‘วัดพุทธเคปทาวน์’เตรียมจัดบุญใหญ่ 8 มี.ค.69 พิธีสมโภชรูปหล่อ‘พระมงคลเทพมุนี’องค์แรกในทวีปแอฟริกา

‘วัดพุทธเคปทาวน์’เตรียมจัดบุญใหญ่ 8 มี.ค.69 พิธีสมโภชรูปหล่อ‘พระมงคลเทพมุนี’องค์แรกในทวีปแอฟริกา

‘วัดพุทธเคปทาวน์’เตรียมจัดบุญใหญ่ 8 มี.ค.69 พิธีสมโภชรูปหล่อ‘พระมงคลเทพมุนี’องค์แรกในทวีปแอฟริกา

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.49 น.

‘วัดพุทธเคปทาวน์’เตรียมจัดบุญใหญ่ 8 มี.ค.69 พิธีสมโภชรูปหล่อ‘พระมงคลเทพมุนี’องค์แรกในทวีปแอฟริกา

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า วัดพุทธเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เตรียมงานบุญใหญ่ “พิธีสมโภชรูปหล่อ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)” องค์แรกในทวีปแอฟริกา เพื่องานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้วัดพุทธเคปทาวน์กลายเป็นศูนย์กลางแห่งสันติสุข และเป็นพื้นที่ที่ชาวแอฟริกาสามารถเข้ามาเรียนรู้สมาธิและพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาได้อย่างเปิดใจ โดยพิธีจะมีขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

4 ปี กับภารกิจเผยแผ่พระพุทธศาสนา : พระภูวิชญ์ วรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดพุทธเคปทาวน์ กล่าวว่า วัดพุทธเคปทาวน์แห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2564 ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินภารกิจเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงชาวท้องถิ่นที่ต้องการเรียนรู้เรื่องความสงบภายใน และหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้จัดสอนสมาธิและบรรยายธรรม ให้กับชาวแอฟริกาเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อให้รู้จักพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานบุญ และประกอบพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันเข้าพรรษา โดยมีชาวท้องถิ่นให้ความสนใจเข้าร่วมงานบุญทุกปีอย่างต่อเนี่อง การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่แห่ง จึงก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างชุมชนไทย และชาวแอฟริกา เป็นการสร้างความผูกพัน และเชื่อมสัมพันธ์ทางประเพณีและวัฒนธรรมได้อย่างดีงาม

“การทำงานในสังคมพหุวัฒนธรรมของเมืองเคปทาวน์ ทำให้ชาวแอฟริกาได้สัมผัสหลักเมตตา ความกรุณา และสันติ ผ่านการปฏิบัติสมาธิ ฟังธรรม ส่งผลให้เกิดความเข้าใจในพระพุทธศาสนามากขึ้น ดังนั้น จึงขอเชิญพุทธศาสนิกชนทั่วโลกมาร่วมเป็นหนึ่งในการสร้างศูนย์กลางแห่งสันติสุข สร้างวัดพุทธเคปทาวน์ให้เป็นแสงสว่างกลางนครเคปทาวน์ เพื่อประโยชน์แก่ชาวไทย ชาวแอฟริกา และผู้แสวงหาธรรมทั่วโลก ในพิธีสมโภชรูปหล่อ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) องค์แรกในทวีปแอฟริกา ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569 โดยติดต่อสอบการร่วมบุญที่ โทร. 081-401-7191 และ 090-989-8275 หรือติดตามข่าวสารงานบุญวัดพุทธเคปทาวน์ได้ที่ Facebook วัดพุทธเคปทาวน์ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ทวีปแอฟริกา : https://www.facebook.com/wad.phuthth.khep.thawn.satharnrath.x.fr และ เว็บไซต์ Cape Town Meditation Center” พระภูวิชญ์กล่าว

วัดพระธรรมกาย ‘อุปกรณ์การเรียน’ เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเท่าเทียม

วัดพระธรรมกาย ‘อุปกรณ์การเรียน’ เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเท่าเทียม

วัดพระธรรมกาย ‘อุปกรณ์การเรียน’ เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเท่าเทียม

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.22 น.

ทำดีเพื่อสังคม! ‘วัดพระธรรมกาย’ มอบปัจจัย-อุปกรณ์การเรียนการสอน สนับสนุน ‘ศูนย์การศึกษาพิเศษ’ จ.ปทุมธานี เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเท่าเทียม

วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ได้เดินหน้าภารกิจสาธารณสงเคราะห์ด้านการศึกษา เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมโอกาสอย่างเท่าเทียม โดยเน้นกลุ่มเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ (รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้มอบหมายให้คณะสงฆ์และผู้แทนเข้าร่วมในพิธีมอบปัจจัยสนับสนุนในครั้งนี้ ประกอบด้วย พระครูภาวนาสุธรรมวิเทศ และ พระมหานพพร ปุญฺญชโย ป.ธ.9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย , พระครูสมุห์ สมชาย วํสธีโร ผู้แทนมูลนิธิธรรมกาย และนายองอาจ ณฐ ธรรมนิทา ผู้แทนคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย

โดยคณะสงฆ์และผู้แทน ได้ร่วมกันมอบปัจจัยสนับสนุนการปฏิบัติงานและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่จำเป็น ให้แก่ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดปทุมธานี (หน่วยบริการคลองหลวง) ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการเอื้ออาทร ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ในการรับมอบ มี นางสาวภัทรภร หมื่นมะเริง ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดปทุมธานี เป็นผู้แทนรับมอบ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในระดับ เตรียมความพร้อมระยะแรกเริ่ม เพื่อเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดปทุมธานี มีภารกิจสำคัญในการจัดและสนับสนุนการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มนี้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง และเติบโตเป็นบุคคลที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี

การสนับสนุนด้านการศึกษาในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสาธารณสงเคราะห์ที่ มหาเถรสมาคม (มส.) ได้มอบหมายให้คณะสงฆ์ไทยร่วมกันขับเคลื่อนทั่วประเทศ โดยวัดพระธรรมกายตระหนักดีว่า ‘การศึกษา’ คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและพัฒนาชาติ การเปิดโอกาสให้เด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กที่มีข้อจำกัด ได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสมถือเป็นพันธกิจสำคัญ

//////////-026

ไทยพีบีเอส จัดทัพลุยภารกิจ ‘Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย’

ไทยพีบีเอส จัดทัพลุยภารกิจ 'Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย'

ไทยพีบีเอส จัดทัพลุยภารกิจ ‘Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย’

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

ไทยพีบีเอส จัดทัพลุยภารกิจ ‘Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย’

ไทยพีบีเอส ลุยภารกิจ “Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย” เดินหน้าจัดเวทีดีเบตใหญ่– โรดโชว์ฟังเสียงประชาชน 4 ภาค เสริมข้อมูลรอบด้านให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจบนข้อเท็จจริง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เตรียมเดินหน้าภารกิจสื่อสาธารณะสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งทั่วไป 2569 หลังจากมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 12 ธ.ค. 2568 โดยให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นั้น

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ได้ระดมความเห็นในการประชุม war room แผนการรายงานข่าวเลือกตั้ง 2569 กับทุกหน่วยงานภายใน ร่วมถึงภาคีเครือข่ายของไทยพีบีเอส เพื่อเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง ภายใต้แคมเปญ “Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย” เพื่อสร้างพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และรอบด้าน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก โดยการจัดกิจกรรมสัญจร 4 ภาค เวทีดีเบตผู้สมัคร และรับฟังความเห็นประชาชน ตลอดเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 โดยการดำเนินงานในครั้งนี้มุ่งเน้นการเป็นพื้นที่สาธารณะให้ทุกพรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบายอย่างตรงไปตรงมา พร้อมให้ประชาชนตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้การตัดสินใจของประชาชนตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงตามพันธกิจด้านความโปร่งใสของสื่อสาธารณะ

“กิจกรรมจะจัดขึ้นในรูปแบบเวทีเสวนาและนิทรรศการในพื้นที่ศูนย์กลางของเมือง ครอบคลุม 4 ภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร โดยมีการรายงานข้อมูลเลือกตั้ง การนำเสนอนโยบายพรรคการเมือง และบูธกิจกรรมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่สำคัญคือเรายังวางแผนประสานความร่วมมือกับเพื่อนองค์กรสื่อ เพื่อร่วมจัดเวทีดีเบตสาธารณะด้วย”

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

เปิดภารกิจบูรณะ’ปราสาทตาควาย’ของกรมศิลปากร ยันซ่อมได้

เปิดภารกิจบูรณะ'ปราสาทตาควาย'ของกรมศิลปากร ยันซ่อมได้

เปิดภารกิจบูรณะ’ปราสาทตาควาย’ของกรมศิลปากร ยันซ่อมได้

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

เปิดภารกิจบูรณะ’ปราสาทตาควาย’ของกรมศิลปากร ยันซ่อมได้ ขอรอสถานการณ์สงบก่อน

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “ภารกิจหลังรบ : กรมศิลปากรกับการกอบกู้ “#ปราสาทตาควาย”

หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา โดย “#ห้องค้นคว้า” ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเรียนรู้และทำความเข้าใจภารกิจด้านการอนุรักษ์และบูรณะปราสาทหินในประเทศไทย ซึ่งมิใช่เพียงงานช่าง หากเป็นการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและอธิปไตยของชาติ

หลักการบูรณะปราสาทหิน: ศาสตร์และศิลป์แห่งการอนุรักษ์
การบูรณะปราสาทหินเป็นงานที่ต้องอาศัยองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ทั้งโบราณคดี สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการอนุรักษ์ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมศิลปากร ตามพระราชบัญญัติโบราณวัตถุ โบราณสถาน ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
.
หลักการสำคัญที่สุดในการบูรณะคือการคงไว้ซึ่ง “คุณค่าดั้งเดิม” และ “ความเป็นของแท้” (Authenticity) ของโบราณสถาน โดยยึดแนวปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล วิธีการบูรณะหลักที่ใช้กับปราสาทหินในประเทศไทย คือการบูรณะแบบ อนัสติโลซิส (Anastylosis) ซึ่งเป็นการนำชิ้นส่วนหินเดิมที่พังทลายกลับไปประกอบในตำแหน่งเดิมให้มากที่สุด หากจำเป็นต้องเสริมชิ้นส่วนใหม่ จะต้องแยกแยะจากของเดิมได้อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบและทำความเข้าใจการบูรณะในอนาคต
.
ก่อนการดำเนินงานบูรณะ จำเป็นต้องมีการขุดค้นและศึกษาทางโบราณคดีอย่างละเอียด มีการจัดทำผัง บันทึก และวิเคราะห์ชิ้นส่วนที่พังทลาย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการถอดแบบและฟื้นฟูรูปแบบดั้งเดิม ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงของโครงสร้าง เพื่อป้องกันการทรุดตัวและการเสื่อมสภาพของวัสดุตามกาลเวลา
ผู้สนใจสามารถศึกษาวิธีการบูรณะแบบอนัสติโลซิสเพิ่มเติมได้ที่ [????] https://youtu.be/idtIw7enmyk?si=VEPxpQO92J2p2N-N
.
ปราสาทตาควาย: โบราณสถานกับมิติอธิปไตยและความมั่นคง
ปราสาทหินตาควายตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา และได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะทางทหารในช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา จากการให้สัมภาษณ์ของ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ยืนยันว่า โบราณสถานในเขตชายแดน รวมถึงปราสาทตาควาย สามารถบูรณะซ่อมแซมได้ตามหลักวิชาการ และมิใช่สิ่งที่เกินขีดความสามารถของกรมศิลปากร อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานต้องคำนึงถึงความมั่นคงของพื้นที่และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ
.
ในฐานะที่โบราณสถานเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย กรมศิลปากรมีหน้าที่โดยตรงในการคุ้มครองและอนุรักษ์ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง การบูรณะจะสามารถดำเนินการได้เมื่อสถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับสู่ความสงบ
.
การดูแลของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
ปราสาทหินตาควายอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ว่า ปราสาทตาควายสามารถบูรณะให้กลับสู่สภาพเดิมได้ โดยใช้กระบวนการมาตรฐานเช่นเดียวกับโบราณสถานอื่น ได้แก่ การสำรวจ ขุดค้น จัดทำแบบ และจัดทำรายการบูรณะ ทั้งนี้ การดำเนินงานจำเป็นต้องรอให้สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนยุติลง เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามหลักวิชาการ
.
ภารกิจกรมศิลปากรหลังความขัดแย้ง
ภายหลังเหตุการณ์สงครามหรือความขัดแย้ง ภารกิจหลักของกรมศิลปากรคือการคุ้มครอง อนุรักษ์ และฟื้นฟูมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ การสำรวจและประเมินความเสียหายของโบราณสถาน รวมถึงการดำเนินการอนุรักษ์ฉุกเฉินเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม โดยต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานด้านความมั่นคง
.
การบูรณะปราสาทหินตาควายจึงมิใช่เพียงการฟื้นฟูโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม หากเป็นบทพิสูจน์ถึงบทบาทของกรมศิลปากรและสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ในการใช้หลักวิชาการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม และยืนยันอำนาจหน้าที่ในการดูแลโบราณสถานบนผืนแผ่นดินอธิปไตยของไทย
.
เรียบเรียงข้อมูลและแนะนำโดย นางแพรว ธนภัทรพรชัย เจ้าพนักงานห้องสมุดชำนาญงาน
ออกแบบกราฟิกโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ”

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’มุ่งสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’มุ่งสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’มุ่งสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’มุ่งสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

15 ธ.ค.2568 ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมกับโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพสื่อมวลชนจังหวัดเชียงราย เพื่อขอบคุณสื่อมวลชนที่ร่วมเผยแพร่ข่าวสารและพันธกิจของมหาวิทยาลัย พร้อมบริการสุขภาพและคำปรึกษาทางการแพทย์ โดยมี นายโชติศิริ ดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย นำสื่อมวลชนจากหลากหลายสาขาเข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุมประจวบ ภิรมย์ภักดี ชั้น 6 โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวว่า โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นโรงพยาบาลของประชาชนของชาวเชียงราย ก่อสร้างด้วยงบประมาณรวมกว่า 4,000 ล้านบาท จากงบประมาณแผ่นดินและการบริจาคของประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน พันธกิจสำคัญคือการรับใช้ประชาชน จากเชียงรายก่อนขยายบริการสู่พื้นที่จังหวัดใกล้เคียงและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ตามแนวคิดของศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีผู้ก่อตั้งและนายกสภามหาวิทยาลัย ที่ให้หลักการว่า ”จะไม่มีผู้ป่วยคนใดถูกปฏิเสธการรักษาเพราะความยากจน“

ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวเน้นว่า เนื่องจากเชียงรายเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยจึงมองบทบาทการแพทย์เกินกว่าการรักษาโรค โดยพัฒนาการศึกษาควบคู่สาธารณสุข และใช้เป็นเครื่องมือสร้างมิตรภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน ผ่านการให้โอกาสทางการศึกษาและการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อสร้างสะพานแห่งความเข้าใจและความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ

“การศึกษาและสาธารณสุขคือกุญแจสำคัญในการสร้างมิตรภาพไร้พรมแดน เมื่อเราให้โอกาสทางการศึกษาและดูแลสุขภาพของประชาชนในภูมิภาค เราไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความไว้วางใจระหว่างกัน ซึ่งเป็นรากฐานของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค” อธิการบดีฯ กล่าว

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้บริการด้านสุขภาพภายใต้แนวคิด 3Ps: Promotion, Prevention, Prediction (ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค คาดการณ์ความเสี่ยง) ผ่านศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง คลินิกทันตกรรม คลินิกพิเศษโดยแพทย์เฉพาะทาง และบริการบูรณาการแพทย์ปัจจุบันกับแพทย์แผนไทยและจีน

นอกจากนี้ยังดำเนินโครงการแพทย์อาสาบรมราชกุมารี เพื่อให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดารเข้าถึงบริการทางการแพทย์ พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรและยกระดับมาตรฐานสู่สากลผ่านความร่วมมือกับสถาบันชั้นนำ อาทิ Oregon Health and Science University สหรัฐอเมริกา และ Yunnan University of Chinese Medicine สาธารณรัฐประชาชนจีน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วางแผนขยายบริการในช่วง 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) ครอบคลุมคลินิกศัลยศาสตร์หลอดเลือด ศูนย์ฟื้นฟูระบบประสาท ศูนย์โรคเบาหวานและคลินิกพิเศษอื่นๆ พร้อมจัดตั้งศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกที่โรงพยาบาลน่านและขยายเครือข่ายไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

“มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะบรรลุเป้าหมายด้วยการมีส่วนร่วมและพลังใจจากประชาชนจากชาวเชียงราย ในการสานต่อพระราชปณิธาน ‘ปลูกป่า สร้างคน’ ด้วยการพัฒนาสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Regional Medical Hub ที่ดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิด ‘Driving Force for Well-Being and Sustainable Future’ เพื่อขับเคลื่อนสังคมและภูมิภาคสู่ความเป็นอยู่ที่ดีและอนาคตที่ยั่งยืน” อธิการบดีแม่ฟ้าหลวง กล่าวปิดท้าย

ในหลวง-พระราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต จากเหตุชายแดน ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวง-พระราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต จากเหตุชายแดน ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวง-พระราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต จากเหตุชายแดน ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.04 น.

กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters  รายงานระบุข้อความว่า ในหลวง-ราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แก่กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ รวมถึงครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ

ทั้งสองพระองค์ทรงติดตามสถานการณ์ด้วยความห่วงใยอย่างใกล้ชิด และทรงมีพระราชประสงค์ให้การดูแลช่วยเหลืออย่างรอบด้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ความสูญเสีย และเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ อดทน และจงรักภักดี เพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

พระมหากรุณาธิคุณอันแผ่ไพศาลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตาธรรมอันลึกซึ้ง และพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยกำลังพลและประชาชนชาวไทยในทุกสถานการณ์ อันเป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทยท่ามกลางเหตุการณ์อันยากลำบากและความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ปวงพสกนิกรชาวไทยต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และขอร่วมแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว พร้อมทั้ฝส่งกำลังใจแก่ผู้บาดเจ็บและผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย ให้มีความเข้มแข็ง ปลอดภัย และมีกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติบ้านเมือง

คณะนักศึกษาหลักสูตร‘วพน.’รุ่น 12 มอบทุน อุปกรณ์การศึกษา กีฬา‘โรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย’

คณะนักศึกษาหลักสูตร‘วพน.’รุ่น 12 มอบทุน อุปกรณ์การศึกษา กีฬา‘โรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย’

คณะนักศึกษาหลักสูตร‘วพน.’รุ่น 12 มอบทุน อุปกรณ์การศึกษา กีฬา‘โรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย’

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.30 น.

คณะนักศึกษาหลักสูตร‘วพน.’รุ่น 12 มอบทุน อุปกรณ์การศึกษา กีฬา‘โรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย’

13 ธันวาคม 2568 คณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน ”(วพน.) รุ่นที่ 12 ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ CSR ร่วมกันแจกอุปกรณ์การศึกษาการกีฬา ทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย 144 คน พร้อมเลี้ยงอาหารกลางวันกับเด็กนักเรียน พร้อมแจกถุงยังชีพให้แก่พี่น้องประชาชนที่ขาดโอกาส ในพื้นที่บ้านคลองน้อย จ.เพชรบุรี จำนวน 50 ครอบครัว นำโดย ท่านพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานรุ่น วพน.12 พร้อมด้วย พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง นายอุทัย พากเจริญ คุณจิราพร ขาวสวัสดิ์ คุณวรชยา ลัทธยาพร คุณอภิจิณ โชติดเสถียรคุณปริษา เตชะกรเมธากุล คุณศรีรัชต์ ธนะรัชต์ และคณะตัวแทนนักศึกษา วพน.12 ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม CSR เพื่อสาธารณะประโยชน์  ในนาม วพน.12 โดยมี ร.ต.ท.สุชาติ ราศรี ครูใหญ่โรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย จ.เพชรบุรี ให้การต้อนรับ

‘เขาใหญ่’ตักบาตรพระ 1,000 รูป ต้อนรับปีใหม่-นำของบิณฑบาตช่วยผู้ประสบภัยทั่วไทย

‘เขาใหญ่’ตักบาตรพระ 1,000 รูป ต้อนรับปีใหม่-นำของบิณฑบาตช่วยผู้ประสบภัยทั่วไทย

‘เขาใหญ่’ตักบาตรพระ 1,000 รูป ต้อนรับปีใหม่-นำของบิณฑบาตช่วยผู้ประสบภัยทั่วไทย

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.53 น.

‘เขาใหญ่’ตักบาตรพระ 1,000 รูป ต้อนรับปีใหม่-นำของบิณฑบาตช่วยผู้ประสบภัยทั่วไทย

13 ธันวาคม 2568 เวลา 06.00น. พระราชวัชรคุณบัณฑิต รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดด่านใน ประธานสงฆ์พิธีตักบาตรพระ 1,000 รูป ถวายเป็นพุทธบูชา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อนำของที่ได้ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ ณ ถนนหน้าด่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา โดยได้รับเกียรติจาก นายนายคณัสชนม์ ศรีเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย ดร.พรพนา ศรีการุณ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และ พ.ต.ณัฐพงศ์ ทองดี ปลัดอาวุโสอำเภอปากช่อง

ในพิธีพุทธศาสนิกชนได้พร้อมใจกันแสดงตนเป็นพุทธมามกะ อาราธนาศีล 5 เจริญสมาธิภาวนาถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประธานในพิธีนำถวายไทยธรรมเป็นสังฆทาน ประธานสงฆ์ได้เผดียงอาหารตักบาตรเพื่อนำไปมอบให้คณะสงฆ์ 323 วัด และเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ อีกทั้งช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยในทุกภูมิภาคของประเทศไทย จากนั้นคณะสงฆ์ 1,000 รูปแปรแถวรับบิณฑบาต

การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนอาทิ คณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา มูลนิธิธรรมกาย อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เทศบาลตำบลหมูสี ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลหมูสี สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ สมาคมวิมาลี และองค์กรภาคีเครือข่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา สืบสานประเพณีทำบุญตักบาตร และส่งเสริมให้ประชาชนได้ทำความดีสร้างสิริมงคลรับปีใหม่ ส่งเสริมจิตสำนึกแห่งการให้ ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่เขาใหญ่ ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศท่ามกลางธรรมชาติงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของไทย อีกทั้งข้าวสารอาหารแห้งที่ได้รับบิณฑบาต คณะสงฆ์จะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วประเทศ และเป็นเสบียงให้แก่บุคลากรด่านหน้าในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย

ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ มส.18 รับนิวเจนร่วมทีมเปิดตัวดูงานสุดยอดศักยภาพกองทัพอากาศไทย

ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ มส.18 รับนิวเจนร่วมทีมเปิดตัวดูงานสุดยอดศักยภาพกองทัพอากาศไทย

ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ มส.18 รับนิวเจนร่วมทีมเปิดตัวดูงานสุดยอดศักยภาพกองทัพอากาศไทย

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.19 น.

หลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง (มส.18)เปิดรับโลกสมัยใหม่ต้อนรับคนรุ่นใหม่นิวเจน เข้าร่วมอบรมหลักสูตรหนึ่งในหลักสูตรคุณภาพของไทยที่ดำเนินการยาวนานกว่า 16 ปี เป็นครั้งแรก

พลเอก ดร. มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง มูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง กล่าวว่า “ปีนี้หลักสูตรของเราดำเนินการมาถึงรุ่นที่ 18 ต่อเนื่องมากว่า

16 ปี (พศ.2552-ปัจจุบัน) หลักสูตรคุณภาพที่สร้างนักศึกษาคุณภาพมากมายต่อเนื่องนับเป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของเรา  โดยยึดมั่นในวิสัยทัศน์หลักสูตร มส. ของเราทั้ง 4 สร้าง ได้แก่  สร้างความมั่นคงแห่งชาติ ,สร้างความมั่นคงของมนุษย์,สร้างความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างคนคุณธรรมและจริยธรรม โดยในปีนี้เป็นปีที่โลกเอไอ สมัยใหม่มากมาย เราจึงขยายโอกาสเปิดรับคนรุ่นใหม่ นิวเจน เข้ามาร่วมอบรมเป็นปีแรก เพื่อเปิดโอกาสให้คนในระดับผู้บริหารระดับสูง ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ ในโลกยุคใหม่ และในขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ ก็ได้เรียนรู้การทำงานกับคนในระดับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งจะสามารถช่วยสร้างทีมไทยแลนด์อีกด้านหนึ่งเพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจ พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศชาติของเราต่อไปครับ”

พลอากาศตรีหญิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์ รองผู้อำนวยการหลักสูตรฝ่ายบริหาร กล่าวว่า “การมาศึกษาดูงาน ณ กองทัพอากาศปีนี้พิเศษมากๆ อีกปีหนึ่งเพราะว่าท่านรองผู้บัญชาทหารอากาศ

​พลอากาศเอก ไวพจน์ เกิงฝาก รองผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ให้เกียรติมาต้อนรับ บรรยาย และตอบคำถามให้กับคณะนักศึกษาด้วยตนเอง ในนามหลักสูตร ต้องขอขอบคุณท่านรองผู้บัญชาการกองทัพอากาศเป็นอย่างสูง หลักสูตรของเราเน้นการจัดการด้านความมั่นคงระดับสูง ดังนั้น นอกจากจะให้นักศึกษาได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากกองทัพอากาศแล้ว เรายังมีการจัดให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่จริงเพื่อเรียนรู้การจัดการด้านความมั่นคงกับหน่วยงานด้านความมั่นคงระดับชาติเช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ,กองทัพเรือ ,กองทัพบก เป็นต้น และยังมีการศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศที่สามารถนำผลการดูงานมาปรับใช้กับการทำงานของนักศึกษาได้จริงในทุกๆ ปีค่ะ”

คณะนักศึกษาการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง (มส.) รุ่นที่ 18 (มส.18) จัดกิจกรรมแรกในการเปิดหลักสูตรด้วยการพาคณะนักศึกษาและอาจารย์ เข้าเยี่ยมชมกองทัพอากาศ โดยปีนี้พิเศษมากเพราะ

รองผู้บัญชาการทหารอากาศ พลอากาศเอก ​ไวพจน์ เกิงฝาก ได้ให้เกียรติเป็นผู้นำบรรยายและตอบคำถามนักศึกษาด้วยตนเอง โดยรองผู้บัญชาการทหารอากาศกล่าวตอนหนึ่งว่า มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาศักยภาพกองทัพอากาศไทย ให้มีความทันสมัย ทัดเทียมนานาประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ดิจิตอล มาใช้ในกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินไร้คนขับ การเปิดโรงเรียนอบรมเรื่องโดรนโดยเฉพาะ การพัฒนาขีดความสามารถจากทัพฟ้าสู่อวกาศ นอกจากนี้ยังมีการเร่งพัฒนา วิจัย การผลิตเครื่องบิน โดรน วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ โดยคนไทยเพื่อลดต้นทุนและสร้างเทคโนโลยีระดับโลกโดยส่งเสริมศักยภาพของคนไทยอีกด้วย

หลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง(มส.) เป็นหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูงทั้งจากภาครัฐ เอกชน เหล่าทัพต่างๆ ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ นักธุรกิจ โดยมีการศึกษาครบด้านทั้งความมั่นคงด้านทหาร ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านสังคม ฯลฯ มีวิสัยทัศน์หลักสูตร 4 สร้าง ได้แก่ สร้างความมั่นคงแห่งชาติ,สร้างความมั่นคงของมนุษย์,สร้างความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างคุณธรรมและจริยธรรม

โดยมีคณาจารย์ผู้มากประสบการณ์หลากหลายด้าน นำโดย พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง/ประธานหลักสูตรฯ , พลเอก ดร. มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง มูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง ,พลเรือเอก ไพโรจน์ แก่นสาร รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ ,พลอากาศเอก อภิสิทธิ์ จุลโมกข์ รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ ,พลโท ดร.กฤษฏา สุทธานินทร์ รองผู้อำนวยการหลักสูตร ฝ่ายวิชาการ , พลอากาศตรีหญิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์ รองผู้อำนวยการหลักสูตรฝ่ายบริหาร , ดร.วรวุฒิ ไชยศร ผู้ช่วยผู้อำนวยการหลักสูตร ,อาจารย์ลัดดาวัลย์ ชูช่วย ผู้ช่วยผู้อำนวยการหลักสูตร ,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรรณราย แสงวิเชียร กรรมการอำนวยการ , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานวิภา อินทรทัต กรรมการอำนวยการ ,อาจารย์ รัชพล สุวรรณโชติ กรรมการอำนวยการ และอาจารย์ ประเวศ พิพิธสุขสันต์ เหรัญญิกหลักสูตร เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงอยู่แล้วได้เพิ่มเติมมุมมองใหม่ๆ ให้การดำเนินชีวิตและการทำงานประสบความสำเร็จมากขึ้น นอกจากนี้หลักสูตรยังดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 18 รุ่น ทำให้มีเครือข่ายรุ่นพี่รุ่นน้องเป็นผู้บริหารระดับสูง

ในทุกภาคส่วน ที่จะสามารถร่วมมือประสานกันในการนำประสบการณ์ ความรู้ความสามารถมาร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป ตามหลักการที่สำคัญข้อหนึ่งของหลักสูตรคือ การทำความดีเพื่อสังคม

7 ปี วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ตำนาน‘สวนป่าสมาธิไทย’สู่สันติภาพและความสุขภายใน

7 ปี วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ตำนาน‘สวนป่าสมาธิไทย’สู่สันติภาพและความสุขภายใน

7 ปี วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ตำนาน‘สวนป่าสมาธิไทย’สู่สันติภาพและความสุขภายใน

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.13 น.

7 ปี วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ตำนาน “สวนป่าสมาธิไทย” สู่สันติภาพและความสุขภายใน

ท่ามกลางความสงบงามของจังหวัดโทชิหงิ ประเทศญี่ปุ่น มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่ใช่เพียงแค่อาคารสถานที่ แต่คือ “ลมหายใจ” ของผู้แสวงหาความสงบสุข ย้อนกลับไปในวันที่ท้องฟ้าสดใสของวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ประตูแห่งธรรมได้ถูกเปิดออกอย่างเป็นทางการ กับพิธีประดิษฐานรูปเหมือน พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ณ ห้องปฏิบัติธรรมพระมงคลเทพมุนี วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ประเทศญี่ปุ่น วัดแห่งนี้กำเนิดขึ้นจากหัวใจ และแรงศรัทธาของชาวญี่ปุ่นแท้ ๆ ที่ต้องการแสวงหาความสุขภายในที่แท้จริง ซึ่งอยู่ไม่ไกลเลย ความสุขที่พวกเขาตามหาอยู่ที่กลางใจของตนเองผ่านการ “ปฏิบัติธรรม” จนสถานที่แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่า “ไท เม โซ โนะ โม ริ” (タイ瞑想の森) หรือ “สวนป่าสมาธิไทย”

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ก่อตั้งขึ้นใน ปี พ.ศ. 2562 โดยมีพระครูปลัดสุเนตร ฉฬภิญฺโญ เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งดำเนินการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาโดยตลอดต่อเนื่อง อาทิ การจัดกิจกรรม “Weekend Recharge”  คือ การจัดปฏิบัติธรรมทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เป็นการชาร์จแบตเตอรี่ชีวิตด้วยการมานั่งสมาธิในวันหยุดสุดสัปดาห์ โครงการบรรพชาอุปสมบท ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างศาสนทายาท และสืบสานศรัทธาในท้องถิ่น งานบุญประเพณีเชื่อมสัมพันธ์ชาวไทย-ญี่ปุ่น เช่น สงกรานต์ หรือประเพณียี่เป็งลอยโคม ซึ่งกลายเป็นงานบุญประเพณีประจำปีที่มีผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนกว่า 200 คนทุกปี กิจกรรมงานบุญเหล่านี้ ทำให้เห็นได้ว่าเชื้อชาติและภาษา ไม่ใช่อุปสรรคในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้เลย เรียกได้ว่าเป็น “วัฒนธรรมไร้พรมแดน” อย่างแท้จริง

“นอกจากนี้ วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ได้จัดเตรียมงานบุญประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ใน “พิธีสถาปนาเจดีย์แห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น” ในปี พ.ศ. 2569 นี้ ซึ่งเจดีย์แห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและความสุขที่จะตั้งตระหง่านคู่เมืองโทชิหงิสืบไป สำหรับผู้สนใจร่วมสนับสนุน หรือติดตามกิจกรรมของวัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ประเทศญี่ปุ่น สามารถติดตามได้ที่ เว็บไซต์ : タイ瞑想の森https://meisounomori.jp/ และ เพจ Facebook : วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ https://www.facebook.com/DIMCT072 ” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว