Science Update : มันฝรั่งกระทบพันธุกรรมของชาวแอนดีส

Science Update : มันฝรั่งกระทบพันธุกรรมของชาวแอนดีส

Science Update : มันฝรั่งกระทบพันธุกรรมของชาวแอนดีส

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การศึกษาใหม่โดยนักวิจัยจาก UCLA และ University at Buffalo ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เผยให้เห็นว่าอาหารที่เน้นมันฝรั่งเป็นหลักได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพันธุกรรมของชาวแอนดีส (Andean people) ในช่วง 6,000-10,000 ปีที่ผ่านมา

ชาวพื้นเมืองในเทือกเขาแอนดีส โดยเฉพาะผู้พูดภาษาเกชัว (Quechua) มีจำนวนสำเนาของยีน AMY1 ซึ่งผลิตเอนไซม์อะไมเลสในน้ำลายเพื่อย่อยแป้ง เฉลี่ยสูงถึง 10 สำเนา ซึ่งมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น ๆ ทั่วโลกประมาณ 2-4 สำเนา การมีสำเนาของยีนนี้มากขึ้น ช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารประเภทแป้งได้มีประสิทธิภาพตั้งแต่อยู่ในปาก นักวิจัยพบว่าผู้ที่มีสำเนาของยีนนี้มากกว่า 10 สำเนา มีความได้เปรียบในการอยู่รอดหรือการสืบพันธุ์เพิ่มขึ้นประมาณ 1.24% ต่อรุ่น

นักวิจัยยังได้เปรียบเทียบชาวแอนดีสกับชาวมายาในเม็กซิโก พบว่าชาวมายามีจำนวนสำเนา AMY1 น้อยกว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 6 สำเนา เนื่องจากไม่ได้เน้นการเพาะปลูกมันฝรั่งเป็นอาหารหลักในระดับเดียวกัน

การเพิ่มขึ้นของจำนวนยีนนี้เกิดขึ้นหลายพันปีก่อนที่ชาวยุโรปจะเดินทางมาถึงอเมริกา จึงไม่ใช่ผลกระทบจากการลดลงของประชากร (genetic bottleneck) หลังยุคอาณานิคม

การค้นพบนี้ตอกย้ำว่า วิวัฒนาการของมนุษย์ยังคงดำเนินอยู่และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการกินได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียง 10,000 ปี

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การอวกาศรัสเซีย หรือรอสคอสมอส (Roscosmos) ประสบความสำเร็จในการทดสอบปล่อยจรวด โซยุซ-5 (Soyuz-5) หรือชื่อในคาซัคสถานคือ ซุนการ์ (Sunkar) ซึ่งเป็นจรวดรุ่นใหม่ล่าสุดเป็นครั้งแรกในสัปดาห์นี้ จากฐานปล่อยที่ศูนย์ปล่อยอวกาศไบโคนูร์ ประเทศคาซัคสถาน เป็นการบินทดสอบวิถีโค้งต่ำกว่าวงโคจร โดยบรรทุกหุ่นจำลองน้ำหนัก ซึ่งทั้งส่วนฐานจรวดขั้นที่ 1 และ 2 ทำงานได้ตามปกติก่อนตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกในพื้นที่ที่กำหนด

จรวดรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ RD-171MV ซึ่งองค์การอวกาศรัสเซียระบุว่า เป็นเครื่องยนต์เชื้อเพลิงเหลวที่ทรงพลังที่สุดในโลก สามารถบรรทุกน้ำหนักไปยังวงโคจรต่ำของโลกได้สูงสุดถึง 17 ตัน ใช้เชื้อเพลิงกลุ่ม Kerolox หรือน้ำมันก๊าดและออกซิเจนเหลว ซึ่งสะอาดและเป็นพิษน้อยกว่าเชื้อเพลิงไฮเปอร์โกลิกที่ใช้ในจรวดรุ่นก่อน ถือเป็นจรวดรุ่นใหม่ลำแรกที่รัสเซียพัฒนาขึ้นเองนับตั้งแต่ปี 2014 ตั้งเป้าเพื่อลดต้นทุนการปล่อยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดอวกาศโลก

โครงการนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความมั่นคงด้านอวกาศของรัสเซีย แต่ยังช่วยผลักดันให้คาซัคสถานก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศที่มีศักยภาพด้านอวกาศระดับโลกผ่านโครงการ Baiterek เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญภายใต้โครงการร่วมทุนระหว่างรัสเซียและคาซัคสถาน เพื่อทดแทนจรวดรุ่นเก่าอย่าง Zenit และ Proton และเป็นความสำเร็จของการทดสอบที่เกิดขึ้นหลังจากต้องเผชิญกับความล่าช้าหลายครั้งจากปัญหาด้านงบประมาณ และผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

Science Update : หุ่นยนต์ปิงปองโค่นแชมป์

Science Update : หุ่นยนต์ปิงปองโค่นแชมป์

Science Update : หุ่นยนต์ปิงปองโค่นแชมป์

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วารสารวิชาการ Nature รายงานในสัปดาห์นี้ว่า หุ่นยนต์ปิงปอง Ace ที่พัฒนาโดย Sony AI สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะหุ่นยนต์ตัวแรกที่สามารถเอาชนะนักกีฬาปิงปองมนุษย์ระดับ “Elite” ได้สำเร็จในการแข่งขันจริง โดยใช้กติกามาตรฐานของสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (ITTF) โดย Ace สามารถเอาชนะนักกีฬาที่มีทักษะสูง ฝึกซ้อมเฉลี่ย 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ได้ถึง 3 ใน 5 แมตช์

แม้ในช่วงทดสอบในเมษายน 2025 Ace จะแพ้ให้กับมืออาชีพอย่าง มินามิ อันโดะ และ คะเคะรุ โซเนะ แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า Ace สามารถพัฒนาจนเอาชนะนักกีฬาระดับโปรได้แล้วในช่วงเดือนธันวาคม 2025 และมีนาคม 2026 รวมถึงผู้เล่นระดับโลกอย่าง มิยู คิฮาระ นอกจากนี้ Ace สามารถทำ “Clean Aces” ได้ถึง 16 ครั้งในการเจอกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ในขณะที่มนุษย์ทำได้เพียง 8 ครั้งในเกมเดียวกัน

นักกีฬาที่เคยแข่งกับ Ace ต่างให้ความเห็นว่า ความยากของการสู้กับหุ่นยนต์ตัวนี้คือการคาดเดาไม่ได้ เพราะ Ace ไม่มีอารมณ์และไม่แสดงท่าทางตอบสนองใดๆ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถอ่านใจหรือหาจุดที่หุ่นยนต์ไม่ชอบได้ อย่างไรก็ตาม นักกีฬาบางส่วนพบว่า Ace ยังมีจุดอ่อนในเรื่องการรับลูกเสิร์ฟแบบง่ายๆ ซึ่งมักจะส่งลูกคืนกลับมาแบบง่ายๆ ทำให้มนุษย์หาจังหวะบุกกลับได้

Science Update : อินโดนีเซียเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ

Science Update : อินโดนีเซียเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ

Science Update : อินโดนีเซียเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อินโดนีเซียกำลังเตรียมพร้อมรับมือฤดูหมอกควันและไฟป่าที่รุนแรงกว่าปกติในปี 2026 โดยมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญจากการคาดการณ์การกลับมาของปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) โดยคาดว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียจะเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยจะ รุนแรงที่สุดในเดือนสิงหาคม ขณะที่นักวิจัยจากสำนักงานวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์ เอลนีโญระดับรุนแรงพิเศษ (Godzilla El Niño) ซึ่งอาจทำให้อินโดนีเซียเผชิญกับภัยแล้งที่ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปี

แม้จะยังไม่เข้าสู่ช่วงพีคของฤดูแล้ง แต่พบว่ามีสัญญาณเตือนที่รุนแรงแล้ว เพราะตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมีนาคม มีพื้นที่เกิดไฟป่าในอินโดนีเซียไปแล้วกว่า 200,000 ไร่ สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 20 เท่า และตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือนเมษายน ตรวจพบจุดความร้อนแล้ว 1,601 จุด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ รีเยา กาลีมันตันตะวันตก และกาลีมันตันกลาง ซึ่งในจังหวัดรีเยาได้มีการประกาศสถานะฉุกเฉินไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2026 แล้ว

หน่วยงานต่างๆ ของอินโดนีเซียเตรียมพร้อมมาตรการต่างๆ ทั้งเตรียมเฮลิคอปเตอร์ทิ้งระเบิดน้ำ 16 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวน 12 ลำ ประจำการในจังหวัดกลุ่มเสี่ยง มีการทำฝนหลวงและการเติมน้ำในพื้นที่ป่าพรุ เพื่อรักษาความชื้นในดินและป้องกันไม่ให้ดินพรุติดไฟได้ง่าย พร้อมเข้มงวดกับการสั่งห้ามเผาพื้นที่เพื่อเตรียมดินเกษตรกรรม โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน

Science Update : ฟอสซิลหมึกยักษ์ที่ไม่ใช่หมึกยักษ์

Science Update : ฟอสซิลหมึกยักษ์ที่ไม่ใช่หมึกยักษ์

Science Update : ฟอสซิลหมึกยักษ์ที่ไม่ใช่หมึกยักษ์

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟอสซิลอายุ 300 ล้านปีที่เคยถูกขนานนามว่าเป็น “หมึกยักษ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก” ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามันไม่ใช่หมึกยักษ์

ฟอสซิลนี้มีชื่อว่า Pohlsepia mazonensis ถูกค้นพบที่แหล่ง เมสัน ครีก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐฯ และได้รับการบรรยายลักษณะครั้งแรกในปี 2543 ซึ่งในขณะนั้นนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันมีแขน 8 ข้างและครีบที่เหมือนหมึกยักษ์ จนได้รับการบันทึกใน กินเนส เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ว่าเป็นฟอสซิลหมึกยักษ์ที่เก่าแก่ที่สุด

ต่อมา ทีมนักวิจัยนำโดย ดร.โธมัส เคลเมนต์ส  จากมหาวิทยาลัยเร็ดดิ้ง ประเทศอังกฤษ ได้ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายรังสีซินโครตรอน (synchrotron imaging) ซึ่งมีความสว่างมากกว่าแสงอาทิตย์เพื่อสแกนลึกลงไปใต้ชั้นหิน เผยให้เห็น แรดูลา (radula) หรืออวัยวะที่ใช้กินอาหารซึ่งเต็มไปด้วยแถวของฟันขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ฟอสซิลนี้มีฟันอย่างน้อย 11 ซี่ต่อแถว ในขณะที่ปลาหมึกยักษ์จะมีเพียง 7 หรือ 9 ซี่เท่านั้น ซึ่งลักษณะนี้ไปตรงกับกลุ่ม นอติลอยด์ (nautiloid) หรือญาติของนอติลุส ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายากในกลุ่มมอลลัสคา ที่มีเปลือกแข็งม้วนเป็นวงในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ตัวอ่อนของมันได้เน่าเปื่อยไปหลายสัปดาห์ก่อนจะถูกฝังกลบ ทำให้เนื้อเยื่ออ่อนบิดเบี้ยวจนดูเหมือนปลาหมึกยักษ์อย่างแนบเนียน

การค้นพบล่าสุด ส่งผลให้เชื่อว่า หมึกยักษ์ตัวจริงน่าจะเริ่มปรากฏขึ้นในยุคจูแรสซิก (Jurassic) ซึ่งช้ากว่าที่เคยคาดไว้เดิมถึง 150 ล้านปี แม้มันจะเสียตำแหน่งปลาหมึกที่เก่าแก่ที่สุดไป แต่มันกลับได้รับตำแหน่ง ฟอสซิลเนื้อเยื่ออ่อนของนอติลอยด์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแทน โดยทำลายสถิติเดิมไปกว่า 220 ล้านปี

Science Update : ‘ดวงจันทร์สีชมพู’ แห่งเมษายน

Science Update : ‘ดวงจันทร์สีชมพู’ แห่งเมษายน

Science Update : ‘ดวงจันทร์สีชมพู’ แห่งเมษายน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดวงจันทร์เต็มดวงของเดือนเมษายน หรือที่เรียกว่า ดวงจันทร์สีชมพู (Pink Moon) สว่างเต็มพิกัดในคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือตรงกับเช้าวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) ตามเวลามาตรฐานสากล สามารถมองเห็นได้ชัดเจนที่ขอบฟ้าทิศตะวันออก ในช่วงเวลาที่ดวงจันทร์กำลังขึ้นทันทีหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งดวงจันทร์มักจะดูมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษจากปรากฏการณ์ภาพลวงตา และอาจเห็นเป็นสีเหลืองทองหรือสีส้มสวยงาม

Pink Moon ไม่ได้หมายความว่าดวงจันทร์จะเป็นสีชมพู แต่มีที่มาจากดอกไม้ป่าชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Phlox subulata หรือ moss pink/creeping phlox ซึ่งมักจะเริ่มผลิบานเป็นสีชมพูสะพรั่งในช่วงเวลานี้ของปีในแถบอเมริกาเหนือ

ตามประเพณีของชนเผ่าพื้นเมืองและในยุโรป ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น ดวงจันทร์น้ำแข็งละลาย (Breaking Ice Moon), ดวงจันทร์ไข่ (Egg Moon), และ ดวงจันทร์ปัสกา (Paschal Moon) ซึ่งเป็นดวงจันทร์เต็มดวงแรกหลังวันวสันตวิษุวัต (Spring Equinox) และใช้เป็นตัวกำหนดวันอีสเตอร์ในปีนั้นๆ

ปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงในเดือนเมษายน ยังเกิดขึ้นใกล้เคียงกับกำหนดการปล่อยภารกิจ Artemis II ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ซึ่งเป็นภารกิจส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีอีกด้วย

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

งานวิจัยล่าสุดจากหน่วยงาน Wisconsin Initiative on Climate Change Impacts  และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเพณีการตกปลาบนน้ำแข็งของรัฐวิสคอนซิน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หลังจากข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1850 ชี้ให้เห็นว่าระยะเวลาที่ทะเลสาบในวิสคอนซินกลายเป็นน้ำแข็งลดลงกว่าหนึ่งเดือน โดยปัจจุบันเหลือค่าเฉลี่ยไม่ถึง 3 เดือน

สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้เกิดวงจรละลายและแข็งตัวใหม่ซ้ำๆ ส่งผลให้น้ำแข็งไม่มีความแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนัก ทำให้มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุตกน้ำมากขึ้น เช่นเดียวกับอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นส่งผลเสียต่อปลาเมืองหนาวที่เป็นสัญลักษณ์ของการตกปลาบนน้ำแข็ง เช่น วอลล์อาย, ปลาเทราต์ และปลาซิสโก ซึ่งอาจลดจำนวนลงอย่างมากภายในปี 2050

นักวิจัยเสนอแนวทางรับมือหลายมาตรการ เริ่มจากความพยายามรักษาประชากรปลาดั้งเดิมผ่านการปล่อยปลาเพิ่ม และการจำกัดปริมาณการจับ รวมถึงยอมรับการหายไปของปลาบางชนิดในทะเลสาบที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ และปล่อยให้ปลาเมืองร้อนอย่าง ปลากะพงปากกว้าง (Largemouth Bass) หรือปลาบลูจิล (Bluegill) เข้ามาแทนที่ อีกทั้งวางแผนจัดการประมงเพื่อรองรับชนิดพันธุ์ปลาใหม่ๆ ที่จะกลายเป็นสายพันธุ์หลักในอนาคตเพื่อให้กิจกรรมการตกปลายังคงดำเนินต่อไป

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยไม่ชนดวงจันทร์แน่

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยไม่ชนดวงจันทร์แน่

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยไม่ชนดวงจันทร์แน่

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ยืนยันอย่างเป็นทางการในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 จะไม่พุ่งชนดวงจันทร์ในปี 2032 อย่างแน่นอน โอกาสเกิดการพุ่งชนตอนนี้ลดลงเหลือ 0% อ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากการสังเกตการณ์ผ่านกล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ (JWST) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์คำนวณวงโคจรได้แม่นยำขึ้นมาก จนสามารถตัดความเป็นไปได้ทั้งหมดออกไปได้ คาดการณ์ว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะบินผ่านดวงจันทร์ในระยะห่างประมาณ 21,200 กิโลเมตร ในวันที่ 22 ธันวาคม 2032

สำหรับดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 60 เมตร หรือเทียบเท่าตึกสูง 15 ชั้น เดิมที มันเคยถูกประเมินว่ามีโอกาสชนดวงจันทร์สูงถึง 4.3% และก่อนหน้านั้นในช่วงต้นปี 2025 เคยถูกจับตาว่าอาจมีความเสี่ยงชนโลกด้วย แต่ความเสี่ยงต่อโลกถูกตัดออกไปก่อนแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

แม้จะไม่มีการชนเกิดขึ้น แต่เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ ในภารกิจป้องกันดาวเคราะห์น้อย เพื่อติดตามวัตถุขนาดเล็กที่จางมากได้อย่างแม่นยำ แต่หากหากดาวเคราะห์น้อยดวงนี้พุ่งชนดวงจันทร์จริง นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเกิดการระเบิดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากโลก และอาจส่งเศษซากมาทำให้เกิดฝนดาวตกบนโลกได้

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยานอวกาศ Van Allen Probe A ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา เพิ่งกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกเมื่อเวลาประมาณ 06.37 น. เช้าวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐฯ บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตร ทางใต้ของเม็กซิโกและทางตะวันตกของเอกวาดอร์ ชิ้นส่วนส่วนใหญ่เผาไหม้ไปหมดในชั้นบรรยากาศ แต่อาจมีชิ้นส่วนที่ทนความร้อนสูง เช่น ถังเชื้อเพลิงไทเทเนียม ที่อาจหลงเหลือและตกลงในทะเล แต่จนถึงขณะนี้ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินจากเหตุการณ์นี้

ยานลำนี้มีน้ำหนักประมาณ 600 กิโลกรัม ถูกส่งขึ้นไปยังอวกาศในปี 2012 เพื่อศึกษาแถบกัมมันตภาพรังสีแวนอัลเลนที่ล้อมรอบโลก ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจสภาพอากาศในอวกาศและการป้องกันดาวเทียมดวงอื่นๆ เดิมที นาซาคาดการณ์ว่ายานลำนี้จะโคจรอยู่ได้จนถึงปี 2034 แต่มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้มันตกลงมาเร็วขึ้นเกือบ 8 ปี เนื่องจากในช่วงปี 2024-2025 ดวงอาทิตย์มีกิจกรรมสูงมาก ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศชั้นบนของโลกขยายตัวขึ้น ยานจึงเสียดสีกับอนุภาคอากาศมากขึ้น ทำให้ความเร็วลดลงและวงโคจรลดต่ำลงเร็วกว่าที่คำนวณไว้ในตอนแรก

ขณะเดียวกัน นาซาคาดการณ์ว่า Van Allen Probe B หรือยานแฝดอีกลำ ซึ่งถูกส่งขึ้นไปบนอวกาศพร้อมกัน กำหนดจะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 เหตุที่ยาน B กลับสู่โลกช้ากว่าลำ A ทั้งที่เป็นยานแฝด เนื่องจากทั้งสองลำถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ต่างกันเพื่อวัดค่ากัมมันตภาพรังสีจากคนละมุม ทำให้แรงเสียดทานจากชั้นบรรยากาศส่งผลกระทบไม่เท่ากัน ยานลำ B ได้รับการปรับแต่งวงโคจรในตอนจบภารกิจช่วงปี 2019 ให้เข้าสู่วงโคจรสำหรับทิ้งทำลายที่มีความสูงต่างจากลำ A เล็กน้อย ทำให้มันมีความคงทนต่อแรงดึงดูดได้นานกว่าอีกประมาณ 1 ปี

Science Update : ญี่ปุ่นล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3

Science Update : ญี่ปุ่นล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3

Science Update : ญี่ปุ่นล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท สเปซ วัน ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า จรวดขนาดเล็ก “ไครอส” (Kairos) ได้ทำลายตัวเองโดยอัตโนมัติหลังทะยานขึ้นจากฐานยิงได้เพียง 69 วินาทีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค.) ส่งผลให้ความพยายามในการส่งดาวเทียมเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบครั้งแรกของประเทศประสบความล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

ไครอส ซึ่งเป็นจรวดใช้เชื้อเพลิงแข็ง มีความยาว 18 เมตร บรรทุกดาวเทียมทดลองจำนวน 5 ดวง รวมถึงดาวเทียมจากบริษัท อาร์คเอดจ์ สเปซ (ArkEdge Space) ที่มีสำนักงานในกรุงโตเกียว และสำนักงานอวกาศไต้หวัน (Taiwan Space Agency) โดยระบบได้สั่งยุติการบินโดยอัตโนมัติที่ระดับความสูง 29 กิโลเมตรเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ภาพถ่ายทอดสดแสดงให้เห็นว่าจรวดไครอสมีวิถีการบินที่ไม่นิ่งภายในเวลา 2 นาทีหลังจากทะยานขึ้นจากฐานยิงส่วนตัวของบริษัทบริเวณปลายคาบสมุทรคิอิ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น