั่วประเทศ ที่จัดกิจกรรมเวียนเทียนด้วยต้นไม้ ปีละ3 วัน ก็จะทำให้มีการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 3 ล้านต้น ดังนั้น การสร้างพื้นที่สีเขียวสร้างป่า จึงมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้ สอดคล้องกับการแก้ไขและลดมลพิษในอากาศที่ สสส. ดำเนินงานอยู่ เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้กับประชาชน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ดี ต่อสุขภาพกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม ของประชาชนทั่วประเทศ” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

นายธวัชชัย โตสิตระกูล ผู้อำนวยการมูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ กล่าวว่า พระพุทธศาสนามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำบุญ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของคนไทย หากวัดและพระสงฆ์สามารถมีบทบาทในการส่งเสริมค่านิยมใหม่ ให้มีการทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้ เพื่อส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเวียนเทียนด้วยต้นไม้ คือ การได้นำกล้าไม้ที่ใช้ในการเวียนเทียนไปปลูกต่อ ซึ่งผู้เวียนเทียนสามารถนำต้นไม้มาจากบ้าน หรือมารับในงานได้ เมื่อเวียนเทียนเสร็จก็สามารถนำกลับไปปลูกที่บ้านเพื่อเป็นสิริมงคล หรือมอบกล้าไม้ให้วัดหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมได้เช่นกัน เพื่อสร้างความร่มรื่น สร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับสังคม ตามแนวทางพระพุทธศาสนาและการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ฝุ่นควัน หรือมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รัฐบาลไทยเล็งเห็นถึงความรุนแรงของปัญหานี้ และได้ยกระดับขึ้นเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและครบทุกมิติ โครงการทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนด้วยต้นไม้ ลดฝุ่น เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมทางสังคมที่เชื่อมโยงศรัทธาในพระพุทธศาสนาเข้ากับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการปลูกต้นไม้แทนที่การใช้ธูปเทียนในพิธีกรรมทางศาสนา เนื่องจากต้นไม้มีคุณสมบัติในการช่วยเก็บกักฝุ่น ใบและลำต้น ถือเป็นเครื่องฟอกอากาศธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังดีต่อสุขภาพพระสงฆ์และประชาชนที่ร่วมกิจกรรมอีกด้วย

เปิด 20 ตัวชี้วัดดัชนี‘ครูไทย’ปี67 คะแนนกระเตื้อง กาง‘จุดเด่น-ด้อย’

เปิด 20 ตัวชี้วัดดัชนี‘ครูไทย’ปี67 คะแนนกระเตื้อง กาง‘จุดเด่น-ด้อย’

เปิด 20 ตัวชี้วัดดัชนี‘ครูไทย’ปี67 คะแนนกระเตื้อง กาง‘จุดเด่น-ด้อย’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

เปิด 20 ตัวชี้วัดดัชนี‘ครูไทย’ปี67 คะแนนกระเตื้อง กาง‘จุดเด่น-ด้อย’

16 มกราคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 3,089 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 16-26 ธันวาคม 2567 ตัวชี้วัด 20 ประเด็นบ่งบอกถึง “ความเชื่อมั่นต่อครูไทย” ทั้งในด้านส่วนตัว การพัฒนาตนเองและการพัฒนาวิชาชีพในรอบปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 สรุปเรียงลำดับจากความเชื่อมั่นสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

1. ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น “ดัชนีครูไทย” ปี 2567  เต็ม 10 ได้ 7.94 คะแนน (ปี 63 7.35 คะแนน , ปี 64 7.75 คะแนน , ปี 65 7.52 คะแนน , ปี 66 7.90 คะแนน)

2. ประชาชนให้คะแนน 20 ตัวชี้วัด “ดัชนีครูไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

อันดับ 1 บุคลิกภาพดี แต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ 8.22 คะแนน

อันดับ 2 มีความเมตตา มีจิตใจโอบอ้อมอารี 8.18 คะแนน

อันดับ 3 มีเป้าหมาย ประเมินและปรับปรุงพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง 8.14 คะแนน

อันดับ 4 ทันสมัย ทันเหตุการณ์ รู้ข้อมูลใหม่ ๆ 8.11 คะแนน

อันดับ 5 รักในวิชาชีพครู มีอุดมการณ์ความเป็นครู 8.10 คะแนน

อันดับ 6 ขยันขันแข็ง อดทน เสียสละ ซื่อสัตย์ สุจริต 8.09 คะแนน

อันดับ 7 มนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับผู้อื่นได้ 8.08 คะแนน

อันดับ 8 ใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม 8.06 คะแนน

อันดับ 9 ดูแลตนเองทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจ 8.04 คะแนน

อันดับ 10 ความรู้ความสามารถในการสอนและการถ่ายทอดความรู้ 8.01 คะแนน

อันดับ 11 ช่วยเหลือนักเรียน เพื่อนร่วมงาน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ 8.00 คะแนน

อันดับ 12 มีความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าเปลี่ยนแปลง 7.94 คะแนน

อันดับ 13 สามารถทำงานเป็นทีมได้ 7.87 คะแนน

อันดับ 14 ปรับตัวได้เร็ว แก้ปัญหาได้ดี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 7.82 คะแนน

อันดับ 15 อบรม พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 7.80 คะแนน

อันดับ 16 การประพฤติปฏิบัติตนถูกต้องตามหลักคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครู 7.75 คะแนน

อันดับ 16 มีความน่าเชื่อถือ เป็นแบบอย่างที่ดี 7.75 คะแนน

อันดับ 18 มีทัศนคติที่ดี เข้าใจและคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน 7.68 คะแนน

อันดับ 19 ควบคุมอารมณ์ได้ดี แสดงออกอย่างเหมาะสม 7.60 คะแนน

อันดับ 20 ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน 7.54 คะแนน

3. “จุดเด่น-จุดด้อย” ของ “ครูไทย” วันนี้ คือ

#“จุดเด่น”

1. ขยัน อดทน ทุ่มเท เสียสละ 60.70%

2. เข้าใจผู้เรียน เข้าใจการเปลี่ยนแปลง 52.13%

3. ใช้เทคโนโลยีในการสอน 51.31%

#“จุดด้อย”

1. ขาดงบประมาณสนับสุนน 55.33%

2. ภาระงานมาก ไม่มีเวลา 53.42%

3. มีปัญหาหนี้สิน 50.15%

4. ประชาชนคิดว่า “เรียนดี มีความสุข” มีความสำคัญต่อคุณครูและนักเรียนอย่างไร

1. นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย 63.32%

2. ช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น 58.60%

3. ทำให้บรรยากาศการเรียนเต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน 56.65%

5. ตลอดปี 2567 สิ่งที่ประชาชนภูมิใจในตัวครู คือเรื่องใด

1. เข้าใจผู้เรียน รับฟังความเห็น ให้คำปรึกษา 51.57%

2. พัฒนาการสอนให้ทันสมัย นำเทคโนโลยีมาใช้ 48.53%

3. ทุ่มเทในการสอนและถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน 45.40%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากคะแนนดัชนีความเชื่อมั่นต่อครูไทย 5 ปี พบว่า คะแนน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้คะแนนในปี 2565 ลดลง เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ครูต้องปรับตัวสู่การสอนออนไลน์ ซึ่งมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การฟื้นตัวในปี 2566 และ 2567 ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามของครูในการพัฒนาตนเอง โดยในปี 2567 คะแนนอยู่ที่ 7.94 คะแนน สูงที่สุดในรอบ 5 ปี สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและความเชื่อมั่นในบทบาทของครูจากประชาชน แม้จะเผชิญกับข้อจำกัด เช่น ขาดงบประมาณ และภาระงานที่หนักเกินไป แต่ครูไทยก็ยังมีศักยภาพและปรับตัวได้ดี ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งส่งเสริมการพัฒนาครูในทุกมิติ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

ด้าน ผศ.ดร.วีณัฐ สกุลหอม คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีครูไทย  ปี 2567 แสดงให้เห็นว่า แม้คะแนนความเชื่อมั่นจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.94 คะแนน แต่ยังมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่ได้คะแนนระดับกลางค่อนต่ำ ที่น่าห่วงคือปัญหาหนี้สินของครูที่สะท้อนผ่านคะแนนต่ำสุดต่อเนื่อง 5 ปี (7.54 คะแนน) รวมถึงการควบคุมอารมณ์ (7.60 คะแนน) และทัศนคติต่อความแตกต่างของผู้เรียน (7.68 คะแนน) สถาบันผลิตครูควรต้องปรับกระบวนการผลิตและพัฒนาครูให้มีความเข้มแข็งทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และการจัดการทางการเงิน พร้อมกับผลักดันให้มีการปรับระบบการศึกษาที่ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นและสนับสนุนทรัพยากรให้เพียงพอ เพื่อให้ครูสามารถขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” และสร้างผู้เรียนที่ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ