​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ฝึกหนูให้กู้กับระเบิด

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ฝึกหนูให้กู้กับระเบิด

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ฝึกหนูให้กู้กับระเบิด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ข่าวทหารไทยถูกกับระเบิดจนขาขาดหลายคน ที่ชายแดนไทย กัมพูชา ใน พ.ศ. 2568   ได้สร้างความเจ็บปวดให้คนไทยทั่วประเทศอย่างที่สุด  มีการนำอุปกรณ์ค้นหากับระเบิดหลายชนิดมาใช้   เช่นเครื่องตรวจโลหะแต่กับระเบิดสมัยใหม่ เช่น PMN 2 ของรัสเซียนั้นใช้พลาสติกแทนโลหะทำให้เครื่องตราจโลหะใช้การไม่ได้  ถึงแม้มีการพัฒนาหุ่นยบต์ตรวจกับระเบิดหลายชนิด แต่ก็มีราคาสูงมาก

มีรายงานข่าวว่า องค์กรอโพโพ Apopo (Anti-Personnel Landmines Detection Product Development ของเบลเยี่ยม นำโดย นาย Bart Weetjens  ที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2550 ได้ฝึกหนูแอฟริกาหูยาว (African Giant Pouched Rat) หรือ HeroRATs  ให้ค้นหากับระเบิดใต้ดินในกัมพูชาได้ผลดี จึงเกิดคำถามว่า เราจะฝึกหนูไทยให้ค้นหาระเบิดเหมือนหนูแอฟริกาได้หรือไม่

หนูยักษ์พันธุ์แอฟริกัน (African Giant Pouched Rat) หรือที่เรียกว่า “HeroRATs” น้ำหนักเบาเพียง 1-1.5 กิโลกรัม ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นให้ระเบิดใต้ดินระเบิดได้ เพราะระเบิดส่วนใหญ่ต้องการความดันอย่างน้อย 5 กิโลกรัม จึงสามารถเดินสำรวจพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย หนูเหล่านี้มีจมูกไว ประสาทสัมผัสทางกลิ่นต่อสารเคมีที่เหนือกว่าสุนัข สามารถดมกลิ่นวัตถุระเบิด  แม้ฝังลึกใต้ดินได้ในระยะไกล  พวกมันจะเพิกเฉยต่อเศษโลหะอื่น ๆ ที่ปะปนอยู่ในดิน เช่น ฝาขวด น็อต หรือชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของเครื่องตรวจจับโลหะแบบเดิม   สามารถทำงานได้หลายชั่วโมงต่อวันโดยไม่เหนื่อยล้า ทำให้การทำงานรวดเร็วกว่าคนใช้เครื่องตรวจจับหลายเท่าตัว กินอาหารหลักคือเมล็ดธัญพืชและผัก ขนมรางวัล คือ ผลไม้เมืองร้อน หนูพันธุ์นี้มีอายุขัยถึง 8 ปี ทำให้สามารถใช้งานได้นานกว่าสุนัข  ตัวเล็ก สามารถเข้าถึงพื้นที่แคบ ๆ หรือพื้นที่รกทึบที่มนุษย์หรือสุนัขเข้าถึงได้ยาก    หนูเหล่านี้ฉลาดและเรียนรู้ได้เร็วด้วยเทคนิคการฝึกแบบให้รางวัล (Positive Reinforcement) โดยเมื่อพวกมันดมกลิ่นเจอ ระเบิดทีเอ็นที ก็จะได้รับอาหารที่ชอบ เช่น กล้วย ถั่วลิสง หรืออะโวคาโด

ในกัมพูชานั้น แม้จะมีการดำเนินการกู้ระเบิดมาหลายปี แต่ยังคงมีระเบิดใต้ดินที่ไม่ระเบิดประมาณ 4-6 ล้านลูก สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในอดีต ทำให้ประชาชนยังคงอยู่ในอันตราย และมีคนขาขาดเพราะกับระเบิดจำนวนมาก

ในพ.ศ. 2563 หนูกู้ระเบิดในกัมพูชาตัวหนึ่งชื่อ “มากาวา”ตรวจพบระเบิดใต้ดิน 71 ลูกและวัตถุระเบิดอื่นๆ 38 ชิ้น     ปี พ.ศ. 2568  หนูชื่อ  “โรนิน”  ที่ประจำการในจังหวัด พระวิหารของกัมพูชาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ได้ตรวจพบระเบิดใต้ดิน 109 ลูกและวัตถุระเบิดที่ไม่ระเบิด (UXO) อีก 15 ชิ้น

แล้วหนูไทยล่ะ…จะฝึกได้ไหม? คำถามที่น่าสนใจคือ เราสามารถนำหนูท้องถิ่นของไทยมาฝึกหาระเบิดแบบเดียวกันได้หรือไม่? ในทางทฤษฎีแล้วมีความเป็นไปได้ เพราะหนูมีสัญชาตญาณการดมกลิ่นที่ดี    หน่วยค้นหาทำลายวัตถุระเบิด EOD ของตำรวจทหาร   และ หน่วยสุนัขตำรวจทหารที่มีประสบการณ์ ในการฝึกสุนัขค้นหาวัตถุระเบิด น่าจะหาทางทดลองนำ หนูนา ที่มีอยู่ในท้องนา  และสุนัขจรจัด ที่มีอยู่มากมายตามวัดต่างๆ  มาใช้ประโยชน์ในการค้นหากับระเบิดบ้าง

ทหารช่างและนักเทคนิคของไทยน่าจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุปกรณ์เสริม เช่น ชุดเซนเซอร์ติดตัวหนู หรือระบบติดตาม GPS เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน หากสามารถผสานเทคโนโลยีเข้ากับการฝึกสัตว์ได้อย่างลงตัว ก็อาจสร้าง “หนูฮีโร่สายพันธุ์ไทย” ที่พร้อมปฏิบัติภารกิจในสนามจริง

หนูกู้ระเบิด พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “ฮีโร่” ไม่ได้มีแต่ขนาดใหญ่เสมอไป บางครั้งฮีโร่ก็มีขนาดแค่ฝ่ามือและพร้อมจะช่วยชีวิตคนนับพันได้อย่างน่ามหัศจรรย์

กระบวนการฝึกหนูหาระเบิด

การฝึกหนูเหล่านี้ใช้เวลายาวนาน เริ่มตั้งแต่หนูยังเล็ก:

ขั้นตอนที่ 1: การปรับตัว หนูน้อยจะถูกฝึกให้คุ้นเคยกับมนุษย์และสภาพแวดล้อมการทำงาน ช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน

ขั้นตอนที่ 2: การฝึกดมกลิ่น ใช้วิธี “Clicker Training” ฝึกให้หนูรู้จักกลิ่นของวัตถุระเบิด เมื่อดมเจอจะได้รับเสียงคลิกและอาหารรางวัล

ขั้นตอนที่ 3: การฝึกในสนาม หนูจะถูกฝึกให้ทำงานในรูปแบบตาราง เดินสำรวจพื้นที่อย่างเป็นระบบ

วิธีการทำงานในสนาม

เมื่อหนูกู้ระเบิดออกไปทำงานจริง พวกหนูจะถูกผูกสายรัดและเดินสำรวจพื้นที่อย่างเป็นระบบ เมื่อดมกลิ่นวัตถุระเบิดได้ หนูจะหยุดนิ่งและขีดข่วนบริเวณนั้น เจ้าหน้าที่จึงจะเข้ามาตรวจสอบและกู้ระเบิดอย่างระมัดระวัง

ชีวิตประจำวันของหนูฮีโร่

หนูเหล่านี้ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา ทำงานในช่วงเช้าเมื่ออากาศเย็น หลีกเลี่ยงความร้อนของตอนบ่าย  มีเวลาเล่นและพักผ่อนอย่างเพียงพอ  ชอบกินอะโวคาโดเป็นขนมรางวัล นอกจากอาหารปกติ

การฝึกหนูให้กู้ระเบิดไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความอดทน: การฝึกแต่ละตัวใช้เวลาหลายเดือน โดยผู้เชี่ยวชาญ  เช่นมาร์ค ชูคูรู ที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกหนูในกัมพูชา มาจากแทนซาเนียซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของหนูสายพันธุ์นี้   โดยต้องฝึกให้หนูปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง

พ.ศ. 2558  APOPO ส่งหนูตรวจจับระเบิด (MDR) ไปยังกัมพูชาภายหลังจากโครงการกู้ระเบิดที่ประสบความสำเร็จในแองโกลาและโมซัมบิก นี่เป็นครั้งแรกที่ MDR ถูกส่งไปประจำการในประเทศนอกทวีปแอฟริกา

การทำงานของหนูเหล่านี้ช่วยให้พื้นที่ปลอดภัย ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรและอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย พื้นที่ที่กู้ระเบิดแล้วสามารถนำมาพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ เด็กๆ สามารถเล่นและไปโรงเรียนได้โดยไม่ต้องกลัวอันตราย

กระบวนการฝึกโดยละเอียด

ขั้นพื้นฐาน (2-4 เดือนแรก)  ฝึกให้คุ้นเคยกับผู้ฝึก  สอนให้รู้จักเสียงคลิกเก็อร์  ฝึกพฤติกรรมพื้นฐาน

ขั้นกลาง (4-6 เดือน) ฝึก Clicker Training ให้หนูเชื่อมโยงเสียงคลิกกับอาหารรางวัล เพื่อจูงใจให้เรียนรู้การดมกลิ่นวัตถุระเบิด   ฝึกให้รู้จักกลิ่นระเบิดทีเอ็นที และวัตถุระเบิดอื่นๆ  สอนให้ส่งสัญญาณเมื่อพบเป้าหมาย

ขั้นสูง (6-9 เดือน)  ฝึกให้ทำงานอย่างเป็นระบบภายในรูปแบบตาราง และส่งสัญญาณ

ฝึกในสภาพแวดล้อมจำลอง   ทดสอบความแม่นยำ

วันแรกในสนาม

เมื่อหนูฮีโร่ก้าวเข้าสู่สนามจริงครั้งแรก มันเป็นช่วงเวลาที่ทั้งตื่นเต้นและกังวล เจ้าหน้าที่จะคอยสังเกตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าหนูทำงานได้ตามที่ฝึกมา

ข้อดีของหนูเหนือเทคโนโลยี

แม้เทคโนโลยีการตรวจจับจะก้าวหน้า แต่หนูก็ยังมีข้อได้เปรียบ เพราะมีความแม่นยำสูงอัตราความผิดพลาดต่ำกว่าเครื่องตรวจจับโลหะ ค่าใช้จ่ายในการฝึกและดูแลต่ำกว่าเทคโนโลยีที่มีราคาแพง     สามารถทำงานในสภาพพื้นที่ที่เครื่องจักรเข้าไม่ได้

ผลงานในกัมพูชา

โครงการมุ่งเน้นที่จังหวัดเสียมราฐในภาคเหนือของกัมพูชา ผลลัพธ์ที่ได้คือผลิตหนูฮีโร่มากกว่า 300 ตัว  กู้ระเบิดได้หลายพันลูก คืนพื้นที่ปลอดภัยให้ชุมชนหลายแสนไร่

เทคนิคการฝึกสมัยใหม่

Positive Reinforcement  การใช้ระบบรางวัลเป็นหลัก ไม่มีการลงโทษ เพื่อให้หนูมีความสุขในการทำงาน

Environmental Training  ฝึกให้หนูคุ้นเคยกับเสียงต่างๆ ในสนาม เช่น เสียงรถ เสียงคน เสียงธรรมชาติ

Systematic Search Pattern ฝึกให้หนูค้นหาอย่างเป็นระบบ ไม่ข้ามพื้นที่ เพื่อความแม่นยำสูงสุด

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก https://www.beartai.com/

สมรสพระราชทาน ศิธาสา กาญจนะวิชัย – เบญ ชนะภัย

สมรสพระราชทาน ศิธาสา กาญจนะวิชัย - เบญ ชนะภัย

สมรสพระราชทาน ศิธาสา กาญจนะวิชัย – เบญ ชนะภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวโรกาสที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกอบพิธีสมรสพระราชทาน ระหว่าง ศิธาสา กาญจนะวิชัย บุตรี ม.ล.ชุติณธร – สิรินดา กาญจนะวิชัย กับ เบญ ชนะภัย บุตร ปานฑิต – จิล ชนะภัย  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวของคู่บ่าว-สาว อย่างหาที่ สุดมิได้ โดยได้จัดให้มีพิธีหมั้นด้วยฤกษ์ดีๆ ตามลำดับ ในเวลา 09.09 น. ตั้งขบวนขันหมาก 09.59 น. พิธีสวมแหวน และ 10.30 น. พิธีรับไหว้ผู้ใหญ่  ณ ห้องลุมพินี โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2568

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทาน ระหว่าง ศิธาสา กาญจนะวิชัย กับ เบญ ชนะภัย

มงคลชีวิตคู่ บ่าว-สาว และครอบครัวทั้งสองฝ่ายเข้าเฝ้า สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 

ฤกษ์ดี 09.09 น.ขบวนขันหมาก

และเพื่อเป็นเกียรติแก่คู่สมรสในช่วงตอนเย็นของวันเดียวกันได้จัดงานฉลองมงคลสมรสพระราชทาน ท่ามกลางความยินดีปรีดาของทั้งสองครอบครัว รวมทั้งคุณปู่ – คุณย่า ม.ร.ว.โอภาศ – คุณหญิงอัมพร กาญจนะวิชัย,แขกผู้ใหญ่ ญาติสนิทมิตรสหายต่างมาร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าว-สาวอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง พร้อมร่วมกันอวยพรให้ทั้งคู่จับมือเคียงข้าง สร้างชีวิตคู่ไปด้วยกันและเป็นคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันตลอดไป

09.59 น. พิธีสวมแหวน

09.59 น. พิธีสวมแหวน

บ่าว-สาว กับคุณพ่อคุณแม่ฝ่ายชาย ปานฑิต - จิล ชนะภัย และ คุณพ่อคุณแม่ฝ่ายหญิง ม.ล.ชุติณธร - สิรินดา กาญ จนะวิชัย

บ่าว-สาว กับคุณพ่อคุณแม่ฝ่ายชาย ปานฑิต – จิล ชนะภัย และ คุณพ่อคุณแม่ฝ่ายหญิง ม.ล.ชุติณธร – สิรินดา กาญ จนะวิชัย

เพื่อนๆ ร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น

เพื่อนๆ ร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น

ค่ำคืนแห่งความสุขฉลองสมรสพระราชทาน บ่าว-สาว กับครอบครัวทั้งสองฝ่าย มีคุณปู่ ม.ร.ว.โอภาศ  กาญจนะวิชัย ร่วมแสดงความยินดี

ค่ำคืนแห่งความสุขฉลองสมรสพระราชทาน บ่าว-สาว กับครอบครัวทั้งสองฝ่าย มีคุณปู่ ม.ร.ว.โอภาศ กาญจนะวิชัย ร่วมแสดงความยินดี

คุณปู่ ม.ร.ว.โอภาศ กาญจนะวิชัย เป็นปลื้มในวันฉลองยินดี

คุณปู่ ม.ร.ว.โอภาศ กาญจนะวิชัย เป็นปลื้มในวันฉลองยินดี

คุณพ่อคุณแม่ฝ่ายหญิง ม.ล.
ชุติณธร - สิรินดา กาญจนะวิชัย กับ ม.ล.สวรรณศิริ ทองใหญ่ และ ทิพสุคนธ์ กิจจาธนพันธ์

คุณพ่อคุณแม่ฝ่ายหญิง ม.ล. ชุติณธร – สิรินดา กาญจนะวิชัย กับ ม.ล.สวรรณศิริ ทองใหญ่ และ ทิพสุคนธ์ กิจจาธนพันธ์

ม.ล.ชุติณธร กาญจนะวิชัย กับบุตรสาว

ม.ล.ชุติณธร กาญจนะวิชัย กับบุตรสาว

คุณแหน : 18 กันยายน 2568

คุณแหน : 18 กันยายน 2568

คุณแหน : 18 กันยายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • งานแสดงมุทิตาจิตอายุวัฒนมงคล 100 ปี นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานกรรมการ รพ.เมดพาร์ค และ รพ.มหาชัย(มหาชน)19 ก.ย.09.40 น. ฯพณฯ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “100ปี นพ.บรรลุ:ศรัทธาแห่งชีวิต” ณ ห้องประชุมForum ชั้น M รพ.เมดพาร์ค..
  • วัดเทพประทานอธิพร ที่มี พระอธิการธาตุ อธิปัญโญ เป็นเจ้าอาวาส จัดปฏิบัติธรรม ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  2 – 4 ต.ค. โดยฝึกสติด้วยสติปัฎฐาน 4 ท่ามกลางธรรมชาติที่เป็นสัปปายะของเขาสอยดาว ให้เกิดความสุข ความสงบ และเป็นการสร้างพลังใจ รับจำนวนจำกัด ติดต่อ ครูบาโอ๋ 080-561-4951..
  • เพ็ญพักตร์ ศรีทอง ประธานสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ พร้อมคณะกก.เป็นเจ้าภาพทอดกฐินตกค้าง จำนวน 3 วัด ได้แก่ วัดกวยวนาราม วัดสามัคคีศรีบูรพา และวัดแสงสว่างราษฎรบำรุง 12 ต.ค.13.00 น. ณ วัดกวยวนาราม อ.สังขะ จ.สุรินทร์…
  • ข่าวดี สว.อโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ศิษย์เก่าเทพศิรินทร์ รุ่น ท.ศ.04-06  ได้รับเลือกเป็น “รำเพยจรัสแสง” รางวัลอันทรงเกียรติ ในโอกาส ครบ 140 ปี รร.เทพศิรินทร์ โดยสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯ จะมีพิธีมอบรางวัล 4 ต.ค…
  • ฉลองสมรส กนกวรรณ ขุนแก้ว บุตรี นิพล-กฤษณา ขุนแก้ว กับ ยวง บัปติสตา วันเฉลิม รุธิรกนก บุตร ยอแซฟ จีรวัฒน์ – ลดา รุธิรกนก  27 ก.ย.10.00 น. พิธีคาทอลิก ณ วัดศีลมมหาสนิท ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ..
  • นพ.วิทยา เมฆานันท์ มอบช่อกุหลาบสีเหลืองช่อใหญ่ 100 ดอกให้ภรรยาสุดที่รัก พร้อมจิตต์ เนื่องในวันเกิด 15 ก.ย. มีความหมายลึกซึ้ง 100yellow roses 100 ความมากมายมหาศาล สีเหลืองแสดงความผูกพันเอาใจใส่ถูกใจผู้รับยิ่ง..
  • ยินดีกับ อ.นัฎจักร ณ เชียงใหม่ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต ประเภทวิจิตรศิลป์สาขาศิลปะไทย สำนักศิลปกรรม เนติบัณฑิตยสภา ส่วน ภาควิชาประวัติศาสตร์ มศว.ขอแสดงความยินดีกับ ผศ.ดร.วงเดือน นาราสัจจ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาประวัติศาสตร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์อเมริกา ..
  • สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับวัดสุทัศนเทพวราราม จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพ ครบ 100 ปี  “เฉลิมพระเกียรติพระบารมี 100 ปี พระอัฐมรามาธิบดินทรราชา” 20 ก.ย.2568 ระหว่างวันที่ 20-27 ก.ย.17.00-20.30 น. ณ วัดสุทัศนเทพวราราม กิจกรรมสาธิตมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม อาทิ สาธิตงานศิราภรณ์ งานปิดทอง งานปักผ้า การทำพัดบุหงา การถักโครเชต์ การทำขนมไทย การแกะสลักผักผลไม้ การร้อยพวงมาลัย เชิญร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ..
  • ขอแสดงความยินดีกับหญิงเก่งทุกๆ ด้าน  ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ในวาระได้รับคัดเลือกเป็นประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ในวาระใหม่สมัยที่ 28 ต่อจาก สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ คนที่ 27 ซึ่งครบวาระ ..

น้อง

มณฑลเจ้อเจียง เผยความสำเร็จงานมหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ

มณฑลเจ้อเจียง เผยความสำเร็จงานมหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ

มณฑลเจ้อเจียง เผยความสำเร็จงานมหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.59 น.

มณฑลเจ้อเจียง เผยความสำเร็จอย่างงดงาม การจัดงานมหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ ประจำปี 2568 ซึ่งพิธีเปิดงานจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้หลักการสำคัญที่ว่า “บริการจากเจ้อเจียง บริการสู่สากล”  ดึงดูดผู้เข้าชมงานอย่างล้นหลาม นำเสนอและจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและบริการอันล้ำสมัยของบริษัทด้านการแพทย์แผนจีน จากมณฑลเจ้อเจียงในหลากหลายสาขา ได้แก่ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี การบำบัดแบบดั้งเดิม และการบริหารจัดการสุขภาพ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันการพัฒนาบริการการแพทย์แผนจีนของเจ้อเจียงสู่ระดับสากล และยกระดับความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมสุขภาพแบบครบวงจร ระหว่างมณฑลเจ้อเจียงกับประเทศไทยให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

ในฐานะที่ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศสำคัญตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ประชาชนชาวไทยจึงให้การยอมรับและมีความเชื่อมั่นในศาสตร์การแพทย์แผนจีนในระดับสูง ประกอบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพระหว่างจีนและไทยทวีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสอันล้ำค่าสำหรับบริษัทด้านบริการการแพทย์แผนจีนของมณฑลเจ้อเจียงในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ สำหรับงานนี้ พื้นที่จัดแสดงของมณฑลเจ้อเจียงมีขนาดรวม 90 ตารางเมตร โดยได้มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานนวัตกรรมด้านบริการ เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์จากศูนย์ส่งออกบริการการแพทย์แผนจีนระดับประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์อันโดดเด่นของแบรนด์ “บริการจากเจ้อเจียง” ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีประสิทธิผล

การจัดแสดงงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากบริษัทชั้นนำที่มีศักยภาพสูงจำนวนมากจากมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งครอบคลุมสาขาย่อยอันหลากหลาย ได้แก่ บริการเทคโนโลยีการแพทย์แผนจีนเพื่อชะลอวัย สุขภาพดิจิทัล การบำบัดด้วยการรมยา และบริการเทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรจีน ในจำนวนนี้ บริษัท Zhejiang Hongpeng Medical Technology Co., Ltd. (浙江鸿鹏医疗科技有限公司) ได้เข้าร่วมนำเสนอบริการด้านยาเซลล์ต้นกำเนิดและเทคโนโลยีเซลล์ภูมิคุ้มกัน โดยมุ่งเน้นการจัดแสดงขีดความสามารถในการให้บริการแบบบูรณาการในด้านความงามและการชะลอวัยตามหลักการแพทย์แผนจีน รวมถึงการเก็บรักษาเซลล์เพื่อการดำรงชีวิต ซึ่งได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากบุคลากรในแวดวงการแพทย์ของไทยที่ได้เข้ามาหารือในเชิงลึก

มหาวิทยาลัยการแพทย์เวินโจว (温州医科大学) ยังได้นำเสนอ “แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน Zhi Kui Health (智馈健康APP平台)” ซึ่งเป็นการผสานรวมเทคโนโลยี AI และเมตาเวิร์สเข้าด้วยกัน โดยเชื่อมโยงการฟื้นฟูร่างกายตามหลักการแพทย์แผนจีนเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เกิดการบูรณาการที่สมบูรณ์แบบในการฟื้นฟูสุขภาพที่บ้านและการบริหารจัดการสุขภาพเฉพาะบุคคล ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมและโซลูชันใหม่สำหรับสถาบันฟื้นฟูสมรรถภาพในประเทศไทย

ในส่วนของบริษัท Sen Weitai Trading Co., Ltd. (森威泰商贸有限公司) จากเมืองหางโจว ได้เข้าร่วมนำเสนอแบรนด์ “Ai Hua Tang (艾桦堂)” ซึ่งมีความโดดเด่นในด้านผลิตภัณฑ์รมยาคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและบริการผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม ทำให้แบรนด์ได้สั่งสมชื่อเสียงอันเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน และได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเผยแพร่วิธีการบำบัดรักษาภายนอกด้วยการแพทย์แผนจีนสู่สากล

นอกเหนือจากนี้ บริษัท Jiayu Health Technology (Zhejiang) Co., Ltd. (佳裕健康科技(浙江)有限公司) ซึ่งมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยและนำไปประยุกต์ใช้เห็ดราที่มีสรรพคุณทางอาหารและยา ได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันวิจัยเห็ดราที่ใช้บริโภคและทางยา มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เพื่อนำเสนอสารสกัดและเทคโนโลยีจากเห็ดราที่พัฒนาร่วมกัน โดยได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์จากเห็ดราที่มีคุณภาพสูง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างสูงจากผู้เข้าชมที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการให้ความสำคัญกับบริการด้านเทคโนโลยีการสกัดเห็ดราของบริษัท

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน พื้นที่จัดแสดงของมณฑลเจ้อเจียงได้จัดเตรียมกิจกรรมพิเศษที่หลากหลายและน่าสนใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์แก่ผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมชิมชาสมุนไพรและกิจกรรมทดลองการบำบัดด้วยการรมยา กิจกรรมดังกล่าวได้ดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมากให้เข้ามาร่วมสัมผัสประสบการณ์บริการการแพทย์แผนจีน ซึ่งมีคุณภาพสูงด้วยตนเอง ทั้งนี้ พื้นที่จัดแสดงของมณฑลเจ้อเจียงได้มุ่งมั่นที่จะนำเสนอเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์และสารัตถะดั้งเดิมของ “บริการการแพทย์แผนจีนจากเจ้อเจียง” ให้แก่ผู้ประกอบการและชาวไทย เพื่อสร้างสะพานแห่งมิตรภาพและสุขภาพสำหรับความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในสาขาการแพทย์แผนจีน บรรยากาศภายในงานคับคั่งไปด้วยผู้เข้าชม ส่งผลให้คณะผู้จัดแสดงจากมณฑลเจ้อเจียง กลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการจัดงานและได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้เข้าร่วมงาน

การจัดงาน “มหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ” ครั้งนี้ ประสบผลสำเร็จในการบุกเบิกช่องทางการส่งออกใหม่สำหรับบริการด้านการแพทย์แผนจีนของเจ้อเจียง และยังได้รับความสนใจและการตอบรับในเชิงบวกอย่างกว้างขวางจากตลาดไทย ด้วยหลักการสำคัญที่ว่า “บริการจากเจ้อเจียง บริการสู่สากล” โดยพื้นที่จัดแสดงของมณฑลเจ้อเจียงได้นำเสนอบริการอันเป็นเอกลักษณ์หลากหลายรายการ เพื่อเป็นการแสดงให้ประจักษ์ถึงเสน่ห์และรากฐานที่หยั่งรากลึกของการแพทย์แผนจีน ซึ่งมีส่วนช่วยในการส่งเสริมความเข้าใจและการยอมรับในบริการดังกล่าวจากผู้เข้าชมงานในไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

สำหรับในอนาคต มณฑลเจ้อเจียงจะยังคงมุ่งมั่นกระชับความร่วมมือกับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านการแพทย์แผนจีนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งผลักดันบริการด้านนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในประเทศและภูมิภาคต่างๆ สามารถเข้าถึงและได้รับคุณประโยชน์ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีจากการแพทย์แผนจีนได้อย่างทั่วถึง

ชิลี ฉลองสามวาระพิเศษในเดือนกันยายนที่กรุงเทพฯ

ชิลี ฉลองสามวาระพิเศษในเดือนกันยายนที่กรุงเทพฯ

ชิลี ฉลองสามวาระพิเศษในเดือนกันยายนที่กรุงเทพฯ

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.01 น.

ชิลี เฉลิมฉลองวันชาติทั่วประเทศและทั่วโลก แต่ที่กรุงเทพฯ วาระแห่งการเฉลิมฉลองนี้จัดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเพื่อให้สอดคล้องกับอีกสองวา ระพิเศษของชิลีคือ การประชุมสุดยอดธุรกิจชิลี–อาเซียน 2025 และครบรอบ 10 ปีความตกลงการค้าเสรีชิลี–ไทย โดยบรรยากาศแห่งมิตรภาพ นวัตกรรมสร้างสรรค์และความร่วมมือส่งผ่านจากซันติอาโกถึงกรุงเทพฯ ตลอดเดือนกันยายน

ธงชาติชิลีโดดเด่นสง่างามอยู่บนอาคารประดับไฟที่พาร์คพารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน หนึ่งในศูนย์การค้าสุดหรูของอาเซียน ขณะที่การประชุม Chile–ASEAN Business Summit 2025 ปิดฉากอย่างงดงามที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี สุขุมวิท ตลอดสามวันที่อัดแน่นไปด้วยการเสวนาระดับสูง การเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการแสดงทางวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทของชิลีในฐานะพันธมิตรที่มั่นคงของไทยและอาเซียน

การจัดงานนี้ดำเนินการโดย ProChile สำนักงานส่งเสริมการส่งออก ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศชิลี โดยมีวาระพิเศษครบรอบ 10 ปี FTA ไทย–ชิลี ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่เกื้อหนุนให้การค้าระหว่างสองประเทศเติบโตอย่างชัดเจนและผลักดันให้ไทยเป็นประตูหลักของชิลีสู่ตลาดอาเซียน ในงาน มีบริษัทชิลีเข้าร่วมกว่า 20 ราย ครอบคลุมธุรกิจเกษตรและอาหาร อาหารทะเล ไวน์ ภาคบริการ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มีการจับคู่ธุรกิจกว่า 200 รอบกับคู่ค้าจากไทย มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ยังมีการสัมมนา FTA การเยี่ยมชมกิจการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก และเทศกาลสินค้าจากชิลีในห้างค้าปลีกสำหรับผู้บริโภคโดยตรงในกรุงเทพฯ

พิธีเปิดการประชุมสุดยอดธุรกิจได้รับเกียรติจาก นายปาตริซิโอ พาวเวลล์ เอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย เป็นประธานร่วมกับ ดร.นลิ นี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย โดยมี นางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจระ หว่างประเทศของชิลี และ นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดี ProChile ร่วมกล่าวปาฐกถาต้อนรับผู้ร่วมงาน

นางซานอูเอซา กล่าวว่า “ภายในสิบปี การส่งออกของชิลีมาไทยเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่า ในปี 2567 เป็นมูลค่ากว่า 682 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับปีก่อนหน้านี้ เพิ่มขึ้น 6.8% นอกจากทองแดงและเยื่อไม้ การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ปลาแซลมอน เชอร์รี หอยแมลงภู่ และสินค้านวัตกรรมกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

นายเฟอร์นันเดซ  กล่าวว่า “อาเซียนมีมูลค่าการค้ากับชิลีกว่า 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 6% โดยกว่าครึ่งไม่ใช่ทองแดงหรือแร่ลิเทียม ซึ่งสะท้อนถึงการกระจายตัวของสินค้าที่หลากหลาย ไทยถือเป็นตลาดสำคัญและศูนย์กลางสู่การขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

นายออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในปี 2567 การส่งออกอาหารจากชิลีมาไทยมีมูลค่ากว่า 134 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแซลมอนและเชอร์รีครองอันดับหนึ่ง ครึ่งปีแรกของปี 2568 การส่งออกแซลมอนเพิ่มขึ้น 35.6% และเชอร์รีเกือบ 60% กระแสตอบรับจากผู้บริโภคไทยดีเยี่ยม”

กิจกรรมไฮไลต์อื่นๆ ได้แก่ การสาธิตทำอาหารชิลีและงานกาลาดินเนอร์ การจัดงานชิมไวน์ ‘A Journey Through Chile’ เทศกาลสินค้าจากชิลีในกูร์เมต์มาร์เก็ต เอ็มควอเทียร์ และ GO! Wholesale รังสิต ตลอดจนการประดับไฟธงชาติชิลีที่พาร์คพารากอน นอกจากนี้ นักธุรกิจนานา ชาติที่มาร่วมงานยังได้เยี่ยมชมกิจการที่เกี่ยวข้อง เช่น การบินไทยคาร์โก ศุลกากรลาดกระบัง และทรูดิจิทัลพาร์ค เพื่อกระชับความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และพลังงานหมุนเวียน

การประชุมสุดยอดธุรกิจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเข้าถึงตลาดอาเซียนของชิลี ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ในเวลาเดียวกัน ชิลีซึ่งมีความมั่นคงด้านการค้าและการลงทุน ถือเป็นประตูสู่ลาตินอเมริกาสำหรับอาเซียนด้วยเช่นกัน

นางซานอูเอซา กล่าวสรุปว่า “ชิลีเข้ามาในอาเซียนไม่ใช่เพียงเพื่อการค้า แต่เพื่อสร้างความไว้วางใจ การแบ่งปันนวัตกรรม และการร่วมมือกันเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ชิลีใส่ใจในด้านคุณภาพ ความยั่งยืน และการสร้างพันธมิตรที่ยืนยาว”

นายปาตริซิโอ พาวเวลล์ เอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย

นายปาตริซิโอ พาวเวลล์ เอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย

ดร.นลินี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย

ดร.นลินี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย

นางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของชิลี

นางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของชิลี

นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดี ProChile

นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดี ProChile

นายออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย

นายออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย

Business matching ระหว่างผู้ส่งออกชิลีและผู้นำเข้าจากประเทศอาเซียน

Business matching ระหว่างผู้ส่งออกชิลีและผู้นำเข้าจากประเทศอาเซียน

Seminar “10 Years of the Free Trade Agreement between Chile and Thailand: Present and Future

Seminar “10 Years of the Free Trade Agreement between Chile and Thailand: Present and Future

Technical visit  ที่ ThaiCargo และ Thai Customs ลาดกระบัง

Technical visit ที่ ThaiCargo และ Thai Customs ลาดกระบัง

ชมไฟเฉลิมฉลองวันชาติชิลี ที่ลานพาร์คพารากอน

ชมไฟเฉลิมฉลองวันชาติชิลี ที่ลานพาร์คพารากอน

‘ผ้าผืนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงสิ่งทอ แต่คือแรงบันดาลใจ สร้างโอกาส สู่ความยั่งยืน’ เหตุผลที่ต้องมางาน ผ้าเปลี่ยนโลก Craft for Change 2025 ที่พาราไดซ์ พาร์ค

‘ผ้าผืนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงสิ่งทอ แต่คือแรงบันดาลใจ สร้างโอกาส สู่ความยั่งยืน’ เหตุผลที่ต้องมางาน ผ้าเปลี่ยนโลก Craft for Change 2025 ที่พาราไดซ์ พาร์ค

‘ผ้าผืนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงสิ่งทอ แต่คือแรงบันดาลใจ สร้างโอกาส สู่ความยั่งยืน’ เหตุผลที่ต้องมางาน ผ้าเปลี่ยนโลก Craft for Change 2025 ที่พาราไดซ์ พาร์ค

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.57 น.

กลับมาอีกครั้งกับงาน “ผ้าเปลี่ยนโลก Craft for Change 2025” ยกเสน่ห์ผ้าไทยสู่ใจกลางศรีนครินทร์ ที่ พาราไดซ์ พาร์ค งานนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวสุดล้ำจากชุมชนทั่วไทย ที่เปลี่ยน “ผ้า” ให้กลายเป็นแรงบัน ดาลใจ และ “งานฝีมือ” สู่ความยั่งยืน ไม่ว่าคุณจะเป็นสายอาร์ต สายรักษ์โลก หรือสายแฟชั่นหรืออยากใช้เวลาชิล ท่ามกลางงานผ้าของดีมีสไตล์จากทั่วประเทศ บอกเลยว่างานนี้ห้ามพลาด! แต่ถ้าคุณยังลังเล นี่คือเหตุผลที่ควรมางาน

รวมผ้าทอจากชุมชนทั่วประเทศ เพราะเราได้ยกผ้าทอจากชุมชนทั่วประเทศ ตั้งแต่ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าย้อมคราม ผ้าม่อฮ่อม ไปจนถึงเสื้อ ผ้าและของใช้จากเส้นใยธรรมชาติ ทุกผืนผ้าล้วนแต่เชื่อมโยงองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นลงบนผ้า ที่พร้อมให้คุณได้เห็นจริง สัมผัสได้ และพูดคุยกับช่างฝีมือผู้สร้างสรรค์ด้วยตัวเอง

ทุกการซื้อ คือ การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก เพราะรายได้จากงานนี้ กลับคืนสู่ชุมชนอย่างแท้จริง สนับสนุนกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ เยาวชน หรือแม้แต่กลุ่มผู้ต้องขังที่กำลังสร้างโอกาสใหม่ผ่านฝีมือของตนเอง ร้านค้าเพื่อสังคมและแบรนด์รักษ์โลก 34 ร้าน คุณไม่ควรพลาด อาทิ  ร้าน Folkcharm ผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติจากภาคอีสาน ดีไซน์เรียบง่าย ใช้งานได้จริง ร้าน Bangkajao Craft งานผ้าที่ใช้ภูมิปัญญาชุมชนและเทคนิคดั้งเดิม ถ่ายทอดความงามของวัสดุรีไซเคิลให้กลายเป็นงานฝีมือที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร นอกจากสร้าง สรรค์ชิ้นงานที่สวยงาม ยังช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ชุมชนได้สร้างรายได้อย่างมั่นคง ร้าน DESIGNED BY WISHULADA งานดีไซน์จากวัสดุเหลือใช้ที่เปลี่ยนขยะเป็นของใช้สุดชิค ร้าน ยาโน (YANO) งานเย็บ ปัก ถัก ร้อย ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณผ่านเสื้อผ้าเรียบง่ายแต่โดดเด่น ร้าน คุณตาคุณยาย งานฝีมือผ้าลายไทยที่ถ่ายทอดโดยกลุ่มผู้สูงอายุ ทุกชิ้นงานเต็มไปด้วยความตั้งใจและมรดกทางวัฒนธรรมอย่างมีคุณค่า และยังช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้มีรายได้และมีส่วนร่วมในสังคมอย่างยั่งยืน ร้าน IndyEko เสื้อผ้าผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ และย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติ ดีไซน์ทันสมัย รักษ์โลก ร้าน แม่อิงชิโบริ ใช้เทคนิคมัดย้อมญี่ปุ่น “ชิโบริ” ผสานสีจากพืชธรรมชาติในท้องถิ่น สร้างงานสวยงาม พร้อมรักษาสิ่งแวดล้อม ลดสารเคมีและมลพิษอย่างยั่งยืน

มากกว่าช้อป! คือ การสนุกกับเวิร์กช็อปสุดสร้างสรรค์ และความบันเทิงสุดประทับใจ พบกับกิจกรรมเวิร์กช็อปทีให้คุณได้ลองลงมือทำจริง พร้อมเรียนรู้จากช่างฝีมือตัวจริงจากชุมชนทั่วประเทศ เช่น การสานกระเป๋าจากเศษผ้า โดย Bangkajao Craft การทำพวงกุญแจ ปักผ้า นุ่งผ้าไทย โดย ร้านปูรณฆฏะผ้าไทย by ปุระคราฟท์  เพนท์ดิน โดย วิสาหกิจชุมชนบ้านวัดจากแดง ทำต่างหูดอกแก้วจากผ้าฝ้าย โดย ศูนย์เรียนรู้ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน จังหวัดอุบลราชธานี และการปักผ้าเช็ดหน้า โดย ร้านแสงแก้วล้านนา พิเศษ! พบกับการแสดงเปิดงานจาก “น้องช่อแก้ว” ชนิตา ธรรมธัชพิมล  สาวน้อยมหัศจรรย์ดาวน์ดนตรีไทยจะมาสร้างทั้งความประทับใจและแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในงาน

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวและแรงบันดาลใจจากชุมชมทั่วประเทศ ที่รอคุณมาสัมผัสด้วยตัวเองที่งาน “ผ้าเปลี่ยนโลก Craft for Change 2025” มาเลือก “ผ้าที่ใช่” พร้อม “ไอเดียที่เปลี่ยนโลก”  พบกันในงานนี้  พิเศษ! ช้อปครบ 800 บาท รับของแถมกระเป๋าผ้าสุดน่ารัก ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 19 – วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2568 ณ ชั้น 1 ลานรอยัล พาร์ค พลาซ่า ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285        

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน (พุทธศตวรรษที่ 21-25) เป็นช่วงที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ เริ่มด้วยการเป็นประเทศราชของสยาม ตามด้วยการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และการครอบครองระบบเขมรแดงจนถึงการฟื้นฟูประเทศ

สมัยฟูนัน เจนละและขอมโบราณ ดินแดนกัมพูชามีคนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยหินราว 5,000 ปีมาแล้ว และเมื่อราว 2,000 ปีมาแล้ว ในดินแดนสุวรรณภูมิที่เป็นประเทศไทย ลาว และกัมพูชาในปัจจุบัน มีอาณาจักรฟูนัน (พุทธศตวรรษที่  5-11) เจนละ (พุทธศตวรรษที่ 11-13) และขอมโบราณ (พุทธศตวรรษที่ 13-18) ที่มีอาณาเขตครอบคลุมประเทศกัมพูชาและประเทศไทย นิยมสร้างปราสาทหินบูชาเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินดู เช่น ปราสาทภูมิโปน (พุทธศตวรรษที่ 12) ที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ปราสาทวัดพู (พุทธศตวรรษที่ 12) ที่แขวงจำปาสัก ปะเทศลาว ปราสาทเขาพระวิหาร (พ.ศ.1432-1581) ที่ศรีสะเกษ ปราสาทพนมรุ้ง (พุทธศตวรรษที่ 15-17) ที่บุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย (พ.ศ.1650) ที่นครราชสีมา ปราสาทหินนครวัด (พ.ศ.1656 – 1693) ปราสาทนครธม (1724 – 1763) ที่กัมพูชา

สมัยสุโขทัย  อยุธยา ธนบุรี

พุทธศตวรรษที่ 18 หลังสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 อาณาจักรขอมที่เมืองพระนครของราชวงศ์มหิธรปุระที่นิยมสร้างปราสาทหินเริ่มเสื่อมอำนาจ เกิดการปฏิวัติของพวกทาสและชาวนา นำโดย นายแตงหวาน ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์ ตระเซาะผแอม ที่เป็นต้นตระกูลนโรดมที่ครองกัมพูชาในปัจจุบัน ยกเลิกการสร้างปราสาทหิน ดินแดนที่เคยอยู่ในปกครองของขอมโบราณพากันตั้งตัวเป็นอิสระ เช่น กรุงสุโขทัย (พ.ศ.1800) และกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.1893)     

พ.ศ.1912 พระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยาทรงให้พระราเมศวร พระโอรส ที่ครองเมืองละโว้ (ลพบุรี) และขุนหลวงพะงั่วที่ครองเมืองสุพรรณบุรี ยกทัพไปตีกรุงศรียโสธรปุระ หรือเมืองพระนครหลวงของกัมพูชาได้ พ.ศ.1974 กัมพูชาตกเป็นประเทศราชของสยาม โดยเจ้าสามพระยาทรงยกทัพไปตีเมืองพระนครหลวงของกัมพูชาอีก เพราะเขมรมากวาดต้อนคนตามชายแดนกรุงศรีอยุธยาไป ทำให้กรุงศรีอยุธยามีชัยชนะเหนือกัมพูชาที่เคยมีอิทธิพลยิ่งใหญ่อย่างเด็ดขาด ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองปาสาน แล้วย้ายต่อไปยังกรุงพนมเปญ พ.ศ.2136 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกทัพไปยึดเมืองละแวกเมืองหลวงของกัมพูชาได้   พ.ศ.2324 สมัยกรุงธนบุรี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพไปยึดเมืองเสียมราฐและพระตะบองได้ พ.ศ.2376 สมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาบดินทร์เดชายกทัพไปทำสงครามอานามสยามยุทธ กับเขมรและญวน สงครามยืดเยื้ออยู่ 14 ปี ไม่มีผู้ใดชนะเด็ดขาดจึงเลิกรากันไปเอง พ.ศ.2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนา พระนโรดมหริรักษ์รามาธิบดี ไปครองเมืองเขมร 

การเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส

พ.ศ.2406 พระนโรดมพรหมบริรักษ์ ทรงนำกัมพูชาเข้าไปอยู่เป็น รัฐในอารักขา” (Protectorate) ของฝรั่งเศสสมัยพระเจ้านโปเลียนที่ 1 เพื่อหนีจากอำนาจของสยาม อ้างว่าอยู่กับสยามไม่มีความสุข เกิดกรณีพิพาทสยามฝรั่งเศส ร.ศ.112 ทำให้สยามต้องเสียดินแดนเขมรและเกาะอีก 6 เกาะให้ฝรั่งเศส        

สงครามเวียดนาม และการปฏิวัติของลอน นอล

ในช่วงสงครามเวียดนาม (พ.ศ.2503 – 2518 ) เจ้านโรดมสีหนุ ประมุขของกัมพูชาในขณะนั้น ประกาศเป็นกลาง แต่เวียดนามเหนือใช้พื้นที่ทางตะวันออกของกัมพูชาเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและกำลังพลไปโจมตีเวียดนามใต้ ทำให้สหรัฐอเมริกาใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดในกัมพูชาเพื่อตัดเส้นทางเสบียงของเวียดนามเหนือ พ.ศ.2513 นายพล ลอน นอล ด้วยการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากเจ้านโรดมสีหนุ แต่รัฐบาลลอนนอลอ่อนแอและทุจริต ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง

เขมรแดงโค่นลอน นอล และยุคของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ และความไม่มั่นคงของรัฐบาลลอน นอล ทำให้กลุ่มคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงที่รู้จักกันในชื่อ เขมรแดง เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในวันที่ 17 เมษายน 1975 เขมรแดงภายใต้การนำของ พอล พต สามารถยึดกรุงพนมเปญได้สำเร็จและโค่นล้มรัฐบาลของลอน นอล ได้สำเร็จ พอล พต พร้อมด้วยผู้นำคนสำคัญ เช่น เอียง ซารี และ เขียว สัมพัน ได้จัดตั้งรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย และพยายามสร้างสังคมเกษตรกรรมแบบบริสุทธิ์โดยการอพยพประชาชนออกจากเมืองทั้งหมด บังคับใช้แรงงานอย่างหนัก ประชาชนถูกบังคับให้ออกจากเมืองไปทำงานในไร่นา และกำจัดผู้เห็นต่างอย่างโหดเหี้ยม ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Cambodian genocide) มากกว่า 1.5 ล้านคน

เวียดนามบุกกัมพูชา

พ.ศ.2521 ความขัดแย้งระหว่างเขมรแดงและเวียดนามได้ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เวียดนามส่งกองทัพบุกกัมพูชาเพื่อโค่นล้มระบอบเขมรแดง ในเดือนมกราคม 2522 กองทัพเวียดนามสามารถยึดกรุงพนมเปญและโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงได้สำเร็จ หลังจากนั้น เวียดนามได้แต่งตั้ง เฮง สัมริน และ ฮุน เซน ซึ่งเคยเป็นสมาชิกเขมรแดงมาก่อนแต่เปลี่ยนฝ่ายมาอยู่กับเวียดนามให้เป็นผู้นำคนสำคัญของรัฐบาลใหม่ พวกเขมรแดงบางคนถูกจับดำเนินคดี แต่ส่วนใหญ่หนีไปอยู่ตามค่ายอพยพชายแดนไทย กัมพูชา เช่น ที่บ้านหนองจาน หนองเสม็ด เขาอีด่าง ไซด์2 ไซด์ 3 โดยสหประชาชาติให้การสนับสนุน สร้างที่พักขนาดใหญ่จุคนกว่าแสนคน เวียดนามได้ส่งทหารมาโจมตีค่ายอพยพเหล่านี้ เพราะเป็นที่สะสมอาวุธและเสบียงอาหาร บางครั้งก็มีการปะทะกับทหารไทย แต่ต่อมาเวียดนามก็ได้ถอนกำลังออกจากกัมพูชา

การสิ้นสุดสงครามกลางเมืองและการปกครองของฮุน เซน

รัฐบาลใหม่ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา และมีการปกครองภายใต้อิทธิพลของเวียดนามเป็นเวลานานหลายปี ซึ่งทำให้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลใหม่กับเขมรแดงที่หลบหนีไปตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา การเจรจาสันติภาพเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ปารีสในปี 1991 ทำให้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมและมีการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2537 ฮุน เซน ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปี 2566 เขาได้สร้างเสถียรภาพและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับกัมพูชา แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการจำกัดเสรีภาพทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ในปี 2566 ฮุน มาเนต บุตรชายของฮุน เซน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต่อจากบิดา และถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองของกัมพูชา

พ.ศ.2568 เกิดข้อขัดแย้งเรื่องเขตชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา เพราะยึดถือแผนที่ต่างฉบับกัน กัมพูชายื่นฟ้องต่อศาลโลกให้ตัดสิน แต่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก เพราะเคยเสียดินแดนเขาพระวิหารมาก่อนแล้ว จึงมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารและเครื่องบินที่ภูมะเขือ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย สัตตะโสม ช่องอานม้า และที่อื่นๆ ทำให้ทหารไทยเสียชีวิตไปกว่าสิบคน ส่วนฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิตราว 3,000 คน

โดย สุริยพงศ์

ภาพจากเพจเฟสบุ๊ก อารยธรรมรอบโลก , มิวเซียมไทยแลนด์ , wikipedia

‘ดีพร้อม’ บุกล้านนา เปิดตัวศูนย์ออกแบบ Thai-IDC เดินหน้าปั้นนักออกแบบมือโปร

‘ดีพร้อม’ บุกล้านนา เปิดตัวศูนย์ออกแบบ Thai-IDC เดินหน้าปั้นนักออกแบบมือโปร

‘ดีพร้อม’ บุกล้านนา เปิดตัวศูนย์ออกแบบ Thai-IDC เดินหน้าปั้นนักออกแบบมือโปร

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขยายศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (DIPROM Thai-IDC) ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 (DIPROM Center 1) ผ่านกิจกรรม “พัฒนาศักยภาพศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์” เน้นเพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับเครือข่ายศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เสริมทักษะบุคลากรดีพร้อมให้แข็งแกร่งรองรับการให้บริการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค พร้อมเผยผลงานให้บริการด้านการออกแบบแก่ผู้ประกอบการสร้างเครือข่ายนักออกแบบ และเกิดผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 320 ล้านบาท

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม มุ่งผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถปรับตัวเข้าสู่วิถีใหม่ซึ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมทุกมิติรวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนเชื่อมโยงการบริการเพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในการนำความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งช่วยเหลือวิสาหกิจไทยปรับตัวและเติบโตสู่สากลอย่างยั่งยืนโดยเน้นการสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ปรับเปลี่ยน และขับเคลื่อนคุณค่าใหม่ของอุตสาหกรรมที่รองรับบริบททางเศรษฐกิจของประเทศในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมด้วยการใช้“หัว” และ “ใจ” ในการให้บริการปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชนให้สมดุลและยั่งยืนควบคู่กับอุตสาหกรรมสู่วิถีใหม่

ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมาย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เร่งขับเคลื่อนและสนับสนุนพลังสร้างสรรค์ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการพัฒนารูปแบบการให้บริการและบุคลากรของศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (DIPROM Thailand Industrial Design Center : DIPROM Thai-IDC) เพื่อเป็นเพื่อคู่คิด (Partner) แก่ผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ พร้อมเชื่อมโยงการบูรณาการด้านออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์กับหน่วยงานเครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากการรับจ้างผลิตสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ไทย รวมถึงการยกระดับศักยภาพ ขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในเชิงพื้นที่ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ดีพร้อมขานรับนโยบาย การขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมในเชิงพื้นที่เพื่อให้สามารถปรับตัวและอยู่รอดกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจภายใต้นโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ผ่านกลยุทธ์ 4 ให้ 1 ปฏิรูปที่มุ่งส่งเสริม พัฒนา และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยในทุก ๆ ด้านอย่างตรงจุด ขณะเดียวกัน ดีพร้อมยังมุ่งปฏิรูปการทำงานในรูปแบบใหม่ที่สามารถส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุนชน นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้  ดีพร้อม ได้ขยายเครือข่ายศูนย์ให้บริการควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรนักออกแบบของดีพร้อม ด้วยการเปิดศูนย์ DIPROM Thai-IDC ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 (DIPROM Center 1) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการที่มาขอรับบริการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะมีบุคลากรของดีพร้อมที่มีความเชี่ยวชาญ ในการให้คำปรึกษาแนะนำด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผ่านกิจกรรม “พัฒนาศักยภาพศูนย์ออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์” (DIPROM Thailand Industrial Design Center DIPROM Thai-IDC Get set, Go) เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์ DIPROM Thai-IDC ระหว่างส่วนกลางและภูมิภาค  รวมทั้งการพัฒนารูปแบบและบริการให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และความสามารถของบุคลากรดีพร้อมในการปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ ตลอดจนการให้คำปรึกษาแนะนำผู้ประกอบการในการนำความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์

อีกทั้ง การให้บริการเครื่องมือและเครื่องจักรต่างๆ ที่สนับสนุนการออกแบบอย่างครบวงจร สำหรับกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างทักษะและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การวินิจฉัยสถานประกอบการ การใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ และการศึกษาดูงานที่เกี่ยวข้อง โดยกิจกรรมฝึกอบรมในครั้งนี้ เพื่อพัฒนานักออกแบบให้มีทักษะ ความรู้พื้นฐาน และคุณลักษณะการให้บริการ อันจะสามารถต่อยอดองค์ความรู้เพื่อเป็นวิทยากร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการให้บริการภายใต้ศูนย์ DIPROM Thai-IDC พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักออกแบบที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาตนเองสู่การเป็น Service Provider (SP)

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ความรู้และสร้างแรงบันดาลให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค “กิจกรรมในครั้งนี้ ดีพร้อมเชื่อมั่นว่าจะเกิดการพัฒนารูปแบบการให้บริการและบุคลากรของศูนย์ DIPROM Thai-IDC ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และเครื่องจักร รวมถึงสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการเรียนรู้ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเป็นเพื่อนคู่คิด (Partner) ให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับการผลิตจากการรับจ้างผลิตสู่การออกแบบและผลิตสินค้าเป็นของตนเอง อีกทั้ง ยังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลต่อไป”

ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Thailand Industrial Design Center: DIPROM Thai-IDC) จัดตั้งขึ้นในปี 2559 มาจนถึงปัจจุบันโดยศูนย์ DIPROM Thai-IDC ตั้งอยู่ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 13 แห่ง เพื่อหน่วยงานกลางเชื่อมโยงหน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ ในการบูรณาการบริการด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์อย่างครบวงจร ซึ่งที่ผ่านมาให้บริการด้านการออกแบบแก่ผู้ประกอบการ สร้างเครือข่ายนักออกแบบและเกิดผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 320 ล้านบาท

“ดิฉันเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินกิจกรรมนี้ จะทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบ การให้บริการ และบุคลากรของ DIPROM Thai-IDC ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยหวังว่า DIPROM Thai-IDC จะเป็นเพื่อนคู่คิด (Partner) ให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับการผลิตจากการรับจ้างผลิตสู่การออกแบบและผลิตสินค้าเป็นของตนเองเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากล สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน”  นางสาวณัฏฐิญา กล่าวในที่สุด

มอบรางวัล ‘หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก’

มอบรางวัล ‘หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก’

มอบรางวัล ‘หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก’

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ ฯ  จัดประชุมเพื่อสรุปผลการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล “ หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ” ประเภทต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมี ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ ,ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย ,ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุข ,อุบล อัครพัฒน์ ,สาวิตรี บริพัตร ณ อยุธยา ,กุสุมาลย์ พงษ์สิทธิถาวร ,ศรีภพ สารสาส ,ยรรยง คุโรวาท  และกรรณภรณ์  วงศ์ปิยะกุล ร่วมประชุมด้วย ที่โรงแรมอวานี รัชดา 

สุดเจ๋ง! เยาวชนไทยคว้า 2 เหรียญ ในการแข่งขัน ‘WorldSkills ASEAN Manila 2025’

สุดเจ๋ง! เยาวชนไทยคว้า 2 เหรียญ ในการแข่งขัน 'WorldSkills ASEAN Manila 2025'

สุดเจ๋ง! เยาวชนไทยคว้า 2 เหรียญ ในการแข่งขัน ‘WorldSkills ASEAN Manila 2025’

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คว้า 2 เหรียญ – บจก.จระเข้ คอร์ปอเรชั่น โดย นายศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ ประธานฯ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมสนับสนุนตัวแทนเยาวชนไทยในการแข่งขัน “WorldSkills ASEAN Manila 2025” คว้ารางวัลเหรียญทอง สาขาการปูกระเบื้อง โดยนายธนพล ถวิลมาตร์ จากวิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดิน จ.สกลนคร และรางวัลเหรียญเงิน สาขาการปูกระเบื้อง โดยนายธีรพงษ์ จันทรเอียด จากวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเร็วๆ นี้ ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์