ทีทีบี สานต่อพลังอาสาสมัคร มุ่งเปลี่ยนชุมชนดีขึ้นอย่างยั่งยืน สร้างผลลัพธ์จับต้องได้จริง พร้อมจุดประกายสังคมแห่งการแบ่งปัน

ทีทีบี สานต่อพลังอาสาสมัคร มุ่งเปลี่ยนชุมชนดีขึ้นอย่างยั่งยืน สร้างผลลัพธ์จับต้องได้จริง พร้อมจุดประกายสังคมแห่งการแบ่งปัน

ทีทีบี สานต่อพลังอาสาสมัคร มุ่งเปลี่ยนชุมชนดีขึ้นอย่างยั่งยืน สร้างผลลัพธ์จับต้องได้จริง พร้อมจุดประกายสังคมแห่งการแบ่งปัน

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดินหน้าสานต่อพลังอาสาสมัคร ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี จัดกิจกรรม ttb Volunteer Recognition Day  กิจกรรมที่ทำให้พนักงานตระหนักรู้ว่า องค์กรให้ความสำคัญกับผู้ที่เสียสละมาร่วมทำงานอาสาสมัคร และถือเป็นการขอบคุณอาสาสมัครทีทีบีที่ร่วมกันสร้างความสุข ส่งต่อการให้ โดยนำความรู้และความเชี่ยวชาญที่มีไปช่วยเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้น สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ถือเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจทั้งของตัวเองและองค์กร ทั้งนี้ ปี 2568 ที่ผ่านมา มีอาสาสมัครเข้าร่วมกว่า 1,000 คน มีจำนวนโครงการทั้งสิ้น 20 โครงการ

ตัวอย่างของโครงการที่โดดเด่นสามารถตอบโจทย์และพัฒนาชุมชนเพื่อให้คนในชุมชนดำเนินการต่อไปได้อย่างยั่งยืน  โครงการ “WasteWise”  โครงการ “ลวดกำมะหยี่แฟนซีสานฝัน” และ โครงการ “ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรอย่างยั่งยืน”

จัดการปัญหาขยะเปียกอย่างยั่งยืน ด้วยองค์ความรู้

นายธนอัครวุฒิ หน่อจำปา อาสาสมัครทีทีบี ทีม Talent C.A.C.3 จากโครงการ “WasteWise” ที่เข้าช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างองค์ความรู้ให้กับเยาวชนในชุมชน เล่าว่า โครงการ WasteWise ได้เข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาขยะในชุมชนตลาดหัวตะเข้ โดยส่งมอบองค์ความรู้เรื่องการจัดการขยะให้กับชุมชน เยาวชน และโรงเรียนเชิดเจิมศิลป์ ด้วยการจัดทำสื่อการเรียนรู้ บอร์ดเกมต่าง ๆ เพื่อให้ชุมชน และเยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจ พร้อมมอบถังหมักปุ๋ยอินทรีย์แบบไร้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ทนทาน ดูแลง่าย เพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน

ปี 2568 เป็นปีแรกที่ได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครทีทีบี สัมผัสได้ถึงความสุขของการเป็นผู้ให้อย่างชัดเจน ตลอดระยะเวลา 3 เดือนทุ่มเทให้กับการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างเต็มที่ และเมื่อถึงวันส่งมอบโครงการได้เจอรอยยิ้มของชุมชนก็หายเหนื่อย โดยเฉพาะพลังงานและความกระตือรือร้นของเด็ก ๆ ช่วยเติมพลังใจให้ทีมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังได้รับแรงบันดาลใจและทักษะการทำงาน ทั้งทักษะความเป็นผู้นำ การทำงานร่วมกันกับหลาย ๆ ฝ่าย ที่ต้องกำหนดเป้าหมายร่วมกัน พาทีมเดินไปทิศทางเดียวกัน มีการกระจายงานอย่างเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม

“โครงการนี้เป็นพื้นที่ของการทำงานร่วมกัน ทั้งทีมของเราที่มาจากหลากหลายสายงาน องค์กร NGO และชุมชนในพื้นที่ ทำให้ได้เรียนรู้ทักษะการประสานงาน ซึ่งการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะกับตัวแทนชุมชนและคุณครูที่มีช่วงวัยที่แตกต่าง โดยเราเน้นรับฟังเพื่อเก็บข้อมูลความต้องการและเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของคนในชุมชน พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมของชุมชน แม้จะมีความท้าทายและปัญหาที่ต้องแก้ในหลายเรื่อง แต่ทั้งหมดถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า ทำให้ทีมเราได้เรียนรู้มากมาย ขอบคุณทีทีบีที่ส่งเสริมให้พนักงานได้มีโอกาสทำสิ่งดีๆ สร้างประโยชน์ให้กับสังคม เรามีความสุขที่ได้เป็นผู้ให้ และผลลัพธ์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนได้อย่างชัดเจน” นายธนอัครวุฒิ กล่าว

ต่อยอดลวดกำมะหยี่แฟนตาซีสานฝัน สร้างอาชีพ

อีกเสียงสะท้อนจาก นายสรยุทธ รื่นเริง อาสาสมัครทีทีบี ทีมธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ เขตสระบุรี จากโครงการ “ลวดกำมะหยี่แฟนซีสานฝัน” เล่าให้ฟังว่า ทีมเลือกที่จะสนับสนุนโรงเรียนโดยมุ่งเน้นการส่งเสริมวิชาชีพให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ซึ่งส่วนใหญ่มีข้อจำกัดทางด้านการเงิน ต้องการเพิ่มทักษะและสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับน้อง ๆ ผ่านการต่อยอดผลิตภัณฑ์ลวดกำมะหยี่ที่โรงเรียนทำอยู่แล้ว ซึ่งทีมอาสาสมัครได้เข้าไปช่วยยกระดับทักษะ โดยจัดหาผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยสารพัดช่างสระบุรี สอนเทคนิคการจัดดอกไม้ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ทันสมัยและตอบโจทย์ เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าและเพิ่มมูลค่าด้วยการสร้างแบรนด์ ออกแบบโลโก้ จัดทำสติกเกอร์และสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ให้ นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงห้องกิจกรรมให้พร้อมใช้งานและทันสมัยขึ้น จัดซื้ออุปกรณ์จำเป็น รวมถึงสอนการตลาดออนไลน์เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายด้วย

“ผลสำเร็จที่ชัดเจน คือ นักเรียนในกลุ่มกิจกรรมมีความรู้และต่อยอดชิ้นงานได้มากขึ้น และมียอดขายเพิ่มขึ้นจากทั้งช่องทางออนไลน์และการไปออกร้านในสถานที่ต่าง ๆ  ขณะเดียวกันจำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการลวดกำมะหยี่ก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 50 คน จากเดิม 15-30 คน ซึ่งสิ่งที่อาสาสมัครทีทีบีได้รับกลับมามีค่ามากกว่าความสำเร็จของโครงการ คือ ประสบการณ์ใหม่ ๆ และการได้เห็นรอยยิ้มของน้อง ๆ ถือเป็นแรงใจสำคัญที่สุด นอกจากนี้ การได้เห็นคนที่มีข้อจำกัด แต่ยังคงพยายามต่อสู้ พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ Mindset ของทีมอาสาสมัครเปลี่ยนไป และเกิดแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเอง รวมถึงการทำประโยชน์ต่อสังคม” นายสรยุทธ กล่าว

ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรยั่งยืน แก้ปัญหาปากท้องและสร้างอาชีพ

ปิดท้ายที่ นายชาติชาย สมุดความ อาสาสมัครทีทีบี ทีมธุรกิจสาขา เขตพิษณุโลก จากโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรอย่างยั่งยืน” เล่าว่า ทางทีมได้เข้าไปช่วยเหลือและแก้ปัญหาสำคัญของโรงเรียนบ้านปลักแรด ที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณอาหารกลางวันสำหรับนักเรียน โดยใช้แนวทางการสอนวิชาชีพและสร้างทักษะติดตัวให้กับเด็ก ๆ ผ่านการเรียนรู้ด้านการเกษตร ซึ่งได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาสอนวิธีการดูแลอย่างถูกต้อง พร้อมสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ โรงเพาะเห็ด และบ่อเลี้ยงกบ รวมถึงแปลงผักสวนครัว เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้นี้ไปขยายผลที่บ้านได้ในอนาคต อีกทั้งใช้ความเชี่ยวชาญติดอาวุธความรู้ทางการเงินสอนเรื่องการเงินพื้นฐานให้กับนักเรียน

“ในช่วงเริ่มแรกมีความท้าทายเรื่องความร่วมมือและการสื่อสารอยู่บ้าง เนื่องจากผู้ปกครองและคุณครูเข้าใจว่าเป็นการบริจาคแล้วจบไป แต่เจตนารมณ์ของโครงการ คือ เป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องการความร่วมมืออย่างยั่งยืน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นถือว่าน่าพอใจมาก นักเรียนมีความสุขกับการใช้เวลาว่างมาดูแลแปลงเกษตร และเกิดความผูกพันกับสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ทีมอาสาสมัครก็มีความสุขจากการได้เห็นน้อง ๆ ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองได้เพาะเห็ดนางฟ้าและออกดอกเพื่อเก็บผลผลิตเป็นครั้งแรก สามารถนำมาทำอาหารกลางวันได้จริง ทำให้ทุกคนมีความสุขกับรอยยิ้มของเด็ก ๆ เหล่านี้ นับได้ว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่เราทำ”  นายชาติชาย กล่าว

อย่างไรก็ตาม โครงการศูนย์การเรียนรู้การเกษตรอย่างยั่งยืน จึงไม่เพียงช่วยเติมเต็มอาหารกลางวันในเบื้องต้น แต่ยังเป็นการจุดประกายให้เด็กๆ มีทางเดินไปต่อ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต ซึ่งทีมอาสาสมัครทีทีบียังคงมุ่งมั่นที่จะติดตามผล พร้อมสานต่อโครงการต่อไปเพื่อสร้างความยั่งยืน ทั้งนี้ ในฐานะพนักงานทีทีบีรู้สึกภาคภูมิใจที่ทำงานอยู่ในองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี มุ่งมั่นและตั้งใจเดินหน้าจุดประกายเยาวชนและชุมชน เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ติดตามกิจกรรมดี ๆ ต่อได้ที่ https://www.ttbfoundation.org

สัมผัสเสน่ห์ศิลปะพื้นบ้าน สืบสานภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยกว่า 100 ปี งาน ‘เทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง 2569’ ครั้งที่ 41

สัมผัสเสน่ห์ศิลปะพื้นบ้าน สืบสานภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยกว่า 100 ปี งาน ‘เทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง 2569’ ครั้งที่ 41

สัมผัสเสน่ห์ศิลปะพื้นบ้าน สืบสานภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยกว่า 100 ปี งาน ‘เทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง 2569’ ครั้งที่ 41

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้ง เทศบาลเมืองต้นเปา ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานเชียงใหม่) สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยเครือข่ายภาคชุมชนและภาคเอกชน เตรียมจัดงาน เทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง ครั้งที่ 41 (Bo-Sang Umbrella and San Kamphaeng Crafts Festival) ภายใต้แนวคิด “หัตถกรรมสร้างสรรค์ สีสันนานาชาติ” หนึ่งในเทศกาลหัตถกรรมระดับตำนานที่สะท้อนเสน่ห์วิถีชีวิตล้านนาและเป็นหมุดหมายสำคัญขอนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ระหว่างวันที่ 16 – 18 มกราคม 2569 ณ หมู่บ้านบ่อสร้าง ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่

นายสุชาติ ไชยมงคล นายกเทศมนตรีเมืองต้นเปา กล่าวว่า “เทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง ไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณีของท้องถิ่น แต่เป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน เทศบาลเมืองต้นเปามุ่งยกระดับการจัดงานให้มีความเป็นนานาชาติ ควบคู่การสืบสานภูมิปัญญาร่มบ่อสร้าง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสเสน่ห์ของเชียงใหม่อย่างใกล้ชิด และร่วมกันสร้างรายได้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน”

การจัดงานครั้งนี้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้นโยบาย IGNITE THAILAND’S TOURISM ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค (Tourism Hub) โดยจังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวภาคเหนือ อุดมสมบูรณ์ด้วยมรดกทางศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรม และอาหารพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะ หมู่บ้านบ่อสร้าง แหล่งกำเนิดร่มบ่อสร้าง งานหัตถกรรมชื่อดังระดับโลก ซึ่งยังคงรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมควบคู่กับการพัฒนาสู่ความร่วมสมัย และเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

เทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง ครั้งที่ 41 จึงถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน ในการยกระดับงานสู่ความเป็นสากล ควบคู่การส่งเสริมบทบาทของเชียงใหม่ในฐานะ เมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน พร้อมสร้างภาพลักษณ์จังหวัดเชียงใหม่ให้เป็น มหานครแห่งหัตถศิลป์สร้างสรรค์ ภายในงานนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัส 4 ไฮไลต์กิจกรรมหลักที่ผสานศิลปะ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวไว้อย่างครบครัน ตั้งแต่ กิจกรรมสาธิตภูมิปัญญาและกิจกรรมเวิร์คชอป ด้านหัตถกรรม, ร่ม, กระดาษสากว่า 20 บูธ พร้อมเดินชม ตลาดวัฒนธรรม (กาดหมั้ว) ที่รวบรวมร้านค้าสินค้าวัฒนธรรมและอาหารพื้นถิ่นกว่า 30 ร้าน ท่ามกลางบรรยากาศล้านนาแท้

อีกทั้ง ขบวนพาเหรดนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ ที่ตกแต่งด้วยร่มและหัตถกรรมชุมชน มีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายเชื้อชาติกว่า 5 ประเทศ พร้อมขบวนเทิดพระเกียรติ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถึงการทรงงานหนักเพื่อประชาชน โดยเฉพาะด้านอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมไทย ถ่ายทอดผ่านความงดงามของขบวนช่างฟ้อนกว่า 500 คน ในชุดซิ่นพื้นเมืองและร่มดีไซน์พิเศษ สร้างสีสันและความประทับใจตลอดเส้นทาง

นอกจากนี้ ยังมีงานศิลปะแบบสามมิติ (Installation Art) และ จุดถ่ายภาพ ที่ออกแบบจากแรงบันดาลใจของร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมชุมชน ให้เป็นมุมเช็กอินสำหรับนักท่องเที่ยวและสายโซเชียล พร้อมพื้นที่นิทรรศการมีชีวิต ที่สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณด้านศิลปาชีพ ให้เก็บภาพความทรงจำตลอดการเดินทาง

“เทศบาลเมืองต้นเปา ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง อันเปี่ยมด้วยเรื่องราว ภูมิปัญญา และความสร้างสรรค์ของชุมชน ในงานเทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง เปิดประสบการณ์เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมสนับสนุนผลงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าวปิดท้าย

มาร่วมกันเที่ยวอย่างมีคุณค่า สนับสนุนงานหัตถกรรมไทย และสร้างความภาคภูมิใจให้กับท้องถิ่นไปด้วยกันใน “เทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง” หัตถกรรมสร้างสรรค์ สีสันนานาชาติ ครั้งที่ 41 ระหว่างวันที่ 16 – 18 มกราคม 2569 ณ หมู่บ้านบ่อสร้าง ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก งานร่มบ่อสร้าง https://www.facebook.com/share/14TTp6A9JQK/?mibextid=wwXIfr

ซอสพริกศรีราชาพานิช x The Yard Hostel เชียงใหม่ ชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสัมผัสเสน่ห์อาหารไทยผ่าน Cooking Class

ซอสพริกศรีราชาพานิช x The Yard Hostel เชียงใหม่ ชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสัมผัสเสน่ห์อาหารไทยผ่าน Cooking Class

ซอสพริกศรีราชาพานิช x The Yard Hostel เชียงใหม่ ชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสัมผัสเสน่ห์อาหารไทยผ่าน Cooking Class

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวรับลมหนาว เมืองเชียงใหม่กลับมามีสีสันอีกครั้ง เพราะเป็นไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว นักเดินทางทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลมาสัมผัสอากาศหนาวเย็น ธรรมชาติที่โอบล้อมและวัฒนธรรมพื้นถิ่นภาคเหนือที่สะท้อนตัวตนของเมืองล้านนาได้อย่างลึกซึ้ง  

วรัญญา วิญญรัตน์

ท่ามกลางย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ มีโฮสเทลเล็กๆ ซ่อนอยู่ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ The Yard Hostel เชียงใหม่ (เดอะยาร์ด โฮสเทล) “บ้านหลังที่สองของผู้คนทั่วโลก” ที่ก่อตั้งโดย ส้ม(เล็ก) – อติพร สังข์เจริญ และ ส้ม (ใหญ่) – อมรรัตน์ อมรศิริชัยรัตน์ ที่ตั้งใจสร้างโฮสเทลเป็นเสมือน “บ้านญาติ” และ “Community Space” ที่เชื่อมผู้คนทั่วโลกไว้ด้วยกัน ได้พูดคุย แบ่งปันเรื่องราวและมิตรภาพระหว่างกัน

The Yard Hostel เริ่มต้นขึ้นย่านอารีย์ในกรุงเทพฯ ก่อนต่อยอดสู่เชียงใหม่ โดยยังคงยึดคอนเซ็ปต์ดั้งเดิมเรื่อง Family – Community – Sustainability เอาไว้ครบถ้วน โดยเชียงใหม่ คือ บ้านหลังที่สองที่เราอยากให้ทุกคนพบความสุข และสร้างความหมายของการเดินทางกลับไป

เมื่อแบรนด์ซอสพริกอายุกว่า 90 ปี ผูกโยงประสบการณ์อาหารกับการท่องเที่ยว

การผสานความร่วมมือระหว่างแบรนด์ซอสพริกศรีราชาพานิช กับธุรกิจท่องเที่ยวอย่างโฮสเทล ถือเป็นก้าวที่น่าสนใจและสะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้บริหารแบรนด์ โดย  วรัญญา วิญญรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เราอยากให้นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้ว่าต้นตำรับซอสพริกศรีราชาเป็นของคนไทยและอยากให้คนไทยภูมิใจไปด้วยกันที่แบรนด์ของเราเริ่มเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป”

วรัญญา กล่าวต่อว่า “แบรนด์อาหารไทย ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะบนโต๊ะอาหาร แต่สามารถต่อยอดสู่ประสบการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างกลมกลืน ด้วยมุมมองนี้ทำให้เราร่วมมือกับ The Yard Hostel จัดกิจกรรม Cooking Class ขึ้นที่สาขาอารีย์เป็นแห่งแรก ก่อนขยายผลสู่เชียงใหม่ในฤดูหนาวนี้ เพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์อาหารไทยให้ชาวต่างชาติสัมผัสด้วยตัวเอง”

อมรรัตน์ อมรศิริชัยรัตน์ (ส้มใหญ่) และ อติพร สังข์เจริญ (ส้มเล็ก)

เมนูพิเศษพื้นถิ่นเหนือ ผสานซอสพริกศรีราชาพานิชอย่างลงตัว

สำหรับคลาสที่เชียงใหม่ ทีมงานได้ออกแบบเมนูที่มีกลิ่นอายล้านนาอย่างน้ำพริกอ่องผสานซอสพริกศรีราชาพานิชมาสร้างรสชาติที่เข้าถึงง่าย แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แบบไทยแท้ เพิ่มสีสันให้การเรียนทำอาหารสนุกขึ้น และเป็นประสบการณ์ที่สร้างการจดจำที่ดีแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

จากครัวสู่ชุมชน – เชื่อมใจต่างชาติและเด็กหลายชาติพันธุ์ 

อีกหนึ่งความพิเศษ คือ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จบคลาสเรียนทำอาหาร สามารถร่วมเป็นอาสาสมัครทำอาหารกลางวันให้กับน้องๆ โรงเรียนวัดห้วยไร่ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนต่างชาติพันธุ์กว่า 190 คนศึกษาอยู่ร่วมกัน โดยภายในงานนักท่องเที่ยวยังร่วมพิธีเปิดห้องพยาบาล สนามเด็กเล่น และส่งมอบสิ่งของจำเป็นด้านการศึกษาให้กับโรงเรียนอีกด้วย

“กิจกรรมที่จัดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเรียนทำอาหารไทย แต่ยังนำความรู้ที่ได้ไปมอบความสุขแก่น้องๆ ผ่านอาหารจานพิเศษเชื่อมใจทั้งคนไทยและต่างชาติเข้าด้วยกัน เราหวังว่าจะสร้างความทรงจำที่ดีแก่ทุกคนที่มาเยือนประเทศไทย” วรัญญา กล่าวทิ้งท้าย

คุณแหน : 9 มกราคม 2569

คุณแหน : 9 มกราคม 2569

คุณแหน : 9 มกราคม 2569

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ll ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผวจ.ลำพูน เป็นประธานประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจ.ลำพูน เน้นย้ำ ยังต้องเข้มงวด เฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง..๐๐

ll ธนิต ภูมิถาวร รอง ผวจ.พิจิตร เป็นประธานพร้อมร่วมกิจกรรมในโครงการแคมป์ข้าว Phichit Rice Movement : สืบสานภูมิปัญญา สร้างคุณค่าข้าวพิจิตรลือเลื่อง ณ สวนเพ้อฝัน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร..๐๐

ll มิตรสหายยินดีกับ ดร.ภก.พิสิฐ อุ่ยรุ่งโรจน์ ที่จะได้เข้ารับพระราชทานปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่..๐๐

ll ปีนี้ Mr. Renato Petruzzi อายุครบ 7 รอบ งานเลี้ยงวันเกิดมีมิตรสหาย เหล่าผู้ร่วมงานและลูกน้องเก่า ต่างมาร่วมอวยพรวันเกิดให้เกือบ 50 คน พร้อมได้เคล็ดลับความแข็งแรงของ Mr.Pet คือการไปเดินสวนลุมพินีวันละ 7-10 รอบทุกวัน งานนี้มี ศ.เกียรติคุณ ภก.จอมจิน จันทรสกุล, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, วาที รินทรสุนทร, เทวัญ งามบุญสิน, สมศักดิ์ กำเนิดสิทธิเสรี, สุวรรณ ถนอมบูรณ์เจริญ, สุธรรม ถนอมบูรณ์เจริญ, ภก.สมเกียรติ มหพันธ์, ภก.นลินทร์ อุไรเลิศประเสริฐ, ดร.ภก.ทวีศักดิ์ สีทองสุรภณา, ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์, ภญ.วินิตา เมืองมั่น, ผศ. (พิเศษ) ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, สืบพงศ์ วัฒนสินธุ์, ดร.สมศักดิ์ กวีไตรภพ ร่วมด้วย โดยมี อรนุช จรรยาศักดิ์ เป็นแม่งานใหญ่..๐๐

ll รศ.นพ ปรีชา สุนทรานันท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.แม่ฟ้าหลวง เป็น ประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา ให้นักศึกษาแพทย์ และ คณะพยาบาล ม.แม่ฟ้าหลวง..๐๐

ll ดร. สมศักดิ์-ดร.สุมาลี ศรีสุภรวาณิชย์ พร้อมครอบครัว บริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างอาคารรพ.รามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี..๐๐

ll กิตติ ภัทรเลาหะ มอบเงินบริจาคกองทุนเพื่อผู้ป่วยโรคหัวใจ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รับมอบโดย รศ. นพ.ดิลก ภิยโยทัย และ ผศ.พญ.นิธิตา สัตตรัตน์ไพจิตร..๐๐

ll ดร.นพ.ตุลวรรธน์ พัชราภา ให้การต้อนรับ วาฤทธิ์ ศิริพิทยาโรจน์ นำคณะนักศึกษาหลักสูตร Digital Jumpstart #3 ไปดูศึกษางานการประยุกติ์ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยของ รพ.เวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล..๐๐

ll เพื่อนๆชาว ปธพ.1 ร่วมยินดีกับ รศ.นพ.ชัยวัฒน์ บำรุงกิจ ที่ได้รับรางวัล 120 ปี 120 คนดี ผู้สืบสานพระราชปณิธานแห่งเกียรติภูมิ ยุพราชวิทยาลัย สาขาบริหารภาครัฐ เนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี แห่งการพระราชทานนาม “ยุพราชวิทยาลัย”..๐๐

ll สมาคมศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ขอแสดงความเสียใจและอาลัยยิ่ง ต่อการจากไปของ ภก.เสกสรร บูรพาเดชะ ศิษย์เก่ารุ่นที่ 12..๐๐

อโนชา ชีวิตโสภณ อดีตประธานศาลฏีกา ร่วมยินดีกับหลานสาว พญ.อารดา วงศ์กิตติรักษ์ ฉลองสมรสกับ นพ.อาคัส กุรุง เจ้าบ่าวเนปาล

อโนชา ชีวิตโสภณ อดีตประธานศาลฏีกา ร่วมยินดีกับหลานสาว  พญ.อารดา วงศ์กิตติรักษ์ ฉลองสมรสกับ นพ.อาคัส กุรุง เจ้าบ่าวเนปาล

อโนชา ชีวิตโสภณ อดีตประธานศาลฏีกา ร่วมยินดีกับหลานสาว พญ.อารดา วงศ์กิตติรักษ์ ฉลองสมรสกับ นพ.อาคัส กุรุง เจ้าบ่าวเนปาล

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

บรรยากาศสุดชื่นมื่น อบอุ่นในพิธีฉลองมงคลสมรสสองคุณหมอต่างเชื้อชาติที่ได้ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักแท้ ระหว่าง พญ.อารดา วงศ์กิตติรักษ์ บุตรี นพ.อานนท์ –  มิ่งขวัญ วงศ์กิตติรักษ์ และเจ้าบ่าวชาวเนปาล นพ.อาคัส กุรุง (Dr. Akash Gurung) บุตร Mr.Suman – Mrs.Maya Kumari Gurung ในพิธีมงคลสมรสมีคุณป้าเจ้าสาว อโนชา ชีวิตโสภณ อดีตประธานศาลฎีกา คนที่ 49 เป็นประธานในพิธี ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท โดยมีครอบครัว ญาติสนิท และแขกผู้มีเกียรติร่วมแสดงความยินดีคับคั่ง

พญ.อารดา วงศ์กิตติรักษ์ หรือคุณหมอนานา และ นพ.อาคัส กุรุง พบรักกันตั้งแต่ศึกษาระดับปริญญาตรีที่ University of Surrey สาขา Biomedical Science จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรแพทยศาสตร์ ณ University of Buckingham ด้วยกัน ปัจจุบันเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือ General Practitioner (GP) อยู่ที่ประเทศอังกฤษ และกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโท โดยคุณหมอนานาเจ้าสาว กำลังศึกษาปริญญาโททางด้าน AI ที่ Queen Mary University of London เพื่อจะได้นำ AI มาใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์

Mr. Ram Parsad Gurung เป็นเถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวทำพิธีสู่ขอ และ บุญเลิศ วงศ์กิตติรักษ์ เป็นเถ้าแก่ฝ่ายเจ้าสาว

Mr. Ram Parsad Gurung เป็นเถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวทำพิธีสู่ขอ และ บุญเลิศ วงศ์กิตติรักษ์ เป็นเถ้าแก่ฝ่ายเจ้าสาว

อโนชา ชีวิตโสภณ อดีตประธานศาลฎีกาคนที่ 49 เป็นประธานในงานมงคลสมรสระหว่าง พญ.อารดา วงศ์กิตติรักษ์ บุตรี นพ.อานนท์-มิ่งขวัญ วงศ์กิตติรักษ์ กับ นพ.อาคัส กุรุง บุตร Mr. Suman – Mrs. Maya Kumari Gurung

อโนชา ชีวิตโสภณ อดีตประธานศาลฎีกาคนที่ 49 เป็นประธานในงานมงคลสมรสระหว่าง พญ.อารดา วงศ์กิตติรักษ์ บุตรี นพ.อานนท์-มิ่งขวัญ วงศ์กิตติรักษ์ กับ นพ.อาคัส กุรุง บุตร Mr. Suman – Mrs. Maya Kumari Gurung

จรูญ - อโนชา ชีวิตโสภณ สวมมงคลแฝดให้แก่คู่บ่าวสาว

จรูญ – อโนชา ชีวิตโสภณ สวมมงคลแฝดให้แก่คู่บ่าวสาว

อโนชา ชีวิตโสภณ อดีตประธานศาลฎีกาคนที่ 49 คุณป้าเจ้าสาว กล่าวอวยพรให้คู่บ่าวสาว

อโนชา ชีวิตโสภณ อดีตประธานศาลฎีกาคนที่ 49 คุณป้าเจ้าสาว กล่าวอวยพรให้คู่บ่าวสาว

ศ.เกียรติคุณ นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร เป็นประธานในพิธีสู่ขอและพิธีหมั้น

ศ.เกียรติคุณ นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร เป็นประธานในพิธีสู่ขอและพิธีหมั้น

อุไร คุณานันทกุล ทำพิธีรับไหว้จากเจ้าบ่าวเจ้าสาว

อุไร คุณานันทกุล ทำพิธีรับไหว้จากเจ้าบ่าวเจ้าสาว

พิสิทธิ์ คุณานันทกุล,อุษณี วงศ์กิตติรักษ์, อุไร คุณานันทกุล, และทิชา โก๋กลิ่น ร่วมยินดี

พิสิทธิ์ คุณานันทกุล,อุษณี วงศ์กิตติรักษ์, อุไร คุณานันทกุล, และทิชา โก๋กลิ่น ร่วมยินดี

ครอบครัวและญาติพี่น้องในตระกูลวงศ์กิตติรักษ์

ครอบครัวและญาติพี่น้องในตระกูลวงศ์กิตติรักษ์

ครอบครัวและญาติพี่น้องในตระกูลด่านชัยวิจิตร-ด่านชัยวิโรจน์

ครอบครัวและญาติพี่น้องในตระกูลด่านชัยวิจิตร-ด่านชัยวิโรจน์

วิจิตรา อร่ามวัฒนานนท์ และ ลลิสา จงบารมี

วิจิตรา อร่ามวัฒนานนท์ และ ลลิสา จงบารมี

รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ รดน้ำสังข์อวยพรให้คู่บ่าวสาว

รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ รดน้ำสังข์อวยพรให้คู่บ่าวสาว

Airbnb ดึง ‘มิลลิ’ โปรโมทเสน่ห์กรุงเทพฯ สู่สายตาคนทั่วโลก ‘Bangkok Weekender’ จับไมค์ร้องเพลงและทำข้าวเหนียวมะม่วง

Airbnb ดึง ‘มิลลิ’ โปรโมทเสน่ห์กรุงเทพฯ สู่สายตาคนทั่วโลก  ‘Bangkok Weekender’ จับไมค์ร้องเพลงและทำข้าวเหนียวมะม่วง

Airbnb ดึง ‘มิลลิ’ โปรโมทเสน่ห์กรุงเทพฯ สู่สายตาคนทั่วโลก ‘Bangkok Weekender’ จับไมค์ร้องเพลงและทำข้าวเหนียวมะม่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

Airbnb จับมือ แร็ปเปอร์ระดับแนวหน้าของไทย “มิลลิ” (MILLI) ชวนคนทั่วโลกมาสัมผัสกับประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Bangkok Weekender” จับไมค์ร้องเพลงและทำข้าวเหนียวมะม่วง  เปิดให้จองประสบการณ์สุดพิเศษกับ มิลลิ ในวันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 14:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) เท่านั้น ผ่าน airbnb.com/milli ในราคาเพียง 99 บาท

Airbnb แพลตฟอร์มระดับโลก กระตุ้นไฮซีซันท่องเที่ยวไทย จับมือ “มิลลิ” (MILLI) ดนุภา คณาธีรกุล ไอคอนแร็ปเปอร์แถวหน้าของไทยเปิดประสบการณ์สัมผัสเสน่ห์กรุงเทพ “Bangkok Weekender” สุดพิเศษครั้งหนึ่งในชีวิต  ดึง 2 ซอฟต์พาวเวอร์สำคัญของไทยอย่างดนตรีและอาหารไทย มาผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์และความสนใจในการเดินทางท่องเที่ยวเมืองไทยของนักเดินทาง Airbnb

มิลลิ รับหน้าที่เป็นโฮสต์ และขอเชิญแฟน ๆ และนักเดินทางเข้าสู่โลกแห่งประสบการณ์การท่องเที่ยวสุดสัปดาห์ในกรุงเทพฯ ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติจัดจ้านของอาหารและย่านต่าง ๆ ที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ของเธอ 

ผู้โชคดีจะได้เข้าพักในที่พัก Airbnb สุดโปรดของมิลลิในกรุงเทพฯ ก่อนเปิดประสบการณ์เข้าสู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น ร้องเพลงคาราโอเกะส่วนตัวกับมิลลิ กิจกรรมทำข้าวเหนียวมะม่วงแบบกันเอง รวมถึงค้นพบย่านโปรด และสัมผัสรสชาติอาหารท้องถิ่นจานโปรดของมิลลิ โดยมิลลิจะแบ่งปันแรงบันดาลใจและเรื่องราวจากเมืองบ้านเกิด เปิดมุมมองใหม่ให้เหล่านักเดินทางได้สัมผัสวัฒนธรรม พลังสร้างสรรค์ต่าง ๆ ของเมือง และอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ     

ความร่วมมือระหว่าง Airbnb และมิลลิครั้งนี้ สะท้อนพลังสร้างสรรค์ของประเทศไทยตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับโลก ทั้งดนตรี อาหาร แฟชั่น และอัตลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้นักเดินทางได้เชื่อมต่อกับวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

การเปิดตัวประสบการณ์สุดพิเศษกับมิลลิ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความสนใจในการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์ม Airbnb โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ยอดการค้นหาที่พักในประเทศไทยช่วงไฮซีซันเพิ่มขึ้นเกือบ 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยว Gen Z ไทย มีการค้นหาเพิ่มขึ้นมากกว่า 25%2 สะท้อนความนิยม ของการเดินทางที่เน้นการสัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้วัฒนธรรมของจุดหมายปลายทางอย่างแท้จริง

มิลลิ ดนุภา คณาธีรกุล กล่าวว่า “รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้มีโอกาสมาเป็นโฮสต์ Airbnb ในครั้งนี้ การได้เดินทางและขึ้นแสดงบนเวทีทั่วโลกทำให้เห็นว่าคนจากหลากหลายประเทศอยากเชื่อมต่อกับวัฒนธรรมไทยมากแค่ไหน และเอ็กซ์พีเรียนซ์ในครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะได้ถ่ายทอดความเป็นไทยออกมาอย่างใกล้ชิดกับแฟนๆ อีกด้วย

ผู้ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนี้จะไม่ได้แค่ร้องคาราโอเกะและทำข้าวเหนียวมะม่วงเมนูโปรดไปด้วยกันเท่านั้น แต่มิลลิจะแชร์ทริคเด็ดสำหรับการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ แบบโลคอลตัวจริง ตั้งแต่การร้องคาราโอเกะด้วยกัน ไปจนถึงการอิ่มอร่อยกับเมนูจานโปรด อยากให้นักเดินทางได้สัมผัสสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจและเสน่ห์ที่ทำให้ประเทศไทยพิเศษไม่เหมือนที่อื่น ๆ”

ความร่วมมือระหว่าง Airbnb และมิลลิครั้งนี้ สะท้อนพลังสร้างสรรค์ของประเทศไทยตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับโลก ทั้งดนตรี อาหาร แฟชั่น และอัตลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้นักเดินทางได้เชื่อมต่อกับวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

นายอมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียของ Airbnb กล่าวว่า  “ประเทศไทยเป็นแรงบันดาลใจให้นักเดินทางทั่วโลกมาอย่างยาวนาน ด้วยการต้อนรับที่อบอุ่น ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม การได้ร่วมงานกับ มิลลิ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคลื่นลูกใหม่แห่งวงการเพลงไทย เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะมอบประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้แฟนๆ และนักเดินทางได้สัมผัสพลังเหล่านี้อย่างใกล้ชิด การร่วมมือกันครั้งนี้เป็นมากกว่าประสบการณ์ โดยเป็นการเปิดประตูสู่วัฒนธรรมไทยสมัยใหม่ และเราภูมิใจที่ได้ถ่ายทอดความโดดเด่นและความคิดสร้างสรรค์ของประเทศไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก”

ความร่วมมือครั้งนี้ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ 5 Must Do in Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น Must Taste, Must Try, Must Buy, Must See, และ Must Seek ที่จะช่วยให้นักเดินทางได้สัมผัสเสน่ห์ไทยอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

นายนิธิ สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงไฮซีซันประเทศไทยกำลังเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวหลายล้านคนจากทั่วโลก ความร่วมมือครั้งนี้ของ Airbnb และ มิลลิ

ได้นำแนวคิด 5 Must Do in Thailand ในการนำเสนอ 2 ซอฟต์พาวเวอร์หลักอย่างอาหารและดนตรี ซึ่งประสบการณ์สุดพิเศษนี้แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ ความอบอุ่น และวัฒนธรรมที่โดดเด่นของประเทศไทย นอกเหนือจากความบันเทิงแล้ว ช่วงเวลาเหล่านี้ยังนำเสนอประเทศไทยในฐานะดินแดนแห่งการเยียวยาและการพักใจที่พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางสุดล้ำค่าให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวได้ลึกซึ้งกับวัฒนธรรมของเราและค้นพบสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่น่าจดจำอย่างแท้จริง”

ประสบการณ์วีคเอนด์สุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ มิลลิรับหน้าที่เป็นโฮสต์ ต้อนรับผู้โชคดีสูงสุดจำนวน 4 ท่าน ที่จะได้เข้าร่วม Airbnb Experience ในกรุงเทพฯ วันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 กับประสบการณ์สุดสัปดาห์ 2 วัน 1 คืน ที่จะเต็มไปด้วยเสียงดนตรี และรสชาติอาหารแบบน่าจดจำไม่รู้ลืม รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่การเข้าพักที่ Airbnb สุดโปรดของมิลลิ พร้อมอัปเดตความเคลื่อนไหวและเรื่องราวที่น่าสนใจของเธอ กระทบไหล่ร้องเพลงคาราโอเกะกับแร็ปเปอร์ระดับประเทศอย่างใกล้ชิด เข้าร่วมเวิร์กชอปทำข้าวเหนียวมะม่วง ลิ้มลองเมนูโปรดของมิลลิ ไปจนถึงเซลฟี่เก็บภาพโมเมนต์และรับของที่ระลึกพร้อมลายเซ็นเฉพาะเอ็กซ์พีเรียนซ์นี้ก่อนกลับบ้าน

รายละเอียดการจองประสบการณ์สุดพิเศษ จะเปิดจองผ่านเว็บไซต์ airbnb.com/MILLI วันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 14:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ประสบการณ์สุดสัปดาห์ 2 วัน 1 คืน ราคา 99 บาท จองก่อนได้สิทธิ์ก่อน โดยผู้โชคดี 1 คน สามารถพาเพื่อนร่วมทริปมาได้สูงสุด 3 คน โดยผู้เข้าร่วมจะต้องรับผิดชอบค่าเดินทางไป–กลับกรุงเทพฯ ประเทศไทยด้วยตนเอง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โปรดให้ผู้แทนพระองค์ เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569”

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  โปรดให้ผู้แทนพระองค์ เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569”

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โปรดให้ผู้แทนพระองค์ เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569”

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.57 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โปรดให้ นางรติรส จุลชาต เป็นผู้แทนพระองค์ ไปเป็นประธานเปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026)” ครั้งที่ 27 และมอบรางวัลการวิจัยแห่งชาติแก่คณะนักวิจัยสาขาต่าง ๆ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ณ Event Hall 100 –104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  คณะผู้บริหาร และเหล่านักวิจัย นายวันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผู้แทนศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ร่วมต้อนรับ

งาน วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกประเทศไทยด้วยพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม (Unlock Thailand – Power of Invention and Innovation)” เพื่อมุ่งเน้นการนำเสนอผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในทุกมิติ มีการจัดแสดงผลงานมากกว่า 1,000 ผลงาน อาทิ ผลงาน: สืบสานคุณค่า “ผ้าพื้นถิ่นยะรังวิถี” สู่ผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายมุสลิมเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน ผลงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรัชญา บินหมัดหนี คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จ.ปัตตานี เป็นผลงานที่ได้รับรางวัล: รางวัลผลงานวิจัย ระดับดี สาขาสังคมวิทยา “ผ้าพื้นถิ่นยะรังวิถี” เป็นการสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเพื่อสร้าง เรื่องราวนําสู่การประยุกต์ลวดลายบนผืนผ้าเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่บนฐานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

นอกจากนี้ยังสร้างแพลตฟอร์มการขายบนตลาดดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการวัฒนธรรม ประเภทเครื่องแต่งกายมุสลิม จำนวน 12 กลุ่ม จากชุมชนจำนวน 10 ชุมชน และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผลงาน: หุ่นฝึกฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดด้วยระบบเซนเซอร์ไร้สาย ผลงานของ ดร.มนต์อมร ปรีชารัตน์ และคณะ จากสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีมาก สาขาการศึกษา เป็นนวัตกรรมที่ออกแบบเฉพาะสำหรับฝึกทักษะการฉีดยาอย่างถูกต้องในกลุ่มทารกแรกเกิด โดยผสมผสานหุ่นจำลองเสมือนจริงกับระบบเซนเซอร์ตรวจจับตำแหน่ง ความลึก องศา และระยะเวลาในการแทงเข็ม พร้อมเชื่อมต่อแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับบันทึกผลและวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เรียนแบบเรียลไทม์ หุ่นนี้ช่วยยกระดับการเรียนรู้แบบรายบุคคลและสามารถใช้ประเมินสมรรถนะได้จริง เหมาะสำหรับใช้ในสถาบันการศึกษาด้านสุขภาพ โรงพยาบาล และการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ

พาลูกเที่ยววันเด็ก ให้สุขกาย สบายใจ และปลอดภัย

พาลูกเที่ยววันเด็ก ให้สุขกาย สบายใจ  และปลอดภัย

พาลูกเที่ยววันเด็ก ให้สุขกาย สบายใจ และปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“รักชาติไทย ใส่ใจโลก“ คำขวัญวันเด็ก ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ สัปดาห์ที่ 2 ของทุกปี, วันเด็กเป็นวันที่เด็ก ๆ ทุกคนรอคอย ถือเป็นวันสำคัญที่ประเทศไทยได้จัดขึ้น เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นคนดีของสังคน ทั้งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป ในแต่ละปีจะจัดกิจกรรมพิเศษที่สนุกสนานและสร้างสรรค์สำหรับเด็กเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน

ดังนั้น การพาเด็กๆ ลูกๆ หลานๆ ออกไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ที่มีการจัดกิจกรรมนั้น จึงเลี่ยงความแออัดของผู้คนได้ยาก แล้วจะทำอย่างไรถึงจะพาลูกเที่ยววันเด็กได้อย่างปลอดภัยไร้โรคภัยกลับบ้านไปด้วย

พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ (ว 34129) กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา แผนกสุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายเกี่ยวกับข้อดี ข้อควรระวัง และวิธีการดูแล เพื่อนำไปใช้ดูแลเด็กๆ ในช่วงเทศกาลวันเด็กได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์

สถานที่จัดกิจกรรมวันเด็กนั้นมีทั้งรูปแบบ ภายในอาคาร Indoor เช่น พิพิธภัณฑ์เด็ก สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ ราชวิทยาลัย พระราชวังพญาไท โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ต่าง ๆ และรูปแบบ ลานกว้าง ภายนอกอาคาร Outdoor เช่น สภากาชาดไทย อุทยานการเรียนรู้ กองทัพอากาศ กองทัพเรือ ศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศต่าง ๆ สวนสัตว์ ดังนั้นการดูแลเด็ก ๆ ก็มีความแตกต่างกันไป

การเที่ยวสถานที่จัดกิจกรรมวันเด็กแบบ Indoor

ข้อดี: ไม่ต้องห่วงเรื่อง สภาพดินฟ้าอากาศที่จะเปลี่ยนแปลง ฝนตกฟ้าคะนอง ลมพัดแรง อากาศร้อนหนาว มากนัก และลดความกังวลเรื่อง การสูด สัมผัสฝุ่น PM 2.5

ข้อควรระวัง: ความแออัดของผู้คนในอาคารในพื้นที่จำกัด อาจทำให้มีการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่  RSV โควิด-19 และโรคปอดอักเสบ ได้ ซึ่งติดกันผ่านสารคัดหลั่ง การไอจามได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก รวมถึงการจัดกิจกรรมภายในอาคาร มักจะมีหยิบจับสัมผัสข้าวของเครื่องใช้ร่วมกัน จึงต้องเฝ้าระวังเรื่องของโรคติดเชื้อที่ผ่านการสัมผัสกันโดยตรงอย่าง Herpangina มือปากเท้าเปื่อย เป็นต้น

การดูแล: ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยไว้ตลอดเวลา  เว้นระยะห่างจากกัน อย่างน้อย 2-3 เมตร  หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่ หรือเจลแอลกอฮอลล์ รวมถึงเช็ดทำความสะอาดพื้นที่ผิวสัมผัสที่สัมผัสร่วมกันถ้าทำได้

การเที่ยวสถานที่จัดกิจกรรมวันเด็กแบบ Outdoor

ข้อดี: ไม่มีความแออัดของผู้คนเท่ากิจกรรมที่จัด Indoor เนื่องจากพื้นที่ไม่จำกัด จึงสามารถกระจายจำนวนประชากรไปตามกิจกรรมต่าง ๆ ได้ง่าย ซึ่งอากาศถ่ายเทได้สะดวกและสามารถลดการสัมผัสวัสดุอุปกรณ์ ที่ใช้ร่วมกันได้

ข้อควรระวัง: การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศภายนอก ทั้งอากาศร้อนไปเย็น ลมพัด พายุฝนฟ้าคะนอง หากใส่เสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสม หนาเกินไปอาจทำให้เหงื่อออกง่ายเกิดเป็นความอับชื้นระคายเคือง เกิดอาการผดผื่นคัน ผื่นแพ้ตามร่มผ้าได้ง่าย การตากฝนตากแดดมากเกินไป อาจทำให้มีอาการเป็นหวัด หวัดแดด ฮีทสโตร์ก ได้หากไม่มีการดูแลป้องกันที่ดี ในบางสถานที่ที่เป็นป่า เป็นต้นไม้ อาจมีมด มีแมลงต่าง ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรำคาญ กัดต่อย เข้าตา ทำให้เกิดอาการเยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง แผลผิวหนังอักเสบได้

การดูแล: ควรสวมใส่หน้ากากอนามัย พร้อมอุปกรณ์ป้องกันอื่น ๆ เช่น หมวก แว่นกันแดด ร่ม หรือเสื้อแขนยาวชนิดระบายอากาศไว้ผลัดเปลี่ยน  แนะนำเรื่องของการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีการเว้นระยะห่างจากกัน อย่างน้อย 2-3 เมตร  หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่หรือเจลแอลกอฮอลล์ รวมถึงเช็ดทำความสะอาดพื้นที่ผิวสัมผัสที่สัมผัสร่วมกันถ้าทำได้ ควรพกยาใช้ภายนอกที่จำเป็นเช่น ยาป้องกันยุง ยาป้องกันแมลง เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าการไปเที่ยวตามสถานที่จัดกิจกรรมแบบ Indoor หรือ Outdoor การใช้พื้นที่ในการนั่งพัก การเข้าแถวรอร่วมกิจกรรม หรือการใช้ห้องน้ำสาธารณะนั้น ก็ยังอาจมีความแออัด มีการสัมผัสกันโดยตรง ซึ่งเลี่ยงได้ยาก เช่น การรับประทานอาหารที่จัดให้เด็กๆ ตามสถานที่จัดกิจกรรมและการรับประทานอาหารตามร้านอาหารที่ไม่ได้เตรียมเอง ดังนั้น ผู้ปกครองควรดูแลดังต่อไปนี้

ข้อควรระวัง: เนื่องจากกิจกรรมวันเด็กในเดือนมกราคม เป็นช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย ซึ่งมักมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสทางเดินอาหาร เช่น โรต้าไวรัส โนโรไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วง ลำไส้อักเสบสามารถติดต่อกันได้ง่าย ระยะฟักตัวสั้น ทำให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ คลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้อง ท้องอืดไม่สบายท้อง ไปจนถึงถ่ายท้องเสีย รุนแรงจนเกิดอาการขาดน้ำเฉียบพลันได้

การดูแล: ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารส่วนตัวที่พกพาไปเอง เช่น ช้อนส้อม แก้วน้ำ ในเด็กเล็กควรพกพากระติกน้ำส่วนตัวไปด้วยจะดีที่สุด รวมไปถึงหากจำเป็นต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นควรใช้ช้อนกลางทุกครั้ง ควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอลล์ทำความสะอาดมือทุกครั้ง ก่อนและหลังรับประทานอาหาร ขนม เครื่องดื่ม รวมไปถึงหมั่นล้างมือทำความสะอาด ก่อนและหลังการจับพื้นที่ผิวสัมผัสส่วมรวมที่ใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย

นอกจากการดูแลเรื่องสุขภาพร่างกาย การป้องกันโรคแล้ว การพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวให้ปลอดภัยนั้น ยังมีความจำเป็นต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการสวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย ไม่อึดอัด ระบายอากาศได้ดี เหมาะสมกับสภาพอากาศจึงเป็นการดีต่อเด็ก ผู้ปกครองจึงควรตรวจเช็คสภาพอากาศก่อนเดินทางไปเที่ยวทุกครั้ง การติดป้าย ติด Tag หรือสายรัดข้อมือกันเด็กหาย ที่มีข้อมูลของผู้ปกครอง เบอร์โทรติดต่อฉุกเฉิน ระบุโรคประจำตัว จึงมีความจำเป็นเช่นกัน และไม่ควรลืมพกยาประจำตัวของเด็ก ที่มีโรคประจำตัว เช่น แพ้อาหาร โรคทางเดินหายใจต่าง ๆ ติดตัวไปด้วยทุกครั้ง ไม่ควรให้เด็กใช้หรือพกพาของมีค่า เช่น โทรศัพท์ ไอแพด หรือเครื่องประดับติดตัว เพื่อความปลอดภัยของเด็กเอง

สุดท้ายคุณหมอขอให้ทุกครอบครัวที่วางแผนจะเดินทางไปเที่ยว ไปร่วมกิจกรรมวันเด็กนี้ มีช่วงเวลาที่มีความสุข สนุกสนาน และสุขภาพแข็งแรง ไร้โรคภัย ทั้งนี้ แผนกสุขภาพเด็ก ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ  ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ค.ศ. 2025, AACI Clinical Excellence Certification Maternity Services: ความเป็นเลิศด้านสตรีมีครรภ์ ค.ศ. 2025, ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลนวเวช โทร.1507 Line: @navavej

ท้องอืด ลมในท้อง อาจเกิดจากโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุล

ท้องอืด ลมในท้อง อาจเกิดจากโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุล

ท้องอืด ลมในท้อง อาจเกิดจากโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุล

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คุณเป็นแบบนี้อยู่หรือไม่ ท้องอืด ลมในช่องท้องเยอะ  ท้องผูกเป็นประจำ เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ตรวจหาโรคทางลำไส้ โรคในช่องท้อง หรือในช่องอกก็ปกติ แต่เมื่อไปตรวจทางกายภาพบำบัดพบว่า อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุล

อาการที่กล่าวมาข้างต้นสัมพันธ์กับโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุลอย่างไร เพ็ญพิชชากร  แสนคำ นักกายภาพบำบัดจาก คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  มาให้ข้อมูลเรื่องนี้ว่า  ช่องท้องของคนเราจะมีระบบประสาทที่มาควบคุมการทำงานแยกจากส่วนอื่น จนได้ชื่อว่าเป็น “สมองที่ 2” <Second Brain> ระบบประสาทนั้นชื่อว่า Enteric System เป็นการทำงานอยู่นอกเหนือการสั่งการด้วยสมอง เป็นส่วนของร่างกายที่มีการควบคุมการทำงานด้วยระบบประสาทอัตโนมัติ และอีกส่วนส่วนหนึ่งที่ผ่านเส้นประสาทสมอง <Cranial nerve> คู่ที่10 <Vagas nerve>  ซึ่งระบบประสาท Enteric System เป็นรากประสาทที่ออกมาจากแกนกลางกระดูกสันหลัง แล้วส่งกระแสประสาทผ่านไปกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในช่องท้อง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว หากโครงสร้างร่างกาย หรือแนวกระดูกสันหลังของเรา ขาดความยืดหยุ่น มีการยึดติด ก็มักส่งผลถึงระบบการทำงานในช่องท้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการไหลเวียนของระบบประสาท หรือความตึงรั้งต่อเนื่องไปถึงผนังช่องท้อง เหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ในช่องท้องได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ลมในท้องเยอะ จนไปถึงท้องผูก เมื่อมีปัญหาในช่องท้อง มักกระทบกับช่องอก ซึ่งจะมีกระบังลมคั่นอยู่ เมื่อลมเยอะ กระบังลมเคลื่อนตัวขึ้นลงได้ยาก อาจทำให้การขยายตัวของปอดถูกจำกัดลง ยิ่งมีภาวะกระดูกสันหลังยึดติดด้วย จะทำให้เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่มร่วมด้วย

การใช้ชีวิตประจำวันมักกระทบโดยตรงกับการทำงานของระบบร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เลือกรับประทาน ความเร่งรีบ อิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการนั่งห่อตัว ซึ่งมีผลทำให้โครงสร้างร่างกายเสียสมดุล จำกัดการไหลเวียนในร่างกาย การทำงานในช่องอก และช่องท้อง จำกัดลง นานเข้าส่งผลเป็นความเครียดให้ร่างกาย และจิตใจโดยไม่รู้ตัว  สมดุลในการทำงานของระบบย่อยอาหารแปรปรวน เกิดภาวะผิดปกติของร่างกายดังกล่าวข้างต้นได้

การแก้ปัญหาอาการที่เป็น เริ่มต้นด้วยการขยัน ขยับตัว เคลื่อนไหวให้มาก นั่งต่อเนื่องนิ่งๆ ไม่เกิน 45 นาที เป็นอย่างมาก เพื่อให้ร่างกายได้มีการเคลื่อนไหว ขยับตัว กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของทุกระบบในร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อทานอาหารเสร็จใหม่ ให้เดินสัก 10-15 นาที เพื่อช่วยการย่อยอาหาร  หากต้องนั่งต่อเนื่องควรยืดตัว บิดลำตัว เหยียดแขน หมุนไหล่ เตะขาเหยียดเข่าในท่านั่งเก้าอี้  ทำเรื่อยๆ เป็นช่วงๆ เพียงการเคลื่อนไหวที่เล็กน้อยเหล่านี้ แต่ทำบ่อย ก็สามารถส่งเสริมให้ร่างกายมีการไหลเวียนที่ดีได้  และช่วยปรับสมดุลการทำงานของอวัยวะภายในได้อีกด้วย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระอัจฉริยภาพที่หลากหลาย แฟชั่น กีฬา ศิลปะ ดนตรี เป็นที่ประจักษ์ (1)

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  พระอัจฉริยภาพที่หลากหลาย แฟชั่น กีฬา ศิลปะ ดนตรี  เป็นที่ประจักษ์ (1)

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระอัจฉริยภาพที่หลากหลาย แฟชั่น กีฬา ศิลปะ ดนตรี เป็นที่ประจักษ์ (1)

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นเจ้าหญิงที่พสกนิกรชาวไทยต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แฟชั่น กีฬา ศิลปะ ดนตรี  โดยเฉพาะเรื่องแฟชั่น พระองค์ทรงได้รับการขนานนามว่าทรงเป็น “เจ้าหญิงดีไซเนอร์” ที่มีผลงานโดดเด่นด้านแฟชั่นบนเวทีระดับโลก รวมทั้งด้านศิลปะการออกแบบเครื่องแต่งกายและสิ่งทอ ทรงเป็นต้นแบบของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในเรื่องของการนำผ้าไทยมาออกแบบและตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกายที่มีความทันสมัย หรูหรางดงาม ซึ่งทรงสวมใส่ตามงานพระราชกรณียกิจต่างๆ อยู่เป็นนิจ ด้วยทรงสนพระทัยเกี่ยวกับการออกแบบแฟชั่นตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และในขณะที่ยังทรงศึกษา พระองค์ทรงเคยแสดงแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นทรงออกแแบบครั้งแรก ในปารีส แฟชั่น วีค ทรงเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้าของพระองค์เอง ภายใต้แบรนด์ “SIRIVANNAVARI” อีกทั้ง ยังทรงได้รับรางวัลศิลปินศิลปาธร ประจำปี 2561 ในสาขาศิลปะการออกแบบ (แฟชั่นและเครื่องประดับ) ด้วยพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบและผลงานเป็นที่ประจักษ์

ด้านแฟชั่น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีแบรนด์เสื้อผ้าเครื่องประดับ “SIRIVANNAVARI” และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ได้รับการยอมรับในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ ผลงานของพระองค์เคยไปจัดแสดงคอลเลคชั่นบนแคตวอล์กระดับโลกมาแล้ว อาทิ คอลเลคชั่น Spring & Summer 2007 ในงาน Paris Fashion Week 2007, งาน Paris Fashion Week 2008 ซึ่งผลงานเป็นที่ประจักษ์มีความโดดเด่น สร้างชื่อเสียงและความชื่นชมในพระปรีชาสามารถ นอกจากนี้ ยังทรงแสดงผลงานแฟชั่น Exhibition “Ethnic rock” ในงาน Russian Fashion Week ตุลาคม 2008

และเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 ทรงเดินทางไปร่วมงานกาลาดินเนอร์ “L’Art et L’Âme de la Thaïlande”(ศิลปะและจิตวิญญาณไทย) ณ โรงแรม IntercontinentalParis Le Grand ในกรุงปารีส โดยงานนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการจัดขึ้นตามพระดำริเพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านสายตามุมมอง คนรุ่นใหม่ด้านแฟชั่นรูปแบบผสมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าให้ทัดเทียมนานาประเทศ ดังที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 9ทรงทำมาตลอดด้วยการยกระดับวงการทอผ้าไหมไทยให้เป็นผ้าที่สามารถนำไปประยุกต์ในวงการแฟชั่นต่างๆ ระดับโลกได้เพื่อสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในถิ่นต่างๆ ของประเทศไทยโดยพระองค์หญิงทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหมมัดหมี่ แบบประยุกต์ปักขนนกยูงทองจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI

เพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยและประชาสัมพันธ์ประเทศไทยผ่านผ้าไหมไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงร่วมออกแบบชุดว่ายน้ำให้ 95 สาวงามผู้เข้าประกวดนางงามจักรวาล ที่จัดขึ้นในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI ตามคำทูลเชิญของ พอลล่า เอ็ม ชูการ์ต ประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส  นอกจากนี้ ได้ประทานชุดแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” ในคอลเลคชั่นทรงออกแบบพิเศษ โดยทรงตัดเย็บชุดราตรีจากผ้าไหมไทยด้วยพระองค์เองให้แก่ เดมี-ลีห์ เนล-ปีเตอร์สมิสยูนิเวิร์ส 2017 และ โศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ได้สวมใส่

สำหรับคอลเลคชั่นทรงออกแบบ ออทั่ม-วินเทอร์ 2019/20 ครั้งแรก ภายใต้แบรนด์ “SIRIVANNAVARI” และ S’Homme   ที่ทรงนำเอาโครงเสื้อที่เป็นไอคอนของแบรนด์มาตีความใหม่สำหรับไลฟ์สไตล์อันโมเดิร์นและโก้หรูของการเดินทางไปต่างประเทศในฤดูหนาว ทรงมีพระดำรัสว่า “คอลเลคชั่นนี้นับได้ว่าเป็นคอลเลคชั่นออทั่ม-วินเทอร์ครั้งแรกของSIRIVANNAVARI ซึ่งข้าพเจ้าตั้งใจที่จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการมิกซ์แมทช์ วิธีการสไตลิ่ง วิธีการเลเยอร์เสื้อผ้าหลายๆ ชิ้นทับกัน ให้ดูสวยงาม โมเดิร์น และสามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวันในช่วงฤดูหนาว ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นสไตล์การแต่งตัวของข้าพเจ้าเวลาอยู่ต่างประเทศ ถึงแม้ว่าเมืองไทยจะไม่ได้มีอากาศหนาวมาก แต่ทุกวันนี้คนไทยก็เดินทางไปต่างประเทศในช่วงฤดูหนาวกันค่อนข้างเยอะ ข้าพเจ้าจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ SIRIVANNAVARI ต้องทำคอลเลคชั่นออทั่ม-วินเทอร์ ออกมาเพื่อให้คนไทยได้เห็นวิธีการสไตลิ่งเสื้อผ้าหน้าหนาวและได้ลองสวมใส่เสื้อผ้าหน้าหนาวที่ทำจากฝีมือของคนไทยบ้าง”

นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ยังทรงเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและแบ่งปันองค์ความรู้ให้แก่วงการผ้าไทยในปัจจุบันให้แก่ผู้ที่อยู่ในวงการผ้าไทยในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติ อีกทั้ง ยังทรงนำแนวคิดที่เป็นสากลมาพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาผ้าไทย เสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดตัวหนังสือและทรงเสวนาวิชาการหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล” เพื่อยกระดับและแบ่งปันองค์ความรู้แก่วงการผ้าไทย ในโอกาสที่โครงการส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดทำหนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2022 (ไทย เท็กซ์ไทล์ เทรนด์ บุ๊ก สปริง/ซัมเมอร์ 2022)  ซึ่งทรงมีพระวินิจฉัยพิจารณาเนื้อหาต้นฉบับและพระราชทานคำแนะนำพร้อมทรงแก้ไขรายละเอียดต่างๆ  ทรงมีพระดำรัสว่า “แรงบันดาลใจในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ มาจาก “สมเด็จย่า” ซึ่งก็คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการที่พระองค์ทรงเป็นต้นแบบให้กับทุกคน ทรงเป็นองค์เริ่มต้นที่ริเริ่มการทำงานทั้งหมดและทรงดึงจิตวิญญาณของเอกลักษณ์ความเป็นไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล

“ท่านหญิงทำเพื่อให้ทุกคนจดจำสมเด็จย่า รวมถึงทำอย่างไรให้งานของพระองค์ได้รับการสืบสาน รักษา ต่อยอดในสิ่งที่พระองค์ทรงงานมาทั้งหมด และจะทำอย่างไรให้ผ้าไทย งานคราฟท์ไทยทั้งหมดไปสู่ความเป็นไทยที่มีความเป็นสากลและยั่งยืน ซึ่งตัวท่านหญิงอยากจะแบ่งปันประสบการณ์จากวิชาชีพที่ได้เป็นอยู่ทุกวันนี้ และใช้วิชาชีพนี้มาถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคคลที่จะต้องสานต่องานนี้ต่อไป และจากประสบการณ์ทำงานของท่านหญิง คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยน่าจะมีเทรนด์บุ๊กเป็นของตัวเอง มีเทรนด์เป็นของตัวเอง และเป็นหนังสือที่ไม่ควรฉาบฉวย เป็นหนังสือที่ควรอยู่ในห้องเรียน อยู่ในห้องสมุด เพราะเราควรรู้ว่าสีของประเทศไทยเป็นอย่างไร สิ่งทอของเราเป็นอย่างไร และเราสามารถประยุกต์ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเทรนด์บุ๊กเล่มนี้เทียบเท่าระดับสากลได้ ผู้สนใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานไปสู่ระดับสากลได้”

อีกทั้ง  ยังทรงมีพระดำรัสว่า เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ได้ตามเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทรงงานตั้งแต่ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และได้เห็นวิธีการทรงงานของสมเด็จย่าที่พระราชทานคำแนะนำชาวบ้านในเรื่องของสีผ้า จึงทรงนำมาประยุกต์ใช้ในการทรงงานของพระองค์ด้วย  พร้อมกันนี้ ได้ทรงออกแบบลายมัดหมี่  ชื่อลาย “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ที่ทุกลวดลายเปี่ยมไปด้วยความหมาย อาทิ ลาย S หมายถึง Srivannavari สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ลาย s จำนวน 10 แถว หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ลายเชิงผ้ารูปหัวใจ หมายถึง ความรักที่พระองค์มีต่อประชาชนชาวไทยทุกคน = Eternity Love เพื่อเป็นการจุดประกายความคิดในการพัฒนาลวดลายผ้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถก้าวสู่ระดับสากลเพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน  ทรงมีพระดำรัสว่า “ข้าพเจ้า ได้มีโอกาสตามเสด็จ สมเด็จย่า สมเด็จพระพันปีหลวง มาตั้งแต่เด็ก ได้เห็นท่านทรงงาน และรับรู้ถึงความทุ่มเทของพระองค์ท่านในการอนุรักษ์ ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน และสืบสาน ภูมิปัญญาไทย มาโดยตลอด เห็นการสร้างงาน สร้างรายได้ ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ข้าพเจ้ามีความตั้งใจ ที่จะสืบสานพระราชปณิธาน โดยข้าพเจ้าได้นำประสบการณ์การทำงาน การศึกษา เดินทางไปชมผ้าไทย และงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ตามภาคต่างๆ ทำให้เห็นผลงาน ที่สามารถ นำมาพัฒนา ให้ร่วมสมัย และเป็นสากลได้จากการค้นคว้า เก็บข้อมูล ลงพื้นที่จริง ข้าพเจ้าจึงได้ ออกแบบลายผ้ามัดหมี่ มอบให้ช่างทอผ้า เป็นของขวัญปีใหม่ โดยออกแบบลายให้มีความหมายถึงการส่งมอบความรัก ความสุข ให้ชาวไทยทุกคน เป็นการจุดประกายความคิดในการพัฒนาลายผ้า ออกแบบให้ร่วมสมัย ใช้ได้จริงในหลายโอกาส”

ด้วยทรงตั้งพระทัยที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรให้สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเองและคนในครอบครัว ควบคู่ไปกับการถนอมรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะศิลปหัตถกรรมผ้าทอในแต่ละท้องถิ่น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จึงทรงรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหาร (Editor in Chief) เทรนด์ บุ๊ก THAI TEXTILES ด้วยพระองค์เอง และต่อเนื่องมาถึงเล่มล่าสุด THAI TEXTILES TREND BOOK Spring/Summer 2023 เป็นเล่มที่ 3

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา รับสั่งถึงแรงบันดาลใจที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการทำเทรนด์บุ๊กทั้ง 3 เล่มนี้ว่า ทรงตั้งพระทัยให้เทรนด์บุ๊กทั้ง 3 เล่ม เป็นตำราที่ไม่ว่าแฟชั่นดีไซเนอร์ นักเรียน นักศึกษาด้านแฟชั่น และศิลปะ ตลอดจนผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อต่อยอดในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่น เป็นตำราไทยที่ให้องค์ความรู้เทียบเท่าตำราฝรั่งที่มีราคาสูง เป็นตำราที่ทุกคนเข้าถึงได้ เข้าใจง่าย เพียงแต่ต้องนำไปใช้ให้ถูก เมื่อใช้ให้ถูกก็จะไปได้ดี จะสามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าอาชีพนี้จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่แฟชั่นระดับโลก จึงขอฝากหนังสือเล่มนี้และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด