‘RIIZE’ เติมเต็มความสุขให้แฟนคลับชาวไทย จัดกิจกรรมสุดใกล้ชิด

‘RIIZE’ เติมเต็มความสุขให้แฟนคลับชาวไทย จัดกิจกรรมสุดใกล้ชิด

‘RIIZE’ เติมเต็มความสุขให้แฟนคลับชาวไทย จัดกิจกรรมสุดใกล้ชิด

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอสเอ็ม ทรู (SM True) กับ ช้อปปี้ (Shopee)  ร่วมเติมเต็มความสุขให้แฟนคลับชาวไทยของบอยกรุ๊ปที่ความนิยมกำลังพุ่งทะยานอย่างไม่หยุดยั้ง RIIZE (ไรซ์) ในกิจกรรม Shopee x RIIZE ‘ODYSSEY’ SWEET CAFE & FANSIGN EVENT  เริ่มตั้งแต่กิจกรรม SWEET CAFE EVENT ที่จัดขึ้น ณ Sweet Cafe by SOURI บริเวณด้านข้าง RIIZE ‘ODYSSEY’ POP-UP STORE IN BANGKOK by SM True (ไรซ์ โอดิสซีย์ ป็อปอัปสโตร์ อิน แบงค็อก บาย เอสเอ็ม ทรู) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้โชคดีทั้ง 80 ท่านได้ฟินกับช่วงที่ RIIZE (ไรซ์) มาทักทายอย่างเป็นกันเอง ตลอดจนการสวมบทบาทเป็นพนักงานรับออเดอร์ เสิร์ฟขนมและเครื่องดื่มให้กับมือผู้โชคดีกันแบบใกล้ชิดสุด ๆ

หลังจากนั้น RIIZE (ไรซ์) มุ่งหน้าส่งต่อความฟินอย่างต่อเนื่องกับกิจกรรม FANSIGN EVENT บริเวณด้านหน้าป็อปอัปสโตร์ ท่ามกลางเสียงกรี๊ดดังสนั่นจาก BRIIZE (บรีซ : ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการ) ที่มารอต้อนรับกันเต็มพื้นที่ สำหรับกิจกรรมนี้มอบสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งการแจกลายเซ็นสดให้ผู้โชคดีที่มาจากการจับฉลากผ่านการซื้ออัลบั้มได้พูดคุยกับศิลปินอย่างเต็มอิ่ม, การตอบคำถามที่แฟน ๆ ส่งเข้ามา และการถ่ายภาพ GROUP PHOTO ไม่เพียงเท่านี้ RIIZE (ไรซ์) ยังได้เลือกไอเทมแฟนไซน์หลากหลายสไตล์มาสวมใส่ให้แฟน ๆ ได้เก็บภาพกันอย่างสนุกสนาน รวมไปถึงช่วง Hi-BYE และการถ่ายภาพร่วมกับแฟนคลับเป็นที่ระลึก ก่อนจะกล่าวความรู้สึกปิดท้ายค่ำคืนแห่งความทรงจำ ยิ่งไปกว่านั้น ความเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ TOP SPENDERS ก็คือการได้ถ่ายโพลารอยด์แบบ 1:6 ร่วมกับสมาชิก

ทั้งนี้ Shopee x RIIZE ‘ODYSSEY’ SWEET CAFE & FANSIGN EVENT นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในประเทศไทยของ RIIZE (ไรซ์) ที่ได้รับการพูดถึงบนโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม X ที่แฮชแท็ก #ShopeexRIIZECafeandFansign สามารถทะยานสู่อันดับ 1 เทรนด์ประเทศไทยด้วยจำนวนสูงกว่า 900,000 โพสต์ สานต่อความสำเร็จจากคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย 2025 RIIZE CONCERT TOUR [RIIZING LOUD] IN BANGKOK ที่จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 20 และอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2025 ณ อิมแพ็ค อารีน่า และการเยือนป็อปอัปสโตร์สุดยิ่งใหญ่ RIIZE ‘ODYSSEY’ POP-UP STORE IN BANGKOK by SM True ที่กระแสตอบรับถล่มทลาย

‘ย่าอุไรวรรณ’อวยยศ’ชมพู่ อารยา’สะใภ้สุดเพอร์เฟค ก่อนเจอ’ยายหนิง’ช็อตฟีล

'ย่าอุไรวรรณ'อวยยศ'ชมพู่ อารยา'สะใภ้สุดเพอร์เฟค ก่อนเจอ'ยายหนิง'ช็อตฟีล

‘ย่าอุไรวรรณ’อวยยศ’ชมพู่ อารยา’สะใภ้สุดเพอร์เฟค ก่อนเจอ’ยายหนิง’ช็อตฟีล

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.15 น.

18 ตุลาคม 2568 เป็นอีกหนึ่งครอบครัวคนบันเทิงที่มีแฟนคลับล้นหลาม สำหรับครอบครัวของซุปตาร์ตัวแม่ ‘ชมพู่’ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ภรรยาสุดที่รักของ น็อต วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ พร้อมลูกๆ สุดน่ารัก 2 แฝด น้องสายฟ้า – น้องพายุ และน้องแอบิเกล น้องเล็กสุดของบ้าน ที่ทุกคนจะได้เห็นความน่ารักของครอบครัวนี้ตามโซเชียลต่างๆ ของแม่ชม และพ่อน็อต  ไม่ใช่แค่ทั้ง 5 คนนี้ที่มีแฟนคลับ แต่ทางด้านคุณย่าอุไรวรรณ (คุณแม่น็อต) และ คุณยายหนิง (คุณแม่ชมพู่) ก็มีแฟนๆ เฝ้าติดตามเช่นกัน โดยเฉพาะยายหนิง ที่ตอนนี้มีช่องยูทูบเป็นของตัวเอง “ครัวยายหนิง”

ล่าสุด  ‘คุณย่าอุไรวรรณ’ ควงแขน ‘คุณยายหนิง’ กันมาร่วมพูดคุยกันในรายการ 3 แซ่บ ทางช่อง 3 โดยทางช่องทางโซเชียลของรายการมีการตัดช็อตเด็ดให้ดูเป็นออเดิร์ฟกับโมเมนต์ที่ ‘คุณย่าอุไรวรรณ’ คุณแม่สามีของสาวชมพู่ อารยา ได้พูดถึงลูกสะใภ้ ชื่นชมในความเป็นคุณแม่ที่ดีเรียกว่าเพอร์เฟคทุกอย่าง ซึ่ง’คุณย่าอุไรวรรณ’ ได้บอกว่า “ห่วงเรื่องสุขภาพของชมพู่เพราะทำงานหนัก แต่เขาก็เป็นแม่ที่ดีของลูกๆ เรียกว่าเพอร์เฟคทุกอย่าง”

แต่หลังจากที่ ‘คุณย่าอุไรวรรณ’พูดจบ ‘ยายหนิง’ก็เบรกเอี๊ยดทันที “ไม่จริงหรอก มันต้องไม่มีบ้างแหละ คุณก็อวยเยอะ” จากนั้น ‘คุณย่าอุไรวรรณ’ เรียกได้ว่าออกโรงปกป้องลูกสะใภ้ตัวโก่ง บอกว่า “เธอก็ชอบไปจับผิดในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฉันก็พูดด้วยความจริง บางอย่างก็ต้องผ่านๆ ไป จะไปจับผิดอะไรหล่ะ” หลังจากนั้นทำเอา 3 พิธีกรทั้ง หนุ่ม กรรชัย ,แอฟ ทักษอร รวมถึงชมพู่ อารยา ขำทั้งรายการ

https://www.tiktok.com/embed/v2/7562111743502159112?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fentertain%2F921967

สิ้นกูรู ‘กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน’ ครูใหญ่แห่งโลกภาพยนตร์ ผู้บุกเบิกศาสตร์วิจารณ์ไทย

สิ้นกูรู 'กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน' ครูใหญ่แห่งโลกภาพยนตร์ ผู้บุกเบิกศาสตร์วิจารณ์ไทย

สิ้นกูรู ‘กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน’ ครูใหญ่แห่งโลกภาพยนตร์ ผู้บุกเบิกศาสตร์วิจารณ์ไทย

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

วงการภาพยนตร์เศร้า! ‘อาจารย์แดง-กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน’ กูรู-นักวิจารณ์หนังชั้นครู เสียชีวิตแล้ว

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “หอภาพยนตร์ Thai Film Archive” ได้โพสต์ภาพและข้อความแสดงความอาลัย นายกิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน กูรูด้านภาพยนตร์ ซึ่งเป็นทั้งนักวิชาการ อาจารย์ และนักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับกันอย่างมากในวงการภาพยนตร์ 

เพจ หอภาพยนตร์ Thai Film Archive ระบุว่า หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ขอร่วมแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน

กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน สนใจภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก จากการไปชมภาพยนตร์กับครอบครัวและการที่อยู่ในโรงเรียนประจำที่วิทยาลัยบางแสน ชลบุรี ซึ่งทางโรงเรียนจะเช่าภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นฟิล์ม 16 มม. มาจัดฉายให้นักเรียนดูทุกวันเสาร์ และเมื่อกิตติศักดิ์ อายุ 12 ปี ก็ได้รับมอบหมายจากรุ่นพี่ให้เป็นผู้คัดเลือกภาพยนตร์ ประสานไปเช่าฟิล์มภาพยนตร์ในกรุงเทพทุกสัปดาห์ 

ด้วยความรักและสนใจในศิลปะของภาพยนตร์และการแสดง กิตติศักดิ์ได้ศึกษา ค้นคว้า จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์และการแสดง และเมื่อเขาศึกษาระดับชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสถียร จันทิมาธร ที่ตอนนั้น เป็นคอลัมนิสต์ภาพยนตร์ ที่พิมพ์ไทยรายวัน ชักชวนให้กิตติศักดิ์เขียนงานวิจารณ์ภาพยนตร์ไปลงบ้าง ตั้งแต่นั้น กิตติศักดิ์ได้เป็นคอลัมนิสต์ภาพยนตร์มากกว่า 40 ปี ให้แก่หนังสือพิมพ์และนิตยสารชั้นนำมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น พิมพ์ไทยรายวัน สยามรัฐ ประชาชาติรายสัปดาห์ ดาราภาพ (สตาร์พิกส์) แมน ลลนา แพรว ฟิล์มวิว สีสัน เป็นต้น  

กิตติศักดิ์ มีผลงานหนังสือที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ ได้แก่ แปลนิยายต้นฉบับภาพยนตร์ The Postman Always Rings Twice เป็น เพลิงบาป นิยายต้นฉบับ America America เป็น อเมริกา อเมริกา (2524) ผลงานแปลหนังสือ The Great Movies เป็น หนังคลาสสิค (2529) หนังสือรวบรวมบทวิจารณ์อย่าง  หนังอเมริกัน ประวัติศาสตร์และงานคลาสสิค (2538) หนังหุ้มกระดูก (2540 Musicals : รวมพลังหนังและเพลง (2550) และเป็นผู้แต่งร่วมหนังสือ เกร็ดตำนานวิมานลอย (2533)  

ในส่วนของอาชีพประจำ หลังจากจบการศึกษา กิตติศักดิ์เข้าทำงานที่กรมราชทัณฑ์หนึ่งปี ก่อนที่จะตัดสินใจลาออก และไปเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนดุสิตพาณิชยการสี่ปี แล้วจึงเข้าสู่วงการโฆษณา โดยเริ่มอาชีพด้วยการเป็น copy writer ก่อนที่จะย้ายมาทำงานด้านโปรดักชั่น และเป็นผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาอยู่กว่า 30 ปี ซึ่งมีผลงานเป็นที่จดจำมากมาย ควบคู่กับการเป็นคอลัมนิสต์และเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์

นอกจากศาสตร์ด้านภาพยนตร์แล้ว กิตติศักดิ์ยังมีความสนใจในศาสตร์ละครเวที และมีบทบาทในการดัดแปลงบทประพันธ์ละครเวทีและภาพยนตร์จากต่างประเทศ เป็นภาษาไทย อาทิ สัญญาณเลือด สัญญารัก (2534) ดัดแปลงจากบทภาพยนตร์ Dial M For Murder, จิ้งจอกลอกลาย (2535) ดัดแปลงจาก The Little Foxes, ทู้ตซี่ (2536) ดัดแปลงจาก Tootsie, เธอชื่ออีฟ (2536) ดัดแปลงจาก All About Eve, เชือกสังหาร (2537) ดัดแปลงจาก The Rope, และ ริษยา พยาบาท ฆาตกรรม (2539) ดัดแปลงจาก Whatever Happened to Baby Jane ซึ่งปัจจุบันบทละครเวทีแปลเหล่านี้ก็ถูกหยิบมาแสดงโดยนิสิตนักศึกษาการละคอนอยู่เป็นประจำ

กิตติศักดิ์ ถือเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์ด้านการวิจารณ์ภาพยนตร์และละครเวทีในประเทศไทย โดยกิตติศักดิ์ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษ รวมทั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนาหลักสูตรภาควิชาภาพยนตร์ และ การละคอน ให้หลายสถาบันอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็น  

– คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
– คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
– คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
– คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
– คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 
– คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
– คณะเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยศิลปากร 
– คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 
– คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 
– คณะมนุษยศาสตร์และสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น 
– วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล 
– คณะศิลปศาสตร์ สถาบันกันตนา 
– คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นต้น

นอกจากนี้ กิตติศักดิ์ยังเป็นผู้ริเริ่มการอบรมความรู้พื้นฐานด้านภาพยนตร์ ให้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งไม่มีโอกาสได้เรียนภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นการอบรมภาพยนตร์วิจักษ์ กิตติศักดิ์ เคยดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษากรรมการบริหารหอภาพยนตร์  และปัจจุบัน ท่านยังสละเวลามาร่วมเป็น อนุกรรมการติดตามและประเมินผลการทำงานของหอภาพยนตร์ และจัดกิจกรรมดูหนังกับอ.แดง ที่หอภาพยนตร์ฯ เป็นประจำ 

การมีผลงานด้านการวิจารณ์ภาพยนตร์ และเป็นอาจารย์พิเศษหลายสถาบัน รวมทั้งการจัดการอบรมภาพยนตร์วิจักษ์ เป็นเวลาหลายทศวรรษ ทำให้ กิตติศักดิ์ หรือที่ลูกศิษย์ จะเรียกอย่างติดปากว่า “ครูแดง” หรือ “อาจารย์แดง” เป็นที่เคารพรัก และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนมากมายทั้งที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ หรือ ผู้รักในศาสตร์ภาพยนตร์ ในประเทศไทย

หอภาพยนตร์ขอร่วมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของกิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน มา ณ ที่นี้

‘นนทิยา’ชื่นชมความสามารถเยาวชนไทย ชวนลุ้นแชมป์‘เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย’

‘นนทิยา’ชื่นชมความสามารถเยาวชนไทย ชวนลุ้นแชมป์‘เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย’

‘นนทิยา’ชื่นชมความสามารถเยาวชนไทย ชวนลุ้นแชมป์‘เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย’

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งโครงการดี ๆ ที่ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเยาวชน ผ่านทักษะด้านคีตศิลป์และดุริยางคศิลป์สำหรับกิจกรรมการประกวดร้องเพลงไทยอมตะร่วมสมัย ทั้งเพลงลูกทุ่ง และ เพลงลูกกรุง กับโครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ซีซั่น 2” ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานพระคลังข้างที่ ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากเยาวชน สมัครเข้ามาเป็นจำนวนมาก ศิลปินคุณภาพและเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ นนทิยา จิวบางป่า เผยถึงความสนุกและเข้มข้นของซีซั่นนี้ว่า

 “ต้องบอกว่าอยู่กับโครงการดี ๆ นี้มาเป็นปีที่ 2 แล้ว  การประกวดแบ่งเป็น 2 ประเภทเพลง  เพลงไทยลูกทุ่ง และเพลงไทยลูกกรุง  จากครั้งแรกได้รับการตอบรับที่ดีมาก  ปีนี้โครงการเลยเปิดโอกาสขยายมากขึ้น  สำหรับตัวเองในฐานะกรรมการและครูสอนร้องเพลงในโครงการตั้งแต่ปีที่แล้ว มีไปให้ความรู้  แชร์เทคนิคการร้องเพลงให้กับน้อง ๆ ที่เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ปีนี้ยิ่งเห็นน้อง ๆ สนใจมาสมัครเข้าร่วมเยอะขึ้น  เลยคุยกับผู้จัดงานว่าจะขอลงไปสอนร้องเพลงให้น้อง ๆ ตั้งแต่รอบรองชนะเลิศกันเลย แล้วพอยิ่งได้เจอน้อง ๆ ตั้งแต่รอบรอง ต้องบอกว่าเจอช้างเผือกมากความสามารถเยอะมาก  แล้วอายุของน้องปีนี้ต้องบอกว่าน้อยสุดประมาณ 8-9 ขวบ  ซึ่งถือว่าน้อยแต่ความสามารถไม่น้อยเลย  ความประทับใจกับการประกวดโครงการนี้ นอกจากจะเป็นเวทีที่ให้น้อง ๆ เยาวชนได้โชว์ความสามารถด้านการร้องเพลง  ยังเป็นการส่งเสริมให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้ภาษาไทยผ่านการร้องเพลง  ได้รู้จักเพลงไทย ภาษาไทย การใช้ภาษาไทยผ่านเพลง  เพราะการใช้คำหรือภาษาที่ใช้ในเพลงมักใช้ถ้อยคำสละสลวย ซึ่งอันนี้เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเพลงไทย  ในฐานะครูก็อยากบอกกับทุกคน ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศว่าอยากให้ทุกคนทำให้เต็มที่ การประกวดมันคือความตื่นเต้น ซึ่งถูกต้องแล้วการร้องเพลงมันต้องผ่านความตื่นเต้น  จุดนี้อยากให้น้อง ๆ ผ่านไปให้ได้  ทำให้เต็มที่สนุก  และมีความสุขกับการร้องเพลง  ทำให้เต็มที่  ครูขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน  และก็อยากขอกำลังใจจากทุกคนส่งมาให้กับน้อง ๆ ด้วยนะคะ” 

ซึ่งการคัดเลือกผู้เข้าประกวดทั้ง 4 ภูมิภาคเสร็จสิ้น และได้ผู้เข้ารอบทั้งสิ้น 40 คน เป็นประเภทเพลงลูกทุ่ง 20 คน เพลงลูกกรุง 20 คน และล่าสุดวันที่ 11-12 ตุลาคมที่ผ่านมา จัดการประกวดรอบรองชนะเลิศ ที่ศูนย์การค้าเอสพละนาด รัชดา และได้ผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 14 คน ประเภทลูกทุ่ง 7 คน และลูกกรุง 7 คนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ทั้งนี้สามารถเข้าชมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศได้ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ ที่ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เวสต์วิลล์  และแฟน ๆ สามารถชมเทปบันทึกภาพบรรยากาศรอบชิงชนะเลิศ ร่วมลุ้นและให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันทั้ง 14 คน ชิงถ้วยรางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทได้ใน วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568  ทาง ช่อง 7HD  เวลา 16.00-17.00 น.   ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย

‘บุ๋ม ปนัดดา’เสี่ยงชีวิตช่วยชายแดนจนถูกหมายหัว! เผยยังหิวแสงอยู่ถ้าสามารถช่วยคนเดือดร้อนได้

‘บุ๋ม ปนัดดา’เสี่ยงชีวิตช่วยชายแดนจนถูกหมายหัว! เผยยังหิวแสงอยู่ถ้าสามารถช่วยคนเดือดร้อนได้

‘บุ๋ม ปนัดดา’เสี่ยงชีวิตช่วยชายแดนจนถูกหมายหัว! เผยยังหิวแสงอยู่ถ้าสามารถช่วยคนเดือดร้อนได้

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดชีวิตฮีโร่หญิงผู้ช่วยเหลือสังคมอย่าง “บุ๋ม ปนัดดา” ในรายการ WOODY FM เผยลงพื้นที่มากกว่าอยู่กับครอบครัว เหตุผลที่ยังยืนหยัดแม้ไม่มีรายได้จากงานสังคมเพราะรอยยิ้มประชาชนคือความสุข เสี่ยงชีวิตแนวหน้า ถูกหมายหัวกลางสนามรบ หลังทุ่มทุนสร้างบังเกอร์ช่วยทหารชายแดน ลั่น! ยังหิวแสงอยู่ ถ้าแสงนั้นช่วยให้คนเดือดร้อนให้มีที่ยืน พร้อมเล่าเหตุการณ์จริงที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้

มีอะไรบ้างในอดีตที่เสียเวลาไปกับมันเยอะมากแล้วตอนนี้ต้องเลิก ?

บุ๋ม ปนัดดา : พวกกิจกรรมที่แบบหนักเกินไป แต่ก่อนบ้ากับการเอาเงินไปลงกับของที่ไม่จำเป็น มอเตอร์ไซค์ก็ซื้อเป็น 10 คัน หรือของที่แบบฟุ่มเฟือยเกินไปกับชีวิตก็ตัดออก เพราะว่าตอนนี้มีความสุขกับตัวเอง มีความสุขอยู่กับลูก มีความสุขกับการได้ลงพื้นที่ แฮปปี้มาก เดี๋ยวนี้แทบจะอยู่ในกรุงเทพฯ แค่ 2 วันที่เหลืออีก 5 วันคืออยู่ในพื้นที่หมดเลย อยู่ชายแดน อยู่ในโคลน อยู่ในน้ำท่วม อยู่กับประชาชน แล้วแบบชีวิตมันอินน่ะ แต่ทำไมยังต้องกลับมาทำงานเพราะเรายังมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ มีลูกที่ต้องเลี้ยง มีงานของตัวเองที่ต้องทำ พยายามบาลานซ์ชีวิต คือไม่อินกับอะไรจนเกินไป แต่ก็เน้นหนักไปทางงานสังคมแล้ว ตอนนี้ก็คือ 75% คืออยู่กับงานสังคมหมดเลย 20 กว่าเปอร์เซ็นต์คืออยู่กับโลกครอบครัวอยู่กับงานแค่นี้

แล้วรายรับหลักตอนนี้ ?

บุ๋ม ปนัดดา : เป็นพรีเซ็นเตอร์ เหมือนดาราหลาย ๆ คนที่ไม่ได้มีถ่ายละคร ไม่ได้มีออกรายการ แต่ทำไมอยู่บ้านได้ เพราะเขาได้งานพรีเซ็นเตอร์เป็นก้อน ซึ่งบุ๋มก็ทำแบบนั้น

แล้วคุณจะได้เอาเวลาที่เหลือไปทำงานสังคม ซึ่งก็ไม่มีรายได้ ?

บุ๋ม ปนัดดา : ไม่มีรายได้แล้วเสียรายได้ด้วย เสียตังค์เยอะด้วย อย่างตอนทำบังเกอร์ตอนช่วงแรกนี่คือลงเงินไปเยอะมากเลยนะ เพราะว่าบุ๋มลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค ยิงจริง ๆ ปะทะกันจริงคือ 24 ก.ค ดังนั้นช่วง 6-24 ก.ค ไม่ได้ระดมทุนอะไรเลยนะ เพราะอะไรพูดไม่ได้ เพราะมันพูดไม่ได้ว่าจะมีการปะทะกัน จะมีการยิงกันหรือเปล่า เพราะภาพพวกเราไม่เคยเห็นการรบเลย ตั้งแต่เราเกิดมาถูกไหม ตอนปี 54 มีการปะทะแต่ภาพไม่ได้ออกมาชัดเจนขนาดนี้ แต่มาอันนี้เรารู้สึกว่ามันน่าจะมีแน่ ไม่ธรรมดาแน่ ฉันต้องทำบังเกอร์ ฉันต้องทำเพื่อทหาร มันรู้สึกอย่างนั้นไป แล้วพอเราไปรู้สึกอย่างเดียวไม่พอ เราลงมือทำจริง ๆ แต่มันระดมทุนไม่ได้ มาบอกกับประชาชนไม่ได้ว่ามันจะมีการรบขอตังค์ทำบังเกอร์ค่ะ ทุกคนจะบอกปนัดดาเธอบ้าหรือเปล่า ปนัดดาเธอเอาอะไรมาพูด มันจะรบกันจริงเหรอ เพราะภาพนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ในภาพที่เห็นเลยว่าเซเว่นโดนถล่มหรืออะไร มันไม่มีภาพนั้นในหัวของพวกเรา

แล้วตอนทำบังเกอร์ทำไมถึงเป็นบุ๋ม ?

บุ๋ม ปนัดดา : คืออาจจะไม่มองว่าภาพมันจะมาจริง มันจะจริงเหรอ มันจะยิงไม่ยิงหรืออะไรหรือเปล่า ถ้าทางราชการงบกว่าจะมา งบภัยหนาวมาเมษายนน่ะ ขอหน้าหนาวปีนี้กว่าจะออกมาก็เมษายน เพราะมันต้องมีการตรวจสอบหลายขั้นตอนถูกไหม มันไม่ทันหรอก แต่เราอยู่ตรงนั้น เห็นสถานการณ์ เรารู้สึกแบบไม่ไหว หนึ่งชีวิตก็มีค่า

คุณก็ลงทุนทำบังเกอร์เลย ?

บุ๋ม ปนัดดา : ใช่ ก็คือเอาที่ดินไปจำนอง จริงๆ แต่ที่เป็นที่สามีให้นะ ก็เลยเอาที่ไปจำนอง ซึ่งสามีก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะพ่อเค้าเป็นทหาร

แล้วสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำบังเกอร์ด่วนจากการตัดสินใจคือ ?

บุ๋ม ปนัดดา : พอจบการปะทะชีวิตคือคุ้มค่ามาก ทหารโทรมาผมรอดเพราะบังเกอร์แม่ครับ คำนี้คือแบบชีวิตคนนะ แล้วเป็นสิบๆ บังเกอร์นะวู้ดดี้

มีโอกาสที่จะไม่รอดไหมจากที่ผ่านมา ?

บุ๋ม ปนัดดา : ตัวบุ๋มเองเหรอ มีโอกาสไม่รอด มันก็มีแหละ ก็อย่างที่เขาเห็น มีผู้ใหญ่ก็กระซิบมาบอกว่าถ้าคุณบุ๋มลงพื้นที่เมื่อไหร่ช่วยบอกนิดหนึ่ง เพราะว่าอะไรเพราะว่าทางนั้นก็มาร์คหัวอยู่ เพราะว่าเค้าไปลือกันว่าฉันเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ของกองทัพ พอ ๆ กับเหมือน พี่กัน จอมพลัง อย่างงี้

ชีวิตในการถูกหมายหัวไม่น่าจะใช้ชีวิตอย่างง่ายดาย ?

บุ๋ม ปนัดดา : ก็ไปไหนไม่บอกกำหนดการล่วงหน้าไป ไม่ต้องไปพูดอะไรว่าเดี๋ยวฉันจะไปตรงนั้น เดี๋ยวไปตรงนี้ไม่ต้อง มีคนเดินมาถามด้วยนะ เดี๋ยวคุณบุ๋มไปไหนต่อกี่โมงอะไรยังไง เราก็บอกยังไม่รู้เลยเดี๋ยวไปเรื่อย ๆ ค่ะ คือห้ามมาร์คจุดห้ามบอกอะไรประมาณนี้

พูดได้ว่าชีวิตตอนนี้อาจจะไม่ได้เซฟเหมือนสมัยก่อน ?

บุ๋ม ปนัดดา : ไม่เซฟเลยค่ะ อย่างการจัดงานวันก่อนคืนรอยยิ้มให้ประชาชน บุ๋มจัดคอนเสิร์ตที่แรกที่สุรินทร์ ที่ 2 สระแก้ว แจกของ งานนั้นอันตราย ท่ามกลางรอยยิ้ม มีอันตรายเกิดขึ้น เพราะมีสปายเข้ามาในพื้นที่ แล้วก็ได้ตัวด้วย ตชด. แอบบอกมา พอเรายืน ๆ อยู่ ทีมงานก็นั่นไงคนนั้นไง มาจริง ๆ

สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง เป็นห่วงเหมือนกัน เพราะว่าทหารไทยยังต้องอยู่ตรงนั้น ?

บุ๋ม ปนัดดา : ตึงเครียด แล้วก็ตอนนี้คือเอาพลเรือนออกหมด การรบเราต้องไม่เป็นภาระให้ทหาร ต้องออกมานอกพื้นที่แล้วให้ทหารเค้าทำงานกันอย่างเต็มที่ ถือว่าเราอัดของแล้ว สร้างบังเกอร์ให้แล้ว ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เหลือคือหน้าที่ของเขา แล้วที่เหลือคือกำลังใจจากเราแค่นั้นเอง แต่ประชาชนในพื้นที่ก็จะบอกว่า จะตึงเครียดยังไงก็ตาม จะเครียดยังไงก็ตาม แต่ไม่ยอมเสียพื้นแผ่นดินไทยสักตารางนิ้วเดียว เขายอมตรงนั้น ต้องขอบคุณคนชายแดนจริง ๆ นะ ประชาชนในพื้นที่ชายแดน เด็กไม่ได้เรียนหนังสือนะ เค้าไม่ได้เรียน โรงเรียนต้องปิด

เรื่องไหนที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้และไม่ได้พูดถึง ?

บุ๋ม ปนัดดา :  เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ ทุกอย่างปิดหมด ร้านต่างๆ ปิดหมด ผลผลิตทางการเกษตร นึกภาพตรงนั้นคือที่นา ตรงนี้คือป่ายางที่ต้องกรีด อันนี้คือทุเรียน อันนี้คือมะม่วงหรืออะไรก็ตาม ทุกอย่างคือเข้าไปเก็บเกี่ยวไม่ได้ แต่ผลผลิตทางการเกษตรมันสุกไม่รอหยุดสงคราม ทุกอย่างคือการลงทุนไปแล้ว ชาวบ้านลงไปแล้ว ค่าปุ๋ยที่กู้มา ค่าที่ต้องจ่าย ค่าไถนานหรืออะไรก็ตาม มันจ่ายไปหมดแล้วแต่เขาเก็บเกี่ยวเอาไปขายไม่ได้ รายได้คือศูนย์ อยากจะวอนทางรัฐเหมือนกัน ทำไงก็ได้ให้ผ่อนผันการชำระหนี้หรืออะไรให้เค้าหน่อยได้ไหม แม้กระทั่งการท่องเที่ยวมันต้องหยุด เพราะไม่มีใครไปเที่ยวถูกไหม ทุกอย่างคือเศรษฐกิจคือติดลบแล้วตอนนี้ ใช้คำว่าติดลบ สิ่งที่บุ๋มไปในพื้นที่ บุ๋มก็นอกเหนือจากดูแลทหารแล้วก็ดูแลประชาชน ก็โดยการเอาไปนั่งไลฟ์บอกช่องทางว่าสามารถซื้อออนไลน์ในจังหวัดอื่น ๆ ยังไงบ้างนี่คือสิ่งที่เราพยายามทำอยู่

ถ้าสามารถเสนอร่างนโยบายบางอย่างเพื่อจะเปลี่ยนแปลง อันดับแรกในระดับชาติต้องมีอะไรเกิดขึ้นเพื่อเรื่องนี้จะได้เบาลงหรือยุติในที่สุด ?

บุ๋ม ปนัดดา : มันยุติยาก ใช้คำว่ายากเพราะนึกภาพนะ การขัดแย้งที่มันฝังไปในความรู้สึกของทั้งคนไทยและคนกัมพูชาไปแล้ว มองหน้ากันยังติดยากเลย แล้วไหนจะพื้นที่แถว ๆ บ้านหนองจานตรงสระแก้ว กว่าจะเคลียร์กันอีกนานเป็นปี สายสัมพันธ์ไม่มีทางพัฒนากันง่าย ๆ แน่นอน มันก็จะอึมครึมแบบนี้ แล้วก็ลากยาวไป ตราบใดที่เรายังไม่ได้รับความจริงใจจากอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ก็ยากค่ะ  

คนจะตั้งคำถามเกี่ยวกับคนในสื่อว่าหิวแสงไหม ทำไปแล้วขาดแสงหรือเปล่าตอบยังไง ?

บุ๋ม ปนัดดา : ถ้าสมัยก่อนก็จะตอบแค่ว่า อุ๊ย! ไม่หาแสงหรอกค่ะ แต่พอวันนี้จะตอบอีกแบบหนึ่ง บุ๋มต้องการแสงมากเลยค่ะ ถ้าแสงนั้นมันสามารถทำให้บุ๋มไปวาร์ปให้คนที่เค้าเดือดร้อน ให้คนที่เค้าไม่เคยได้รับความยุติธรรม ให้พื้นที่หลาย ๆ พื้นที่ที่ไม่เคยได้รับการมองเห็น แล้วมันได้เป็นที่สนใจของสื่อ ได้เป็นที่สนใจของประชาชน ได้รับการระดมทุนเข้ามาเพื่อช่วยเหลือเขา หรือได้รับความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น บุ๋มจะวาร์ปแสงนั้นให้ยิ่งใหญ่กว่าดวงอาทิตย์เลย บุ๋มต้องการแสงนั้นมาก ๆ เลย ดังนั้นถ้าถามว่าบุ๋มหิวแสงไหม ใช่หิวแสง ทุกคนหิวแสงหมด แต่แสงจะเอาไปใช้ในทางที่ดีหรือไปทำร้ายคนก็แล้วแต่

ความสุขที่ได้รับทุกวันนี้นอกจกที่ นอกจากครอบครัว แล้วมีอะไรอีกที่ทำให้ยังอยู่ได้?

บุ๋ม ปนัดดา : รู้สึกว่าพอได้ช่วยคนแล้วมันเติมเต็มหัวใจเราเอง โดยที่ไม่ต้องมานั่งคิดอะไรว่าจะมีได้ชื่อเสียงเพิ่มขึ้น เพราะว่าฉันทำความดีมากกว่านี้ก็ไม่ได้เป็นนางเอก ฉันอยู่ในจุดที่อิ่มตัวแล้วกับในวงการบันเทิง อยู่ในจุดที่รู้แล้วว่างานอะไรเป็นยังไง ทำให้ยังไงแล้วจบยังไง เห็นภาพทั้งหมดแล้ว สิ่งที่เราอยากได้คือความสุข จากวันนี้เป็นต้นไป ความสุขที่ได้ช่วยคน ความสุขที่ได้เห็นทีมงานขององค์กรทำดีที่เข้มแข็งมากขึ้น เป็นงานมากขึ้น แล้วทีมงานสามารถทำงานได้โดยที่ฉันไม่จำเป็นต้องไปปรากฏตัวอยู่ที่นั่น คือระบบที่การสร้างงานในการทำความดีที่ฉันฝันมานาน มันคือระบบเหมือนบริษัท โดยที่แม่เป็นคนศูนย์กลางอยู่ตรงนี้ ประสานงานพร้อมกันอย่างงี้ ตอนนั้นไม่ได้นอน 24 ชั่วโมงกี่วัน แต่ฉันทำแล้วมันโคตรภูมิใจ พอทำสำเร็จไม่มีใครรู้เลยนะ แต่พอทำแล้วทุกอย่างผ่านไปได้ น้ำท่วมจบแล้ว สงครามนิ่งแล้ว โคตรภูมิใจ

หนึ่งเรื่องที่คิดว่าอยากจะให้คนจำ EP นี้คือเรื่องอะไร ?

บุ๋ม ปนัดดา : หลายคนมองบุ๋มแล้ว อาจจะมองบุ๋มเป็นไอดอล อาจจะอยากทำความดีเหมือนอย่างที่บุ๋มทำ แต่บุ๋มอยากจะบอกว่าก่อนที่เราจะไปดูแลใครคนอื่นได้ ต้องดูแลตัวเองให้แข็งแกร่งก่อน คุณต้องรักตัวเองให้มาก ๆ ต้องภาคภูมิใจในสิ่งที่คุณทำ แล้วต้องเอาพลังตรงนั้นเไปสรรค์สร้างสิ่งดี ๆ ให้คนอื่นได้ แต่มันต้องเริ่มจากตัวเองก่อน รักตัวเองให้มาก ๆ ค่ะ

โอ๊ยเล่าเรื่อง ลักกันวันตาย (Everybody Loves Me When I’m Dead)

ลักกันวันตาย (Everybody Loves Me When I’m Dead)

ลักกันวันตาย (Everybody Loves Me When I’m Dead)

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

งานหนังไทยเรื่องล่าสุดของ Netflix ที่นำเอา เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพัน นำแสดง จากฝีมือการกำกับของ ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร  ในหนังแนว ดราม่า อาชญากรรม”บัญชีไม่เคลื่อนไหว ใกล้ตัวกว่าที่คิด“..เมื่อเงินในบัญชีคนตาย จุดชนวนอาชญากรรมที่บานปลายเกินควบคุม..

โต กับ เพชร สองพนักงานธนาคารที่ต่างตกอยู่ในสภาวะบีบคั้นทางการเงิน จึงร่วมมือกันใช้ช่องโหว่ของธนาคารขโมยเงินจากบัญชีคนตายโดยไม่คาดคิดว่าการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวนี้จะผลักให้ทั้งคู่ตกลงไปสู่ห้วงอันตรายที่บานปลายเกินควบคุม เมื่อ เข็ม ทายาทตัวจริงของ เจ้าของบัญชีปรากฏตัว วอดก้า มือสังหาร ลูกน้องของนายเจ้าของเงินตัวจริง ตามมาเอาเงินคืน

ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร ทำ ‘ลักกันวันตาย’ ออกมาดูสนุก ดูง่าย ไม่ซับซ้อน มีครบรส ดราม่า แอ็คชั่น ฆาตกรรม ขาด แค่ อารมณ์ขัน ความรุนแรง และเรื่องรักโรแมนติก ดูหนังดูเพลิน ดูได้เรื่อยๆ มาตามสูตร หนังชิง เงินไปมา ที่ไม่มีการหักมุมไปมา ให้เสียเสียเวล่ำเวลาเอาเข้าจริงๆ ‘ลักกันวันตาย’ ยังติดภาพของ GDH ทั้งงานด้านโปรดักชั่น หรือ นักแสดง ที่ลดสโคป จาก จอเงินมาเป็นหนังสตรีมมิ่งเป็นอีกครั้งสำหรับผลงานของทีมนี้ที่มักจะหยิบเอาเรื่องใกล้ตัวมานำเสนอ ทำให้ย่อยง่าย เข้าถึงเรื่องทำให้หนังออกมาดูสนุก

เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ในบท โต เล่นดีทั้งในส่วนของ ดราม่า บู๊นิดๆ สีหน้าท่าทาง ชัดเจน แต่ละช่วงสถานการณ์ที่ต้องเจอ ทั้งเรื่อง ครอบครัว เงิน เพื่อน หรือแม้แต่ ตัวร้ายที่เข้ามา

 ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล ลื่นไหล ไปกับบท เพชร ลูกน้องคนสนิทของ โต ชัดเจนในความเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ ต้องมาเผชิญหน้ากับ ปัญหา เล่นดี ในทุกๆ ฉากทุกๆตอน ไม่ว่าจะ จากบคู่กับ โต เข็ม หรือต้องปะทะ กับ เสก หรือ วอลก้า

ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงศ์ ดูดีเหี้ยม ท่าทางเสื้อผ้าผม ชัดเจนในการเป็น วอดก้า นักฆ่าจอมโหด  มีการวางบุคลิค ให้ มากับ เหล้า/ไฟ  ดูแล้วอดนึกถึง วิคเตอร์ มือปืน ใน เดอะสโตน พระแท้ คนเก๊ ไม่ได้ นึกว่า เป็นภาคต่อ เป็นตัวละครเดียวกัน (ชื่อยังคล้ายกัน วอดก้า กับ วิคเตอร์)

เอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุล เป็น เข็ม หมอกระเป๋าเสริมความงาม เลี้ยงตัวเอง ที่ถูกแม่ทิ้งไปในวัยเด็ก ที่มาพร้อมกับเข็มฉีดยาที่เป็นทั้งเครื่องมือทำมาหากิน และอาวุธประจำตัว  ทำให้เรื่องดูสดใสดูมีชีวิตชีวา เล่นเป็นธรรมชาติ เล่นดี เข้าขา กับนักแสดงคนอื่นๆ 

น้ำฝน-กุลณัฐ กุลปรียาวัฒน์ เล่นดี ทำให้ จ๋า เป็นตัวละครที่ น่าเบื่อน่ารำคาญ ไปกับ การที่เจ้ากี้เจ้าการเจ้าระเบียบ อนามัย กับ สามี มีการตั้งความหวังลูก ชัดเจน ในการเป็นฟุ้งเฟ้อ เล่นเก่งเล่นดี ดูแล้ว เชื่อ ว่า เป็นตัวละคร ตัวนี้จริงๆ จนอด เอาใจช่วย โต ไม่ได้

แบม-ปีติภัทร คูตระกูล เป็นวุฒิ ผู้จัดการธนาคาร ที่เข้ามาเพิ่มความกดดัน ให้กับตัวเรื่อง

เต๋า URBOYTJ จิรายุทธ ผโลประการ เป็นเสก นักเลงโต มาพร้อมกับ ลูกน้องเป็นโขยง ชัดเจน ในการเป็น หัวหน้าตัวร้าย ที่มาในแบบที่ต่างจาก วอดก้า โดยสิ้นเชิง ทำให้ หนีงสนุกไปกับ ตัวร้าย ในสองรูปแบบ

ณาราฌา จันทะสิน รับบท น้องสโนว์ ลูกสาวตัวน้อยๆ ของ โต กับจ๋า ที่ดูน่ารักสมวัย

คมสัน นันทจิต มารับบท ราเชนท์ นิ่งๆเรื่อยๆ ดูดี สมกับเป็น ตัวละคร ที่จุดประกาย ทำให้เกิดเรื่องยู่ยี่-อลิสา อินทุสมิต มาตอนท้ายสำคัญเฉลยปมต้นเรื่องกับบท ‘ถนอมจิต จิตดี’ เจ้าของบัญชี มาน้อยแต่ถูกพูดถึงตลอดเรื่อง

‘ลักกันวันตาย’ใช้โลเกชั่นถ่ายทำในพัทยาภาพต่างๆ ออกมาดู ภายใต้การจัดแสดงที่สว่างไสว ไม่ใช้ความมืดมืดหรือสลัวๆ ไม่สดใส มาสร้างความกดดัน ให้กับเรื่อง เดินเรื่องเร็ว ปูเรื่องดีตัวละครมีที่มาที่ไปชัดเจนดนตรีประกอบกับเพลงประกอบเพิ่มความสนุกให้กับหนัง โดยเฉพาะบรรเลงที่มีเสียงฮัมเพลงประกอบไพเราะมากมายฉากแอ็คชั่นมีไม่มาก มากำลังพอดีๆ ต้องชมฉากไคลแม็กซ์ ชุลมุนวุ่นวาย ตัวละครมาเจอะเจอกัน อาจจะดู น้อยไปสักนิด ดูไม่รุนแรงมากมายอะไรนัก ‘ลักกันวันตาย’ คืออีกหนึ่ง ในไทยคุณภาพ ที่ดูแบบเรื่อยๆ สบายๆ ในสไตล์ หนัง Original Netflix  ที่ชอบในระดับ 8/10 คะแนน 

‘โดม ปกรณ์ ลัม’เล่าเคยเห็น’ตึกสแกมเมอร์’ด้วยตาเนื้อ ผวากลัวโดนลักพาตัว-ไม่กล้าต่อเน็ตโรงแรม

'โดม ปกรณ์ ลัม'เล่าเคยเห็น'ตึกสแกมเมอร์'ด้วยตาเนื้อ ผวากลัวโดนลักพาตัว-ไม่กล้าต่อเน็ตโรงแรม

‘โดม ปกรณ์ ลัม’เล่าเคยเห็น’ตึกสแกมเมอร์’ด้วยตาเนื้อ ผวากลัวโดนลักพาตัว-ไม่กล้าต่อเน็ตโรงแรม

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.11 น.

17 ตุลาคม 2568 กลายเป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเอง เมื่อนักร้อง-นักแสดงชื่อดัง ‘โดม ปกรณ์ ลัม’ ได้ออกมาโพสต์เล่าประสบการณ์สุดช็อกผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว “Dome Pakorn Lam” หลังจากที่เจ้าตัวเคยไปทำงานที่พนมเปญ และปอยเปต ประเทศกัมพูชา และได้เห็นตึกสแกมเมอร์ด้วยตาเนื้อของตัวเอง 

‘โดม ปกรณ์ ลัม’ ได้โพสต์เล่าเรื่องราวดังกล่าวว่า “ผมมีโอกาสเคยไปทำงานที่ พนมเปญ และ ปอยเปต หลายครั้ง บอกได้เต็มปากว่าเคยเห็นตึกพวก Scammers มาด้วยตาตัวเอง!! และแม้แต่คนกัมพูชาเองที่มาขับรถรับส่งให้ผม ยังชี้ให้ดูว่านี่คือตึกที่ Scammers ทำงานอยู่!! ที่นั่นมีตึกพวก Scammers อยู่เต็มไปหมด ผมไปทำงานทุกครั้งก็กลัวทุกครั้ง แม้แต่ WiFi โรงแรมยังไม่กล้าต่อ กลัวโดนแฮกข้อมูล

เวลาหิวข้าวส่วนใหญ่ก็จะสั่งกินในโรงแรม เพราะไม่กล้าออกไปกินข้างนอก กลัวโดนลักพาตัว!! ยืนยันได้เลยว่า เมืองเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินจากพวก Scammers เป็นหลัก!!! ผมขอให้กำลังใจ ท่านนายกฯ อนุทิน ปราบพวก Scammers กับเหล่านานาประเทศ อย่างเต็มที่ให้สิ้นซาก เพราะเรื่องนี้เป็นสร้างความเสียหายให้กับนานาประเทศ!!! อย่างประเมินค่ามิได้!!!! #scrambodia”

‘จินนี่ เอมษิกา’เสียใจ! นาฬิกาหรู10ล้านหายที่สิงคโปร์ เตือนอย่าเอาของมีค่าไปตปท.

'จินนี่ เอมษิกา'เสียใจ! นาฬิกาหรู10ล้านหายที่สิงคโปร์ เตือนอย่าเอาของมีค่าไปตปท.

‘จินนี่ เอมษิกา’เสียใจ! นาฬิกาหรู10ล้านหายที่สิงคโปร์ เตือนอย่าเอาของมีค่าไปตปท.

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.39 น.

17 ตุลาคม 2568 ทำเอาไฮโซสาว ‘จินนี่’ เอมษิกา โชติวิจิตร หรือ ‘จินนี่ กามิกาเซ่’ อดีตเกิร์ลกรุ๊ป ออกมาแชร์ประสบการณ์ผ่านทางติ๊กต็อกส่วนตัว “@Jinnychotivichit” เพื่อเป็น อุทาหรณ์ให้กับใครหลายๆ คนที่ชอบพกของราคาแพงไปต่างประเทศ

โดยเธอเล่าว่า “นาฬิการิชาร์ดมิลล์ของจินนี่มูลค่าเกือบ 10 ล้านโดนขโมยที่สิงคโปร์ คือจินนี่ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องนี้ขึ้นกับเธอได้ในประเทศที่ดูปลอดภัยและกฎหมายการขโมยที่แรงมากๆ วันแรกที่รู้เสียใจมาก ทานข้าวไม่ได้เลย เพราะนาฬิกาเรือนนี้เก็บเงินมาค่อนข้างนานกว่าจะตัดสินใจซื้อเรือนนี้มาใส่ ตอนนี้เรื่องอยู่ที่ตำรวจ และกำลังสืบสวนอยู่ ผ่านมา 1 อาทิตย์แล้ว และมีอัปเดตเรื่อยๆ จากตำรวจ แต่ยังพูดรายละเอียดไม่ได้เลย

อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นกับจินนี่เป็นอุทาหรณ์กับทุกคนว่า อย่าเอาของมีค่าไปต่างประเทศเลย เก็บไว้ที่ประเทศไทยดีกว่า ที่จริงจินนี่ใส่ไปเที่ยวทุกที่เลยแต่คราวนี้งงมากๆ เลยจริงๆ ตอนนี้ทำได้แค่ภาวนาขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เจอนาฬิกา ขอให้คนขโมยเปลี่ยนใจเอามาคืน ถ้ามีอัปเดตจะมาเล่าให้ฟังว่าได้คืนหรือไม่ ใครขโมยไป หายที่ไหน เพราะตอนนี้ยังพูดไม่ได้”

ซึ่งหลังจากที่ จินนี่ ได้ออกมาโพสต์คลิปออกไปนั้น แฟนๆ ก็เข้ามาคอมเมนต์สอบถามเธอว่า “คุณจินนี่วางไว้หรอคะหรือว่าอยู่ในข้อมือแล้วหายไป” โดยเจ้าตัวได้ตอบกลับคอมเมนต์นี้ไปว่า “ตอนนี้พูดรายละเอียดไม่ได้เลย ไว้มีอะไรจะมาอัปเดตนะคะ”

https://www.tiktok.com/embed/v2/7561663256075586837?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fentertain%2F921847

อ่านแล้วมีสะดุ้ง! ‘อ่ำ อัมรินทร์’โพสต์ฟาดปมสิทธิมนุษยชน ‘เจ เจตริน’ร่วมวงซัดเดือด

อ่านแล้วมีสะดุ้ง! 'อ่ำ อัมรินทร์'โพสต์ฟาดปมสิทธิมนุษยชน 'เจ เจตริน'ร่วมวงซัดเดือด

อ่านแล้วมีสะดุ้ง! ‘อ่ำ อัมรินทร์’โพสต์ฟาดปมสิทธิมนุษยชน ‘เจ เจตริน’ร่วมวงซัดเดือด

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.12 น.

17 ตุลาคม 2568 กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ทันทีเมื่อดารารุ่นใหญ่ ‘อ่ำ’ อัมรินทร์ นิติพน ได้ออกมาโพสต์ข้อความสุดเดือดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Amarin Nitibhon” ระบุว่า “สิทธิพ่อสิทธิแม่มึงดิ” ท่ามกลางชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์กันสนั่นเฟซบุ๊ก ต่อมานักร้องคนดัง “เจ เจตริน”  ที่ได้เข้ามาคอมเมนต์ ตอบกลับด้วยว่า “พวกแม่งดัดจริต”

ต่อมา ‘อ่ำ อัมรินทร์ ‘ ก็ได้เข้าไปตอบคอมเมนต์ของ เจ เจตริน โดยใช้ภาพ “ลิงตัดผมหน้าม้าสวมชุดนักเรียน” หลังจากนั้น เจ เจตริน ก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นตอบกลับอีกว่า “คล้ายๆ”

ซึ่งขณะนี้โลกออนไลน์มีการถกเถียงประเด็นเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ที่หลังจากอังคณา นีละไพจิตร สว.และนักสิทธิมนุษยชน ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการที่ กัน จอมพลัง ใช้รถแห่เปิดเสียงหลอนในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เนื่องจากเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และอาจสร้างข้อเสียเปรียบให้กับประเทศไทยในเวทีระดับโลก

โดยความเห็นดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างดุเดือด ทั้งจาก กัน จอมพลัง และเหล่าบรรดาแฟนคลับ รวมถึงบุคคลในวงการบันเทิงที่สนใจประเด็นบ้านเมือง ก็ได้ออกมาร่วมออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสังคมออนไลน์ต่อประเด็นนี้ด้วย

‘ยียี ชิษณุชา’Miss Chinese Global Thailand 2025 นำทีมผู้บริหารและรองทั้ง3เดินสายขอบคุณสื่อ(ไลฟ์)

'ยียี ชิษณุชา'Miss Chinese Global Thailand 2025 นำทีมผู้บริหารและรองทั้ง3เดินสายขอบคุณสื่อ(ไลฟ์)

‘ยียี ชิษณุชา’Miss Chinese Global Thailand 2025 นำทีมผู้บริหารและรองทั้ง3เดินสายขอบคุณสื่อ(ไลฟ์)

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.53 น.

ก้องภพ สิมะพิเชฐ ผู้ถือลิขสิทธิ์ Miss Chinese Global Thailand 2025 พร้อมด้วย ยียี ชิษณุชา Miss Chinese Global Thailand 2025 รองอันดับ 1 Miss Chinese Global Thailand 2025 ได้แก่: เกรซ สิตา สิรโชติกุลรองอันดับ 2 Miss Chinese Global Thailand 2025 ได้แก่: MCGT 22 ณิชา ณัฐณิชา อยู่เสถียรและ Miss Chinese Global Thailand culture 2025 โตะ อิงฟ้า จึงชัยชนะ (แซ่จึง) เข้าพบ ‘ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า’ พร้อมทั้งไลฟ์สดผ่านแฟนเพจ ‘แนวหน้าวาไรตี้’