ปิดฉาก! ‘THECA 2025’ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งภูมิภาค

ปิดฉาก! ‘THECA 2025’ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งภูมิภาค

ปิดฉาก! ‘THECA 2025’ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.13 น.

งานแสดงสินค้า Thailand Electronics Circuit Asia (THECA) 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยได้รับการตอบรับจากทั้งภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศและนานาชาติ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

งาน Thailand Electronics Circuit Asia (THECA) 2025 จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และ สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 6,769 ราย จาก 43 ประเทศทั่วโลก แบ่งเป็นผู้เข้าชมภายในประเทศ 77% และผู้เข้าชมจากต่างประเทศ 23% ประเทศที่มีผู้เข้าร่วมงานมากที่สุด ได้แก่ ประเทศไทย จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง อินเดีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา

ภายในงานมีผู้แสดงสินค้ากว่า 250 บริษัท ครอบคลุมเทคโนโลยีและโซลูชันตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมด้วยการสัมมนาวิชาการกว่า 46 หัวข้อ ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรชั้นนำจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรม ร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในประเด็นสำคัญ อาทิ

•             BOI Forum: Thailand’s Opportunity in Semiconductors and Advanced Electronics

•             เทคโนโลยี PCB, PCBA และ EMS

•             มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม (ESG Standards)

•             ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

•             การพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม

 นอกจากนี้ งาน THECA 2025 ยังได้จัดกิจกรรม Business Matching ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการเจรจาธุรกิจมากถึง 505 รายการ เชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อจากหลายประเทศ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างประเทศ และตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับภูมิภาค

จากกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมในปีนี้ คณะผู้จัดงานประกาศกำหนดการจัดงาน THECA 2026 แล้วอย่างเป็นทางการ โดยจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 ณ ไบเทค ฮอลล์ 98–99 กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดใหม่ “Power 2 Motion” ที่จะเน้นย้ำเทคโนโลยีด้านพลังงาน ระบบเคลื่อนที่อัตโนมัติ และโซลูชันอิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมแสดงสินค้า หรือร่วมเป็นพันธมิตรในงาน THECA 2026 สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลแพ็กเกจพื้นที่แสดงสินค้าได้ที่: คุณสุรีรัตน์ อีเมล: sureerat@thpca.org | โทร: 084-559-4441 หรือ คุณอาภาภรณ์  อีเมล: arphaphorn.c@thpca.org | โทร: 089-699-4884 สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์: http://www.thailandelectronicscircuitasia.com

สอบถามรายละเอียดสำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ: ฝ่ายสื่อสารการตลาด วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค อีเมล: communications@vnuasiapacific.com

-(016)

เปิดประตูสู่ความสำเร็จในอุตฯ สุขภาพ ชวนผู้ประกอบการ ‘MedTech/HealthTech’ ร่วมโครงการ Thailand Innovation Hub

เปิดประตูสู่ความสำเร็จในอุตฯ สุขภาพ ชวนผู้ประกอบการ 'MedTech/HealthTech' ร่วมโครงการ Thailand Innovation Hub

เปิดประตูสู่ความสำเร็จในอุตฯ สุขภาพ ชวนผู้ประกอบการ ‘MedTech/HealthTech’ ร่วมโครงการ Thailand Innovation Hub

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.06 น.

เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นธุรกิจจริง เปิดประตูสู่ความสำเร็จในอุตสาหกรรมสุขภาพ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(NIA) ผนึกกำลังสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยและพันธมิตรย่านนวัตกรรมการแพทย์ทั่วประเทศชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ (MedTech / HealthTech)  สมัครเข้าร่วมโครงการ “Thailand Innovation Hub” ฟรี! ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 ก.ย.68

26 สิงหาคม 2568 ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยว่า NIA ผนึกกำลังกับ สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย (Health Tech Startup Thailand) และพันธมิตรย่านนวัตกรรมการแพทย์ทั่วประเทศ เปิดรับสมัครสตาร์ทอัพ (Startup), เอสเอ็มอี (SME), และผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise (SE)) ที่พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จในอุตสาหกรรมสุขภาพกับโครงการ “Thailand Innovation Hub” ซึ่งมุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ พร้อมสร้างโอกาสเชื่อมต่อเครือข่ายธุรกิจ ทดสอบตลาดจริง และต่อยอดนวัตกรรมการแพทย์ไทยให้ก้าวไกลในระดับสากล

ผอ.NIA กล่าวต่อว่า โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครเข้าร่วมได้ใน 2 โปรแกรมสุดพิเศษ ได้แก่ 1.กิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจ (Incubation Program) สำหรับธุรกิจที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ไอเดียหรือต้นแบบ และต้องการสร้างโมเดลธุรกิจให้เติบโต โดยต้องเป็นนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51% และ 2.กิจกรรมจับคู่ธุรกิจและทดสอบการใช้งาน (Sandbox Program) สำหรับธุรกิจที่มี ผลิตภัณฑ์พร้อมใช้งาน ต้องการทดสอบกับลูกค้าจริง พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และโอกาสขยายตลาด และเป็นนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51%

“สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 14 กันยายน 2568 และจะคัดเลือกผู้ที่จะได้เข้าร่วมโครงการระหว่างวันที่ 15 – 30 กันยายน 2568 เพื่อให้เข้าร่วมกิจกรรมในเดือนตุลาคม 2568 – มกราคม 2569 ที่สำคัญผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่านจะได้มีโอกาสจัดแสดงผลงาน (Demo Day) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อีกด้วย” ดร.กริชผกา กล่าว

ทั้งนี้ วิธีการสมัคร สำหรับกิจกรรมที่ 1 ให้ส่งรายละเอียดบริษัทและ Pitch Desk แสดงแนวคิดธุรกิจได้ที่: https://forms.gle/rGwrDqMCBWF9zgB58 และกิจกรรมที่ 2 ให้ส่งรายละเอียดบริษัทและ Pitch Desk แสดงผลิตภัณฑ์/บริการที่พร้อมนำไปใช้งานได้ที่: https://forms.gle/RrrNCwBVxQXy3QML

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอัจฉราพรรณ ยอดรัก โทรศัพท์: 02-017 5555 ต่อ 416 มือถือ: 088-614 1908 อีเมล: atcharaphun@nia.or.th

ประธาน กมธ.พัฒนาสังคมฯ สว. จัดงานรวมพลังวุฒิสภา ‘สร้างเครือข่าย สร้างงาน สร้างอาชีพ’

ประธาน กมธ.พัฒนาสังคมฯ สว. จัดงานรวมพลังวุฒิสภา 'สร้างเครือข่าย สร้างงาน สร้างอาชีพ'

ประธาน กมธ.พัฒนาสังคมฯ สว. จัดงานรวมพลังวุฒิสภา ‘สร้างเครือข่าย สร้างงาน สร้างอาชีพ’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหมายทางสังคม วุฒิสภา กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพประชาชนในทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการพัฒนาเทคโนโลยี การเปลี่ยน แปลงโครงสร้างประชากร ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมในระดับประเทศและระดับโลก โดยการจัดทำโครงการรวมพลังวุฒิสภา “สร้างเครือข่าย สร้างงาน สร้างอาชีพ” ระหว่างวันที่ 25 – 28 สิงหาคม 2568 ณ ห้องจัดเลี้ยง 102 – 104 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา ดังนี้

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 การเสวนาหัวข้อ “สร้างอาชีพยุคใหม่ในแพลตฟอร์มออนไลน์”

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2568 การเสวนาหัวข้อ “อาชีพทางเลือกจากศูนย์รวมธุรกิจแฟรนไชส์”

วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 การเสวนาหัวข้อ “วินัยการเงินการออม Happy Money สุขเงินสร้างได้”

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 การเสวนาหัวข้อ “ศูนย์รวมอาชีพอิสระและงานบริการ”

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “ตลาดนัดวุฒิ สภา” ซึ่งจัดบริเวณรอบสระมรกต ชั้น 1อาคารรัฐสภา โดยให้ผู้ประกอบการรายย่อย และวิสาหกิจชุมชน OTOP เข้ามาจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพทั้งสินค้า OTOP อาหาร ของใช้ เสื้อผ้าในราคาย่อมเยาเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน รวมทั้งยังมีบริการตัดผม นวดแผนไทยและดูดวงโหราศาสตร์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย

-(016)

พณ.ปทุมฯ เปิดดีล ‘ซื้อ-ขาย’ งานวิจัย สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมนักลงทุนกับสุดยอดนวัตกรรม

พณ.ปทุมฯ เปิดดีล 'ซื้อ-ขาย' งานวิจัย สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมนักลงทุนกับสุดยอดนวัตกรรม

พณ.ปทุมฯ เปิดดีล ‘ซื้อ-ขาย’ งานวิจัย สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมนักลงทุนกับสุดยอดนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.09 น.

จังหวัดปทุมธานี โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี โชว์ศักยภาพการเป็นเมืองแห่งงานวิจัยและนวัตกรรม ยกขบวนผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดเชิงธุรกิจ ร่วมโชว์ศักยภาพในงาน “PATHUM INNOTECH EXPO 2025” พร้อมเปิดเวทีการเจรจาธุรกิจ ชวนนักลงทุนร่วมค้นหางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์

นายองครักษ์  ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “PATHUM INNOTECH EXPO 2025” ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568 ว่าจังหวัดปทุมธานีนอกจากจะมีศักยภาพด้านการผลิต โดยเป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการคุณภาพสูงที่หลากหลายแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งงานวิจัยและนวัตกรรม โดยเป็นที่ตั้งของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นนิคมวิจัยแห่งแรกของไทย และเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้และงานวิจัย โดยมีกลุ่มงานวิจัยที่โดดเด่นในหลายด้าน อาทิ ด้านเทคโนโลบีชีวภาพ ด้านวัสดุและโลหะ ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และด้านนาโนเทคโนโลยี ที่มีการนำไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องสำอาง อาหาร วัสดุสิ่งทอ เป็นต้น ซึ่งในแต่ละปีจะมีการนำผลงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดหลากหลายโครงการ และมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญารวมถึงการสร้างธุรกิจใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

“การจัดงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญที่จะโชว์ศักยภาพของงานวิจัยและนวัตกรรมต่าง ๆ งานนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญ สำหรับทั้งนักวิจัยและนักวิชาการ ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หรือผลงานในการวิจัยระหว่างกัน และรวมไปถึงนักธุรกิจต่าง ๆ ที่กำลังมองหาผลงานวิจัยเพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ ถือเป็นเวทีใหญ่ที่เป็นเสมือนตลาดงานวิจัยและนวัตกรรมให้ให้นักลงทุนและผู้ประกอบการนำไปต่อยอดและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไป”

ด้าน นายนิมิตร ฆังคะจิตร พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมถึงการจัดงาน PATHUM  INNOTECH EXPO 2025 ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ THE PATHUMTANI INNNOTECH&EXPO 2025  หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “PATHUM INNOTECH 2025” ซึ่งจังหวัดปทุมธานีนอกจากจะเป็นที่ตั้งของ สวทช. แล้ว ยังเป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาอีกจำนวนมาก  อาทิ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย  มหาวิทยาลัยวไลอลงกรณ์ และมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นต้น โดยงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญของการจัดแสดงโชว์สินค้าที่มีนวัตกรรม และผลงานวิจัย ซึ่งไม่ได้เน้นการจำหน่ายสินค้าในงาน แต่จะเน้นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และส่งเสริมการต่อยอดธุรกิจจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่นักวิจัย และผู้ประกอบการนำมาจัดแสดงในงาน

“วัตถุประสงค์ที่สำคัญของงานนี้คือการเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หรือผลงานในการวิจัย ระหว่างนักวิชาการ นักธุรกิจต่าง ๆ และเป็นเวทีให้ผู้ที่มีนวัตกรรม  หรือผลงานวิจัยด้านต่าง ๆ ได้นำผลงานของตนเองมาประชาสัมพันธ์  จัดแสดง หรือเผยแพร่ เพื่อให้เป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราจะขายกันในงานนี้ก็คือตัวผลงานวิจัยที่นักลงทุน หรือผู้ประกอบธุรกิจ มีความประสงค์จะนำไปต่อยอดในทางการค้า โดยอาจจะมีการเจรจาตกลงเพื่อซื้องานวิจัยนั้น หรืออาจจะเป็นลักษณะของการขอลงทุนร่วมกันในทางธุรกิจ หรืออาจจะมีการนำไปใช้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งในงานเราได้จัดให้มีพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจโดยเฉพาะด้วย”

นายนิมิตรยังกล่าวต่อว่า จุดเด่นของการจัดงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 นั้น นอกจากจะเป็นงานมหกรรมนวัตกรรมและงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ ที่โชว์ศักยภาพของความเป็นเมืองแห่งงานวิจัยและนวัตกรรมของจังหวัดปทุมธานีแล้ว ในงานยังมีกิจกรรมสำคัญคือ การจัดเวที Pitching “สุดยอดนวัตกรรมไทยที่มีผลงานวิจัยรองรับ” จำนวน 8 ผลงาน ที่พร้อมก้าวสู่เวทีการลงทุนและตลาดโลก เพื่อให้นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมด้วย โดยกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่เวทีกลางในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 น. – 16.00 น.

นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจงานนวัตกรรมเพื่อต่อยอดเชิงธุรกิจ สามารถเข้าร่วมชมงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 ได้ ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ 0-2567-0224

-(016)

จากสัตว์ตัวแรก… สู่พันล้านชีวิต World Animal Protection 75 ปีที่เราไม่ทิ้งกัน

จากสัตว์ตัวแรก... สู่พันล้านชีวิต World Animal Protection 75 ปีที่เราไม่ทิ้งกัน

จากสัตว์ตัวแรก… สู่พันล้านชีวิต World Animal Protection 75 ปีที่เราไม่ทิ้งกัน

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.08 น.

ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา World Animal Protection ได้ขับเคลื่อนภารกิจเพื่อยุติความทุกข์ทรมานของสัตว์ทั่วโลก โดยเริ่มต้นจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือในจุดที่ต้องการมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเปิดศูนย์พักพิงสัตว์ที่ถูกทารุณในคอสตาริกา หรือสนับสนุนคลินิกสัตว์เคลื่อนที่เพื่อดูแลม้าและลาที่ต้องทำงานหนักในสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายในโคลัมเบีย อัฟกานิสถาน และกัมพูชา ก่อนที่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในสาธารณรัฐซูรินาม (Republic of Suriname)

เมื่อปี พ.ศ. 2507 จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อภาพสัตว์ป่าที่หิวโหยและหวาดกลัวยืนเกาะต้นไม้ท่ามกลางกระแสน้ำได้จุดประกายให้เกิด ‘Operation Gwamba’ ภารกิจช่วยชีวิตสัตว์กว่า 10,000 ตัว และกลายเป็นต้นแบบระดับโลกของการปกป้องสัตว์ในภาวะภัยพิบัติ ปัจจุบัน องค์กรมีสำนักงานใน 12 ประเทศ และดำเนินงานใน 47 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพื่อให้เสียงของสัตว์ได้รับการรับฟัง และไม่มีชีวิตใดต้องเผชิญความทุกข์เพียงลำพังอีกต่อไป

สัตว์กว่า 80 พันล้านตัวทั่วโลกกำลังทนทุกข์ทรมานในฟาร์มอุตสาหกรรม ขณะที่สัตว์ป่าอีก 5.5 พันล้านตัวถูกเลี้ยงไว้ในระบบฟาร์มเชิงพาณิชย์ที่โหดร้าย

World Animal Protection   หรือ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2493 ซึ่ง 75 ปีที่ผ่านมา องค์กรฯ เดินหน้าต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ในพื้นที่เกิดเหตุ แต่ในระดับระบบรัฐ และอุตสาหกรรม เพราะเชื่อว่า สัตว์ไม่ควรถูกทำร้ายเพื่อความบันเทิง ไม่ควรเกิดมาเพื่อถูกขังในฟาร์มอุตสาหกรรม และไม่ควรเป็นเพียงทรัพย์สินหรือสินค้าในสายตาของมนุษย์องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ร่วมกับคนกว่า 1.4 ล้านคน หยุดกฎหมายล่าสัตว์ในบราซิล  ผลักดันบริษัทท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง TripAdvisor, Booking.com และ Klook ให้เลิกขายกิจกรรมที่ทารุณสัตว์  เปิดโปงฟาร์มจระเข้ที่ทุกข์ทรมานของแบรนด์หรู จนเกิดแรงกระเพื่อมในวงการแฟชั่นทั่วโลก ที่เวียดนาม องค์กรฯ ร่วมมือกับรัฐบาลยุติการสกัดน้ำดีจากหมี จากหลายพันตัว เหลือไม่ถึง 300 ตัวในฟาร์ม และที่ประเทศไทย องค์กรฯร่วมกับปางช้างกว่า 10 แห่ง เปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวอย่างมีจริยธรรมและเป็นมิตรต่อช้าง

พลังจากประเทศไทย: เปลี่ยนแปลงจากท้องถิ่นสู่ภูมิภาค

สำนักงานประเทศไทยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2550 โดยทำงานร่วมกับ มูลนิธิพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย) ตั้งแต่ โครงการวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า การเปิดตัว ChangChill ปางช้างแบบไม่ขี่แห่งแรกของโลก ไปจนถึงการสร้างเครือข่าย FANSEA ที่ขยายผลงานสู่ระดับภูมิภาค สนับสนุน 8 องค์กรใน 4 ประเทศเพื่อยุติความทุกข์ทรมานของฟาร์มแบบโรงงาน ตลอดจนยังคงช่วยเหลือสัตว์เมื่อภัยพิบัติมาเยือน รวมถึงมหาอุทกภัยภาคเหนือและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมาที่ผ่านมา ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผลักดันการปกป้องสัตว์สู่ระดับภูมิภาค

การปกป้องสัตว์ คือการรับมือกับวิกฤตโลก

ทริเซีย โครสดอล (Tricia Croasdell) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าวว่า “75 ปีแห่งประวัติศาสตร์ได้นำเรามาถึงจุดนี้ แต่ผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรายังอยู่ข้างหน้า เราจะสร้างโลกที่สัตว์เป็นอิสระจากความทุกข์ รัฐบาลและบริษัทมีความรับผิดชอบ และความเมตตาเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจ”

เธอชี้ว่า การปกป้องสัตว์วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจริยธรรม แต่คือการรับมือกับวิกฤตโลก—โรคระบาด ภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวคิด “One Health” ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม จึงกลายเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ใหม่ที่ใช้ในการขับเคลื่อนเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็น WHO, FAO หรือ G20

เป้าหมายใหม่: เปลี่ยนแปลงเชิงระบบ

“เราจะไม่หยุด จนกว่าสัตว์ทุกตัวจะได้รับการปกป้อง” คุณทริเซียประกาศ พร้อมเผยแผนงานที่มุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่รากฐาน การยกเลิกฟาร์มอุตสาหกรรมที่โหดร้าย การยุติอุตสาหกรรมความบันเทิงที่เอาเปรียบสัตว์ และการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน “ทั้งหมดนี้คืออนาคตที่เราจะร่วมกันสร้าง”

75 ปีของประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า เมื่อเราร่วมมือกัน การเปลี่ยนแปลงที่ดูเป็นไปไม่ได้ ก็เป็นจริงได้ ในโอกาสครบรอบ 75 ปี เราขอเชิญชวนคุณร่วมแสดงพลังด้วยแคมเปญ “อย่าลืมพวกเขา – Don’t Forget Them” ด้วยการสนับสนุนการช่วยเหลือสัตว์ 4 กลุ่มเปราะบาง: สัตว์ในชุมชน สัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรม สัตว์ในภัยพิบัติ และสัตว์ที่ถูกเอาเปรียบในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

เพราะสัตว์ควรได้รับการเคารพ เพราะมนุษย์อยู่ร่วมกับสัตว์ได้อย่างสมดุล และเพราะโลกของเราจะดีขึ้น เมื่อไม่มีสัตว์ตัวไหนถูกทอดทิ้ง

ร่วมสนับสนุนเพื่อสร้างโลกที่สัตว์ทุกตัวได้รับการปกป้องไม่มีสัตว์ตัวใดต้องทุกข์ทน ถูกลืม หรือถูกทำร้ายอีกต่อไป https://www.worldanimalprotection.or.th/ Facebook: WorldAnimalProtectionThailand

‘วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง’ รพ.รามคำแหง จัดงานวิ่งการกุศล ‘Ram Hero Run 2026’ ปีที่ 3

'วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง' รพ.รามคำแหง จัดงานวิ่งการกุศล 'Ram Hero Run 2026' ปีที่ 3

‘วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง’ รพ.รามคำแหง จัดงานวิ่งการกุศล ‘Ram Hero Run 2026’ ปีที่ 3

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.05 น.

โรงพยาบาลรามคำแหง จัดงานแถลงข่าวกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศล “Ram Hero Run 2026” วิ่งปลอดภัยเพื่อทุกหัวใจแข็งแรง ปีที่ 3โดยครั้งนี้มีกำหนดวิ่งในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 ณ สวนหลวง ร.9 เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ และมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการสมัครวิ่งมอบให้มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ฤกขจี กาญจนพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท โรงพยาบาลรามคำแหงและบริษัทในเครือ ,   นพ.พิชญ สมบูรณสิน ประธานกรรมการบริหารบริษัท,  นพ.สุธี  ลีละเศรษฐกุล ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลรามคำแหง และนางสาวทัศน์วรรณ ศิริวงศ์ กรรมการบริหาร โรงพยาบาลรามคำแหง,   นพ.พรชัย  โพธินามทอง  แพทย์ผิวหนัง  (ตจวิทยา),     พญ.สโรบล เจาฑะเกษตริน อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ,    พญ.ศรีสุภา   เลาห์ภากรณ์ มะเร็งวิทยานรีเวช สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา ผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช พร้อมด้วยตัวแทนจากมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ,  คณะแพทย์ผู้ชำนาญการ, ดารานักแสดง อาทิ  ฐิสา  วริฏฐิสา  ลิ้มธรรมมหิศร,  ตั้ม วราวุธ โพธิ์ยิ้ม ,  เจนนี่  ชยิสรา วัฒนะนาวิน, เจด้า ศรัณย่า ชุณหศาสตร์, กีตาร์ ศิริพิชญ์ วิมลโนช, ซัน ก้องภพ บรรณทอง, ชาย สมชาย เจริญสุข, ทศ รวิศชา ปัญจวิชญ์, ป่าน คมกฤษณ์ ดวงสุวรรณ์, เเทน บุรันช์รัตน์ หอมบุตร  ร่วมเผยถึงเคล็ดลับการดูแลสุขภาพดี และเหล่าอินฟูลเอนเซอร์นักวิ่ง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ โรงพยาบาลรามคำแหง

ดร.ฤกขจี กาญจนพิทักษ์   ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท  โรงพยาบาลรามคำแหง  และบริษัทในเครือ เปิดเผยว่า “โรงพยาบาลรามคำแหงของเราไม่เพียงแต่รักษาผู้ป่วย แต่เรามุ่งมั่นที่จะร่วมสร้างสรรค์สังคม ผ่านบริการและกิจกรรมที่จะร่วมสร้างอนาคตที่ทำให้ทุกชีวิตมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ดังความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลที่จะ “ตอบทุกความต้องการ เชี่ยวชาญทุกการดูแล” จึงสานต่อกิจกรรมวิ่งการกุศล “Ram Hero Run 2026” วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง  ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3”

นพ.พิชญ สมบูรณสิน ประธานกรรมการบริหารบริษัท กล่าวว่า “เรามีความมุ่งหวังในการส่งเสริมสุขภาพของผู้คนให้มีสุขภาพที่ดี เพื่อเป็นสิ่งตอบแทนความไว้วางใจที่มอบให้กับทางโรงพยาบาลตลอดมา เพราะกิจกรรมวิ่งการกุศล “Ram Hero Run 2026” วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของการทำลายสถิติ หรือการแข่งขัน   แต่เป็นเรื่องของการมีสุขภาพที่ดี   การเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ตนเอง   และเป็นการสร้างพลังให้กับชุมชนอีกด้วย โดยตั้งเป้าเชิญชวนผู้ชื่นชอบในการวิ่ง และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงาน 3,000 คน และในครั้งนี้เราเปลี่ยนสถานที่จัดงานเป็นสวนหลวง ร.9 เพื่อให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติ และพันธุ์ไม้งามในระหว่างวิ่ง โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการสมัครวิ่งมอบให้มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิเด็กโรคหัวใจในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ เพื่อใช้ในกิจกรรมของมูลนิธิต่อไป”

ด้าน นางสาวทัศน์วรรณ ศิริวงศ์ กรรมการบริหาร โรงพยาบาลรามคำแหง กล่าวเสริมว่า “การแข่งขันวิ่ง “Ram Hero Run 2026” วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง แบ่งการแข่งขันออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ แฟมิลี่ รัน ระยะทาง 3 กิโลเมตร, ฟันรัน ระยะทาง 5 กิโลเมตร, มินิมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร และฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21 กิโลเมตร ซึ่งใช้ระบบ Chip Time มาตรฐานระดับสากลในการตัดสิน เพื่อความเป็นธรรมแก่นักวิ่งทุกคน และสำหรับผู้เข้าร่วมงานจะได้รับเสื้อที่ระลึก, เหรียญรางวัล, BIB หมายเลขการแข่งขัน ทั้งนี้ โรงพยาบาลรามคำแหง พร้อมดูแลความปลอดภัยให้แก่ผู้ร่วมงานตลอดเส้นทาง โดยมีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และจุดบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน (Ambulance) พร้อมทีมปฐมพยาบาล อีกทั้งยังมีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ใส่เสื้อวิ่งสีขาว พร้อมด้วยทีมนักวิ่งฮีโร่ที่ผ่านการอบรม BASIC LIFE SUPPORT (CPR) และการใช้เครื่อง AED ใส่เสื้อสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นผู้ที่มีทักษะสามารถช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้น วิ่งกระจายตัวอยู่ในทุกระยะ เพื่อให้นักวิ่งอุ่นใจตลอดการวิ่ง นอกจากนี้โรงพยาบาลยังมีบูธ RAM HEALTH & FIT FAIR จัดกิจกรรมให้ความรู้ไว้คอยให้บริการแก่นักวิ่ง พร้อมกิจกรรมเล่นเกมรับของที่ระลึกไว้ให้ร่วมสนุกกันอีกด้วย”

กิจกรรมวิ่งการกุศล “Ram Hero Run 2026” วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 ณ สวนหลวง ร.9   โดยในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 เตรียมอุ่นเครื่องรับความสนุกสุดฟิน!!กับกิจกรรมในวันรับ BIB พบกับมินิคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดังที่มาร่วมสร้างสีสัน พร้อมโชว์สุดพิเศษมาให้แฟน ๆ ได้ร่วมสนุกตลอดทั้งงาน ที่บริเวณ ลาน M FASHION HALL 1 ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ผู้ที่สนใจสามารถร่วมบริจาคเพื่อสมทบทุนกิจกรรมผ่านบัญชี โครงการ “หมอรามชวนฟิต พิชิตการวิ่ง” ธนาคารทหารไทยธนชาต เลขบัญชี 666-2-10782-7

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครร่วมงานได้ที่ https://race.thai.run/ramherorun2026 เปิดรับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.facebook.com/RamHeroRun/ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพิชิต หัวใจที่แข็งแรงไปด้วยกัน

-(016)

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัว Thailand Green Tourism Plan 2030 ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยสู่ระดับสากล

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัว Thailand Green Tourism Plan 2030 ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยสู่ระดับสากล

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัว Thailand Green Tourism Plan 2030 ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยสู่ระดับสากล

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมจัดกิจกรรมเปิดตัว (Kick-Off) ภารกิจ Thailand Green Tourism Plan 2030 วันอังคารที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 09:00 – 11:00 น. ณ โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ (The Westin Grande Sukhumvit Bangkok) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและยกระดับแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยให้สอดคล้องกับเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับโลก และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศไทยให้เข้าสู่ระดับสากลเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

โครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 เป็นแผนระดับชาติของกรมการท่องเที่ยวที่ร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล เพื่อพัฒนาแผนการดำเนินงาน การจัดทำแพลตฟอร์มวัดสถานการณ์ท่องเที่ยวยั่งยืนระดับประเทศ รวมถึง การทำมาตรฐานความยั่งยืนให้กับแหล่งท่องเที่ยว ที่พักขนาดเล็ก บริษัททัวร์ และชุมชนท้องถิ่น ให้เทียบเท่า Global Standard พร้อมยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่การเป็นคู่ค้าในตลาดสากล และสร้างโอกาสในการเป็น Top 100 อันดับแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก จากการเล่าเรื่องความสำเร็จของแหล่งท่องเที่ยว ที่นำเสนอถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไข รวมถึงผลกระทบที่ได้รับต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และนักท่องเที่ยว ที่เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างแรงบันดาลให้กับพื้นที่อื่น ๆ ได้เห็น showcase ของประเทศไทยในแต่ละปี

Thailand Green Tourism Plan 2030 เป็นการผนึกกำลังของ 4 หน่วยงานหลัก (Key Partners) ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เจ้าภาพหลัก และ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นศูนย์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนประเทศไทย (STAC Thailand)  ผู้พัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับ Green Destinations Foundation องค์กรสากลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน  และ Travelife for Tour Operators องค์กรสากลด้านมาตรฐานยั่งยืนในธุรกิจทัวร์ ร่วมกับอีก 50 หน่วยงานพันธมิตร (Committed Partner) จากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษาและเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวกันในการวางบทบาทหน้าที่ภายใต้สังกัดของตนสู่การวางเป้าหมายในภาวะเร่งด่วน เพื่อสร้าง Big Impact มากขึ้นจากการทำงานร่วมกัน 

จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงาน เพื่อเตรียมความพร้อม รับฟังข้อมูล กิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการฯ โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงาน ได้ที่ https://forms.gle/JR4gbA4t6Yh4yAZA8 (จำนวนจำกัด)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Thailand Green Tourism Plan 2030

พิธีเปิด ‘พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ศ.ศักดา ศิริพันธุ์ฯ’ เชิดชูเกียรติผู้ก่อตั้ง

พิธีเปิด ‘พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ศ.ศักดา ศิริพันธุ์ฯ’ เชิดชูเกียรติผู้ก่อตั้ง

พิธีเปิด ‘พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ศ.ศักดา ศิริพันธุ์ฯ’ เชิดชูเกียรติผู้ก่อตั้ง

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.51 น.

พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพฯ ก่อตั้งขึ้นด้วยแนวคิดของ ศ.กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธุ์ เพื่อรวบรวมความรู้ทางประวัติศาสตร์ของการถ่ายภาพตั้งแต่การถ่ายภาพมีขึ้นบนโลก โดยมีกล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพต่างๆ จัดเป็นหมวดหมู่และแสดงพร้อมอธิบายประวัติความเป็นมา ในเชิงประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ศ.กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธุ์ ตัดริบบิ้นเปิดแพรป้าย ร่วมกับ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาฯ และฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานมูลนิธิส่งเสริมการถ่ายภาพ

ศ.กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธุ์ ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาฯ และแขกผู้มีเกียรติ หลังพิธีตัดริบบิ้นเปิดแพรคุมป้ายอย่างเป็นทางการ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มอบหมายให้ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีทางการพิมพ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นภาควิชาเทคโนโลยีทางภาพและการพิมพ์) ดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ และพิธีรัชมังคลาภิเษกสมโภช โดยได้รับพระกรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ของพิพิธภัณฑ์ฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534

นิสิตเก่า และอาจารย์ร่วมถ่ายภาพหมู่หน้าพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพฯ

ศ.กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธุ์ ได้ประชาสัมพันธ์โครงการพิพิธภัณฑ์ฯ ตั้งแต่ปี 2531 ผ่านแผ่นพับในงานแสดงสินค้า เช่น งาน PHOTOKINA ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมันนี และงานอื่นๆ ที่ประเทศสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รวมทั้งงานประชุมวิชาการของสถาบันต่างๆ รวมถึงสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพ ทำให้ทั่วโลกรู้ว่าจะมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ฯ ในประเทศไทย จึงมีผู้เสนอบริจาคกล้องถ่ายภาพ และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งบุคคลจากต่างประเทศและในประเทศ

ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว อดีตคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และคณาจารย์ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

แขกจากสมาคมฯ ,อาจารย์ และสื่อมวลชนร่วมถ่ายภาพหมู่แสดงความยินดี

อ.สงคราม โพธิ์วิไล, ดร.สมเพ็ชร เจียรมณีทวีสิน,สันติพงษ์ ประทีปสว่างวงศ์,อ.พิสิฐ เสนานันท์สกุล,สยาม เอี่ยมพิชัยฤทธิ์, ทพ.สมพงษ์ ลิปภานน์ และ ณริภา ศรีสว่างวัฒน์ พร้อมเพื่อนๆ จากสมาพันธ์สมาคมการถ่ายภาพ และสมาคมธุรกิจการถ่ายภาพฯ

ดาว วาสิสิริ, อ.ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์, อ.ขจร พีรกิจ จากสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ

การขอรับการสนับสนุนจากภาคเอกชน เช่น บริษัท แคนนอน (โตเกียว) ซึ่งได้ร่วมจัดแสดงพัฒนาการของการถ่ายภาพอิเล็กทรอนิกส์, บริษัท โกดัก (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดทำสไลด์มัลติวิชั่น โดยใช้เครื่องฉายสไลด์ 12 เครื่อง, บริษัทฟูจิ โฟโต้ฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดแสดงนิทรรศการการผลิตฟิล์มและวัสดุไวแสง และการล้างอัดขยายภาพ, บริษัท อิลฟอร์ด (ลอนดอน) และ บริษัท อั๊กฟ่า เกเวอร์ต เยอรมันนี ร่วมจัดแสดงอุปกรณ์การถ่ายภาพและภาพถ่ายต่างๆ รวมทั้งการบริจาคกล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพจากการสะสมคอลเลคชั่นส่วนตัวของบุคคล เช่น พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ, บัญชา ล่ำซำ, มร.จอร์จ ลี ชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ที่บริจาคกล้องให้จำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีกล้องถ่ายภาพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย ของที่แสดงในพิพิธภัณฑ์นี้ จึงไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน หรืองบประมาณของมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ยกเว้นในส่วนของตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ 8 ชั้น ที่มีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ 14 ห้อง (ปัจจุบันปรับเป็นห้องเรียน และห้องแล็บทดลองบางส่วน)

ครอบครัวศิริพันธุ์

อาจารย์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ และผู้บริหารจากหลายสมาคมภ่ายถาพ

คณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมถ่ายภาพในพระบรมราชูปถัมภ์

ทั้งนี้เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ รำลึกถึง ศ.กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธุ์ ที่ทำคุณประโยชน์และชื่อเสียงให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แก่ประเทศชาติ รวมทั้งในอุตสาหกรรมภาพถ่ายและการพิมพ์ ทางภาควิชาเทคโนโลยีทางภาพและการพิมพ์จึงขออนุญาตจาก ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในการปรับชื่อพิพิธภัณฑ์ฯ เป็น “พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ศาสตราจารย์ศักดา ศิริพันธุ์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์”

นิติกร กรัยวิเชียร,ฐาปน สิริวัฒนภักดี และ ดร.สมเพ็ชร เจียรมณีทวีสิน จาก บจ.อิมเมจ ควอลิติ้ แล็บ ร่วมแสดงความยินดี

นิสิตเก่าวิทยาศาสตร์ จุฬาลงฯ อ.นพดล อาขาสันติสุข และ ผศ.ชวลสา ครู์พิพัฒน์

ฐาปน สิริวัฒนภักดี และ นิติกร กรัยวิเชียร ชมภาพในตู้ Stanhope ซึ่งมีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 

เมื่อวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีเปิดแพรคลุมป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งในวันเดียวกันนี้ เมื่อ 34 ปีที่แล้ว เป็นวันที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้เสด็จเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพฯ เป็นการส่วนพระองค์ โดยมีแขกผู้มีเกียรติร่วมงานมากมายในบรรยากาศที่อบอุ่น

รศ.สน สีมาตรัง อดีตผู้อำนวยการหอศิลป์ และคณบดีคณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร ร่วมงาน

ด้านหน้าอาคารพิพิธภณฑ์ ในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ริมถนนพญาไท 2

ภายในห้องแสดงกล้องซึ่งมาจากการรับบริจาคจากผู้สะสมกล้องหลากหลาย

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ศาสตราจารย์ศักดา ศิริพันธุ์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เปิดให้บริการในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00-16.00 น. และเปิดบริการนอกเวลาในโอกาสพิเศษ เช่น ในงาน Night at the Museum ซึ่งจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนธันวาคมของทุกปี

ซีพี ผนึกทุกกลุ่มธุรกิจ เดินหน้าสู่ Carbon Neutral 2030 ด้วยนวัตกรรม–พลังงานสะอาด พร้อมฟังข้อเสนอแนะผู้เชี่ยวชาญเพื่อเร่งความสำเร็จ

ซีพี ผนึกทุกกลุ่มธุรกิจ เดินหน้าสู่ Carbon Neutral 2030 ด้วยนวัตกรรม–พลังงานสะอาด พร้อมฟังข้อเสนอแนะผู้เชี่ยวชาญเพื่อเร่งความสำเร็จ

ซีพี ผนึกทุกกลุ่มธุรกิจ เดินหน้าสู่ Carbon Neutral 2030 ด้วยนวัตกรรม–พลังงานสะอาด พร้อมฟังข้อเสนอแนะผู้เชี่ยวชาญเพื่อเร่งความสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.25 น.

จากประชุมคณะกรรมการความยั่งยืน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งล่าสุด ที่มี นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เป็นประธานฯ ได้มีการสรุปเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนขององค์กร (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญและเร่งด่วนของทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ  สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการหรือ workshop เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานตามแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมให้แต่ละกลุ่มรายงานสถานการณ์ครึ่งปีแรกของปี 2568 การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีชื่อว่า “C.P.Group Carbon Neutral 2030 ลงมือทำเพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Carbon Neutral” โดยมี ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ตอกย้ำว่าการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์นั้นจะสำเร็จได้ต้องขับเคลื่อนทั้งองคาพยพ นอกจากนี้ผู้บริหารระดับสูงด้านความยั่งยืนจากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ได้แก่ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ บมจ.ซีพี ออลล์  บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า และกลุ่มธุรกิจในเขตประเทศจีน ได้ฉายภาพคืบหน้าในการเดินหน้าตามเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของเครือฯ สู่ความเป็นกลงทางคาร์บอน โดยมีผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ภาควิชาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ร่วมในการประชุมฯครั้งนี้ เพื่อให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ซึ่งจะช่วยในการผลักดันให้การเดินหน้ามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของเครือเจริญโภคภัณฑ์สามารถบรรลุได้ตามเป้าหมายที่กำหนด

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ 

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า การเดินหน้าสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 ตามนโยบายของนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ถือเป็นโจทย์ท้าทาย เนื่องจากธุรกิจยังต้องเติบโตควบคู่ไปด้วย องค์กรจึงต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและจริงจัง การบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral 2030 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ต้องขับเคลื่อน “ทั้งองคาพยพ” ทุกกลุ่มธุรกิจต้องผนึกกำลัง  ทั้งนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความสำคัญกับประเด็น Climate Resilience  และได้กำหนดโรดแมปสำคัญ อาทิ เพิ่ม Solar และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ลดการปล่อยจากขนส่ง เสริมด้วยพลังงานชีวภาพจาก Biomass และ Biogas ครอบคลุม Scope 1 และ 2 ขณะที่ Scope 3 และภาคเกษตร (FLAG) ยังต้องมีแผนเสริมเพื่อบรรลุ Net Zero อย่างสมบูรณ์

ด้าน บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ ได้ฉายภาพถึงการเดินหน้าสู่ Net-Zero ด้วย 4 กลยุทธ์อัจฉริยะ ครอบคลุมทั้งซัพพลายเชน  โดย นางจีระณี จันทร์รุ่งอุทัย Head of Global Net-Zero กล่าวให้เห็นถึงแผนสู่ Net-Zero ภายใต้มาตรฐาน Science Based Targets (SBTi) และ Net-Zero Standard  พร้อมระบุว่าซีพีเอฟกำหนดเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในภาคการเกษตร (FLAG) และนอกภาคการเกษตร (Non-FLAG) อย่างมีระบบ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 กลยุทธ์อัจฉริยะ ได้แก่ C – Carbon Reduction from Sustainable Sourcing มุ่งจัดหาวัตถุดิบปลอดการตัดไม้ทำลายป่า 100% และตรวจสอบย้อนกลับได้, P – Power Circulation ใช้พลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้า, F – Future Generation นำระบบผลิตและอาคารอัจฉริยะด้วย Automation, AI และ IoT มาลดคาร์บอน, และ Net-Zero Network  ร่วมมือกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรเพื่อขยายผลสู่ทั้งอุตสาหกรรม โดยมีมาตรการสำคัญครอบคลุมการเพาะปลูกคาร์บอนต่ำ การเพิ่มพลังงานสะอาด การจัดการของเสีย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยั่งยืน เพื่อให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นอย่างครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

จีระณี จันทร์รุ่งอุทัย

มร.หลิว อี้หัว (Liu Yihua) และนางสาวเฟิง หนาน (Feng Nan) ผู้แทนกลุ่มธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ เขตประเทศจีน กล่าวถึงแผนการสู่ Carbon Neutral 2030 ระบุว่า “การดำเนินงานด้านความยั่งยืนในประเทศจีนมีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์  ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 32% และเดินหน้าสู่ Carbon Neutral 2030 ผ่านการใช้พลังงานสะอาด โดยฟาร์มทั้ง 19 แห่งติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว และร่วมกับ Altervim ขยายการผลิตพลังงาน รวมถึงปรับปรุงกระบวนการผลิต เช่น พิมพ์เลเซอร์บนเปลือกไข่แทนสติ๊กเกอร์ และปรับระบบทำความเย็น ช่วยลดคาร์บอนได้กว่า 30,000 ตันต่อปี พร้อมลดต้นทุน ขณะเดียวกันยังพัฒนานวัตกรรมหม้อต้มไอน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้ไบโอแก๊ส ส่งเสริมเกษตรหมุนเวียน และผลักดันมาตรฐาน “โรงงานสีเขียว” โดยพร้อมเข้าร่วมตลาดคาร์บอนเครดิตหากมีการพัฒนาในจีน

อาคม อาจแสง

นายอาคม อาจแสง ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สำนักบริหารความยั่งยืนองค์กร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ซีพี ออลล์ มีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 เช่นเดียวกับเครือฯ และได้วางแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง โดยมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกสุทธิให้ได้ประมาณ 480,000-500,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2573  ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย 1) ลดการใช้พลังงานลงโดยผ่านมาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั่วทั้งองค์กร  2) ลดความสูญเปล่าจากการใช้พลังงานทั่วทั้งองค์กรลง 3) เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด  4) ลดการรั่วไหลและปรับปรุงสารทำความเย็นให้มีค่าศักยภาพทำให้โลกร้อนต่ำ(Low GWP) ซึ่งทั้ง 4 มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะทำให้การปล่อยก๊าชเรือนกระจกลดลงประมาณ 27-30% จากการดำเนินธุรกิจตามปกติ (BAU)  และมาตรการที่  5) การจัดเตรียมคาร์บอนเครดิตและทางเลือกอื่น ๆ เพื่อนำมาขดเชยในส่วนการปล่อยก๊าชเรือนกระจกที่คงเหลือ” ซึ่งแผนงานดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการอย่างเข้มข้นตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา โดยสรุป เป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 ของซีพี ออลล์ คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยความพยายามตนเองลง  27-30% โดยประมาณ  และชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิตหรือทางเลือกอื่นๆ อีกประมาณ 70-73% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด

ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ

ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ หัวหน้าคณะทำงานด้าน Climate Resilience บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (Makro และ Lotus’s) ระบุว่าธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกมีความท้าทายด้านการใช้พลังงานสูง จึงเร่งใช้พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์รูฟทอป พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพและนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างระบบอัตโนมัติและเอไอมาใช้ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2567–2568 ลดลงต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าใช้พลังงานทดแทน 31% ภายในปี 2573 และ 87.6% ภายในปี 2593 ทั้งนี้ได้ร่วมมือกับทรู คอร์ปอเรชั่นในโครงการ Energy Monitoring เพื่อลดการใช้พลังงานในบางช่วงเวลา และเตรียมใช้ระบบกักเก็บพลังงานและเทคโนโลยี UGT เพื่อสนับสนุนการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน

วีรศักดิ์ พงษ์ธัญญวิชัย

สำหรับกลุ่มทรู นายวีรศักดิ์ พงษ์ธัญญวิชัย หัวหน้าศูนย์นวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า แม้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Scope 1 ของกลุ่มทรูจะมีสัดส่วนน้อย แต่บริษัทยังคงเดินหน้าลดการใช้พลังงานจากเสาสัญญาณกว่า 30,000–50,000 เสาทั่วประเทศ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพเสาเดิม ติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วกว่า 10,000 เสา และพัฒนาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง พร้อมตั้งศูนย์ BNIC เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบ สำหรับ Scope 3 ตั้งเป้าร่วมกับคู่ค้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% ภายในปี 2573 โดยเน้นความร่วมมือเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ภานุวัฒน์วนิชย์ 

ขณะเดียวกันผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนภายนอกได้เข้าร่วมให้ความคิดเห็นต่อการเสนอแผนของกลุ่มธุรกิจ เริ่มจาก รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ภานุวัฒน์วนิชย์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า “การมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutral ปี 2573 และ Net Zero ปี 2593 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นโจทย์ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากแต่ละกลุ่มธุรกิจมีลักษณะและรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นร่วมกันคือความพยายามอย่างจริงจังของทุกหน่วยธุรกิจในการบรรลุเป้าหมายด้านคาร์บอน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันข้ามกลุ่มธุรกิจ  ส่วนแผนการดำเนินงานสำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ Scope 3 ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานยังถือเป็นความท้าทายที่ต้องขับเคลื่อนต่อเนื่อง ทั้งนี้ หน่วยธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี เช่น AI, IoT หรือ Carbon Capture สามารถเป็นต้นแบบให้หน่วยธุรกิจอื่นต่อยอดและพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ ได้ ซึ่งในภาพรวมภาคเอกชนควรเริ่มปรับตัวและขยับตัวอย่างจริงจัง ส่วนภาครัฐควรสนับสนุนด้วยนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้เป้าหมายด้านคาร์บอนเป็นไปได้อย่างยั่งยืน”

รศ.ดร.ชินธันย์ อารีประเสริฐ 

รศ.ดร.ชินธันย์ อารีประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แสดงความชื่นชมต่อความตั้งใจของกลุ่มธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการผลักดันเป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero โดยระบุว่า “แม้แต่ละกลุ่มธุรกิจมีความแตกต่างกัน แต่การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ เช่น พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์และชีวมวล รวมถึงการใช้ AI และ IoT ในกระบวนการผลิต สามารถช่วยให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

ผศ.ดร.อรอนงค์ ลาภปริสุทธิ

ผศ.ดร.อรอนงค์ ลาภปริสุทธิ  ภาควิชาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เห็นว่าทุกหน่วยธุรกิจมีความตั้งใจและระบบการทำงานชัดเจน แม้เป้าหมายท้าทาย โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ซับซ้อนด้านข้อมูล การใช้เทคโนโลยีช่วยให้จัดเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้วางแผนได้จริง พร้อมย้ำว่าการขับเคลื่อนของเอกชนจะช่วยให้เป้าหมายประเทศสำเร็จง่ายขึ้น ด้านนายนครินทร์ หอมดี สถาบันเทคโนโลยีไทย–ญี่ปุ่น ระบุว่าหลายธุรกิจได้รับการรับรอง SBTi และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซ Scope 1–3 อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการจัดการพลังงานและเพิ่มพลังงานทดแทน พร้อมชี้ว่าประเทศไทยสามารถนำแนวทาง Industry 5.0 มาปรับใช้เพื่อเสริมความยั่งยืนเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว

ครินทร์ หอมดี

ส.ป.ก.เชิญชวนร่วมงาน ‘เดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ’68 ชิงถ้วยพระราชทาน

ส.ป.ก.เชิญชวนร่วมงาน 'เดิน - วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ'68 ชิงถ้วยพระราชทาน

ส.ป.ก.เชิญชวนร่วมงาน ‘เดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ’68 ชิงถ้วยพระราชทาน

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.21 น.

ส.ป.ก. ขอเชิญชวน “ร่วมงานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ. 2568 ” ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ 30 สิงหาคม 2568

“งานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ. 2568” ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ โดยมี

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าว “งานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ. 2568” พร้อมด้วย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์  เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และนายวัชระ กระแสร์ฉัตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมแถลงข่าว มีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการ ส.ป.ก. และหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ร่วมเป็นเกียรติ ในครั้งนึ้ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศพส.) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สำหรับ “งานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ. 2568” จัดขึ้นโดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)  ทั้งนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เจริญพระชนมพรรษา 93 พรรษา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โครงการนี้ ได้จัดขึ้นโดยความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชมรมนักวิ่งกรุงเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ว่าการอำเภอบางไทร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เทศบาลตำบลราชคราม และองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์แตง นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมกิจกรรม เยี่ยมชม และเรียนรู้ผลงานด้านศิลปหัตถกรรม พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนรักสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย สำหรับการแข่งขันเดิน – วิ่ง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

– Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร

– Mini Marathon ระยะทาง 10 กิโลเมตร

– Half Marathon ระยะทาง 21 กิโลเมตร

โดยการชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน และรางวัลจากผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งสิ้น 7 ประเภท คือ

1.) ถ้วยรางวัลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 2 ถ้วย สำหรับผู้ชนะเลิศประเภทชายและหญิง (Overall) ระยะทาง 21 กิโลเมตร

2.) ถ้วยรางวัลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวน 2 ถ้วย สำหรับผู้ชนะเลิศประเภทชายและหญิง (Overall) ระยะทาง 10 กิโลเมตร

3.) ถ้วยรางวัลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จำนวน 2 ถ้วย สำหรับผู้ชนะเลิศประเภทชายและหญิง (Overall) ระยะทาง 5 กิโลเมตร

4.) ถ้วยรางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับผู้ชนะเลิศลำดับที่ 1–3 ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปี และอายุ 20–29 ปี (ชาย/หญิง) ระยะทาง 5, 10 และ 21 กิโลเมตร

5.) ถ้วยรางวัลรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับผู้ชนะเลิศลำดับที่ 1–3 ในกลุ่มอายุ 30–39 ปี และ 40–49 ปี (ชาย/หญิง) ระยะทาง 5, 10 และ 21 กิโลเมตร

6.) ถ้วยรางวัลปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับผู้ชนะเลิศลำดับที่ 1–3 ในกลุ่มอายุ 50–59 ปี (ชาย/หญิง) ระยะทาง 5, 10 และ 21 กิโลเมตร และกลุ่มอายุ 60–69 ปี ระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร

7.) ถ้วยรางวัลเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำหรับผู้ชนะเลิศลำดับที่ 1–3 ในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ระยะทาง 21 กิโลเมตร และกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป ระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร (ชาย/หญิง)

ขอเชิญประชาชน/ผู้สนใจสมัครร่วมงาน “เดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี 2568 ชิงถ้วยพระราชทานฯในวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2568 เวลา 04.00 – 09.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ (เดิม)) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

-(016)