Science Update : อินโดนีเซียเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ

Science Update : อินโดนีเซียเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ

Science Update : อินโดนีเซียเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อินโดนีเซียกำลังเตรียมพร้อมรับมือฤดูหมอกควันและไฟป่าที่รุนแรงกว่าปกติในปี 2026 โดยมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญจากการคาดการณ์การกลับมาของปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) โดยคาดว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียจะเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยจะ รุนแรงที่สุดในเดือนสิงหาคม ขณะที่นักวิจัยจากสำนักงานวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์ เอลนีโญระดับรุนแรงพิเศษ (Godzilla El Niño) ซึ่งอาจทำให้อินโดนีเซียเผชิญกับภัยแล้งที่ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปี

แม้จะยังไม่เข้าสู่ช่วงพีคของฤดูแล้ง แต่พบว่ามีสัญญาณเตือนที่รุนแรงแล้ว เพราะตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมีนาคม มีพื้นที่เกิดไฟป่าในอินโดนีเซียไปแล้วกว่า 200,000 ไร่ สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 20 เท่า และตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือนเมษายน ตรวจพบจุดความร้อนแล้ว 1,601 จุด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ รีเยา กาลีมันตันตะวันตก และกาลีมันตันกลาง ซึ่งในจังหวัดรีเยาได้มีการประกาศสถานะฉุกเฉินไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2026 แล้ว

หน่วยงานต่างๆ ของอินโดนีเซียเตรียมพร้อมมาตรการต่างๆ ทั้งเตรียมเฮลิคอปเตอร์ทิ้งระเบิดน้ำ 16 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวน 12 ลำ ประจำการในจังหวัดกลุ่มเสี่ยง มีการทำฝนหลวงและการเติมน้ำในพื้นที่ป่าพรุ เพื่อรักษาความชื้นในดินและป้องกันไม่ให้ดินพรุติดไฟได้ง่าย พร้อมเข้มงวดกับการสั่งห้ามเผาพื้นที่เพื่อเตรียมดินเกษตรกรรม โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน

Science Update : ฟอสซิลหมึกยักษ์ที่ไม่ใช่หมึกยักษ์

Science Update : ฟอสซิลหมึกยักษ์ที่ไม่ใช่หมึกยักษ์

Science Update : ฟอสซิลหมึกยักษ์ที่ไม่ใช่หมึกยักษ์

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟอสซิลอายุ 300 ล้านปีที่เคยถูกขนานนามว่าเป็น “หมึกยักษ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก” ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามันไม่ใช่หมึกยักษ์

ฟอสซิลนี้มีชื่อว่า Pohlsepia mazonensis ถูกค้นพบที่แหล่ง เมสัน ครีก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐฯ และได้รับการบรรยายลักษณะครั้งแรกในปี 2543 ซึ่งในขณะนั้นนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันมีแขน 8 ข้างและครีบที่เหมือนหมึกยักษ์ จนได้รับการบันทึกใน กินเนส เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ว่าเป็นฟอสซิลหมึกยักษ์ที่เก่าแก่ที่สุด

ต่อมา ทีมนักวิจัยนำโดย ดร.โธมัส เคลเมนต์ส  จากมหาวิทยาลัยเร็ดดิ้ง ประเทศอังกฤษ ได้ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายรังสีซินโครตรอน (synchrotron imaging) ซึ่งมีความสว่างมากกว่าแสงอาทิตย์เพื่อสแกนลึกลงไปใต้ชั้นหิน เผยให้เห็น แรดูลา (radula) หรืออวัยวะที่ใช้กินอาหารซึ่งเต็มไปด้วยแถวของฟันขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ฟอสซิลนี้มีฟันอย่างน้อย 11 ซี่ต่อแถว ในขณะที่ปลาหมึกยักษ์จะมีเพียง 7 หรือ 9 ซี่เท่านั้น ซึ่งลักษณะนี้ไปตรงกับกลุ่ม นอติลอยด์ (nautiloid) หรือญาติของนอติลุส ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายากในกลุ่มมอลลัสคา ที่มีเปลือกแข็งม้วนเป็นวงในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ตัวอ่อนของมันได้เน่าเปื่อยไปหลายสัปดาห์ก่อนจะถูกฝังกลบ ทำให้เนื้อเยื่ออ่อนบิดเบี้ยวจนดูเหมือนปลาหมึกยักษ์อย่างแนบเนียน

การค้นพบล่าสุด ส่งผลให้เชื่อว่า หมึกยักษ์ตัวจริงน่าจะเริ่มปรากฏขึ้นในยุคจูแรสซิก (Jurassic) ซึ่งช้ากว่าที่เคยคาดไว้เดิมถึง 150 ล้านปี แม้มันจะเสียตำแหน่งปลาหมึกที่เก่าแก่ที่สุดไป แต่มันกลับได้รับตำแหน่ง ฟอสซิลเนื้อเยื่ออ่อนของนอติลอยด์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแทน โดยทำลายสถิติเดิมไปกว่า 220 ล้านปี

Science Update : ‘ดวงจันทร์สีชมพู’ แห่งเมษายน

Science Update : ‘ดวงจันทร์สีชมพู’ แห่งเมษายน

Science Update : ‘ดวงจันทร์สีชมพู’ แห่งเมษายน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดวงจันทร์เต็มดวงของเดือนเมษายน หรือที่เรียกว่า ดวงจันทร์สีชมพู (Pink Moon) สว่างเต็มพิกัดในคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือตรงกับเช้าวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) ตามเวลามาตรฐานสากล สามารถมองเห็นได้ชัดเจนที่ขอบฟ้าทิศตะวันออก ในช่วงเวลาที่ดวงจันทร์กำลังขึ้นทันทีหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งดวงจันทร์มักจะดูมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษจากปรากฏการณ์ภาพลวงตา และอาจเห็นเป็นสีเหลืองทองหรือสีส้มสวยงาม

Pink Moon ไม่ได้หมายความว่าดวงจันทร์จะเป็นสีชมพู แต่มีที่มาจากดอกไม้ป่าชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Phlox subulata หรือ moss pink/creeping phlox ซึ่งมักจะเริ่มผลิบานเป็นสีชมพูสะพรั่งในช่วงเวลานี้ของปีในแถบอเมริกาเหนือ

ตามประเพณีของชนเผ่าพื้นเมืองและในยุโรป ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น ดวงจันทร์น้ำแข็งละลาย (Breaking Ice Moon), ดวงจันทร์ไข่ (Egg Moon), และ ดวงจันทร์ปัสกา (Paschal Moon) ซึ่งเป็นดวงจันทร์เต็มดวงแรกหลังวันวสันตวิษุวัต (Spring Equinox) และใช้เป็นตัวกำหนดวันอีสเตอร์ในปีนั้นๆ

ปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงในเดือนเมษายน ยังเกิดขึ้นใกล้เคียงกับกำหนดการปล่อยภารกิจ Artemis II ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ซึ่งเป็นภารกิจส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีอีกด้วย

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

งานวิจัยล่าสุดจากหน่วยงาน Wisconsin Initiative on Climate Change Impacts  และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเพณีการตกปลาบนน้ำแข็งของรัฐวิสคอนซิน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หลังจากข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1850 ชี้ให้เห็นว่าระยะเวลาที่ทะเลสาบในวิสคอนซินกลายเป็นน้ำแข็งลดลงกว่าหนึ่งเดือน โดยปัจจุบันเหลือค่าเฉลี่ยไม่ถึง 3 เดือน

สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้เกิดวงจรละลายและแข็งตัวใหม่ซ้ำๆ ส่งผลให้น้ำแข็งไม่มีความแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนัก ทำให้มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุตกน้ำมากขึ้น เช่นเดียวกับอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นส่งผลเสียต่อปลาเมืองหนาวที่เป็นสัญลักษณ์ของการตกปลาบนน้ำแข็ง เช่น วอลล์อาย, ปลาเทราต์ และปลาซิสโก ซึ่งอาจลดจำนวนลงอย่างมากภายในปี 2050

นักวิจัยเสนอแนวทางรับมือหลายมาตรการ เริ่มจากความพยายามรักษาประชากรปลาดั้งเดิมผ่านการปล่อยปลาเพิ่ม และการจำกัดปริมาณการจับ รวมถึงยอมรับการหายไปของปลาบางชนิดในทะเลสาบที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ และปล่อยให้ปลาเมืองร้อนอย่าง ปลากะพงปากกว้าง (Largemouth Bass) หรือปลาบลูจิล (Bluegill) เข้ามาแทนที่ อีกทั้งวางแผนจัดการประมงเพื่อรองรับชนิดพันธุ์ปลาใหม่ๆ ที่จะกลายเป็นสายพันธุ์หลักในอนาคตเพื่อให้กิจกรรมการตกปลายังคงดำเนินต่อไป

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยไม่ชนดวงจันทร์แน่

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยไม่ชนดวงจันทร์แน่

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยไม่ชนดวงจันทร์แน่

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ยืนยันอย่างเป็นทางการในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 จะไม่พุ่งชนดวงจันทร์ในปี 2032 อย่างแน่นอน โอกาสเกิดการพุ่งชนตอนนี้ลดลงเหลือ 0% อ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากการสังเกตการณ์ผ่านกล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ (JWST) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์คำนวณวงโคจรได้แม่นยำขึ้นมาก จนสามารถตัดความเป็นไปได้ทั้งหมดออกไปได้ คาดการณ์ว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะบินผ่านดวงจันทร์ในระยะห่างประมาณ 21,200 กิโลเมตร ในวันที่ 22 ธันวาคม 2032

สำหรับดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 60 เมตร หรือเทียบเท่าตึกสูง 15 ชั้น เดิมที มันเคยถูกประเมินว่ามีโอกาสชนดวงจันทร์สูงถึง 4.3% และก่อนหน้านั้นในช่วงต้นปี 2025 เคยถูกจับตาว่าอาจมีความเสี่ยงชนโลกด้วย แต่ความเสี่ยงต่อโลกถูกตัดออกไปก่อนแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

แม้จะไม่มีการชนเกิดขึ้น แต่เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ ในภารกิจป้องกันดาวเคราะห์น้อย เพื่อติดตามวัตถุขนาดเล็กที่จางมากได้อย่างแม่นยำ แต่หากหากดาวเคราะห์น้อยดวงนี้พุ่งชนดวงจันทร์จริง นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเกิดการระเบิดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากโลก และอาจส่งเศษซากมาทำให้เกิดฝนดาวตกบนโลกได้

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยานอวกาศ Van Allen Probe A ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา เพิ่งกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกเมื่อเวลาประมาณ 06.37 น. เช้าวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐฯ บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตร ทางใต้ของเม็กซิโกและทางตะวันตกของเอกวาดอร์ ชิ้นส่วนส่วนใหญ่เผาไหม้ไปหมดในชั้นบรรยากาศ แต่อาจมีชิ้นส่วนที่ทนความร้อนสูง เช่น ถังเชื้อเพลิงไทเทเนียม ที่อาจหลงเหลือและตกลงในทะเล แต่จนถึงขณะนี้ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินจากเหตุการณ์นี้

ยานลำนี้มีน้ำหนักประมาณ 600 กิโลกรัม ถูกส่งขึ้นไปยังอวกาศในปี 2012 เพื่อศึกษาแถบกัมมันตภาพรังสีแวนอัลเลนที่ล้อมรอบโลก ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจสภาพอากาศในอวกาศและการป้องกันดาวเทียมดวงอื่นๆ เดิมที นาซาคาดการณ์ว่ายานลำนี้จะโคจรอยู่ได้จนถึงปี 2034 แต่มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้มันตกลงมาเร็วขึ้นเกือบ 8 ปี เนื่องจากในช่วงปี 2024-2025 ดวงอาทิตย์มีกิจกรรมสูงมาก ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศชั้นบนของโลกขยายตัวขึ้น ยานจึงเสียดสีกับอนุภาคอากาศมากขึ้น ทำให้ความเร็วลดลงและวงโคจรลดต่ำลงเร็วกว่าที่คำนวณไว้ในตอนแรก

ขณะเดียวกัน นาซาคาดการณ์ว่า Van Allen Probe B หรือยานแฝดอีกลำ ซึ่งถูกส่งขึ้นไปบนอวกาศพร้อมกัน กำหนดจะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 เหตุที่ยาน B กลับสู่โลกช้ากว่าลำ A ทั้งที่เป็นยานแฝด เนื่องจากทั้งสองลำถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ต่างกันเพื่อวัดค่ากัมมันตภาพรังสีจากคนละมุม ทำให้แรงเสียดทานจากชั้นบรรยากาศส่งผลกระทบไม่เท่ากัน ยานลำ B ได้รับการปรับแต่งวงโคจรในตอนจบภารกิจช่วงปี 2019 ให้เข้าสู่วงโคจรสำหรับทิ้งทำลายที่มีความสูงต่างจากลำ A เล็กน้อย ทำให้มันมีความคงทนต่อแรงดึงดูดได้นานกว่าอีกประมาณ 1 ปี

Science Update : ญี่ปุ่นล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3

Science Update : ญี่ปุ่นล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3

Science Update : ญี่ปุ่นล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท สเปซ วัน ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า จรวดขนาดเล็ก “ไครอส” (Kairos) ได้ทำลายตัวเองโดยอัตโนมัติหลังทะยานขึ้นจากฐานยิงได้เพียง 69 วินาทีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค.) ส่งผลให้ความพยายามในการส่งดาวเทียมเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบครั้งแรกของประเทศประสบความล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

ไครอส ซึ่งเป็นจรวดใช้เชื้อเพลิงแข็ง มีความยาว 18 เมตร บรรทุกดาวเทียมทดลองจำนวน 5 ดวง รวมถึงดาวเทียมจากบริษัท อาร์คเอดจ์ สเปซ (ArkEdge Space) ที่มีสำนักงานในกรุงโตเกียว และสำนักงานอวกาศไต้หวัน (Taiwan Space Agency) โดยระบบได้สั่งยุติการบินโดยอัตโนมัติที่ระดับความสูง 29 กิโลเมตรเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ภาพถ่ายทอดสดแสดงให้เห็นว่าจรวดไครอสมีวิถีการบินที่ไม่นิ่งภายในเวลา 2 นาทีหลังจากทะยานขึ้นจากฐานยิงส่วนตัวของบริษัทบริเวณปลายคาบสมุทรคิอิ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น

Science Update : ไขความลับ ‘ดวงจันทร์ไททัน’ แห่งดาวเสาร์

Science Update : ไขความลับ ‘ดวงจันทร์ไททัน’ แห่งดาวเสาร์

Science Update : ไขความลับ ‘ดวงจันทร์ไททัน’ แห่งดาวเสาร์

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันอวกาศ SETI Institution ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ไขความลับอีกชั้นของดวงจันทร์ไททัน (Titan) และวงแหวนของดาวเสาร์ โดยนำเสนอสมมติฐานว่า ในอดีต ดาวเสาร์เคยมีดวงจันทร์เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งดวง ซึ่งพวกเขาตั้งชื่อให้ว่า ไครซาลิส Chrysalis เมื่อประมาณ 160 ล้านปีก่อน วงโคจรของไครซาลิสเกิดความไม่เสถียรเนื่องจากแรงโน้มถ่วงรบกวนจากดวงจันทร์ไททัน มันจึงเคลื่อนเข้าใกล้ดาวเสาร์มากเกินไปจนถูกแรงไทดัล (Tidal forces) ฉีกออกเป็นชิ้นๆ

การแตกสลายของดวงจันทร์ไครซาลิส คือคำตอบของปริศนาที่ว่าทำไมวงแหวนดาวเสาร์ถึงดูสะอาดและสว่างสดใสเนื่องจากเศษซากน้ำแข็งประมาณ 99% จากดวงจันทร์ที่แตกสลายได้กลายเป็น วงแหวนอันสวยงาม ที่เราเห็นในปัจจุบัน นั่นหมายความว่าวงแหวนดาวเสาร์ไม่ได้เกิดพร้อมดาวเสาร์ เมื่อ 4.5 พันล้านปีที่แล้ว แต่เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เองในเชิงดาราศาสตร์

การค้นพบนี้ยังช่วยอธิบายว่า ทำไมไททันถึงมีวงโคจรที่ “รี” และขยับห่างออกไปจากดาวเสาร์เร็วกว่าที่คิด เนื่องจากไททันเปรียบเสมือนจอมป่วน ที่ผลักดวงจันทร์ดวงอื่นจนกระเด็นหรือแตกสลาย การขยับตัวของไททันส่งผลต่อค่าความเอียงของแกนหมุนดาวเสาร์ ทำให้ดาวเสาร์เอียงทำมุมประมาณ 26.7 องศาอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ไททันยังเป็นดวงจันทร์เพียงดวงเดียวที่มีชั้นบรรยากาศหนาแน่น และมีวัฏจักรของเหลว คือมีฝนตก มีแม่น้ำ และทะเลมีเทนคล้ายกับโลก ข้อมูลจากภารกิจ Cassini และภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ เจมส์ เวบบ์ ยืนยันว่าไททันมีเมฆที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลจริงๆ

Science Update : พบ ‘ฟอสซิลส่งยิ้ม’ ที่อังกฤษ

Science Update : พบ ‘ฟอสซิลส่งยิ้ม’ ที่อังกฤษ

Science Update : พบ ‘ฟอสซิลส่งยิ้ม’ ที่อังกฤษ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คริสเตียน คลาร์ก หญิงชาวอังกฤษ วัย 64 ปี พบซากฟอสซิลที่ดูเหมือนกำลังส่งยิ้ม บนเกาะ โฮลี ไอแลนด์ (Holy Island)  ในเทศมณฑลนอร์ทัมเบอร์แลนด์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ ระหว่างเดินเล่นในวัน Boxing Day ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ฟอสซิลส่งยิ้มนี้เป็นซากของพลับพลึงทะเล (Crinoid) ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลโบราณ ส่วนที่พบคือส่วนของลำต้นที่เรียกว่า columnal ซึ่งประกอบด้วยแผ่นเล็กๆ (ossicles) หลายแผ่นเชื่อมต่อกัน คาดว่ามีอายุประมาณ 350 ล้านปี มาจากยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous) ในชั้นหิน Alston formation

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยทางธรณีวิทยาของอังกฤษ (British Geological Survey – BGS) อธิบายว่า ลำต้นของซากของพลับพลึงทะเลถูกแยกออกตามยาวและโค้งงอ จนดูเหมือนรูปปากที่มีฟันปลอม และว่าฟอสซิลพลับพลึงทะเลเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในพื้นที่แถบนี้ และมักถูกเรียกว่า ‘ลูกปัดเซนต์คัธเบิร์ต’ (St Cuthbert’s beads)ตามตำนานท้องถิ่นที่เชื่อว่านักบุญเป็นผู้สร้างขึ้นมา

แม้จะมีผู้ติดต่อขอซื้อฟอสซิลชิ้นนี้ด้วยราคาสูง แต่ คริสเตียน คลาร์ก ตั้งใจที่จะเก็บมันไว้เองเพราะมันสร้างรอยยิ้มและความประหลาดใจให้กับผู้ที่พบเห็น

Science Update : ‘นาโนพลาสติก’ ส่งผลกระทบปลา

Science Update : ‘นาโนพลาสติก’ ส่งผลกระทบปลา

Science Update : ‘นาโนพลาสติก’ ส่งผลกระทบปลา

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยซ่านโถวของจีน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การประมงของจีนในมณฑลกวางตุ้ง และสถาบันวิจัยการเกษตรตอนเหนือ สังกัดมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ ดาร์วินของออสเตรเลีย ได้สำรวจผลกระทบของนาโนพลาสติกต่อการรับรู้และความสามารถการปรับตัวของปลาเมดากะทะเลหรือปลาซิวข้าวสารญี่ปุ่น (Oryzias melastigma) โดยเปรียบเทียบพฤติกรรมของปลาเมดากะทะเลที่สัมผัสกับอนุภาคนาโนพลาสติกโพลีสไตรีนทรงกลม กับปลาเมดากะที่ไม่สัมผัสสารดังกล่าว ด้วยการเอาพวกมันเข้าไปอยู่ในเขาวงกต

แม้ระยะเวลาโดยรวมในการหาทางออกจากเขาวงกตจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ปลาเมดากะที่สัมผัสนาโนพลาสติกกลับมีอัตราการตัดสินใจผิดพลาดมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจเร็วกว่า

ศาสตราจารย์ซูนิล คัดรี ผู้ร่วมทำงานวิจัย ระบุว่าการเปลี่ยนไปสู่พฤติกรรมตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น เพิ่มโอกาสที่สัตว์ชนิดนั้นจะเลือกทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมระหว่างการหาอาหารหรือเมื่อเผชิญหน้าผู้ล่า โดยพฤติกรรมของปลาที่ผิดเพี้ยนไปเนื่องจากนาโนพลาสติกอาจขัดขวางการหาอาหาร การเอาตัวรอดจากผู้ล่า รวมถึงการผสมพันธุ์และวางไข่ซึ่งล้วนจำเป็นสำหรับการอยู่รอด และอาจหมายถึงการล่มสลายของระบบนิเวศทางทะเล พร้อมเรียกร้องให้มีนโยบายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อควบคุมมลพิษพลาสติกในทะเลและปกป้องทรัพยากรประมง