‘ซัมเมอร์สยอง…ต้องหวีด’ ปี 2025 ‘ใครจะเป็นรายต่อไป?’และ’ใครคือฆาตกรกันแน่?’

'ซัมเมอร์สยอง...ต้องหวีด' ปี 2025 'ใครจะเป็นรายต่อไป?'และ'ใครคือฆาตกรกันแน่?'

‘ซัมเมอร์สยอง…ต้องหวีด’ ปี 2025 ‘ใครจะเป็นรายต่อไป?’และ’ใครคือฆาตกรกันแน่?’

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

“ใครจะเป็นรายต่อไป?”  และ  “ใครคือฆาตกรกันแน่?”  คำถามที่ค้างคาใจต่อหนัง  “I KNOW WHAT YOU DID LAST SUMMER – ซัมเมอร์สยอง…ต้องหวีด” ผลงานการกำกับโดย  “เจนนิเฟอร์ เคย์ติน โรบินสัน”  นำแสดงโดย “มาเดลีน ไคลน์, เชส ซุย วันเดอร์ส, โจนา ฮาวเออร์-คิง, ไทริค วิทเธอร์ส , ซาราห์ พิดเจียน , บิลลี่ แคมป์เบลล์ , แกบบริเอตต์ เบชเทล , ออสติน นิโคลส์  ,  โจชัว ออร์พิน  ร่วมด้วย เฟรดดี้ พรินซ์ จูเนียร์  และ  เจนนิเฟอร์ เลิฟ ฮิววิตต์                                                         ดูเหมือนว่า  “โรบินสัน”  จะเกิดมาเพื่อกำกับ I KNOW WHAT YOU DID LAST SUMMER ภาคใหม่นี้  ผกก.ยกระดับความตื่นเต้นด้วยคำถามว่า “ใครจะเป็นรายต่อไป?” และ “ใครคือฆาตกรกันแน่?” ขณะที่เหตุการณ์ชวนระทึกยิ่งขึ้น เมื่อทุกคนต้องเผชิญหน้าปริศนาของ “ชาวประมง” นักฆ่าผู้เป็นตำนานอีกครั้ง   “โรบินสัน” ผกก. เล่า 

“ฉันอยากให้หนังเรื่องนี้ออกมาทั้งใหญ่ กล้า และน่ากลัว แต่ก็ยังคงความสนุก เฉียบคม และบรรยากาศขี้เล่นแบบหนังภาคแรกไว้ เรามั่นใจว่ามีโทนที่ยอดเยี่ยมของเควิน วิลเลียมสันอยู่ในหนัง และก็พยายามเสนอสิ่งใหม่ไปด้วย ฉันคิดว่าโทนของหนังเรื่องนี้เดินอยู่บนความสมดุลอย่างสมบูรณ์ ระหว่างความสยองขวัญร่วมสมัยกับหนังไล่เชือดฤดูร้อนแบบย้อนยุค หนังต้นฉบับเป็นหนังเรท R เรื่องแรกที่ฉันเคยแอบเข้าไปดู พี่เลี้ยงของฉันอยากดู ฉันเลยไปกับเธอ หลังจากนั้นแม่ก็โกรธฉันมาก แต่ฉันไม่สนใจเลย เพราะฉันรู้สึกหลงใหลกับหนังเรื่องนั้นมาก   เมื่อฉันได้รับการทาบทามให้มากำกับเวอร์ชั่นใหม่ ฉันก็ตอบตกลงทันที – ไม่ต้องคิดเลยจริง ๆ หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับการที่คนคนหนึ่งทำพลาด แล้วเลือกทางผิด และต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่ตามมา ทุกคนอาจทำพลาดได้ มันเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน เพราะเราจะคิดว่า ‘ถ้าเป็นเรา เราจะทำยังไง?’ สำหรับฉัน หนังสยองขวัญที่ดีที่สุดคื อตอนที่มันยึดโยงกับความจริงในชีวิตจริง หนังจะพาเราเดินทางไปร่วมหาว่าผู้เคราะห์ร้ายจะถูกฆ่าเมื่อไหร่ อย่างไร และโดยใคร หนังเรื่องนี้จะพาเราดำดิ่งลึกไปถึงอารมณ์และจิตใจ   ของตัวละครกลุ่มเพื่อนทั้ง 5 ที่รู้จักกันมาตลอดชีวิต พวกเขาผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ มาด้วยกัน และตอนนี้   กำลังอยู่ที่จุดเปลี่ยนของชีวิต ต้องตัดสินใจว่าชีวิตพวกเขาจะอย่างไรในอนาคต”   

“I KNOW WHAT YOU DID LAST SUMMER”   เมื่อเพื่อน  5 คนเผลอทำให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ร้ายแรง แล้วพยายามปกปิดการมีส่วนร่วมของพวกเขา และสัญญากันว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับตลอดไปแทนที่จะเผชิญกับผลลัพธ์ หนึ่งปีต่อมา อดีตของพวกเขากลับมาตามหลอกหลอน และพวกเขาถูกบีบบังคับให้ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าสยดสยอง: มีคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในฤดูร้อนที่แล้ว… และตั้งใจจะแก้แค้น เมื่อเพื่อนแต่ละคนถูกตามล่าโดยฆาตกร พวกเขาค้นพบว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน และต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากสองผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ในเซาท์พอร์ตเมื่อปี 1997 

#I KNOW WHAT YOU DID LAST SUMMER#ซัมเมอร์สยอง…ต้องหวีด#กรรมตามสยอง  31 กรกฎาคม นี้ ในโรงภาพยนตร์

‘สติต้องมีถ้าเจอสีกา’SINGLE เพลงใหม่ของ ‘อ.ไก่ ไอดิน’

'สติต้องมีถ้าเจอสีกา'SINGLE เพลงใหม่ของ 'อ.ไก่ ไอดิน'

‘สติต้องมีถ้าเจอสีกา’SINGLE เพลงใหม่ของ ‘อ.ไก่ ไอดิน’

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.21 น.

วันนี้ผมจะมาขุดคุ้ยคุยกันถึงเพลงที่ ผู้การไก่ นายพลคนแผ่นดิน ได้เขียนไว้อย่างมีคุณภาพมากมายหลายต่อหลายเพลงที่ เป็นกำลังใจให้ประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศได้ซึมซับรับทราบถึง พระราชกรณียกิจ ของ  พระบาทสมเด็จพระวชิร เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10  ไม่ว่าจะเป็น เพลง รัชกาลที่10 ราชาทรงพระเจริญ เพลง สดุดีราชัน, ราชาทรงพระเจริญ,ตำนานทราย ฯลฯ

ผลงานเกือบทุกเพลของ“อ.ไก่ ไอดิน”  ยังได้ อาจารย์ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี  มาร่วมให้คำปรึกษาพร้อมทั้งร่วมบันทึกเสียงขลุ่ย ซึ่งรู้ๆกันอยู่ว่าเป็น LOGO เครื่องมือประจำตัว อาจารย์ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี งานนี้เรียกได้ว่า ไม่ธรรมดา ที่จะได้มีโอกาส ได้ลิ้มรสชาติของเสียงเพลงที่ครบเครื่อง เรื่องของดนตรีที่ผสมผสานกับผลงานการแต่งเพลงของอ.ไก่ ไอดิน”  หรือ ผู้การไก่ นายพลคนแผ่นดิน  

ผมมั่นใจว่าประชาชนคนในวงการบันเทิงทั้งเพลงลูกทุ่งและเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิต คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าไม่รู้จัก ศิลปินนักร้องนักแต่งเพลง ที่ใช้นามในวงการเพลง ว่า “อ.ไก่ ไอดิน” หรือ  พล.ต.ต. พงศ์รัตน์ ไพพรรณรัตน์ ผู้บังคับการคณะกรรมการนโยบาย ตำรวจแห่งชาติ (ผบ.นตช. )แต่ ก็ยังมีเพื่อนพ้องน้องพี่เรียกันจนติดปากว่า “ผู้การไก่ นายพลคนแผ่นดิน”  วีคหน้าผมจะไปสัมภาษณ์ อ.ไก่ ไอดิน ถึงที่มาที่ไปของ   เพลง“สติต้องมีถ้าเจอสีกา ที่แต่คำร้องและทำนองโดย อ.ไก่ ไอดิน เรียบเรียงดนตรีโดน อ. ตี๋ นฤพล พานทอง สวัสดี หมึก มายา รายงาน

‘SPORTS LIFE’พาเช็กอิน’ศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’

'SPORTS LIFE'พาเช็กอิน'ศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย'

‘SPORTS LIFE’พาเช็กอิน’ศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.17 น.

ส่องทุกมุม ทัวร์ทุกสนาม “SPORTS LIFE” ชวนตะลุย “ศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเต็มความพร้อมครบเครื่อง ต้อนรับนักกีฬาสุดแกร่ง ในทุกสมรภูมิเกมกีฬา ทั้งเกมลูกยางและลูกหนัง 4 ซีรีส์ กีฬานักเรียน แชมป์กีฬา 7HD 2025” ห้ามพลาด อังคารที่ 22 กรกฎาคมนี้

ต่อยอดโอกาสทางการกีฬา พร้อมเปิดเวทีให้นักเรียนและเยาวชนได้แสดงศักยภาพเต็มที่ สำหรับการแข่งขัน 4 ซีรีส์ กีฬานักเรียน แชมป์กีฬา 7HD 2025 โดยปีนี้ ช่อง 7HD จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สานฝันให้กับนักเรียนและเยาวชนได้ก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพและทีมชาติผ่านการแข่งขันกีฬา 4 ประเภท ได้แก่ บาสเกตบอล 3×3 นักเรียนชาย, วอลเลย์บอล นักเรียนหญิง, เซปักตะกร้อ นักเรียนชาย และฟุตบอลนักเรียน 7 คน ซึ่งครั้งนี้ จุฬาฯ ร่วมสนับสนุนพื้นที่จัดการแข่งขันและส่งเสริมนิสิตเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อมุ่งสู่ความเป็นมืออาชีพทางด้านการจัดการแข่งขันกีฬา และด้านการผลิตรายการถ่ายทอดสดต่อยอดสู่ความเป็นเลิศด้านการศึกษาผ่านสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมยั่งยืน

 งานนี้รายการ SPORTS LIFE ไม่พลาดส่ง 2 พิธีกรสายสปอร์ต แอดเต้-พัชร และ แอดเอกพรรษนพ บุกไปเช็กอินศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่องสมรภูมิที่ใช้ทำการแข่งขัน วอลเลย์บอล นักเรียนหญิง และ ฟุตบอลนักเรียน 7 คน โดยครั้งนี้มี ร้อยเอกหญิง ชนาธิป ซ้อนขำ ผู้อำนวยการศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือที่คุ้นเคยในฐานะนักเทควันโดและนักกีฬาเคอร์ลิงหญิงทีมชาติไทย อาสาพาทัวร์ทุกซอกทุกมุม เริ่มจาก อาคารเฉลิมราชสุดากีฬาสถาน (CU Sports Complex)ที่เปิดให้บริการครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น สนามแบดมินตัน, สระว่ายน้ำ, ฟิตเนสเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่, สนามกีฬาประเภทกีฬาต่อสู้ สนามกีฬาอเนกประสงค์ เป็นต้น

จากนั้นไปกันต่อที่ อาคารจันทนยิ่งยง สมรภูมิลูกยางสุดมัน วอลเลย์บอล นักเรียนหญิง แชมป์กีฬา 7HD 2025ที่ล่าสุดเดินทางสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งจะทำการจับสลากแบ่งสาย ในวันพุธที่ 23 กรกฎาคมนี้ โดยได้พาชมสนามซึ่งเตรียมพร้อมรองรับแฟนกีฬาที่จะร่วมเข้าชมการแข่งขันในรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศ ก่อนปิดท้ายด้วยการพาไปทัวร์สนามฟุตบอล สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์ (สนามจุ๊บ), สนามเทพหัสดิน และสนามจินดารักษ์ ที่จะใช้ทำการแข่งขัน ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD แชมเปียน คัพ 2025 ในเดือนตุลาคมนี้ บอกเลยว่าใครที่กำลังมองหาสปอร์ตคอมเพล็กซ์หรือสนามกีฬา เพื่อออกกำลังกายหรือจัดการแข่งขันไม่ควรพลาดเด็ดขาดติดตามความสนุกทั้งหมดนี้ได้ ในรายการ SPORTS LIFE วันอังคารที่ 22 กรกฎาคมนี้ เวลา 22.55 น.ทาง ช่อง 7HD กด 35  และแฟนกีฬาสามารถติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV ช่องทางออนไลน์ Ch7HD Sports (Facebook, IG, TikTok) และ Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube) และ เว็บไซต์ www.ch7.com

ต้อนรับครอบครัวซุปเปอร์ฮีโร่สู่ MCU ใน ‘The Fantastic Four: First Steps’

ต้อนรับครอบครัวซุปเปอร์ฮีโร่สู่ MCU ใน 'The Fantastic Four: First Steps'

ต้อนรับครอบครัวซุปเปอร์ฮีโร่สู่ MCU ใน ‘The Fantastic Four: First Steps’

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.07 น.

โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ ต้อนรับ 4 ฮีโร่ระดับตำนานกับ 4 พลังพิเศษ ในหนังฮีโร่ซูเปอร์พาวเวอร์ฟอร์มยักษ์จาก MARVEL “The Fantastic Four: First Steps (เดอะ แฟนแทสติก โฟร์: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่)”  จัดเต็มรอบพิเศษเอาใจแฟนฮีโร่ MARVEL พร้อมพบกับของที่ระลึกลิขสิทธิ์แท้จากภาพยนตร์ที่แฟนๆไม่ควรพลาด เมื่อซื้อบัตรชม “The Fantastic Four: First Steps (เดอะ แฟนแทสติก โฟร์: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่)” ที่โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ สาขาที่ร่วมรายการ อาทิ

รอบพิเศษ !! First Fan Screening ภาพยนตร์ “The Fantastic Four: First Steps (เดอะ แฟนแทสติก โฟร์: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่)” ซื้อบัตรชมภาพยนตร์วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 รอบเวลา 8.00 น. กับระบบเสียง Dolby Atmos และที่นั่งสบายที่สุด ที่โรงภาพยนตร์ ZIGMA CINESTADIUM สาขา เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในราคาเริ่มต้น 320 บาท ทุกที่นั่งรับของที่ระลึกลิขสิทธิ์แท้จากภาพยนตร์ อาทิ Blind Bag Badge ชิ้น, SF Collectible Ticket ใบ และ มินิโปสเตอร์ ZIGMA CINESTADIUM  ใบ

รอบพิเศษ !! SF Hug Friends Screening ภาพยนตร์ “The Fantastic Four: First Steps (เดอะ แฟนแทสติก โฟร์: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่)” ซื้อบัตรชมภาพยนตร์วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 รอบเวลา 14.35 น. ที่โรงภาพยนตร์ ZIGMA CINESTADIUM สาขา เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในราคาเริ่มต้น 790 บาท ทุกที่นั่งรับตุ๊กตา Stitch Limited Edition ขนาด 12 นิ้ว ลิขสิทธิ์แท้จากภาพยนตร์

  • ดูหนังพร้อมร่วมกิจกรรมกับศิลปินแบบจัดเต็มกับรอบSF Friends Screening ภาพยนตร์ “The Fantastic Four: First Steps (เดอะ แฟนแทสติก โฟร์: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่)” ที่โรงภาพยนตร์ที่ 15 เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ราคาที่นั่งละ 800 บาท พร้อมรับฟรีป๊อปคอร์น ไซส์ M 1 กล่อง เปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven และเวลา 14.00 น. ทางเว็บไซต์ ALL TICKET
    • วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 รอบเวลา 18.30 น. พบกับ เต-ตะวันนิว ฐิติภูมินนน กรภัทร์ตู ต้นตะวัน และ มาสคอต POLCASAN
    • วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 รอบเวลา 18.00 น. พบกับ อ๊อฟ จุมพลกัน อรรถพันธ์ชิม่อน วชิรวิชญ์ และ มาสคอต BABII
    • วันที่ 27 กรกฎาคม 2568 รอบเวลา 13.30 น. พบกับ 2 หนุ่ม เจษ เจษฎ์พิพัฒ และ ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส
    • วันที่ 27 กรกฎาคม 2568 รอบเวลา 18.00 น. พบกับ 4 หนุ่ม GELBOYS ไป๊ป มนธภูมินิว ชยภัคพีเจ มหิดล และ เลออน เซ็ค
    • วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 รอบเวลา 16.00 น. พบกับ 2 หนุ่ม นานิ หิรัญกฤษฎิ์เปรม วรุศ พร้อมมาสคอต NEONA และ PAODY
  • สมาชิก SF+ ที่ซื้อบัตรชมภาพยนตร์เรื่อง “The Fantastic Four: First Steps (เดอะ แฟนแทสติก โฟร์: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่)” ที่โรงภาพยนตร์ ZIGMA CINESTADIUM ทุกที่นั่ง  (ทุกช่องทางการจำหน่าย) รับมินิโปสเตอร์ลิขสิทธิ์แท้จากภาพยนตร์ 1 ใบ ( 1 ใบ / 1 รอบ / 1 สมาชิก ) มี 2 แบบ ให้สะสม แบ่งแจกรายสัปดาห์ ตั้งแต่ที่ 24 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไปจนตลอดโปรแกรมฉาย หรือจนกว่าสินค้าจะหมด
  • สมาชิก SF+ ที่ซื้อบัตรชมภาพยนตร์ “The Fantastic Four: First Steps (เดอะ แฟนแทสติก โฟร์: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่)” ทุกที่นั่งรับทันที SF Collectible Ticket ลิขสิทธิ์แท้จากภาพยนตร์ ( 1 ใบ / 1 รอบ / 1 สมาชิก ) มี 7 แบบให้สะสม ตั้งแต่ที่ 24 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไปจนตลอดโปรแกรมฉาย หรือจนกว่าสินค้าจะหมด
  • เมื่อซื้อบัตรชมภาพยนตร์ “The Fantastic Four: First Steps (เดอะ แฟนแทสติก โฟร์: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่)” รอบปกติทุกที่นั่ง (ทุกช่องทางการจำหน่าย) รับโปสการ์ดลิขสิทธิ์แท้จากภาพยนตร์ จำนวน 1 ใบ ตั้งแต่ที่ 24 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไปจนตลอดโปรแกรมฉาย หรือจนกว่าสินค้าจะหมด
  • สมาชิก SF+ ที่ซื้อบัตรชมภาพยนตร์ “The Fantastic Four: First Steps (เดอะ แฟนแทสติก โฟร์: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่)” โรงภาพยนตร์ปกติ ระบบปกติ พากย์ไทยทุก 2 ที่นั่ง (ทุกช่องทางการจำหน่าย) รับออฟฟิเชียลแฟนอาร์ตโปสเตอร์ลิขสิทธิ์แท้จากภาพยนตร์ จำนวน 1 ใบ  ( 1 ใบ / 1 รอบ / 1 สมาชิก ) มี 4 แบบ ให้สะสม แบ่งแจกรายสัปดาห์ ตั้งแต่ที่ 24 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไปจนตลอดโปรแกรมฉาย หรือจนกว่าสินค้าจะหมด
  • ซื้อบัตรชมภาพยนตร์ “The Fantastic Four: First Steps (เดอะ แฟนแทสติก โฟร์: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่)” ทุก 2 ที่นั่ง  ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2568  รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลเที่ยว ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ พร้อมที่พัก 2 วัน 2 คืน รางวัลละ 2 ท่าน (ของรางวัลไม่รวมตั๋วเครื่องบิน) จำนวน 5 รางวัล  ประกาศรางวัลวันที่ 29 สิงหาคม 2568
  • ห้ามพลาดกับ “Fantastic Four Combo Set” คอมโบเซทสุดเอ็กซ์คลูซีฟลิขสิทธิ์แท้จากภาพยนตร์ ในราคาเพียง 329 บาท ภายในเซทประกอบด้วย Fantastic Four Popcorn Container กล่องป๊อปคอร์ลายภาพยนตร์พร้อมป๊อปคอร์นขนาด 100 ออนซ์ 1 กล่อง (สามารถเลือกรสชาติป๊อปคอร์นได้) 1 และ Fantastic Four Thin Wall  แก้วน้ำลายภาพยนตร์ พร้อมน้ำอัดลมขนาด 32 ออนซ์  1 แก้ว วางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนกว่าสินค้าจะหมด ที่โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ สาขาที่ร่วมรายการ

พิเศษสำหรับแฟนภาพยนตร์ “The Fantastic Four: First Steps (เดอะ แฟนแทสติก โฟร์: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่)” สามารถเลือกซื้อสินค้าลิขสิทธิ์แท้อีกมากมายได้ที่ SF SHOP ที่โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ สาขาที่ร่วมรายการ  และช่องทางออนไลน์ Facebook Page SF Shop https://www.facebook.com/sfshopofficial ผู้สนใจสามารถตรวจสอบสาขาที่ร่วมรายการ พร้อมซื้อบัตรชมภาพยนตร์เรื่อง “The Fantastic Four: First Steps (เดอะ แฟนแทสติก โฟร์: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่)”  ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านแอปพลิเคชัน SF Cinema, http://www.sfcinema.com และจุดจำหน่ายบัตรหน้าโรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ ทุกสาขา รวมถึงติดตามข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านโซเชียลมีเดีย SF Cinema หรือ #SFcinema

‘เทโร ซีเนริโอ’แถลงข่าวต้อนรับบรอดเวย์ระดับโลก’เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า’

'เทโร ซีเนริโอ'แถลงข่าวต้อนรับบรอดเวย์ระดับโลก'เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า'

‘เทโร ซีเนริโอ’แถลงข่าวต้อนรับบรอดเวย์ระดับโลก’เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า’

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

เทโร ซีเนริโอ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวต้อนรับการมาของบรอดเวย์ระดับโลก เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า (The Phantom of the Opera) ที่พร้อมเปิดการแสดงอย่างยิ่งใหญ่ที่เมืองไทย ระหว่างวันที่ 5 – 31 สิงหาคมนี้  ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ท่ามกลางความตื่นเต้นของแฟนละครบรอดเวย์ระดับโลกชาวไทยที่ตั้งตารอคอย  โดยงานแถลงข่าวจัดขึ้น บริเวณล็อบบี้ ชั้น 4 เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์  เมื่อบ่ายวานก่อน 

ภายในงานได้รับเกียรติจากคุณถกลเกียรติ  วีรวรรณ ตัวแทนจาก ซีเนริโอ พร้อมด้วย Mr. Brian L. Marcar , Mr. Neil Thompson ตัวแทนจาก เทโร เอ็นเตอร์เทนเมนต์  รวมถึง ทีม CREATIVE DIRECTORS ผู้สร้างสรรค์ละครบรอดเวย์ระดับโลก THE PHANTOM OF THE OPERA (เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า) Rainer Fried (Associate Director), Denny Berry (ASSOCIATE CHOREOGRAPHER) , David Caddick (Musical Director) ที่มาร่วมพูดคุยถึงการนำบรอดเวย์ในตำนานเรื่องนี้มาให้แฟนๆ  ได้สัมผัสมนต์เสน่ห์และความประทับใจไปกับ เดอะ แฟน ธอม ออฟ ดิ โอเปร่า (The Phantom of the Opera) อีกครั้ง  หลังเคยสร้างความประทับใจให้แฟนมิวสิคัลชาวไทยมาแล้วในปี 2556  นอกจากนี้ยังได้ 3 นักแสดงนำ อย่าง SAMUEL WYN-MORRIS  ผู้รับบท THE PHANTOM , GRACE ROBERTS ผู้รับบท CHRISTINE และ RORY MCCOLLUM ผู้รับบท RAOUL มาร่วมพูดคุยถึงที่มาที่ไป และความพิเศษในการมาเปิดแสดงที่เมืองไทยในครั้งนี้  นอกจากนี้ยังมอบความพิเศษให้แฟนๆ ชาวไทย  ด้วยโชว์พิเศษจากนางเอกสาว GRACE ROBERTS ที่ออกมาโชว์เสียงร้องอันทรงพลังในบทเพลง “Think Of Me” ให้ได้ฟังกันแบบสดๆ  สร้างความประทับใจให้ทัพนักข่าว และเซเลบริตี้ผู้เป็นแฟนมิวสิคัลเรื่องเยี่ยมนี้ อย่าง         คุณยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์ ที่ไม่พลาดมาร่วมเชียร์ ก่อนจะได้ไปสัมผัสกับความประทับใจและความยิ่งใหญ่ตระการตาของบรอดเวย์ระดับตำนาน อย่าง เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า (The Phantom of the Opera) กันแบบเต็มๆ บนเวที เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ตั้งแต่วันที่ 5 – 31 สิงหาคมนี้

ละครเวทีเรื่อง เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า (The Phantom of the Opera) ดัดแปลงมาจาก นวนิยายรักอมตะของ กัสตง เลอรูซ์ (Gaston Leroux) ที่ตีพิมพ์ในปีพ.ศ.2453 (ค.ศ.1910) และถูกสร้างเป็นละครเวทีโดย แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ (Andrew Lloyd Webber)  ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่า       

เป็นหนึ่งในละครเวทีที่สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในประวัติศาสตร์   โดยเล่าถึงเรื่องราวของชายลึกลับ  ผู้สวมหน้ากากที่แอบซ่อนตัวอยู่ใต้โรงอุปรากรปารีส ที่สร้างความหวาดกลัวแก่ทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นั่น เขาตกหลุมรักนักร้องโซปราโนสาว “คริสทีน ดาเอ้” (Christine Daaé) อย่างหัวปักหัวปำ และทุ่มเทให้กับการบ่มเพาะพรสวรรค์อันน่าทึ่งของเธอ โดยใช้ทุกวิถีทางที่เขามี และความรักที่เขามีให้เธอก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นต่างๆ ให้ชวนติดตาม  

เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า (The Phantom of the Opera) เป็นละครเพลงสุดคลาสสิคระดับโลก  เปิดการแสดงยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ  และกวาดความนิยมจากผู้ชมมากว่า160 ล้านคนใน 47 ประเทศ  ห้ามพลาด!  การกลับมาอีกครั้งของสุดยอดมิวสิคัลโชว์ที่ครองใจผู้ชมทั่วโลกตลอดกาล กับ  เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า (The Phantom of the Opera)  ระหว่างวันที่ 5 – 31 สิงหาคมนี้ ณ  เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์  บัตรเข้าชมเริ่มต้นที่ราคา 1,800 บาท  สามารถซื้อได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา และทางเว็บไซต์ www.thaiticketmajor.com  เปิดจำหน่ายแล้ววันนี้  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-262-3838 และติดตามความเคลื่อนไหวการแสดงได้ที่เฟซบุ๊ก www.facebook.com/Rachadalai   

‘เชน ธนา’โดนตราหน้าว่าโกง แบกหนี้ 800 ล้าน ชีวิตขึ้นสุดลงสุด ดีที่ไม่ตาย!

'เชน ธนา'โดนตราหน้าว่าโกง แบกหนี้ 800 ล้าน ชีวิตขึ้นสุดลงสุด ดีที่ไม่ตาย!

‘เชน ธนา’โดนตราหน้าว่าโกง แบกหนี้ 800 ล้าน ชีวิตขึ้นสุดลงสุด ดีที่ไม่ตาย!

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

Life Line สัปดาห์นี้เปิดเส้นทางนักสู้ “เชน ธนา” ที่เกือบทำให้ไม่รอด แบกหนี้ 800 ล้าน ชีวิตขึ้นสุด ลงสุด แต่ไม่ยอมแพ้! จากเด็กหัวการค้าสู่ศิลปินบอยแบนด์ และนักธุรกิจพันล้านที่เผชิญวิกฤตหนักครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกือบจบชีวิต พร้อมบทเรียนชีวิตที่ว่า “ทุกครั้งที่ชีวิตติดลบ เขาเชื่อว่าจะมีบวกเสมอ”

โมเมนต์วัยเด็ก ๆ ถึงอายุ 13 ปี

เชน ธนา : ผมอยู่นครปฐม ริมแม่น้ำท่าจีน โตในครอบครัวอุตสาหกรรม โรงงานทอผ้า มี 3 โรงงาน รอบบ้านผม 17 ไร่ เราโตมากับพ่อจ่ายเงินเดือนพนักงานด้วยเงินสดยังไม่มีโอน เห็นพ่อนั่งดูตลาดหุ้น เราก็จะอยู่กับตัวเลข เห็นพ่อมีชีวิตดีครอบครัวดี เริ่มซึมซับเรื่องธุรกิจ ช่วงประถม 2 เขาเรียกผมว่า หัวการค้า เป็นช่วงที่ผมภูมิใจ อายุ 7 – 10 ปี เริ่มทำธุรกิจครั้งแรก หยิบจับอะไรก็เป็นเงิน  เลี้ยงสัตว์เลี้ยงมีลูกเยอะเราก็ขายได้ เราได้เงินมา 4 หมื่น ให้แม่ ตัดสินใจไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยเงินของเราเอง ผมชอบขายของตั้งแต่เด็ก

มาเป็นศิลปินได้ยังไง

เชน ธนา : มีจุดเปลี่ยนนิดหนึ่งคือตอน ม.5 ในช่วงที่เราล่าฝัน ผมไปเดินเซ็นทรัลปิ่นเกล้า มีแมวมองมายื่นนามบัตร บอกว่าเป็นแมวมองอยู่ RS ผมก็ไม่สนใจ ไม่คิดว่าจะมาร้องเพลง แต่ก็ให้เบอร์ ฝากประวัติไว้เฉย ๆ ไม่ได้สานต่อ จนมาสอบติดธรรมศาสตร์ เข้าสู่การเป็นเชียร์ลีดเดอร์ เป็นบันไดปูทางสู่วงการบันเทิง แต่ผมค่อนข้างเกเรพอสมควร จะลาออกหลายรอบ หลังจากเป็นลีดโต๊ะที่ธรรมศาสตร์ วันนั้นจำได้เลยครับ เปลี่ยนชีวิต คือใส่ชุดฮิปฮอปแล้วเต้น วันนั้นโต๊ะเราได้ที่ 3 ก็ร้องไห้เลย เพราะลีดธรรมศาสตร์สำคัญกว่าเรื่องเรียนมาก ความจริงจังของผมไปเตะตารุ่นพี่ที่วารสารเขาเลยพาไปแนะนำกับ บก. นิตยสาร Knock Knock เราก็ได้ขึ้นปก หลังจากนั้น 1 เดือน ก็ได้มาลงปก เธอและฉัน ภายใน 2 เดือนชีวิตก็เปลี่ยน แล้วก็ได้ไปเจอโฟร์ เพื่อนรักที่สุดในวงการ โฟร์ก็ดันขึ้นมาเป็นพระเอก MV แล้วมันก็เป็นจังหวะชีวิตพลิกผัน Nice 2 meet you มี 5 คน ปั้นจั่น, แจ็ค, เต้ และน้องอีก 2 คน แต่น้อง 2 คนเหมือนมีปัญหาออกไปก่อน เหลือ 3 คน จังหวะที่พวกเขารวมวงกันมา 1 ปี ผมเข้ามาฝั่งละคร พอฝั่งละครเสร็จกำลังจะไปเล่นละคร ฝั่งค่ายเพลงมีที่ว่างอยู่ขาหนึ่ง เขาก็เลยจับผมไปเสียบ เพราะเคยเล่น MV มา กลายเป็น Nice 2 meet you มี 4 คน

โมเมนต์ที่จดจำตอนอายุ 23 – 26 ปี

เชน ธนา : เป็น Triple Shot เป็น Combo Set ที่วันนี้ถ้าผมมาเจอเหตุการณ์นั้นในอายุ 38 ผมอาจจะไม่รอด เพราะมันเป็นวัคซีนที่ดีมากและแรงที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่ง เกิดความคิดเหมือนคนอ่อนแอในวินาทีนั้น คือบทสุดท้ายมีไอเดียที่อยากตายขึ้นมาวันนั้น จุดเริ่มต้นคือ วงแตกก่อน เริ่มรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงิน เพราะต้องจ่ายค่าเทอมเอง ตอนนั้นก็เริ่มซื้อบ้านให้แม่แล้ว ผ่อนบ้านเดือนละ 3-4 พัน มีปัญหาเรื่องเงินเลยไปลงทุนทำธุรกิจในช่วง 2-3 ปีนั้น ทำธุรกิจแรกคือมอเตอร์ไซค์ เปิดร้าน Gift Shop ปีแรกดี มีกำไรเหลือ 20,000 บาทต่อเดือน จ่ายค่าเทอมได้ ไม่รบกวนที่บ้าน แต่มีสถานการณ์ทางการเมืองปิดแถวพารากอน แต่ตอนนั้นยังไม่เจ๊ง ก็ถอนกำไรออกมา หยุดสัญญาเช่า ไปเปิดร้านเสื้อผ้าที่ประตูน้ำต่อ 7 เดือนแรกดีเลยครับ เหลือประมาณ 1 ล้านบาทต่อเดือน หักทุนหมดแล้ว แต่เครดิตโรงงานมี 5 ล้านบาทคอยหมุน

ซึ่งเราไม่ได้นับเป็นทุน เพราะเป็นเด็กก็เอาเงิน 1 ล้านมาใช้จ่ายไปเรื่อย ๆ อายุ 22 ก็มีเงินเดือนละ 1 ล้านบาท ช่วงนั้นวงเริ่มใกล้จะแตก ไม่ได้เครียดเรื่องเงิน แต่สถานการณ์ทางการเมืองปิดราชประสงค์ แล้วร้านเราอยู่ประตูน้ำก็เรียบร้อย คราวนี้เงิน 5 ล้านนั้นเลยเต็มวงเงิน กลายเป็นหนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นหนี้ก้อนใหญ่ก้อนแรกในชีวิต แล้วแม่เจอเนื้ออกตรงก้านสมอง ตอนแรกก็สู้ พยายามประคองวงกับสมาชิกใหม่ได้ประมาณปีนิดๆ ก็วงแตกอีกรอบ แตกแบบถาวร ใช้หนี้ไม่หมดสักที ก็เริ่มยืมเพื่อน มองหาวิธีอื่นซึ่งมันไม่มี

วงแตกก็ไม่มีงาน งานเดี่ยวก็ดังไม่พอ พิธีกรก็งานละ 2,500 ไม่รู้จะใช้หนี้ 5 ล้านยังไง เริ่มมืดแปดด้าน ก็เริ่มติดเหล้า ติดเบียร์ ดูดบุหรี่ ไม่มีทางออก เป็นช่วง 3 เดือนที่แย่ที่สุดในชีวิต จุดต่ำที่สุด คืออันนี้ผมว่าเป็นอุทาหรณ์นะ ถ้าผมไม่ได้มีเรื่องพุทธศาสนาอยู่ในใจ ผมอาจจะเป็นข่าวไปแล้ว วันนั้นผมมีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งว่าการใช้หนี้ได้ ผมต้องออกเดี่ยวเท่านั้น จะจัดสรรตารางคิวงานเองได้ แล้วเรียกค่าตัว 10,000-15,000 บาท ถ้าค่าตัว 15,000 หางานแค่ 30-40 งานก็ครึ่งล้านแล้ว แสดงว่ามีลุ้นประมาณครึ่งปีก็คงจบ ก็มีความหวังขึ้นมา แต่ก็มีคำพูดดูถูกว่าทำไม่ได้ ไปไม่รอด จิตใจไม่พร้อมรับคำอะไร ยุค Gen Y ผมมันไม่ได้แข็งแรงเหมือนคุณ เข้าสู่ช่วง 3 วันอันตรายที่สุดในชีวิตผม คือช่วงที่ขับรถแล้วเริ่มเหยียบ 190 กม./ชม. ไม่กลัว เริ่มไม่กลัว แต่ไม่อยากตายด้วยการฆ่าตัวตาย อยากตายด้วยการมีรถแฉลบมา เริ่มนั่งเครื่องบินก็อยากให้เครื่องบินตก โดยไม่ได้คิดถึงหัวใจคนอื่น มีความท้อแท้ในชีวิตขึ้นมา แล้วก็กินเหล้าทุกคืน จำได้เลยว่าวันสุดท้ายก่อนที่จะคิดได้คือตอนขึ้นคอนเสิร์ตท้ายๆ ของ 7 สีคอนเสิร์ตที่เป็นวง และก็อ้วกอยู่หลังเวที ก็พร้อมไปตลอดตอนนั้น

ออกจากภาวะอย่างนั้นมาได้อย่างไร

เชน ธนา : มีเรื่องของจิตที่นิ่งถึงจุดหนึ่ง และอาจจะเป็นข้อมูลเชิงบวกที่เป็นยารักษาที่ดีจริง ๆ เหมือนพ่อแม่เราก็ยังอยู่ และมีคนบอกว่าอย่างเชนน่ะค่าตัว 15,000 เป็นไปได้นะ แค่ไม่ต้องออกเดี่ยวก็ได้ คือไปรับจ็อบอะไรก็ได้ มันเลยมีความหวังขึ้นมา แล้วก็เริ่ม generate สมองว่า 5 ล้านเรามองให้มันเป็นเล็กๆ ลง แต่ใช้ระยะเวลานานขึ้น มันเลยมีไอเดียขึ้นมา หลังจากที่คิดอ่อนแอ ก็เลยซื้อพวงมาลัยไปล้างเท้าพ่อแม่ที่บ้านเกิด แล้วกลับมาแก้ไขปัญหา วันนั้นผมหนักมากเลยนะ แต่ตอนนี้ผมกลับเล่าเรื่องนี้ได้โดยที่ไม่สะเทือนขนาดนั้น เป็นอุทาหรณ์ ผมว่าเรื่องนี้สำคัญ คือบางทีเราคิดว่าเราเก่ง คำพูดเราดี แต่คำพูดมันฆ่าคนได้

หลังจากนั้นผมขอนัดเลขาส่วนตัวของเฮียฮ้อ (เจ้าของ RS) เพื่อคุยตรง ๆ ออกเทปเดี่ยว ซึ่งเฮียก็บอกว่า “ให้เวลาเชน 3 เดือน ไปฝึกซ้อมมา แล้วจะให้ออกเดี่ยว” ผมเลยเปลี่ยนทีมติวทันที เพราะทีมเดิมไม่มั่นใจว่าผมจะไหว จากนั้นก็ได้พี่แหม่ม พัชริดา มาช่วย เป็นเหมือนแม่ในวันนั้นเลยครับ พอได้เริ่มออกเดี่ยว ชีวิตผมก็ค่อย ๆ คลี่คลาย การออกเดี่ยวแค่เดือนเดียว รายได้เท่ากับทำวงทั้งปีเลยจริง ๆ จากตรงนั้น ผมเริ่มวางแผนเรื่องการเงินได้ดีขึ้น ตอนแรกก็รับงานหมดทุกอย่าง อย่างลอยกระทง ผมรับถึง 3 งานในวันเดียว บ้างานมาก จนหนี้ 5 ล้านก็ค่อย ๆ ลดลง

ช่วงอายุ 25 – 26 ปี

เชน ธนา : เป็นช่วงที่ผมตั้งใจสุด ๆ มุ่งมั่นมาก ทุกอย่างเริ่มจัดระเบียบได้ ผมตั้งเป้าว่าในอีก 2 ปีจะเคลียร์ทุกอย่างให้จบ เลยไปสมัครงานประจำด้วย ตอนนั้นเริ่มคิดจริงจังแล้วว่า ปัจจัย 4 ของชีวิตเราคือต้องใช้ประมาณเดือนละ 100,000 เพราะผ่อนบ้านให้แม่ด้วย ทำงานประจำวุฒิศักดิ์คลินิก ช่วงนั้นวุฒิศักดิ์ให้เข้างานแค่ 4-7 วันต่อเดือน ที่เหลือผมทำออนไลน์เต็มที่ เป็น Top 3 ของ High Five ติด Mention อันดับ 1 บน Twitter อย่างน้อยอาทิตย์ละวัน อยู่วุฒิศักดิ์เราโตเร็วมากจบด้วยการเป็นผู้บริหารและยังเป็นศิลปินเดี่ยวควบคู่กัน เราเจอแฟน ซึ่งก็คือภรรยาของผมในตอนนี้ เราใช้ชีวิตด้วยกันมา 10 กว่าปีแล้ว ตอนนั้นเริ่มต้นจากเงินเดือนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็มีบริษัทมาติดต่อซื้อตัวไป สุดท้ายวุฒิศักดิ์ซื้อตัวผมกลับด้วยเงินเดือน 120,000 บาท ด้วยตำแหน่งหน้าที่ ผมมีงบสนับสนุนโปรเจกต์ต่าง ๆ ก็เลยได้เป็นสปอนเซอร์เวทีนางงาม แล้วปีนั้นก็เป็นปีแรกของมิสแกรนด์ แล้วผมก็ได้เจอภรรยาผมจากเวทีนั้นด้วย

อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกว่าใช่กับแฟน แล้วความรักครั้งนี้เปลี่ยนคุณยังไง

เชน ธนา : ชีวิตผมขับเคลื่อนด้วยความรักนะครับ จุดอ่อนของผมก็คือเรื่องความรัก ต่อให้เก่งแค่ไหน ถ้าความรักสะดุด ทุกอย่างก็พังหมด พอเจอคนนี้ ผมแค่รู้สึกว่าเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผมจริงๆ อยู่ด้วยแล้วสบายใจ หายใจแล้วโล่ง ไม่รู้สึกว่าผมต้องเป็นคนผิด เราเรียนรู้กันอยู่ครึ่งปี ตอนนั้นอยู่บ้านเดียวกันด้วย เขาเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ใช้ชีวิตแบบ Slow Life ซึ่งมันต่างจากผมมาก ชีวิตผมวิ่งมาราธอนมาตลอด แล้วพอเจอเขา มันเหมือนได้หยุด ได้กลับมาเป็นตัวเอง ดีที่ไม่ตาย เพราะถ้าตายตอนนั้นไป มันก็เหมือนแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่มันไม่ใช่ มันเป็นแค่ช่วงนึงของวัยรุ่น ที่อารมณ์พาไป เหมือนตอนอกหักแล้วอยากเปิดฝักบัวราดหัวเฉย ๆ พอมองกลับไปตอนนี้ ผมอยากกลับไปตีหัวตัวเองเลย

โมเมนต์ที่จดจำ อายุ 27 ปี – ปัจจุบัน

เชน ธนา : หลังจากอายุ 26 ปี ผมได้เจอกับภรรยา ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีสัญชาตญาณของการเป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างเต็มตัว พอเข้าอายุ 27 – 31 หลายคนน่าจะจำภาพลักษณ์ของ “เชน ธนา Amado” ได้ดี แปลว่า ‘สุดที่รัก’ เป็นช่วงที่ทำยอดขายได้ 100 ล้านแรก ตอนนั้นผมเพิ่งปลดหนี้ได้เกือบหมด แต่ยังไม่มีเงินก้อนพอจะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ยังไม่พร้อมมีครอบครัว เพราะรายได้หลักแสนต่อเดือน ยังไม่พอจะผ่อนบ้านให้แม่ แม่ก็กำลังรักษาอาการเกี่ยวกับสมอง ต้องตรวจ MRI ตลอดเวลา ถ้าจะผ่าตัดก็เป็นล้าน พอเจอภรรยา ผมเลยประเมินว่า ต้องมีรายได้เดือนละอย่างน้อย 300,000 บาท ถึงจะพร้อมดูแลครอบครัวได้จริง ๆ เลยคิดว่าคงต้องลาออกจากวุฒิศักดิ์คลินิก แล้วเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ตอนนั้นผมเริ่มเห็นเทรนด์ Health & Beauty ทั่วโลก เป็นเทรนด์ที่โตเร็วมาก ผมเลยเอาความรู้แบบครูพักลักจำจากการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศ ที่เคยร่วมงานกับแบรนด์น้ำดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ ได้เห็นโครงสร้างธุรกิจของยี่ปั๊ว ซาปั๊ว และ Traditional Trade ไปขอเงินลงทุนจากนายทุน

ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครพูดถึงคำว่า “Startup” อย่างจริงจังเลย ผมแค่รู้ว่า ถ้าอยากได้เงินลงทุน ก็ไปขอ แล้วถ้าเขาให้ ก็แบ่งหุ้นกัน ไอเดียของผมตอนนั้นคือ เปลี่ยนบ้านธรรมดาปากซอย ให้กลายเป็นศูนย์กระจายสินค้า เวลามีออเดอร์จากออนไลน์ ก็ให้ขนของจากบ้านไปส่งไปรษณีย์ไทย ผมเอาแผนนี้ไปเสนอใครต่อใครก็ไม่มีใครเอา ทุกคนมองว่าบ้าไปแล้วจนสุดท้ายมาเจอเจ้านายผมเอง ซึ่งกลายเป็นหมากตัวสุดท้ายที่ให้เงินลงทุน 5 ล้านบาท นั่นคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจเสริมอาหารสไตล์ Startup ยุคนั้น ในปี 2557 ผมเริ่มต้นจากทุน 5 ล้านบาท จนทำยอดขายได้ 200 ล้านบาทในปี 2560

ภายในเวลาแค่ 3 ปี หลังจากนั้น ผู้ถือหุ้นก็เริ่มมีแผนจะนำบริษัทเข้า IPO มีการเพิ่มทุนและปรับโครงสร้างหุ้นครั้งใหญ่ ผมเองถือหุ้นลดลงจาก 100% เหลือ 38% ส่วนอีกฝ่ายถือ 62% ช่วงนั้นแม่ก็ต้องเข้าสู่การรักษาครั้งใหญ่พอดี ยังไม่ถึงขั้นติดลบ แค่มีค่าใช้จ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้น ชีวิตผมก็เปลี่ยนครั้งใหญ่อีกครั้ง เราแต่งงานกัน และซื้อบ้าน ซื้อรถ และขยายขนาดชีวิตในช่วงนั้น ปี 2561 เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ในวงการอาหารเสริม เพราะมีกรณีที่มีผู้เสียชีวิตหลังจากรับประทานผลิตภัณฑ์แบรนด์หนึ่ง ทำให้กลายเป็นเหมือนคลื่นสึนามิถล่มอุตสาหกรรมทั้งหมด ผมเสียดายมากนะ ถ้าไม่มีเหตุการณ์นั้น ประเทศไทยอาจจะเป็นศูนย์กลางของอาหารเสริมโลกได้

กระทบกับ Amado โดยตรงเลยไหม

เชน ธนา : ตอนแรกยังไม่กระทบเรา แต่แบรนด์ใหญ่ๆ เริ่มหนีไปผลิตในต่างประเทศ เช่น เกาหลี เพราะกลัวการตรวจสอบในไทย ส่วนเราโดนทีหลัง เริ่มจากเพจชื่อดังเพจหนึ่งที่มีอิทธิพลมาก เขาชี้เป้าแบรนด์ต่างๆ ว่าผิดกฎหมาย บางแบรนด์โดนตรวจสอบ บางแบรนด์ถึงขั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ แล้วก็โดนกันทีละแบรนด์ จนวันหนึ่งมันมาถึง Amado เรื่อง “สลากอาหารผิด” จริงๆ แล้วเป็นแค่การพิมพ์เลขที่โรงงานผิดจาก 119/11 เป็น 191/11 ซึ่งตามกฎหมายถือว่าผิด แต่ไม่มีผลต่อความปลอดภัยของสินค้าเลย แค่เปลี่ยนเลข แต่คนเข้าใจว่าเราผลิตผิดกฎหมาย

ผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัว

เชน ธนา : ตอนนั้นภรรยาผมกำลังตั้งครรภ์ลูกชายคนแรก ประมาณเดือนครึ่ง อยู่ดี ๆ ก็มี Inbox ด่าเข้ามาเป็นหมื่นข้อความ ทำให้ภรรยาเครียดจนเลือดออก ต้องโทรหาหมอด่วน วันนั้นผมนั่งตอบคอมเมนต์ทีละข้อความทั้งคืน บอกทุกคนว่า “ใจเย็นครับ เดี๋ยวผมชี้แจง” ผมจะฟ้องทุกคนที่หมิ่นประมาทเกินไป สุดท้ายเขาก็ขอโทษ จุดเปลี่ยนคือ 5 โมงเย็นวันนั้น เข้าไปในห้องหมอพาภรรยาเข้าไป หมอก็ตรวจอัลตร้าซาวด์ ได้ยินเสียงหัวใจลูกเต้นครั้งแรกในชีวิต ตั้งแต่วินาทีนั้นจนวันนี้ ปี 68 ผมก็ไม่ได้พักเลย ยังสู้เพื่อครอบครัวมาตลอด

ตอนอายุ 33 ปี เป็นช่วงที่เราได้ผู้ถือหุ้นกลุ่มที่ 3 เข้ามาช่วยกู้วิกฤต ตอนนั้นเราขาดทุนสะสมประมาณ 70 ล้านบาท แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งคือ คอลลาเจน ที่ยังขายดี ผมเลยตัดสินใจ เปลี่ยนแปลง บริษัทให้กลายเป็นบริษัทคอลลาเจน เขาให้เงินลงทุนและปล่อยกู้มา 100 ล้านบาท ทำให้เรามีเงินใช้หนี้ และเริ่มฟื้นตัวจากยอดขาย 200 ล้าน กลายเป็น 600 ล้าน และในปี 63 เราทะลุพันล้าน  เรามองไม่เห็นปัญหา ถึงแม้ยอดขายจะพุ่ง แต่ระบบเริ่มไม่ไหว ผมเริ่มเห็นว่าแบรนด์เติบโตเร็วเกินควบคุม และจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงที่ผมให้ติดลบ ปลายปีที่แล้ว ตลอดชีวิตในวงการบันเทิง 16 ปี ผมถือว่าผมไม่มีข่าวฉาวเลย อาจจะมีเรื่องความรักบ้าง แต่ไม่เคยฉาว ไม่เคยหลายใจ ไม่เคยคบซ้อน พอมาทำธุรกิจ

เราตั้งใจใส่ทั้งชีวิตเข้าไปจริง ๆ คือรักแบรนด์ยิ่งกว่าชีวิต รักแบรนด์เหมือนลูกคนหนึ่ง ข้อมูลจากสังคมที่มาจากไหนก็ไม่รู้ และมีคนที่แต่งแต้มสีสันจนเกินความเหมาะสม และร้องไห้หน้ากองปราบ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ปี 64 ผมถือหุ้น Amado 9% แต่ผมใช้วิธีที่รักแบรนด์นี้มาก แล้วไล่ซื้อหุ้นขึ้นมา จนวันนี้ผมแทบจะเป็นเจ้าของคนเดียว 100% แบกบริษัทที่รับมรดกหนี้ 800 ล้านบาทมาด้วย แก้ปัญหามาตั้งแต่ปี 65-66 การแก้ปัญหานี้ผมสู้มาด้วยความซื่อสัตย์ว่าเรามีหน้าที่ที่ต้องใช้หนี้ให้บริษัท ในฐานะ CEO ณ วันนั้นเสียงในบริษัทมีหลายทิศทาง พยายามอ้างว่าผมไม่ใส่ใจเรื่องการเงิน ผมถูกกล่าวหาซ้ำจากเรื่องเก่า ๆ ทั้งที่คดีถูกยกฟ้องแล้ว เขากล่าวหาว่าผมฉ้อโกง ผมได้ หมายศาลมาแปะหน้าบ้านในวันตรุษจีนปี 66 คนจีนถือมาก ชีวิตมันหมดสิ้นซึ่งศักดิ์ศรี และรู้สึกแววตาเริ่มไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง เพราะต้องเริ่มเข้าคอกบัลลังก์ ต้องต่อสู้พูดความจริง แต่บางทีการสื่อสารเราก็ได้ยินเรื่องไม่จริง เราก็โกรธ มันเหมือนเป็นจุดบ่มเพาะชีวิตเราว่า นี่แหละโลกแห่งความจริง ผมเครียดจนผมเดินไม่ได้เลย ลุกออกมาคือขาชา เดินไม่ได้อยู่ 7 วัน เพราะมันเหมือนซ้อมตายเหมือนซ้อมเสียศักดิ์ศรี ต้องมาบอกศาลว่าผมไม่ได้โกง ผมทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งผลสุดท้าย ศาลยกฟ้องฉ้อโกงผม ผมบริสุทธิ์

สิ่งที่เรียนรู้จากเรื่องนี้คืออะไร

เชน ธนา : สักวันมันจะผ่านไป ห้ามตาย ห้ามป่วย ห้ามเสียงหมดก่อน เพราะผมคิดว่าสิ่งที่ผมบำเพ็ญเพียรมาตลอด 10 ปีที่ก่อตั้งบริษัท ผมตั้งใจมันอย่างดีเยี่ยมสุดชีวิตจริง ๆ ผมคิดว่าทุกคนต้องเห็นค่าบ้าง เพราะเรามีเจตนาที่ดี และอยู่ด้วยจิตตั้งมั่นว่าเราขายของดีจริง ๆ ผมจะชั่วก็ได้ ผมจะใส่ของไม่ดีแล้วขายแพงก็ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินในทางที่มันยากที่สุด มีจรรยาบรรณสูงสุด และวันนี้สิ่งที่มันทำมาตลอด 10 ปี ผมว่ามันเริ่มเป็นกระจกสะท้อนว่า นี่แหละมันทำให้เราไม่ตาย

จากตรงนี้ คิดว่าคุณผ่านจุดนั้นมาได้หรือยัง

เชน ธนา : อายุ 37 ปี มีหนี้ 800 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นทิ้งไปหมด คู่ค้าเหลือไม่กี่ราย มันหนักเกินไป โลกทั้งใบของ Amado เหลือแค่ผมกับไม่กี่คนที่ยังเชื่อมั่น แต่โชคดีที่คนที่ยังอยู่ เขาเข้าใจว่าเราตั้งใจจริง ๆ มันอาจจะทำให้เรารอดจากวิกฤตครั้งนี้ได้

รวมโมเมนต์สุดฮา’ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก’ที่ทำให้คนดูขำจนลืมเบรกที่ทรูโฟร์ยู ช่อง 24

รวมโมเมนต์สุดฮา'ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก'ที่ทำให้คนดูขำจนลืมเบรกที่ทรูโฟร์ยู ช่อง 24

รวมโมเมนต์สุดฮา’ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก’ที่ทำให้คนดูขำจนลืมเบรกที่ทรูโฟร์ยู ช่อง 24

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

ฮาแบบไทยแท้ในภาพยนตร์ “ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก” นำแสดงโดย พีช พชร พร้อมด้วยนักแสดงสายฮาอย่าง ฝน ศนันธฉัตร เจนนิเฟอร์ คิ้ม ร่วมด้วย น้าค่อม ชวนชื่น และ โรเบิร์ต สายควัน ที่มาสร้างสีสันแบบจัดเต็ม หนังแนวคอมเมดี้ที่ทั้งสนุก ซึ้ง และอบอุ่นหัวใจ ได้รับเสียงตอบรับดีเยี่ยมเมื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และเคยเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ไทยยอดนิยมจากหลายเวที ครั้งนี้กลับมาให้ชมฟรีที่ทรูโฟร์ยู ช่อง 24

หนุ่มวินมอเตอร์ไซค์ธรรมดา ๆ ศักรินทร์ (พีช พชร) ที่มีชีวิตสุดเรียบง่าย แต่ต้องแอ๊บเป็นพนักงานแบงก์เพื่อไม่ให้แม่ผิดหวัง ทุกเช้าเขาจะสวมสูทออกจากบ้าน แล้วเปลี่ยนชุดกลางทางเพื่อไปขับวิน เรื่องราววุ่นวายเริ่มต้นเมื่อ จ๋า (ฝน ศนันธฉัตร) เพื่อนสาวที่แอบชอบเขาเริ่มสงสัยในชีวิตสองด้านของศักรินทร์ พร้อมด้วยแม่สุดเป๊ะของเขา คุณแม่ศักรินทร์ (เจนนิเฟอร์ คิ้ม) ที่เชื่อมั่นว่าลูกชายทำงานดีมีหน้ามีตา ความฮายิ่งทวีคูณเมื่อ น้าค่อม (รับบท ลุงวิน) เข้ามาเสริมทัพความปั่นป่วน หนังเล่าเรื่องด้วยอารมณ์ขันแบบไทย ๆ ผสมความอบอุ่นของครอบครัวและมิตรภาพ เต็มไปด้วยฉากฮาแบบไม่ต้องพยายาม และบทสนทนาที่โดนใจคนดูทุกวัย เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาขึ้นวินไปกับศักรินทร์ตูดหมึกกันเถอะ ดูเลยที่ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2568 เวลา 18.40 น. หรือรับชมผ่านออนไลน์ได้ที่ true4u.com/live

‘แอริน- ปาย-สิตางศุ์’เตรียมฉายออร่าคุณแม่มือใหม่ในงาน Plenty Protein Self Love , Self Care

'แอริน- ปาย-สิตางศุ์'เตรียมฉายออร่าคุณแม่มือใหม่ในงาน Plenty Protein Self Love , Self Care

‘แอริน- ปาย-สิตางศุ์’เตรียมฉายออร่าคุณแม่มือใหม่ในงาน Plenty Protein Self Love , Self Care

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

เรียกได้ว่าเป็นสองนักแสดงสาวที่สุดฮอตจริงๆ สำหรับ“แอริน เบญจรงคกุล” และ “ปาย-สิตางศุ์ ปุณภพ” ที่รักรุ่ง งานก็เริ่ดเว่อร์!! แถมล่าสุดทั้งสองสาว เตรียมตัวฉายออร่าคุณแม่ซุปตาร์ร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว แบรนด์ Plentitude เปิดตัวสินค้าใหม่ Plenty Protein โปรตีนพืชสำหรับคุณแม่ ส่งต่อสารอาหารจากแม่ไปสู่ลูก พร้อมช่วยบำรุงน้ำนม ในงาน Plenty Protein Self Love , Self Care ที่เรียกว่าเอาใจคุณแม่โดยเฉพาะ  ที่นำโดยผู้บริหารไฟแรง“คุณสุรีย์ คุณมงคลวุฒิ” กรรมการผู้บริหาร Attitude Mom และ “คุณชานนทร์ ลู่ไกรอมร”(กรรมการผู้บริหาร) วันที่ 24 กรกฎาคม นี้!! ณ U Sathorn Bangkok   งานนี้บรรดาแฟนคลับของสาว“แอริน”- “ปาย-สิตางศุ์”เตรียมตัวให้พร้อมไปกรี๊ด!!ดังๆ ให้กำลังใจทั้งสองสาวได้เลย

‘แพนเค้ก เขมนิจ’ขึ้นแท่นเมนเทอร์ ‘The Face Thailand Season 6’ประกาศชัด ‘เดินให้เด็กมันดู!’

'แพนเค้ก เขมนิจ'ขึ้นแท่นเมนเทอร์ 'The Face Thailand Season 6'ประกาศชัด 'เดินให้เด็กมันดู!'

‘แพนเค้ก เขมนิจ’ขึ้นแท่นเมนเทอร์ ‘The Face Thailand Season 6’ประกาศชัด ‘เดินให้เด็กมันดู!’

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.39 น.

“ก็เดินให้เด็กมันดูละกันค่ะ” แค่ประโยคเดียวจาก เมนเทอร์แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ในงานแถลงข่าวเปิดตัว The Face Thailand Season 6 ก็ทำเอาทั้งห้องส่งซี๊ดกันไปทั้งงานพร้อมขึ้นเทรนด์โซเชียลเป็นที่พูดถึงจากความแซ่บของฝีปากตัวแม่ เรียกได้โดนใจชาวเน็ตกันสุด ๆ การเปิดตัวในฐานะเมนเทอร์คนที่ 3 ของซีซันนี้ ไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะ “เมนเทอร์แพนเค้ก” ถือเป็นอีกหนึ่งไอคอนแห่งวงการบันเทิงไทยที่ครบเครื่องทั้งในจอ บนเวที และรันเวย์ระดับอินเตอร์ เสริมทัพเมนเทอร์ซีซันนี้ร่วมกับแอนโทเนีย โพซิ้ว และมารีญา พูลเลิศลาภ ได้แบบปังสมมง

เมนเทอร์แพนเค้กไม่ใช่แค่ ดารา หรือ นางแบบ แต่เธอคือนิยามของคำว่า “ไอคอน” ในวงการบันเทิงไทย ที่สร้างตำนานมากมาย ในเส้นทางของนักแสดง เมนเทอร์แพนเค้กคือหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถครองใจผู้ชมได้อย่างต่อเนื่องมายาวนาน เป็นที่รู้จักในทุกเพศทุกวัย การันตีผลงานอย่าง ทวิภพพลิกดินสู่ดาวบ่วงหงส์ พร้อมการแสดงอีกมากกว่า 62 เรื่อง ทั้งละคร ซีรีส์ และภาพยนตร์ รวมถึงการมีบทบาทในผลงานเพลงประกอบละครกว่า 40 เพลง ซึ่งหลายเพลงกลายเป็นเสียงคุ้นหูของผู้ชมชาวไทย ด้วยฝีมือการแสดงที่เข้าถึงบทบาท แพนเค้กจึงถูกจดจำทั้งในฐานะนางเอกเรตติ้งแรง 7 วันติด เป็นนักแสดงหญิงที่ไม่เคยหลุดจากแถวหน้าของวงการ  ขณะเดียวกัน ในเส้นทางของนางแบบก็ถือเป็นตัวแทนหญิงไทยที่สร้างชื่อเสียงในระดับโลก จากเวทีตำนาน Thai Super Model 2004 สู่ตำแหน่ง Model of the World 2004 ที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่นอย่างกว้างขวาง กลายเป็นเจ้าแม่พรมแดงที่ทุกสายตาต้องจับจ้อง ไม่ว่าจะเดินงานไหน ลุคไหน ด้วยการปรากฏตัวที่สื่อสารความมั่นใจและสไตล์เฉพาะตัว จากการร่วมเดินแบบให้กับแบรนด์ระดับแนวหน้า ทั้ง Poem, ISSUE รวมถึงแบรนด์ชั้นนำอีกมากมาย ถือว่าสร้างโมเมนต์ที่กลายเป็นกระแสในทันทีที่ปรากฎตัว

นอกเหนือจากการเป็นนางแบบและนักแสดง เมนเทอร์แพนเค้กยังมีบทบาทเป็นกรรมการและโค้ชในหลายเวที เช่น Sexy Mama Thailand และ Drag Race Thailand ความปังในระดับที่อุตสาหกรรมแฟชั่นและบันเทิงให้การยอมรับ

การมาของเมนเทอร์แพนเค้กใน The Face Thailand Season 6 สะท้อนแนวคิดของรายการที่กำลังเดินหน้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ได้มองแค่ “ความสวย” แต่ต้องครบเครื่องทั้งความสามารถ ภาพลักษณ์ และเสน่ห์เฉพาะตัว เรียกได้ว่าเป็นการดึงตัวแม่ผู้มากประสบการณ์มาลงสนามจริง ที่จะทำให้ซีซันนี้ทั้ง “แซ่บ” และ “เด็ด” กว่าทุกซีซันที่ผ่านมา

ปีนี้ดูท่าจะร้อนแรงทั้งฝีปาก ฝีมือ และฝีเท้า แฟนรายการเตรียมรับชมความเข้มข้นแห่งศึกเมนเทอร์  ได้แล้วโดย The Face Thailand Season 6 ออกอากาศครั้งแรก 19 กรกฎาคมนี้ ทางช่อง 3 และรับชมย้อนหลังได้ทาง Netflix รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ผ่านทาง Facebook Fanpage : The Face Thailand , Instagram : The Face Thailand , X : The Face Thailand 6 และ TikTok : theface_thailand

#TheFaceThailand6 #TeamPancake #Kantana

เปิดตัว ‘เจมีไนน์ – โฟร์ท’ พรีเซนเตอร์ ULTRAFORMER MPT และ VOLNEWMER

เปิดตัว ‘เจมีไนน์ - โฟร์ท’ พรีเซนเตอร์ ULTRAFORMER MPT และ VOLNEWMER

เปิดตัว ‘เจมีไนน์ – โฟร์ท’ พรีเซนเตอร์ ULTRAFORMER MPT และ VOLNEWMER

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.34 น.

บริษัท พารากอนแคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (ParagonCare (Thailand) Co., Ltd.) ภายใต้กลุ่ม บริษัท พารากอนแคร์  กรุ๊ป จำกัด (ParagonCare Group) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ที่ประเทศออสเตรเลีย ได้เปลี่ยนชื่อจากเดิม บริษัท ควอนตั้ม เฮลท์แคร์ ไทยแลนด์ จำกัด ยกระดับเพิ่มความแข็งแกร่งไปอีกขั้น พร้อมรองรับการขยายพอร์ตธุรกิจต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์  ‘Diversification & Market Penetration’ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผลักดันให้พันธมิตรทางธุรกิจเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมเดินหน้ารุกตลาดความงาม ตอกย้ำความสำเร็จเปิดตัว ‘เจมีไนน์’ นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์ พรีเซนเตอร์ ULTRAFORMER MPT คนแรกของไทย และ ‘โฟร์ท’ ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล พรีเซนเตอร์ VOLNEWMER คนแรกของไทย ถ่ายทอดภาพลักษณ์และขยายฐานสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ของตลาดนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ด้านความงาม ยกกระชับผิวหน้าได้อย่างครอบคลุม

โดย บริษัท พารากอนแคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของธุรกิจนำเข้าเครื่องมือแพทย์ด้านความงาม โดดเด่นและเป็นผู้นำในกลุ่มของ การยกกระชับผิว (Skin Lifting) แบบไม่ผ่าตัด (Non-Surgical) เครื่องยกกระชับที่เป็นที่รู้จักนิยมกันอย่างแพร่หลาย คือเครื่อง ULTRAFORMER III, เครื่อง ULTRAFORMER MPT, เครื่อง VOLNEWMER, Sylfirm X ฯลฯ ภายใต้การบริหารโดย นายเซอค ซังยุบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Mr.Seok Sangyup Chief Executive Officer) และ นางสาวอุมาภรณ์ เมธเมาลี ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจความงาม (Ms.Umaporn Methmaolee  Aesthetics Business Unit Director บริษัท พารากอนเเคร์ (ไทยเเลนด์) จำกัด ล่าสุดได้จัดงาน  ParagonCare Grand Launch in Thailand ‘Refining New Gen Beauty’ สร้างปรากฏการณ์มิติใหม่ของนิยามความงามสุดยิ่งใหญ่ ในคอนเซปต์ Consumer Event โดยมี นายซึง ฮัน เบค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลาซิส จำกัด (Mr.Seung Han Baek Chief Executive Officer Classys Inc ผู้ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้ พร้อมทีมผู้บริหารให้เกียรติเดินทางมาร่วมงาน ณ บริเวณ ชั้น 1 เซ็นทรัลลาดพร้าว

ไฮไลต์ของงานครั้งนี้เป็นการเปิดตัวพรีเซนเตอร์สองหนุ่มสุดฮอตเป็นครั้งแรกได้แก่ ‘เจมีไนน์-นรวิชญ์’ พรีเซนเตอร์ ULTRAFORMER MPT และ ‘โฟร์ท-ณัฐวรรธน์’ พรีเซนเตอร์ VOLNEWMER บรรยากาศภายในงานมีเหล่าทีมแพทย์จากคลินิกชั้นนำในเมืองไทยมาร่วมงานกันอย่างคึกคัก พร้อมพูดคุยถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมความงามกับเทรนด์ความสวยยุคใหม่บนเวที อาทิ Apex Hospital & Clinics, LABX Clinic, SLC Clinic & Hospital, V Square Clinic, Dermatige Aesthetics, Sureephorn Clinic, Aura Bangkok Clinic, The Loft Clinic, Pruksa Clinic, Starmed Clinic, Ren Clinic ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเหล่าดาราเซเลบคนดัง ‘เชอรี่’ เข็มอัปสร สิริสุขะ, ‘ฐิสา’ วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร, ‘เกรซ’ กาญจน์เกล้า  ด้วยเศียรเกล้า, ‘เดียร์น่า ฟลีโป’ มาร่วมงานท่ามกลางสื่อมวลชนและแฟนคลับสองหนุ่มคนดังมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก 

นายเซอค ซังยุบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พารากอนเเคร์ (ไทยเเลนด์) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำในกลุ่มนำเข้าเครื่องมือแพทย์ด้านความงามเมืองไทยกว่า 10 ปี ความสำเร็จดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ พารากอนแคร์ ประเทศไทย ที่มีความพร้อมทุกมิติในการสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถให้พันธมิตรทางธุรกิจมีความแข็งแกร่ง  เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดความงามทั่วโลกในระยะยาว  บริษัทต้องขอขอบคุณคลินิกชั้นนำในเมืองไทยที่ให้การสนับสนุนเราด้วยดีเสมอมา  และจะไม่หยุดยั้งในการสรรหานำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยสูง เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติและได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา ที่ตอบโจทย์ปัญหาด้านความงามอย่างครบวงจร อีกทั้งมุ่งเน้นเรื่องราคาที่สมเหตุสมผล และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ การให้การดูแลและบริการลูกค้าด้วยการบริการคุณภาพสูง ที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอบรมผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากลจากบริษัทผู้ผลิต รวมถึงเครื่องมือตรวจวัดที่ผ่านการสอบเทียบตามมาตรฐานสากลเป็นประจำทุกปี บริษัทยังคงมุ่งมั่นคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย มีคุณภาพ ปลอดภัย ตอบทุกความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด เพื่อนำสิ่งที่ดีที่สุดมาสู่ตลาดความงามประเทศไทยอย่างยั่งยืน”  

นางสาวอุมาภรณ์ เมธเมาลี ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจความงาม บริษัท พารากอนเเคร์ (ไทยเเลนด์) จำกัด กล่าวว่า “ตลาด Medical Aesthetics ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความต้องการเพิ่มขึ้นสำหรับการทำหัตถการแบบไม่ผ่าตัด และหัตถการแบบผ่าตัดเล็กน้อย ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาที่ปลอดภัย มีระยะเวลาการฟื้นตัวสั้น และให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ จากนโยบายที่มุ่งเน้นคุณภาพและการบริการ พร้อมทั้งความมุ่งมั่นและทุ่มเททำให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยมีมูลค่ายอดขายกว่า 1,500 ล้านบาท ในปี 2567 ที่ผ่านมา และมุ่งหวังในการเติบโตไปสู่ 2,000 ล้านบาท ในปี 2568”

จากทิศทางภาพรวมตลาดโลกของเครื่องมือแพทย์ด้านความงามยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น ด้วยความแข็งแกร่งของการรวมกิจการและมุ่งหวังการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่ม บริษัทพารากอนแคร์ ไทยแลนด์  จึงมุ่งเน้นขยายธุรกิจของบริษัท ภายใต้กลยุทธ์ ‘Diversification & Market Penetration’ โดย 1. การเพิ่มสินค้า (Product Expansion/Line Extension) เพื่อเพิ่มยอดขายต่อคลินิก/ลูกค้าเดิม (Upselling & Cross-selling) 2. การเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Penetration) เพื่อเพิ่ม % Market Share ในกลุ่มเป้าหมายเดิม 3. การขยายไปยัง Segment ใหม่ (Market Development & Segmentation Expansion) แสวงหาโอกาสในกลุ่มลูกค้าใหม่ หรือ Segment ใหม่ของธุรกิจความงาม เช่น เวชสำอาง (Cosmeceutical), Wellness & Anti-aging, Beauty Tech และอื่นๆ

ทั้งนี้บริษัทดำเนินการขยายพอร์ตจากเครื่องมือแพทย์กลุ่ม Medical Device (Energy-Based Devices: EBD) ไปยังกลุ่ม Medical Injectable Items (สารฉีดทางการแพทย์) ตั้งแต่ พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสารเติมเต็มที่ทำจากกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) คุณภาพสูง ระดับพรีเมียมชื่อ Lorient (ลอเรียนท์) ที่มุ่งเน้นคุณภาพโดยได้รับการรับรองมาตรฐาน CE Mark จากสหภาพยุโรป สำหรับการขยายฐานสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ เน้นกลุ่มวัยรุ่นถึงวัยทำงาน จึงได้แต่งตั้ง ‘เจมีไนน์-นรวิชญ์’ พรีเซนเตอร์ ULTRAFORMER MPT เครื่องยกกระชับ ลดริ้วรอย ที่ปลอดภัยและเห็นผล และ ‘โฟร์ท-ณัฐวรรธน์’ พรีเซนเตอร์ VOLNEWMER  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ยกกระชับผิวเนียนเรียบ ฟื้นฟูคอลลาเจน ด้วยภาพลักษณ์ของ ‘เจมีไนน์-โฟร์ท’ ที่ดูดี สดใส มีเสน่ห์ ทันสมัย และประสบความสำเร็จ นอกจากจะสามารถสื่อสารส่งต่อแนวคิดเข้าถึงไลฟ์สไตล์และขยายสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่แล้ว ยังสะท้อนภาพความเป็นผู้นำในตลาดเครื่องมือแพทย์ด้านความงามเมืองไทยได้อย่างแท้จริง”

ด้าน ‘เจมีไนน์’ นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์ พรีเซนเตอร์ ULTRAFORMER MPT ได้เผยว่า “รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากที่ได้ร่วมงานกับพารากอนแคร์ในครั้งนี้ ซึ่งมั่นใจในประสิทธิภาพการทำหัตถการดูแลผิวหน้ากับ ULTRAFORMER MPT ผมทำแล้วรู้สึกได้ทันทีว่ากรอบหน้าชัด ผิวแน่นเฟิร์ม ปลอดภัยไม่เจ็บ ได้กระชับผิวให้ดูดีขึ้นครับ”

ส่วน ‘โฟร์ท’ ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล พรีเซนเตอร์ VOLNEWMER   ได้เผยว่า “เป็นเกียรติและดีใจมากครับที่ได้ร่วมงานกับบริษัทพารากอนแคร์ไทยแลนด์เป็นครั้งแรกซึ่งเป็นผู้นำเข้าเครื่อง VOLNEWMER ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ยกกระชับผิวให้เนียนเรียบเรียวกระชับ ทำให้หน้าอิ่มฟูดูมีมิติขึ้น ที่สำคัญทำแล้วไม่รู้สึกเจ็บเลยครับ”

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://paragoncareth.com/   Facebook ParagoncareA Sesthetics Thailand #GeminiFourthxVolnewmerMPT #VolnewmerXFourth #UltraformerMPTXGemini #UltraformerMPT  #Volnewmer #ParagonCare #paragoncareaesthetics