มติเอกฉันท์ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28

มติเอกฉันท์ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28

มติเอกฉันท์ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.34 น.

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำโดย สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 27 พร้อมคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการบริหาร สมาชิกสมทบ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 พร้อมจัดการเลือกตั้งประธานสภาสมาคมสตรีฯ และคณะกรรมการอำนวยการชุดใหม่สมัยที่ 28 ในการนี้มีองค์กรสมาชิกจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมและลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ร่วมด้วยที่ปรึกษาสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ  และอดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ จรรย์สมร วัธนเวคิน, ดร.เรือนแก้ว กุยยกานนท์ แบรนดท์, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, เยาวเรศ ชินวัตร และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 27 มอบดอกไม้แสดงความยินดีกับประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติคนใหม่ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี พร้อมด้วยคณะกรรมการอำนวยการชุดใหม่จากซ้าย) วิชาญา ตั้งสง่า, ณัฏฐ์ปภาณ จันทร์ละมูล, อัจฉราวรรณ ลิ้มเล็งเลิศ, กนกวรรณ วงศ์ทองศรี, ศิริพร ไชยสุต,  ณัฏฐ์กัญญา แสงโพธิ์, ดร.ศรีศุภางค์ มอฤทธิ์, ศรีวรรณ สายฟ้า, นภาสิริ ผาสุกวนิช, ทิพวรรณ กิตติสถาพร พล.ต.ญ ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล, ไปรยา บุญมี, ฉวีวรรณ สิทธิแก้ว, ธัญพักตร์ สุรศักดิ์นิธิกุล, มุกดา ธิษณ์ธนากร, มรกต โชติกุล, อินทิรา สวัสดิ์พาณิชย์ และ ดวงนภา วิจิตรเขื่อนขันท์

ซึ่งผลการเลือกตั้ง ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี จาก สมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรสมาชิกเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 ประจำปี พ.ศ.2568-2571 อย่างเป็นเอกฉันท์ พร้อมด้วยผู้สมัครรับการเลือกตั้งได้เป็นคณะกรรมการอำนวยการชุดใหม่ อีกจำนวน 18 คน ตามลำดับคะแนน ได้แก่ กนกวรรณ วงศ์ทองศรี สมาคมผู้นำสตรีพัฒนาชุมชนไทย จ.บุรีรัมย์, พล.ต.ญ ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ, ศิริพร ไชยสุต สมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทยฯ, ณัฏฐ์กัญญา แสงโพธิ์ สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-ภูเก็ต, วิชาญา ตั้งสง่า สมาคมภริยาแพทย์แห่งประเทศไทยฯ, ธัญพักตร์ สุรศักดิ์นิธิกุล สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิงจังหวัดร้อยเอ็ด, มุกดา ธิษณ์ธนากร สมาคมสตรีศรีอยุธยา, ทิพวรรณ กิตติสถาพร สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-กาฬสินธุ์

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 แถลงนโยบาย

อัจฉราวรรณ ลิ้มเล็งเลิศ สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-เชียงใหม่, ดร.ศรีศุภางค์ มอฤทธิ์ สมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำจังหวัดนนทบุรี, ฉวีวรรณ สิทธิแก้ว สมาคมครูอนุบาลสมุทรปราการ, มรกต โชติกุล สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ, นภาสิริ ผาสุกวนิช สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย, อินทิรา สวัสดิ์พาณิชย์ สมาคมซอนต้า ประเทศไทย, ณัฏฐ์ปภาณ จันทร์ละมูล สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-นครปฐม, ดวงนภา วิจิตรเขื่อนขันท์ สมาคมสตรีเพื่อสตรี, ไปรยา บุญมี สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพมหาสารคาม, ศรีวรรณ สายฟ้า สมาคมสตรีไทยมุสลิมแห่งประเทศไทย

ที่ปรึกษาและอดีตประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ จรรย์สมร วัธนเวคิน, ดร.เรือนแก้ว กุยยกานนท์ แบรนดท์ , เยาวเรศ ชินวัตร และ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกับประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติพร้อมด้วยคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการบริหาร  สมาชิกสมทบ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมัยที่ 27

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 ได้ปราศรัยต่อองค์กรสมาชิกที่เข้าร่วมงานว่า “ดิฉัน ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ขออาสามารับใช้พี่น้ององค์กรสมาชิกเพื่อสืบสานภารกิจงานสภาสตรีที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาบทบาทสตรีของเราผ่านองค์กรสมาชิกทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความรู้ ความสามารถของสตรีไทยทุกท่าน ภารกิจและหน้าที่ของประธานเข้าใจดีว่า สภาสตรีแห่งชาติ เป็นองค์กรที่รวม องค์กรสตรีทั่วประเทศ มีสตรีผู้มากด้วยศักยภาพและประสิทธิภาพ ดังนั้นสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 จะเป็นสมัยที่พวกเราทุกคนจะได้ร่วมมือร่วมใจกันทำงานเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ การแบ่งปัน เสมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน ดิฉัน ขออาสานำพาภารกิจของสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ในสมัยที่ 28 ไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว  ขอขอบคุณพี่น้ององค์กรสมาชิกทุกท่าน ที่สนับสนุนไว้ใจดิฉัน”

สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 27 มอบดอกไม้แก่ ที่ปรึกษาและอดีตประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ จรรย์สมร วัธนเวคิน, ดร.เรือนแก้ว กุยยกานนท์ แบรนดท์ , คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล และ เยาวเรศ ชินวัตร

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี อดีตประธานกรรมการ บริษัทชาโต เดอ แบงคอค เป็นผู้หญิงเก่งที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจคนหนึ่งของเมืองไทย และยังแบ่งเวลามาทำสาธารณกุศลในตำแหน่งต่างๆ อีกมากมาย อาทิ รองประธานมูลนิธิกฤตานุสรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานสมาคมการพูดภาษาอังกฤษ (ประเทศไทย) นายกสมาคมสตรีเพื่อสตรี นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย และยังเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น

 ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ที่ปรึกษาและอดีตประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ที่ปรึกษาและอดีตประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28

เยาวเรศ ชินวัตร ที่ปรึกษาและอดีตประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28


เบญจมาศ รุจิรวงศ์ นายกสมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์9 ร่วมลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ซีพี เปิดมหกรรม ‘CP Innovation Exposition & Symposium 2025’ ปักธง Tech-Driven Company ศตวรรษที่ 2

ซีพี เปิดมหกรรม 'CP Innovation Exposition & Symposium 2025' ปักธง Tech-Driven Company ศตวรรษที่ 2

ซีพี เปิดมหกรรม ‘CP Innovation Exposition & Symposium 2025’ ปักธง Tech-Driven Company ศตวรรษที่ 2

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.31 น.

ซีพี เปิดมหกรรม “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” รวมพลังนวัตกรรมไทย–โลก ปักธง Tech-Driven Company ศตวรรษที่ 2 พร้อมรางวัล Chairman Awards และการแสดงเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 18 กันยายน 2568 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดฉากงาน “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” อย่างเป็นทางการ ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Innovate the Future for a Better Tomorrow” ตอกย้ำบทบาทองค์กรแห่งนวัตกรรม (Tech-Driven Company) ที่พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยงานในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 มีพนักงานจากทุกกลุ่มธุรกิจทั่วโลกส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 3,000 นวัตกรรม คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท และผ่านการคัดเลือกกว่า 200 ผลงานขึ้นจัดแสดง ครอบคลุมนวัตกรรม 4 ด้านหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์และบริการ กระบวนการ รูปแบบธุรกิจ และความยั่งยืน ซึ่งมีทั้งผลงานต้นแบบทดลอง (Proof of Concept) และผลงานที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ (Scaling/Commercialization) พร้อมทั้งมีการมอบรางวัล Chairman Awards เพื่อเชิดชูนวัตกรผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในองค์กรจำนวน 82 ผลงาน ครอบคลุมจากหลายบริษัทในเครือ ซึ่งสะท้อนถึงพลังของนวัตกรซีพีจากทั่วโลกกว่า 500,000 คนที่พร้อมขับเคลื่อนอนาคต และยังมีการลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า “นวัตกรรมคือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม และถือเป็นหนึ่งในคุณค่าหลักของเครือซีพี เพราะการขับเคลื่อนองค์กรและสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยทั้งนวัตกรรมและคุณธรรมควบคู่กัน ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการเรียนรู้จากความล้มเหลว และการไม่หยุดนิ่งในการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ

ซีอีโอ ซีพี กล่าวต่อว่าไปว่า “AI คืออนาคต และจะเป็นผู้ช่วยสำคัญในการสร้างความก้าวหน้าด้านนวัตกรรม ไม่เพียงต่อธุรกิจและอุตสาหกรรม แต่ยังรวมถึงผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม ซีพี จึงลงทุนสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม อย่างครบวงจร ทั้ง Data Center, Cloud, AI Lab รวมถึงการพัฒนา True Digital Park, Cloud 11 และโครงการใหม่บนถนนสุขุมวิท 50 เพื่อให้เป็น Innovation District  ยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมในภูมิภาค

“นวัตกรรมที่แท้จริงเกิดจากการไม่หยุดนิ่ง การเรียนรู้จากความล้มเหลว และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างให้ทุกคนได้กล้าลอง กล้าคิด และกล้าสร้างสิ่งใหม่ๆ” ซีอีโอกล่าว พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจนวัตกรผู้สร้างสรรค์ผลงานทุกคน โดยย้ำว่า “แม้บางผลงานจะยังไม่ได้รับรางวัล แต่ทุกความพยายามคือทุนความรู้ที่จะต่อยอดไปสู่นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต”

บนเวที CP Innovation Exposition & Symposium 2025 ได้มีการมอบรางวัล Chairman Awards แก่สุดยอดนวัตกรที่สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมผ่านเข้ารอบสุดท้าย โดย บจก. เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG) ได้รับ 2 รางวัล บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) 38 รางวัล บมจ. ซีพีออลล์ (CP ALL) 17 รางวัล บมจ.ซีพีแอ็กซ์ตร้า (CP AXTRA) 3 รางวัล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (True) 5 รางวัล บจก. เจียไต๋ 1 รางวัล  กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ (CPCRT) 1 รางวัล บจก.เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป (PCG) 1 รางวัล กลุ่มธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ สาธารณรัฐประชาชนจีน 13 รางวัล กลุ่มธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม 1 รางวัล รวมทั้งสิ้น 82 รางวัล 

นอกจากนี้ยังจัดให้มี ‘พิธีลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนเครือข่ายนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศ’ โดยมีพันธมิตรชั้นนำจากไทยและต่างประเทศ ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน เกือบ 30 องค์กรร่วมลงนาม ได้แก่ Alltech, Novonesis, IBM Thailand, Tencent Cloud, Unitree Robotics, Galaxy Space, ZTE Thailand, Huawei Thailand, Xi Xiang, Qiao Yin Group, Clobotics, AlgoSynth, Tcab Tech, Salus Biomed & GibThai, Muhdo Health, World Tech Enterprise, Lifomics, Cloudpick, Nuralogix, TechShake, Yawin, Shanghai Zixing Biotechnology Co., Ltd., โชว์ไร้ขีด (BT beartai), Techsauce, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) รวมถึงมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำของไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ Harbour.Space แห่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถือเป็นการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมที่ครอบคลุมทั้งในระดับองค์กร ระดับประเทศ และระดับสากล

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวรายงานในพิธีลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนเครือข่ายนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศ สรุปได้ว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่คือการรวมพลังเพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ ต่อยอดงานวิจัย สนับสนุนการเกิดสตาร์ทอัพ และ Spin-off เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ที่จะยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศไปสู่เวทีโลก โดยมี CP – Center of Excellence (CoE) ศูนย์กลางด้านวิจัยและพัฒนาที่เป็นฐานรากของการสร้างนวัตกรรมใน 3 สาขา  1. Bio-Tech Lab  2.Digital & AI Lab  และ 3. Data Center & Cloud CoE

CP Innovation Exposition & Symposium 2025 คือเวทีแห่งการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจด้านนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ โดยครั้งนี้จะมีเวทีเสวนามากกว่า 30 เซสชั่น ที่รวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิและผู้นำด้านเทคโนโลยีจากองค์กรระดับโลกกว่า 60 คน อาทิ Google Cloud, Microsoft, AWS, Huawei, Tencent, ByteDance, McKinsey & Company รวมถึงนักวิชาการจาก MIT และผู้บริหารระดับสูงจากไทย ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI, Robotics, Green Technology และ Biotechnology ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษหน้า

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดง Technology Showcase อีกมากมาย อาทิ การรวมกองทัพหุ่นยนต์และเทคโนโลยี AI มากที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ สุนัขหุ่นยนต์ การแสดงหุ่นยนต์ชกมวยจาก Unitree ไปจนถึงวีดีโอสาธิต AI and Robot Kitchen จาก XI XIANG และโดรนโดยสารไร้คนขับจาก Tcab Tech ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน และสะท้อนวิสัยทัศน์ของซีพีในการเชื่อมโยงโลกอนาคตเข้ากับชีวิตจริง

“CP Innovation Exposition & Symposium 2025” จึงไม่เพียงเป็นเวทีแสดงผลงานนวัตกรรม แต่ยังเป็น ยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงคน เทคโนโลยี สังคม เข้าด้วยกัน ตอกย้ำบทบาทของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะองค์กรไทยที่พร้อมแข่งขัน และยืนหยัดเข้าสู่ศตวรรษที่สองขององค์กรอย่างมั่นคงบนเวทีโลก

-(016)

กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เปิดเวที ‘Street Food สร้างอาชีพ Season 4 ระดับประเทศ’

กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เปิดเวที ‘Street Food สร้างอาชีพ Season 4 ระดับประเทศ’

กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เปิดเวที ‘Street Food สร้างอาชีพ Season 4 ระดับประเทศ’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.30 น.

กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เปิดเวทีการประกวด “Street Food สร้างอาชีพ Season 4 ระดับประเทศ” เพื่อยกระดับฝีมือการทำอาหารของผู้ที่อยู่ในความดูแลและผู้เคยก้าวพลาด แต่กำลังสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ ผ่านอาหารพร้อมทานที่ผสานเอกลักษณ์ท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย โดยมี พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด พร้อมกล่าวแสดงความยินดีและให้กำลังใจแก่ผู้เข้าแข่งขัน ณ ลาน Avenue Zone A ชั้น G ศูนย์การค้า MBK Center กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่า โครงการ Street Food สร้างอาชีพ ไม่เพียงเป็นการประกวดทำอาหาร แต่คือพื้นที่ที่สะท้อนแนวคิด “ให้โอกาสมากกว่าการลงโทษ” และเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างศักดิ์ศรี และคืนคนคุณภาพกลับสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่าอาหารไทยและอาหารถิ่นไม่เพียงมีรสชาติอร่อย แต่ยังเป็น Soft Power ที่สา มารถต่อยอดสู่การสร้างงานและสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

การประกวดครั้งนี้ได้คัดเลือกผู้ชนะเลิศจากระดับเขตทั่วประเทศ 40 คน จาก 18 สำนักงานคุมประพฤติ เข้าชิงชัยในรอบระดับประเทศ รวมกว่า 20 เมนูคาว–หวานที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ไทย เช่น น้ำพริกเสน่ห์เมืองละโว้ (ลพบุรี), หมูสามชั้นทอดผัดสมุนไพร (ชลบุรี), เส้นแซ่บตะลุยสวน (สุรินทร์), ข้าวซอย 3 ชาติพันธุ์ (ฝาง), เต้าหู้ลุยสวน (หลังสวน), ปลาสมุนไพร (ตรัง) รวมทั้งขนมหวานอย่าง ช็อคเวอร์ วาฟเฟิ้ล (ลพบุรี), หนูน้อยเดซี่ (อุบลราชธานี), ขนมสายบัว (หนองบัวลำภู), ลอดช่องกะทิน้ำตาลโตนด (พิษณุโลก), ทับทิมกรอบ (นราธิ วาส)

พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นมากกว่าการแข่งขันทำอาหาร แต่ คือเวทีแห่งโอกาส ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง พัฒนาทักษะอาชีพ สร้างรายได้ และก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งสะท้อน Soft Power ของอาหารไทยสู่สังคมและนานาชาติ

การจัดโครงการครั้งนี้ยังเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ อาสาสมัครคุมประพฤติทุกจังหวัด ที่สนับสนุนการจัดงานในระดับต่าง ๆ จนประสบผลสำเร็จ พร้อมด้วย ศูนย์การค้า MBK Center ที่อนุเคราะห์สถานที่จัดการประกวดและการสนับสนุนจากภาคเอกชน ได้แก่ น้ำดื่มสิงห์, บริษัท บางกอก แร้นช์ จำกัด (มหาชน), บริษัท พี วาย ฟู้ด จำกัด, บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด, บริษัท อุตสาหกรรมพันท้ายนรสิงห์ สินค้าพื้นเมือง จำกัด รวมถึง สมาคมเดอะเชฟประเทศไทย ที่ส่งผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากรและกรรมการตัดสิน ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญทำให้งานครั้งนี้ดำเนินไปอย่างสมบูรณ์

กรมคุมประพฤติย้ำว่า ความสำเร็จของผู้เข้าร่วมทุกคนไม่ได้วัดเพียงตำแหน่งผู้ชนะเลิศ แต่คือการได้พิสูจน์ว่า “ทุกคนมีโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ หากได้รับโอกาสที่เหมาะสม”

ผลการประกวด Street Food สร้างอาชีพ Season 4 ระดับประเทศ ประเภทอาหารคาว รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ แกงคั่วสับปะรด  จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่  ขนมจีนเส้นสดน้ำยาปูนาชนบท จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดนครราชสีมา สาขาบัวใหญ่ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ข้าวซอย 3 ชาติพันธุ์ จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง รางวัลชมเชย ได้แก่ บอลแซ่บ ไทเลย จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดเลย ประเภทอาหารหวาน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ หนูน้อยเดซี่ จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดอุบลราชธานี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทับทิบกรอบ จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดเชียงราย สาขาเทิง รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ สายทองล่องลอย  จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดนครปฐม รางวัลชมเชย ได้แก่ ขนมสายบัว จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดหนองบัวลำภู

วงการศิลปะไทยคึกคัก! ผู้ประกอบการระดมความคิด ก่อตั้ง ‘สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะประเทศไทย’ มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่สากล

วงการศิลปะไทยคึกคัก! ผู้ประกอบการระดมความคิด ก่อตั้ง ‘สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะประเทศไทย’ มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่สากล

วงการศิลปะไทยคึกคัก! ผู้ประกอบการระดมความคิด ก่อตั้ง ‘สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะประเทศไทย’ มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.59 น.

นับเป็นก้าวสำคัญที่สร้างความตื่นตัวให้แก่วงการศิลปะของไทย เมื่อกลุ่มผู้ประกอบการ และบุคลากรชั้นนำในแวดวงธุรกิจศิลปะ นำโดย “เสริมคุณ คุณาวงศ์” เจ้าของธุรกิจและนักสะสม รวมไปถึงเจ้าของแกลลอรี่ ผู้ผลิตสีสำหรับงานศิลปะ โรงหล่อประติมากรรม รวมไปถึงบริษัทขนส่ง และ Art Space  พร้อมใจกันเข้ามาร่วมการระดมความคิดจัดตั้ง “สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะในประเทศไทย” เพื่อเป็นองค์กรกลางในการสร้างมาตรฐาน ยกระดับศักยภาพที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมศิลปะของประเทศ พร้อม วางเป้าหมาย 2 ปี  ผลักดันเรื่องภาษีศิลปะ – สัมมนาการยกระดับมาตรฐาน Art space และแกลเลอรี – แสวงหาสมาชิกสร้างเครือข่ายความร่วมมือ

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ป จำกัด กลุ่มบริษัทธุรกิจศิลปะครบวงจรแห่งแรกในประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมศิลปะไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังขาดการรวมตัวและพัฒนาอย่างที่เป็นระบบ การจัดตั้ง TABA ขึ้นมา จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง เรามุ่งหวังที่จะให้สมาคมฯ เป็นเวทีกลางสำหรับทุกคนในแวดวง เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทาง ผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ และสร้างมาตรฐานจริยธรรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“ไอเดียการก่อตั้ง สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะฯ (TABA) ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากคนในวงการ ซึ่งมองว่า จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านศิลปะของไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาครัฐเริ่มมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนขึ้น เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อผลงานศิลปะ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นตลาดให้คึกคักยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะฯ นี้ เป็นสมาคมของภาคธุรกิจเอกชนอย่างเต็มตัว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นสมาคมภายใต้การกำกับของรัฐบาล ตั้งขึ้นมาเพื่อความเข้มแข็งที่สมาชิกรวมกัน ซึ่งขณะนี้ เริ่มก่อร่าง แต่กฏเกณฑ์ต่างๆ ยังต้องมีพิจารณาอีกมากเมื่อมีการจัดตั้งสมาคมอย่างเป็นทางการ” เสริมคุณ กล่าว

ทั้งนี้ สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะในประเทศไทย เปิดโอกาสให้ผู้ทำธุรกิจศิลปะในไทยได้มีโอกาสรวมตัวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ โดยมีวัตถุประสงค์ เป็นแหล่งรวมตัวขององค์กรและบุคคลผู้ซึ่งประกอบอาชีพธุรกิจศิลปะ มาร่วมกันพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และมาตรฐานจริย ธรรมของวิชาชีพ ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่การศึกษา ค้นคว้า การวิจัยและพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าในการประกอบวิชาชีพและการประกอบธุรกิจศิลปะ และให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงต่อยุคสมัย

ลินดา เชง กรรมการผู้จัดการ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก (River City Bangkok) กล่าวว่า  River City มีพื้นที่สำหรับงานศิลปะมากมาย ซึ่งศิลปะไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพวาดหรือประติมากรรม ศิลปะมีหลากหลายรูปแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นดนตรี, ภาพยนตร์, การถ่ายภาพ, ศิลปะการแสดง หรือวรรณกรรม ทั้งหมดนี้ คือ ศิลปะ ดังนั้น เมื่อเราพูดถึง “พื้นที่ศิลปะ” จริงๆ แล้วมันเป็นหัวข้อที่หลากหลายมาก และแต่ละคนก็ให้คำนิยามแตกต่างกันไป มีศักยภาพอีกมาก ทั้งนี้ จากประสบการณ์หลายปีที่ทำงานใน River City  ถึงจะยังมือใหม่ในโลกศิลปะนี้ แต่ก็รู้สึกสนุกกับการเรียนรู้จากศิลปินทุกคน จากแกลเลอรี่ต่างๆ ซึ่งรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ผู้คนเห็นความสำคัญของพื้นที่ศิลปะในชีวิตประจำวันของ River City และเชื่อว่าสิ่งนี้จะเติบโตขยายกว้างออกไปอีก การได้ทำงานร่วมกับสมาคมฯ เชื่อว่าเราจะสามารถก้าวไปสู่จุดที่ดีขึ้น เพื่อยกระดับประเทศไทยในเวทีนา นาชาติได้ ดังนั้น ยังมีอะไรให้ทำอีกมากและเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ต่อไป

“สำหรับ เป้าหมายของ River City อยากจะให้ทุกคนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ถ้านึกถึงศิลปะ ก็ต้องมาที่ River City ก่อนเลย ซึ่งแน่ นอนว่าก็ยังมีพื้นที่ศิลปะดีๆ อีกมากมาย เช่น หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC), MOCA และอีกหลายแห่งให้ผู้คนได้ไปชม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก  เราต้องการพื้นที่ที่เป็นเหมือนที่พักพิงใจเช่นนี้อีก สำหรับกรุงเทพฯ ที่แสนวุ่นวาย และในเมืองอื่นๆ ด้วย ถ้ามีพื้นที่แบบนี้อยู่ทั่วประเทศก็จะดีมากเลย”  ลินดา กล่าวทิ้งท้าย

สุคนธ์ทิพย์  นาคเกษม ผู้ก่อตั้ง La Lanta Fine Art และ Warin Lab Contemporary กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่จะมีการรวมตัวเป็นสมาคมของกลุ่มผู้ประกอบการอาชีพธุรกิจศิลปะ เพราะระบบนิเวศศิลปะ ไม่ได้มีแต่ศิลปินสร้างสรรค์ผลงาน แต่จะทำยังไงให้ผลงานขายได้ ก็ต้องมีเรื่องของคนทำธุรกิจ ซึ่งคนกลุ่มนี้ เรียกว่าธุรกิจการขาย การสร้างสรรค์ การส่งออก มันก็เหมือนกับธรรมชาติ น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า  อย่างกับงานอาร์ตแฟร์ในต่างประเทศ บางทีเขาก็จะให้พื้นที่สำหรับภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง เช่น อาบูดาบี , ฮ่องกง ที่ไปเป็นกลุ่ม แล้วได้โลเคชั่น แต่ประเทศไทยไปคนเดียว ก็ทำให้ไม่ได้ ซึ่งหากมีการรวมกลุ่มสมาชิกผู้ประกอบการอาชีพธุรกิจศิลปะขึ้นมา ก็จะทำให้มีพลังมากขึ้น

ปุณณภา ปริเมธาชัย ผู้อำนวยการ JWD Art Space กล่าวว่า หนึ่งเสียง ดังไม่พอ แต่ถ้าเรารวมตัวเป็นสมาคมและมีจำนวนสมาชิกมากพอ เราก็จะมีตัวแทนไปช่วยผลักดัน เช่น เรื่องภาษี เรื่องขอทุนสนับสนุนต่างๆ ด้านศิลปะ การให้สปอนเซอร์ไปร่วมอาร์ตแฟร์  ถ้าก่อตั้งสมาคมขึ้น อาจจะทำให้แบ่งเบาภาระ อาร์ตแกลอรีต่างๆ ได้ดี

ด้าน นำทอง แซ่ตั้ง ผู้ก่อตั้ง นำทอง อาร์ต สเปซ กล่าวว่า มุมมองผมมีหลายแง่มุม  มันไม่แค่เพื่อทางธุรกิจอย่างเดียว อย่างที่นิวยอร์ค กลุ่มดีลเลอร์เขาต่อรองรัฐบาลได้  ถ้าคุณจะสร้างอาคาร แต่ละอาคารจะต้องมีงบมาเพื่องานศิลปะ เพราะเป็นเรื่องของการให้ความรู้คนที่สนใจเรื่องศิลปะ   รวมถึงเรื่องการศึกษาด้วย ยกตัวอย่างที่ประเทศญี่ปุ่น สมาคมศิลปะของเขาต่อรอง มีการให้แปลภาษาหนังสือศิลปะ ของต่างประเทศเป็นภาษาญี่ปุ่น ด้วย

นอกจากนี้ เป้าหมายหลักในระยะ 2 ปีข้างหน้า ของการจัดตั้งสมาคมฯ ประกอบด้วย 5 เรื่องสำคัญ ดังนี้

1. ผลักดันเรื่องภาษีศิลปะแบบครบวงจร เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือการเจรจากับภาครัฐเพื่อพิจารณาอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องกับวงการศิลปะทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย ภาษีศุลกากรนำเข้าศิลปะ, ภาษีวัสดุอุปกรณ์สร้างงานศิลปะ ภาษีสรรพากรและรายได้บุคคลธรรมดาของศิลปิน

2. พัฒนาเครือข่ายการทำงานร่วมกันในระหว่างสมาชิก สมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นแกลเลอรี ผู้จัดประมูลหรือผู้ให้บริการด้านศิลปะ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกัน(Collaboration) แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างโอกาสทางธุรกิจ แทนการแข่งขันกันเองอย่างในอดีต

3. ยกระดับมาตรฐานแกลเลอรีและ Art Space ไทย จะมีการจัดสัมมนาและเวิร์กช็อปอย่างต่อเนื่อง เพื่อระดมความคิดและกำหนดแนวทางปฏิ บัติที่เป็นมาตรฐานสากลสำหรับผู้ประกอบการ Art space และแกลเลอรีในประเทศไทย ทั้งในด้านการบริหารจัดการ, การจัดแสดง, การประ เมินราคา และการสร้างความสัมพันธ์กับศิลปินและนักสะสม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตลาดโดยรวม

4. ขยายฐานสมาชิก สร้างความเป็นปึกแผ่น ในช่วง 2 ปีแรก สมาคมฯ จะมุ่งเน้นการแสวงหาสมาชิกจากทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมให้ครอบ คลุมที่สุด เพราะ “ความเป็นปึกแผ่น” คือหัวใจของพลังในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ

5. ระดมความคิดเพื่อพัฒนาวงการศิลปะ นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สมาคมฯ จัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาและมองหาแนวทางใหม่ๆ ให้กับวงการศิลปะไทย เช่น การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้, การบุกตลาดใหม่ๆ, และการวางยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ด้านทัศนศิลป์ของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ สมาคมฯ จะเปิดรับสมาชิกจากกลุ่มต่างๆ ที่เป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่ศิลปะ (Art Space),แกลเลอรีเพื่อการค้า (Commercial Gallery),ผู้จัดประมูลศิลปะ (Auction House),ผู้ผลิตและผู้นำเข้าวัสดุอุปกรณ์ด้านศิลปะ (Art Equipment & Material Supplier ), ผู้หีบห่อ ขนส่งและติดตั้งงานศิลปะ (Logistic & Handler), โรงหล่อประติมากรรมและอาร์ตทอย (Casting) , ผู้จัดเทศกาลศิลปะและอาร์ตแฟร์(Art Fair & Festival Organizer) และผู้ให้บริการด้านการอนุรักษ์งานศิลปะ (Art Conservation) เพื่อร่วมกันสร้างพลังขับเคลื่อนที่ทรงประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

“การก่อตั้ง สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะประเทศไทยในครั้งนี้ ยังเป็นเพียงแนวคิดริเริ่ม แต่นับเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นของคนในวงการที่จะร่วมกันผลักดันให้ธุรกิจศิลปะของไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีระบบและเป็นที่ยอมรับ” เสริมคุณ กล่าวทิ้งท้าย

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ป จำกัด

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ป จำกัด

สถานกงสุลใหญ่นิการากัว จัดยิ่งใหญ่ฉลองวันชาติ 204 ปี ย้ำความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ‘ไทย-นิการากัว’ แน่นแฟ้น

สถานกงสุลใหญ่นิการากัว จัดยิ่งใหญ่ฉลองวันชาติ 204 ปี ย้ำความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ‘ไทย-นิการากัว’ แน่นแฟ้น

สถานกงสุลใหญ่นิการากัว จัดยิ่งใหญ่ฉลองวันชาติ 204 ปี ย้ำความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ‘ไทย-นิการากัว’ แน่นแฟ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.25 น.

สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐนิการากัวประจำประเทศไทย จัดงานเลี้ยงฉลองวันชาติสาธารณรัฐนิการากัว เนื่องในโอกาสครบรอบ 204 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพ และครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย และสาธารณรัฐนิการากัว ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้ นิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ให้เกียรติขึ้นกล่าวแสดงความยินดี ในนามของประธานวุฒิสภาไทย พร้อมย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 

จักร จามิกรณ์  ในฐานะกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ สาธารณรัฐนิการากัว ประจำประเทศไทย ได้กล่าวต้อนรับและขอบคุณแขกผู้ร่วมงาน พร้อมกล่าวด้วยว่า การจัดงานฉลองนี้ยังถือเป็นการจัดงานฉลองวันชาติอย่างยิ่งใหญ่ครั้งแรก พร้อมถือโอกาสฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตของที่ยาวนานมาถึง 50 ปี พร้อมเชื่อมั่นว่าทั้งไทยและนิการากัว จะสามารถขยายการเติบโตทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการทูต   

ในงานได้รับเกียรติจากแขกหลากหลายวงการ ร่วมยินดี อาทิ เอกอัครราชทูตประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ ประจำเทศต่างๆ  จักรพันธ์ ยุวรี ผู้อำนวยการกองลาตินอเมริกา กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมด้วยสาวสวยจากเวทีนางงาม น้ำเหนือ-วารี งามขำ มิสเอิร์ธไทยแลนด์ 2025 มาร่วมแสดงความยินดี

เป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่เปี่ยมด้วยความยินดี และอบอุ่นด้วยมิตรภาพงดงาม สะท้อนถึงสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศยืนยาวสืบไป

มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ส่งมอบกำลังใจให้แก่ทหารไทย

มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ส่งมอบกำลังใจให้แก่ทหารไทย

มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ส่งมอบกำลังใจให้แก่ทหารไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.10 น.

พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ  รองเลขาธิการพระราชวังในนามกรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุงพร้อมด้วย นฤมล ล้อมทอง กรรมการและเลขานุการมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง เป็นผู้แทนคณะกรรมการมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง นำผลิตภัณฑ์ “ยาดมสมุนไพร 92 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง” จำนวน 900 ขวด ส่งมอบเป็นกำลังใจให้แก่ทหารไทยผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติ ในการปฏิบัติภารกิจพื้นที่ตามแนวชาย แดนไทย-กัมพูชา โดยมี พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับมอบ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โดยมี กิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และเจ้าหน้าที่มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุงร่วมในการส่งมอบด้วย

‘เอ็ม ดิสทริค’ ชวนร่วมสัมผัสปรากฏการณ์ทางศิลปะครั้งสำคัญ ในนิทรรศการ ‘บูรณาการสุนทรียศิลป์ กรุงรัตนโกสินทร์’

‘เอ็ม ดิสทริค’ ชวนร่วมสัมผัสปรากฏการณ์ทางศิลปะครั้งสำคัญ ในนิทรรศการ ‘บูรณาการสุนทรียศิลป์ กรุงรัตนโกสินทร์’

‘เอ็ม ดิสทริค’ ชวนร่วมสัมผัสปรากฏการณ์ทางศิลปะครั้งสำคัญ ในนิทรรศการ ‘บูรณาการสุนทรียศิลป์ กรุงรัตนโกสินทร์’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.12 น.

เอ็ม ดิสทริค (เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เอ็มสเฟียร์) Art District ใจกลางเมืองชวนสัมผัสปรากฏการณ์ทางศิลปะครั้งสำคัญในงานนิทรรศการ “บูรณาการสุนทรียศิลป์ กรุงรัตนโกสินทร์” ที่ผสมผสานมุมมองผ่านเลนส์ช่างภาพระดับโลก ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล (P.S.A. 5 STARS Photographer) ผู้บันทึกภาพทรงคุณค่าด้วยสายตาแห่งศิลป์ ถ่ายทอดแสง เงา และเรื่องราวผ่านเลนส์ในมิติที่งดงามเหนือกาลเวลา สู่งานจิตรกรรมของศิลปินแห่งชาติ ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี พ.ศ. 2552 ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่หยั่งรากลึกในภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย ถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่าของกรุงรัตนโกสินทร์ในมิติใหม่ เพื่อสืบสานคุณค่าศิลปวัฒนธรรม และสนับสนุนผลงานศิลป์ไทยในยุคสมัยใหม่ ให้เกิดดุลยภาพทางความคิดสร้างสรรค์ศิลปกรรมไทยร่วมสมัยอย่างมีเอกลักษณ์ การพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสถึงความจริง ความดี ความงาม และสุนทรียรสในจิตใจ

ไฮไลท์ของงานนี้จัดแสดง 2 งานศิลป์ที่สำคัญคือ ภาพถ่ายเรือสุพรรณหงส์ของชัยโรจน์ มหาดำรงด์กุล ที่แปรผันจากภาพผ่านเลนส์เป็นภาพที่ใจเห็น โดย ชัยโรจน์ กล่าวถึงภาพนี้ว่าเป็นภาพถ่ายเรือสุพรรณหงส์ที่มีฉากหลังเป็นพระบรมมหาราชวังที่ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมของกรุงรัตนโกสินทร์ ถ่ายขึ้นในช่วงการประชุมAPEC ในประเทศไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระบรมราชานุญาตให้จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในช่วงกลางคืน โดยมีผมคนเดียวที่ได้ภาพที่สมบูรณ์ที่สุดจากช่างภาพชาวไทยและต่างประเทศหลายสิบคนที่ไปถ่ายครั้งนั้น ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ของประเทศไทยภาพหนึ่งที่มีการเผยแพร่มายาวนาน จนเป็นที่มาของ งานศิลปะ “บูรณาการสุนทรียศิลป์ กรุงรัตนโกสินทร์” ของ ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ที่กล่าวถึงการรังสรรค์งานโดยใช้แรงบันดาลใจมาจากภาพถ่ายเรือสุพรรณหงส์ของชัยโรจน์ นำมารังสรรค์เป็นงานศิลปะภาพวาดที่บอกเล่าเรื่องราวของกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีรากวัฒนธรรมในเรื่องของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยมีฉากหลังเป็นขุนเขา สายน้ำ ฝนหลวง และเขื่อนภูมิพลที่เป็นตัวแทนของชาติ มีภาพวัดวาอารามต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงรัตโกสินทร์ที่เป็นตัวแทนของศาสนา และภาพพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งทุกองค์ และเรือสุพรรณหงส์ที่เป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ พร้อมส่วนประกอบในภาพอีกหลากหลายในภาพที่แสดงถึงความรุ่งเรื่องของกรุงรัตนโกสินทร์ที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกๆ คน

ร่วมชื่นชมความงามของผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า และเลือกซื้อผลงานที่ประทับใจ เพื่อร่วมบริจาครายได้ให้กับองค์กรการกุศลในงานนิทรรศ การ “บูรณาการสุนทรียศิลป์ กรุงรัตนโกสินทร์”  ตั้งแต่วันนี้ – 21 กันยายน 2568 ณ เอ็ม แกลลอรี่ ชั้น M ศูนย์การค้า เอ็มโพเรียม

ผลงาน ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง

ผลงาน ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง

ผลงาน ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล

ผลงาน ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล

ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ และ ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล ช่างภาพระดับโลก

ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ และ ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล ช่างภาพระดับโลก

สุธาวดี ศิริธนชัย, ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง, ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล, กลอเรีย มหาดำรงค์กุล และ อรธิรา ภาคสุวรรณ์

สุธาวดี ศิริธนชัย, ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง, ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล, กลอเรีย มหาดำรงค์กุล และ อรธิรา ภาคสุวรรณ์

ครอบครัว มหาดำรงค์กุล มาให้กำลังใจ

ครอบครัว มหาดำรงค์กุล มาให้กำลังใจ

กลอเรีย และ เมย์ มหาดำรงค์กุล

กลอเรีย และ เมย์ มหาดำรงค์กุล

อมรพิมล วีรวรรณ

อมรพิมล วีรวรรณ

ธำรง และ กณิการ์ มหาดำรงค์กุล

ธำรง และ กณิการ์ มหาดำรงค์กุล

เปิดบทสนทนากับ 5 ต้นแบบผู้หญิง STEM พลังขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคต

เปิดบทสนทนากับ 5 ต้นแบบผู้หญิง STEM พลังขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคต

เปิดบทสนทนากับ 5 ต้นแบบผู้หญิง STEM พลังขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.16 น.

เมื่อเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เป็นพลังขับเคลื่อนนวัตกรรมและความสามารถในการรับมือความเปลี่ยนแปลงแห่งโลกอนาคต ความรู้ด้าน STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ในสนามวิชาชีพที่เต็มไปด้วยตัวเลข สมการ และระบบซับซ้อน ทั้งยังเป็นสายงานที่มีโอกาสก้าวหน้าและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ทว่าผู้หญิงกลับยังมีบทบาทน้อยเกินไป ทั้งจากกรอบทางสังคมที่มีมาเนิ่นนาน ทัศนคติและภาพจำที่ผู้คนมีต่อแต่ละเพศ และการขาดแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจ จากข้อมูลของ World Economic Forum ปี 2025 พบว่า ผู้หญิงมีสัดส่วนเป็น 28.2% ของแรงงานทั้งหมดทั่วโลกที่ทำอาชีพสาย STEM และมีเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่ได้ก้าวสู่บทบาทผู้บริหารระดับสูง

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล Garena, Shopee และ Monee จึงได้ร่วมกับพันธมิตรหลัก ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), InsKru และ a-chieve เดินหน้าโครงการ “Women Made: Girls in STEM” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยเปิดพื้นที่ให้เยาวชนหญิงได้เรียนรู้ ลงมือทำ และพบปะ “ผู้หญิงต้นแบบ” ที่ใช้พลังแห่ง STEM เปลี่ยนโลกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจ สร้างทางเลือกอาชีพให้คนรุ่นใหม่ หนึ่งในกิจกรรมเด่นภายในงานคือ กิจกรรม Human Library โดยทีม a-chieve ที่ชวนเปิดบทสนทนาแบบใกล้ชิดกับต้นแบบอาชีพจริงกว่า 20 สายอาชีพ

และนี่คือ 5 เรื่องราวผู้หญิงต้นแบบในสาย STEM จากกิจกรรมดังกล่าวที่สะท้อนว่า เมื่อมีโอกาสได้ลงมือ และได้รับการสนับสนุนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าใครก็สามารถ “สร้างการเปลี่ยนแปลง” ที่ยิ่งใหญ่ได้

แพตตี้ – ภัสราภรณ์ สำเภานนท์ 

ต้นแบบที่ใช้ “อาหาร” เป็นเครื่องมือดูแลสุขภาพและป้องกันโรคอย่างยั่งยืน

นักกำหนดอาหารประจำโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์  แพตตี้ – ภัสราภรณ์ สำเภานนท์  ต้นแบบผู้หญิงที่ใช้ “อาหาร” เป็นเครื่องมือดูแลสุขภาพและป้องกันโรคอย่างยั่งยืน เส้นทางอาชีพของเธอไม่ได้เริ่มจากห้องทดลองหรือความหลงใหลตำราวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่เกิดจากความรักในการทำอาหาร และคำถามที่เรียบง่าย ว่า “อาหารส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?” นำเธอเข้าสู่การเรียนด้านโภชนาการและการกำหนดอาหารที่มหาวิทยาลัยมหิดล และต่อยอดสู่การทำงานในโรงพยาบาลรัฐ ด้วยความเชื่อมั่นว่าอาหารคือยาที่กำหนดคุณภาพชีวิต สุขภาพจิต และอายุขัยของผู้คน

แพตตี้ เล่าว่า “อาชีพนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งการรับมือกับข้อมูลโภชนาการที่ผิดพลาดบนโลกออนไลน์ โรคใหม่ที่ซับซ้อน และการทำงานใกล้ชิดกับบุคลากรการแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาแบบองค์รวม ทั้งยังต้องมีทักษะการสื่อสาร รับฟัง และการเข้าใจผู้ป่วยแต่ละรายอย่างแท้จริง เพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละคน เพราะโภชนาการเป็นศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และอยากใช้ ‘อาหาร’ เป็น ‘ยา’ มากกว่าการใช้ยารักษาโรค”

นอกเหนือจากงานประจำ แพตตี้ยังเข้าร่วมโครงการส่งเสริมสุขภาพชุมชน เดินทางลงพื้นที่ชนบทเพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านโภชนาการที่ถูกต้องแก่ประชาชน และพบว่าหลายชุมชนยังเข้าไม่ถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

“เราพบว่าหลายคนมีโรคประจำตัว แต่ไม่รู้ว่าจะดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เรารู้สึกว่าความรู้ที่มีเป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมาก และช่วยให้คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีสุขภาพดีขึ้น ทุกครั้งที่เห็นผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ยิ่งทำให้เรามีความสุขและก้าวต่อไปบนเส้นทางอาชีพนี้อย่างมีความหมาย” แพตตี้ กล่าว

สำหรับ แพตตี้ นักกำหนดอาหารที่ดีไม่ใช่เพียงผู้ให้คำแนะนำ แต่ต้องเป็นที่ปรึกษาที่รับฟังด้วยหัวใจและเข้าใจความแตกต่างของแต่ละคน เธอเชื่อว่าเมื่อศักยภาพของผู้หญิงในสายอาชีพนี้ได้รับการยอมรับ ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่ขับเคลื่อนสังคมสู่สุขภาพที่ยั่งยืนได้

ผศ.ดร. เมทินี จรรยาสุภาพ

พลังผู้หญิงที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในสายวิศวกรรม

เบื้องหลังความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มักมี “ครู” เป็นผู้จุดประกายให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่การเป็นนักคิด นักพัฒนา และนักสร้างสรรค์  ผศ.ดร. เมทินี จรรยาสุภาพ อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาศาสตร์การวิเคราะห์และตรวจสารในการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำหน้าที่มากกว่าการให้ความรู้ แต่เป็น “ครูที่ปรึกษาชีวิต” คอยชี้แนะแนวทางให้นักศึกษาเดินต่ออย่างมั่นคง

เส้นทางของอาจารย์เมเริ่มต้นจาก “อาการป่วยของระบบประสาท” ผลักให้ศึกษาด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ด้วยความมุ่งมั่นค้นหาคำตอบและแนวทางรักษา จนได้ทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ Case Western Reserve University สหรัฐอเมริกา และนำความรู้มาแก้ปัญหาสุขภาพของตัวเองจนกลับมาเดินได้อีกครั้ง จากประสบการณ์ทำให้เชื่อมั่นในพลังของวิศวกรรม ที่เชื่อมโยงกับการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ไม่เพียงช่วยรักษาชีวิต แต่สร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้

แม้วงการวิศวกรรมถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชาย แต่อาจารย์เมพิสูจน์แล้วว่าผู้หญิงก็ยืนหนึ่งได้อย่างสง่างาม เพราะงานวิจัย “เซนเซอร์ในน้ำยาฟอกไต” เพื่อผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และ “ซอฟต์แวร์แปลงอักษรเบรลล์” เป็นภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อผู้พิการทางสายตา ทั้งสองโครงการสะท้อนพลังผู้หญิงในการสร้างนวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำและเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้จริง

“เรามองว่าจุดแข็งของผู้หญิง คือ ทักษะการจัดการ และความเข้าใจในมนุษย์ เมื่อผสานกับองค์ความรู้ด้านเคมีและไฟฟ้าของเรา ยิ่งเสริมศักยภาพการทำงานให้ดีขึ้น ซึ่งความแตกต่างทางเพศอาจไม่ใช่อุปสรรค หากเราแสดงออกด้วยท่าทีที่เหมาะสม จะสามารถสร้างความกลมกลืนในสายงานนี้ได้” อาจารย์เม กล่าว

ในบทบาทของอาจารย์ เธอไม่เพียงถ่ายทอดวิชา แต่เป็นผู้แนะแนวชีวิตให้กับนักศึกษา เพื่อให้เยาวชนก้าวต่อบนสายอาชีพที่ชอบได้อย่างมีความสุข

 “หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร คิดว่าชอบคณิตศาสตร์เลยเลือกวิศวะ เราจึงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา จุดประกายให้นักศึกษาค้นพบตัวเอง และเลือกเดินบนเส้นทางการเรียนหรือสายอาชีพที่ใช่ ยิ่งไปกว่านั้นทักษะภาษาอังกฤษ ยังเป็นใบเบิกทางให้เติบโตในสายงานได้จริง ๆ เราตั้งใจที่จะบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ที่ดี เพราะอาชีพครูไม่ใช่แค่ให้ความรู้ แต่ต้องสร้างคนคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ”

เรื่องราวของอาจารย์เม คือบทพิสูจน์ว่า “ผู้หญิงในวิศวกรรม” ไม่เพียงเป็นครูผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นผู้นำทางความคิด ผู้สร้างนวัตกรรม และแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะเปลี่ยนโลกในแบบของตนเอง

ใช้ตัวเลขวางแผนอนาคตทางการเงิน

ณดา – วรินท์ณดา ทุมวงษ์

นักวางแผนการเงิน CFP  เพื่อลูกค้าบรรลุเป้าหมายชีวิตอย่างมั่นคง

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ตัวเลขจึงไม่ใช่แค่สถิติในสมุดบัญชี แต่คือเครื่องมือป้องกันความเสียหายตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนความมั่นคงนั้นคือ ณดา – วรินท์ณดา ทุมวงษ์ นักวางแผนการเงิน CFP สายงานที่อาศัยใจรักด้านคณิตศาสตร์ ความรอบคอบ และการสื่อสารที่เฉียบคม

“นักวางแผนการเงิน CFP คือที่ปรึกษารอบด้าน ทั้งการออม การเกษียณ ภาษี ประกันภัย ไปจนถึงการส่งต่อทรัพย์สิน เพื่อให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายชีวิตอย่างมั่นคง ซึ่งความท้าทายของสายงานนี้ไม่ใช่ความรู้ทางคณิตศาสตร์ หรือมายาคติทางเพศ แต่เป็นการสื่อสารเรื่องตัวเลขให้ผู้คนเห็นความมั่นคงของชีวิต และความละเอียดรอบคอบในการวิเคราะห์ ประเมิน และวางแผน เพื่อนำความรู้ทางการเงินมาปกป้องความฝันของทุกคน”  ณดา กล่าว

ด้วยความหลงใหลในตัวเลขตั้งแต่เด็ก ณดา เลือกเดินบนเส้นทางนี้อย่างมั่นใจ และก้าวสู่อาชีพ “นักวางแผนการเงิน CFP” 1 ในเพียง 800 คนของไทย ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลจากสมาคมนักวางแผนการเงิน (Financial Planning Standards Board – FPSB) นับเป็นสายอาชีพที่เต็มไปด้วยพลังผู้หญิง

“การโลดแล่นในสายอาชีพนี้กว่า 10 ปี และก้าวสู่การเป็นนักวางแผนการเงินในบริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด (มหาชน) ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ อาจไม่สำคัญเท่ากับ ‘ความอดทน’ เพราะกว่าจะได้รับรองมาตรฐาน CFP จะต้องผ่านการสอบและการประเมินหลายขั้นตอนนานนับหลายปี เราต้องใช้ความพยายาม ความอดทน และแรงผลักจากตัวเองเป็นหลัก เพื่อความก้าวหน้าในสายอาชีพ”

ณดา พิสูจน์ให้เห็นว่า เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรใหญ่มีผู้หญิงเป็นแรงผลักดัน ที่สำคัญช่วยทลายความกลัวของเยาวชนต่อวิชาคณิตศาสตร์ ต่อยอดสู่ความก้าวหน้าและการทำงานทั่วโลก เพราะคณิตศาสตร์ คือภาษาสากลของการวางแผนชีวิต และเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่

เม – สิรินธร สุนทรธรรมาสน์

พลังขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์ สร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

ในโลกการแพทย์ที่ผู้คนมักให้ความสนใจกับแพทย์ผู้รักษา แต่ยังมีอีกหนึ่งอาชีพเบื้องหลังที่สำคัญต่อชีวิตผู้คนไม่แพ้กัน “นักวิจัยด้านจุลชีววิทยา” แม้ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่กลับมีบทบาทในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางสุขภาพ โดยผู้หญิงต้นแบบสายอาชีพนี้คือ เม – สิรินธร สุนทรธรรมาสน์ ผู้ใช้ชีวิตกับกล้องจุลทรรศน์ เพื่อค้นหาคำตอบที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้

การก้าวเข้าสู่สายอาชีพนี้ของ เม-สิรินธร เริ่มต้นจากเด็กสายวิทย์ที่ชอบเรียนวิชาชีววิทยาเป็นชีวิตจิตใจ จึงเลือกศึกษาต่อในสาขาจุลชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ศึกษาลงลึกถึงบทบาทของจุลินทรีย์ภายในลำไส้มนุษย์ที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ในระดับปริญญาเอกด้านเทคโนโลยีชีวภาพ

“เราศึกษาจุลินทรีย์ภายในลำไส้มนุษย์ เพื่อทำความเข้าใจบทบาทและประโยชน์ต่อร่างกาย ต่อยอดสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘GutPredict’ ฐานข้อมูลจุลินทรีย์ของประชากรไทย ที่จะสร้างประโยชน์ในเชิงการวิจัย สังคม และพาณิชย์ โดยนำไปสู่เครื่องมือทำนายโรค พัฒนาวัคซีน หรือค้นคว้ายาปฏิชีวนะ และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาอย่างแม่นยำ”  เม-สิรินธร กล่าว

สิ่งที่ต้องฝ่าฟันในสายอาชีพนี้อาจไม่ใช่ข้อจำกัดด้านเพศ แต่เป็นความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความท้าทายในการทำงาน ที่คนทั่วไปนิยามเราว่า “นักวิจัยคุณภาพ” ในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

“งานวิจัยต้องใช้เวลาในการค้นหาคำตอบรอบด้านและถูกต้องที่สุด เพื่อให้ผลงานสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้ การทำงานวิจัยสำเร็จ ไม่ได้หมายถึงการประสบความสำเร็จในอาชีพนักวิจัย แต่คือการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่เปลี่ยนแปรงสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งความสามารถด้านวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่คำตอบของนักวิจัยที่ดี แต่ต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และอดทนหาคำตอบงานวิจัยที่ดีที่สุด เพราะหนึ่งหัวข้อวิจัย อาจไม่ใช่คำตอบที่ตายตัวเสมอไป”

เม–สิรินธร คือหนึ่งพลังผู้หญิงที่ขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์ และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ เมื่อผู้หญิงได้รับโอกาสในการเรียนรู้และลงมือทำ

 หมิว – ภวิษย์พร เจียรประเสริฐ

เบื้องหลังความสำเร็จของคอมมูนิตี้เกมในประเทศไทย

จากเด็กสายการเงินที่เปลี่ยนความสนใจมาสู่โลกเทคโนโลยี  หมิว – ภวิษย์พร เจียรประเสริฐ  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ปลุกปั้นความสำเร็จของเกมยอดนิยมจาก Garena โดยผลักดันให้เทคโนโลยีและความบันเทิงเข้าถึงผู้คนทุกกลุ่ม สร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้เล่นจนเกิดเป็นคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง

“หลังจบ BBA สาขา Finance ที่ National University of Singapore เราก็ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ Sea Global Management Associate Program ทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้ธุรกิจที่หลากหลายในเครือ Sea และได้รับผิดชอบบริหารจัดการโปรเจกต์ต่าง ๆ อย่างเข้มข้นตลอด 2 ปี ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้และค้นหาสิ่งที่ชอบไปพร้อมกัน ก่อนจะมารับหน้าที่บริหารเกมของ Garena ในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากต้องปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ของตลาดเกมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความคาดหวังของผู้เล่นด้วย ทำให้การทำงานรู้สึกสนุก ท้าทาย และได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” หมิว-ภวิษย์พร  กล่าว

ท่ามกลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ผู้หญิงยังถือเป็นส่วนน้อย แต่ Sea (ประเทศไทย) กลับเป็นหนึ่งในองค์กรที่เปิดกว้างและสนับสนุนให้ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญ สะท้อนผ่านโครงการ Woman Made: Girl in STEM ที่คุณหมิวมีส่วนร่วมต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหญิงกล้าก้าวเข้าสู่สายอาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“Sea (ประเทศไทย) จัดโครงการนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว โดยเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ทำความรู้จักกับอาชีพ และพบกับต้นแบบผู้หญิงในสาย STEM อย่างใกล้ชิด เราเชื่อว่าการส่งต่อประสบการณ์จากพี่ ๆ ที่ทำงานด้านนี้ จะทำให้เด็ก ๆ เห็นแนวทางในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพในอนาคต รวมถึงช่วยสร้างความมั่นใจให้เด็กผู้หญิงพร้อมที่จะเลือกทำงานในสายงานนี้มากขึ้น”

วันนี้ หมิว-ภวิษย์พร   พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะไม่ได้เรียนจบตรงสาย แต่ด้วยความตั้งใจ การไม่หยุดเรียนรู้ และความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ คือปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ และสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมได้อย่างแท้จริง ในวันที่วงการเทคโนโลยีของไทยยังต้องการ “พลังของผู้หญิง” มาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้ก้าวไกลต่อไป

เปลี่ยนแรงบันดาลใจให้กลายเป็นโอกาส

เรื่องราวของผู้หญิงทั้ง 5 คนคือตัวอย่างของพลังที่เกิดขึ้น สะท้อนชัดเจนว่า เมื่อมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะคว้าโอกาส ผู้หญิงสามารถแสดงศักยภาพในสายอาชีพ STEM และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมต่อชีวิตผู้คนและสังคมได้ และเป็นบทพิสูจน์ว่า “การส่งเสริมความหลากหลายในสายวิชาชีพ” ไม่ใช่แค่เรื่องความเท่าเทียม แต่คือกุญแจสำคัญในการ “ลงทุนเพื่ออนาคต” ของสังคมไทย สร้างอนาคตของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทยอย่างแท้จริง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างมั่นคง..เพราะโลกอนาคตไม่ควรมีใคร “หายไปจากวงการวิทยาศาสตร์” เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิง

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิดงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทอดพระเนตรเมนู ‘บะหมี่ไก่’ จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย เสิร์ฟบนเที่ยวบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิดงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทอดพระเนตรเมนู ‘บะหมี่ไก่’ จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย เสิร์ฟบนเที่ยวบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิดงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทอดพระเนตรเมนู ‘บะหมี่ไก่’ จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย เสิร์ฟบนเที่ยวบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” โดยมีผู้บริหารสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์  นำโดย นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์   ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ  และได้เข้ารับพระราชทานเหรียญที่ระลึก พร้อมเดินหน้าตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภค ด้วยการนำเสนอเมนูซิกเนเจอร์ “บะหมี่ไก่” ที่เสิร์ฟบนเที่ยวบิน และได้รับความนิยมจากผู้โดยสารมากมาย อีกทั้ง ยังใช้น้ำมันเมล็ดคามีเลียที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและเป็น “Healthy Choice” สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ นำมาสาธิตและให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลองความอร่อยของเมนูนี้ภายในงาน ณ ชั้น G ศูนย์การค้า EmSphere

นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า การที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ และยังสะท้อนถึงคุณค่าของ ‘น้ำมันเมล็ดคามีเลีย’ ในฐานะน้ำมันพืชพรีเมียมที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ภายใต้ “โครงการภัทรพัฒน์” ตามพระราชดำริ ที่มุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและชุมชน งานนี้จึงมีความหมายรอบด้าน ทั้งวัฒนธรรม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ไม่เพียงแต่เป็นผู้ร่วมแสดงศักยภาพด้านการนำเสนออาหารเพื่อสุขภาพ แต่ยังสะท้อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของแบรนด์สายการบินฯ ที่ต้องการสื่อสารถึงการเชื่อมโยงการเดินทาง เมนูอาหาร และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “บินสู่โลกใหม่ที่ยั่งยืน”

“งานนี้เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ได้เสิร์ฟ เมนู “บะหมี่ไก่” สูตรพิเศษที่ปรุงด้วยน้ำมันเมล็ดคามีเลีย มาเสิร์ฟให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลอง นับเป็นการนำเสนอรสชาติที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ ควบคู่ไปกับการสะท้อนภาพลักษณ์ของสายการบินที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตผู้โดยสาร พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับการสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืนของไทย”

เมนู “บะหมี่ไก่” ถือเป็นซิกเนเจอร์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของสายการบินฯ ได้อย่างดี โดยความพิเศษคือการใช้น้ำมันเมล็ดคามีเลียแทนน้ำมันทั่วไป ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “Healthy Choice” ที่ให้พลังงานและรสชาติครบถ้วนโดยไม่ทิ้งความอร่อย เหมาะกับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและกำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการรับประทานอาหาร อีกทั้งยังทำให้เมนูนี้มีรสกลมกล่อมเป็นพิเศษ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการผสานการบินเข้ากับแนวคิดการใช้ชีวิตที่ดีต่อทั้งผู้โดยสารและสิ่งแวดล้อม

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ที่เน้นการเป็นสายการบินฯ ที่ให้ความใส่ใจผู้โดยสารในทุกมิติ ไม่เพียงในแง่การเดินทาง แต่ยังรวมถึงการส่งต่อคุณค่าของการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมชูวิสัยทัศน์ร่วมกับพันธมิตร โดยให้งานนี้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของน้ำมันเมล็ดคามีเลียในเชิงยั่งยืน และยังเป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงภาคธุรกิจหลากหลายให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน

“เวียตเจ็ทไทยแลนด์ไม่ได้มองตัวเองเพียงในฐานะสายการบินที่ให้บริการการเดินทาง แต่เรายังมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การบินที่ดีต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสังคม โดยการเข้าร่วมงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลียครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการสะท้อนแนวคิด Fly Green ของสายการบินที่ต้องการสร้างโลกการบินที่ดีต่อทั้งผู้โดยสารและรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม”

สำหรับบูธของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ภายในงาน ผู้ร่วมงานสามารถเข้ามาสัมผัสกิจกรรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการชิมเมนูบะหมี่ไก่สุดพิเศษฟรี รวมถึงของรางวัลจากเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เมื่อใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าครบตามที่กำหนด ทั้งนี้ “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 23 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. พร้อมกิจกรรมมากมายให้ผู้สนใจได้ร่วมสัมผัสความอร่อย สุขภาพ และคุณค่าความยั่งยืนในทุกมิติ” นายปิ่นยศ กล่าว

อว. ประกาศความสำเร็จ ‘อว.แฟร์ 2025’ เดินหน้าหนุนพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทย

อว. ประกาศความสำเร็จ ‘อว.แฟร์ 2025’ เดินหน้าหนุนพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทย

อว. ประกาศความสำเร็จ ‘อว.แฟร์ 2025’ เดินหน้าหนุนพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.) ประกาศความสำเร็จ ‘อว.แฟร์ 2025’  ตลอด 9 วัน ประชาชนร่วมงานกว่า 720,000 คน เดินหน้าหนุนพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทย

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงข่าวความสำเร็จการจัดงาน ‘อว.แฟร์ 2025’ ที่เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีและร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ระหว่างวันที่ 9-17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยตลอด 9 วัน มียอดผู้เข้าร่วมทั้ง On-site และ Online รวมกว่า 720,000 คน สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568