เปิดภาพล่าสุด! ‘จา พนม’มอบเสื้อยืดหนุนทหารชายแดนไทย-กัมพูชา แฟนๆแห่คอมเมนต์ชื่นชม

เปิดภาพล่าสุด! 'จา พนม'มอบเสื้อยืดหนุนทหารชายแดนไทย-กัมพูชา แฟนๆแห่คอมเมนต์ชื่นชม

เปิดภาพล่าสุด! ‘จา พนม’มอบเสื้อยืดหนุนทหารชายแดนไทย-กัมพูชา แฟนๆแห่คอมเมนต์ชื่นชม

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.15 น.

26 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กเพจกองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ภาพของพระเอกนักบู๊ระดับโลก ‘จา พนม’ หรือ ‘พนม ยีรัมย์’ ขณะร่วมกิจกรรมมอบเสื้อยืดให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พร้อมระบุข้อความว่า … 

“รับมอบเสื้อยืดสนับสนุนกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พล.ต.ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รอง มทภ.2 รับมอบเสื้อยืดสนับสนุนกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 20,000 ตัว มูลค่า 1,070,000 บาท จากบริษัท สุขภัณฑ์คริสตินา (ประเทศไทย) จำกัด มอบโดย ธัญชนนท์ ชาติเมธากุล และ พนม ยีรัมย์ (จา พนม) ดารานักแสดงชื่อดัง ณ วัดเทพสรธรรมาราม อ.เมือง จ.ปทุมธานี” 

งานนี้หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปแล้วนั้น ก็มีชาวโซเชียลเข้ามาคอมเมนต์กันเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น คนไทยน้ำใจดี , ชื่นชมคนไทยไม่ทิ้งกันค่ะ , ขอบคุณแทนพี่ทหารไทยของเราสาธุสาธุด้วยค่ะ , คนไทยรวมใจเป็นหนึ่ง , ขอบคุณแทนทหารไทย ขอบคุณในน้ำใจชื่นชมค่ะ ,ขอบคุณไทยหัวใจงาม หัวใจรักแผ่นดินไทย

‘เฌอปราง’ร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆ ในงาน ‘นิทรรศการศิลปะเด็กนานาชาติ ครั้งที่ 55’

'เฌอปราง'ร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆ ในงาน 'นิทรรศการศิลปะเด็กนานาชาติ ครั้งที่ 55'

‘เฌอปราง’ร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆ ในงาน ‘นิทรรศการศิลปะเด็กนานาชาติ ครั้งที่ 55’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.01 น.

บริษัท เพนเทล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องเขียนคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น จัดงาน “นิทรรศการศิลปะเด็กนานาชาติ ครั้งที่ 55” (The 55th International Children’s Art Exhibition) ภายใต้ธีม “Reimagine Your World” — จินตนาการสร้างโลกใหม่ ด้วยมือคุณ โดยปีนี้ เด็กไทยโชว์พลังความคิดสร้างสรรค์จนคว้ารางวัล จากการประกวด ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นถึง  116 รางวัล จากผลงานกว่า 36,492 ชิ้น จาก 41 ประเทศทั่วโลก รวมถึงรางวัลสูงสุดอันทรงเกียรติ Japanese Foreign Minister’s Award ที่ยืนยันว่าเยาวชนไทยสามารถก้าวสู่เวทีระดับโลกได้อย่างสง่างาม ณ ลานกิจกรรมชั้น M  ศูนย์การค้าเกทเวย์ เอกมัย

บรรยากาศในวันมอบรางวัลเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของครอบครัวผู้ที่ได้รับรางวัลประเภทต่างๆ พร้อมทั้งเพลิดเพลินผลงานของน้องๆ คนเก่งมากมาย  โดยมีศิลปินและนักแสดงสาวสวย  “เฌอปราง อารีย์กุล” ที่มาโชว์เสียงใสๆในเพลง “จังหวะตกหลุมรัก” สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก และร่วมกิจกรรม “ออกแบบโลกจินตนาการ กับพี่เฌอปราง” ร่วมกับน้องๆผู้โชคดี โดยแต่ละกลุ่มจะต้องออกแบบและลงสีรูปต่อจากภาพที่กำหนด จากนั้นสาวเฌอปรางได้แนะเคล็ดลับให้ทุกคนกล้าทดลองสิ่งใหม่ ด้วยแนวคิดที่ผสมผสานระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน แม้จะไม่ถนัดก็อาจค้นพบความชอบและศักยภาพของตัวเองได้ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก พร้อมทั้งแสดงความสามารถของเราออกมาอย่างเต็มที่

ผู้ที่สนใจสามารถมาชื่นชมผลงานศิลปะของเด็กไทยคนเก่งได้ ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ณ ชั้น 3 หอศิลปะและวัฒนธรรมกรุงเทพฯ (BACC) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม สอบถามเพิ่มเติม Facebook : Pentel (Thailand) หรือโทร. 02-261-8285

‘แม่ชม’พาไขข้อสงสัย! กินเนื้อเสี่ยงมะเร็งจริงไหม กินเนื้อช่วยรักษาอาการซึมเศร้าและไบโพลาร์?

'แม่ชม'พาไขข้อสงสัย! กินเนื้อเสี่ยงมะเร็งจริงไหม กินเนื้อช่วยรักษาอาการซึมเศร้าและไบโพลาร์?

‘แม่ชม’พาไขข้อสงสัย! กินเนื้อเสี่ยงมะเร็งจริงไหม กินเนื้อช่วยรักษาอาการซึมเศร้าและไบโพลาร์?

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

On The Way With Chomพบกับ “หมอหนึ่ง Healthy Hero หรือ นพ. ธวัชพงศ์ สวัสดิ์กิจไพโรจน์” ที่มาเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการบริโภคเนื้อสัตว์ กินเนื้อช่วยรักษาอาการซึมเศร้าและไบโพลาร์จริงไหม? ไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับ Animal-Based Diet ที่สายสุขภาพอยากรู้ พลิกความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับการกินเนื้อแล้วเสี่ยงมะเร็ง? คนกินเนื้อ VS คนกินผัก ใครฉลาดกว่า?

วันนี้จะมาคุยเรื่อง Animal Base Diet ต้องถามก่อนว่าส่วนตัวคุณหมอเป็นไดเอตสายไหน ?

หมอหนึ่ง : จริงๆ ผมเน้นการกินเนื้อสัตว์แต่ว่ายังกินพืชอยู่บ้าง โดยเฉพาะพวกที่เป็นผักกับผลไม้ แต่ว่าจำกัดในปริมาณที่เหมาะสม

คุณหมอทานโปรตีนวันละกี่กรัม ?

หมอหนึ่ง : กิน 1-1.6 เท่าของน้ำหนักตัว ผมน้ำหนัก 70 นะครับ เพราะฉะนั้นก็จะกินประมาณ 70 ถึงประมาณ 110 กรัมต่อวัน เพราะว่าออกกำลังกาย ต้องสร้างกล้ามเนื้อ ต้องใช้โปรตีนเยอะขึ้น

มาพูดถึง Animal Base เป็นยังไง คุณหมอถึงได้มาสนใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ?

หมอหนึ่ง : ส่วนตัวผมนอกเหนือเรื่องสุขภาพ สนใจเกี่ยวกับเรื่องของการลดน้ำหนัก เพราะฉะนั้นในเรื่อง Animal Base กับ Plant Base ที่เขาถกเถียงกันมา ส่วนใหญ่ก็คือจะเริ่มมาจากการลดน้ำหนักว่าในช่วงก่อนหน้านี้ จะมีวิธีการลดน้ำหนักหลายแบบ วิธีการกินเพื่อสุขภาพหลายแบบ ถ้าแบ่งจริงๆ แล้วก็จะมีสายที่เขากินเนื้อสัตว์แบบจริงจังๆ เลย เป็นสายแบบเถื่อนๆ เลยก็คือกินแบบ คาร์นิโวร์ ไดเอท (Carnivore Die) แปลว่าสัตว์กินเนื้อ เพราะฉะนั้นสายหนึ่งก็จะกินเนื้อสัตว์เยอะๆ โดยที่ไม่กินพืชเลย แล้วพอเขากินแล้วสุขภาพดีขึ้น ก็จะเชื่อว่าการกินแบบนี้ถูกต้อง แล้วเขาก็จะกินไปตลอด คนกินคีโตที่กินของมันๆ เยอะๆ แล้วผอมลงสุขภาพดี เขาก็จะเชื่อว่าการกินคีโตดี ส่วนในช่วงประมาณ 5-10 ปีที่ผ่านมา ก็จะเริ่มมีสายที่กินแบบแพลนท์เบส แล้วเขากินแล้วสุขภาพดี เขาจะบอกว่าวิธีการกินของเขาดี คราวนี้ก็เลยเกิดการดีเบตกันว่า แบบไหนของใครดีกว่ากันแน่

คุณหมอก็เลยหันมาสนใจเรื่องนี้ ?

หมอหนึ่ง : ถูกต้องครับ

อยากให้คุณหมออธิบายถึงคำว่า Animal Base มันมีแบบว่าฮาร์ดคอร์ไปเลย หรือว่าต้องมีสัดส่วนเท่านี้ถึงจะเรียกว่า Animal Base มันมีกี่สาย ?

หมอหนึ่ง : ถ้าให้แบ่งแบบเข้าใจง่ายๆ เลยแล้วกันนะครับ จะมีอยู่ 3 สาย จะแบ่งตามสัดส่วนที่เรายอมรับได้ว่าจะกินคาร์โบไฮเดรตมากน้อยแค่ไหน เพราะว่าถ้าพูดถึง Animal Base สารอาหารที่เราจะได้จาก Animal หรือได้จากสัตว์จริงๆ ถ้ากินแต่สัตว์อย่างเดียวก็จะได้เป็นโปรตีนกับไขมัน เพราะว่าในสัตว์จะไม่ค่อยมีส่วนที่เป็นแป้งเท่าไหร่ อันที่ 1 ก็จะเป็นเมื่อกี้ที่ผมบอกไปก็คือเป็น คาร์นิวอร์ไดเอต เพราะว่า คาร์นิวอร์ แปลว่าสัตว์กินเนื้อ เพราะฉะนั้นถ้ากินคาร์นิวอร์ไดเอต คือเรากินเหมือนเสือเลย จะกินแต่โปรตีน กินแต่ไขมันจากเนื้อสัตว์ แต่ว่าจะไม่กินพวกที่เป็นพืชเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นถามว่ากินผักไหมไม่กิน ผลไม้กินไหมไม่กิน

ลำไส้จะเป็นยังไง ?

หมอหนึ่ง : จุลินทรีย์ในลำไส้ของแต่ละคนที่เขากินแต่ละแบบ มันจะปรับตัวไปตามสิ่งที่เขากินครับ อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจนะครับ ระบบนิเวศในลำไส้เขาก็จะเป็นอีกแบบไปเลย สุดโต่งเลย แบบที่ 2 คือ คีโตเจนิก ไดเอต สายนี้จริงๆ ที่มาแต่ก่อนมันเกิดมาจากการที่เขาพยายามจะทำยังไงก็ได้ให้รักษาเด็กที่เป็นลมชัก เขาค้นพบว่า การที่เรากินคีโตเจนิก ไดเอต มันช่วยรักษาเด็กที่เป็นลมชักได้ ให้อธิบายก็คือ คีโต มาจากคำว่า คีโตน เป็นสารชนิดหนึ่งที่เกิดจากการสลายไขมันในร่างกายออกมาแล้วเป็นพลังงาน เจนิกแปลว่าการสร้าง เพราะฉะนั้นคีโตเจนิก ไดเอตเลยเป็นการกินที่เน้นการสร้างสารที่เป็นคีโตน

แล้วคนที่เขาเป็นลมชักคือแปลว่าไม่มีคีโตนออกมา ?

หมอหนึ่ง : ไม่ใช่ครับ คือเขาเกิดจากการสังเกตว่าถ้าคนที่เป็นลมชัก ได้ทำ Fasting การทำ Fasting จะเกิดสารที่เป็นคีโตนออกมาด้วยนะครับ แล้วจะอาการลมชักจะดีขึ้น แต่เราไม่สามารถที่จะอดอาหารแล้วทำ Fasting ยาวๆ เพื่อให้ลมชักดีขึ้นได้ตลอด เพราะฉะนั้นเขาก็เลยจะมีวิธีอื่นไหมที่สามารถสร้างคีโตนได้ด้วย เพราะฉะนั้นวิธีอีกวิธีหนึ่งก็คือ ถ้าเราไม่ทำ IF เราตัดที่เป็นน้ำตาล ตัดที่เป็นแป้งออก ร่างกายก็สลับระบบพลังงานไปใช้ไขมัน ทำให้เกิดสารที่เป็นคีโตนตัวนี้เกิดขึ้นมา สมองก็ใช้พลังงานจากคีโตนได้ แล้วเขาพบว่า อาการลมชักดีขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นสัดส่วนของคนที่กินคีโตจริงๆ ก็คือจะเน้นไขมันเป็นหลัก แล้วก็ตัดน้ำตาลออก ตัดแป้งออก แต่ว่าความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งของคนที่เขากินคีโตสมัยก่อนๆ เลยก็คือ เห็นเขากินหมู 3 ชั้น ฉันคิดว่ามันคือการกินหมู 3 ชั้นแน่เลย คือคีโต ไม่ใช่ จริงๆ คีโตคือตัดแป้งตัดน้ำตาล แต่ถ้าจะเฮลตี้จริงๆ เราจะยอมรับให้กินคาร์โบไฮเดรตได้ในปริมาณที่ไม่เกินประมาณ 20 กรัมต่อวัน ไม่เกินข้าว 1 ทัพพี ผักได้แต่ว่าต้องเป็นผักที่ไม่ใช่ผักหัว เช่น ข้าวโพด เผือก มัน ฟักทอง พวกนี้มันจะมีแป้งนะครับ เพราะฉะนั้นก็ยังได้ใยอาหารด้วย เราจะเรียกว่าเป็น Healthy คีโต คือข้าวปกติเรากินมื้อหนึ่ง 2 ทัพพี วันหนึ่งกิน 6 ทัพพี แต่อันนี้แบบรวมทั้งวัน 1 ทัพพีไม่เกิน

แล้วมีอีกไหม ?

หมอหนึ่ง : แบบที่ 3 อันนี้จะเป็นแบบที่ค่อนข้างยืดหยุ่นหน่อย คนไทยน่าจะทำง่าย ก็คือเป็น โลว์คาร์บ ไฮโปรตีน แสดงว่าแบบแรกที่เป็นคาร์นิวอร์ ไดเอตไม่กินเลย แบบที่ 2 คือยังยอมกินจากพวกที่เป็นใยอาหารบ้าง แบบที่ 3 คำว่าโลว์คาร์บในที่นี้ เราอาจจะกินสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นมานิดหนึ่งอาจจะประมาณ 20-100 กรัมต่อวัน แล้วไฮโปรตีนก็อาจจะได้จากพวกเนื้อสัตว์ นม ไข่ เป็นส่วนใหญ่ แต่เราอาจจะไม่สามารถไฮโปรตีนจากพวกที่เป็นธัญพืชได้ เพราะว่าจริงๆ ในธัญพืชก็ยังมีส่วนที่เป็นคาร์โบไฮเดรตอยู่ ถ้าเรากินแต่คาร์โบไฮเดรตเยอะๆ ก็จะไม่ใช่โลว์คาร์บ ไฮโปรตีน

จะมีกลุ่มที่เชื่อว่าการกินเนื้อสัตว์เยอะมันเป็นปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของโรคมะเร็ง ตรงนี้มันจริงไหม ?

หมอหนึ่ง : จริงๆ นอกจากการที่เขาดีเบตเรื่องมะเร็งนะ ยังดีเบตเรื่องโรคหัวใจว่ากินเนื้อสัตว์เยอะเป็นโรคหัวใจ กินเนื้อสัตว์เยอะเป็นโรคมะเร็ง ขออธิบายทีละอันแล้วกันนะครับ ถ้ากินเนื้อสัตว์เยอะแล้วเป็นโรคมะเร็ง ในโรคมะเร็งเมื่อ 10 ปีที่แล้วเขามีการรวบรวมงานวิจัย แล้วก็มีการสรุป Classify ออกมาว่าอะไรบ้างที่เป็นอาหารที่ก่อมะเร็งแน่ๆ กรุ๊ปที่ 1 เลยที่เป็นสารก่อมะเร็งแน่ๆ ก็คือพวกที่เป็น อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน นะครับ พวกนี้มีการเอาเนื้อสัตว์มาแล้วก็ทำให้เขาสามารถอยู่ได้นานขึ้น โดยการใส่สารที่ชื่อว่าไนเตรตเข้าไป ช่วยทำให้กันบูดก็ได้ ทำให้เป็นสารที่เนื้อแดงขึ้นก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงเนี้ยเป็นอันที่ 1 แต่อันที่ดีเบตอยู่ในปัจจุบันจริงๆ  คืออันที่ 2 กรุ๊ป 2A คือตัวที่เป็นเนื้อแดง ถ้าคุณกินเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว คุณมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งนะ แต่ในที่เขาสรุปกันมา เขียนว่าต้องเป็นเนื้อแดงที่ผ่านการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง เพราะฉะนั้นถามว่าจริงๆ แล้วเนื้อสัตว์เป็นตัวที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งหรือเปล่า คำถามคือ ถ้าสมมุติผมถามว่า กินแอลกอฮอล์แล้วใส่น้ำแข็งแล้วเป็นตับแข็ง จะโทษน้ำแข็งไหม ถ้าเรากินน้ำอัดลมใส่น้ำแข็งแล้วเป็นเบาหวาน แสดงว่าน้ำแข็งไม่ดีหรือเปล่า อาจจะไม่ใช่จริงๆ ตัวเนื้อสัตว์อาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอาจจะเกิดจากการที่คุณเอาเนื้อสัตว์ไปผ่านความร้อนสูงหรือเปล่า

อย่างงี้เราต้องกินเนื้อดิบเหรอ ?

หมอหนึ่ง : เนื้อดิบจริงๆ ก็มีทั้งข้อดีข้อเสียนะครับ ถ้าเป็นข้อดีเลยคือ สารอาหารไม่ถูกชะล้างออกไป เพราะว่าอะไร เพราะว่าไม่ผ่านความร้อน แต่ข้อเสียก็มี ไข่ดิบเคยมีคนกินก็จะอาจจะได้เชื้อโรคท้องเสียเป็นซัลโมเนลลา แต่ถ้าสมมุติว่ากินหมูดิบแล้วหูดับ หรือที่น่ากลัวที่สุด คือกินเนื้อวัวดิบในนั้นจะมีพวก พยาธิตัวตืด ถ้าขึ้นสมองก็บางคนก็มาด้วยอาการชัก หรือบางคนปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรไปเอ็กซเรย์ เห็นพยาธิเต็มกล้ามเนื้อก็มีครับ อย่างที่เขาบอกว่าเวลาเราไปกินปิ้งย่างแล้วมีส่วนที่เป็นดำๆ ที่เกิดจากความร้อน ตรงนั้นแหละครับ ไอ้ตัวนั้นแหละคือตัวที่เกิดก่อให้เกิดมะเร็ง

แล้วถ้าเราตัดตรงดำๆ ออก ?

หมอหนึ่ง : ก็ยังพอกินได้ แต่ก็ถ้าถามว่ากินแบบไหนดีที่สุด ด้วยความที่งานวิจัยเขาก็ทำอย่างงี้ต่อไปเรื่อยๆ ดีที่สุดก็คือกินข้อที่ 1 กินอาหารให้หลากหลาย กินเนื้อแดงบ้าง กินเนื้อขาวบ้าง แล้วก็อันที่ 1 ที่เขาจัดไว้เป็นกรุ๊ปแรกเลยก็คือ อาหารแปรรูป อันนี้ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงดีกว่า เพราะยังไงเราก็รู้แน่ๆ ว่าเขาใส่สารเคมี แล้วก็มะเร็งที่สัมพันธ์จริงๆ นะครับกับอาหารกลุ่มนี้ ไม่ใช่ทุกมะเร็ง แต่มะเร็งที่เขาบอกว่าสัมพันธ์มากที่สุดเลยคือ มะเร็งลำไส้ เพราะฉะนั้นมะเร็งลำไส้ก็จะเกิดจากการที่การขับถ่ายผิดปกติ ทำยังไงให้ท้องเราไม่ผูกอาจจะกินใยอาหารเพิ่มได้ไหม เราไม่กินคาร์บ แต่เราอาจจะกินผักได้ไหม เพื่อให้อาจได้คาร์บน้อยๆ แต่ว่ายังมีใยอาหารอยู่ ทำให้ลำไส้เรายังขับถ่ายได้ดี จุลินทรีย์ในลำไส้เรายังแข็งแรง

วิธีที่เหมาะในการปรุงอาหารให้สุก ควรจะเป็นยังไง ?

หมอหนึ่ง : ใช้ความร้อนไม่สูง แล้วก็ผ่านความร้อนน้อยๆ การทอดใช้ความร้อนสูง อาจจะเป็นการ ต้ม การนึ่ง แบบนี้เรารับได้

แล้วปิ้งย่าง ?

หมอหนึ่ง : ปิ้งย่าง ถ้าส่วนตัวจริงๆ ผมก็ยังทานนะ เพราะว่าอาหารจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องสุขภาพอย่างเดียว มันเป็นเรื่องความสุขด้วย แต่เราแค่ไม่ได้ทานแบบนี้ทุกวัน คือถ้าเป็นยุคแต่ก่อนเราจะเริ่มมาจากการที่กินพืชผัก แล้วก็เริ่มมาล่าสัตว์นะครับ แล้วก็เริ่มมาปรุงโดยการใช้ไฟ แต่ยุคปัจจุบันมันไม่ใช่แค่นั้น มันเป็นยุคของ Ultra Processed Food คือมีการผ่านกระบวนการเยอะแยะไปหมด ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นปัญหามากกว่าการใช้ไฟด้วยซ้ำ

เขาบอกว่ากินเนื้อสัตว์เยอะเสี่ยงโรคหัวใจเพราะอะไร ?

หมอหนึ่ง : สิ่งที่เขากลัวจริงๆ จากการกินเนื้อสัตว์แล้วสิ่งที่พืชไม่มี มันคือสิ่งที่เรียกว่า คอเลสเตอรอล ซึ่งคุณหมอทุกคนหลายๆ คนเดี๋ยวนี้ก็เริ่มตื่นตัวเรื่องคอเลสเตอรอลนะครับ ถ้าเป็นงานวิจัยที่เป็นต้นตำรับเลยประมาณปี 1948 -1950 ก็คือประมาณ 70 80 ปีแล้ว ตอนนั้นทำไมคนเป็นโรคหัวใจเยอะ แล้วมันเกิดจากอะไร เจาะเลือดไปพบว่าคนที่เป็นโรคหัวใจคอเลสเตอรอลสูง แล้วในผนังหลอดเลือดก็มีคอเลสเตอรอลอยู่ด้วย เขาเลยเริ่มอนุมานก่อนว่าคอเลสเตอรอลเป็นสาเหตุหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ มันอาจจะเป็นสาเหตุหรือไม่เป็นสาเหตุก็ไม่รู้ แต่มันมีความสัมพันธ์กันเลยคิดแบบนั้น แต่ช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมานะครับ เขาบอกว่าเราคุมอาหารที่คอเลสเตอรอลสูง แต่ทำไมคนที่เป็นโรคหัวใจไม่ลดลงเลย งานวิจัยก็เลยเริ่มตรวจตัวอื่นเพิ่มว่ามันมีตัวอื่นอีกไหมที่น่าจะมีความสัมพันธ์ ซึ่งในไทยก็ทำนะครับมีการเก็บข้อมูลคนประมาณ 3,000 คน แล้วก็ติดตามไปเรื่อยๆ ว่าคอเลสเตอรอลสูง HDL เป็นยังไง ไตรกลีเซอไรด์เป็นยังไง ว่ามันมีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคหัวใจไหม แล้วเขาพบว่า Total คอเลสเตอรอลกับ LDL ที่สูงแทบจะไม่ได้สัมพันธ์กับการเป็นมะเร็ง ไม่ได้สัมพันธ์กับการเป็นโรคหัวใจ แต่ตัวที่สัมพันธ์มากกว่าคือ ไตรกลีเซอไรด์ที่สูงและ HDL ที่ต่ำ ซึ่งพอเป็นแบบนี้คนก็เลยคิดว่าแล้วทำยังไงแบบ HDL เราถึงจะสูง มันมาคู่กันนะครับ เวลาคนเรา HDL ต่ำ ไตรกลีเซอไรด์มันมักจะมักจะสูง ซึ่งตัวไตรกลีเซอไรด์มันคือไขมันที่เป็นพลังงานสะสม พูดง่ายๆ ก็คือคนอ้วน มักจะมีไตรกลีเซอไรด์สูงแล้วก็ HDL ต่ำ เพราะฉะนั้นทำไงให้ HDL เราสูงขึ้นก็ต้องลดความอ้วน HDL ก็จะสูงขึ้นโดยธรรมชาติ โดยที่เราอาจจะยังไม่ต้องกินอาหารเสริมก็ได้

Animal Base เหมาะกับใคร ?

หมอหนึ่ง : จริงๆ ต้องบอกว่าเหมาะกับทุกคน ยกเว้นคนที่มีโรคประจำตัวบางโรคที่ไม่เหมาะกับการกิน Animal Base จริงๆ เช่น คนที่เป็นโรคไต ต้องอธิบายว่าบางคนมักจะเข้าใจผิดว่ากินโปรตีนเยอะแล้วเดี๋ยวเป็นโรคไต จริงๆ การกินโปรตีนเยอะไม่ได้ทำให้เป็นโรคไตถ้ากินในปริมาณที่เหมาะสม แต่คนที่เป็นโรคไตแล้วต้องจำกัดการกินโปรตีนด้วยเหตุผลที่ว่าไตของคนเราทำหน้าที่หลายอย่าง แต่หนึ่งในนั้นคือการกำจัดของเสียและการควบคุมสมดุลของการเป็นกรดเป็นเบสในร่างกาย เขาพบว่าการที่เรากินอาหารที่มาจากเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ จะทำให้ภาวะในเซลล์มีแนวโน้มที่จะเป็นกรด เพราะฉะนั้นคนที่เป็นโรคไตแล้ว การที่เขาควบคุมสมดุลความเป็นกรดในร่างกายเขาจะทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นกรดก็จะค้างอยู่ในร่างกายทำให้สุขภาพเขาเสีย แต่ถ้าเราเป็นคนปกติแบบนี้ ไม่ได้มีโรคประจำตัว การที่เรากินเนื้อสัตว์เซลล์ของเราเป็นกรดมากขึ้น ร่างกายจัดการได้ไหม จัดการได้เพราะฉะนั้นคนทั่วไปกินเนื้อสัตว์ไม่ได้มีปัญหาเลย แต่คนที่เป็นโรคไตอาจจะต้องขยับไปกินที่เป็น Plant Base มากขึ้น

โปรตีนจากพืชช่วยซ่อมแซม หรือว่าช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ ได้เทียบเท่ากับโปรตีนจากสัตว์ไหม ?

หมอหนึ่ง : เราต้องรู้ก่อนว่ามันจะทดแทนกันได้ไหม คือมันมีความต่างกันยังไงก่อน ถ้าเป็นโปรตีนจากที่เป็น Animal Base  เราจะเรียกว่าเป็น Complete โปรตีน Complete คือสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น Complete โปรตีนคือพอเขาย่อยเป็นส่วนที่เล็กที่สุดที่ร่างกายเราต้องการที่เรียกว่ากรดอะมิโนแล้ว มันจะได้เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน คำว่าจำเป็นหมายความว่าอะไร จำเป็นหมายความว่า ร่างกายเราสร้างไม่ได้ ต้องได้จากการกินเท่านั้น ถ้าเรากินจาก Animal Base เราจะได้กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน แต่ถ้าเรากินจาก Plant Base จะเป็น Incomplete โปรตีน หมายความว่าเป็นโปรตีนที่ไม่ได้มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน แต่ถามว่าทดแทนได้ไหม ทดแทนได้แต่คุณจะกินยากขึ้นหน่อยหนึ่ง เช่น ถ้าคุณอยากกินถั่ว คุณอาจจะได้ตัวที่เป็นกรดอะมิโนจำเป็นไม่ครบ คุณต้องกินถั่วบวกข้าว ทดแทนได้แต่ต้องกินหลายอย่างเพื่อให้ได้กรดอะมิโนครบถ้วน

Animal Base Diet เราควรจะต้องกินยังไง ถึงจะเป็นสูตรที่ดีที่สุด ?

หมอหนึ่ง : ขึ้นอยู่กับว่าเรากินอาหารแบบ Animal Base นั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร แล้วสภาวะร่างกายของเราตอนนั้นต้องการแบบไหน สมมุติว่าตอนนี้เราต้องการกินเพื่อที่จะลดน้ำหนัก ต้องการกินเพื่อที่จะรักษาเบาหวาน สัดส่วนของ Animal Base อาจจะจำเป็นต้องสูงกว่าเพื่อที่จะลดคาร์บที่มาจากตัว Plant Base แต่ถ้าสมมุติว่าตอนนี้เราเป็นคนที่มีสุขภาพดี แล้วรู้สึกว่าเราได้รูปร่างที่เราพอใจ ได้สุขภาพที่เราพอใจแล้ว เริ่มระบบเผาผลาญดีแล้ว เราสามารถกลับไปกินคาร์บเพิ่มขึ้นได้ ก็สามารถสวิตช์จากการกิน Animal Base ไปกิน Plant Base มากขึ้น เช่น อยากได้โปรตีนใน 1 วัน 100 อาจจะเอาโปรตีนจากเนื้อสัตว์ครึ่งหนึ่ง แล้วโปรตีนจากเต้าหู้อีกได้ไหม ได้อีกครึ่งหนึ่งก็สามารถทำได้ เอาจากถั่วอีกสักหน่อยหนึ่งได้ไหมก็สามารถทำได้ แต่เราต้องรู้ก่อนว่าจริงๆ แล้วในอาหารที่เรากิน มันมีสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตด้วยไหม ตอนนั้นเราต้องการคาร์โบไฮเดรตหรือเปล่า

เอาจริงๆ กินผักก็ไม่ได้จะปลอดภัยจากสารพิษในทุกวันนี้ ?

หมอหนึ่ง : ใช่ครับ ถ้าบริโภคมากๆ ก็มีผล จริงๆ ก็ทำให้ร่างกายเกิด การอักเสบในระยะยาว ได้ด้วยนะ มันเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่าเราไม่ใช่ผู้ผลิตเป็นผู้บริโภค เพราะฉะนั้นดีที่สุดก็คือ อย่ากินอาหารจำเจ คนที่กินอาหารจำเจก็มีโอกาสที่จะได้สารพิษจากของเดิมๆ ซ้ำๆ แล้วสะสมในปริมาณมาก เพราะฉะนั้นการที่เราสลับไปกินอันนั้นบ้าง อันนี้บ้างจากแหล่งนั้นบ้าง แหล่งนี้บ้าง แล้วก็เลือกให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ว่านี่คือออร์แกนิกที่สุดที่ฉันหาได้แล้วนะ

ซูเปอร์ฟู้ดของ Animal Base คือ ?

หมอหนึ่ง : อาหารที่ดีเยี่ยมควรมาจากอาหารธรรมชาติ ต้องเป็นอาหารที่สารอาหารเยอะแต่แคลอรี่น้อย ก็คือสารอาหารอัดแน่นเลยโดยที่เราได้แคลอรี่ไม่เยอะ แล้วควรจะมีคุณสมบัติเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยซ่อมแซมการอักเสบในร่างกายได้ ซึ่งถ้าเอาที่หาง่ายที่สุดเลยนะครับ ไข่ ราคาไม่แพง แล้วก็เป็นโปรตีนที่ดีที่สุดด้วย แล้วก็ Bone Broth น้ำซุปกระดูก

เคยมีทำวิจัยไหมว่าเด็กที่แบบถูกเลี้ยงมาแบบ Animal Base หรือว่า วีแกน หรือไม่ว่าจะเป็นไดเอตประเภทไหนก็ตามเติบโตมาแล้วฉลาดเท่ากันไหม ?

หมอหนึ่ง : ถ้าเป็นงานวิจัยที่เปรียบเทียบโดยตรงว่า Animal Base ดีกว่า Plant Base จริงไหม Plant Base ดีกว่า Animal Base จริงไหมยังไม่มี แต่ก็มีอันที่สามารถเทียบเคียงได้มีสารบางตัวที่ดีกับการพัฒนาสมองของเด็ก ซึ่งในนมเวลาเขาโฆษณา เขาจะบอกว่ามีสารตัวนี้อยู่เยอะนะ ให้กินแบบนี้สิ ตัวนั้นคือ DHA ซึ่งอธิบายก่อนว่ามันคือ โอเมก้า 3 ที่ส่วนใหญ่เราจะพบในสัตว์โดยเฉพาะปลา ถ้าเราเอาเด็กทารกที่เพิ่งคลอดแล้วกินนมแม่ปกติ กับนมแม่ที่แม่เขาอาจจะได้เสริม DHA เยอะหน่อย แล้วก็ติดตามไปในระยะเวลาสัก 2-3 ปี พบว่าเด็กที่กินนมแม่ที่ได้เสริม DHA มีพัฒนาการ เราอาจจะวัด IQ ยากนะครับ แต่พัฒนาการที่เทียบกันกับเด็ก 2 คน เราจะบอกได้ว่าพัฒนาการของเด็กที่มี DHA ได้จากแม่พัฒนาการเขาดีกว่า แสดงว่าถ้าเรากินอาหารที่เป็น Animal Base แล้วมี DHA ในนั้นสูงน่าจะฉลาดกว่าหรือเปล่านะ แต่เป็นแค่คำอนุมาน เราไม่สามารถบอกได้เพราะไม่มีการทำงานวิจัยเทียบระหว่าง Animal Base กับ Plant Base จริงๆ แต่อันนี้เราพูดในแง่ของโอเมก้า 3

แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยนะเรื่องพันธุกรรมอีก ?

หมอหนึ่ง : ถูกต้องครับ มีทั้ง Genetic มีทั้ง Epigenetic ก็คือการเลี้ยงดู ถ้าเราแฝด 2 คนไปเลี้ยงคนละที่ต่อให้มี Genetic ของความฉลาดเท่ากัน แต่ว่าตัวขึ้นก็อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้

เขาบอกว่าเนื้อสัตว์สามารถรักษาแบบภาวะซึมเศร้า ไบโพลาร์ได้ ?

หมอหนึ่ง : เคยมีการรายงานว่าคนที่กินคีโตเจนิก ไดเอต มีความสามารถในการที่ทำให้ตัวเอง ไม่ได้หมายว่าหายเลยนะครับ อาการดีขึ้นได้ ถามว่ามันทำอย่างนั้นได้ยังไง คือบางทีเราอ่านงานวิจัยหรือแรงงาน เราไม่ใช่แค่เชื่ออย่างเดียวก็ต้องมานั่งคิดก่อน เพราะว่าเขาบอกว่าการที่คนเราเป็นโรคทางใจ ไม่ว่าจะเป็นซึมเศร้า เป็นไบโพลาร์ พวกนี้สัมพันธ์กับ Chronic Inflammation ของสมอง ก็คือมีการอักเสบ ที่เป็นเรื้อรัง เพราะฉะนั้นถ้ามีสารอะไรชนิดหนึ่งที่สามารถลดการอักเสบได้ น่าจะทำให้อาการดีขึ้นได้ ซึ่งสารตัวนั้นที่เราพูดถึงก็คือ EPA เคยได้ยินว่ามี DHA และ EPA พวกนี้เป็นกลุ่มโอเมก้า 3 จะมีทั้งหมด 3 ตัวที่เราพูดกันหลักๆ ก็คือมี ALA  EPA แล้วก็ DHA ตัว ALA ส่วนใหญ่เราจะได้จากพวก Plant Base ส่วน EPA และ DHA จะได้จาก Animal Base แต่ตัว ALA ร่างกายเราเปลี่ยน EPA กับ DHA ได้ปริมาณที่น้อยมาก เพราะฉะนั้นเขาเลยบอกว่าแสดงว่าตัว EPA หรือเปล่าที่ทำให้การอักเสบในสมองเรามันลดลง เพราะสมัยนี้เราตรวจการอักเสบในร่างกายได้ ตัวที่เขาตรวจก็คือตัว EPA นี้แหละครับว่าเรามี EPA เยอะหรือน้อย แต่การที่เรากินอาหารที่มาจาก Animal Base เยอะๆ แล้วพึ่งพา Animal Base อย่างเดียวโดยที่ไม่ได้ไฟเบอร์จากพวกพืชผักบ้างเลย กลุ่มนี้โอกาสในการเกิดการอักเสบในร่างกายก็จะมี แล้วทำให้โอกาสที่กระดูกของเรามีโอกาสสูญเสียแคลเซียมได้

เมื่อกี้คุณหมอพูดถึงเรื่องของค่าอักเสบในร่างกาย จะโทษจากการกินเนื้อสัตว์อย่างเดียวก็ไม่ได้ ?

หมอหนึ่ง : ไม่ได้ครับ ถ้าเอาจริงๆ แล้ว 2 ฝั่ง ทั้ง Animal Base กับ Plant Base  จริงๆ ลดการอักเสบได้ทั้งคู่ เพราะคนๆ หนึ่งที่ร่างกายอักเสบเยอะอยู่แล้ว พอกิน Animal Base ปั๊บ เขาตัดสิ่งที่เป็นน้ำตาลทิ้ง พอตัดน้ำตาลทิ้ง ร่างกายอักเสบลดลง ส่วนคนที่เขาเป็น Plant Base ที่เป็น Plant Base แบบสุขภาพดีจริงๆ Plant Base แบบนั้น เขาจะไม่กินน้ำตาลเหมือนกัน แล้วก็ไม่กินพวกคาร์บที่แปรรูปมา เพราะฉะนั้นร่างกายของเราลดการอักเสบลงจากการที่เราไม่ได้น้ำตาล ไม่ได้แป้งแปรรูป เพราะฉะนั้นดีที่สุดก็คือพอเราได้จุดที่พอใจ ยังไงก็ต้องกลับไปกินแป้งจาก Plant Base บ้าง แต่ให้เลือกแป้งที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการมา อย่างน้อยขอให้แป้งนั้นมีใยอาหาร สุขภาพเราจะดีในระยะยาว

ฮากว่ามุกตลกคาเฟ่ก็แคปชั่น ‘เจี๊ยบ พิจิตตรา’นี่แหละ! กับประโยคเด็ด ทำแฟนๆขำจนขิต

ฮากว่ามุกตลกคาเฟ่ก็แคปชั่น 'เจี๊ยบ พิจิตตรา'นี่แหละ! กับประโยคเด็ด ทำแฟนๆขำจนขิต

ฮากว่ามุกตลกคาเฟ่ก็แคปชั่น ‘เจี๊ยบ พิจิตตรา’นี่แหละ! กับประโยคเด็ด ทำแฟนๆขำจนขิต

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.47 น.

ไม่เคยทำให้แฟนๆผิดหวังจริงๆสำหรับ “เจี๊ยบ พิจิตตรา” ยิ่งนับวันยิ่งสวยสดใส แม้เวลาจะผ่านไปเท่าไรก็เหมือนสต๊าฟใบหน้าและผิวพรรณไว้เหมือนเดิม หากใครมีโอกาสเข้าไปส่องอินสตาแกรมส่วนตัวของ เจี๊ยบ แล้วล่ะก็ รับรองว่ายิ่งต้องหลงรักผู้หญิงคนนี้  เพราะเธอมีความสดใสจะด้วยการแต่งตัว การโพสต์ท่าทางต่างๆ

นอกจากนั้นสิ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเจี๊ยบไปแล้วนั่นก็คือแคปชั่นเด็ดๆที่มาพร้อมกับภาพถ่ายของตนเอง   อย่างล่าสุด มาพร้อมแคปชั่น “เที่ยวไทย ไม่ไปไม่ร้อน” งานนี้บอกเลยว่าขำยืนหนึ่ง ฮากว่ามุกตลกคาเฟ่ก็ เจี๊ยบ พิจิตตรา นี่แหละ!! แถมมีคอมเมนต์จากแฟนๆแซวสนั่น “แม่! แคปชั่นขำกรามค้างแล้ว” “ใครให้เจี๊ยบเล่นมุกเก่งขนาดนี้!”

พอแคปชั่นออกมาแค่ไม่กี่นาที ก็ติดลิสต์มุกไวรัลทันที แถมยังมีแฟนๆนำไปเล่นต่ออีกเพียบ เรียกว่าตัวแม่สายฮาของแทร่ ใครยังไม่เห็นโพสต์นี้ รีบไปดูก่อนจะตกเทรนด์นะจ๊ะ!

แฟน ๆ ‘Sabrina Carpenter’ ชาวไทย ลุ้นเป็นผู้โชคดีเข้างานอีเวนต์ฉลองอัลบั้มใหม่ ‘Man’s Best Friend’

แฟน ๆ ‘Sabrina Carpenter’ ชาวไทย ลุ้นเป็นผู้โชคดีเข้างานอีเวนต์ฉลองอัลบั้มใหม่ ‘Man’s Best Friend’

แฟน ๆ ‘Sabrina Carpenter’ ชาวไทย ลุ้นเป็นผู้โชคดีเข้างานอีเวนต์ฉลองอัลบั้มใหม่ ‘Man’s Best Friend’

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.51 น.

Sabrina Carpenter โกลบอลซูเปอร์สตาร์ เจ้าของสองรางวัลแกรมมี ได้ฤกษ์ปล่อยอัลบั้มใหม่ที่แฟน ๆ รอคอยอย่าง Man’s Best Friend ทั้งที เราก็ต้องฉลองให้สมฐานะ Universal Music Thailand จึงจัดอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ Sabrina Carpenter – Man’s Best Friend Thailand Album Launch Event ฉลองอัลบั้มใหม่ Man’s Best Friend ของ Sabrina Carpenter ที่แรกในประเทศไทย ใจกลางสยามเซ็นเตอร์ ให้แฟน ๆ ได้ฟินกันอย่างเต็มที่ ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้

พบกับโชว์สุดพิเศษจาก แกรนด์ The Star และ Drag Performance จาก Veronica, Peppae & Foiegras พร้อมด้วยเซอร์ไพรส์พิเศษจาก Pacamara, Molto และ The Rolling Pinn และปิดท้ายไปกับ DJ LXYN ด้วยเพลงฮิตจากทุกอัลบั้มของสาว Sabrina Carpenter ให้แฟน ๆ ได้สนุกกันอย่างต่อเนื่อง

Sabrina Carpenter – Man’s Best Friend Thailand Album Launch Event

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เวลา 17:00 – 19:00 น.

เปิดลงทะเบียน 16:00 – 17:00 น. เท่านั้น

ที่ Siam Center, Atrium 1

แฟน ๆ ตัวจริงของ Sabrina Carpenter สามารถลุ้นเป็น 1 ในผู้โชคดี 100 ท่าน เข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ฟรี! เพียงแค่ทำตามกติกาดังนี้

1. กด Pre-Save หรือ Pre-Add อัลบั้ม Man’s Best Friend บนช่องทาง Spotify หรือ Apple Music หรือ YouTube Music

Pre-Save “Man’s Best Friend” ได้ที่นี่ http://SabrinaCarpenter.lnk.to/MansBestFriendPresave

2. กรอกข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนผ่านลิงก์กิจกรรมนี้ https://link.fans/mansbestfriend-thailand

ระยะเวลาเข้าร่วมกิจกรรม 22 – 28 สิงหาคม 2568
ประกาศผลผู้โชคดี 29 สิงหาคม 2568 ผ่านช่องทาง e-mail ที่ท่านได้ใช้เข้าร่วมลงทะเบียน

หมายเหตุ: ค่ายขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

‘บุ๋ม ปนัดดา’สั่งตัดกางเกงใหม่ให้ทหาร หลังใส่จนเป้าแตก-ขากางเกงขาด

'บุ๋ม ปนัดดา'สั่งตัดกางเกงใหม่ให้ทหาร หลังใส่จนเป้าแตก-ขากางเกงขาด

‘บุ๋ม ปนัดดา’สั่งตัดกางเกงใหม่ให้ทหาร หลังใส่จนเป้าแตก-ขากางเกงขาด

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.39 น.

25 สิงหาคม 2568 นักแสดง-พิธีกรและนักกิจกรรมจิตอาสา “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ล่าสุดโพสต์คลิปผ่านเพจ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เผยเบื้องหลังภารกิจน่ารักๆ ที่ทำเอาหลายคนชื่นชมแบบรัวๆ

โดย บุ๋ม ได้เผยว่า ตนสั่งตัดกางเกงใหม่ให้กับน้องๆ ทหาร เพราะพบว่าหลายคนยังใส่กางเกงตัวเดิมมานานจนเป้าแตก ขากางเกงขาด เลยตัดสินใจสั่งตัดชุดใหม่ให้ทั้งหมด

พร้อมเขียนข้อความว่า “สั่งตัดกางเกงมาให้น้องทหาร บางคนใส่มานานเป้าแตก ขากางเกงขาด บุ๋มเลยสั่งตัดเอามาให้ใส่กันใหม่”

หลายคนต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมในความใส่ใจ และความน่ารักของ “แม่บุ๋ม” ที่ไม่เคยหยุดทำความดี

ไกลเกินฝัน ‘เวย์–นานา’ พา ‘บรู๊คลิน’ และตัวแทนทีม YBL Thailand เข้าร่วมแคมป์ ‘สเตฟเฟ่น เคอร์รี่’

ไกลเกินฝัน ‘เวย์–นานา’ พา ‘บรู๊คลิน’ และตัวแทนทีม YBL Thailand เข้าร่วมแคมป์ ‘สเตฟเฟ่น เคอร์รี่’

ไกลเกินฝัน ‘เวย์–นานา’ พา ‘บรู๊คลิน’ และตัวแทนทีม YBL Thailand เข้าร่วมแคมป์ ‘สเตฟเฟ่น เคอร์รี่’

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.31 น.

“เวย์&นานา อินทชัย” ฝ่าฟันทุกด่านมาได้สำเร็จได้พาน้องบรู๊คลินและน้องๆตัว แทนจากทีมบาสเกตบอล YBL Thailand เดินทางไปประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมแคมป์บาสเกตบอลของนักบาสระดับโลกอย่าง สเตฟเฟ่น เคอร์รี่” ได้สำเร็จ  โดยน้องๆได้ฝึกฝนบาสเกตบอลอย่างใกล้ชิดกับ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่” ที่ได้ออกแบบหลักสูตรในการฝึกในครั้งนี้ด้วยตัวเอง  นับเป็นความภาคภูมิใจของผู้จัดอย่าง “เวย์&นานา อินทชัย” และยังมี “โต้ง ทูพี” เดินทางไปร่วมให้กำลังใจน้องๆ YBL Thailand ถึงขอบสนาม ต้องขอบคุณ Under Armour Thailand ที่เล็งเห็นความสำคัญของทีมบาสเกตบอลรุ่นเยาวชนของประเทศไทย

ติดตามชมกันได้ทุกช่องทางที่ fb: YBL Thailand หรือ IG: yblthailand และ youtube Ch. YBL Thailand 

‘ลีเดีย’จับมือยูนิเซฟ ร่วมแคมเปญ’For Every Child, a PROMISE’เพื่อช่วยจัดส่งน้ำสะอาดให้เด็กที่ขาดแคลนทั่วโลก

'ลีเดีย'จับมือยูนิเซฟ ร่วมแคมเปญ'For Every Child, a PROMISE'เพื่อช่วยจัดส่งน้ำสะอาดให้เด็กที่ขาดแคลนทั่วโลก

‘ลีเดีย’จับมือยูนิเซฟ ร่วมแคมเปญ’For Every Child, a PROMISE’เพื่อช่วยจัดส่งน้ำสะอาดให้เด็กที่ขาดแคลนทั่วโลก

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ For Every Child, a PROMISE”  เพื่อระดมทุนจัดหาน้ำสะอาดให้แก่เด็กและครอบครัวที่กำลังเผชิญความยากลำบากทั่วโลก โดยแคมเปญครั้งนี้มี ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ ดีน นักร้องชื่อดังและคุณแม่ลูกสาม พร้อมลูก ๆ มาร่วมเป็นกระบอกเสียงเชิญชวนสังคมไทยร่วมส่งต่อโอกาสและความช่วยเหลือให้แก่เด็ก ๆ ที่ขาดแคลนทั่วโลก

แม้น้ำจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่ปัจจุบันยังมีเด็กหลายล้านคนทั่วโลกที่กำลังขาดแคลนน้ำสะอาดและสุขอนามัยที่เหมาะสม โดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง พื้นที่ยากจนในเมือง และพื้นที่ชนบท ซึ่งทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย รวมถึงการขาดสารอาหาร และการสูญเสียโอกาสทางการศึกษา

“ในหลายพื้นที่ของโลก เด็กจำนวนมากต้องเดินเป็นระยะทางไกลเพื่อไปตักน้ำที่อาจไม่ปลอดภัยต่อการดื่มด้วยซ้ำ” ลีเดีย กล่าว “ในฐานะแม่ ลีเดียไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าลูก ๆ จะเติบโตขึ้นได้อย่างไรหากไม่มีสิ่งจำเป็นอย่างน้ำสะอาด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ลีเดียมาร่วมแคมเปญและสวมแหวนวงนี้ เพื่อให้คำมั่นสัญญาร่วมกับยูนิเซฟว่า จะใช้เสียงของเราเพื่อช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่เด็ก ๆ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม”

ลีเดียกล่าวเสริมว่า “ลีเดียเข้าใจในความเป็นเด็กของทุกวัย แล้วเราก็รู้ว่าลูกเราเกิดมาในครอบครัวที่เขาโชคดี มีการศึกษา มีชีวิตที่ดี และได้รับโอกาสดี ๆ แต่เราก็รู้ดีว่าไม่ใช่เด็กทุกคนจะมีโอกาสแบบนี้ การร่วมแคมเปญนี้ไม่เพียงเป็นการช่วยเหลือเด็ก ๆ ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการสอนให้ลูก ๆ เห็นคุณค่าของการแบ่งปันและมีส่วนในการช่วยเหลือผู้อื่นด้วย”

แหวน PROMISE เปิดตัวครั้งแรกในปี 2566 และได้รับการสนับสนุนจากบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมายมาร่วมเป็นกระบอกเสียง โดยแรงบันดาลใจในการออกแบบแหวนวงนี้ มาจากเข็มกลัดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องลูกน้อย โดยปลายทั้งสองของเข็มกลัดโค้งเข้าหากันเป็นรูปวงแหวน แทนอ้อมกอดแห่งความรักและคำสัญญาที่พร้อมโอบอุ้มเด็ก ๆ ที่กำลังเผชิญวิกฤตทั่วโลก

เงินบริจาคจากแคมเปญนี้จะนำไปสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟในการจัดหาน้ำสะอาดและสุขอนามัยที่ดี รวมถึงสิ่งของที่จำเป็นและบริการพื้นฐานสำหรับเด็กและครอบครัวที่ขาดแคลน โดยเฉพาะในชุมชนที่ขาดโอกาสทั่วโลก

“แม้ลีเดียจะไม่สามารถลงพื้นที่ไปช่วยเด็ก ๆ ได้ทั่วทุกมุมโลก แต่ยูนิเซฟในฐานะองค์กรระดับโลกสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านน้ำดื่ม อาหาร หรือการศึกษา ลีเดียจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมกันเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก ๆ ผ่านแคมเปญ For Every Child, a PROMISE เพราะการกระทำเล็ก ๆ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้” ลีเดียกล่าวปิดท้าย

ร่วมให้คำมั่นสัญญาและบริจาค ได้ที่  www.unicef.or.th/promise

เปิดพื้นที่ให้’นักศึกษาแพทย์’ประชันความรู้ ในรายการควิซโชว์’The Bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช’

เปิดพื้นที่ให้'นักศึกษาแพทย์'ประชันความรู้ ในรายการควิซโชว์'The Bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช'

เปิดพื้นที่ให้’นักศึกษาแพทย์’ประชันความรู้ ในรายการควิซโชว์’The Bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช’

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายการเกมโชว์ด้านวิชาการแพทย์ เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาแพทย์ จาก 19 สถาบันแพทย์ชั้นนำของประเทศ แข่งขันวัดความรู้ด้านออร์โธปิดิคส์ (กระดูกและข้อ) แบบเจาะลึก เพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาสูงสุด 100,000 บาท ในรายการ “The Bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช”

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมี ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัดคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, รศ.นพ.พัชรพล อุดมเกียรติ รองหัวหน้าภาควิชาฯ ฝ่ายทรัพย์สินและพัสดุ, ผู้ช่วยอาจารย์คลินิก นพ.พสธร สุวรรณผ่องใส พร้อมด้วย คุณปัญญา นิรันดร์กุล ประธานบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหาร บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ดร.วิชนี ศรีสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด และคุณธนศักดิ์ หุ่นอารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายพัฒนาธุรกิจ   นอกจากนั้นยังมี นิสิตนักศึกษาแพทย์ จาก 19 สถาบันแพทย์ชั้นนำของประเทศ ร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวรายการ ณ สตูดิโอเวิร์คพอยท์ ปทุมธานี

โดย ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ และกายภาพบำบัดคณะแพทยศาสตร์   ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “การเรียนการสอนด้านองค์ความรู้ด้านออร์โธปิดิคส์ กระดูกและข้อ มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก  เราเลยอยากเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาแพทย์ได้แสดงออกถึงศักยภาพความสามารถ ที่พวกเขาได้เรียนมา ทั้งความรู้และความเก่ง รวมไปถึงคุณธรรม จิรยธรรมแพทย์ ของนักศึกษาแพทย์ที่จะแฝงอยู่ในการแข่งขันในรายการ “The bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช”

ในด้านของสถานีโทรทัศน์ช่องเวิร์คพอยท์ 23 ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านคอนเทนต์บันเทิงครบรสที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย คุณปัญญา  นิรันดร์กุล ประธานบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ขอบคุณทางภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัดคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เปิดโอกาสให้ช่องเวิร์คพอยท์ ร่วมกันผลิตรายการ Edutainment รายการสาระความรู้ พร้อมรวมพลังต่อยอดในรูปแบบรายการแข่งขันเกมโชว์ด้านวิชาการแพทย์ด้านออร์โธปิดิคส์ กระดูกและข้อ ทำให้ผู้ชมได้รับทั้งความสนุกและสามารถเอาความรู้จากรายการมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง และที่สำคัญเป็นพื้นที่ให้นักศึกษาแพทย์จาก 19 สถาบันแพทย์ชั้นนำของประเทศ ได้แสดงศักยภาพความเก่งของตัวเองได้อย่างสูงสุด และเชื่อว่าผู้ชมที่ได้ดูจะไม่ผิดหวังแน่นอน”

สำหรับรายการ The Bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช” ออกอากาศทุกวันพุธ เวลา 20.05 น. ทางช่องเวิร์คพอยท์23 เริ่มออกอากาศวันแรก วันพุธที่ 17 กันยายน 2568 ดำเนินรายการโดย ซี ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์สามารถติดตามการแข่งขันและความเคลื่อนไหวของรายการ “The Bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช ได้ทางช่องทางออนไลน์ Facebook : Workpoint Entertainment  และ Siriraj Orthopaedics

‘แอน ทองประสม’ลงพื้นที่น่าน ช่วยเยียวยาผู้ประสบภัยหลังน้ำท่วมใหญ่

'แอน ทองประสม'ลงพื้นที่น่าน ช่วยเยียวยาผู้ประสบภัยหลังน้ำท่วมใหญ่

‘แอน ทองประสม’ลงพื้นที่น่าน ช่วยเยียวยาผู้ประสบภัยหลังน้ำท่วมใหญ่

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.50 น.

จากเหตุการณ์ น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดน่าน เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา ที่แม้มวลน้ำจะลดลงหมดแล้ว แต่ความเสียหายยังคงเห็นได้ชัดทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะในหลายอำเภอที่บ้านเรือนพังเสียหาย ถนนขาด และระบบสาธารณูปโภคบางส่วนยังไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดว่า มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

ล่าสุด นักแสดงและผู้จัดละครชื่อดัง “แอน ทองประสม” ได้ลงพื้นที่จังหวัดน่านด้วยตนเอง เพื่อให้กำลังใจและ มอบความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านกว่า 300 ครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์

โดย แอน ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว “มา “น่าน” ครั้งนี้ แอนตั้งใจมาร่วมแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องที่เพิ่งเผชิญกับน้ำท่วมเมื่อเดือนก่อน ตอนนี้น้ำลดลงแล้ว แอนได้มีโอกาสมาด้วยตัวเองเพื่อร่วมช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบเกือบ 300 ครัวเรือนที่ได้รับการประสานกับหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่

แอนได้สอบถามผู้ใหญ่บ้านว่า หากอยากช่วยเหลือควรเริ่มต้นอย่างไร ท่านได้คัดเลือกบ้านที่ได้รับความเสียหายหนัก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ไม่สะดวก ผู้สูงอายุติดเตียง และผู้ที่มีความพิการ

วันนี้ทุกคนได้มารวมตัวกัน แบ่งปันเรื่องราวและข้อมูลในการจัดการชีวิตหลังจากประสบปัญหาน้ำท่วม ความรู้สึกของแอนบอกไม่ถูกจริงๆ ทั้งน่าเห็นใจและน่าชื่นชมในความเข้มแข็ง รวมถึงความห่วงใยที่ชาวบ้านมีให้กันและกัน

แอนเชื่อว่ายังมีอีกหลายๆ ท่านที่ได้ร่วมบริจาคผ่านองค์กรและสถาบันต่างๆ ความห่วงใยและน้ำใจของทุกคนล้วนช่วยเติมเต็มและมีความหวังให้ชุมชนฟื้นตัวได้รวดเร็วค่ะ

*ขอบคุณพี่หนู พี่โหน่ง แนน ภา ที่ร่วมส่งความช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วยนะคะ”