พลิกโฉม “เทศกาลไทย” สู่ยุทธศาสตร์รีแบรนด์ “ประเทศไทย” บนเวทีโลก ดึงต่างชาติมองไทย “มุมใหม่”

พลิกโฉม “เทศกาลไทย” สู่ยุทธศาสตร์รีแบรนด์ “ประเทศไทย” บนเวทีโลก ดึงต่างชาติมองไทย “มุมใหม่”

พลิกโฉม “เทศกาลไทย” สู่ยุทธศาสตร์รีแบรนด์ “ประเทศไทย” บนเวทีโลก ดึงต่างชาติมองไทย “มุมใหม่”

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

หากถามชาวต่างชาติว่า “ถ้านึกถึงประเทศไทย นึกถึงอะไร” คำตอบที่ได้มักหนีไม่พ้นอาหารไทย ชายหาด วัดวาอาราม และรอยยิ้ม

ภาพจำเหล่านี้ไม่เคยผิด และยังทรงพลังเสมอ แต่สำหรับ นิกรเดช พลางกูร อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ และอดีตโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส ภาพจำเหล่านี้ “ยังไม่พอ” สำหรับประเทศไทยในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว และทำให้ประเทศไทยต้องเร่งสร้าง “Nation Branding”

นิกรเดช ย้ำว่า ภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติค่อนข้าง “กระจัดกระจาย” แม้สถานเอกอัครราชทูตสถานกงสุลใหญ่ ของประเทศไทยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก จะมี “เครื่องมือ” ที่ใช้ช่วยกันสร้างการรับรู้ให้คนในประเทศนั้นๆ รู้จักประเทศไทย แต่รูปแบบการจัดงาน ตลอดจนชื่องาน ก็มักไม่ได้สอดคล้องหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จนทำให้ขาด “ตัวตนร่วม” หรือ “เอกภาพ”

“การดำเนินการยกระดับ เรื่องนี้เป็นการบ้านของกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องสร้างภาพจำ สร้างโมเดล สร้างแบรนด์ให้ชัด เรามีเครื่องมือที่สถานทูต สถานกงสุลแต่ละประเทศช่วยพยายามสร้างการรับรู้กันอยู่แล้ว และทำต่อเนื่องกันมากว่า 30 ปี แต่จะเป็นรูปแบบงานที่จัดกันเองในท้องถิ่น หรือชุมชนไทยในประเทศนั้นๆ สิ่งสำคัญคือต้องปรับทิศทางของเครื่องมือนี้ ให้สามารถสั่นกระดิ่ง และสร้างแรงกระเพื่อมออกไปทั่วโลก” อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ ระบุ

ในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมสารนิเทศ จึงได้ดำเนินการ “Rebrand” งาน “เทศกาลไทย” หรือ Thai Festival ทั่วโลกขึ้นมาใหม่ ผ่านการ พูดคุย หารือ ระหว่างผู้คนหลากหลายรุ่น กำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดสัดส่วนรูปแบบงานขึ้นมาใหม่ สร้างมาสคอตร่วม เพื่อให้ภาพลักษณ์ของงาน Thai Festival เข้าไปขับเคลื่อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เข้าถึงคนทั่วโลกได้ทุกเจเนอเรชั่น

นิกรเดช ระบุว่า วัตถุประสงค์ของการดึงดูดให้คนมางาน Thai Festival อาจไม่ใช่แค่การให้คนจดจำบูธใดบูธหนึ่งในงาน แต่คือการทำให้ผู้มาร่วมงานที่ไม่เคยรู้จักประเทศไทยมาก่อน รู้สึก “ประทับใจ” และ “อิ่มเอม” มีความรู้สึกได้ค้นพบมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศไทย จนอยากเดินทางมาไทยด้วยตัวเอง

“ชาวต่างชาติที่รู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว จะรู้ว่าประเทศไทยมีทุกสิ่งที่พร้อมจะนำเสนอแก่คนทุกกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้จักประเทศไทย เราอยากให้ Thai Festival สะท้อนความจริงของประเทศไทย ว่าเรามีมากกว่านวดไทย มวยไทย เช่น เราเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รับรองการสมรสเท่าเทียม เรานำศิลปินซีรีส์วาย คอนเสิร์ต T-Pop คอนเทนท์ต่างๆ ไปทำให้เขาเห็นมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศเรามากขึ้น”

นอกจากนี้ยังหยิบยก สอดแทรก ประเด็น Global Issue  ที่ประเทศไทยสนใจเข้าไปสื่อสารภายในงานด้วย เช่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การ Reuse และ Recycle ขยะ

ขณะเดียวกัน แม้จะมีการกำหนดทิศทางขึ้นมาจากส่วนกลาง แต่นิกรเดช ย้ำว่า คอนเซ็ปต์การจัดงาน Thai Festival ในแต่ละประเทศไม่ได้จำเป็นต้องเหมือนกัน 100% เนื่องจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศอาจแตกต่างกัน เช่น ซีรีส์วาย อาจประสบความสำเร็จในการเข้าถึงคนบางประเทศ แต่ในบางประเทศอาจไม่เปิดรับเรื่องนี้ ทางส่วนกลางจึงวางกรอบเป็นสัดส่วน 40:60 โดย 40% แรกคือ “เมนู” ที่ต้องการเน้นในปีนั้นๆ ให้สถานทูต สถานกงสุล แต่ละประเทศ เลือกหยิบไปใช้กับการจัดงาน Thai Festival ในประเทศนั้นๆ ขณะที่ 60% ที่เหลือคือส่วนที่สถานทูตสามารถเลือกนำเสนออย่างอิสระเองได้ เพราะสถานทูตคือผู้ที่รู้บริบทของสิ่งที่ควรนำเสนอในประเทศนั้นดีที่สุ

นอกจากการให้ “เมนู” แล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ส่วนกลางจะเข้าไปสนับสนุนแต่ละสถานทูต คือการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งดูแลเกี่ยวกับสินค้า บริการ ที่มีกรอบแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) หรือหน่วยงานที่ช่ำชองในด้านศิลปะวัฒนธรรมไทย เช่น กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) แม้กระทั่งหน่วยงานที่เป็นตัวแทนระดับพื้นที่ เช่น กรมการพัฒนาชุมชน เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ OTOP  ส่งคนเหล่านี้เข้าไปซัพพอร์ตทางแต่ละสถานทูต เพื่อให้แต่ละที่มี “กระสุน” ในการนำเสนอประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย

ปี 2568 ที่ผ่านมา แนวคิดหลัก (Theme) ของการจัดงาน Thai Festival ทั่วโลก คือ “Creative Pulse” โดยสาเหตุที่กระทรวงฯ เลือกหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน เพราะตระหนักว่า ประเทศที่ “Rich in Culture” หรือรุ่มรวยทางวัฒนธรรม มักจะถูกมองว่า “ขาดความคิดสร้างสรรค์” ในขณะที่ความเป็นจริง ไทยเป็นประเทศที่โดดเด่นทั้ง 2 ด้าน การเลือกหยิบเรื่องความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creativity ขึ้นมา จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ต่างชาติเห็นภาพประเทศไทยได้ 180 องศา

และเพื่อเป็นการยกระดับความเข้มข้นของชีพจรแห่งความสร้างสรรค์ การจัดเทศกาลไทย ประจำปี 2569 ได้ต่อยอดแนวคิดตั้งต้น “Creative Pulse” สู่ “Creative Life and Creative Heartbeat : ชีวิตและพลังสร้างสรรค์”สะท้อนพลังของ “คนไทยผู้สร้างสรรค์” และ “ผลงานไทย” ในทุกมิติ อีกทั้งยังมุ่งเน้นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและเป็นเอกภาพ โดยผลักดันการใช้ Brand CI ของเทศกาลไทย และ Mascot ที่สร้างขึ้นจากตัวอักษร a (@) ซึ่งอยู่ตรงกลางของคำว่า Thai ในตราสัญลักษณ์หลัก สื่อสารเรื่องการเป็น Landmark ใหม่ของความสร้างสรรค์การออกแบบรูปลักษณ์ ที่ชวนให้ผู้คนที่พบเห็น เกิดความสนใจ กระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถาม และอยากมีส่วนร่วม เหมือนเครื่องหมายของความคิด ส่วนปลายแหลมของ Mascot ถูกสร้างให้ล้อและสอดคล้องกับการปักหมุด จึงดึงเอกลักษณ์นี้มาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับ ตราสัญลักษณ์หลัก Thai Festival ดังที่ปรากฎในงาน เทศกาลไทยจากทุกแห่งทั่วโลก

แม้ภาพรวมการจัดงานตลอดทั้งปี 2568 จะประสบความสำเร็จด้วยการดึงดูดคนเข้าร่วมงานใน 45 เมือง 32 ประเทศทั่วโลก ได้ถึงกว่า 2 – 2.5 ล้านคน (รวบรวมจากการรายงานผล ของแต่ละสำนักงานในต่างประเทศ ที่ได้ดำเนินการจัดเทศกาลไทย) แต่นิกรเดช มองว่า ยังมีอีกหลายส่วนที่ท้าทายที่ให้มาปรับให้งาน Thai Festival ในปีต่อๆ ไปให้สนุกยิ่งขึ้น น่าจดจำยิ่งขึ้น โดยในระยะยาว เขาคาดหวัง 3 เรื่องต่องาน Thai Festival ได้แก่ 1.กลายเป็นเทศกาลในปฏิทินที่คนแต่ละประเทศรอคอย เช่น Thai Festival ในประเทศญี่ปุ่น ที่ประสบความสำเร็จด้วยการรองรับคนมากกว่า 300,000 คนในโยโยงิพาร์ค กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลที่คนญี่ปุ่นตั้งตารอ ว่าปีนี้ประเทศไทยจะนำเสนออะไร และมีเรื่องกลับไปคุย ไปบอกต่อคนในสังคมรอบตัว

2.ช่วยสะท้อนภาพใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยเข้าไปเพิ่มขึ้น เช่น ภาพด้านเทคโนโลยี ว่าประเทศไทยต้อนรับ Digital Nomads มีความโดดเด่นด้านการแพทย์ ด้าน Wellness ไปจนถึง Genetic Engineering ดึงดูดให้คนมาประเทศไทยมากขึ้น 3.ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลางที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลก (Middle Power) สะท้อนให้ประชาคมโลกเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในทุกด้าน ในช่วงที่ระเบียบโลกกำลังถูกปรับแก้ เพื่อให้ไทยได้เข้าไปอยู่ในสมการของการเขียนกฎระเบียบโลกใหม่

“Thai Festival จะต้องกลายเป็นพาหนะที่ทำให้โลกรู้ว่าเรายังอยู่ตรงไหน ให้คนมองด้วยความรู้สึกว่าไทยเปลี่ยนไปแล้ว และไทยคือหนึ่งในผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญประเทศหนึ่งของโลก” นิกรเดช ทิ้งท้าย

UNHCR รวมพลังการให้ ในโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต” ปีที่ 9

UNHCR รวมพลังการให้  ในโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต” ปีที่ 9

UNHCR รวมพลังการให้ ในโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต” ปีที่ 9

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประเทศไทยดำเนินโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากสงครามทั่วโลกในช่วงวิกฤตที่ยากลำบากอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยปัจจุบันสงครามและความรุนแรงส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นทั่วโลกมีจำนวนกว่า 117 ล้านคน ส่วนใหญ่คือพี่น้องชาวมุสลิม ที่เป็นเด็กกำพร้า แม่เลี้ยงเดี่ยว หญิงหม้าย และผู้สูงอายุที่ถูกบังคับให้ลี้ภัยออกจากบ้านของตนเอง

ในปีนี้ UNHCR ผนึกกำลังความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการระดมทุนช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นทั่วโลกตลอดเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ มุ่งส่งต่อความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีไปยังผู้ที่ต้องการ ความช่วยเหลือมากที่สุด พร้อมทั้งสร้างสรรค์กิจกรรมรณรงค์ที่หลากหลายและสอดคล้องกับยุคสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อความเมตตาและความหวัง และร่วมเป็นพลังแห่งการให้ในเดือนอันประเสริฐนี้ร่วมกัน

แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าว “ในปีที่ผ่านมา ความร่วมมือจากประเทศไทยนำไปรวบรวมในกองทุนซะกาตเพื่อผู้ลี้ภัยทั่วโลกได้ส่งต่อความช่วยเหลือถึงมือพี่น้องผู้ลี้ภัยกว่า 1 ล้านคนใน 25 ประเทศ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลกยังอยู่ในภาวะวิกฤต ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐนี้ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความรุนแรงสามารถก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบาก และมองเห็นความหวังในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง”

อ.อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี กล่าว “รอมฎอนเป็นเดือนแห่งความเมตตาและการประกอบความดีและการให้ ช่วงเวลานี้โลกของเรายังคงเผชิญกับความรุนแรง และความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง สำนักจุฬาราชมนตรี จึงขอเรียนเชิญพี่น้องมุสลิมและประชาชนชาวไทยทุกท่าน ร่วมกันแสดงความห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์ มอบซะกาตและการบริจาคซอดาเกาะห์ ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นในเดือนอันประเสริฐนี้ เพื่อให้ UNHCR ช่วยเหลือพี่น้องผู้ลี้ภัยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนทางสำคัญที่จะทำให้สังคมเกิดความสมดุลและมี ความเอื้ออาทร”

ดร. ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าว “ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยยึดมั่นในบทบาทการเป็นสถาบันการเงินที่ส่งเสริมคุณค่าการแบ่งปันตามหลักศาสนาอิสลาม ควบคู่กับการสนับสนุนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคการเงิน ภาคสังคม และประชาชน จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในระดับประเทศและระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความเมตตาและการให้ ธนาคารยังคงร่วมมือกับ UNHCR เพื่อรณรงค์และอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาคสามารถส่งต่อซะกาตได้อย่างถูกต้องตามหลักศาสนา ผ่าน ibank Application โมบายแบงก์กิ้งไอแบงก์ที่ให้บริการตามหลักชะรีอะฮ์บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม อาทิ การประกวดโครงการครีเอเตอร์เพื่อสื่อสารประเด็นมนุษยธรรม และการจัดกิจกรรมโต๊ะรอมฎอน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้นับเป็นปีที่ 3 ของกิจกรรมดังกล่าว

ที่สำคัญ ธนาคารยังร่วมประชาสัมพันธ์การรับซะกาตผ่านบัญชีซะกาตธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่มุ่งช่วยเหลือพี่น้องผู้ยากไร้ในประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริจาคในการส่งต่อความช่วยเหลือได้ตามเจตนารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบในต่างประเทศผ่าน UNHCR หรือพี่น้องผู้ยากไร้ในประเทศไทยผ่านไอแบงก์ เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์เชิงบวกและยั่งยืนต่อสังคมในวงกว้าง”

นอกจากนี้ ดำรง พุฒตาล ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา ยังเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสนับสนุนการสื่อสารและการรณรงค์สาธารณะ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลก โดยได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) รายการ “แทนคุณแผ่นดิน เรื่องเล่าจากดำรง พุฒตาล” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากประสบความสำเร็จและมีส่วนช่วยให้ โครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา รวมถึงช่องทางการสื่อสารอื่น ๆ อีกหลากหลายช่องทาง เพื่อร่วมส่งต่อความเมตตา ความห่วงใย และการช่วยเหลือไปยังพี่น้องมุสลิมผู้ลี้ภัยทั่วโลก

ในเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ทุกท่านสามารถแบ่งปันพื้นที่ความโอบอ้อมอารีเพื่อผู้ลี้ภัยกับครอบครัวผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากสงครามและความรุนแรงทั่วโลก ผ่านกิจกรรมตลอดเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ โดยร่วมส่งกำลังใจและสนับสนุน Content Creator ในการประกวด “ครีเอเตอร์ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านมนุษยธรรมโลก” ภายใต้โครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต ปีที่ 9” สามารถร่วมบริจาคทานซะกาตเพื่อผู้ลี้ภัยกับ UNHCR https://donate.unhcr.org/th/th/zakat และสามารถบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี UNHCR Special Account ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เลขที่บัญชี 008-1-36212-9 และบริจาคทานซะกาตเพื่อช่วยเหลือพี่น้องผู้ยากไร้ในประเทศไทยกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ชื่อบัญชี บัญชีซะกาตธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เลขที่บัญชี 001-1-03879-9

ในการรับบริจาคทานประจำปีซะกาต UNHCR ทำงานร่วมกับมูลนิธิทาบาห์ องค์กรชั้นนำทางศาสนา และได้ขยายการรับรองระดับโลกจากนักวิชาการศาสนา (นักฟัตวา)จากสถาบันศาสนาอิสลามมากกว่า 18 แห่งทั่วโลก เช่น อียิปต์ เยเมน โมร็อกโก มอริเตเนีย รวมถึงประเทศไทย เพื่อรับรองหน่วยงานว่ามีคุณสมบัติในการรับทานซะกาตและสามารถมอบความช่วยเหลือนี้โดยตรงแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม ได้แก่ ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นชาวมุสลิม ให้พวกเขาได้มีอาหารที่พอเพียง น้ำสะอาดไว้ใช้และดื่ม ที่พักพิงที่ปลอดภัย และเงินสมทบช่วยเหลือ สามารถดูรายงานการบริจาคได้ที่ https://zakat.unhcr.org/en/posts-reports

ศิษย์วัฒนาร่วมคารวะคณาจารย์ ในงานบุรพาจารย์รำลึก 69

ศิษย์วัฒนาร่วมคารวะคณาจารย์ ในงานบุรพาจารย์รำลึก 69

ศิษย์วัฒนาร่วมคารวะคณาจารย์ ในงานบุรพาจารย์รำลึก 69

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

สมาคมศิษย์วังหลัง – วัฒนา (ส.ว.ว.) นำโดย ศาสนาจารย์ ดร แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมฯ พัทนุช ซ้ายขวัญ ประธานจัดงาน พร้อมคณะกรรมการและศิษย์วัฒนา จัดงาน “งานบุรพาจารย์รำลึก ประจำปี 2569”   เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ณ อาคารเอ็ดน่าโคลอนุสรณ์ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

 “งานบุรพาจารย์รำลึก ประจำปี 2569” เต็มไปด้วยสีสันสดใสต้อนรับคณะคุณครูอาวุโสกลับโรงเรียน ทั้งนี้มีคณะคุณครูอาวุโสนำทีมโดย อ.เสริมศรี ไชยเศรษฐ์ อ.สาลินี วีรเธียร และ อ.จิรพร รัตนสุนทรากุล โดยมีนายกสมาคมศิษย์วังหลัง – วัฒนา ศาสนาจารย์ ดร แพง ชินพงศ์ และศิษย์วัฒนาร่วมต้อนรับและร่วมแสดงมุทิตาจิต อาทิ ลานทิพย์ ทวาทศิน, ดร. ณ ฤดี เคียงศิริ, ชลลกา เก่งระดมยิง อดีตนายกสมาคม และคณะกรรมการ ส.ว.ว. ร่วมงาน

ภายในงานสังสรรค์มีกิจกรรมเล่นเกมส์ ร้องเพลง ตลอดจนการแสดงจากศิษย์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงบัลเลต์ The Emerald Symphony การแสดง Golden การแสดง K Pop Dance การแสดง Bangkok City และขับร้องเพลงโดย ผิงผิง-สรวีย์ ธนพูนหิรัญ จากนั้นได้เรียนเชิญคณะคุณครูทุกท่านชมคลิปความในใจจากศิษย์ และเริ่มพิธีแสดงมุทิตาจิต คารวะคณาจารย์ โดยนายกและกรรมการ ส.ว.ว. เป็นตัวแทนศิษย์วัฒนา มอบของที่ระลึกแด่คุณครูที่มาร่วมงานทุกท่าน และมอบเงินรายได้จากงานการาจเซลล์ให้กับชมรมครูเกษียณโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย พร้อมทั้งถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก

ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์ มอบเงินรายได้จากงานการาจเซลล์ให้ชมรมครูเกษียณโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โดยมี อ.จิรพร รัตนสุนทรากุล, อ.นุชจริทร์ สิทธิสรรค์ รับมอบ มีลูกศิษย์ อาทิ  ผาณิต พูนศิริวงศ์, ฐิดารัตน์ ชำนิวิกัยพงศ์, มนนิตา ตนประเสริฐ ร่วมถ่ายภาพ

 อ.สมศรี เย็นภิญโญ กับลูกศิษย์ร่นุใหญ่ ดร.ณ ฤดี เคียงศิริ อดีตนายก ส.ว.ว., ลานทิพย์ ทวาทศิน ผจก.รร.วัฒนาวิทยาลัย ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์ และ  ธนิดา ฤทธาคนี

อ.สาลินี วีรเธียร กับลูกศิษย์ มัลลิกา ลิมปิอนันต์ชัย, ชลัยพร สิมะเสถียร,ศุลีพร ประทิพพรกุล, ชลลกา เก่งระดมยิง อดีตนายก ส.ว.ว., ดร.ณ ฤดี เคียงศิริ, แสงระวี อัศวกุล และ เสาวรส ศิริวรรณ

อ.จิรพร รัตนสุนทรากุล มอบของที่ระลึกให้กับนักแสดงบัลเลต์ The Emerald Symphony จากโรงเรียนภัธศิริวิมล แดนซ์ สตูดิโอ

อ.เสริมศรี ไชยเศรษฐ์ มอบของที่ระลึกให้นักแสดงชุด Golden ชั้นป. 2 รร.วัฒนาวิทยาลัย

 อ.กมลวรรณ จันทจิตร มอบของที่ระลึกนักแสดง Bangkok City

 แสงระวี อัศวกุล, เสาวรส ศิริวรรณ, ธัญรัศม์ พิมลสิงห์, ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์, ชลัยพร สิมะเสถียร และศุลีพร ประทิพพรกุล

อ.เสงี่ยม แสงโชติ และ อ.ปราณี กล่ำเจริญ กับลูกศิษย์วัฒนารุ่น 151

ชลลกา เก่งระดมยิง อดีตนายก ส.ว.ว. เป็นตัวแทนสมาคมฯ มอบเงินและของที่ระลึกแด่คุณครูอาวุโส

 อ.ทวีศักดิ์ เล็กปทุมวภกุล และ อ.สิริลักษณ์ ประทีปะเสน

อ.นุชนารถ พรหมคำ, อ.จิรพร รัตนสุนทรากุล และ อ.นุชจินทร์ สิทธิสรรค์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ ทรงเป็นประธาน ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ ทรงเป็นประธาน  ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ ทรงเป็นประธาน ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 คณะกรรมการและผู้บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ถวายรายงานผลการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า ปลูกคน” ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่มุ่งพัฒนาคนควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนแก่ชุมชน โดยขับเคลื่อนโครงการต้นแบบและการขยายผลการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสะท้อนบทบาทของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะต้นแบบของประเทศในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมอาคารอเนกประสงค์ พระตำหนักดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อเร็วๆ นี้

ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ และกิจการเพื่อสังคมภายใต้แบรนด์ “ดอยตุง” หนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุม คือความก้าวหน้าของ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบของการพัฒนาทางเลือกอย่างยั่งยืน ที่ไม่เพียงเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูง แต่ยังเป็นแบบอย่างของการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่สามารถนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ปัจจุบันโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ยังเป็นกลไกในการสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ ให้คนในชุมชนสามารถต่อยอดองค์ความรู้ พัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้เสริมให้กับตนเองได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างสำคัญคือการพัฒนา “หมูดำดอยตุง” ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์พื้นเมืองประจำถิ่นของประเทศไทย โดยกรมปศุสัตว์ และมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้า

ในด้านสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังเดินหน้าฟื้นฟูระบบนิเวศของพื้นที่ป่าดอยตุงจนฟื้นตัวกลับมาอย่างสมบูรณ์ เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ โดยจากการสำรวจตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน พบพืชชนิดใหม่ ๆ จำนวน 1,457 ชนิด และพบสัตว์น้อยใหญ่หลากหลายชนิด รวมถึงสัตว์หายาก เช่น เลียงผา ลิ่น แมวดาว บินตุรง หรือหมีขอ และหมูหริ่ง

องค์ความรู้จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ยังถูกนำไปขยายผลในต่างประเทศ โครงการพัฒนาทางเลือกที่ยั่งยืน ไทย–เมียนมา ซึ่งดำเนินงานมาเป็นระยะเวลากว่า 8 ปี ตั้งแต่ปี 2561 โดยส่งเสริมการพัฒนาระบบน้ำอุปโภคบริโภค การขยายพื้นที่เพาะปลูก และการพัฒนาพืชเศรษฐกิจ เช่น กาแฟ เพื่อสร้างทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนในพื้นที่

ในส่วนสายงานกิจการเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การนำวัสดุเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่า และพัฒนากระบวนการผลิตที่ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรเอกชนหลายแห่งที่ใช้กาแฟ Carbon Neutral ของดอยตุง ส่วนงานหัตถกรรม ได้มีการส่งเสริม และอบรมเพิ่มทักษะงานหัตถกรรมในชุมชนทั้งในพื้นที่ดอยตุง และโครงการขยายผลอื่นๆ เพื่อชาวบ้านจะได้รับองค์ความรู้ไปประกอบวิชาชีพ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

การขยายผลองค์ความรู้ด้านการแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน โดยความร่วมมือกับหน่วยงานระดับชาติและนานาชาติ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 นานาประเทศทั่วโลกได้ลงนามความร่วมมือในสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสภาพภูมิอากาศ Paris Agreement เพื่อให้โลกบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ต่อยอดประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จัดตั้ง โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายป่าชุมชน ปัจจุบันโครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ป่า 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ มีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 161,000 คน จาก 303 ชุมชน และสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตได้แล้ว จาก 12 ป่าชุมชน พื้นที่รวม 12,840 ไร่ คิดเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิตรวม 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังได้ร่วมมือกับองค์กรวิชาการ ภาครัฐ และเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น โครงการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ดอยตุง ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore : NUS) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อุทยานแห่งชาติขุนน้ำนางนอน และสำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย และโครงการสำรวจและประเมินความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชายเลน จังหวัดตรัง ซึ่งดำเนินงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และพัฒนากลไกทางการเงินด้านความหลากหลายทางชีวภาพของชาติ

ในขณะเดียวกัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังได้ขยายบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาเชิงปฏิบัติการด้านความยั่งยืน โดยทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน ทั้งด้านการจัดการน้ำ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะ และการพัฒนาชุมชน รวมทั้งการพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่ภาคธุรกิจและเครือข่ายในระดับนานาชาติ

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้สั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชาและ “ตำราแม่ฟ้าหลวง” เป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สามารถใช้ในการแก้ปัญหาวิกฤตของโลกได้

คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ประกวดผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาล เสริมศักยภาพนักศึกษาสู่การเป็นผู้นำการพัฒนาระบบสุขภาพ

คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ประกวดผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาล  เสริมศักยภาพนักศึกษาสู่การเป็นผู้นำการพัฒนาระบบสุขภาพ

คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ประกวดผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาล เสริมศักยภาพนักศึกษาสู่การเป็นผู้นำการพัฒนาระบบสุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาลของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 ครั้งที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2568 ภายใต้โครงการ “InnovateNurse: Building Research and Innovation Skills for the Future”  กิจกรรม Research and Innovation Day เมื่อวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2569 ณ ห้องบรรยาย คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี โดย ผศ.ทัศนีย์วรรณ พฤกษาเมธานันท์ รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา เป็นประธานเปิดงาน

กิจกรรมนี้เป็นเวทีสำคัญในการแสดงผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาลของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ซึ่งพัฒนาขึ้นจากการเรียนการสอนในรายวิชา วิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล 2  ปีการศึกษา 2568 โดยมุ่งส่งเสริมให้นักศึกษาได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการฝึกปฏิบัติทางการพยาบาล มาประยุกต์ใช้ในการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยและตอบสนองต่อความต้องการของระบบบริการสุขภาพในปัจจุบัน

โครงการดังกล่าวมุ่งพัฒนาคุณลักษณะของนักศึกษาด้าน Innovation หรือการต่อยอดองค์ความรู้สู่การสร้างนวัตกรรม พร้อมเสริมสร้างทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ Creativity and Innovation การคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม Communication, Information and Media Literacy ทักษะการสื่อสารและการรู้เท่าทันสื่อ รวมถึง Collaboration, Teamwork and Leadership การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ

ทั้งนี้ คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารีได้จัดเวทีนำเสนอและประกวดผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาลอย่างต่อเนื่องทุกปี พร้อมส่งเสริมให้นักศึกษานำผลงานเข้าร่วมการประชุมวิชาการในระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งได้รับการยอมรับและได้รับรางวัลในหลายเวที โดยได้รับเกียรติจากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพยาบาล และผู้บริหารฝ่ายการพยาบาลจากโรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงาน

คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มุ่งผลิตบัณฑิตพยาบาลที่มีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล เพื่อร่วมลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน สืบสานพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ภายใต้ปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต”

อธิบดี สค. ร่วมการประชุมระดับสูง CSW70 ว่าด้วยเรื่องความรุนแรงต่อสตรีและเด็กผู้หญิงที่สำนักงานใหญ่ UN

อธิบดี สค. ร่วมการประชุมระดับสูง CSW70 ว่าด้วยเรื่องความรุนแรงต่อสตรีและเด็กผู้หญิงที่สำนักงานใหญ่ UN

อธิบดี สค. ร่วมการประชุมระดับสูง CSW70 ว่าด้วยเรื่องความรุนแรงต่อสตรีและเด็กผู้หญิงที่สำนักงานใหญ่ UN

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.56 น.

           เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 เวลา 16.30 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวเข้าร่วมการประชุมระดับสูง (High-level Meeting) เรื่อง ความรุนแรงต่อสตรีและเด็กผู้หญิง ในการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพสตรี สมัยที่ 70 (Commission on the Status of Women: CSW70) โดยกล่าวในนามประเทศไทยว่า 


           การยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็กหญิง ซึ่งถือเป็นความท้าทายเร่งด่วนระดับโลก และเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 5 ว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศ
ประเทศไทยตระหนักถึงความรุนแรงต่อสตรีและเด็กผู้หญิงในทุกรูปแบบ รวมถึงความรุนแรงในครอบครัว การล่วงละเมิดทางเพศ การคุกคามในที่ทำงาน การค้ามนุษย์ และความรุนแรงในพื้นที่ดิจิทัล ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกฎหมาย นโยบาย และกลไกเชิงสถาบัน โดยยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ


           ประเทศไทยกำลังปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เพื่อยกระดับมาตรการคุ้มครองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการเร่งรัดความพยายามในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสตรี เด็ก และกลุ่มเปราะบาง
           ในระดับนโยบาย ประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบ แผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่อยุติความรุนแรงต่อสตรี (พ.ศ. 2568–2570) และ แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยสตรี สันติภาพ และความมั่นคง เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกและการทำงานที่ประสานสอดคล้องกันในทุกภาคส่วน


           ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของภาคประชาสังคมและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน พร้อมทั้งส่งเสริมการเสริมสร้างพลังสตรี ซึ่งรวมถึงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก และการขยายโอกาสให้สตรีได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในทุกระดับ
          การยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็กผู้หญิง จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินงานที่ต่อเนื่องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากทุกคน ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะทำงานร่วมกับองค์การสหประชาชาติและภาคีเครือข่ายทุกฝ่าย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในด้านการป้องกัน การคุ้มครอง


          ในการนี้ ทุกภาคีควรร่วมมือกันเพื่อให้มั่นใจว่าสตรีและเด็กผู้หญิงทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้โดยปราศจากความกลัวและความรุนแรง มีความปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเต็มที่

THAIFEX-HOREC ASIA 2026 เปิดตัวพื้นที่พิเศษ จัดแสดงแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และงานดีไซน์ไทยระดับโลก

THAIFEX-HOREC ASIA 2026 เปิดตัวพื้นที่พิเศษ จัดแสดงแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และงานดีไซน์ไทยระดับโลก

THAIFEX-HOREC ASIA 2026 เปิดตัวพื้นที่พิเศษ จัดแสดงแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และงานดีไซน์ไทยระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับ หอการค้าไทย (TCC) และ โคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse) จัดแสดงพื้นที่พิเศษ “Hospitality Design” กว่า 700 ตารางเมตร ในงานแสดงสินค้า THAIFEX – HOREC ASIA 2026  รวบรวมสุดยอดผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำกว่า 28 แบรนด์ นำเสนอแนวคิดการตกแต่งแบบครบวงจรสำหรับกลุ่มธุรกิจ HoReCa (โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ และการจัดเลี้ยง) โดยเน้นจุดขายด้านคุณภาพ งานฝีมืออันประณีต (Craftsmanship) และนวัตกรรมความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการยุคใหม่ของธุรกิจบริการและร้านอาหาร

พื้นที่ Hospitality Design ในปีนี้มุ่งเน้นชูโรงกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์และ การตกแต่งแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพและฝีมือระดับสากล อาทิ KORAKOT, DEESAWAT, MASAYA, AGAL, BATHROOM DESIGN I-SPA, FIVESIS และ THANIYA มาร่วมจัดแสดง ซึงล้วนแต่เป็นแบรนด์ที่อยู่เบื้องหลัง ความสมบูรณ์แบบของเครือโรงแรมและร้านอาหารหรูทั่วโลก

ทั้งนี้ ตั้งเป้าให้ผู้ซื้อและเจ้าของโครงการได้สัมผัสวัสดุจริงและค้นหาไอเดียใหม่ในการต่อยอดธุรกิจผ่านนิทรรศการ ภายใต้ธีม “THE WALL” จัดแสดงวัสดุและพื้นผิว (Surfaces) สำหรับงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง มุ่งเน้นการนำเสนอวัสดุทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน หรือ Sustainability และการประหยัดพลังงาน โดดเด่นด้วยการใช้เทคนิคเชิงช่างชั้นสูงในการผลิต เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างให้กับการสร้างประสบการณ์ ในธุรกิจ HoReCa

ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจและโอกาสทางธุรกิจได้ที่ THAIFEX – HOREC ASIA 2026 งานแสดงสินค้านานาชาติ ชั้นนำสำหรับธุรกิจ HoReCa ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–2 ศูนย์แสดงสินค้าและ การประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

เดอะ ปาร์ค จัดงาน ‘She Rises’ ชวนผู้หญิงขยับกาย-พักใจ ฉลองวันสตรีสากล

เดอะ ปาร์ค จัดงาน ‘She Rises’ ชวนผู้หญิงขยับกาย-พักใจ ฉลองวันสตรีสากล

เดอะ ปาร์ค จัดงาน ‘She Rises’ ชวนผู้หญิงขยับกาย-พักใจ ฉลองวันสตรีสากล

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เช้าวันสตรีสากลปีนี้ บรรยากาศที่ Q Garden พื้นที่สีเขียวกลางเมืองบนชั้น 3 ของ The PARQ เต็มไปด้วยพลังบวก และความมีชีวิตชีวา เมื่อ เดอะ ปาร์ค (The PARQ) ร่วมกับ Fullhouse Wellness Club จัดงาน She Rises เปิดพื้นที่ให้มาร่วมดูแลตัวเองผ่านกิจกรรม Morning Wellness Community ที่ผสมผสาน Movement, Mindfulness และ Connection เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อทุกคนได้เริ่มต้นวันด้วยการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน

กิจกรรมเริ่มต้นด้วย Mat Pilates ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า ชวนทุกคนค่อย ๆ ขยับร่างกายผ่านท่าบริหารที่เรียบง่ายโดยอาศัยสมาธิและการควบคุมลมหายใจในทุกการเคลื่นไหว ซึ่งจะสัมผัสได้ถึงพลังและความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายใน จากนั้นบรรยากาศเปลี่ยนเข้าสู่ช่วง Sound Healing ที่พาสัมผัสความสงบ ดำดิ่งไปกับเสียงบำบัดที่คลอเคล้าไปกับสายลมและแสงแดดยามเช้า เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ปล่อยใจพักจากความเร่งรีบของชีวิตเมือง และใช้ช่วงเวลาสั้ ๆ เพื่อรีเซ็ตตัวเองอีกครั้ง

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยเติมเต็มความสมดุลคือ Mindfulness Workshop โด พิม จาก Pimchology เวิร์กช็อปด้านจิตวิทยาที่ให้ผู้เข้าร่วมได้กลับมาฟังเสียงภายใน สำรวจความคิดและความรู้สึกของตัวเองในพื้นที่ที่ปลอดภัย ด้วยวิธีการ Journaling และ Deep Talk แบบเปิดใจ สร้างความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง

บรรยากาศช่วงท้ายของงานเติมเต็มด้วย Matcha Party by Brave Roasters ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำความรู้จักแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายชีวิตใหม่ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศสนุกเป็นกันเอง พร้อมเสียงเพลงจากดีเจ เติมความสดใส และพลังบวก ให้เช้าวันนั้นพิเศษยิ่งขึ้น สะท้อนว่า Wellness ในยุคนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดูแลร่างกาย แต่ยังรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์และคอมมูนิตี้ที่เติบโตไปด้วยกัน

ในฐานะ Urban Wellness Community เดอะ ปาร์ค ยังมุ่งสร้างพื้นที่ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์คนเมือง ให้การดูแลตัวเองเกิดขึ้นได้อย่างสนุก เข้าถึงง่าย และเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์กับชีวิตประจำวัน ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริม Wellness ในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด Life Well Balanced งาน She Rises จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉลิมฉลองวันสตรีสากลเท่านั้น แต่เป็นอีกหนึ่งก้าวของการสร้างคอมมูนิตี้ที่สนับสนุนให้ทุกคนหันมาใส่ใจร่างกาย ผ่อนคลายจิตใจ และพัฒนาตัวเองในแบบที่ตัวเองภูมิใจ

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมอื่นๆ จากทางเดอะ ปาร์ค ได้ที่
Facebook: The PARQ Instagram: @THEPARQBKK  Line OA: @The PARQ Website: www.theparq.com โทร. 02-080-5700

‘Taste of Longevity’ แนวคิดงาน ‘โครงการหลวง 2026’ ยกทัพวัตถุดิบจากยอดดอย มอบประสบการณ์อาหารยั่งยืนให้คนเมือง

‘Taste of Longevity’ แนวคิดงาน ‘โครงการหลวง 2026’ ยกทัพวัตถุดิบจากยอดดอย มอบประสบการณ์อาหารยั่งยืนให้คนเมือง

‘Taste of Longevity’ แนวคิดงาน ‘โครงการหลวง 2026’ ยกทัพวัตถุดิบจากยอดดอย มอบประสบการณ์อาหารยั่งยืนให้คนเมือง

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้ง !! งาน “Royal Project Gastronomy Festival 2026 @ Siam Paragon” ภายใต้แนวคิด “Taste of Longevity: From Farm to Table” ที่ถ่ายทอดปรัชญาการกินอยู่เพื่อสุขภาพและความยั่งยืน ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสคุณค่าของอาหารที่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำพร้อมรังสรรค์เมนูเพื่อสุขภาพจากวัตถุดิบโครงการหลวง โดยเชฟชื่อดัง ระหว่างวันที่ 18-29 มีนาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 และกูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน

มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ สยามพารากอน, กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ Thailand Gastronomy Network (เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย) ยกขบวนวัตถุดิบชั้นเลิศและผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับซูเปอร์มาสเตอร์จากยอดดอย ที่โครงการหลวงได้นำไปส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงเพาะปลูกและพัฒนาอย่างพิถีพิถันมายาวนานและต่อเนื่องจนกลายเป็นผลผลิตคุณภาพระดับสากล มามอบประสบการณ์พิเศษแบบสดใหม่ From Farm to Table ให้ชาวเมืองได้สัมผัสอีกครั้ง

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด เพื่อร่วมกันฉายภาพแนวคิด Taste of Longevity: From Farm to Table ซึ่งเชื่อมโยงอาหารเข้ากับการมีสุขภาพที่ดีและยืนยาว ผ่านวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากพื้นที่สูงของประเทศไทยที่ส่งเสริมโดยโครงการหลวง ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่การเพาะปลูกอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการคัดสรรอย่างพิถีพิถันให้อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ วัตถุดิบเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและภูเขา แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของโครงการหลวงในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรบนพื้นที่สูง ผ่านการวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืนตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ภายในงานรวบรวมผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับซูเปอร์มาสเตอร์จากยอดดอย ที่โครงการหลวงส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงเพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์แปรรูป รวมถึงวัตถุดิบระดับพรีเมียมต่าง ๆ ที่ผ่านกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวตามมาตรฐานสากล ก่อนส่งตรงสู่ผู้บริโภคใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อให้สัมผัสได้ถึงความสดใหม่แบบ From Farm to Table อย่างแท้จริง

ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ “ปลาเทราท์โครงการหลวง” ปลาน้ำจืดคุณภาพสูงที่เลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติบนพื้นที่สูงที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 24 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อปลามีความนุ่ม ขาว รสชาติกลมกล่อม เด่นด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีให้เลือกทั้ง ปลาเทราท์สด และ ปลาเทราท์รมควัน และอีกนึ่งวัตถุดิบชั้นเลิศที่ห้ามพลาดคือผลิตภัณฑ์ไทยระดับโลกอย่าง “แบล็คคาเวียร์” ไข่ปลาคาเวียร์จากปลาสเตอร์เจียนสายพันธุ์ไซบีเรียน ที่เพาะเลี้ยงอย่างพิถีพิถันในระบบน้ำไหลเวียนจากน้ำตกสิริภูมิ ภายใต้สภาพอากาศหนาวเย็นบนดอยอินทนนท์ จนได้คาเวียร์คุณภาพเยี่ยม

อีกทั้ง ยังมี ผลิตภัณฑ์ชาคุณภาพจากยอดดอยของโครงการหลวง ที่สะท้อนเสน่ห์ของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและภูมิปัญญาการปลูกชาบนพื้นที่สูง อาทิ ชากตัญญู–อายุยืน ชาเขียวอัสสัมคั่วหอมที่ผสานกลิ่นมะม่วงและสตรอว์เบอร์รีอย่างลงตัว ให้รสนุ่มละมุนชุ่มคอ, ชาอู่หลง 12 Oolong Tea Set ชุดชาพรีเมียมบรรจุในโถเซรามิคลวดลายพู่กันจีน เหมาะสำหรับนักสะสมและเป็นของขวัญล้ำค่า, ชาขาวไวท์พีโอนี ที่คัดเฉพาะยอดอ่อนของชาป่าบนพื้นที่สูง ให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ และรสนุ่มละมุน, ชาแดงอัดแผ่น ที่ผ่านกระบวนการหมักอย่างพิถีพิถันจนได้รสเข้มลึกและหวานปลายลิ้น, ชุดชาพิเศษชาแดง ที่ผลิตจากยอดชาเก็บมือแบบ 1 ยอด 2 ใบอ่อน ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของชาแดงชั้นดี, ชาอู่หลงกลิ่นข้าวเหนียวมะม่วงพร้อมชง ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ขนมไทยผ่านกลิ่นหอมของมะม่วงสุกและข้าวเหนียวมูน และ ชาเขียวป่าดอกเก็กฮวย จากแหล่งปลูกธรรมชาติบนดอยม่อนเงาะ ที่ให้รสเข้มและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของชาอัสสัม

คอกาแฟพบกับ กาแฟอะราบิกาคุณภาพจากแหล่งปลูกบนพื้นที่สูงของโครงการหลวง ทั้ง กาแฟคั่วเมล็ด ดอยสามหมื่น เนทูร่า กาแฟออร์แกนิคจากชุมชนลีซู ให้โน้ตน้ำผึ้ง เบอร์กาม็อต ผลไม้แห้ง และดาร์กช็อกโกแลต, กาแฟคั่วเมล็ด เลอตอ มอนติส จากชุมชนปกาเกอะญอ ที่ให้กลิ่นหอมของเบอร์รี ส้ม คาราเมล และอบเชยอย่างซับซ้อน, กาแฟคั่วเมล็ด แม่ปูนหลวง ซิลว่า จากพื้นที่ปลูกของชุมชนอาข่า ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นดอกไม้ น้ำผึ้ง และผลไม้สดชื่น, กาแฟคั่วเมล็ดดอยสามหมื่น ที่ให้รสเข้มลึกแบบดาร์กโรสต์, กาแฟอะราบิกาโครงการหลวง ชนิดแคปซูล จากแหล่งปลูกศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดื่มง่ายและสมดุลในทุกแคปซูล ด้วยรสหอมหวานของวานิลลา คาราเมล และช็อกโกแลต ตัดด้วยความสดชื่นของเกรปฟรุต, กาแฟอะราบิกาโครงการหลวง ชนิดแคปซูล จากแหล่งปลูกสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ จากสายพันธุ์ Red Catimor ให้รสชาติกลมกล่อม มีโน้ตช็อกโกแลต ถั่ว และโทสต์ พร้อมกลิ่นส้มเพิ่มความสดชื่น และยังมีกาแฟแคปซูลคุณภาพชนิดต่างๆ อีกมากมายที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีให้เลือกลิ้มรสชาติ

ด้านผลิตผลสดใหม่จากยอดดอย มีทั้งผักเมืองหนาวและผลไม้คุณภาพ อาทิ ฟักทองญี่ปุ่น มะเขือเทศโครงการหลวง ผักกาดหอมห่อ คอสสลัด แตงกวาญี่ปุ่น ผักกาดขาวปลี และ กะหล่ำปลี รวมถึงผลไม้อย่าง เคพกูสเบอร์รี เสาวรส และบ๊วยสด อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อสุขภาพอย่าง ข้าวเกรียบทอดจากผักและเห็ดโครงการหลวง ที่มีให้เลือก 4 รสชาติ ฟักทอง แคร์รอต เห็ดหอม และสูตรใหม่ มันเทศสีม่วงผสมคีนัว ซึ่งเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์และสารอาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ข้าวพันธุ์จาคูเนเน, น้ำแร่ธรรมชาติโครงการหลวง, น้ำดื่มโครงการหลวง ตลอดจนผลิตภัณฑ์เครื่องหอมจากธรรมชาติ อย่างน้ำหอมกระจายกลิ่นและบุหงาแฟนซี ในกลิ่น Tea Tree หอมสะอาดสดชื่น และกลิ่น Fern หอมสดชื่นเป็นธรรมชาติ ที่ช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์แห่งการใช้ชีวิตอย่างสมดุล

ส่วนใครที่ชื่นชอบไม้ดอกไม้ประดับ เตรียมรื่นรมย์ไปกับดอกไม้นานาพรรณ อาทิ กุหลาบ สีแดง ชมพู โอลด์โรส เหลือง ขาว, กลอลิโอซ่า ไฮเดรนเยียร์, เบญจมาศ, ซิมบิเดียม และสมุนไพรกระถาง เช่น โรสแมรี่ เบซิล มิ้นท์ที่มาจำหน่ายภายในงาน นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมต่างๆ จากชนเผ่า ผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ร้านดอยคำ ผลิตภัณฑ์สินค้างานฝีมือจากชุมชนทั่วประเทศ รวมทั้ง เมนูพิเศษจากกูร์เมต์ มาร์เก็ต ที่เคาน์เตอร์ YOU HUNT WE COOK โดยจะจำหน่าย ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สยามพารากอน

อีกหนึ่งความน่าสนใจที่พลาดไม่ได้ คือ Heartfelt Activities กิจกรรมฮีลกาย ฮีลใจ เสริมความปัง ที่ Thailand Gastronomy Network (เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย) สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงแนวคิด “Taste of Longevity” อย่างแท้จริง ทั้ง “Live cooking” การสาธิตการทำอาหารจากวัตถุดิบชั้นเลิศของโครงการหลวงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเลือกวัตถุดิบที่ดี, “Art of Cider Making” และ “Art of Kombucha Making” เวิร์กช็อปการทำไซเดอร์และคอมบูฉะ เครื่องดื่มหมักตามเทรนด์สุขภาพยุคใหม่, “Forest Bathing in the City” เรียนรู้ศิลปะของการเชื่อมชีวิตกับธรรมชาติด้วยการอาบป่าใจกลางเมือง, “Find your own coffee persona” ชิมกาแฟตามหารส ที่ใช่ในแบบของคุณ, “Crackers Pairing Party” ปาร์ตี้รูปแบบใหม่ ชวนจับคู่ข้าวเกรียบยอดฮิตของโครงการหลวงกับเครื่องดื่มอย่างสร้างสรรค์ “Eat your design” กิจกรรมฮีลกายและเสริมความปัง มูเตลูแบบฉบับวิทยาศาสตร์ร่างกาย ที่แนะนำการทานอาหารตามวันเดือนปีเกิด

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสรสชาติความสดใหม่ของวัตถุดิบชั้นเลิศคุณภาพระดับซูเปอร์มาสเตอร์จากยอดดอยของโครงการหลวง ผ่านเมนูอร่อยจากร้านอาหารชื่อดังภายในสยามพารากอน อาทิ Another Hound Café (อนาเธอร์ ฮาวนด์ คาเฟ่), Bakehaus (เบคเฮ้าส์), Fikka (ฟิกก้า), Henryfry (เฮนรี่ ฟราย), Hopsy Story (ฮอบซี่ สตรอรี่), JUMBO Seafood (จัมโบ้ ซีฟู้ด), NICOLO (นิโคโล่), Shersanctuary Tea Bar (เชอร์แซงชูเออะรีทีบาร์),  Sri’s Room by Sri Trat (ศรีรูม บาย ศรีตราด), Suki Masa (สุกี้ มาสะ), Taling Pling (ตะลิงปลิง) และ Uncle Boss (อังเคิล บอส) เป็นต้น ที่นำวัตถุดิบจากโครงการหลวงมารังสรรค์เป็นอาหารคาว หวาน และเครื่องดื่ม
สุดสร้างสรรค์ จำหน่ายให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มลอง พิเศษ สำหรับลูกค้าที่ซื้อผลิตผลและสินค้าภายในงาน ครบ 1,500 บาท
ขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับถุงผ้าลดโลกร้อนดีไซน์พิเศษเฉพาะในงานนี้ (สินค้ามีจำนวนจำกัด)

ข้อมูลเพิ่มเติมของงานสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02-610-8000 หรือทาง FB: SIAM PARAGON และ FB : NEXTOPIA  

ผู้หญิงไทยเก่งทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่อง ‘สุขภาพตนเอง’ เปิด 5 โรคฮิตทำชีวิตสะดุด

ผู้หญิงไทยเก่งทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่อง ‘สุขภาพตนเอง’ เปิด 5 โรคฮิตทำชีวิตสะดุด

ผู้หญิงไทยเก่งทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่อง ‘สุขภาพตนเอง’ เปิด 5 โรคฮิตทำชีวิตสะดุด

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ร่วมเฉลิมฉลองเดือนสตรีสากลที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับบทบาท พลัง และศักยภาพของผู้หญิงในทุกมิติ พร้อมส่งต่อสารสำคัญชวนผู้หญิงหันกลับมาใส่ใจ “สุขภาพของตัวเอง” มากขึ้น แม้ผู้หญิงจำนวนมากจะสามารถรับมือกับบทบาทการทำงาน การดูแลครอบครัว และความรับผิดชอบในสังคมได้อย่างดี แต่กลับพบว่าผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมักละเลยการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันของตนเอง ด้วยเหตุผลทั้งความกังวลต่อการตรวจทางการแพทย์ ความกลัวความเจ็บปวด ข้อจำกัดด้านเวลา หรือการขาดความตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพ ทั้งที่การตรวจคัดกรองถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพิ่มโอกาสในการรักษา และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

นพ .สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า “ผู้หญิงจำนวนมากทุ่มเทให้กับครอบครัว งาน และคนรอบตัว จนลืมให้ความสำคัญกับสุขภาพของตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสในการรักษาให้หายหรือควบคุมโรคได้จะสูงกว่ามาก เดือนสตรีสากลนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการชวนผู้หญิงทุกคนหันกลับมาใส่ใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น”

ทั้งนี้ จากภาพรวมการเข้ารับการรักษาของผู้หญิงในโรงพยาบาล พบว่าปัญหาสำคัญคือ โรคจำนวนมากถูกตรวจพบเมื่อโรคดำเนินไปแล้ว เนื่องจากอาการในระยะเริ่มต้นมักถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง เช่น ผลจากฮอร์โมน ความเครียด หรือการทำงานหนัก จึงทำให้การตรวจวินิจฉัยและการรักษาล่าช้ากว่าที่ควร ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต ความมั่นใจในการใช้ชีวิต และบทบาทของผู้หญิงในครอบครัวและสังคม โดยข้อมูลสถิติผู้ป่วยหญิงที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวิมุต ระหว่างปี 2565–2568 พบว่า 5 กลุ่มโรคที่พบบ่อยในผู้หญิง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระบบฮอร์โมน ระบบสืบพันธุ์ และสุขภาพเต้านม ได้แก่ เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ภาวะเลือดออกผิดปกติจากมดลูกและช่องคลอด ก้อนที่เต้านม และเนื้องอกไม่ร้ายของเต้านม

หนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยคือ เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งเป็นก้อนเนื้อไม่ร้ายที่เกิดจากเซลล์กล้ามเนื้อมดลูก พบมากในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ผู้ป่วยหลายรายอาจไม่มีอาการ แต่บางรายอาจมีประจำเดือนมามากผิดปกติ มานานเกิน 7 วัน หรือมีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ร่วมด้วย รวมถึงอาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายจากภาวะโลหิตจาง ปวดท้องน้อย ท้องน้อยโตขึ้น หรือคลำได้ก้อนบริเวณท้องน้อย และบางรายอาจมีอาการปัสสาวะบ่อยหรือท้องผูกจากก้อนที่ไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ ประจำเดือนมามากผิดปกติ เหนื่อยง่าย หน้ามืดจากภาวะซีด หรือท้องน้อยโตขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ การดูแลตัวเองควรหมั่นสังเกตรอบเดือน รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ ไข่แดง และผักใบเขียว ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และเข้ารับการตรวจภายในหรืออัลตราซาวนด์ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

อีกหนึ่งภาวะที่พบได้ไม่น้อยคือ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือที่เรียกกันบ่อย ๆ ว่า ช็อกโกแลตซีสต์ เป็นภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตอยู่นอกโพรงมดลูก เช่น บริเวณรังไข่หรืออุ้งเชิงกราน ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง อาการที่พบได้บ่อยคือปวดประจำเดือนรุนแรงกว่าปกติ และมักมีอาการปวดมากขึ้นในแต่ละรอบเดือน บางรายอาจมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือมีปัญหาภาวะมีบุตรยาก สัญญาณเตือนสำคัญคืออาการปวดประจำเดือนรุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิต ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรืออาการปวดที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ การดูแลตัวเองควรพักผ่อนให้เพียงพอ ใช้การประคบร้อนและยาแก้ปวดเพื่อลดอาการปวด หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ของทอด และน้ำตาล เพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีโอเมก้า-3 ควบคู่กับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรพบแพทย์เมื่ออาการเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

ในขณะเดียวกัน ภาวะเลือดออกผิดปกติจากมดลูกและช่องคลอด ก็เป็นอีกสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนหรือโรคในระบบสืบพันธุ์ โดยอาการที่พบได้ เช่น มีเลือดออกนอกช่วงมีประจำเดือน เลือดออกกะปริบกะปรอย ประจำเดือนมาถี่หรือห่างผิดปกติ หรือมีเลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย รวมถึงบางรายอาจมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ เลือดออกมากผิดปกติ เลือดออกติดต่อกันหลายวัน เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือมีอาการหน้ามืด อ่อนเพลียจากการเสียเลือด การดูแลตัวเองควรจดบันทึกรอบเดือนและปริมาณเลือดออก หลีกเลี่ยงการซื้อยาปรับฮอร์โมนรับประทานเอง รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก และรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหากมีเลือดออกผิดปกติ

นอกจากนี้ ปัญหาสุขภาพที่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยพบได้ด้วยตนเองคือ ก้อนที่เต้านม ซึ่งมักตรวจพบระหว่างอาบน้ำหรือแต่งตัว โดยก้อนอาจมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น แข็งหรือนิ่ม เคลื่อนไหวได้หรือยึดติดกับเนื้อเยื่อรอบข้าง และขนาดอาจคงที่หรือเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป ในบางรายอาจมีอาการร่วม เช่น เต้านมบวมแดง ผิวหนังย่นคล้ายผิวส้ม หัวนมบุ๋มหรือเปลี่ยนรูปร่าง หรือมีเลือดหรือของเหลวไหลออกจากหัวนม ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคเต้านม รวมถึงมะเร็งเต้านม หากพบความผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม ทั้งนี้ ผู้หญิงควรตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวนด์ตามคำแนะนำของแพทย์ตามช่วงอายุและความเสี่ยง

ขณะเดียวกัน เนื้องอกไม่ร้ายของเต้านม เป็นก้อนที่ไม่ใช่มะเร็ง พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยทำงานและวัยเจริญพันธุ์ ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่ ไฟโบรอะดีโนมา (fibroadenoma) และถุงน้ำในเต้านม (breast cyst) ลักษณะของก้อนมักมีขนาดเล็ก ขอบเขตชัดเจน และสามารถเคลื่อนไหวได้เมื่อคลำ บางรายอาจมีอาการปวดหรือรู้สึกตึงเต้านม โดยเฉพาะก่อนมีประจำเดือน ซึ่งสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แม้เนื้องอกชนิดนี้ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตราย แต่ควรได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์เพื่อยืนยันการวินิจฉัย และติดตามการเปลี่ยนแปลงของก้อนเป็นระยะ โดยเฉพาะหากก้อนมีขนาดโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีรูปร่างผิดปกติ หรือมีอาการผิดปกติของผิวหนังและหัวนมร่วมด้วย

การดูแลสุขภาพโดยรวมสามารถที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเต้านมได้ เช่น การรับประทานอาหารที่สมดุล ลดอาหารแปรรูปและคาร์โบไฮเดรตขัดสี ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน อาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการสัมผัสสารเคมีที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน รวมถึงให้ความสำคัญกับการพักผ่อนที่เพียงพอและการจัดการความเครียดเพื่อให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรง และการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นจะช่วยให้การรักษาได้ผลดี มีทางเลือกในการรักษามากขึ้น และในหลายกรณีสามารถรักษาแบบสงวนเต้านมได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

นพ. สุวาณิช กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผู้หญิงที่มีสุขภาพดีคือพลังสำคัญของครอบครัวและสังคม การใส่ใจสัญญาณเตือนของร่างกายและเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการดูแลตัวเองที่สำคัญที่สุด เพราะยิ่งรู้เร็ว รักษาไว โอกาสกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีจะยิ่งสูงขึ้น”

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาอย่างก้าวกระโดด การตรวจคัดกรองและการรักษาโรคของผู้หญิงจึงมีความแม่นยำ ปลอดภัย และฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หลายโรคสามารถรักษาได้ด้วยเทคนิคการผ่าตัดสมัยใหม่ เช่น การผ่าตัดแผลเล็ก (MIS) เทคนิคการผ่าตัดส่องกล้องผ่านช่องคลอดแบบไร้แผล (V-NOTES) และการผ่าตัดผ่านกล้องแบบแผลเดียว (Single-Port Laparoscopy) ซึ่งช่วยลดความเจ็บปวด ลดรอยแผลเป็น และทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น จึงไม่ได้น่ากังวลหรือซับซ้อนอย่างที่ผู้หญิงหลายคนเคยคิด การเข้ารับการตรวจสุขภาพและตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นก้าวสำคัญของการดูแลตนเอง เพราะการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไม่เพียงเพิ่มโอกาสในการรักษา แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้หญิงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพในระยะยาว

ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ โทรศัพท์ 02-079-0000 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน