​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนไทยที่พูดภาษาแขมร์ในอีสานใต้…คือผู้สืบเชื้อสาย ‘ขอมโบราณ’ หรือไม่?

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนไทยที่พูดภาษาแขมร์ในอีสานใต้...คือผู้สืบเชื้อสาย ‘ขอมโบราณ’ หรือไม่?

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนไทยที่พูดภาษาแขมร์ในอีสานใต้…คือผู้สืบเชื้อสาย ‘ขอมโบราณ’ หรือไม่?

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในแผ่นดินอีสานใต้ของประเทศไทย อันได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษนั้น ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนานจากปราสาทหินโบราณมากมายเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่ของชาวไทยเชื้อสายขแมร์ ซึ่งใช้ภาษาพูด และมีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน

คำถามที่น่าสนใจคือ: คนกลุ่มนี้มาจากไหน?”

นักประวัติศาสตร์และนักชาติพันธุ์วิทยาหลายท่านได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่น่าทึ่งระหว่างชาวเขมรพื้นถิ่นในพื้นที่นี้กับชนเผ่า “ขอม” ที่เคยรุ่งเรืองในดินแดนสุวรรณภูมิที่ลพบุรีและ พิมาย   ซึ่งเป็นผู้สร้างอารยธรรมขอมโบราณอันยิ่งใหญ่ ดังที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรมระดับโลก เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ หรือปราสาทหินพิมาย ในประเทศไทย      ก่อนการสร้างปราสาทนครวัด นครธม ในกัมพูชา

ประวัติศาสตร์กัมพูชาระบุว่า   เมื่อสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 มีการปฏิวัติยึดอำนาจจากราชวงศ์มหิธรปุระที่นิยมสร้างปราสาทหิน  โดยพวกทาสและชนชั้นล่าง นำโดยนายแตงหวาน ซึ่งได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ต้นราชวงศ์ตระเซาะผแอม ที่สืบเชื้อสายมาเป็นราชวงศ์นโรดมสมัยปัจจุบัน  แล้วยกเลิกประเพณีสร้างปราสาทหินอย่างเด็ดขาด     ทำให้ประเมินได้ว่าพวกราชวงศ์และผู้นิยมกษัตริย์ทั้งหลายจะต้องอพยพหลบหนีจาก พระนครหลวง ตามเส้นทางราชมรรคา มาสู่พิมายที่เป็นถิ่นเดิมของราชวงศ์มหิธรปุระ        

ไม่ใช่การกวาดต้อน:  เพราะไม่มีหลักฐานจากหน้าประวัติศาสตร์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงปัจจุบัน   ไม่เคยปรากฏเรื่องราวการกวาดต้อนประชากรจำนวนมากมายังบริเวณอีสานใต้หรือจากอีสานใต้ไปที่อื่น    ในลักษณะเดียวกับเหตุการณ์ที่ชาวพม่าเคยกวาดต้อนคนสยามจากกรุงศรีอยุธยา การที่สยามเผาเมืองเวียงจันทน์แล้วกวาดต้อนชาวไทดำไปยังราชบุรี   การจับเชลยจากปัตตานีมาขุดคลองแสนแสบ หรือการอพยพของชาวจามที่หนีภัยสงครามมาตั้งรกรากที่บ้านครัวในกรุงเทพฯ เลย       

หากพวกคนไทยเชื้อสายแขมร์ในอีสานใต้  ได้อพยพหรือถูกกวาดต้อนมาจริง น่าจะมีการบันทึกถึงเรื่องนี้ในพงศาวดารหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ แต่กลับไม่มีปรากฎอยู่เลย 

ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ชาวไทยเชื้อสายเขมรเหล่านี้อาจไม่ใช่ “ผู้มาใหม่” แต่เป็น “คนดั้งเดิม” ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้มากว่าหนึ่งพันปีมาแล้วตั้งแต่ยุคที่อาณาจักรขอมยังรุ่งเรือง พวกเขาคือทายาทโดยตรงของผู้สร้างปราสาทหินทั้งหลาย และไม่ได้มีการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่แต่อย่างใด

รากเหง้าอันแน่นแฟ้น: อัตลักษณ์ที่ไม่มีวันจางหาย

การสืบเชื้อสายมาตั้งแต่ยุคโบราณทำให้ชาวไทยเชื้อสายเขมรในบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ มีความผูกพันทางวัฒนธรรมกับรากเหง้าอย่างลึกซึ้ง ภาษาเขมรที่ใช้ในพื้นที่นี้มีสำเนียงและคำศัพท์บางอย่างที่แตกต่างจากภาษาเขมรที่ใช้ในกัมพูชาปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นภาษาขอมในยุคโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่

นอกจากภาษาแล้ว วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อก็ยังคงสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการรำตรุษ, การแสดงเรือมอันเร หรือประเพณีแซนโฎนตา  หรือ กันตรึม   ซึ่งล้วนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาอันยาวนานของพวกเขาในดินแดนนี้

ดังนั้น การเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “คนไทยเชื้อสายขแมร์” อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายความลึกซึ้งของความเป็นมาของพวกเขา หากมองลึกลงไปในรากเหง้า จะพบว่าพวกเขาคือผู้สืบทอดอารยธรรม “ขอม” ที่เคยยิ่งใหญ่และยังคงยืนหยัดอยู่ในดินแดนแห่งนี้มานับพันปี               

การมองชาวไทยเชื้อสายเขมรเหล่านี้ว่าเป็น “เจ้าของเดิม” ของดินแดนนี้ จึงเป็นมุมมองที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์มากที่สุด และเป็นการยกย่องบรรพบุรุษผู้สร้างปราสาทหินที่ยังคงยืนยงเป็นพยานแห่งกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก https://www.beartai.com/

‘ELLE Fashion Week 2025’ กลับมาประกาศศักดาดีไซเนอร์ไทยอีกครั้ง ปักหมุดไอคอนสยาม

‘ELLE Fashion Week 2025’ กลับมาประกาศศักดาดีไซเนอร์ไทยอีกครั้ง ปักหมุดไอคอนสยาม

‘ELLE Fashion Week 2025’ กลับมาประกาศศักดาดีไซเนอร์ไทยอีกครั้ง ปักหมุดไอคอนสยาม

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ELLE Fashion Week 2025 อีเวนต์แฟชั่นที่ทรงอิทธิพลและยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย จะกลับมาสร้างปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ในวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบการก่อตั้ง 80 ปี ของ ELLE ประเทศฝรั่งเศส ปักหมุด ไอคอนสยาม ต่อเนื่องเป็นปีที่สองเพื่อสานต่อพันธกิจในการเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ เดสติเนชั่นแห่งการช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกันผลักดันศักยภาพของดีไซเนอร์ไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีสากลภายใต้คอนเซปต์ LIFE – A Seed of Creativity, The Future of Fashion การเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดสร้างสรรค์ให้เติบโตเป็นอนาคตแห่งโลกแฟชั่น สะท้อนภาพพลังที่เชื่อมั่นในความหลากหลาย เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ และนิยามอีกมิติของแฟชั่น ซึ่งขับเคลื่อนด้วยชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คน ระหว่างวันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2568 ณ ลานริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

พจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล, อาลี ซีอานี, ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต

ความยิ่งใหญ่ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรชั้นนำอย่าง Bobbi Brown แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกที่เชื่อมั่นเรื่องความสวยเรียบง่ายอย่างเป็นธรรมชาติ ให้คุณมั่นใจขึ้นในแบบที่คุณเป็น, Don Julio (ดอนฮูลิโอ) ลักชัวรี่ เตกีล่าอันดับหนึ่งของโลกสำหรับทุกการเฉลิมฉลอง, Madame Fin น้ำหอมสัญชาติไทยที่รังสรรค์กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ นึกถึงความหอม นึกถึงมาดามฟิน, SLC Clinic & Hospital สถานเสริมความงามอันดับหนึ่งของไทยที่ได้รับการยอมรับ ด้วยประสบการณ์ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 21 ปี และ XPENG Thailand (เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค ที่จะมาร่วมกันเนรมิตรันเวย์ให้สมบูรณ์แบบและผลักดันผลงานของเหล่าดีไซเนอร์แถวหน้าของประเทศ

อาลี ซีอานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมส ดิจิทัล จำกัด กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในปีนี้ว่า ELLE Fashion Week ครั้งที่ 27 นี้ มีความพิเศษอย่างยิ่ง เพราะจัดขึ้นในวาระที่ ELLE สื่อแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ทรงอิทธิพลของโลก มีอายุครบ 80 ปี และตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษของ ELLE Thailand เราได้ร่วมสร้างภูมิทัศน์แฟชั่นของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และเปิดโอกาสให้นักออกแบบคลื่นลูกใหม่ได้แสดงศักยภาพอย่างไร้ขีดจำกัด ELLE ได้จุดประกายเส้นทางอาชีพของดีไซเนอร์ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วนับไม่ถ้วน ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและผลักดันนวัตกรรมแฟชั่นไทยอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เราจึงตื่นเต้นอย่างยิ่งที่จะได้เฉลิมฉลองการผสมผสานระหว่างมรดกอันล้ำค่าและนวัตกรรมแห่งอนาคต ผ่านผลงานการออกแบบอันน่าทึ่ง ที่จะสะท้อนความหลากหลายและความคิดสร้างสรรค์ อันเป็นหัวใจของดีไซเนอร์ไทย นอกจากนี้ เรายังมีโชว์พิเศษจาก ELLE MEN นำเสนอเทรนด์และสไตล์ล่าสุดที่นิยามความเป็นผู้ชายสมัยใหม่ได้อย่างน่าจับตามอง

สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด  กล่าวถึงการกลับมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญว่า ในฐานะพาร์ทเนอร์หลักของ ELLE Fashion Week ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ไอคอนสยามพร้อมที่จะสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับวงการแฟชั่นไทย เพื่อตอกย้ำถึงพันธกิจของไอคอนสยามในการเป็นGlobal Experiential Destination อย่างแท้จริง การใช้ศักยภาพของพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสถานที่จัดงานทำให้เราสามารถสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ผสมผสานศิลปะการออกแบบเข้ากับทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำได้อย่างลงตัว สร้างเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประสบการณ์ระดับโลก อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญที่สุดของไอคอนสยาม คือการเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนและผลักดันดีไซเนอร์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ผ่านการแสดงแฟชั่นโชว์ของ ICONCRAFT ซึ่งในปีนี้นำเสนอผลงานที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และเรื่องราวของความเป็นไทยได้อย่างโดดเด่น เราเชื่อว่าการมอบโอกาสและพื้นที่ให้ดีไซเนอร์ไทยได้แสดงศักยภาพอย่างต่อเนื่องจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับวงการแฟชั่นไทยให้เติบโตและเป็นที่ยอมรับในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน และความสำเร็จของการจัดงานนี้ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าไอคอนสยามพร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านอุตสาหกรรมแฟชั่น การท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

การกลับมาของ ELLE Fashion Week ในปีแห่งการเฉลิมฉลองนี้ ย่อมมาพร้อมกับเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ นอกจากโชว์หลักที่อัดแน่นด้วยผลงานของ 12 แบรนด์ดีไซเนอร์ชั้นนำของประเทศ ได้แก่ THEATRE, Hook’s by Prapakas, LA BOUTIQUE, ICONCRAFT, TandT, NICHp, STUDIO UNKNOWN, EVERYWEEK.OUTFIT,HEIDI’S SECRET X LOPTEL, SILHOUETTE, MERGE, RENIM PROJECT, BLACKSUGAR และโชว์พิเศษจาก ELLE MEN ที่จะมาร่วมถ่ายทอดมิติใหม่ของโลกแฟชั่นบุรุษที่น่าจับตามอง โดยเป็นการรวมพลังของ 12 สุดยอดแบรนด์เมนส์แวร์และยูนิเซ็กส์ของไทย ปีนี้ ELLE MEN ได้นำเสนอแฟชั่นโชว์พิเศษภายใต้คอนเซปต์ ‘Boy Scouts’ การตีความใหม่ที่ไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงในกรอบเดิม แต่สะท้อนภาพชายหนุ่มยุคใหม่ ผู้รักการผจญภัย กล้าลองสิ่งใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ และใส่ใจในความยั่งยืน โชว์ครั้งนี้ได้รวบรวมแบรนด์เสื้อผ้าบุรุษชั้นนำของไทยกว่า 12 แบรนด์ มาร่วมรังสรรค์กว่า 35 ลุค ที่ได้แรงบันดาลใจจากเทรนด์ Spring/Summer 2026 ถ่ายทอดผ่านบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยพลัง ความสนุกและพร้อมจะเปิดบทสนทนาใหม่ให้กับวงการ Menswear อย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดได้ทุกช่องทางของ ELLE Thailand
ช่องทางออนไลน์ ellethailand.comInstagram: @ellethailandofficialFacebook: facebook.com/ellethailandmagazineX: x.com/ELLEThailandTikTok: https://www.tiktok.com/@ellethailand และ ELLE MEN Thailand ช่องทางออนไลน์ ellementhailand.comInstagram: @ellementhailandFacebook: facebook.com/ellementhailandX: x.com/ellementhailandTikTok: tiktok.com/@ellementhailand

คุณแหน : 19 กันยายน 2568

คุณแหน : 19 กันยายน 2568

คุณแหน : 19 กันยายน 2568

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ มอบหมายให้ ธวัชชัย ศรีทอง ผวจ.ชลบุรี เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือระดับผู้นำ รุ่นที่ 1030 ของหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 84 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี รัตนา สรภูมิ, วีกิจ มานะโรจน์กิจ ร่วมด้วย..
  • นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เตือนภัย “กระดาษเมา สติกเกอร์เมา กระดาษมหัศจรรย์ หรือ แสตมป์มรณะ” อันตราย ออกฤทธิ์หลอนประสาทอย่างรุนแรง อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้..
  • ร้าน PUFF & PIE ของ บมจ.การบินไทย (THAI) จับมือกับ โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดตัวกาแฟทางเลือกใหม่ “Carbon Neutral Coffee” พร้อมเสิร์ฟเมนูกาแฟรักษ์โลกและเบเกอรี่เมนูพิเศษ เริ่มเสิร์ฟตั้งแต่ ต.ค. เป็นต้นไป งานนี้ ชาย เอี่ยมศิริ, วรางคณา ลือโรจน์วงศ์ และ ประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ร่วมงานเปิดตัว..
  • มิตรสหายยินดีกับผู้บริหารคนเก่ง ฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ ที่ไปเป็น Head of AIS Academy..
  • ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ ในนาม สนง.ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ลงนาม MoU ขยายบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ กับ มร.อันเดอร์ส เรียน ประธาน บ.อีริคสัน ประเทศไทย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยี 5G ไปปรับใช้และเสริมสร้างความเข้าใจเทคโนโลยี 5G ทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยมี มร.Per Linnér, ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์, ดร.ศุภกร สิทธิชัย ร่วมเป็นสักขีพยาน..
  • วิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ วันเกิดปีนี้ได้ไปตีกอล์ฟสังสรรค์ แล้วฉลองกับครอบครัวอย่างอบอุ่น..
  • ดร. ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์, ทญ. ลพา วัชรศรีโรจน์, ศรินรัตน์ อภินรเศรษฐ์, อัจฉราวรรณ อัศวรัตนาภรณ์ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงกลุ่มสาวผู้บริหาร Top Women ที่ เดอะ เฮ้าส์ ออน สาทร รร.ดับเบิลยู กรุงเทพ พร้อมมีดนตรีพิเศษ ตามด้วยนักร้องสุดหล่อ สปาย ภาสกรณ์ มาร้องกล่อม พร้อมมีช่างภาพมืออาชีพมาเก็บภาพได้รูปสวยๆกันทุกคน จนเพื่อนๆแซวกลุ่มนี้ว่า “สวยสายโหด” เพราะการจัดการเฉียบมาก..
  • นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี รับมอบเงินบริจาค จากศิลปินใจงาม รชตะ หัมพานนท์ (แจม) เพื่อสนับสนุนโครงการ Little Miracle ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง..
  • ขอแสดงความเสียใจกับ ไพฑูรย์ ไผ่ล้อม ผู้ช่วยผู้ว่าการ การประปาส่วนภูมิภาค ที่สูญเสีย คุณแม่แฉล้ม ไผ่ล้อม  สวดพระอภิธรรม 17-21 ก.ย. วัดทุ่งแฝกเจริญธรรม จ.ราชบุรี และฌาปนกิจ 22 ก.ย.16.00 น..

น้องใหม่

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ โชว์นวัตกรรมสีเขียว พลิกวิกฤตขยะสู่การสร้างมูลค่าใหม่เพื่อความยั่งยืน

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ โชว์นวัตกรรมสีเขียว พลิกวิกฤตขยะสู่การสร้างมูลค่าใหม่เพื่อความยั่งยืน

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ โชว์นวัตกรรมสีเขียว พลิกวิกฤตขยะสู่การสร้างมูลค่าใหม่เพื่อความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.37 น.

กรุงเทพฯ 18 กันยายน 2568 – บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก แม็คโคร-โลตัส ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมสีเขียวสุดล้ำ ภายใต้โครงการ “ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste” ในงาน CP Innovation Exposition & Symposium 2025 มหกรรมด้านนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “ขยะเป็นศูนย์ ประโยชน์เป็นแสน From Waste to Wealth” ที่สนับสนุนอาหารส่วนเกินให้เกษตรกรนำไปใช้เลี้ยงหนอนแมลงโปรตีน BSF แปรรูปเป็นสินค้า เพิ่มมูลค่า สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร กล่าวว่า “ซีพี แอ็กซ์ตร้า มุ่งมั่นที่จะลดการสูญเสีย เพื่อให้ทุกกระบวนการสามารถกลับมาเป็นคุณค่าใหม่ได้ นวัตกรรมนี้คือโซลูชันที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเริ่มต้นจากการมอบอาหารส่วนเกินในธุรกิจส่งต่อให้เกษตรกรเพื่อใช้เลี้ยงแมลงโปรตีน Black Soldier Fly (BSF) ซึ่งหนอนแมลงโปรตีน BSF มีโปรตีนสูงถึง 50% ซึ่งมีกรดอะมีโนจำเป็นที่มีประโยชน์ต่อสัตว์ รวมถึงไขมันดี เช่น โอเมก้า 3, 6, 9 เพื่อนำไปเลี้ยงจิ้งหรีด ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์  ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน มูลจากแมลงโปรตีน BSF ยังถูกนำไปเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สำหรับปลูกผักออร์แกนิกอย่าง ผักเคล ซึ่งต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ ‘แคบเคล’ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญ แมลงโปรตีน BSF เป็นการจัดการขยะอาหารด้วยวิธีชีวภาพที่ดีที่สุด และเป็นการกำจัดอาหารได้เร็วกว่าการทำปุ๋ยถึง 45 เท่า แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงขยะให้เป็นประโยชน์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ข้อที่ 12 และการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทย”

นวัตกรรมดังกล่าวสะท้อนความตั้งใจของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยที่ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ร่วมกัน ทั้งผู้บริโภค เกษตรกร ชุมชน และสังคม นับเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในการ ‘เปลี่ยนขยะเป็นประโยชน์’ อย่างแท้จริง    

ร่วมหาคำตอบ นวัตกรรมสีเขียว เพื่อโลกที่ยั่งยืน “ขยะเป็นศูนย์ ประโยชน์เป็นแสน From Waste to Wealth” ได้ที่บูท CP AXTRA ภายในงาน CP Innovation Exposition & Symposium 2025 ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2568 ณ True Digital Park

‘โครงการ นปร.’ หลักสูตรพัฒนาและการเรียนรู้เพื่อสร้างความสำเร็จบนเส้นทางอาชีพราชการของคนรุ่นใหม่

‘โครงการ นปร.’ หลักสูตรพัฒนาและการเรียนรู้เพื่อสร้างความสำเร็จบนเส้นทางอาชีพราชการของคนรุ่นใหม่

‘โครงการ นปร.’ หลักสูตรพัฒนาและการเรียนรู้เพื่อสร้างความสำเร็จบนเส้นทางอาชีพราชการของคนรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.14 น.

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้ที่ใส่ใจใฝ่เรียนรู้และพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า เป็นคนดีมีคุณภาพชีวิตและการทำงานบนเส้นทางอาชีพราชการ โครงการพัฒนา “นักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่” (Public Service Agent for Change – PSAC Development Program) หรือที่รู้จักในชื่อ “โครงการ“นปร.” เป็นหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการใหม่ ที่ออกแบบโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.)  ที่อาจเปรียบเสมือนห้องทดลองเชิงปฏิบัติการทางสังคม (Social Lab) ในบริบทการสร้างกำลังคนคุณภาพ เสริมสร้างทักษะประสบการณ์การเรียนรู้และพัฒนาบนพื้นที่ “กระบะทราย (Sandbox)” แห่งการทดสอบทดลองการออกแบบระบบราชการแห่งอนาคต

โครงการ นปร. มีระบบการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครบนฐานของสมรรถนะ คุณลักษณะและทัศนคติที่เหมาะสมต่อการทำงานราชการ ซึ่งนอกจากการพิจารณาถึงความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และศักยภาพในการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ โครงการ นปร. ยังพิจารณาโอกาสของผู้สมัครที่จะสามารถเรียนรู้ต่อยอดเติบโตในการพัฒนาสมรรถนะที่สำคัญแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสามารถในการคิดเชิงสร้างสรรค์ ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความสามารถทางภาษาและการสื่อสาร ความสามารถในการประสานการทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือความสามารถในการออกแบบ ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและบริหารการเปลี่ยนแปลง

จุดเด่นที่สำคัญของโครงการ นปร. คือ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่โครงการจะได้เข้าหลักสูตรการพัฒนา เพื่อสร้างข้าราชการรุ่นใหม่ ในบทบาทของนักบริหารการเปลี่ยนแปลง ที่มีความยืดหยุ่น ล้มแล้วลุกไว เรียนรู้จากบทเรียนความสำเร็จและความล้มเหลว ที่พร้อมทำงานในทุกบทบาทหน้าที่ ทุกสถานการณ์ กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทุกระดับอย่างเป็นที่ยอมรับ 

หลักสูตรการพัฒนา นปร. วางผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ไว้บนเสาหลักของการมีความรู้และระบบความคิดที่ทันสมัย การมีทักษะทางการปฏิบัติเป็นรูปธรรม การเติบโตก้าวหน้าในเส้นทางชีวิตและอาชีพการงาน กับการสร้างคุณค่าและเป็นส่วนสำคัญในสังคมคุณภาพ 

โครงสร้างของหลักสูตร ประกอบด้วยหมวดการเรียนรู้เกี่ยวกับบริบทการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หมวดการเรียนรู้เกี่ยวกับระบบราชการและการพัฒนา กลยุทธ์ แนวทาง และเครื่องมือการพัฒนาระบบราชการ หมวดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางนวัตกรรมและเทคโนโลยี และหมวดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการปฏิบัติราชการแบบมืออาชีพ

เส้นทางการเรียนรู้ตามหลักสูตร นปร. มีระยะเวลา 22 เดือน โดยภายหลังจากที่ได้รับการเรียนรู้และพัฒนา ได้ทบทวนความรู้ความเข้าใจและทักษะสำคัญในด้านต่าง ๆ นปร. จะได้รับการมอบหมายให้เป็นเจ้าของโจทย์การออกแบบนวัตกรรมทางนโยบายสาธารณะและการพัฒนาระบบราชการ ภายใต้แนวทางห้องทดลองปฏิบัติการทางนโยบาย (Policy Lab) ภายใต้หลักแนวคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และได้รับการมอบหมายไปเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง (On the Job Learning) ภายใต้การสอนแนะให้คำปรึกษาจากผู้บริหารของส่วนราชการและหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ ตลอดจนอาจารย์ผู้ดูแล โค้ช และพี่เลี้ยงของส่วนราชการ ทั้งในแบบรายกลุ่ม และรายบุคคล จากการไปปฏิบัติงานในราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หน่วยงานภาคเอกชน และการปฏิบัติงานต่างประเทศ นปร. จะมีโอกาสได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในการทำงาน ในการออกแบบและบริหารจัดการโครงการ และการเรียนรู้ผ่านการประเมินผลความก้าวหน้า ความสำเร็จและความล้มเหลวของการปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้และพัฒนาของ นปร. อย่างต่อเนื่อง 

โดยพิจารณาจากขีดความสามารถทางการเรียนรู้และพัฒนางานราชการและพัฒนาตนเอง ขีดความสามารถในการนำความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ไปปรับใช้ในหน้าที่การงานตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และขีดความสามารถในการปรับปรุง พัฒนา สร้างสรรค์ นวัตกรรมทางนโยบายสาธารณะ ตลอดจนพฤติกรรมที่บ่งชี้ความสำเร็จในการรับราชการ ด้านการครองตน (วินัยและการประพฤติที่มุ่งผลสัมฤทธิ์) ครองคน (คุณธรรมจริยธรรมกับการทำงานร่วมกับผู้อื่น) และครองงาน (บริการที่ดี กับการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ)

เมื่อสิ้นสุดเส้นทางการเรียนรู้และพัฒนา 22 เดือน ภายใต้กิจกรรมหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้และพัฒนา ที่สร้างประสบการณ์การออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและการพัฒนาระบบราชการ นปร. ก็จะก้าวเข้าสู่โลกของการปฏิบัติงานจริงในส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีภารกิจสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ แต่สิ่งที่จะแตกต่างจากข้าราชการทั่วไป คือ นปร. จะก้าวไปบนเส้นทางอาชีพราชการในแบบที่พร้อมเผชิญหน้ากับทุกการเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย และพร้อมแบกรับทุกภารกิจของการพัฒนาประเทศ ด้วยชุดความคิดแบบเติบโต จากประสบการณ์อันมีคุณค่า ที่สำนักงาน ก.พ.ร. คาดหวังไว้ว่า นปร. ได้รับจากโครงการ นปร. นี้

-(016)

‘ESAN Iconic Goods 2025’ เสน่ห์อีสานใต้ ยกระดับสินค้าอินทรีย์วิถีใหม่ สู่นวัตกรรมทางการค้า

‘ESAN Iconic Goods 2025’ เสน่ห์อีสานใต้ ยกระดับสินค้าอินทรีย์วิถีใหม่ สู่นวัตกรรมทางการค้า

‘ESAN Iconic Goods 2025’ เสน่ห์อีสานใต้ ยกระดับสินค้าอินทรีย์วิถีใหม่ สู่นวัตกรรมทางการค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.10 น.

จากภูมิปัญญาอีสาน ยกระดับสินค้าอินทรีย์วิถีใหม่ สู่นวัตกรรมทางการค้า งานแสดงและจำหน่ายสินค้า ปลอดภัยและสินค้าอินทรีย์  สินค้าจากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2  อํานาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และยโสธร 

จังหวัดอำนาจเจริญ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอำนาจเจริญ จัดงาน “ESAN Iconic Goods 2025” ระหว่างวันที่ 17 – 21 กันยายน 2568 ณ บริเวณลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พบกับการรวมสุดยอดสินค้าปลอดภัย สินค้าอินทรีย์ และสินค้าเด่นจากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 กว่า 40 ร้านค้า

นายเกษศิริ  สุวพงษ์ พาณิชย์จังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า  การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ที่สอดรับกับนโยบายของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 และจังหวัดอำนาจเจริญ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าและสร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการในท้องถิ่น

โดยจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ถือเป็นแหล่งผลิตสินค้าอินทรีย์และสินค้าปลอดภัยที่มีศักยภาพของภาคอีสาน โดยมีผลิตภัณฑ์เด่น อาทิ ผลิตภัณฑ์จากกก ข้าวหอมมะลิ หอม กระเทียม ผักอินทรีย์ และสมุนไพร ที่เป็นที่ต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ งานจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “ESAN Iconic Goods 2025” จึงเป็นเวทีสำคัญในการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงการค้าสู่ตลาด

ที่กว้างขึ้น ตลอดจนยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการสินค้าอินทรีย์ อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์สินค้าอินทรีย์และสินค้าปลอดภัยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เพื่อนำเสนออัตลักษณ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาอีสานสู่สังคมอย่างแพร่หลาย

และภายในงานยังมีกิจกรรมไฮไลต์ เช่น การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และปลอดภัย การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) การแสดงจากศิลปิน นักร้องชื่อดัง อาทิ ก้านตอง ทุ่งเงิน, นุ้ย สุวีณา, วงสติกเกอร์, ทราย ศิวพร และ แอ้ม ชลธิชา มีกิจกรรม Workshop รักษ์โลก และกิจกรรมร่วมสนุกลุ้นรางวัลอีกมากมาย 

-(016)

สหพันธ์สมาคมเวชกรรมเสริมสวยฯ จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ‘WCAM 2025’ ยกระดับแพทย์และคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น

สหพันธ์สมาคมเวชกรรมเสริมสวยฯ จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ 'WCAM 2025' ยกระดับแพทย์และคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น

สหพันธ์สมาคมเวชกรรมเสริมสวยฯ จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ‘WCAM 2025’ ยกระดับแพทย์และคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.05 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ทางการแพทย์ WCAM 2025 (World Congress of Aesthetic Surgery, Anti-Aging and Alternative Medicine) ครั้งที่ 4 จัดขึ้นโดยสหพันธ์สมาคมเวชกรรมเสริมสวยและการชะลอวัยประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 17 – 18 กันยายน 2568 ณ. ห้องประชุม โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพ 

งาน WCAM 2025 ได้รับเกียรติ จาก นายแพทย์ สมศักดิ์ กรีชัย  รองอธิบดีกรมการแพทยแผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ นายแพทย์ ธนวรรฒน์ โชติมา ประธานสหพันธ์สมาคมเวชกรรมเสริมสวยและการชะลอวัยประเทศไทย  เปิดงาน WCAM 2025 อย่างเป็นทางการ จุดประสงค์หลักของการจัดงานปีนี้นอกจากจะงานประชุมวิชาการให้ความรู้กับแพทย์ไทย ไฮไลท์ปีนี้จะเป็นความรู้ทางด้านการปลูกผม และการแพทย์ชะลอวัยที่มีแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะด้านมาถ่ายทอดด้วยตัวเองแล้ว  ในภาคประชาชน ยังมีแนวทางในการสนับสนุน การแพทย์ชะลอวัย และการแพทย์ทางเลือก ให้เป็นที่ยอมรับจากแพทยสภา เนื่องจากปัจจุบันนี้กระแสการดูแลตัวเอง และภาพลักษณ์ที่ดี เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ช่วยให้ได้รับโอกาสดีๆเข้ามาในชีวิต ทำให้มีค่านิยมในการทำศัลยกรรมเสริมสวย ดูแลผิวพรรณ แต่ยังรวมไปถึงการแพทย์ชะลอวัย และการแพทย์ทางเลือก ที่เน้นการป้องกัน ก่อนจะรักษา ที่มีบทบาทมากขึ้นทำให้ผู้รับบริการมีความคาดหวังทั้งผลลัพธ์ที่ดี ที่ชัดเจนเกิดความปลอดภัย และการดูแลที่ได้มาตราฐาน จึงได้มีแนวทางในการสนับสนุนการแพทย์ชะลอวัย และการแพทย์ทางเลือก เป็นที่ยอมรับจากแพทยสภา อีกทั้งยังช่วยลดการขัดแย้งทางโครงสร้างของวงการแพทย์ไทย  ,หาแนวทางให้แพทย์ด้านเสริมสวย  แพทย์ชะลอวัย และแพทย์ทางเลือก ทำงานควบคู่กับ ความปลอดภัยและจริยธรรม ,บูรณาการการแพทย์สมัยใหม่กับการแพทย์ทางเลือกเพื่อให้เกิดประโยชนสูงสุดต่อผู้รับบริการ

WCAM 2025 นอกจากเป็นงานประชุมวิชาการนานาชาติแล้วยังเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้งานวิจัยและประสบการณ์ทางวิชาการของแพทย์ ทำให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศาสตร์และการประยุกต์ใช้ในระดับนานาชาติแล้วยังส่งเสริมความแข็งแรงทาง ด้านเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ แพทย์เวชปฏิบัติเสริมสวย แพทย์เวชปฏิบัติบูรณาการการ  และผู้ปฏิบัติงานจากทั่วโลก  โดยปีนี้มีแพทย์ ผู้เกี่ยวข้อง และบริษัทเครื่องมือแพทย์เข้าร่วมในงาน 1,000 กว่าคน 

“ผมอยากเน้นว่าผู้รับบริการหรือผู้ป่วยต้องเป็นศูนย์กลางของการดูแล  แพทย์ทุกท่านควรร่วมกันทำงานเพราะมันคือความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้คน หากเราสามารถสร้างมาตราฐานร่วมกันได้ ศํลยกรรมเสริมสวย เวชกรรมเสริมสวยการแพทย์ชะลอวัย และการแพทย์ทางเลือกจะไม่ใช่เป็นเพียงกระแส แต่จะกลายเป็นศาสตร์ที่ยั่งยืนเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว” นายแพทย์ ธนวรรฒน์ โชติมา  นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย และประธานสหพันธ์สมาคมเวชกรรมเสริมสวยและการชะลอวัยประเทศไทย กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

นาโนเทค สวทช. จับมือนาโนเต้ เปลี่ยนของเหลือจากโรงงานสู่สารเสริมอาหารไก่ไข่ ยกระดับเกษตร-อุตสาหกรรม

นาโนเทค สวทช. จับมือนาโนเต้ เปลี่ยนของเหลือจากโรงงานสู่สารเสริมอาหารไก่ไข่ ยกระดับเกษตร-อุตสาหกรรม

นาโนเทค สวทช. จับมือนาโนเต้ เปลี่ยนของเหลือจากโรงงานสู่สารเสริมอาหารไก่ไข่ ยกระดับเกษตร-อุตสาหกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.02 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ลงนามความร่วมมือกับนาโนเต้ ในเครือพีซี ทูน่า ต่อยอดของเหลือในกระบวนการผลิตทูน่ากระป๋อง/ปลากระป๋องสู่สารเสริมอาหารไก่ไข่ สู่การผลิต “ไข่เสริม (Fortified eggs) ที่มีโอเมก้า 3 สูง ปูทางรับเทรนด์อาหารอนาคต เตรียมขยายผลภาคสนามใน 3 พื้นที่ ได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา หวังยกระดับคุณภาพทั้งผู้บริโภค เกษตรกร และอุตสาหกรรมพร้อมกัน

ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า นาโนเทค สวทช. มีกลยุทธ์วิจัยเพื่อชาติ ด้วยการสร้างนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เดินหน้าตามแนวคิด Innovate, Collaborate and Grow ที่จะให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัย คือ นวัตกรรม, ความร่วมมือกับพันธมิตร และการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า 4 Strategic Focus (SF) หรือกลไกการผลักดันเทคโนโลยียกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน (improve quality of life) ได้แก่ สารสกัดสมุนไพร, ชุดตรวจสุขภาวะ, น้ำและสิ่งแวดล้อม และ เกษตรและอาหาร

“ภาคเกษตรและอาหารของประเทศไทยถือเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงทางอาหารของชาติ แต่ปัจจุบันกลับเผชิญความท้าทายรอบด้าน นาโนเทคจึงได้กำหนดแผนกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนาโน เพื่อยกระดับระบบการผลิตทางการเกษตรและอาหารของประเทศให้มีความยั่งยืน ปลอดภัย และแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยนำองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีการห่อหุ้มและกักเก็บระดับนาโนเพื่อการพัฒนาอาหารฟังก์ชันตอบโจทย์การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เมื่อทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม นำสู่ประชาชนที่สุขภาพแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในขณะเดียวกัน ประเทศก็มีความมั่นคงทางอาหารอีกด้วย” ผู้อำนวยการนาโนเทค สวทช. ชี้ 

นอกจากการเชื่อมโยงโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ทั้งภาคอุตสาหกรรม ชุมชน ประชาชนแล้ว นาโนเทคยังทำงานสอดรับกับนโยบายรัฐบาลทั้งในแง่ของนโยบายเร่งด่วนด้านของการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยขนาดกลางและขยาดย่อม (SMEs) และการเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตรและราคาพืชผลเกษตร ยกระดับรายได้เกษตรกร และนโยบายของภาครัฐในระยะกลาง-ยาว ในด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และการมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพ และบริการทางการแพทย์ และเดินหน้าคู่ขนานกับนโยบายภาครัฐที่ต้องการยกระดับการบริหารจัดการน้ำ และสานต่อนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอีกด้วย

นายพรชัย ปานศรีแก้ว ผู้ก่อตั้ง และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีซี ทููน่า จำกัด กล่าวว่า พีซีทูน่า มีโรงงานผลิตและส่งออกปลาทูน่า แซลมอน และซาร์ดีนมากว่า 20 ปี ทั้งในรูปแบบอาหารคนและอาหารสัตว์ ถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านปลาทะเลของไทย และในวันนี้เราต้องการต่อยอดองค์ความรู้และความชำนาญเหล่านี้ไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ โครงการนี้จึงเกิดขึ้นจากการร่วมมือกับ บริษัท นาโนเต้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือพีซี ทูน่าที่ลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับนักวิจัยจากนาโนเทค โดยมีแนวคิดว่า น้ำมันปลาและสารอาหารจากทะเลสามารถพัฒนาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั้งสร้างคุณค่าเพิ่ม และมีประโยชน์ต่อสุขภาพผู้บริโภคอย่างแท้จริง

“เราทำงานร่วมกับนาโนเทค สวทช. มาก่อน โดยก่อนหน้านั้น เราประสบความสำเร็จในการทำให้น้ำมันปลากินง่ายขึ้น ดูดซึมได้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีนาโน ลดปัญหากลืนยากหรือเหม็นคาว จึงได้คุยกับนักวิจัยนาโนเทคว่า หากใช้แนวคิดเดียวกันนี้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะไก่ไข่ จะเป็นประโยชน์มาก เพราะคนไทยบริโภคไข่เฉลี่ย ประมาณ 250–300 ฟองต่อคนต่อปี หรือเกือบวันละฟอง หากเราทำให้ไข่ที่กินประจำทุกวันอุดมด้วยโอเมก้า 3 ได้ เท่ากับคนไทยได้รับสารอาหารที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องหาซื้ออาหารเสริมเพิ่ม” กรรมการผู้จัดการพีซี ทูน่ากล่าว 

นายพรชัยย้ำว่า สิ่งที่พีซี ทูน่า โดยบริษัทในเครืออย่างนาโนเต้กำลังทำ เป็นการ ‘เพิ่มมูลค่า’ และ ‘ยกระดับ’ ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในธุรกิจประมงและอาหารทะเลไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ นอกจากบริษัทจะได้สร้างโอกาสทางธุรกิจและเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์สุขภาพแล้ว เกษตรกรฟาร์มไก่ก็ได้รับประโยชน์อย่างมากเช่นกัน ด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้เลยอย่างอาหารสัตว์ผสานน้ำมันนาโนที่สามารถทำให้ไก่ออกไข่ที่มีโอเมก้า 3 ได้ทันที เกษตรกรจึงสามารถขายไข่ไก่โอเมก้า 3 ในราคาที่สูงกว่าไข่ปกติ เพิ่มรายได้และกำไรอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับคุณภาพทั้งผู้บริโภค เกษตรกร และอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน

“สิ่งนี้เป็นเพียงก้าวแรก เรายังมีแผนต่อยอดทำงานวิจัยร่วมกับบริษัท นาโนเต้ จำกัด และนักวิจัยจากนาโนเทคต่อไป ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคน และอาหารสัตว์ประเภทอื่น ๆ รวมถึงการนำวัตถุดิบจากทะเลที่เรามีอยู่มาใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้ทุกส่วนของปลาทะเลที่ผ่านกระบวนการของเรามีคุณค่ามากที่สุด”

ดร. กิตติวุฒิ เกษมวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโนและระบบนำส่งทาง (NCBS) นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปไข่ไก่ สามารถสร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ เพื่อรองรับผลผลิตไข่ไก่ระดับอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค และเพิ่มช่องทางการตลาด ตลาด “ไข่เสริม” หรือ “Fortified eggs” ซึ่งถือเป็น “อาหารอนาคต (Future food)” ในกลุ่มอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ก็ถือได้ว่า ไข่เสริมที่มีการเพิ่มวิตามินหรือแร่ธาตุต่างๆ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะที่ส่งผลดีต่อร่างกายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในตลาดโลก 

Future Market Insights ระบุตลาดไข่เสริมทั่วโลกมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 383.6 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 นอกจากนี้ ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมด้านบริการอาหารและการใช้ในครัวเรือน คาดว่าจะส่งผลให้ยอดขายไข่เสริมโดยรวมจะมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ราว 8.5% ระหว่างปี 2566-2576 ซึ่งมีมูลค่ารวม 821.9 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2576 ตอบโจทย์แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่ปัจจุบันมุ่งเน้นเรื่องของการดูแลสุขภาพ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสัตว์ รวมทั้งความต้องการจากสังคมผู้สูงอายุ 

จากแนวโน้มและความต้องการดังกล่าว ทีมวิจัยนาโนเทคได้ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “NANO-FortiEgg” หรือ OMEGA-enriched eggs ไข่ไก่โอเมก้า ที่ผลิตขึ้นโดยการเสริมอาหารของแม่ไก่ไข่ให้มีแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 ได้แก่ น้ำมันปลาทูน่าและแซลมอนที่สกัดจากของเหลือในกระบวนการผลิตทูน่ากระป๋อง/ปลากระป๋อง โดยใช้นาโนเทคโนโลยีเป็นเครืองมือในการนำส่งสารสำคัญสู่ระบบทางเดินอาหารของแม่ไก่และส่งเสริมให้มีการสะสมกรดไขมันโอเมก้า-3 ในไข่ไก่ ด้วยตัวพาไขมันที่มีโครงสร้างระดับนาโน (Nanostructured Lipid Carriers หรือ NLC) โดยไข่ไก่ 1 ฟอง จะมีปริมาณโอเมก้า-3 สูงกว่าเดิมถึง 3 เท่า สร้างโอกาสสำหรับไข่ไก่อนามัย คุณภาพสูง ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์เสริมที่ดีต่อสุขภาพ ผ่านการควบคุมการผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะเพื่อให้ได้ไข่ไก่ที่มีสารอาหารมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับกลยุทธ์ขับเคลื่อนงานวิจัยของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ SF เกษตรและอาหาร 

-(016)

คณะผู้แทนแทนซาเนีย เยี่ยมชม TCELS ตั้งเป้าศึกษาต้นแบบสู่การจัดตั้งองค์กรด้านชีววิทยาศาสตร์ในประเทศตนเอง

คณะผู้แทนแทนซาเนีย เยี่ยมชม TCELS ตั้งเป้าศึกษาต้นแบบสู่การจัดตั้งองค์กรด้านชีววิทยาศาสตร์ในประเทศตนเอง

คณะผู้แทนแทนซาเนีย เยี่ยมชม TCELS ตั้งเป้าศึกษาต้นแบบสู่การจัดตั้งองค์กรด้านชีววิทยาศาสตร์ในประเทศตนเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.53 น.

คณะผู้แทนระดับสูงจากสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย เดินทางเยี่ยมชม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS พร้อมแสดงความประทับใจต่อบทบาทของ TCELS ในการเชื่อมโยง “นวัตกรรม” เข้ากับ “การเข้าถึง” สิทธิด้านสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568

ระหว่างการเยี่ยมชม คณะฯ ได้สัมผัสและทดลองใช้ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสุขภาพ ที่ปัจจุบันได้รับการบรรจุเป็น สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง (30 บาทรักษาทุกโรค) อาทิ เท้าเทียมไดนามิก, ถุงทวารเทียม, รากฟันเทียม, ชุดตรวจคัดกรองโรคพยาธิใบไม้ตับแบบสำเร็จรูป (OV Antigen Rapid Test Kit) รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องตรวจวัดเบาหวานด้วยลมหายใจ ระบบตรวจคัดกรองโรคด้วย AI นวัตกรรมจากสมุนไพรไทย และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เกิดจากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ไทย

“เราไม่ได้เห็นแค่ตัวอย่างในห้องสมุด แต่ได้เห็นของจริง ได้จับต้องนวัตกรรม ได้เห็นว่าระบบของไทยสร้างการเปลี่ยนแปลง และการเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมให้กับประชาชนอย่างไร” Dr.Suleiman Rashid Mohamed กล่าวด้วยความประทับใจ

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยว่า ปัจจุบันในแทนซาเนียยังไม่มีองค์กรที่มีบทบาทครบวงจรเหมือน TCELS ที่เป็นทั้งผู้นำด้านนโยบาย ผู้เชื่อมโยงงานวิจัยกับธุรกิจ และผู้ผลักดันนวัตกรรมเข้าสู่ระบบสุขภาพของประเทศได้จริง การมาเยี่ยมชมในครั้งนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดแนวคิดในการจัดตั้งหน่วยงานลักษณะเดียวกันในประเทศแทนซาเนีย เพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพและเศรษฐกิจชีวภาพให้ก้าวหน้าในระยะยาว

ด้าน ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการ TCELS ได้ย้ำถึงบทบาทสำคัญขององค์กรว่า “TCELS ไม่ได้หยุดอยู่ที่การวิจัย แต่เรานำผลวิจัยไปสู่การใช้จริงในชีวิตประชาชน เราเชื่อว่านวัตกรรมทางสุขภาพควรข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้ และเรายินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับประเทศต่างๆ รวมถึงแทนซาเนีย เพื่อสร้างความร่วมกันในอนาคต”

การเยี่ยมชมในครั้งนี้สะท้อนความสำเร็จของ TCELS ในฐานะศูนย์กลางชีววิทยาศาสตร์ของไทย (Thailand’s Life Sciences Hub) ที่มีบทบาท “เร่งรัด-เชื่อมโยง-สร้างผลลัพธ์” อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบขององค์กร Resilient ที่พร้อมรับมืออนาคต และสร้างความร่วมมือในระดับโลก

ศึกษารายละเอียดและบริการของ TCELS ได้ที่ https://www.tcels.or.th Facebook: TCELS THAILAND

อว.ร่วมมือยูเนสโกผลักดันไทยเข้าร่วมสัตยาบัน ‘อนุสัญญาโตเกียว – อนุสัญญาโลก’ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดน

อว.ร่วมมือยูเนสโกผลักดันไทยเข้าร่วมสัตยาบัน 'อนุสัญญาโตเกียว - อนุสัญญาโลก' เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดน

อว.ร่วมมือยูเนสโกผลักดันไทยเข้าร่วมสัตยาบัน ‘อนุสัญญาโตเกียว – อนุสัญญาโลก’ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.51 น.

ปลัดกระทรวง อว.ร่วมมือยูเนสโกผลักดันไทยเข้าร่วมสัตยาบัน “อนุสัญญาโตเกียว” และ “อนุสัญญาโลก” เพื่อเปิดให้นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัยได้แลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดนพร้อมยกระดับความเชื่อมั่นในคุณวุฒิการศึกษาของไทยในเวทีสากลสู่การเป็น “เครือข่ายศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ”

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา “สร้างโอกาสการเคลื่อนย้ายในโลกไร้พรมแดน: การเตรียมประเทศไทยสู่การรับรองคุณวุฒิการศึกษาระดับภูมิภาคและระดับโลกของยูเนสโก (Opening Doors for Global Mobility: Preparing Thailand for the Asia-Pacific and Global Conventions on Qualifications Recognition)” มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักการสำคัญและประโยชน์ของ อนุสัญญาว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Tokyo Convention) และ อนุสัญญาโลกว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (Global Convention) โดยมี Ms. Soohyun Kim, Director, UNESCO Regional Office in Bangkok and Office for UN Coordination for Asia and the Pacific พร้อมด้วยผู้บริหารมหาวิทยาลัยจากทั่วประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิจากไทยและต่างประเทศ ข้าราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดการพัฒนาอุดมศึกษาสู่ความเป็นสากลเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ขับเคลื่อนนวัตกรรม และพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าร่วมและให้สัตยาบันอนุสัญญาโตเกียวและอนุสัญญาโลก จึงถือเป็นก้าวย่างเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานการศึกษาระดับโลก แต่ยังทำให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ

ปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า การให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์สำคัญ ได้แก่ การเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย และคณาจารย์ไทยสามารถเคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดนได้อย่างสะดวกมากขึ้น เกิดการยกระดับความเชื่อมั่นในคุณวุฒิการศึกษาของไทยในเวทีสากล และการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการและการวิจัยกับนานาประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 4 ว่าด้วยการศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียม และทั่วถึง

“ขอขอบคุณวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน โดยเฉพาะสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย กระทรวงศึกษาธิการออสเตรเลีย สำนักงานใหญ่ยูเนสโก และยูเนสโก กรุงเทพฯ ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความพร้อมของประเทศไทย และหวังว่าการหารือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำไปสู่การให้สัตยาบันและการปฏิบัติได้จริง เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักศึกษา มหาวิทยาลัย และสังคมไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดประตูสู่การเคลื่อนย้ายในระดับโลกอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

-(016)