ทอ.ซ้อมบินโชว์งานวันเด็ก ‘F-16/ gripen/ AT-6 ‘แสดงสมรรถนะเหนือน่านฟ้าดอนเมือง

ทอ.ซ้อมบินโชว์งานวันเด็ก 'F-16/ gripen/ AT-6 'แสดงสมรรถนะเหนือน่านฟ้าดอนเมือง

ทอ.ซ้อมบินโชว์งานวันเด็ก ‘F-16/ gripen/ AT-6 ‘แสดงสมรรถนะเหนือน่านฟ้าดอนเมือง

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.21 น.

ทอ.ซ้อมบินโชว์งานวันเด็ก  F-16/ gripen/ AT-6 แสดงสมรรถนะเหนือน่านฟ้าดอนเมือง ผบ.ทอ.กำชับเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ยืนยันไม่มีการปิดรันเวย์ และจะควบคุมเรื่องเสียงไม่ให้ดังเกินไปด้วย

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีซ้อมใหญ่เปิดงานวันเด็กแห่งชาติของกองทัพอากาศ   ประจำปี 2568 “ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง” เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามให้กับเยาวชนของชาติ ให้เติบโตไปเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม มีกำลังกาย และกำลังใจที่เข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างสรรค์คุณประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชาติบ้านเมืองของเราตลอดไป ณ ฝูง 601 บน.6 โดยในกิจกรรมมีการแสดงภาคอากาศ และการแสดงภาคพื้น อาทิ การจัดแสดงการบิน (Air Show) ของอากาศยานแบบต่างๆของกองทัพอากาศ ที่บอกเล่าเรื่องราวการปฏิบัติภารกิจปกป้องน่านฟ้าไทย อาทิเครื่องบิน F-16 ,เครื่องบิน Gripen ,เครื่องบิน AT-6 เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังมีการตั้งแสดงอากาศยาน จำนวน 22 แบบ อาทิ  EC725 ,T-50 ,AU-23 ,C-130 เป็นต้น อีกทั้งมีการแสดงยุทโธปกรณ์ต่างๆ รวมจำนวน 16 ชนิด

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การแสดงศิลปะป้องกันตัวโดยใช้เครื่องดนตรีประยุกต์ ชื่อชุด “การแสดงชัยมงคล 72 พรรษา เทิดไท้องค์ราชัน” , การจัดนิทรรศการ ภายใต้ชื่อ “FUTURE UNBEATABLE RTAF สานฝันน้องสู่ครอบครัว ทอ.”,การแสดงดนตรีโดยวงดุริยางค์ทหารอากาศ ชื่อชุด Drum Zeed ,การแสดงดนตรีโดยนักเรียนจ่าอากาศ ชื่อชุด Fancy Drill และการออกบูธนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆอีกด้วย

โดยงานจะจัดขึ้น ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น. ณ ที่ตั้งดอนเมือง ฝูงบิน 601 กองบิน 6 สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว ลงสถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ และการบินแห่งชาติ หรือ สามารถนำรถมาจอดได้ที่ โรงเรียนจ่าอากาศ กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ , หอประชุมกองทัพอากาศ, หอประชุมกานตรัตน์ และอุทยานการบินกองทัพอากาศ โดยจะมีบริการรับ – ส่งมายังพื้นที่จัดงานฯ

พลอากาศเอก พันธ์ภักดี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีว่ากองทัพอากาศคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะว่าเรามีการประชุมเรื่องนิรภัยและก็มีการซักซ้อมตั้งแต่ 2 วันก่อนหน้านี้ ในกรณีที่อากาศยานเกิดอุบัติเหตุ โดยชุดของนิรภัยการบินเราได้มีการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงความปลอดภัยของบุตรหลาน เพราะคาดการณ์ว่าในวันพรุ่งนี้จะมีเด็กๆมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่กองบิน 6 แห่งนี้ ดังนั้นเราจะมีการจัดเจ้าหน้าที่ให้การดูแลรวมทั้งตั้งจุดประชาสัมพันธ์ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของการควบคุมเสียง เพราะถ้าเสียงดังมากๆเวลาประกาศตามหาตัวน้องๆก็จะมีความลำบาก ทั้งนี้กองทัพอากาศจะพยายามทำให้ดีที่สุด พร้อมขอความร่วมมือผู้ปกครองให้ดูแลบุตรหลานของท่านอย่างใกล้ชิด เพื่อป้ิงกันไม่ให้เกิดการพลัดหลง ขณะเดียวกัน กองทัพอากาศเองก็จะดูแลน้องๆให้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน

สำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ที่ต้องใช้รันเวย์เดียวกันนั้นกองทัพอากาศ ได้พูดคุยกับการท่าอากาศยานของประเทศไทย และวิทยุการบิน เพื่อขอความร่วมมือ โดยทุกหน่วยงานนั้นให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเราจะไม่มีการปิดสนามบินแน่นอน เพียงแต่อาจจะมีแค่ช่วงเวลาสั้นๆไม่เกิน 15 นาที เพื่อทำการแสดงสมรรถนะของยุทโธปกรณ์ โดยสายการบินทุกสายการบิน ได้ให้ความร่วมมือ พร้อมขอบคุณบริษัทการท่าอากาศยานวิทยุการบินรวมไปถึงสายการบินที่ให้ความร่วมมือที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของเด็กๆ

‘หมอเพชรดาว’นั่งหัวโต๊ะ หารือกรมวิทย์ฯ บริการ เตรียมนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

'หมอเพชรดาว'นั่งหัวโต๊ะ หารือกรมวิทย์ฯ บริการ เตรียมนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

‘หมอเพชรดาว’นั่งหัวโต๊ะ หารือกรมวิทย์ฯ บริการ เตรียมนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

“เพชรดาว” ที่ปรึกษา รมว.อว. นั่งหัวโต๊ะหารือกรมวิทย์ฯ บริการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2568 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มอบหมาย แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เยี่ยมชมบทบาทภารกิจพร้อมหารือการดำเนินงานของกรมวิทยาศาสตร์บริการ ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และการเข้าถึงประชาชนในระดับพื้นที่ โดยมี นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าทีให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมอัครเมธี ชั้น 6 อาคาร ดร.ตั้ว ลพานุกรม กรมวิทย์ฯ บริการ

การเยี่ยมชมกรมวิทย์ฯ บริการ ในครั้งนี้ แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ได้มีโอกาสรับทราบถึงบทบาทภารกิจที่ผ่านมาขององค์กรที่ มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปี 2567 กรมวิทย์ฯ บริการ ได้มีการปฏิรูประบบราชการเป็นการภายในเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเหมาะสมกับภารกิจในปัจจุบันยิ่งขึ้น  มีการจัดระเบียบองค์กรโดยปรับเป็น 10 สถาบัน เช่น สถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน สถาบันเทคโนโลยีดิจิทัลวิทยาศาสตร์บริการ สถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น อีกทั้งริเริ่มให้มีสำนักวิทยาศาสตร์บริการในภูมิภาค 12 เขต ครอบคลุมการดูแลในพื้นที่ทั่วประเทศ ยกระดับห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติด้วยระบบ AI พร้อมขยายเครือข่ายห้องปฏิบัติการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

กรมวิทย์ฯ บริการ ยังมีผลงานที่โดดเด่นทั้งในระดับชาติและนานาชาติ สามารถขับเคลื่อนผลงานด้านห้องปฏิบัติการจนได้อันดับที่ 5 ของโลก ได้รับรางวัลผลงานวิจัยระดับเหรียญทองในระดับนานาชาติ  การเชื่อมต่อจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และขับขี่อัตโนมัติ (T-CAVs) การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาและบริการร่วม อย. และ อว. และภารกิจสานพลังร่วมในการดูแลประชาชนภายใต้  “ศูนย์ปฏิบัติการผู้พันวิทย์ อว. ด้วยการนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชน อีกทั้งนำเสนอผลงานวิจัยและพัฒนา เพิ่มเติม ได้แก่ เรือหุ่นยนต์ใช้สำหรับ เก็บตัวอย่างน้ำ, สำรวจแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ  ในด้านการนำวิทยาศาสตร์สู่การพัฒนาชุมชน กรมวิทย์ฯ บริการ มีศักยภาพในการผลิตเครื่องกรองน้ำดื่มเพื่อการอุปโภค-บริโภค ซึ่งสามารถกรองน้ำได้ถึง 500 ลิตรต่อชั่วโมง เทคโนโลยีการพัฒนาเครื่องกรองน้ำระบบสารกรองสำหรับชุมชน การพัฒนากรรมวิธีการย้อมสีธรรมชาติสำหรับผ้าทอ  การเขียนเทียนบนผืนผ้าด้วยปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพา การพัฒนากระบวนการผลิตเซรามิก การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากโปรตีนทางเลือก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไข่เค็มแบบซูสวีด (sous-vide) และการยกระดับคุณภาพวัตถุดิบในอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย เช่น ขมิ้น กระท่อม เป็นต้น

แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา กล่าวว่า การมาเยี่ยมชมหารือภารกิจดังกล่าว ทำให้ตนได้รับทราบภารกิจสำคัญของกรมวิทย์ฯ บริการ มากยิ่งขึ้น และรู้สึกชื่นชมพร้อมให้กำลังใจผู้บริหารและบุคลากร ที่มีความมุ่งมั่นในการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งตนยินดีและพร้อมสนับสนุนส่งเสริมภารกิจของกรมวิทย์ฯ บริการ ในการเชื่อมโยงภารกิจกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยขับเคลื่อนภารกิจ อว. ในเชิงพื้นที่ให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เช่น  ร่วมกับกระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของรถยนต์เพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ระหว่างการใช้งาน และกระทรวงมหาดไทยในด้านระบบน้ำประปาดื่มได้  ทั้งนี้ ได้หารือกรมวิทย์ฯ บริการ เตรียมลงพื้นที่ยกระดับจังหวัดปัตตานี ในวันที่ 27 – 28 มกราคม 2568 เพื่อติดตั้งเครื่องกรองน้ำดื่มสะอาดปลอดภัยในชุมชน และถ่ายทอดนวัตกรรมปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพาสำหรับเขียนลายผ้าบาติกให้มีเอกลักษณ์โดดเด่นสวยงาม ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่นแบบบูรณาองค์ความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

‘ศธ.-คุรุสภา’เตรียมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 พร้อมมอบของขวัญวันครู

'ศธ.-คุรุสภา'เตรียมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 พร้อมมอบของขวัญวันครู

‘ศธ.-คุรุสภา’เตรียมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 พร้อมมอบของขวัญวันครู

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

ศธ.-คุรุสภา เตรียมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 พร้อมมอบของขวัญวันครู จาก 11 หน่วยงาน ลดภาระ ส่งเสริม พัฒนาครู ฟรีเรียนออนไลน์

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีแถลงข่าวการจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 มี โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ., นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ.ในฐานะประธานอนุกรรมการจัดงานวันครู  2568 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการ ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ด้วยรัฐบาลให้ความสำคัญกับครูและวิชาชีพครู โดยคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติให้วันที่ 16 ม.ค.ของทุกปีเป็นวันครู และกำหนดความมุ่งหมายให้จัดวันครูขึ้นเพื่อประกอบพิธีระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์และเพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมอันดี ซึ่งการจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 นี้ กระทรวงศึกษาธิการ โดย คุรุสภา องค์กรหลักและองค์กรในกำกับร่วมจัดงานวันครูทั้งส่วนกลางที่หอประชุมคุรุสภา และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ในรูปแบบผสมผสาน ทั้ง Onsite และ Online ภายใต้แนวคิด ครูไทยร่วมใจปฏิวัติการศึกษา :สร้างเด็ก “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” โดยเชื่อว่าเมื่อครูทุกคนร่วมใจกันสร้างความเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการศึกษาให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จะส่งผลให้ศิษย์ฉลาดรู้ คือ รู้ในสิ่งที่ควรรู้  รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ ฉลาดคิด คือ คิดอย่างมีเหตุมีผล ฉลาดทำ คือ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์  ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษา อย่างมีคุณภาพ โดยครูคุณภาพ ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ทำดี ทำได้ ทำทันที และภายใต้ในการทำงานร่วมกัน คือ จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน มีเป้าหมายสูงสุดที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยจะได้รับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งในด้านโอกาส ความเท่าเทียม ความเสมอภาค ความปลอดภัย และมีการศึกษาที่เป็นเลิศสามารถสร้างความมั่นคงของชีวิต เพื่อการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ในวันครูปีนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานงานวันครู ของส่วนกลาง ในวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ หอประชุมคุรุสภา และมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(NBT) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รวมทั้ง มีการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ ยูทูปและเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุรุสภา พร้อมล่ามภาษามือด้วย

และเนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 69 นี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดเตรียมของขวัญที่จะมอบให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากหน่วยงานต่าง ๆในสังกัด และในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 11 หน่วยงาน ดังนี้

1. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดบริการระบบย้ายข้าราชการครู ออนไลน์ ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System) ลดภาระการจัดทำเอกสารคำร้องขอย้าย ความยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ ปิดช่องทางการเรียกรับผลประโยชน์

2. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา Spark and Share Idea แจกฟรี รวมไอเดียการสอนและการบริหารจัดการสถานศึกษา Upskills ครูมืออาชีพสู่การพัฒนา DOE เด็กไทย และคลังความรู้ส าหรับครูยุคดิจิทัล

3. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อบรมภาษาอังกฤษพร้อมสอบวัดระดับ CEFR ฟรี 10,000 Users

4. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดกิจกรรม 1 ครู 1 วิชาชีพ ฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น Up skill กว่า 800 หลักสูตร ให้กับครูที่สนใจ คนละ 1 หลักสูตร เพื่อเพิ่มทักษะใหม่ ๆ สำหรับใช้ในการสอน และการสร้างอาชีพเสริม

5. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เปิดอบรมหลักสูตรวันครู รับเกียรติบัตรและชั่วโมงต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฟรี รับสิทธิ์เข้าใช้งาน Smart Education Hub คณิตศาสตร์สิงคโปร์ฟรี เรียนภาษาอังกฤษจาก Voxy Platform  ฟรี คูปองการเรียนใน Coursera Platform (International Certified) หลักสูตร AI Essentials

6. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา แจกสื่อการเรียนการสอนให้กับคุณครูฟรี และ องค์การค้าของ สกสค. ลดสินค้าราคาพิเศษ สูงสุด 50% ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา

7. สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ โครงการเยียวยาให้ครูมีคุณวุฒิทางการลูกเสือ จัดทบทวนผู้ที่ผ่านการอบรม บุคลากรทางการลูกเสือที่ยังไม่ได้คุณวุฒิวูดแบดจ์ จำนวน 1,000 คน

8. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลดราคา E-book สูงสุด 30% ลดราคาสื่อและบอร์ดเกม 15 % และพัฒนาทักษะการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน (Formative Assessment) ในรูปแบบออนไลน์พร้อมแจกฟรี ChatBot MathMeow (แบบทดสอบคณิตศาสตร์พื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) และดาวน์โหลดฟรี สื่อดิจิทัลสถานการณ์จำลองแบบมีปฏิสัมพันธ์วิชาฟิสิกส์ และสื่อที่น่าสนใจ อีกมากมาย

9. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ฟรี อบรมผ่านระบบ E – learning ของ สมศ. เรื่อง “การจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัยในสถานศึกษา” เพื่อนำใปใช้จัดการกับความปลอดภัยของนักเรียน

10. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ บริการจัดการทดสอบโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการสอบ 200 บาท ในการดำเนินการจัดสอบ ครู บุคลากรทางการศึกษา นิสิต นักศึกษาและบุคคลทั่วไป จำนวน 10,000 ที่นั่ง

11. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ฟรีวารสาร MWIT ในรูปแบบ e-Magazine เน้นสาระด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย และเรียนฟรีหลักสูตร MWIT ผ่าน MWIT Media

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า คุรุสภาจัดงานวันครูขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 และได้มีการจัดงานวันครูอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดพิธีระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูและพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างครู และครูกับประชาชน และเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของคุณธรรม จริยธรรม เพื่อปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนของชาติ

โดยกิจกรรมวันครู จะเริ่มตั้งแต่ภาคเช้า มีพิธีทำบุญตักบาตรวันครู พิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ พิธีมอบรางวัลของคุรุสภา  ภาคบ่าย มีการปาฐกถาพิเศษ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ครั้งที่ 8 เรื่อง เรียนดี มีความสุข : ครูไทยร่วมใจปฏิวัติการศึกษา สร้างเด็ก “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และพิธีมอบรางวัลของคุรุสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา คุรุสภาจัดให้มีพิธีมอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ประจำปี 2568 เข็มคุรุสภาสดุดีและเกียรติบัตร รางวัลคุรุสภา “ระดับดี” ประจำปี 2567 รางวัลครูผู้สอนดีเด่น ประจำปี 2567 รางวัล“คุรุสดุดี” ประจำปี 2567 รางวัลผลงาน “หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม” ประจำปี 2567 รางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา ประจำปี 2567 รางวัลพระพฤหัสบดี ระดับประเทศ ประจำปี 2567 รางวัล “ครูดีในดวงใจ” และรางวัลครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์และเป็นผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา จำนวน 10 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,217 คน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ทั้งนี้ พิธีการงานวันครู ครั้งที่ 69 ในวันที่ 16 มกราคม 2568 จะมีการถ่ายทอดสด เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และแบบออนไลน์ผ่านช่องทางออนไลน์ยูทูปและเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุรุสภา พร้อมล่ามภาษามือ

นอกจากนี้คุรุสภายังได้จัดให้มีกิจกรรมผ่าน Platform วันครู wankru.ksp.or.th มีนิทรรศการวิชาการออนไลน์ของผู้ได้รับรางวัลของคุรุสภา การอบรมผ่านหลักสูตรออนไลน์เพิ่มพูนสมรรถนะเพื่อการปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพจำนวน 8 หลักสูตรและบทเรียนจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา รวมทั้งกิจกรรมการส่งบัตรคาราวะครูออนไลน์ร่วมระลึกถึงพระคุณครู และแชร์ความรู้สึกดี ๆต่อครู เพื่อสร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้ประกอบวิชาชีพครูทั่วประเทศและเพื่อรณรงค์ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้เห็นความสำคัญของครูและวิชาชีพทางการศึกษา และร่วมกิจกรรมการจัดงานวันครูและระลึกถึงพระคุณครูข้อมูลเพิ่มเติม

ประธานกสม.ส่งสาร’วันเด็กแห่งชาติ 2568′ ขอผู้ใหญ่-สังคม ตระหนักถึงการคุ้มครอง

ประธานกสม.ส่งสาร'วันเด็กแห่งชาติ 2568' ขอผู้ใหญ่-สังคม ตระหนักถึงการคุ้มครอง

ประธานกสม.ส่งสาร’วันเด็กแห่งชาติ 2568′ ขอผู้ใหญ่-สังคม ตระหนักถึงการคุ้มครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.41 น.

ประธานกสม.ส่งสาร “วันเด็กแห่งชาติ 2568” ขอผู้ใหญ่-สังคม ตระหนักถึงการคุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิเด็กบนพื้นฐานของความรัก ความเข้าใจ เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีศักยภาพและเป็นกำลังสำคัญของสังคม

9 ม.ค. 68 น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ส่งสารเนื่องใน วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ระบุเด็ก คือ ทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญและจะมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต รัฐจึงมีหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองสิทธิเด็กตามที่รัฐธรรม นูญและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)ให้การรับรองไว้  โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้เด็กเติบโตอย่างมีศักยภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา มีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่เหมาะสม และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีรวมทั้งได้รับการปกป้องคุ้มครองจากความรุนแรงและการถูกแสวงหาประโยชน์ในทุกรูปแบบ

โดยในปีที่ผ่านมา เด็กต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายโดยเฉพาะอุบัติเหตุทางท้องถนน อันเกิดจากความประมาท หรือการละเลยเรื่องมาตรฐานความปลอด ภัยของยานพาหนะและการขับขี่ เด็กยังเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เด็กถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่(bully)นำข้อมูลส่วนบุคคลมาทำเป็นคอนเทนต์ในสื่อออนไลน์ ตกเป็นเหยื่อจากการใช้ความรุนแรงและล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งรวมถึงจากคนที่ใกล้ชิดและไว้ใจในครอบครัวและสถานศึกษา อันส่งผลกระทบต่อจิตใจและพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กในระยะยาว

เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)ขอส่งความปรารถนาดีมายังเด็กๆทุกคน ขอให้มีพลังใจที่ดี มีความสุขในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองในทางที่สร้างสรรค์ มีคุณธรรม ร่วมกันใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม และขอให้ผู้ใหญ่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสังคมทุกภาคส่วนตระหนักถึงการคุ้ม ครองและส่งเสริมสิทธิของเด็กบนพื้นฐานของความรักและความเข้าใจ ให้เด็กได้อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งในบ้าน โรงเรียน ชุมชน ตลอดจนพื้นที่สังคมออน ไลน์ เพื่อให้เด็กทุกคนได้เติบโตตามวัย สดใส แข็งแรง มีความมั่นคงทางจิตใจ ตระหนักในคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเองและผู้อื่น เพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมต่อไป

‘ศาลเยาวชนฯฉะเชิงเทรา’มอบสิ่งของเงินบริจาคแก่ นร.ตามโครงการ’ศาล…สานฝัน เพื่อวันของน้อง’

'ศาลเยาวชนฯฉะเชิงเทรา'มอบสิ่งของเงินบริจาคแก่ นร.ตามโครงการ'ศาล...สานฝัน เพื่อวันของน้อง'

‘ศาลเยาวชนฯฉะเชิงเทรา’มอบสิ่งของเงินบริจาคแก่ นร.ตามโครงการ’ศาล…สานฝัน เพื่อวันของน้อง’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.27 น.

“ศาลเยาวชนฯฉะเชิงเทรา”มอบสิ่งของเงินบริจาคแก่ นร.ตามโครงการ”ศาล…สานฝัน เพื่อวันของน้อง” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาในการอำนวยความยุติธรรม และยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนและศาลยุติธรรม

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา โดย นางออมฤดี ชั้นไพบูลย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา นำคณะผู้พิพากษาสมทบ ผู้ประนีประนอม ที่ปรึกษากฎหมาย ผู้อำนวยการฯ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา เดินทางไปยังโรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อมอบสิ่งของและเงินบริจาคเพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมตามกิจกรรม “ศาล…สานฝัน” โครงการ“ศาล…สานฝัน เพื่อวันของน้อง” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี นางเงาแข เดือดขุนทด ผู้อำนวยการโรงเรียนฉะเชิงเทรา เป็นตัวแทนในการรับมอบ

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ศาล…สานฝัน เพื่อวันของน้อง” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาในการอำนวยความยุติธรรม และยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนและศาลยุติธรรมอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ.2565 – 2568 ที่มีเป้าประสงค์ให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในการอำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรม เพื่อเสริมสร้างความสงบเรียบร้อยและสันติสุขให้เกิดขึ้นกับสังคม ประกอบกับนโยบายของนางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา คือ “สานต่อ เสริมสร้าง ส่งต่ออย่างยั่งยืน” โดยเฉพาะ “สานต่อ” ที่กำหนดให้มีส่งเสริมและพัฒนาการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อให้เยาวชนและประชาชนเข้าใจ เข้าถึงกระบวนการทางศาล และรับรู้สิทธิของตนตามกฎหมาย และ “ส่งต่ออย่างยั่งยืน” ที่กำหนดให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

‘อนุกูล’เผยรัฐบาลห่วงใยสุขภาพเด็กๆ แนะ 8 วิธีเที่ยวงานวันเด็กปลอดภัย

'อนุกูล'เผยรัฐบาลห่วงใยสุขภาพเด็กๆ แนะ 8 วิธีเที่ยวงานวันเด็กปลอดภัย

‘อนุกูล’เผยรัฐบาลห่วงใยสุขภาพเด็กๆ แนะ 8 วิธีเที่ยวงานวันเด็กปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.22 น.

“อนุกูล” เผยรัฐบาลห่วงใยสุขภาพเด็กๆ แนะ 8 วิธีเที่ยวงานวันเด็กปลอดภัย กำชับผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เชิญชวนเด็กและเยาวชนพื้นที่ “สะเดา-คลองหอยโข่ง-พื้นที่ใกล้เคียง” เที่ยวงานวันเด็ก

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2568 หน่วยงานหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างจัดกิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติ เพื่อส่งมอบของขวัญและความสุขให้กับเด็ก ให้ครอบครัวได้มีกิจกรรมทำร่วมกัน โดยผู้ปกครองต่างพาบุตรหลานไปร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก อาจส่งผลทำให้เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคติดต่อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ หรือเกิดเหตุฉุกเฉินได้ เช่น การก่อการร้าย การทำร้ายร่างกายจากผู้ที่ไม่ประสงค์หวังดี เป็นต้น 

นายอนุกูล กล่าวว่า รัฐบาลห่วงใยสุขภาพของเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมีความไวต่อการสัมผัสเชื้อโรค ฝุ่นละอองขนาดเล็ก และสารเคมีอันตรายปนเปื้อนในเครื่องเล่นเด็กที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งอาจได้รับอันตรายจากเหตุก่อความรุนแรงรูปแบบต่าง ๆ หรือภาวะขาดอากาศจากพื้นที่แออัดในที่มีคนเข้ามาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก รัฐบาลได้เน้นย้ำให้หน่วยงานจัดงานวันเด็กแห่งชาติ สอดส่อง ดูแล ควบคุม กำกับ และมีมาตรการด้านความปลอดภัยในพื้นที่ คุมเข้มการปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และหมั่นล้างมือให้สะอาด รวมถึงมีการจัดการด้านสุขาภิบาล สุขอนามัย อนามัยสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการสุขาภิบาลอาหาร น้ำดื่ม ห้องส้วมสะอาดได้มาตรฐาน เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียและไวรัสต่าง ๆ นอกจากนี้ ในช่วงที่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กมีค่าเกินมาตรฐาน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรป้องกันตนเองและบุตรหลาน สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละอองทุกครั้งเมื่ออยู่นอกอาคาร และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของเด็ก เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ หายใจไม่ออก หากมีอาการแสดง ให้รีบพาไปพบแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ 

ทั้งนี้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะ 8 วิธี เที่ยวงานวันเด็กปลอดภัย เลี่ยงพื้นที่แออัด ลดเสี่ยงสุขภาพ ดังนี้ 1) ฟังข่าวการแจ้งเตือนภัย 2) สวมหน้ากากตลอดเวลา 3) สังเกตหาทางออกพร้อมหนี 4) มีเบอร์โทรฉุกเฉิน 5) ประเมินตนเองและพกยาติดตัว 6) ที่แออัด น่ากลัวห้ามเข้า 7) เฝ้าระวัง วิ่งหนีถ้ามีสัญญาณ 8) เตรียมอาหาร น้ำดื่ม แบตสำรองให้พร้อม

“ด้วยรักและห่วงใยน้อง ๆ เด็ก ๆ ทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ขอให้ทุกครอบครัวที่พาบุตรหลานร่วมกิจกรรมดังกล่าว ปฏิบัติตนตามมาตรการของพื้นที่จัดงานอย่างเคร่งครัด ใส่ใจดูแลสุขภาพอนามัยของตนเองและเด็ก ๆ สำหรับเด็ก ๆ และเยาวชนในพื้นที่อำเภอสะเดา อำเภอคลองหอยโข่ง และพื้นที่ใกล้เคียง ขอเชิญชวนผู้ปกครองพาบุตรหลานมาร่วมกิจกรรมงานวันเด็ก ในวันที่ 11 มกราคมนี้ ณ สำนักงานสะเดา (ถนนเลี่ยงเมือง ระหว่าง เวลา 09.00-12.00 น.) ซึ่งจะได้พบกับ “พี่โบ๊ต” อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รอแจกของรางวัลแบบจัดเต็ม อาทิ ตุ๊กตา LABUBU จักรยาน กล่องสุ่มของเล่น และของขวัญของรางวัลอีกมากมายให้เด็ก ๆ ทุกคน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสนุกสนาน และอาหาร ขนม เครื่องดื่ม ไว้บริการฟรี” นายอนุกูล กล่าว

ศธ.จับมือพันธมิตรจัดงานฉลอง ‘วันเด็กแห่งชาติ 2568’

ศธ.จับมือพันธมิตรจัดงานฉลอง ‘วันเด็กแห่งชาติ 2568’

ศธ.จับมือพันธมิตรจัดงานฉลอง ‘วันเด็กแห่งชาติ 2568’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ 2568 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ., นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ., นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ., เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, ปลัดกระทรวงกลาโหม, ปลัดกระทรวง พม., ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผู้แทนผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อธิบดีกรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน, สถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย, คณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ, ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเด็กและเยาวชนเข้าร่วมงานแถลงข่าว ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวว่า งานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ตรงกับวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2568 โดย ศธ.ได้จัดกิจกรรมวันเด็กฯภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข Smart Kids,Happy Future” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กและเยาวชนทั้งทางร่างกายและจิตใจ สร้างความตระหนักในสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบและระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม รวมทั้งยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมบูรณาการเชื่อมโยงกับนโยบายการศึกษา

สำหรับหนังสือที่ระลึกวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 นี้ ใช้ชื่อว่า “สยามรวมมิตร” ภายใต้กรอบแนวคิด “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์/ความสุข ความทุกข์ ความหวัง/Soft Power/สิ่งแวดล้อม/ ปัญญาประดิษฐ์ (AI)/อื่นๆ ที่สนใจและสร้างสรรค์” ตามชื่อของหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 โดยเป็นชื่อผลงานของนักเรียน เด็กหญิงเอมารินทร์ งามเลิศ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดหัวนา พร้อมด้วย ผลงานภาพ “การผสมผสานเอกลักษณ์ สไตล์เด็กไทย” โดย เด็กหญิงเติมเต็ม คงจังหวัด นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 71 (ก่อสร้างคลองด่าน) เพื่อให้เด็กๆมาร่วมค้นพบความมหัศจรรย์ในหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ที่จะพาน้องๆโบยบินเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ และความรู้แบบไทยๆ กับ “สยาม รวมมิตร” ไฮไลท์พิเศษภายในเล่ม รวมผลงานสร้างสรรค์จากเด็กและเยาวชนไทยเรื่องราวสนุกๆ จากนักเขียนรับเชิญ เกม และกิจกรรมชวนคิดมากมาย

ด้าน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. ประธานคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 กล่าวว่า การจัดกิจกรรมวันเด็กโดยกระทรวงศึกษาธิการ ปีนี้ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.กิจกรรมการนำเด็กและเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศเป็นเด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติที่มีผลงานที่โดดเด่น เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี พร้อมรับโล่เกียรติคุณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล จำนวน 1,292 คน, เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก เข้ารับเกียรติบัตรจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 838 คน ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชนจากทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือก รวมจำนวน 2,130 คนแบ่งเป็น 1.เด็กและเยาวชนดีเด่น จำนวน 686 คน, 2.เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติที่มีผลงานโดดเด่น จำนวน606 คน และ 3.เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก จำนวน 838 คน

2.กิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2568 ณ กระทรวงศึกษาธิการและบริเวณโดยรอบตั้งแต่เวลา 07.00-16.00 น. เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเรียนรู้ และลงมือปฏิบัติผ่านกิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนเป็นพลเมืองที่ดี เสริมสร้างการเรียนรู้ และสร้างความสุขให้กับเด็กในการใช้ชีวิตในสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ในชีวิตจริงทั้ง soft skill, AI และคุณธรรมอันดีงาม ผ่านกิจกรรมเกมโชว์ และ Workshop ต่างๆ เพื่อจุดประกายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ในการเป็น Smart kids Happy future

ซึ่งปีนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานในเวลา 08.30 น. เพื่อเปิดห้องเรียนแห่งอนาคต ให้ทุกคนได้ร่วมมือร่วมใจ รับโอกาส ในการเรียนรู้ โดยแบ่งกิจกรรมเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 Kids Innovation Park เวทีเด็กโชว์ไอเดีย (ภายในกระทรวงศึกษาธิการ) กิจกรรมประกอบด้วย พิธีเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ 2568, การแสดงพิธีเปิด เรียนดี มีความสุขFestival, TALK SHOW พูดคุยกับดาราต้นแบบ My Idol Talk, การแสดงดนตรีของเด็กและเยาวชน, การแสดงด้าน Innovation, การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมพลังเด็ก โซนที่ 2 ห้องเรียนในฝัน โซนตกแต่งด้วยอุปกรณ์ล้ำสมัย ถูกใจเด็กๆ (บริเวณถนนราชดำเนินนอก) ประกอบด้วย บูธหน่วยงานเอกชน, จำลองห้องเรียน VR เพื่อการศึกษา และการเรียนแบบอินเตอร์แอ๊กทีฟ, บูธฐานผจญภัยสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ โซนที่ 3 โซน AI Wonderland บูธจำลองการใช้AI ในการเรียนรู้ เช่น การออกแบบ หุ่นยนต์AI ที่ช่วยทำการบ้าน (บริเวณถนนลูกหลวง) ประกอบด้วย บูธหน่วยงานเอกชน, บูธของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, รถโมบายเคลื่อนที่, บูธของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ โซนที่ 4 โซนสวนสนุกดิจิทัล เครื่องเล่นที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี(ภายในกระทรวงศึกษาธิการ) ประกอบด้วย สวนสนุกบ้านลม/เครื่องเล่น, หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

“ที่ขาดไม่ได้ ไฮไลท์ที่เด็กทุกคนจะต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง คือ กิจกรรมตามรอย…วังจันทรเกษม ปี 3 ซึ่งจะพาน้องๆ ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมา จากวังจันทรเกษมสู่กระทรวงศึกษาธิการที่ห้องพิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย และน้องๆจะมีโอกาสได้นั่งเก้าอี้ทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเก้าอี้ทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมรับเซอร์ไพรส์ของขวัญจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนละ 1 ชิ้น อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีความสนุกสนานกับการแสดงบนเวทีกลางอีกมากมาย และพบกับศิลปิน ดารา อาทิ หนุ่มน้อยวัยรุ่นแร็พเปอร์ชื่อดัง น้องสไปรท์ และร่วมพูดคุยแบบกันเองกับ โอปอล สุชาตา รองอันดับ 3 มิสยูนิเวิร์ส 2024 กับความพยายามที่ทำให้ถึงฝัน จากแรงบันดาลใจสู่เป้าหมายความสำเร็จขั้นแรกในชีวิต”

รายงานพิเศษ : ‘Adaptive Education Platform’ ออกแบบการเรียนรู้ผู้เรียนรายบุคคล

รายงานพิเศษ : ‘Adaptive Education Platform’  ออกแบบการเรียนรู้ผู้เรียนรายบุคคล

รายงานพิเศษ : ‘Adaptive Education Platform’ ออกแบบการเรียนรู้ผู้เรียนรายบุคคล

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปัญหาหนึ่งของระบบการศึกษาไทย คือ การใช้หลักสูตรแกนกลางแบบเดียวกันในการจัดการเรียนการสอนแก่เด็กทั้งประเทศ ขณะที่เด็กมีทักษะพื้นฐานและความสามารถในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน จึงเกิดปัญหาเด็กเรียนไม่ทันกันในชั้นเรียน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดอ่อนของตนเองอยู่ตรงไหน สุดท้ายเด็กอาจรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเรียนรู้และหลุดออกจากระบบการศึกษาในที่สุด

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา Adaptive Education Platform แพลตฟอร์มให้บริการ e-learning ที่มีฟังก์ชันติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน พร้อมช่วยแนะนำเนื้อหาที่ควรทบทวนและศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้แบบอัตโนมัติ

ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่ายเนคเทค สวทช. เล่าว่า Adaptive Education หรือการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่ผ่านการปรับให้มีความจำเพาะกับผู้เรียนรายบุคคลกำลังเป็นเทรนด์การศึกษาในหลายประเทศชั้นนำ เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันมีความก้าวหน้าจนเอื้อให้นักพัฒนาเทคโนโลยีออกแบบ Adaptive Education Platform รูปแบบต่างๆ มาให้บริการติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านระบบอีเลิร์นนิงแบบรายบุคคล เพื่อวิเคราะห์จุดที่อาจเป็นปัญหาในการเรียนรู้ และแนะนำเนื้อหาที่ควรทบทวนหรือควรศึกษาเพิ่มเติมตามหลักคิด Adaptive Education แบบอัตโนมัติได้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้นอกจากจะทำหน้าที่เป็นโค้ชส่วนบุคคลให้แก่ผู้เรียนได้แล้ว ยังเป็นผู้ช่วยที่ทำให้ครูและอาจารย์ทำงานด้านการติดตามคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเวลาที่น้อยลง

ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้ระบบการศึกษาไทยเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพนี้ ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ออกแบบ Adaptive Education platform เพื่อให้บริการแก่ครูและอาจารย์ในประเทศไทย โดยปัจจุบันภายใต้แพลตฟอร์มนี้มีเทคโนโลยีติดตามกระบวนการเรียนรู้ผ่านระบบอีเลิร์นนิงที่พร้อมให้บริการแล้ว 3 เทคโนโลยี ได้แก่ 1.BookRoll เทคโนโลยีติดตามการอ่านเอกสารสื่อการเรียนรู้ที่เป็นไฟล์ PDF เพื่อระบุว่าผู้เรียนใช้เวลาอ่านเนื้อหาส่วนไหนมากเป็นพิเศษ มีการขีดเน้นส่วนสำคัญและส่วนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจไว้ตรงจุดไหนบ้าง, 2.KidBright Simulator เทคโนโลยีติดตามการเรียนรู้ทักษะโค้ดดิ้ง (coding) ผ่านการฝึกเขียนโค้ดในรูปแบบบล็อก (Blockly) โดยระบบจะติดตามความเร็วในการต่อบล็อกแต่ละส่วน จุดที่นำบล็อกออกแล้วต่อใหม่ รวมถึงช่วยนับจำนวนบล็อกที่ใช้ต่อทั้งหมด ซึ่งการติดตามทั้งหมดนี้จะช่วยประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์และความเข้าใจเรื่องการเขียนโค้ดของผู้เรียนได้ และ 3.Abdul for Education เทคโนโลยีติดตามการตอบคำถามในระบบแชตบอตเพื่อวัดความเข้าใจ ระบบจะติดตามว่าคำตอบที่ผู้เรียนเลือกหรือพิมพ์ตอบนั้นถูกต้องหรือแสดงถึงความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนหรือไม่ ด้วยเครื่องมือทั้งหมดนี้จะช่วยให้ทั้งผู้เรียน ผู้สอน รวมถึงผู้ออกแบบเนื้อหาทราบถึงปัญหาที่ผู้เรียนกำลังเผชิญได้ทันที และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีแผนที่จะพัฒนาเทคโนโลยีติดตามการเรียนรู้ผ่านคลิปวีดีโอเพิ่มเติมด้วย

“หากในอนาคตผู้ออกแบบเนื้อหาจัดทำโครงสร้างของเนื้อหาตลอดหลักสูตรอย่างละเอียดและนำโครงสร้างเหล่านั้นเข้าสู่แพลตฟอร์ม ก็จะเอื้อให้แพลตฟอร์มแนะนำให้ผู้เรียนทราบโดยอัตโนมัติว่าจากปัญหาที่ผู้เรียนกำลังเผชิญควรทบทวนหรือศึกษาเพิ่มเติมเรื่องใด เช่น ผู้เรียนกำลังฝึกทำโจทย์วิชาภาษาอังกฤษเรื่อง error identification ซึ่งจากการตอบคำถามของผู้เรียนทำให้ระบบพบว่าผู้เรียนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเนื้อหาเรื่อง past tense และ past perfect tense อย่างมีนัยสำคัญ ระบบก็จะแนะนำเนื้อหาทั้ง 2 ส่วนนี้ให้ผู้เรียนใช้ทบทวนใหม่โดยอัตโนมัติ”

ดร.เสาวลักษณ์ เล่าว่า Adaptive Education Platform ผ่านการออกแบบเพื่อช่วยลดเวลาการติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบรายบุคคล ดังนั้นระบบทั้งหมดจึงเป็นระบบอัตโนมัติ เมื่อครูหรืออาจารย์นำสื่อการเรียนรู้เข้าสู่แพลตฟอร์ม แล้วส่งลิงก์ของเนื้อหาให้ผู้เรียนทุกคนใช้เข้าสู่ระบบเพื่อเริ่มกิจกรรมการเรียนรู้ ระบบจะติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนรายบุคคลแบบอัตโนมัติ และสรุปผลการเรียนรู้ให้ทั้งผู้เรียนและผู้จัดการเรียนการสอนทราบทันทีในรูปแบบแดชบอร์ด (dashboard) วิเคราะห์และสรุปผล

“การจัดการเรียนรู้แบบอีเลิร์นนิงผ่าน Adaptive Education Platform นำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งเป็นเครื่องมือจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน เป็นการบ้าน และเป็นโจทย์การเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตัวเองนอกเวลาในชั้นเรียน ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้สอน ซึ่งจุดเด่นของระบบอีเลิร์นนิงคือ ผู้เรียนใช้ศึกษาหรือทบทวนซ้ำด้วยตัวเองได้ตลอดเวลา และยังเอื้อให้ผู้เรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพได้ด้วย”

ปัจจุบันทีมวิจัยเริ่มนำระบบ Adaptive Education Platform ไปทดสอบให้บริการแก่อาจารย์และนักเรียนจำนวน 600 คน ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดระยอง
ชลบุรี และฉะเชิงเทราแล้ว โดยหลักสูตรที่ให้บริการขณะนี้มี 2 หลักสูตร คือ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและการฝึกทักษะโค้ดดิ้งโดยทั้งสองหลักสูตรได้รับการสนับสนุนจาก EEC

“นอกจากนี้ทีมวิจัยกำลังดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานด้านการศึกษาของประเทศไทย เช่น สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในการนำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสอนและการเรียนให้แก่ครู อาจารย์ นักเรียน และนักศึกษาไทย โดยทีมวิจัยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนด้านการขยายผล เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทยมากที่สุด” ดร.เสาวลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย


SCOOP@NAEWNA.COM

สดร.ชวนเที่ยวงานมหกรรมดาราศาสตร์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี 11 ม.ค.นี้

สดร.ชวนเที่ยวงานมหกรรมดาราศาสตร์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี 11 ม.ค.นี้

สดร.ชวนเที่ยวงานมหกรรมดาราศาสตร์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี 11 ม.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “NARIT AstroFest 2025” มหกรรมดาราศาสตร์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี ในวันเด็กแห่งชาติ 2568 วันเสาร์ที่ 11 มกราคมนี้ชวนน้องๆ หนูๆ มาตะลุยโลกดาราศาสตร์ กับหลากหลายกิจกรรมตลอดวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ เรียนรู้และสนุกกับนิทรรศการดาราศาสตร์ ท้องฟ้าจำลองฟูลโดมดิจิทัลรอบพิเศษ พร้อมเพลิดเพลินเดินชมนิทรรศการดาราศาสตร์ ส่องดาวผ่านกล้องโทรทรรศน์ช่วงกลางคืน ที่ยกขบวนจัดพร้อมกัน5 แห่งทั่วประเทศ ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธรเชียงใหม่ และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา สงขลา ตั้งแต่ 09.00-22.00 น. เข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยแต่ละแห่งมีกิจกรรมพิเศษที่น่าสนใจ ดังนี้

อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร เชียงใหม่ กับกิจกรรม Open House เปิดบ้านห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีดาราศาสตร์ ปีนี้เปิดโซนใหม่ครั้งแรกที่น้องๆ จะได้ชมห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีอวกาศที่ใช้ทดสอบและประกอบดาวเทียมฝีมือคนไทย พร้อมตื่นตาตื่นใจกับหลากหลายนวัตกรรมต้นแบบจากงานพัฒนาเทคโนโลยี และวิศวกรรมดาราศาสตร์ขั้นสูง อาทิ ระบบควบคุมกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติ ฐานกล้องโทรทรรศน์ติดตามวัตถุท้องฟ้าความแม่นยำสูง กล้องถ่ายภาพทั่วท้องฟ้าและวิเคราะห์สภาพอากาศ เครื่องเคลือบกระจกกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ กระทบไหล่วิศวกรและนักดาราศาสตร์ตัวจริงเสียงจริงกับดินแดนแห่งงานวิจัยดาราศาสตร์ นอกจากนี้ยังเปิดโซนดาราศาสตร์สำหรับเด็กและครอบครัว ชวนมาสร้างสรรค์ยานอวกาศจำลองกับภารกิจพิชิตดาวอังคาร Mars Landing ใครหิวเรามี Star Market สารพันสินค้าอาหารในธีมดาราศาสตร์ให้อิ่มอร่อยตลอดทั้งวันกับ ส่วนช่วงค่ำชวนมานั่งปิกนิกชมดาวเคล้าลมหนาวและเสียงดนตรี พร้อมลุ้นรับกล้องโทรทรรศน์กลับบ้านกันฟรีๆ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 084-0882261  

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา เยาวชนคนโคราชและใกล้เคียง เตรียมพบกับหลากหลายกิจกรรมดาราศาสตร์อันเหนือคาด อาทิ ทะลุจักรวาล ดาวหาง…ฮัลแน่ อวกาศช็อตฟีล ยูโรปามาค่ะซิส! และพาเหรดมินิเกมบนเวทีตลอดทั้งวัน ช่วงค่ำพบกับการผจญภัยไขความลับแห่งดวงดาวในป่าเรืองแสง ท่องนิทรรศการยามค่ำคืน ชมดาวเคล้าเสียงดนตรี อิ่มอร่อยกับตลาดนัดธีมอวกาศ Star Market ลุ้นรับของที่ระลึกพิเศษแบบฉ่ำตลอดทั้งงาน สอบถามเพิ่มเติม โทร. 086-4291489 

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ ขอนแก่น เหล่าตัวเล็กดินแดนอีสานเหนือเตรียมตัวให้พร้อม หอดูดาวภูมิภาคขอนแก่น เปิดบ้านยกขบวนกิจกรรมดาราศาสตร์ในวันเด็กแห่งชาติอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรก! สนุกกับการผจญภัยในฐานกิจกรรม อาทิ Kid & Family Zone กิจกรรมดาราศาสตร์สำหรับครอบครัว ช่วงค่ำชวนมาดูดาว
พลางแชะ แชร์ เช็คอิน เก็บภาพความประทับใจกับบอลลูนดวงจันทร์ยักษ์ โซนเรืองแสง และลุ้นรางวัลกับเกมบิงโกดาราศาสตร์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 063-8921854

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ ฉะเชิงเทรา ชวนสำรวจและไขความลับดาราศาสตร์กับกิจกรรม “อะไรอยู่ในหอดูดาว?” และนานากิจกรรมดาราศาสตร์มหาสนุก อาทิ จรวดขวดน้ำ สไลม์อวกาศ บิงโกดาราศาสตร์ ตื่นตากับเทศกาลว่าวหรรษาดาราศาสตร์ ท้าประลองฝีมือกับกิจกรรมลูกข่างอวกาศ ชมการแสดงวิทยาศาสตร์ Science Show ช่วงค่ำร่วมผจญภัยในดินแดน Glow in the dark ปิ้งข้าวโพด และมาร์ชเมลโลสไตล์ชาวแคมป์ พร้อมปิดท้ายค่ำคืนด้วยกิจกรรมขับขานนิทานดาวผ่านท้องฟ้าจริง สอบถามเพิ่มเติม โทร. 084-0882264

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา ยกทัพกิจกรรมสำหรับเด็กๆ จัดเต็มบนเขารูปเช้าใจกลางเมืองสงขลา สายนักประดิษฐ์เตรียมตัวมาสร้างและส่งจรวดสู่ดวงจันทร์ แข่งขันเครื่องบินพลังยาง บังคับหุ่นยนต์บนพื้นผิวดาวอังคาร สังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ เล่นเกมบิงโกดาราศาสตร์ และโซนสนุกสำหรับเด็ก Kids Zone เติมสีแต่งฝันกับการเรียนรู้ดาราศาสตร์ผ่านงานศิลปะ ช่วงค่ำชวนมาเก็บภาพความประทับใจกับดวงจันทร์ ดาวพฤหัสบดี และโซน Glow in the Dark จากนั้นร่วมชิงชัยในสนามประลองปัญญากับเกม Astronomy Davinci พร้อมด้วยเวิร์กช็อปและเกมอีกมากมายลุ้นรับของที่ระลึกสุดพิเศษตลอดงาน สอบถามเพิ่มเติม โทร. 095-1450411

ศาลยุติธรรม ร่วมมือ สวทช. นำ AI สนับสนุนภารกิจศาลฯ ลดระยะเวลาการพิจารณาคดี

ศาลยุติธรรม ร่วมมือ สวทช. นำ AI สนับสนุนภารกิจศาลฯ  ลดระยะเวลาการพิจารณาคดี

ศาลยุติธรรม ร่วมมือ สวทช. นำ AI สนับสนุนภารกิจศาลฯ ลดระยะเวลาการพิจารณาคดี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานศาลยุติธรรม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนภารกิจศาลยุติธรรม โดยมีนายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานการลงนามความร่วมมือ เพื่อพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับการสนับสนุนภารกิจของศาลยุติธรรมในการเสริมสร้างประสิทธิภาพการพิจารณาคดีและการบริหารงานยุติธรรมให้ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ T เปลี่ยนผ่านสู่อนาคต (Transformation) โดยมี ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช.และ นายภพ เอครพานิช รองเลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม ณ อาคารสำนักงานศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า การ MOU ครั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติในด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางด้านอุตสาหกรรมและบริการดิจิทัล ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ และแผนยุทธศาสตร์ พ.ศ.2565-2568 ยุทธศาสตร์ T เปลี่ยนผ่านสู่อนาคต (Transformation) ซึ่งมีเป้าหมายในการเสริมสร้างการอำนวยความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิของประชาชนด้วยระบบดิจิทัล ผ่านการพัฒนาระบบการใช้เทคโนโลยีที่อาศัยปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ในศาลยุติธรรม และสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดี และบริการจัดการ การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ยังรวมถึงการร่วมกันสนับสนุนและจัดหาคลังข้อมูลเกี่ยวกับศาลยุติธรรมสำหรับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่มีบทบาทในการเสริมประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมสนับสนุนภารกิจและงานต่างๆ ของศาลยุติธรรม เพื่อลดขั้นตอน ลดระยะเวลา การเชื่องโยงข้อมูล การสืบค้นข้อมูลคำสั่ง และคำพิพากษาของศาล ควบคู่ไปกับระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสม และเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการให้บริการประชาชน

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า เนคเทค สวทช. จะได้นำองค์ความรู้และงานวิจัยทางด้าน AI มาใช้ในการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ให้สามารถตอบสนองความต้องการสนับสนุนภารกิจหลักของศาลยุติธรรม ได้แก่ ระบบช่วยร่างคำฟ้อง, ระบบค้นหาและเข้าถึงข้อมูลในวีดีโอ, ระบบถาม-ตอบข้อมูลของศาล, ระบบถอดความการพิจารณาคดี Onsite และ Online, ระบบแนะนำกระบวนการดำเนินการในศาล, ระบบสืบค้นข้อมูลทางวิชาการผ่านระบบ RAG (Retrieval Augmented Generation) ระบบเปลี่ยนแปลงข้อมูลภาพให้เป็นตัวอักษร (Optical Character Recognition : OCR) และระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อื่นๆ สำหรับสนับสนุนภารกิจงานของศาลยุติธรรม

นอกจากนี้ เนคเทค สวทช. ยังวางแผนร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรมในการสนับสนุนและจัดการคลังข้อมูลเกี่ยวกับศาลยุติธรรม เพื่อพัฒนา AI ในรูปแบบต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน รวมถึงความร่วมมือครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้บุคลากรจากทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนความรู้ข้อมูลวิชาการและประสบการณ์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบงานและเสริมสร้างศักยภาพก่อให้เกิดประโยชน์ของแต่ละหน่วยงานต่อไป