การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดนตรีครั้งใหญ่ในรอบ 51 ปี ‘2 สีแห่งเสียง คอนเสิร์ตการกุศล ไทย-มองโกเลีย’

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดนตรีครั้งใหญ่ในรอบ 51 ปี ‘2 สีแห่งเสียง คอนเสิร์ตการกุศล ไทย-มองโกเลีย’

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดนตรีครั้งใหญ่ในรอบ 51 ปี ‘2 สีแห่งเสียง คอนเสิร์ตการกุศล ไทย-มองโกเลีย’

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แถลงข่าวอย่างเป็นทางการเรียบร้อย สำหรับคอนเสิร์ต  “ 2 สีแห่งเสียง คอนเสิร์ตการกุศล ไทย–มองโกเลีย” (The Two Colours of Sound: Thailand–Mongolia Charity Concert) ณ ห้องสังคีตวัฒนา สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา คอนเสิร์ตที่เป็นหมุดหมายสำคัญในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดนตรีระหว่าง ไทย–มองโกเลีย ผสมผสานทั้งความงดงามของเครื่องดนตรีประจำชาติ ความไพเราะของดนตรีร่วมสมัย และสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่มั่นคงของทั้งสองประเทศ โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-มองโกเลีย ซึ่งนับเป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกและครั้งสำคัญที่สุดในรอบ 51 ปี 

คอนเสิร์ตในครั้งนี้เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของ สภาวัฒนธรรมไทยแห่งกรุงอูลันบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย (TCCM) และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์มองโกเลีย ประจำจังหวัดภูเก็ตและพังงา โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตลอดจนภาคเอกชน ที่ให้การสนับสนุนคอนเสิร์ตสองวัฒนธรรมในครั้งนี้ 

สุวิมล วิมลกาญจนา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายสัมพันธ์และแหล่งทุน ในนามของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม รู้สึกยินดี และเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่มีส่วนสนับสนุนคอนเสิร์ตในครั้งนี้ เนื่องจากได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำดนตรีมาใช้เป็นสื่อกลางในการเชื่อมวัฒนธรรม นอกจากจะเป็นพื้นที่การแสดงความสามารถของบุคคลสำคัญของวงการดนตรีไทย คุณพงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ศิลปินศิลปาธร สาขาดนตรี ประจำปี 2560 คอนเสิร์ตดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของกระทรวงวัฒนธรรมที่ต้องการเผยแพร่ แลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไปสู่นานาประเทศอีกด้วย”

ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล กงสุลกิตติมศักดิ์มองโกเลีย ประจำจังหวัดภูเก็ตและพังงา กล่าวเพิ่มเติมว่า “นับเป็นความยินดีที่ทั้งสองประเทศจะได้มีคอนเสิร์ตร่วมกัน เพราะชาวมองโกเลีย และชาวไทย มีลักษณะนิสัยคล้ายกัน ชอบร้องรำทำเพลงเหมือนกัน แล้วผมก็คิดว่าดนตรีเป็นสื่อกลางที่ดีที่สุด ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 51 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–มองโกเลีย”    

ด้าน พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ก่อตั้งและผู้ควบคุมวงดนตรีพหุวัฒนธรรม “Usa Asli (อุษา อสิลิ)” เปิดเผยว่า “ดนตรีที่จะนำมาแสดงในครั้งนี้ จะผสมผสานนักดนตรีหลายรุ่น ถ่ายทอดบทเพลงที่สะท้อนความเป็นวัฒนธรรมร่วมของชนชาติเอเชีย ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถกลมกลืนกับนักดนตรีชาวมองโกเลียที่เข้าร่วมได้อย่างลงตัว” 

ปิดท้ายด้วย ดร.ปุณยวีร์ ฉายศิริ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่จะเตรียมความพร้อมสถานที่ ทั้งระบบภาพและระบบเสียง เพื่อให้ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ชม

คอนเสิร์ต “2 สีแห่งเสียง คอนเสิร์ตการกุศล ไทย–มองโกเลีย” (The Two Colours of Sound: Thailand–Mongolia Charity Concert) จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยจะมีกิจกรรมบูธแสดงสินค้าไทยและมองโกเลีย ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป อาทิ บูธจำหน่ายสินค้าจาก Michel & Amazonka ผู้ออกแบบชุดพิธีการโอลิมปิกประเทศมองโกเลีย เป็นต้น และเริ่มการแสดงคอนเสิร์ตเวลา 18.00 น. ณ หอประชุมใหญ่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL)

 เต็มอิ่มกับการแสดงของ 3 วงดนตรีคุณภาพจาก 2 ชาติ ที่จะมาสร้างสรรค์การแสดงที่ผสมผสานศิลปวัฒนธรรมทั้งสองชาติอย่างงดงามบนเวทีเดียวกัน   Usa Asli (ไทย) – ผสมผสานเครื่องดนตรีไทยและสากล ถ่ายทอดความร่วมสมัยไร้พรมแดน  Solongo Gankhuyag (มองโกเลีย) – ผู้เชี่ยวชาญการบรรเลงพิณ Yatga ในรูปแบบดนตรีสมัยใหม่   และ AgMat Band (มองโกเลีย) – การผสานเสียงซอหัวม้า (Murin Khuur) กับเครื่องดนตรีไฟฟ้า    

คอนเสิร์ตเปิดจำหน่ายบัตรทางเว็บไซต์ http://www.2cofs.com โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดคอนเสิร์ต สมทบทุนโครงการ “พี่ให้น้อง” ของสมาคมศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อระดมทุนและสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาเรียนดี ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดคอนเสิร์ตเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: The 2 Colours of Sound และ Instagram: the2.coloursofsound

คุณแหน : 17 กันยายน 2568

คุณแหน : 17 กันยายน 2568

คุณแหน : 17 กันยายน 2568

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

..ll พล.อ.พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงเป็นประธานในพิธีปิดการฝึกภาคสนามหลักสูตรการพัฒนาทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ระดับตติยภูมิ ในภาวะภัยพิบัติ (MERT) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับภัยพิบัติ จัดโดย กรมการแพทย์ และสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ป่านันทนาการน้ำตกเขาอีโต้ จ.ปราจีนบุรี

..ll ดร.นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ “ระบบสุขภาพกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” โดยมีผู้ร่วมงานกว่า 700 คน

..ll ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ สมาชิกวุฒิสภาและประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-สหราชอาณาจักร เป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง “สนธิสัญญาเบาว์ริง : หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างอังกฤษและสยามประเทศ” ในโครงการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ของกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาไทย-สหราชอาณาจักร ในโอกาสฉลองการครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร ในปี 2568 โดยมี สตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข กล่าวรายงาน

..ll นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล รองนายก อบจ.เชียงใหม่ ประธานในพิธีเปิดงาน โครงการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของ จ.เชียงใหม่..ll ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดฯ เปิดโครงการ J-MAT Award ครั้งที่ 34 ชิงโล่พระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดโดยสมาคมการตลาดฯ ร่วมกับ บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก และแบรนด์ Hi-Herb ในนาม บจ.ไลอ้อน (ประเทศไทย) ในฐานะผู้สนับสนุนโจทย์การแข่งขัน

..ll ทวี ปิยะพัฒนา พร้อม ศ.กิตติคุณ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ชวนเพื่อน วตท.14 เกือบ 40 คน มาสังสรรค์ทานโอมากาเสะ พร้อมยินดีกับ ดร.เสรี นนทสูติ ที่ได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่นของวปอ. 67 และ พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลทหารสูงสุด งานนี้ จีรศักดิ์ สุคนธชาติ,อนุชา บูรพชัยศรี,พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์, มานิต มัสยวาณิช,พล.ต.ท.บริหาร เสี่ยงอารมณ์, สาลินี วังตาล,ประภา ปูรณโชติ,วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ,ปริศนา ประหารข้าศึก,ชนัญญารักษ์ เพ็ชรรัตน์,รสริน เธียรนุกุล ไม่พลาด

..ll ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ วันเกิดปีนี้ไปทำบุญ ณ วัดเล่งเน่ยยี่ แล้วฉลองกับครอบครัวอย่างอบอุ่น

..ll นพ.ไพโรจน์ เกียรติกาญจนา รอง ผอ.รพ.ราชวิถี ถ่ายทอดบทเรียนชีวิตเส้นทางการทำงานและข้อคิดการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ในโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ปีที่ 29” จัดโดยพุทธปัญญาชมรม บมจ.ซีพี ออลล์

น้องใหม่

ทรูวิชั่นส์ นาว ผนึกกำลัง CreAsia Studio – SERA เปิดตัว ‘RACE TO SPACE THAILAND’ ภารกิจจริงร่วมปั้นคนไทยคนแรกสู่ห้วงอวกาศ

ทรูวิชั่นส์ นาว ผนึกกำลัง CreAsia Studio - SERA เปิดตัว 'RACE TO SPACE THAILAND' ภารกิจจริงร่วมปั้นคนไทยคนแรกสู่ห้วงอวกาศ

ทรูวิชั่นส์ นาว ผนึกกำลัง CreAsia Studio – SERA เปิดตัว ‘RACE TO SPACE THAILAND’ ภารกิจจริงร่วมปั้นคนไทยคนแรกสู่ห้วงอวกาศ

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.11 น.

“ทรูวิชั่นส์ นาว” ผนึกกำลัง CreAsia Studio และ SERA เปิดตัว “RACE TO SPACE THAILAND : ศึกพิชิตอวกาศ” เรียลลิตี้ฟอร์มยักษ์พร้อมภารกิจจริงร่วมปั้นคนไทยคนแรกสู่ห้วงอวกาศ  ! ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย…เปิดรับสมัครผู้สนใจแล้ววันนี้

การเดินทางสู่อวกาศเริ่มต้นแล้ว!  ทรูวิชั่นส์ นาว จับมือพันธมิตรระดับสากลทั้ง CreAsia Studio ผู้ผลิตความบันเทิงระดับโลก และ Space Exploration & Research Agency (SERA) องค์กรผู้อยู่เบื้องหลังโปรแกรมการบินอวกาศ   ประกาศเปิดตัวครั้งประวัติศาสตร์ ที่พลิกโฉมวงการและฉีกทุกขอบเขตความบันเทิง  กับรายการเรียลิตี้ “Race to Space Thailand : ศึกพิชิตอวกาศ” ครั้งแรกในประเทศไทยที่จะร่วมภารกิจค้นหานักบินอวกาศคนแรกของชาติ ที่จะได้เดินทางสู่ห้วงอวกาศจริงบนยานอวกาศ  New Shepard จาก Blue Origin  ณ สหรัฐอเมริกา  พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้ร่วมพิสูจน์ความฝันให้เป็นความจริงแล้ววันนี้   และจะออกอากาศเดือนพฤศจิกายนนี้ ทาง “ทรูวิชั่นส์ นาว” ที่เดียวเท่านั้น

Race to Space Thailand : ศึกพิชิตอวกาศ ไม่ใช่แค่รายการแข่งขันทั่วไป แต่มีรูปแบบรายการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และถือเป็นก้าวบุกเบิกครั้งสำคัญที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนนับล้าน พร้อมเปิดประตูให้คนไทยทุกคนได้กล้าฝันไกลเกินขีดจำกัด   โดยได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายการเรียลลิตี้ “RACE TO SPACE THAILAND : ศึกพิชิตอวกาศ”   ในวันจันทร์ที่ 15 กันยายน 2568  ณ  TNN STUDIO  ชั้น 3  ฝั่ง EAST ทรู ดิจิทัล พาร์ค

บรรยากาศภายในงานพิธีกรกล่าวต้อนรับ คุณองอาจ ประภากมล  หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น  ร่วมด้วยพันธมิตรบุคคลสำคัญ Deepak Dhar ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท Banijay Asia, Endemol Shine India, Joshua Skurla Co-Founder จาก SERA, และ CreAsia Studio ผู้ผลิตรายการ, Jessica EVP,CreAsia ผู้สนับสนุนรายการ, คุณอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ, คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บมจ. ทรูคอร์ปอเรชั่น อีกทั้ง คุณกอล์ฟ  พิชญะ  นิธิไพศาลกุล  นักแสดง, คุณกรทอง วิริยะเศวตกุล นักสื่อสารดาราศาสตร์, คุณเติ้ล ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน บรรณาธิการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง spaceth.co

คุณองอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นในการเป็นHome of Entertainment แห่งยุคดิจิทัล ทรูวิชั่นส์ นาวเดินหน้าสรรหาคอนเทนต์ระดับโลกที่ไม่เหมือนใครมาให้คนไทยได้สัมผัส โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตดิจิทัลและสร้างแรงบันดาลใจอย่างไร้ขีดจำกัด การร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับ The Space Exploration & Research Agency (SERA) องค์กรสำรวจและวิจัยอวกาศจากสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนประตูสู่คอนเทนต์ยิ่งใหญ่ระดับสากลไม่เพียงเป็นการเปิดตัวเรียลลิตี้ฟอร์มยักษ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวแรกของการเปิดประสบการณ์แห่งอวกาศของใครหลายๆคน ที่มีความฝันอยากเดินทางสู่อวกาศ โอกาสนี้สำหรับคนไทยทุกคนที่ไม่ว่าอาชีพหรือเพศใด  เพียงคุณมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ก็มีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในรายการเรียลลิตี้ Race To Space Thailand : ศึกพิชิตอวกาศ ผู้ชนะเลิศจะเป็นผู้มีโอกาสเดินทางสู่ยาน New Shepard จาก Blue Origin New Shepard จำนวน 1 ที่นั่ง จากทั้งหมด 6 ที่นั่ง และเป็นโอกาสที่คนไทยทั้งประเทศจะได้ร่วมส่งแรงใจและแรงเชียร์คนไทยคนแรก ที่จะก้าวสู่อวกาศได้อย่างแท้จริง”

ดีพัค ดาร์ (Deepak Dhar) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท Banijay Asia, Endemol Shine India และ CreAsia Studio กล่าวว่า “CreAsia Studio เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์สตูดิโอที่แข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสามารถผลิตคอนเทนต์ระดับโลกที่มีความแปลกใหม่ ทันสมัย และในขณะเดียวกันก็หยั่งรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยรายการ ‘Race to Space Thailand : ศึกพิชิตอวกาศ’ ถือเป็นแนวคิดที่สร้างความเปลี่ยนแปลง (Disruptive) และสะท้อนวิสัยทัศน์ของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่ไม่ใช่เพียงแค่ความบันเทิงเท่านั้น แต่มันคือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เรารู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ TrueVisions NOW และทำงานอย่างใกล้ชิดกับ SERA ในการพัฒนารูปแบบรายการที่เปิดโอกาสให้การเดินทางสู่อวกาศไม่ใช่แค่เรื่องของนักบินอวกาศอีกต่อไป แต่เป็นโอกาสที่ ‘คนธรรมดา’ จะสามารถก้าวไปสู่อวกาศได้จริง”

โจชัว สเคอร์ลา (Joshua Skurla) ผู้ร่วมก่อตั้ง SERA  กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง SERA, TrueVisions NOW และ CreAsia Studio มีพื้นฐานมาจากวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทั้งประเทศ การเปิดกระบวนการคัดเลือกนักบินอวกาศให้กับประชาชนชาวไทยทุกคน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเฟ้นหาบุคคลหนึ่งคนเพื่อเดินทางสู่อวกาศเท่านั้น แต่เป็นการจุดประกายปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่รวมพลังคนทั้งประเทศไว้ในเป้าหมายเดียวกัน เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในช่วงเวลาสำคัญนี้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนทั้งประเทศมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการคัดเลือกนักบินอวกาศคนแรกของไทย”

คุณอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า “CPF เชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย ด้วยแนวคิด Fuel Human’s Possibilities จึงรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ Race to Space เพื่อพาคนไทยคนแรกขึ้นสู่ห้วงอวกาศ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับชาวไทย จากความสำเร็จที่ CPF ได้ส่งไก่ไทยให้นักบินอวกาศได้ทานเป็นครั้งแรก วันนี้เรากำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ก้าวใหม่ร่วมกันอีกครั้ง“

คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ   หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย  บมจ.ทรู   คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เมื่อศักยภาพของมวลมนุษยชาติหลอมรวมกับพลังแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยี จะก่อให้เกิด “อานุภาพแห่งขีดจำกัดใหม่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด” ทรูเชื่อมั่นในความสามารถของคนไทยว่าจะก้าวข้ามเส้นขอบฟ้าและสร้างมาตรฐานใหม่บนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิใจ การผนึกกำลังกับโครงการ Race to Space Thailand คือ World-Class Sensation  เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ทุกคนต้องจับตา ซึ่งกลุ่มทรูตั้งใจทุ่มเทผสานความพร้อมของระบบนิเวศทางเทคโนโลยี และ True5G เครือข่ายอัจฉริยะล้ำหน้า เพื่อยกระดับทุกการเชื่อมต่อให้เป็นพลังแห่งความสำเร็จและสร้างแรงบันดาลใจอันไร้ขอบเขต ที่จะสะท้อนชัดว่า เมื่อความฝันและเทคโนโลยีมาบรรจบกัน ไม่มีสิ่งใดไกลเกินจริง — even beyond the horizon.”

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ที่ แอปพลิเคชั่น TrueVisions NOW หรือ https://tvs-now.onelink.me/fKef/xpg6hau1 ได้แล้ววันนี้ ถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2568

เพื่อคว้าโอกาสครั้งใหญ่ในชีวิต ที่คนไทยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างภาคภูมิใจ และเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่ทรูวิชั่นส์ นาว จะได้ร่วมส่งคนไทยคนแรกไปอวกาศพร้อมกัน

พิเศษสุด!!!  ติดตามชมรายการเรียลลิตี้แห่งปี  “Race to Space Thailand : ศึกพิชิตอวกาศ”  ได้ที่เดียวบนแอป “ทรูวิชั่นส์ นาว” พฤศจิกายนนี้ กับแพ็กเกจ Now Ent  เริ่มต้นเพียง 99 บาท ต่อเดือน

‘โรงพยาบาลวรรณสิริ’กับการผลักดันวงการนางงาม ร่วมสนับสนุนเวที’มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025’

'โรงพยาบาลวรรณสิริ'กับการผลักดันวงการนางงาม ร่วมสนับสนุนเวที'มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025'

‘โรงพยาบาลวรรณสิริ’กับการผลักดันวงการนางงาม ร่วมสนับสนุนเวที’มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025’

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.00 น.

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้า และให้ความสำคัญในเรื่อง “ความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียม” มากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก เห็นได้จากการผลักดันให้เริ่มบังคับใช้ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” ในปี 2567 ที่หมายถึงการยอมรับเพศทางเลือกให้มีสิทธิ์เท่าเทียมในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง

นอกจากเรื่องความหลากทางเพศและความเท่าเทียมแล้วสังคมไทยยังมีความกระตือรือร้นในเรื่องสุขภาพและความงามอย่างมาก เห็นได้จากการเกิดขึ้นของสถาบันความงาม และมีบทความและงานวิจัยเรื่องดังกล่าวมากมายเพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพต่างๆ มีองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล จนเห็นได้ว่าประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและความงามที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

โรงพยาบาลวรรณสิริ (WANSIRI HOSPITAL) โรงพยาบาลชั้นนำด้านความงามและสุขภาพมาตรฐานระดับสากลในประเทศไทยที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญด้านความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมมาอย่างต่อเนื่อง เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเปิดโอกาสให้เพศทางเลือกได้มีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพบนเวทีระดับโลก โดยล่าสุดโรงพยาบาลวรรณสิริมีนโยบายให้การสนับสนุนเวทีการประกวดระดับโลกอย่าง Miss International Queen 2025 (MIQ 2025) เวทีการประกวดสาวงามเพศทางเลือกระดับนานาชาติ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยในปีนี้ MIQ มีผู้เข้าประกวดกว่า 24 ประเทศทั่วโลก

นายแพทย์ศรัณย์ วรรณจำรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวรรณสิริ กล่าว “โรงพยาบาลวรรณสิริ เรามุ่งเน้นให้การสนับสนุนด้านความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมมาโดยตลอด เพราะปัจจุบันสังคมไทยไม่ใช่แค่เปิดรับ แต่ยังโอบอุ้มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างกลมกลืน เห็นได้จากการเติบโตของวงการต่างๆที่ให้การยอมรับเพศทางเลือกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวงการบันเทิง อินฟลูเอ็นเซอร์ และวงการนางงาม นอกจากนี้กระแสการเปิดรับในสังคมไทยยังผลักดันให้อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอุตสาหกรรมที่โดดเด่น และดึงดูดให้ชาวต่างชาติมองเห็นและยอมรับในศักยภาพของอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามประเทศไทย”

นอกจากนี้ โรงพยาบาลวรรณสิริ ยังให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ด้านความงามแก่ผู้เข้าประกวดทั้ง 24 ประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าประกวดสามารถแข่งขันกันด้วยตัวตนที่เป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของแต่ละคน เพิ่มความมั่นใจจากภายในสู่ภาพนอก ที่โรงพยาบาลวรรณสิริเมื่อเร็วๆนี้ โดยมี “แอนดอย-ปรียากร พรพรหม” Miss Tiffany 2025 ตัวแทนสาวงามจากประเทศไทย พร้อมด้วย คุณจ๋า – อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน ให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยโรงพยาบาลวรรณสิริ ถือเป็นผู้สนับสนุนหลักของเวทีการประกวดในครั้งนี้ด้วย

โรงพยาบาลวรรณสิริ เป็นโรงพยาบาลชั้นนำด้านความงามและสุขภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ตั้งอยู่ที่195/5 ถนนพระราม 3 ซอย 11 แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร 10120 สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลต่างๆหรือข่าวสารโปรโมชั่นประจำเดือนได้ดังนี้ โทร. 02-249-8855 หรือช่องทาง Facebook : Wansiri Aesthetic Hospital หรือ Line : @WansiriHospital โดยโรงพยาบาลวรรณสิริ เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่ 09.00 น. – 21.00 น.

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทานพระโอวาทแก่นักศึกษาใหม่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2568

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทานพระโอวาทแก่นักศึกษาใหม่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2568

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทานพระโอวาทแก่นักศึกษาใหม่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2568

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.37 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พระราชทานพระโอวาทแก่นักศึกษาใหม่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘

วันจันทร์ที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๕.๐๐ น. ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เสด็จพระดำเนินไปยังอาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ในการพระราชทานพระโอวาทแก่นักศึกษาใหม่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘ โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จฯ การนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กราบทูลรายงานและเบิกผู้แทนนักศึกษาใหม่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘ ทุกหลักสูตร เข้าเฝ้าถวายพานธูปเทียนแพและถวายคำสัตย์ปฏิญาณตน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้จัดระบบการคัดเลือกนักศึกษาที่ชัดเจน เพื่อให้ได้นักศึกษาที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับที่กำหนดในหลักสูตร มีการวางระบบการดูแลให้คำปรึกษา ทั้งในด้านวิชาการ วิชาชีพและวิชาชีวิต เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมทางปัญญา สุขภาพกายและจิต มีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาเล่าเรียน รวมทั้งดำเนินการช่วยเหลือนักศึกษาที่มีความจำเป็นและขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อให้นักศึกษาทุกคนสามารถสำเร็จการศึกษาได้ตามระยะเวลาที่กำหนด สำหรับจำนวนนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา ๒๕๖๘ มีจำนวนทั้งหมด ๔๗๘ คน จำแนกตามรายคณะ ประกอบด้วย

คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต จำนวน ๙๖ คน , หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (ปริญญาตรีสาขาอื่น) จำนวน ๙๐ คน และหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (นานาชาติ) จำนวน ๑๖ คน 

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์การแพทย์และวิศวกรรมการแพทย์ จำนวน ๓ คน , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์การแพทย์ จำนวน ๖ คน ,  หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขภาพดิจิทัล  จำนวน ๔ คน , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาตจวิทยา จำนวน ๔ คน , หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต จำนวน ๓๒ คน และหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ จำนวน ๒๑ คน

คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ หลักสูตรเทคโนโลยีมหาบัณฑิต จำนวน ๒ คน , หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารังสีเทคนิค จำนวน ๕๕ คน , หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวและสุขภาพ จำนวน ๒๓ คน และหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฉุกเฉินการแพทย์ จำนวน ๓๓ คน คณะวิทยาศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน ๓๔ คน , หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ จำนวน ๓๐ คน และหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ จำนวน ๒๙ คน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดตั้งขึ้นตามพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในการเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน และการวิจัยขั้นสูงที่มุ่งสร้างบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ โดยทุกหลักสูตรที่จัดการเรียนการสอนเป็นหลักสูตรที่มีความสำคัญตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะสาขาวิชาที่ยังขาดแคลนและมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคมไทยและนานาชาติ ทั้งด้านการแพทย์ การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ การจัดการเรียนการสอนของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ยังได้บูรณาการงานวิจัย งานบริการวิชาการสู่สังคม และการมุ่งเน้นเรื่องความเป็นไทย ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนการเทิดทูนสถาบันหลักของแผ่นดินผสมผสานในการจัดการเรียนการสอน เพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ของบัณฑิตในทุกมิติ ที่สอดคล้องกับเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้พระราชทานพระโอวาทแก่นักศึกษาใหม่ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘  ความว่า

” ขอต้อนรับนักศึกษาใหม่ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ทุกคนด้วยความยินดียิ่ง การศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนขั้นสูงให้มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง การศึกษาหาความรู้มีความสำคัญ คือ ต้องศึกษาให้เกิดความฉลาดรู้ และควรจะศึกษาให้ตลอดครบถ้วนทุกแง่มุมและเรียนรู้การปฏิบัติ ไปพร้อมกัน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เล็งเห็นความสำคัญ ของการให้ความรู้ ส่งเสริมทักษะการวิจัยและปลูกฝังความมีจิตสาธารณะ เพื่อสร้างบุคลากรในการพัฒนาประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างประโยชน์สุขให้มวลมนุษยชาติ ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าก่อตั้งสถาบันการศึกษาแห่งนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เรื่องของการศึกษาที่พระราชทานไว้ว่า “ลักษณะของการศึกษาหรือการเรียนรู้นั้น มีอยู่สามลักษณะ ได้แก่ เรียนรู้ตามความรู้ความคิดของผู้อื่นอย่างหนึ่ง เรียนรู้ด้วยการขบคิดพิจารณาของตนเองให้เห็นเหตุผลอย่างหนึ่ง กับเรียนรู้จากการปฏิบัติฝึกฝนจนประจักษ์ผลและเกิดความคล่องแคล่วชำนาญอีกอย่างหนึ่ง การเรียนรู้ทั้งสามลักษณะนี้ จำเป็นจะต้องกระทำไป ด้วยกัน ให้สอดคล้องแลอุดหนุนส่งเสริมกัน จึงจะช่วยให้เกิดความรู้จริง พร้อมทั้งความสามารถที่จะนำมาใช้ทำการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ การเรียนรู้ทุกอย่างนั้น จะต้องเรียนตามความรู้ของผู้อื่นก่อนเป็นเบื้องต้น เมื่อรู้แล้ว จึงนำมาพิจารณาให้เห็นแจ่มชัดละเอียดลงไปอีกขั้นหนึ่ง ให้ถึงเนื้อหาสาระ อันจะอ้างอิงอาศัยเป็นหลักฐานได้ มิให้เป็นการเรียนรู้อย่างเลื่อนลอยแต่เมื่อถึงขั้นที่สองนี้แล้ว ก็ยังถือว่าจะนำมาใช้ให้ได้ผล แน่นอนจริง ๆ ไม่ได้ ยังจำเป็นต้องนำความรู้นั้น มาปฏิบัติฝึกฝนอีก ให้เกิดผลประจักษ์แจ้ง และเกิดความคล่องแคล่ว ชำนิชำนาญขึ้นพร้อมกันไปด้วย จึงจะนำไปใช้ปฏิบัติให้สำเร็จผลได้ไม่ขัดข้อง” ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะใช้เวลาและโอกาสอันมีค่านี้ สั่งสมความรู้ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างฉลาดและมีสติ ประสบความสำเร็จในการศึกษาตามที่มุ่งหวัง และเป็นบัณฑิตที่มุ่งมั่นทำความดี มีเมตตาและสามัคคี เป็นทรัพยากร มนุษย์ที่มีค่า สร้างความมั่นคงให้แก่ตนเอง ครอบครัวและประเทศชาติต่อไป “

+/+/+/+/+/+

ททท. สร้างแกร่งเสน่ห์ไทยนำคณะทูต 6 ประเทศสัมผัสวิถีไทยราชบุรี Wellness Tourism ‘เที่ยวไทยกับ Diplomat : 5 Must Do สุขทุกเส้นทาง’

ททท. สร้างแกร่งเสน่ห์ไทยนำคณะทูต 6 ประเทศสัมผัสวิถีไทยราชบุรี Wellness Tourism 'เที่ยวไทยกับ Diplomat : 5 Must Do สุขทุกเส้นทาง'

ททท. สร้างแกร่งเสน่ห์ไทยนำคณะทูต 6 ประเทศสัมผัสวิถีไทยราชบุรี Wellness Tourism ‘เที่ยวไทยกับ Diplomat : 5 Must Do สุขทุกเส้นทาง’

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.06 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำโดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. จัดโครงการ “เที่ยวไทยกับ Diplomat : 5 Must Do สุขทุกเส้นทาง” ภายใต้แนวคิด Cultural Diplomacy through Tourism Experience พาคณะทูตานุทูตจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ตุรกี มอลตา กัวเตมาลา และเกาหลีใต้ สัมผัสประสบการณ์วิถีไทย “ราชบุรี–Wellness Tourism” ระหว่างวันที่ 13–14 กันยายน 2568 (2 วัน 1 คืน)

โครงการดังกล่าวถือเป็นการนำเสนอ Soft Power เสน่ห์ไทย ผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงทั้ง สุขภาพดี วิถีชุมชน และศิลป์ไทย ตอกย้ำบทบาทประเทศไทยในฐานะ Wellness Destination และสะท้อนเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยในมิติทางการทูต ที่ช่วยสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์อันดีต่อประชาคมโลกอย่างยั่งยืน

กิจกรรมวันแรก (13 กันยายน 2568)

เริ่มต้นการเดินทางด้วยการต้อนรับอันอบอุ่น โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ร่วมต้อนรับและมอบของที่ระลึก ให้กับคณะทูตทั้ง 6 ประเทศ ณ โรงแรม SO/ Bangkok ก่อนออกเดินทางสู่จังหวัดราชบุรี เมืองท่องเที่ยวที่มีความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว

• ThaiZone Spa : เปิดประสบการณ์การผ่อนคลายด้วย สปาสมุนไพร และนวดแผนไทย ที่ได้รับรางวัล Wonder Thainess Wellness 2568 (Must Try)

• Willow Café and Restaurant: รับประทานอาหารกลางวันในบรรยากาศอบอุ่น ด้วยเมนูไทย–นานาชาติ ที่สร้างความประทับใจ (Must Taste)

• บ้านแก้วสมุนไพร : ทดลองทำยาดม ยาหม่อง และขนมจากสมุนไพรพื้นบ้าน เรียนรู้ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย และวิถีชีวิตชุมชน (Must See / Must Try)

• Phapok Eco Resort : เข้าพักที่รีสอร์ทบูทีค 4 ดาวแห่งแรกในสวนผึ้ง ออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับแรงบันดาลใจจาก “เขากระโจม” มอบประสบการณ์พักผ่อนที่ไม่เหมือนใคร (Must Seek)

บรรยากาศวันแรก คณะทูตจาก 6 ประเทศ ต่างประทับใจกับการต้อนรับอันอบอุ่นของชุมชนราชบุรี ก่อนจะเข้าพักผ่อนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประสบการณ์ใหม่ในวันถัดไป

 กิจกรรมวันที่สอง (14 กันยายน 2568)

การเดินทางวันที่สองมุ่งเน้นการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับสุขภาวะอย่างยั่งยืน

• ตลาดโอ๊ะป่อย : ตลาดเช้าริมธารของชาวกะเหรี่ยง ชื่อ “โอ๊ะป่อย” แปลว่า พักผ่อน เปิดโอกาสให้คณะทูตได้เดินชมตลาดริมน้ำ (Must See) ร่วมทำบุญตักบาตรพระล่องแพ (Must Seek) และจับจ่าย ลิ้มรสอาหาร–ขนมพื้นบ้านเพื่อสุขภาพ (Must Taste / Must Buy)

• ร้านโอ่งข้าวโอ่งน้ำ : รับประทานอาหารกลางวันเมนูดัง น้ำพริกโอ่งแตก รสชาติจัดจ้านคู่ผักสด และ ผัดคะน้าเต้าหู้ดำ วัตถุดิบพื้นถิ่นขึ้นชื่อของโพธาราม (Must Taste)

• ศูนย์การเรียนรู้โอ่งราชบุรี : เยี่ยมชมนิทรรศการประวัติศาสตร์โอ่งมังกร (Must See) พร้อมร่วมเวิร์กช็อป ปั้นโอ่งฮีลใจ ที่ช่วยฝึกสมาธิและเปิดประสบการณ์เชิงศิลปะ (Must Try)

เส้นทางท่องเที่ยวการทูต “ราชบุรี–Wellness Tourism” ไม่เพียงนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ แต่ยังตอกย้ำอัตลักษณ์ไทย ที่ผสมผสานอาหาร สุขภาพ วิถีชีวิต และงานหัตถศิลป์เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ภายใต้แนวคิด 5 Must Do in Thailand คณะทูตทั้ง 6 ประเทศ ต่างประทับใจกับการต้อนรับของชุมชน และได้รับความทรงจำอันดีที่สะท้อนถึงพลัง Soft Power เสน่ห์ไทย ซึ่งจะเป็นสะพานเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

#AmazingThailand

#5MustDoThailand

#RatchaburiWellnessTourism

#SoftPowerThailand

#Ratchaburi

‘ซีพี’ มอบเครื่องช่วยหายใจ – รถพยาบาลอัจฉริยะ เสริมศักยภาพการแพทย์ชายแดน รวมกว่า 50 ล้านบาท”

‘ซีพี’ มอบเครื่องช่วยหายใจ - รถพยาบาลอัจฉริยะ เสริมศักยภาพการแพทย์ชายแดน รวมกว่า 50 ล้านบาท”

‘ซีพี’ มอบเครื่องช่วยหายใจ – รถพยาบาลอัจฉริยะ เสริมศักยภาพการแพทย์ชายแดน รวมกว่า 50 ล้านบาท”

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ตอกย้ำบทบาทองค์กรเอกชนที่อยู่เคียงข้างสังคมไทยทุกครั้งที่เผชิญวิกฤต ล่าสุดได้ส่งมอบนวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรด่านหน้าในพื้นที่ชายแดน โดยมอบ เครื่องช่วยหายใจพกพาสมรรถนะสูงและขนาดเล็กที่สุดในโลก จำนวน 10 เครื่อง และรถพยาบาลอัจฉริยะ 2 คัน รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท แก่กรมแพทย์ทหารบก กองทัพบก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินและช่วยเหลือทหารกับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า “การสนับสนุนด้านการแพทย์ในครั้งนี้ มุ่งเสริมพลังให้แก่บุคลากรด่านหน้า ทั้งแพทย์ พยาบาล และทหาร รวมถึงประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านสาธารณสุข เราเชื่อว่าการช่วยเหลือไม่ใช่เพียงการบริจาค แต่คือการลงมือทำจริงอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกธุรกิจในเครือ เพื่อส่งต่อความห่วงใยไปถึงผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่และประชาชนอย่างแท้จริง”

เครื่องช่วยหายใจพกพา Ventway นับเป็นนวัตกรรม Ultra Portable Ventilator ที่ก้าวล้ำที่สุดในปัจจุบัน ด้วยขนาดกะทัดรัดเพียง 1.1 กิโลกรัม แต่สมรรถนะสูงและทนทาน สามารถใช้งานได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ครอบคลุมตั้งแต่การกู้ชีพฉุกเฉิน การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ไปจนถึงการดูแลภาคสนาม จุดเด่นคือมีระบบผลิตอากาศในตัวโดยไม่ต้องพึ่งถังออกซิเจน และได้รับการรับรองมาตรฐานสากล รวมถึงถูกนำไปใช้งานจริงแล้วในกองทัพสหรัฐฯ กว่า 300 เครื่อง

ขณะที่ รถพยาบาลอัจฉริยะ มาพร้อมเทคโนโลยีระดับโลก รองรับระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) ที่สามารถส่งต่อข้อมูลผู้ป่วย ทั้งชีพจร ความดัน คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และระดับออกซิเจนในเลือด ไปยังโรงพยาบาลได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ทีมแพทย์เตรียมความพร้อมในการรักษาได้ตั้งแต่ก่อนผู้ป่วยถึงมือ ภายในยังเสริมด้วยนวัตกรรมการเคลือบนาโนไทเทเนียมบนอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อป้องกันการสะสมเชื้อโรค และระบบแยกอากาศระหว่างห้องโดยสารและห้องคนขับ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ รถพยาบาลทั้งสองคันจะถูกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ และโรงพยาบาลค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนเครื่องช่วยหายใจจะกระจายไปยังกองพันเสนารักษ์ หน่วยแพทย์ชายแดน และโรงพยาบาลในพื้นที่

พลโทเกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก ผู้บัญชาการโรงเรียนเสนารักษ์ ในฐานะผู้แทนรับมอบ กล่าวว่า “ขอขอบคุณเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือสำหรับเครื่องช่วยหายใจและรถพยาบาลอัจฉริยะที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดนได้อย่างมาก ทำให้สามารถลำเลียงและช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว พร้อมส่งข้อมูลไปยังโรงพยาบาลได้ทันที ถือเป็นการยืดโอกาสชีวิตและสร้างความมั่นใจให้แก่ทหารและประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง”

ที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือได้สานต่อภารกิจเพื่อสังคมมาโดยตลอด ทั้งการมอบอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค เวชภัณฑ์ อุปกรณ์สื่อสาร ตลอดจนทุนการศึกษาและโอกาสเข้าทำงานแก่บุตรทหารหาญ จนถึงปัจจุบันได้มอบความช่วยเหลือในพื้นที่ชายแดนรวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท สะท้อนเจตนารมณ์ตามค่านิยม “สามประโยชน์” ที่วางประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนไว้เหนือสิ่งอื่นใด พร้อมย้ำว่าไม่ว่าสถานการณ์ใด ซีพีจะยังคงยืนหยัดเคียงข้างคนไทยเสมอ

เปิดภารกิจดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ของศิลปินไทยสู่เวทีโลก กับทัวร์คอนเสิร์ต ‘สยามโซนาต้า: บทบรรเลงสู่สยาม ก้องกังวานสู่ยุโรป’

เปิดภารกิจดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ของศิลปินไทยสู่เวทีโลก  กับทัวร์คอนเสิร์ต ‘สยามโซนาต้า: บทบรรเลงสู่สยาม ก้องกังวานสู่ยุโรป’

เปิดภารกิจดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ของศิลปินไทยสู่เวทีโลก กับทัวร์คอนเสิร์ต ‘สยามโซนาต้า: บทบรรเลงสู่สยาม ก้องกังวานสู่ยุโรป’

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภารกิจดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ของศิลปินไทยสู่เวทีโลก กับทัวร์คอนเสิร์ต “สยามโซนาต้า: บทบรรเลงสู่สยาม ก้องกังวานสู่ยุโรป” (Siam Sonata: Musical Tour Through Thailand 2025 by Nat Yontararak) จากไทยสู่ยุโรป รวม 4 ประเทศ ยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่ผู้ชมระดับเวิลด์คลาส

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย, บริษัท ไทยเบเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ ณัฐ ยนตรรักษ์ ภูมิใจเสนอ “ภารกิจดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ สู่เวทีโลกกับทัวร์คอนเสิร์ต Siam Sonata: Musical Tour Through Thailand 2025 by Nat Yontararak” ที่จะยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่ผู้ชมระดับเวิลด์คลาสกับการแสดงคอนเสิร์ตของ “ณัฐ ยนตรรักษ์” ศิลปินไทยผู้สร้างปรากฏการณ์บนเวทีสากลด้วยผลงานการแสดงเปียโนคอนเสิร์ตที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก โดยการแสดงครั้งนี้จะจัดขึ้น ณ 4 เมืองสำคัญด้านศิลปะวัฒนธรรมระดับโลก เริ่มจาก กรุงเทพ (ศาลาสุทธสิริโสภา), บูดาเปสต์ (Franz Liszt Academy of Music), เวียนนา (Ehrbar Saal) และปิดท้ายที่ ปารีส (พิพิธภัณฑ์กีเมต์) ระหว่างวันที่ 21 กันยายน 2568 ถึง 3 ตุลาคม 2568

การจัดคอนเสิร์ต Siam Sonata: Musical Tour Through Thailand 2025 by Nat Yontararak 4 ภาคที่สามารถตราตรึงใจผู้ชมต่างชาติและถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่เวทีนานาชาติได้อย่างสง่างามกว่า 102 รอบการแสดงใน 16 ประเทศทั่วโลก สำหรับปีนี้ การแสดงสยามโซนาตาจะถูกยกระดับด้วยมิติใหม่แห่งศิลปะการแสดงที่มาพร้อมกับ รูป รส กลิ่น เสียง จากความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหลากหลายแบรนด์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมชาวต่างชาติได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้ง เสียงดนตรี ศิลปะ และ วัฒนธรรมอันทรงคุณค่า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าไปอยู่ในใจนักท่องเที่ยวอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ณัฐ ยนตรรักษ์ และ พ-วงเดือน อินทราวุธ ยนตรรักษ์ เล่าถึงรายละเอียดของการจัดแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้ว่า “การทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญสู่เวทีนานาชาติผ่านการบรรเลงบทเพลง Siam Sonata ที่ผสานทำนองพื้นบ้านทั้ง 4 ภาคในรูปแบบดนตรีร่วมสมัยสไตล์ตะวันตกมาร้อยเรียงในรูปแบบเปียโนโซนาต้า ดนตรีที่คนทั่วโลกเข้าถึงได้ง่าย ไปบรรเลงใน 4 หอแสดงระดับตำนานใน 4 ประเทศสำคัญในประวัติศาสตร์ดนตรีคลาสสิก ได้แก่ 21 กันยายน 2568 – กรุงเทพฯ (ประเทศไทย) จัดแสดง ณ ศาลาสุทธสิริโสภา หอแสดงที่ ณัฐ ยนตรรักษ์ ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อถ่ายทอดคุณภาพเสียงธรรมชาติที่ดีที่สุดในประเทศไทย

25 กันยายน 2568 – บูดาเปสต์ (ประเทศฮังการี) จัดแสดง ณ Liszt Academy สถาบันดนตรีระดับตำนานโดยมีโฆษกรัฐสภาฮังการีให้เกียรติเป็นเจ้าภาพ

30 กันยายน – เวียนนา (ประเทศออสเตรีย) จัดแสดง ณ Ehrbar Saal หอแสดงเก่าแก่กว่า 149 ปีที่เคยต้อนรับคีตกวีระดับบรมครูอย่าง Brahms และ Mahler โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียนนา

3 ตุลาคม – ปารีส (ประเทศฝรั่งเศส) จัดแสดง ณ Musée Guimet พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป จัดขึ้นในวาระเฉลิมฉลอง 340 ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส โดยได้รับเกียรติจากสมาคมผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพร่วม นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ศิลปินไทยได้รับเชิญให้แสดง ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ซึ่งขึ้นชื่อในฐานะเวทีระดับชาติโดยมีการคัดเลือกศิลปินอย่างเข้มงวด การได้รับโอกาสครั้งนี้จึงถือเป็นเกียรติยศอันทรงคุณค่าในระดับนานาชาติ

แต่ละประเทศล้วนเป็น “บ้านแห่งดนตรี” ของคีตกวีผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ณัฐ ยนตรรักษ์ ได้รับเกียรติคำเชิญอย่างเป็นทางการให้ขึ้นบรรเลงบนเวทีอันทรงคุณค่าของแต่ละประเทศ ซึ่งมิใช่โอกาสที่ศิลปินจะเข้าถึงได้ง่าย

การแสดงครั้งนี้จะเริ่มต้นด้วย “โนรา แฟนตาซี” บทเพลงใหม่ล่าสุดซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘รำโนรา’ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (UNESCO Intangible Cultural Heritage) นอกจากจะเปิดปฐมฤกษ์ในทัวร์นี้แล้ว บทเพลงนี้จะได้มีส่วนในการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสอีกด้วย สิ่งที่สะท้อนคุณค่าอันลึกซึ้งและเป็นประจักษ์พยานแห่งสายสัมพันธ์ครั้งนี้ คือเรื่องราวชีวิตของ คุณเอลิซาเบธ ซานา (Elizabeth Zana) ผู้ซึ่งได้อุทิศตนในการอุปถัมภ์เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสมากกว่า 350 คนในจังหวัดกระบี่ ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ ผ่าน N.A.T Association หลังเหตุการณ์สึนามิและยังคงเป็นสะพานเชื่อมแห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

ต่อด้วยบทเพลง “ไก่แก้ว” ที่หยิบทำนองคุ้นหูของคนไทยมารังสรรค์ใหม่ในรูปแบบการเดี่ยวเปียโนร่วมสมัย และปิดท้ายด้วยผลงานไฮไลท์ “สยามโซนาต้า” (Siam Sonata) บทเพลงที่ร้อยเรียงทำนองพื้นบ้านอันทรงเอกลักษณ์จากทั้ง 4 ภาคของประเทศไทย โดยการบรรเลงในครั้งนี้ได้เพิ่มมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยการผสมผสานกลองไทย และเครื่องเคาะหลากชนิด โดยศิลปินรับเชิญ วูกัช คูเชดโว (Łukasz Kurzydło) นักเพอร์คัสชั่นนิสชาวโปแลนด์ ผู้หลงใหลในดนตรีไทยและนำมาผสานกับเทคนิคตะวันตกอย่างลงตัว พร้อมกับการแสดงนาฏลีลาจาก CCI -สถาบันคริสเตียนนิเทศสัมพันธ์ สร้างพลัง ความเร้าใจ และ ความตื่นเต้นที่ยกระดับดนตรีคลาสสิกไปอีกขั้น

ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมงเต็ม ผู้ชมจะได้เดินทางผ่านบทเพลงที่สะท้อนอัตลักษณ์ทั้ง 4 ภาคของไทย ไม่ว่าจะเป็น เพลงเกี่ยวข้าว ภาคกลาง, เต้ยสามจังหวะและโห่สามลา ภาคอีสาน, เพลงเงี้ยวรำลึกหรือมงแชะ ภาคเหนือ และ เพลงกราวตะลุงกับปาเต๊ะ ภาคใต้ พร้อมบทเพลงอื่นๆ ที่สอดแทรกอยู่ในแต่ละภาคอย่างครบถ้วน โดยการไปแสดงทัวร์ครั้งนี้ เรายังได้เห็นการผนึกกำลังทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนเป็น #ทีมไทยแลนด์ เพื่อให้ผู้ชมนานาชาติได้สัมผัสความเป็นไทยในทุกมิติดังที่ พ-วงเดือน ยนตรักษ์ กล่าวไว้ว่า

“ไอเดียเริ่มแรกมาจากที่เราอยากจะนำศิลปะวัฒนะธรรมไทยไปอวดชาวต่างชาติและอยากให้เขามาเที่ยวประเทศไทยเพราะเพลงของเรามันมีเมืองไทยครบทั้งสี่ภาค เราก็เลยมองว่า ถ้าอยากให้คนมาเที่ยว เราจำเป็นจะต้องเอาของดีที่เราภูมิใจไปอวด แน่นอนของที่เรามีอยู่ในมือก็คือดนตรีและการแสดง แต่เนื่องจากประเทศไทยมีหลายสิ่งที่อวดได้ไม่ใช่เฉพาะการแสดง เราก็เลยลองนึกสนุก ลองชวนแบรนด์ไทย ที่เราใช้ในชีวิตจริงไปกับเราด้วย ปรากฏได้มาครบทุกมิติเลยค่ะทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง อย่าง Thaibev ก็อยู่กับเรามาตลอด น่าดีใจที่ Thaibev มองว่าศิลปะวัฒนธรรมและดนตรีเป็นเรื่องของความยั่งยืน ดอกบัวคู่เองก็เป็นแบรนด์ไทยที่แสดงความเป็นไทยและใช้สมุนไพรธรรมชาติของไทย เป็นสูตรสีม่วงที่ชอบเลยค่ะ ที่เราจะเอาไปด้วย

ในส่วนของรูป เราก็ได้ ‘ครูปาน สมนึก คลังนอก’ ส่ง น้อง Cocoon ในเวอร์ชั่น Siam Sonata ไปกับพี่ๆ ครั้งนี้ด้วย และ บริษัท SVOA มาช่วยสร้างความสนุกคึกคักทั้งบนเวทีและกิจกรรมในงาน ในส่วนของกลิ่น ทาง Divana ก็จะทำกลิ่นพิเศษซึ่งเป็นกลิ่น Siam Sonata ที่แสดงความเป็นไทยในแบบของเรา และในส่วนของรส เราได้มาม่าคัพ รุ่นพิเศษ Siam Sonata รสต้มยำกุ้ง ร่วมขบวนมาให้ผู้ชมเราทุกคน เป็นรสที่ครองใจใครทุกคน ขณะที่ในด้านสุขภาพเรายังมี APEX ด้วยนะคะ ครบเลยค่ะ รูป รส กลิ่น เสียง และยังมีสุขภาพ Wellness ก็เป็นของเด่นของประเทศเราค่ะ…”

“ที่สำคัญแฟนเพลงชาวไทยยังสามารถติดตามบรรยากาศและความเคลื่อนไหวแบบ Real Time ตลอดการเดินทาง เพื่อร่วมส่งแรงใจแก่ศิลปินผู้ปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติครั้งสำคัญ ร่วมภาคภูมิใจไปพร้อมกันเมื่อได้เห็นการตื่นตะลึงของผู้ชมระดับเวิลด์คลาสจากทั่วโลกที่สัมผัสกับมนต์เสน่ห์ดนตรีไทยในครั้งนี้” พ-วงเดือน กล่าวปิดท้าย

“Siam Sonata: Musical Tour Through Thailand 2025 by Nat Yontararak” ภารกิจทางดนตรีครั้งสำคัญที่กำลังจะพาเสียงเปียโนจากไทย ไปก้องกังวานบนเวทีโลก เกิดขึ้นได้เพราะการสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ซึ่งร่วมกันขับเคลื่อนเสียงดนตรีไทยให้ดังไกลระดับอินเตอร์ ร่วมติดตามติดตามภารกิจครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียได้แก่ เฟสบุคแฟนเพจ Nat Yontararak Official, Fiercelive by Jijie และ YouTube : Nat Yontararak Official และ Fiercebook.com สำรองบัตรคอนเสิร์ตรอบปฐมทัศน์ได้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายนนี้ ทาง [ticketmelon.com]

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงปรุงเมนูพระราชทานในงาน ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงปรุงเมนูพระราชทานในงาน ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงปรุงเมนูพระราชทานในงาน ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์’

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน  “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” โดยความร่วมมือของมูลนิธิชัยพัฒนา และ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด  ณ เอ็ม ทาวเวอร์ (Em Tower) ชั้น 14 ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายดนุชา สินธวานนท์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน เฝ้าฯ รับเสด็จ โอกาสนี้ นายสุรัตน์ อัมพุช ประธานกรรมการ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา

 นายดนุชา สินธวานนท์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” ด้วยความร่วมมือเป็นระยะเวลาถึง 10 ปี ระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนาและบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เพื่อประชาสัมพันธ์น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ให้เป็นที่รู้จักและยังได้สนับสนุนพื้นที่เพื่อเป็นช่องทางจัดจำหน่ายที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต ทุกสาขา

จากนั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” โดยทรงปลูกต้นกล้าชาน้ำมันสายพันธุ์คามีเลีย โอลีเฟร่า ในการนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการ “ต้นทางผืนป่า ปลายทางน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” ที่บอกเล่าเรื่องราวและความรู้เกี่ยวกับน้ำมันเมล็ดคามีเลีย อาทิ เรื่องเล่าของน้ำมันเมล็ดคามีเลีย การเดินทางของต้นชาน้ำมันสายพันธุ์ คามีเลีย โอลีเฟร่า สู่การสร้างผืนป่าและรายได้สู่ราษฎร คุณประโยชน์มหัศจรรย์ของน้ำมันเมล็ดคามีเลีย สีธรรมชาติจากผืนป่า สร้างคุณค่างานหัตถกรรม และทศวรรษแห่งความร่วมมือสู่ความสำเร็จอีกก้าวในวันนี้

โอกาสนี้ ทรงปรุงเมนู “แป้งฟิโลสอดไส้ชีสทอดน้ำมันเมล็ดคามีเลีย เสิร์ฟกับโยเกิร์ตน้ำผึ้ง” และพระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนานำเมนูทรงปรุงมาประมูลแก่ผู้ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ เพื่อนำรายได้สมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา โดยมี นายสุรัตน์ อัมพุช, นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช และนางศิริลักษณ์ ภัทรประสิทธิ์ ไม้ไทย ร่วมประมูล จากนั้น ได้ทอดพระเนตรเมนูอาหารจากร้านค้าที่เข้าร่วมเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ในปีนี้ ซึ่งทุกเมนูปรุงจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย พร้อมทอดพระเนตรบูทกิจกรรมในพื้นที่จัดงาน

ต่อมาเสด็จพระราชดำเนินไปยังกูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ ทอดพระเนตรการปรุงอาหารด้วยน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ จากเชฟของแผนก ยู ฮันท วี คุค (You Hunt We Cook) สเตชั่นปรุงสดจากวัตถุดิบพรีเมียมในกูร์เมต์ มาร์เก็ต และทอดพระเนตรร้านอาหารและร้านค้าที่เข้าร่วมงานในพื้นที่เอ็ม มาร์เก็ต (Em Market)

การจัดงานครั้งแรกได้เกิดขึ้นในปี 2558 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และครั้งที่สองในปี 2559 ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ในครั้งนั้นยังคงใช้ชื่อว่า “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์” อีกทั้งยังจัดงานอย่างต่อเนื่องภายใต้ชื่อ “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชาสัญจร” ต่อมาในปี 2564 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชานุมัติให้เปลี่ยนชื่อจากน้ำมันเมล็ดชาเป็น “น้ำมันเมล็ดคามีเลีย” เพื่อให้มีความเป็นสากลและลดความสับสนในกลุ่มผู้บริโภค จึงนำมาซึ่งการจัดงานภายใต้ชื่อ “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์” ในปี 2565 ถึงปัจจุบัน

น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ นั้นเริ่มขึ้นในปี 2547 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า   กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการศึกษาและทดลองปลูกต้นชาน้ำมันสายพันธุ์คามีเลีย โอลีเฟร่า จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อผลิตน้ำมันเมล็ดคามีเลียในประเทศไทย โดยมีพระราชประสงค์ให้คนไทยได้บริโภคน้ำมันที่มีคุณภาพ และเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้ราษฎรบนพื้นที่สูงในเขตภาคเหนือ และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือการฟื้นฟูเสริมสร้างพื้นที่ป่าไม้บริเวณต้นน้ำ           ตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูลกัน

นางสาวพลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กราบบังคมทูลรายงานความร่วมมือการจัดงานระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา และบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ว่าเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการฯ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 10 ปี ในการประชาสัมพันธ์ และจัดจำหน่ายน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ เพื่อให้คนไทย ได้รับรู้ถึงคุณประโยชน์นานัปการของน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นน้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก

งาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” จัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่  23 กันยายน 2568 ณ เอ็ม มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการ รวมถึงการจัดจำหน่ายน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภายใต้แบรนด์ภัทรพัฒน์ ซึ่งในโอกาสครบรอบ 10 ปีความร่วมมือ ได้จัดทำผลิตภัณฑ์พิเศษ ครีมอาบน้ำและสบู่ ภัทรพัฒน์ คามีเลีย โอลีเฟร่า แอนด์ โกโก้ บัตเตอร์ นำคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย มานำเสนอผ่านแบรนด์ไลฟ์สไตล์ยอดนิยมบัตเตอร์แบร์ เพื่อเพิ่มความสดใหม่ ผ่านดีไซน์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ มาจัดจำหน่ายให้ผู้ร่วมชมงานอีกด้วย รวมถึงความอร่อยจากร้านระดับมิชลินและร้านดังที่รังสรรค์เมนูจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย มาจัดจำหน่ายให้ผู้ร่วมชมงานและผู้ใส่ใจในสุขภาพได้มีประสบการณ์โดยตรงกับการบริโภคน้ำมันเมล็ดคามีเลีย”

ความเป็นมาของน้ำมันเมล็ดคามีเลียนั้น เป็นที่รู้จักในประเทศจีนนานกว่า 1,000 ปี มีประโยชน์มากมายจนได้ชื่อว่าเป็น น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก เนื่องจากมีองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก และไม่มีกรดไขมันทรานส์ ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ น้ำมันเมล็ดคามีเลียยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบ โรคอัมพาต โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ และยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้ง น้ำมันเมล็ดคามีเลียสามารถทนความร้อนได้มากกว่า 200 องศาเซลเซียส จึงทำให้สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะใช้ในการหมัก การผัด หรือการทอดด้วยอุณหภูมิสูง น้ำมันเมล็ดคามีเลียถือเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพของคนทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ในสินค้าน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภายใต้ตราสินค้าภัทรพัฒน์

 ในงานพบสินค้าจากร้านค้าในเครือมูลนิธิชัยพัฒนา อาทิ สินค้าจากร้านภัทรพัฒน์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย รวมถึงผ้าไหมย้อมสีจากเปลือกผลชาน้ำมัน สายพันธุ์คามีเลีย โอลีเฟร่า ฝีมือการทอจากกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายโครงการศูนย์เรียนรู้ด้านหม่อนไหมแบบครบวงจร ของมูลนิธิชัยพัฒนา อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ รวมถึงความอร่อยจากร้านดังระดับมิชลินที่รังสรรค์เมนูจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ได้แก่ ลูกชิ้นลวกหอมเจียวน้ำมันเมล็ดคามีเลีย จากร้านกิมง้วนลูกชิ้นปลา แกงปูใบชะพลู จากร้านครัวต้นฝน บะหมี่เป๊าะคลุกแห้งยำโบราณ จากร้านชาม ผัดไทยกุ้งคุณชู จากร้านผัดไทยคุณชู ข้าวแกงกะหรี่หมูก้อนทอด จากร้าน Ama Curry บะหมี่หมูแดงย่างเตาถ่าน จากร้านตั้งใจย่าง หมูสะเต๊ะ จากร้านจึงอังลัก ฟูจิซังโชกุปัง จากร้าน Shirokumaya Bakery

อีกทั้ง พบกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์  Pat Pat’s Camellia Oleifera & Cocoa Butter Soap และ Body Wash ในรูปแบบ Butterbear Series ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างโครงการภัทรพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา กับ Butterbear ด้วยการนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ในรูปแบบดีไซน์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ พร้อมคุณภาพที่สะท้อนความตั้งใจในการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ You Hunt We Cook ได้สรรค์สร้างเมนูโดยใช้น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ เป็นส่วนประกอบ พร้อมเสิร์ฟทั้งเมนูตะวันตกและตะวันออก เช่น ซี่โครงหมูบาร์บีคิว แซลมอนกระทะร้อน พอร์คช็อปกระทะร้อน ข้าวกะเพราเนื้อสับ ข้าวผัดไก่เม็ดมะม่วงหิมพานต์

คุณแหน : 16 กันยายน 2568

คุณแหน : 16 กันยายน 2568

คุณแหน : 16 กันยายน 2568

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

●● ในวิถีทางการเมืองฝรั่งมักมีคำพูดติดปากว่า “SIGN OF TIME” หมายถึง การสังเกตเห็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ท่าน หน.พรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ตอนเช้าประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็มาพร้อมสต๊าฟตามปกติ แต่หลังจากสภาฯ ลงมติเลือกตั้งให้ท่านเป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ต่อจากนั้น สถานการณ์เปลี่ยนไปแบบกลับตาลปัตร ขาเดินทางกลับขบวนรถของ ท่านว่าที่นายกฯ เปลี่ยนเป็นขบวนรถแบบ “MORTORCADE” มีสต๊าฟจากหลายหน่วยงานยาวเหยียด อาทิ ทำเนียบฯ, กลาโหม, มหาดไทย, ศรภ., สตช., สมช. ฯลฯ นำขบวนโดยชุดใหญ่ไฟกะพริบ ซูเปอร์ไบค์จราจรกลาง 4 คัน…ก่อนปิดรายงานนี้ขอเสริมว่าเราเองเคยมีประสบการณ์นั่งร่วมอยู่ในรถ ศรภ. ร่วม มอเตอร์เคต ต้องบอกเลยว่าขอให้ ศรภ. โปรดให้ความเมตตากับผู้คนที่เขาต้องใช้ทางหลวงหรือทางด่วนในเวลาเดียวกับคณะวีไอพีด้วย โดยเฉพาะคนขับผู้หญิงซึ่งทั่วไปจะขับไม่แข็งแรง เจ้าหน้าที่ต้องไม่ใช้อำนาจเต็มที่ โดยไม่แคร์ใคร (ซึ่งเคยเป็นมาทุกยุคทุกสมัย) แต่ขบวนรถนำของท่านนายกฯใหม่ติดดิน คงไม่เป็นเช่นนั้นกระมังคะ…

●● สอดคล้องกับเดือนกันยายนฤดูแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับบิ๊ก 3 เหล่าทัพรวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปตามธรรมชาติมีทั้งการขยับตัวประสานงานรวมทั้งล็อบบี้ท่ามกลางกองเชียร์ของใครของมันส่วนรายละเอียดตัวบุคคลแคนดิเดตในตำแหน่งต่างๆ ผู้อ่านทราบดีอยู่แล้ว คำคุ้นหู “บิ๊ก” ก็เป็นแค่นามธรรมเพราะในปัจจุบันทหารชั้นผู้ใหญ่ต่างก็เป็นมืออาชีพไม่ยุ่งการเมืองแล้ว การเป็นบุคลิก “คารีสม่า” เปรี้ยงปร้างบารมีสูงกลายเป็นเรื่องในตำนานหมดยุคไป คงเหลือแต่ความเป็นเอกภาพส่วนหนึ่งขององค์กรเท่านั้น ขอยกตัวอย่างความเป็น “บิ๊กทหาร” ในอดีต… เพื่อนผู้สื่อข่าวอาวุโสเคยเล่าให้ฟังว่าได้รับเชิญไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกับ “บิ๊กเสือ” พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ กับคณะที่ภัตตาคารจิตรโภชนา ซึ่งช่วงเย็นมักจะมีผู้ใช้บริการหลายร้อยคน ท่านบิ๊กเสือ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งสำคัญคุมกำลังทหาร กล่าวคือ “แม่ทัพภาคที่ 1 รักษาการ ผบ.พล 1” วันนั้นบิ๊กเสือไปตรวจราชการชายแดนเสร็จภารกิจบิน ฮ.กลับมาลงที่ฐานบินใกล้ร้านฯ ผู้สื่อข่าวอาวุโสพร้อมสต๊าฟทหารออกไปรับที่หน้าร้าน พวกเขาเดินตามบิ๊กเสือไปสู่ห้องอาหารวีไอพี ขณะนั้นเสียงคนนับร้อยคุยกันกระหึ่มบวกเสียงช้อนส้อมกระทบกันโช้งเช้ง แต่พอท่านบิ๊กเสือปรากฏตัวเดินผ่าน เชื่อหรือไม่ว่าแทบทุกคนฟรีสนิ่งหมด เงียบถนัดใจ, เหมือนหยุดเฟรมหนังสโลว์โมชั่นฝรั่ง ปรากฏการณ์เช่นนี้เราคงไม่มีโอกาสพบเห็นอีกแล้ว…

●● กิจกรรมที่จัดมาเป็นประจำทุกปี เทวี แย้มสรวล มธุรส โอสถานนท์ทนฤทธิ์ พันธ์เมธา พาเด็กๆ ผู้พิการซ้ำซ้อนพิการทางสายตาไปเที่ยวทะเล ปีนี้จัดระหว่าง 18-20 พ.ย.พาไปเที่ยวทะเลที่หาดน้ำใส สัตหีบ ท่านใดสนใจร่วมทำบุญ โทร. 096-2649195 ..

●● สันทนี วายุโชติ กับ สุรพล สุขถาวรสามีบินด่วนจาก L.A. มาเมืองไทย เพื่อร่วมกับพี่ๆ น้องๆ จัดงานศพ คุณแม่ชรัตน์ วายุโชติ โดยพิธีสวดพระอภิธรรม ระหว่าง 11-17 ก.ย.18.30 น. ส่วนฌาปนกิจ 18 ก.ย. 16.00 น.ณ วัดราษฎร์บำรุง ซ.เพชรเกษม 69 บางแค กทม. …

●● พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพน้อยคนิษฐ์ จันทรังษี ภริยา อภินันท์ จันทรังษี อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 16 ก.ย. 16.00 น. ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ นนทบุรี…

●● พิธีสวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่ สุโข ภูมิรัตน 14-17 ก.ย.19.00 น. ณ ศาลา 3 วัดผาสุกมณีจักร (เมืองทองธานี) และฌาปนกิจ 18 ก.ย.17.00 น. …

●● เพราะเป็นคนที่รักษาสุขภาพ “ฟัน” มากๆ เมื่อเร็วๆนี้ สุพจน์ ผจญยุทธ์ เกิดเหตุผิดพลาดไปกัดของแข็งจนฟันบิ่น ต้องรีบมาที่ Edelweiss ร้านทำฟันที่มาประจำ อย่างด่วนที่สุด เพื่อเตรียมความพร้อมไปทริปฝรั่งเศส นาน 2 สัปดาห์ ออกเดินทาง 18 ก.ย.นี้….

●● ย้อนอดีตกันเล็กน้อย…ดีเจหน่อย ราเชนทร์ ชุมสายฯ ร้องเพลง Hey Paula คู่กับ ดีเจผุสดี โสรัต ก่อนเริ่มงานคอนเสิร์ต The Platters กับวง Little Jazz เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา…ผู้ที่ไปช้าพลาดฉาก สำคัญนี้ไปได้ บ่นเสียดายกันเป็นทิวแถว !!

บารอนเนส