มองเมือง..‘ผ่านเลนส์’ วิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เปิด ‘พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน’ เชื่อมโยง ‘เมือง – วิทยาศาสตร์ – ชีวิตประจำวัน’

มองเมือง..‘ผ่านเลนส์’ วิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เปิด ‘พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน’ เชื่อมโยง ‘เมือง - วิทยาศาสตร์ - ชีวิตประจำวัน’

มองเมือง..‘ผ่านเลนส์’ วิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เปิด ‘พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน’ เชื่อมโยง ‘เมือง – วิทยาศาสตร์ – ชีวิตประจำวัน’

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิด “พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน” (Night at the Museum) 2568 โดยมี .ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และ .ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน  ลานอะตอม คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ

.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ความสำคัญและความพิเศษของพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีคือการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชน ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอผลงานทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนได้รับประสบการณ์ตรงที่สนุกสนาน วิทยาศาสตร์อยู่รอบตัว แนวคิดการจัดงานคือ”มองเมืองผ่านเลนส์วิทยาศาสตร์” เป็นการผสมผสานความรู้และความสนุกสนานเข้าด้วยกัน

รศ.ดร.วิเชฏฐ์ คนซื่อ หัวหน้าภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวเสริมว่า ไฮไลท์สำคัญของนิทรรศการคือการนำเสนอเรื่องราวของปูราชินี ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดเดียวในประเทศไทยที่ได้รับพระราชทานพระนามาภิไธย สิริกิติ์ เป็นชื่อสายพันธุ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเป็น พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ”  นิทรรศการยังมีการจัดแสดงกบทูดซึ่งเป็นสัตว์ที่พระองค์ท่านทรงอนุรักษ์ไว้เพื่อให้คู่กับประเทศไทยด้วย 

พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน” (Night at the Museum) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด มองเมืองผ่านเลนส์วิทยาศาสตร์ เพื่อให้สาธารณชนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเมือง วิทยาศาสตร์ และชีวิตประจำวัน ผ่านการอธิบายปรากฏการณ์ในสังคมเมืองด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสื่อว่าวิทยาศาสตร์ช่วยให้เมืองน่าอยู่และยั่งยืนได้อย่างไร  

การจัดงาน “พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน” ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน “Night at the Museum” ประจำปี 2568 เป็นการรวมพิพิธภัณฑ์ของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ให้ชมยามค่ำคืน ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาฯ นำเสนอนิทรรศการ กู้โลก – Chamber Secret” ถ่ายทอดความลับของระบบนิเวศและบทบาทของสิ่งมีชีวิต เช่น ปูราชินี ซึ่งเป็นปูที่หาได้ยาก ค้นพบโดยอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง , นิทรรศการ “Geo-Lens มองโลกใหม่ด้วยสายตานักธรณีวิทยา” นำเสนอหิน แร่ ฟอสซิล และภูมิประเทศผ่านอุปกรณ์หลากหลาย ตั้งแต่เลนส์ขยายถึงกล้องจุลทรรศน์ พร้อมภาพถ่ายธรรมชาติระดับโลกและตัวอย่างจริง , พิพิธภัณฑ์พืช ศ.กสิน สุวตะพันธุ์ นำเสนอนิทรรศการ พืชเพื่อชีวิตดี๊ดี (Plant for a Better Life)” นำเสนอการใช้ประโยชน์จากพืชด้านอาหาร สมุนไพร และมิติทางวัฒนธรรมตามหลักวิทยาศาสตร์ , พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ศ.ศักดา ศิริพันธุ์ฯ นำเสนอนิทรรศการ “Through the Lens” ชุดภาพถ่าย Faces of Bangkok และการเดินทางของแสงผ่านเลนส์ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจเทคโนโลยีการมองเห็นและศิลปะการถ่ายภาพ

นอกจากนี้ยังมีการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ปูราชินี โดยภาควิชาชีววิทยา พระพันปีหลวง ผู้ชุบชีวิต ผ้าไทย โดยภาควิชาวัสดุศาสตร์ ยาดมไทย : เปลี่ยนผ่านภูมิปัญญา สู่มาตรฐานสากลโดยภาควิชาจุลชีววิทยา และภาควิชาพฤกษศาสตร์ และ “Mona Lisa: Night Light Scan” โดยศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์งานศิลปะ (SCICCA)

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายพิพิธภัณฑ์สังกัดมิวเซียมสยามและร่วมโครงการ Muse Pass มาตั้งแต่ปี 2559 ต่อมาพัฒนาเป็น Thailand Museum Pass ในปี 2562 และร่วมจัดงาน เทศกาลชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน (Night at the Museum)” เป็นประจำทุกปี โดยในปี 2567 ที่ผ่านมามีผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ของคณะวิทยาศาสตร์ตลอดสามคืนที่จัดงานมากกว่า 10,000 คน 

ตามรอย ‘เจ้าฟ้านักอนุรักษ์’ จากยอดเขาถึงใต้ทะเล เปิดตัว ‘SIRIN MUSEUM’ แหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อม

ตามรอย ‘เจ้าฟ้านักอนุรักษ์’ จากยอดเขาถึงใต้ทะเล เปิดตัว 'SIRIN MUSEUM' แหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อม

ตามรอย ‘เจ้าฟ้านักอนุรักษ์’ จากยอดเขาถึงใต้ทะเล เปิดตัว ‘SIRIN MUSEUM’ แหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดพิธีเปิดตัว Soft Opening “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์” (SIRIN MUSEUM) อย่างเป็นทางการ ภายใต้งบประมาณกว่า 350 ล้านบาท ชูแนวคิด “ตามรอยเจ้าฟ้านักอนุรักษ์ จากยอดเขาถึงใต้ทะเล” มุ่งเป้าเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อมที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยมี นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รศ.ดร.สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี รองอธิการบดีฝ่ายแผนยุทธศาสตร์และธรรมภิบาล เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมบุษราคัม อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฯ

.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวลเปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่กว่า 9,545 ไร่ ให้เป็น อุทยานการศึกษาเฉลิมพระเกียรติ” เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสนองงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานนามว่า อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์” เมื่อปี 2564

ล่าสุดได้รับการจัดอันดับจาก UI Green Metric World University Rankings 2025 ให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว อันดับ 1 ของภาคใต้ (6 ปีซ้อนอันดับ 6 ของไทย และอันดับ 82 ของโลก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน อธิการบดี มวล. กล่าว

นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า SIRIN MUSEUM ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวนครศรีธรรมราชและภาคใต้ เป็นการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่มีมาตรฐานสากล เชื่อมั่นว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้สนใจ สร้างประโยชน์ด้านการศึกษาและเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ด้าน รศ.ดร.สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี ได้บอกเล่าถึงความพิเศษของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ที่เปรียบเสมือนบันทึกการเดินทางของธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด ตามรอยเจ้าฟ้านักอนุรักษ์ จากยอดเขาถึงใต้ทะเล โดยที่นี่จะพาทุกคนไปสัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรไทย ผ่านการจัดแสดงผลงานวิจัยของ มวล. และเครือข่าย อพ.สธ. ที่ร้อยเรียงผ่าน 8 ห้องจัดแสดง เริ่มต้นตั้งแต่ความยิ่งใหญ่ของ เขาหลวง ไหลลงสู่ ลุ่มน้ำปากพนัง ไปจนถึง ชายฝั่งและอ่าวไทย” เพื่อให้เห็นภาพรวมของระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอย่างน่าสนใจ

สำคัญที่สุด คือการได้ซึมซับพระอัจฉริยภาพของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสืบสานงานอนุรักษ์จากในหลวง .9 ทรงมุ่งหวังให้คนในชุมชนรู้จัก หวงแหน และนำทรัพยากรที่มีอยู่ไปพัฒนาให้เกิด “ประโยชน์แท้แก่มหาชน” อย่างยั่งยืน รศ.ดร.สุวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ (SIRIN MUSEUM) พร้อมเปิดให้บริการแก่สาธารณชนแล้ววันนี้ ผู้สนใจเข้าชมสามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ ม.วลัยลักษณ์ 

DPU จัดประชุมวิชาการระดับบัณฑิตศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 6 เผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณะในระดับชาติ

DPU จัดประชุมวิชาการระดับบัณฑิตศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 6 เผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณะในระดับชาติ

DPU จัดประชุมวิชาการระดับบัณฑิตศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 6 เผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณะในระดับชาติ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม และหลักสูตรปริญญาโท สาขาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระดับบัณฑิตศึกษาแห่งชาติ สายสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 6 ภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาประเทศไทยสู่ความยั่งยืน (Development of Thailand towards the Sustainability)” เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ในรูปแบบการประชุมออนไลน์ (Online Conference) เพื่อเปิดเวทีให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและนักวิชาการจากทั่วประเทศได้นำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณะในระดับชาติ

การประชุมครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง มีผลงานวิจัยเข้าร่วมนำเสนอจำนวน 95 ผลงาน จากเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ สะท้อนถึงความเข้มแข็งของเวทีวิชาการที่มุ่งพัฒนาความรู้ งานวิจัย และศักยภาพของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมได้รับเกียรติจาก คุณนพดล จินดาธรรม รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาขีดความสามารถการท่องเที่ยว องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชนอย่างยั่งยืนตามแนวทางของ อพท.” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงนโยบาย แนวคิด และกรณีศึกษาด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.อัศวิน แสงพิกุล ประธานการจัดประชุมฯ กล่าวว่า การประชุมวิชาการเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา โดยการที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ให้ความสำคัญกับเวทีวิชาการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงบทบาทของคณะในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศผ่านองค์ความรู้และงานวิจัยที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังคงมุ่งมั่นจัดเวทีประชุมวิชาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพหลักสูตรระดับมหาบัณฑิต สร้าง “Potentialigence”  ให้แก่นักศึกษา และบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกับหน่วยงานระดับชาติ เพื่อนำไปสู่การสร้างคุณค่าใหม่ (Value Creation) และบริการที่มีมูลค่าสูง (High Value Service) ให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานดอกไม้-สิ่งของ แก่ทหารบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานดอกไม้-สิ่งของ แก่ทหารบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานดอกไม้-สิ่งของ แก่ทหารบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.54 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบให้กำลังพลที่บาดเจ็บจากชายแดนไทย–กัมพูชา แบะทรงรับกำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ 

วันที่  22 ธันวาคม  2568  เวลา 11.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ สิบเอก ดำรงเดช พุทธศรี สิบเอก บุญโชค จาดจร  สิบเอก จักรพันธ์ กระจ่างใจ พลทหาร เทวรรณ์ แพนพัด อาสาสมัครทหารพราน มงคล ประครองใจ และอาสาสมัครทหารพราน พรานทอง ดินจันทร์ กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล  ณ  โรงพยาบาลปราสาท อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์  

    ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับกำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลอย่างหาที่สุดมิได้
 

คณะสงฆ์ ประชาชน คณะบุคคลถวายพวงมาลาและกราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะสงฆ์ ประชาชน คณะบุคคลถวายพวงมาลาและกราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะสงฆ์ ประชาชน คณะบุคคลถวายพวงมาลาและกราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.17 น.

คณะสงฆ์และสามเณร คณะสงฆ์ ประชาชน คณะบุคคลถวายพวงมาลาและกราบสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

22  ธ.ค.2568 ตามที่สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น. ในวันนี้มีประชาชนจากทั้งในกรุงเทพฯและจังหวัดต่างๆพร้อมใจแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์ทยอยผ่านจุดคัดกรองที่ท้องสนามหลวงและทยอยมายังจุดพักคอยที่อุโมงค์ถนนหน้าพระลาน ผ่านประตูมณีนพรัตน์ เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง อย่างต่อเนื่อง

โดยมีเจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆร่วมปฏิบัติหน้าที่ดูแลให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิลแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการน้ำดื่ม บริการ”ชัตเตอร์ บัส” รับ-ส่ง บริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ไปยังท้องสนามหลวง

นอกจากนี้ มีคณะบุคคลจากจังหวัดสุโขทัย, จ.สุพรรณบุรี, จ.หนองบัวลำภู,  และมีคณะจากหน่วยงานต่าง ๆทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น กลุ่มบริษัทเอสซีบีเอกซ์ นำโดย นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และนายกกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)  นำคณะกรรมการ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)พร้อมผู้บริหารในกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ , คณะครูและนักเรียน โรงเรียนจิตรลดา คณะที่ 1 ถึงคณะที่ 3, คณะผู้บริหาร บริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น แอลที(ไทยแลนด์) จำกัด, คณะครูและนักเรียนโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง“ จ.ปทุมธานี,  กลุ่มบริษัท CDG Group, มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่ คณะที่ 1 และคณะที่ 2, สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา, คณะครูและนักเรียน โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, บริษัทโชคอรุณ ฟรุ๊ตแอนด์ฟลาวเวอร์, โรงเรียนเสนาธิการทหารเรือ, โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม กรุงเทพฯ, คณะครูและนักเรียนโรงเรียนวัดลาดเป้ง จ.สมุทรสงคราม, ผู้บริหารและข้าราชการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, พระครูไพศาล รัตโนบล เจ้าอาวาสวัดป่ามุจลินท์ (สวนจิก) อ.กระนวน จ.ขอนแก่น พร้อมคณะสงฆ์และญาตโยม, คณะพระสงฆ์และสามเณร วัดพระธาตุหมื่นหิน จ.กาฬสิน  ที่อุปสมบทและบรรพชา 11-25 ธ.ค 2568 ถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระพันปีหลวง เป็นต้น  เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยรักและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับประการเพื่อความผาสุขของพสกนิกรชาวไทยตลอดมา
 

จุฬาฯทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ กษัตริย์จิกมี-พระราชินี แห่งภูฏาน

จุฬาฯทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ กษัตริย์จิกมี-พระราชินี แห่งภูฏาน

จุฬาฯทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ กษัตริย์จิกมี-พระราชินี แห่งภูฏาน

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.48 น.

จุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  “กษัตริย์จิกมี-พระราชินี” แห่งภูฏาน

22 ธ.ค.68 เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏานเสด็จจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โดยมี ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ พร้อมด้วยผู้บริหารมหาวิทยาลัย และนิสิตภูฏานที่ศึกษาอยู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเฝ้าฯ รับเสด็จ

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก เสด็จเข้าห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยในสมุดเยี่ยม ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่สมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก เสด็จเข้าหอประชุมจุฬาฯ ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และอ่านประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณเนื่องในโอกาสที่สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 

ในโอกาสนี้ นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศแด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ในฐานะที่ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรด้วยพระราชหฤทัยตั้งมั่นอยู่บนการพัฒนาอันยั่งยืน ทรงให้ความสำคัญด้านการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ทรงดำเนินโครงการในพระราชดำริโดยให้ความสำคัญแก่เยาวชนและเด็ก ทรงเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และทรงสนับสนุนการมี ส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของประชาชนตามวิถีประชาธิปไตย และทูลเกล้าฯ ถวายปริญญา ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาแด่สมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก ในฐานะที่ทรงเป็นนักพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงมีพระปรีชาญาณ พระเมตตาและพระวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวภูฏานทั้งในด้านสุขภาวะ ความเสมอภาค การอนุรักษ์และการพัฒนา และนำพาประเทศไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ จากนั้น ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายทุนการศึกษาแก่นิสิตภูฏานแด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุกจำนวน 5 ทุน และถวายแด่สมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุกจำนวน 5 ทุน 

ในการนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระราชทานพระราชดำรัส นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึกแด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก อธิการบดีจุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึกแด่สมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก

จากนั้น สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับกรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารมหาวิทยาลัย ณ ห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ

ในการนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก ทอดพระเนตรการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมไทย-ภูฏาน ณ หอประชุมจุฬาฯ ประกอบด้วยการแสดง 3 ชุด ได้แก่

– การขับร้องและบรรเลงเพลงชาติภูฏาน และเพลงชาติไทย โดยนิสิตภูฏาน วงดุริยางค์      

– การบรรเลงเพลงโหมโรงมหาจุฬาลงกรณ์โดยวง มหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ChulaThaiYO)

– การบรรเลงและขับร้องเพลง “รัตนบริบาลร่มเย็นมาช้านานทั้ง 2 แผ่นดิน” บรรเลงโดย วง มหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ChulaThaiYO)

หลังจบการแสดง สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระราชทานช่อดอกไม้แก่  อ.วรรธนะ ตันเจริญผล ผู้ฝึกซ้อมและอำนวยเพลง วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงนักร้องประสานเสียง สโมสรนิสิตจุฬาฯ ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ฝึกซ้อมและปรับวง ChulaThaiYo และวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดี ผู้ประพันธ์เรียบเรียงเพลง “รัตนบริบาลร่มเย็นมาช้านานทั้ง 2แผ่นดิน” และปรับวง ChulaThaiYO สมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก พระราชทานช่อดอกไม้แก่นายกิตติพัชญ์ ตรีรัตน์ฤคเวท นิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ผู้แทนนักดนตรี และ น.ส.กุลนิษฐ์ เชี่ยวสกุล นิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้แทนนักแสดง

จากนั้น สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก เสด็จไปยังอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเสวยพระกระยาหารกลางวัน ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ประเทศไทยและราชอาณาจักรภูฏานมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพระราชไมตรีระหว่างราชวงศ์ของทั้งสองราชอาณาจักร เสริมด้วยความร่วมมือในระดับสถาบันและประชาชนต่อประชาชน และได้รับการเกื้อหนุนจากการมีส่วนร่วมร่วมกันในกรอบภูมิภาค BIMSTEC ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของความเคารพในแนวทางการพัฒนาที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ 

สพฐ. เร่งฟื้นการเรียนพื้นที่ชายแดน – น้ำท่วม ​พร้อมจัดมหกรรมส่งเสริมประวัติศาสตร์ฯ

สพฐ. เร่งฟื้นการเรียนพื้นที่ชายแดน - น้ำท่วม ​พร้อมจัดมหกรรมส่งเสริมประวัติศาสตร์ฯ

สพฐ. เร่งฟื้นการเรียนพื้นที่ชายแดน – น้ำท่วม ​พร้อมจัดมหกรรมส่งเสริมประวัติศาสตร์ฯ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 47/2568 โดยมีนายพิเชฐร์ วันทอง และนายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. ร่วมประชุม พร้อมผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ 

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. เปิดเผยว่า สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชายังคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสถานศึกษา โดยมีโรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอนแล้ว 1,112 แห่ง ใน 7 จังหวัด 14 เขตพื้นที่การศึกษา ขณะเดียวกันมีโรงเรียนอีก 79 แห่งถูกใช้เป็นศูนย์พักพิงร่วมกับชุมชน ซึ่งต้องทำหน้าที่ทั้งจัดการเรียนการสอนให้เด็กนักเรียน และดูแลประชาชนควบคู่กับฝ่ายปกครอง 

ด้านการจัดการเรียนการสอน สพฐ. ได้ปรับรูปแบบให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ด้วยแนวทาง “Anywhere Anytime” ทั้งการเรียนที่บ้านและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภายในศูนย์พักพิง โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ มหาวิทยาลัย ครู นักเรียน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมผ่อนปรนการวัดและประเมินผล เพื่อลดความกังวลของนักเรียนและผู้ปกครอง นอกจากนี้ ยังสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ หนังสือ และกิจกรรมเสริมต่างๆ โดยประสานความร่วมมือกับมูลนิธิสารานุกรมไทย รวมถึงสื่อด้านประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง

สพฐ. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมลงพื้นที่เพิ่มเติม โดยหากสถานการณ์คลี่คลาย จะเร่งกลับสู่การจัดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ พร้อมพิจารณาขยายวันสอบในพื้นที่เสี่ยง และจัดกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ให้เหมาะสม ควบคู่กับการปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ผ่านกิจกรรมและบทเพลงที่สร้างความผูกพันในหมู่เยาวชน ขณะเดียวกัน สพฐ. ยังให้การช่วยเหลือสถานศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย ด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนและเงินบริจาคเพิ่มเติม รวมถึงความร่วมมือจากภาคเอกชนที่มอบเงินสนับสนุนจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจำนวน 50 แห่ง

ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติ ยังมีกิจกรรมด้านการศึกษาที่พร้อมเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมส่งเสริมการเรียนการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ซึ่งจะจัดงานใหญ่ที่จังหวัดพะเยา ในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ และเตรียมขยายสู่ภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในเดือนมกราคม 2569 ต่อด้วยกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ วันที่ 10 มกราคม 2569  กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะจัดอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกิจกรรมและของรางวัลจาก สพฐโรงเรียนในสังกัด และภาคเอกชน เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดงานนวัตกรรมการศึกษา วันนักประดิษฐ์ 2569” ณ ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา เพื่อส่งเสริมการพัฒนาครู บุคลากร และระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต

‘Thailand SRI Index 2025’ เข็มทิศนำทางเศรษฐกิจเล่มใหม่ ยกระดับการแข่งขัน – พัฒนาดัชนีระบบ ววน.

‘Thailand SRI Index 2025’ เข็มทิศนำทางเศรษฐกิจเล่มใหม่ ยกระดับการแข่งขัน - พัฒนาดัชนีระบบ ววน.

‘Thailand SRI Index 2025’ เข็มทิศนำทางเศรษฐกิจเล่มใหม่ ยกระดับการแข่งขัน – พัฒนาดัชนีระบบ ววน.

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และธนาคารโลก (World Bank) คิกออฟความร่วมมือครั้งสำคัญในงาน ทิศทางวิจัย x นวัตกรรมไทย 2569 : Thailand SRI Index 2025’ มุ่งพัฒนา ‘ดัชนีระบบ ววน.ของไทย’ ให้เป็นเข็มทิศนำทางเศรษฐกิจเล่มใหม่ของประเทศ ที่ไม่เพียงกำหนดเป้าหมายการลงทุนด้านนวัตกรรมได้อย่างแม่นยำ แต่ยังเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาคมวิจัย ให้ก้าวไปในทิศทางเดียวกัน 

โดย .สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปิดเผยว่า การจัดทำ SRI Index 2025 หรือ ดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย 2568 ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สกสว. สอวช. และธนาคารโลก เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการ วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน และติดตามความก้าวหน้าจากปีที่ผ่านมา ผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.ผลกระทบจากนวัตกรรม 2.ความร่วมมือและการเชื่อมโยง 3.การใช้ประโยชน์จากผลงาน 4.ผลผลิตทางปัญญา และ 5.การลงทุนด้าน ววน. โดยภาพรวมคะแนนสุขภาพระบบ ววน. ของไทยปีนี้อยู่ที่ 7.77 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเพียง 0.04 จากปัจจัยภายนอก ซึ่งแม้จะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะผลักดันให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

สำหรับก้าวต่อไปในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปี 2569 คือ เงินทุนงานวิจัยกำลังคนผลลัพธ์ ให้สอดประสานกัน โดยมีวาระเร่งด่วน คือ การส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ ด้วยการเปิดกว้างโอกาสและสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย และการขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะในมิติของกองทุนและทุนวิจัยร่วม เพื่อให้ผลงานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ

สอดคล้องกับ นายแซงบู คิม รองประธานฝ่ายดิจิทัลและAI ธนาคารโลก ที่ระบุว่า การที่ภาครัฐมีหน่วยงานอย่าง สกสว. ถือเป็นจุดแข็งสำคัญ เพราะ สกสว. มีบทบาทในการเชื่อมโยงระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกับการพัฒนาเศรษฐกิจจริง ผ่านการกำหนดทิศทางการลงทุนวิจัย การออกแบบทุนที่เน้นการใช้ประโยชน์ และการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลตลาดต่างๆ บทบาทเช่นนี้ช่วยให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัลไม่หยุดอยู่ในห้องทดลอง แต่ถูกนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และแพลตฟอร์มใหม่ที่สร้างตลาดและโอกาสการจ้างงานในเศรษฐกิจดิจิทัล

ด้าน .สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ระบบ ววน. ไทย วันนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางนโยบาย แต่ คือรากฐานความมั่นคงที่เปลี่ยน “ความรู้ ให้เป็น คุณค่า” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน การผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง สกสว. สอวช. ธนาคารโลก รวมถึงพลังของ 9 PMU จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยพัฒนาและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ทัดเทียมเวทีโลก ซึ่งผลลัพธ์จากการดำเนินงาน จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยวางรากฐานสำหรับอนาคตของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

จุดประกายเยาวชน สร้างสรรค์ศิลปะเปลี่ยนโลก ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใช้งานได้จริง ปลุกกระแสสังคมให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

จุดประกายเยาวชน สร้างสรรค์ศิลปะเปลี่ยนโลก ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใช้งานได้จริง ปลุกกระแสสังคมให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

จุดประกายเยาวชน สร้างสรรค์ศิลปะเปลี่ยนโลก ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใช้งานได้จริง ปลุกกระแสสังคมให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี จัดกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ภายใต้มูลนิธิทีทีบี มุ่งมั่นจุดประกายเยาวชนผ่านการสร้างสรรค์ศิลปะ สานต่อโครงการ “Help Kids Make REAL Change” คัดเลือกผลงานศิลปะของเด็กไฟ-ฟ้า จากกิจกรรมเวิร์กชอป รักษ์โลก แล้วโลกจะกลับมารักเรา” ปลุกพลังสร้าง Make REAL Change เปลี่ยนโลกผ่านผลงานศิลปะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง อาทิ แก้วน้ำ กระเป๋า หรือร่ม เพื่อจำหน่ายนำรายได้ไปสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้สังคมหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 

ศิลปิน กนกวรรณ วงษ์หิรัญ หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ Sleepy Mint เจ้าของคาแรกเตอร์ “Monie” (โมนี่)” มาจัดเวิร์กชอปให้กับเด็กไฟ-ฟ้า เพื่อสร้างสรรค์ผลงานคาแรกเตอร์ในจินตนาการของน้องๆ ที่เป็นรูปแบบของตัวเอง ภายใต้คอนเซปต์ รักษ์โลก แล้วโลกจะกลับมารักเรา” กล่าวว่า การใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นวิธีที่เข้าถึงง่าย สนุกสนาน และมีประสิทธิภาพในการปลุกกระแสรักษ์โลก ซึ่งเวิร์กชอป รักษ์โลก แล้วโลกจะกลับมารักเรา ไม่ได้จบลงแค่ในห้องเวิร์กชอป แต่ผลงานที่สร้างสรรค์โดยเด็กไฟ-ฟ้า ได้ถูกนำไปต่อยอด เป็นของพรีเมียมเพื่อจำหน่ายด้วย สะท้อนให้สังคมเห็นว่าศิลปะไม่ได้จำกัดแค่บนกระดาษหรือผืนผ้าใบในขณะเดียวกันยังมีคุณค่าในมุมอื่นๆ ที่นำไปเพิ่มมูลค่าได้อีก เช่น ของขวัญพรีเมียม หรือ Art Toy เป็นต้น

อยากให้น้องๆ มีพื้นที่สร้างสรรค์ผลงานและนำความรู้ไปต่อยอด ได้จริงในชีวิต พร้อมผลักดันโอกาสให้เข้าถึงแบบเปิดกว้าง ไม่ถูกจำกัดแค่เด็กบางกลุ่ม ซึ่งมิ้นท์ได้มีส่วนร่วม ในการจัดเวิร์กชอปสอนเด็กๆ รวมถึงช่วยดูการจัดวางและ ต่อยอดลายเส้นคาแรกเตอร์น้องโลกบนของขวัญพรีเมียมถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก เวิร์กชอปในครั้งนี้มิ้นท์ตั้งใจถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริงให้เด็กๆ เข้าใจง่าย ซึ่งก็ได้รับฟีดแบคจากเด็กๆ ว่าชอบและสนุกมาก สิ่งที่มิ้นท์อยากฝากถึงเด็กทุกคน ถ้ามีความฝันอย่ารอช้า ลงมือทำเลย ค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ แม้ครั้งแรกจะทำได้ไม่ดีพอ อย่าท้อ อยากให้มองเป็นโอกาสในการพัฒนาที่จะทำให้เราเติบโตต่อไป” Sleepy Mint กล่าว

อีกหนึ่งเสียงจากเจ้าของผลงานลายคาแรกเตอร์น้องโลกที่ได้รับคัดเลือกนำไปสร้างสรรค์เป็นของพรีเมียม น้องบ๊วย” ศศิประภา สุธรรมมา เด็กไฟ-ฟ้า คลาสวาดเส้นและคลาสเต้น ศูนย์ไฟ-ฟ้าสมุทรปราการ บอกว่า เข้ามาเป็นเด็กไฟ-ฟ้า เพราะอยากพัฒนาฝีมือการวาด และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำในโรงเรียน ซึ่งการออกแบบคาแรกเตอร์น้องโลกมีแรงบันดาลใจมาจากทะเลและป่าไม้ สะท้อนผ่านภาพโลกที่คอยโอบอุ้มเมล็ดพันธุ์พืชด้วยความรักและความอบอุ่น เพื่อเป็นตัวแทนของความปรารถนา ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและอากาศดีๆ ของโลก เพิ่มเติมด้วยรายละเอียดน่ารักๆ เช่น ดอกไม้ ปลา ปะการัง และกังหัน ซึ่งเหล่านี้เป็นตัวแทนของความสวยงามและความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ 

รู้สึกภาคภูมิใจ ตื้นตัน และดีใจมาก เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผลงานถูกนำไปเป็นสิ่งของจับต้องได้ และมีคนเห็นคุณค่า อยากให้ทุกคนใช้ของพรีเมียมของทีทีบีกันเยอะ  ทั้งกล่องข้าว และกระบอกน้ำลายน่ารัก  ที่ใช้ซ้ำได้ เพื่อช่วยกันดูแลโลกอีกทางหนึ่ง ซึ่งการเข้าร่วมเวิร์กชอปในคลาสครูมิ้นท์ ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่  มากมาย เช่น การจัดวางองค์ประกอบ การเลือกใช้สีสร้างความโดดเด่น โดยสิ่งที่ท้าทายคือ ความยากในการออกแบบคาแรกเตอร์ให้ไม่ซ้ำใคร และมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง น้องบ๊วยกล่าวทิ้งท้าย

LEO จับมือ มรภ.สวนสุนันทา ปั้นนักศึกษาทุนคุณภาพด้านโลจิสติกส์รุ่นที่ 3 พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย

LEO จับมือ มรภ.สวนสุนันทา ปั้นนักศึกษาทุนคุณภาพด้านโลจิสติกส์รุ่นที่ 3 พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย

LEO จับมือ มรภ.สวนสุนันทา ปั้นนักศึกษาทุนคุณภาพด้านโลจิสติกส์รุ่นที่ 3 พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (LEO) และวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (SSRU) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในโครงการ “ผลิตบัณฑิตปริญญาตรี สาขาวิชาการจัดการซัพพลายเชนธุรกิจ แขนงวิชาธุรกิจพาณิชยนาวี” มุ่งสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ให้พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมี ผศ.ดร.ชณิชา หมอยาดี คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และนายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  LEO ร่วมลงนาม พร้อมประกาศความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับภาคธุรกิจโลจิสติกส์ไทย รวมถึงเป็นการดำเนินธุรกิจตามแนว ESG และสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ชัดเจนในมิติสังคม (S) มิติสิ่งแวดล้อม (E) และธรรมาภิบาล (G) ที่เป็นการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืนและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างแท้จริง

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์ในด้านการพัฒนาบุคลากร โดยทาง  SSRU มีบทบาทในการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับธุรกิจโลจิสติกส์ พาณิชยนาวี และการจัดการขนส่งสินค้าทางอากาศให้กับนักศึกษา ในส่วนของ  LEO จะสนับสนุนทุนการศึกษา เบี้ยเลี้ยงการทำงาน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าฝึกปฏิบัติงานจริงในองค์กรตลอดระยะเวลาโครงการ 2 ปี 1 เทอม และมีโอกาสรับบรรจุเป็นพนักงานเต็มตัวหลังสำเร็จการศึกษาและผ่านการทดลองงาน

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LEO เปิดเผยว่า บริษัทฯให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนและการตอบแทนสังคมมาโดยตลอด ภายใต้นโยบายด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลขององค์กรที่มุ่งสร้างพนักงานรุ่นใหม่ที่เติบโตภายใต้ DNA ของบริษัท   LEO จึงได้ริเริ่มโครงการนักศึกษาทุนตั้งแต่ปี 2561 และพัฒนาต่อเนื่องจนเกิดเป็นความร่วมมือเชิงลึกกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาในปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้สนับสนุนทุนการศึกษา การให้ความรู้เชิงปฏิบัติที่ไม่มีในหลักสูตร การฝึกประสบการณ์จริงในหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการปลูกฝังค่านิยมองค์กรให้แก่ผู้รับทุน เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจการทำงานในโลกโลจิสติกส์อย่างแท้จริง

โครงการนี้มุ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แต่มีความตั้งใจได้ก้าวสู่สายอาชีพโลจิสติกส์อย่างเต็มศักยภาพ เราให้การสนับสนุนทุนการศึกษา พร้อมการฝึกปฏิบัติงานจริง เพื่อหล่อหลอมพวกเขาให้เติบโตเป็นบุคลากรที่มี DNA ของ LEO อย่างแท้จริง โดยปี 2569 นี้ เรามีแผนที่จะให้ทุนการศึกษาจำนวน 10 ทุน และหากมีผู้สมัครที่มีคุณภาพมากกว่า 10 คน เราก็พร้อมพิจารณาขยายโอกาสให้มากขึ้น

ทั้งนี้ โครงการมอบทุนของบริษัทดำเนินมาแล้ว ทั้งหมด 2 รุ่น มีผู้ได้รับทุนรวม 17 คน และมีผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำของบริษัทแล้ว 14 คน ซึ่งทั้งหมดได้กลายเป็นกำลังสำคัญในสายงานหลักของ LEO และเติบโตต่อเนื่องในเส้นทางอาชีพด้านโลจิสติกส์