ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’ จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม  สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’ จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’ จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาการปวดหลัง หรือปวดต้นคอ อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะในยุคที่คนทำงานใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือแทบทั้งวัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อาการปวดที่มองข้ามเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของปัญหากระดูกสันหลัง ที่ควรพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว

นพ. ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ 

จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม นพ. ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์  เผยว่า “อาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอร้าวลงแขน หรือปวดหลังร้าวลงขา อาจเกิดจากความผิดปกติของหมอนรองกระดูก หรือ การกดทับเส้นประสาท ซึ่งหากปล่อยไว้นานเกินไปโดยไม่ตรวจ อาจส่งผลให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และ สูญเสียศักยภาพในการใช้งาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นั่งทำงานท่าเดิมนาน ๆ ยกของหนักผิดท่า ออกกำลังกายไม่ถูกวิธี หรือ แม้แต่ผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมของกระดูกตามวัย

สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ ปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดหลังเวลานั่งหรือเดินนาน มีอาการปวดมากขึ้นตอนกลางคืน

อย่างไรก็ตามหาก ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร้าวลงสะโพกหรือขา เดินไกลหรือยืนนานแล้วมีอาการขาอ่อนแรง ต้องนั่งพักก่อนจึงจะเดินต่อได้ อาการลักษณะนี้เป็นสัญญาณของภาวะโพรงไขสันหลังตีบแคบ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทบริเวณเอว ซึ่งสามารถเกิดได้ในทุกช่วงวัย ไม่จำกัดแค่วัยสูงอายุ เพราะในวัยหนุ่มสาวก็สามารถเกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้เช่นกัน เพียงแต่ในผู้สูงอายุจะมักมีภาวะความเสื่อมร่วมด้วย

ผู้ป่วยที่มีอาการกลุ่มนี้ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เพราะหากปล่อยไว้ เส้นประสาทที่ถูกกดทับอาจฟื้นตัวยาก หรือไม่สามารถฟื้นได้สมบูรณ์ 100% การผ่าตัดในกรณีที่มีการกดทับมากก็เปรียบเหมือนการ “เอาหินออกจากหญ้า” เพื่อให้หญ้าได้มีโอกาสฟื้นตัว แต่ถ้าหญ้าถูกทับไว้นานจนแห้งเฉา แม้จะเอาหินออกแล้วก็อาจไม่กลับมาเขียวสดดังเดิม เปรียบได้กับเส้นประสาทในร่างกาย ที่เมื่อเสียหายแล้วไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้เหมือนเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่น

นพ. ศรัณย์ เน้นย้ำว่า การซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียดเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อแยกแยะว่าอาการปวดที่ผู้ป่วยเป็นอยู่เกิดจากกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือความเสื่อม และต้องดูว่าอาการเหล่านั้นรุนแรงพอที่จะต้องพิจารณาการรักษาแบบเฉพาะทางหรือไม่ หากพบว่ามีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชา หรืออ่อนแรง การรักษาอาจไม่สามารถใช้แค่ยาแก้ปวดหรือกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาแนวทางที่ตรงจุดมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ที่มีอาการจากกล้ามเนื้อหรือความเสื่อมของกระดูกสันหลัง หากไม่มีการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วย ก็สามารถรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ เช่น ควบคุมน้ำหนักร่างกาย การทำกายภาพบำบัด ปรับพฤติกรรมการใช้งาน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังและคอให้แข็งแรงขึ้น เพื่อรองรับโครงสร้างที่อาจเสื่อมไปแล้วบางส่วน ถึงแม้ความเสื่อมจะย้อนคืนไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้ร่างกายกลับมาใช้งานได้ดีใกล้เคียงปกติอีกครั้ง

สำหรับวิธีป้องกันที่สามารถทำได้ทันที เช่น  การจัดท่านั่งให้ถูกต้องระหว่างทำงาน  ,ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-60 นาที และออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัวอย่างสม่ำเสมอ  แต่หากเริ่มมีอาการปวดอย่ารอจนเรื้อรัง 

เพราะ “หลังและคอ” คือ แกนสำคัญของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อป้องกันโรคร้ายก่อนสายเกินไป ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ เรามีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้การวินิจฉัยและการรักษามีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการปวดคอ ปวดหลัง สามารถของรับคำปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โทร. 02 034 0808

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ช่องอานม้า และช่องคานม้า – เส้นทางโบราณไทยเขมร

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ช่องอานม้า และช่องคานม้า - เส้นทางโบราณไทยเขมร

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ช่องอานม้า และช่องคานม้า – เส้นทางโบราณไทยเขมร

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางเหตุการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ในเดือนกรกฎาคม 2568 ชื่อ “ช่องอานม้า” และ “ช่องคานม้า” ได้กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชนอย่างกว้างขวาง หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นสถานที่เดียวกัน แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองแห่งนี้เป็นเส้นทางโบราณอยู่ใกล้กัน บริเวณอุทยานแห่งชาติพระวิหาร เคยเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ บนทิวเขาพนมดงรัก และกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ

ช่องอานม้า  (Chong An Ma)

ช่องอานม้า หรือ อานเซ ในภาษากัมพูชา  เป็นชื่อของช่องทางผ่านเข้าออกบริเวณแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา บนเทือกเขาพนมดงรัก เป็นหนึ่งในจุดผ่อนปรนในการค้าขาย อยู่ที่หมู่ 6 ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ครอบคลุมพื้นที่ช่องบก ห่างจากตัวอำเภอน้ำยืนประมาณ 3 กิโลเมตร ที่เรียกว่า “อานม้า” หรือ Saddle ชื่อเรียกนี้น่าจะมาจากชื่อเรียกลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งคล้ายกับ อานม้า หรือนาฬิกาทราย ที่สันเขาหรือเนินเขาที่เชื่อมต่อยอดเขาสองยอดเข้าด้วยกัน 

ถ้าดูในแผนที่ภูมิประเทศ L7018. ลักษณะเด่นคือเส้นชั้นความสูงจะเว้าเข้าไปเป็นรูปคล้ายอานม้าหรือนาฬิกาทรายนั้นเอง ช่องอานม้า เป็นจุดผ่านแดนชั่วคราวที่ตามปกติเปิดเฉพาะ วันอังคารและวันพฤหัสบดี เวลา 08:00-15:00 น. โดยฝ่ายกัมพูชาได้ลุกล้ำเข้าครอบครองพื้นที่มาหลายปี โดยส่งคนมาสร้างบ้านเรือน ตลาด และสร้างอนุสาวรีย์ ตาอม ไว้ ถึงแม้ทางฝ่ายไทยจะยื่นประท้วงมาแล้วหลายครั้ง ต่อมากองทัพไทยได้ส่งกำลังเข้ายึดพื้นที่ เมื่อ 4 สิงหาคม 2568 โดยทหารไทยได้ไปวางลวดหนามที่บริเวณช่องอานม้า  และ เมื่อ 5 สค 2568 ทหารกัมพูชาได้เข้ามารื้อลวดหนาม แต่ทหารไทยได้กลับเข้าไปวางลวดหนามใหม่   พร้อมกับใช้รถแทรกเตอร์ทำลายสิ่งก่อสร้าง ตลาด เก็บกู้ทุ่นระเบิด และห้ามคนกัมพูชาเข้ามาอยู่อีกต่อไป

ช่องคานม้า (Chong Kan Ma)

ช่องคานม้า ตั้งอยู่ใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้เขาพระวิหารวัดแก้วคีรีสวาระ ซำแต พะลานยาว และภูผี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ปะทะในช่วงที่ผ่านมา ช่องคานม้าเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านระหว่าง 2 ประเทศไทย-กัมพูชา ใช้ขนของผ่าน อาทิ ใบยาสูบ และอาหาร โดยใช้ม้าเป็นพาหนะ และวางคานไม้ไว้บนตัวม้าสำหรับบรรทุกสิ่งของ จึงเรียกว่า ช่องคานม้า ช่องคานม้าเป็นทางขึ้นภูมะเขือ ซึ่งเป็นจุดสูงชันที่สามารถควบคุมเส้นทางเคลื่อนกำลังพล โดยทหารกัมพูชาเคยยึดไว้และสร้างกระเช้าและบันไดสำหรับลำเลียงส่งของขึ้นไปยังภูมะเขือ ต่อมาเมื่อ 28 ก.ค. 68 ทหารไทยได้ยึดภูมะเขือได้ และใช้โดรนติดระเบิด ทำลายฐานที่มั่นและกระเช้าดังกล่าวเสีย

เส้นทางเหล่านี้เป็นช่องทางการค้าขายที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวบ้านทั้งสองฝั่งแดนใช้เป็นเส้นทางสำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ผลไม้ป่า และของใช้ต่างๆ การขนส่งโดยใช้ม้าเป็นพาหนะหลักทำให้เกิดชื่อเรียกที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้น

สภาพภูมิประเทศและความสำคัญทางยุทธศาสตร์

พื้นที่ช่องอานม้าตั้งอยู่ในเขตป่าเขาและที่ราบสูง มีลักษณะเป็นช่องทางธรรมชาติที่เหมาะสำหรับการสัญจร ภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาและป่าไผ่ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการควบคุมเส้นทางชายแดน สามารถควบคุมและเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

LIFE & HEALTH : การกำจัดหูดหงอนไก่ด้วยเลเซอร์

LIFE & HEALTH : การกำจัดหูดหงอนไก่ด้วยเลเซอร์

LIFE & HEALTH : การกำจัดหูดหงอนไก่ด้วยเลเซอร์

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แม้จะเป็นเพียงตุ่มเนื้อเล็กๆ ที่ดูไม่รุนแรงในสายตาของใครบางคน แต่ “หูดที่อวัยวะเพศ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หูดหงอนไก่” กลับเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่าที่คิด ทั้งในเชิงสุขภาพร่างกายและจิตใจ เพราะเป็นโรคที่แฝงตัวมาอย่างเงียบๆ ทั้งที่สามารถป้องกันและรักษาได้ ซึ่งปัจจุบันสามารถรักษาได้ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยแผลเป็น

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์คมกฤช เอี่ยมจิรกุล สูตินรีแพทย์ชำนาญการด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า หูดที่อวัยวะเพศ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หูดหงอนไก่” (Condyloma Acuminata) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV (Human Papillomavirus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่สามารถทำให้เกิดติ่งเนื้อขรุขระคล้ายหงอนไก่ขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ทวารหนัก หรือแม้แต่ในช่องปาก

การติดต่อของเชื้อ HPV มักเกิดขึ้นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปาก โดยไม่จำเป็นต้องมีการสอดใส่เต็มรูปแบบ การสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศก็นำไปสู่การแพร่กระจายของเชื้อได้ นอกจากนี้ ผู้ติดเชื้อ HPV อาจไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นพาหะ เพราะอาการอาจไม่แสดงออกนานหลายเดือนหรือแม้กระทั่งหลายปี

ผู้ที่ติดเชื้อหูดหงอนไก่มักเริ่มจากอาการเล็กน้อย เช่น ตุ่มเนื้อเล็กๆ สีชมพูหรือสีเนื้อที่ขึ้นเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่ม ต่อมาอาจขยายขนาดจนก่อให้เกิดความรำคาญ คัน หรือเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ บางรายอาจมีเลือดออก หรือมีปัญหาเรื่องปัสสาวะหากหูดอยู่ในตำแหน่งใกล้ท่อปัสสาวะ ในผู้หญิง หูดอาจเกิดลึกเข้าไปในช่องคลอด ซึ่งทำให้ตรวจพบได้ยาก และอาจต้องอาศัยการตรวจภายในเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

แม้หูดหงอนไก่จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ในทางปฏิบัติกลับมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตไม่น้อย โดยเฉพาะด้านความมั่นใจ และความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ ในปัจจุบันมีการรักษาหูดที่อวัยวะเพศหลากหลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยาทา การจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy) การจี้ด้วยไฟฟ้า (Electrocautery) ไปจนถึงการใช้เลเซอร์ CO₂ ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ทันสมัยและแม่นยำ

การใช้เลเซอร์ CO₂ เป็นการใช้พลังงานความร้อนจากแสงเลเซอร์ในการทำลายเซลล์หูดอย่างเฉพาะเจาะจง โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบมากนัก ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดแผลเป็นหลังการรักษา ทั้งยังไม่ต้องเย็บแผล ไม่มีเลือดออกมาก และใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่าวิธีอื่น ผู้ป่วยบางรายสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 1–2 วัน

การเตรียมตัวก่อนทำเลเซอร์รักษาหูดที่อวัยวะเพศ

  1. งดมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 3-5 วันก่อนการรักษา เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือการแพร่กระจายของเชื้อเพิ่มเติม รวมถึงช่วยให้พื้นที่ที่รักษาอยู่ในสภาพดีที่สุด
  2. ทำความสะอาดร่างกายโดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาดในวันเข้ารับการรักษา
  3. แนะนำให้ใช้น้ำสะอาดและสบู่อ่อน หลีกเลี่ยงการใช้สารที่มีน้ำหอม
  4. แจ้งแพทย์หากตั้งครรภ์ หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจต้องปรับแผนการรักษา หรือมีแนวทางพิเศษในการดูแลแผล
  5. งดยาบางชนิด เช่น แอสไพริน หรือยาละลายลิ่มเลือด (ถ้ามี) ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากเลือดออก

การดูแลตนเองหลังทำเลเซอร์

  1. ทำความสะอาดแผลอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำเกลือเช็ดแผลเบาๆ วันละ 1–2 ครั้ง และใช้ยาทาแผลตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  2. งดเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ เพื่อให้แผลหายสนิทและลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำหรือระคายเคือง
  3. สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้ารัดแน่น เช่น กางเกงในรัดรูป เพื่อให้บริเวณแผลไม่อับชื้นและระบายอากาศได้ดี
  4. สังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีหนอง บวม แดงจัด หรือเจ็บมากขึ้น หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดการติดเชื้อ
  5. ติดตามผลตามนัดของแพทย์ เพื่อประเมินแผลและตรวจซ้ำว่ามีหูดหลงเหลือหรือไม่ และพิจารณาการรักษาเพิ่มเติมหากจำเป็น
  6. พิจารณาฉีดวัคซีน HPV หลังการรักษา เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และลดความเสี่ยงในการเกิดหูดหรือมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV ในอนาคต

ถึงแม้เลเซอร์จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันการกลับมาใหม่ของหูดได้ 100% เพราะเชื้อไวรัสอาจยังคงอยู่ในร่างกายหลังการรักษา ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาคือ การป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถุงยางอนามัย การตรวจสุขภาพประจำปี หรือที่สำคัญที่สุดคือ การฉีดวัคซีน HPV ซึ่งแนะนำให้ฉีดตั้งแต่อายุยังน้อยก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

รวมพลังบริจาคโลหิต เนื่องในเดือนวันแม่แห่งชาติ

สิงหาคม เป็นเดือนแห่งวันแม่บรรยากาศเต็มไปความรัก ความกตัญญู และการแสดงออกถึงความห่วงใยต่อ “แม่” ผู้มีพระคุณสูงสุดของชีวิต ขอเชิญให้ประชาชนมาร่วมบริจาคโลหิต ซึ่งทุกคนสามารถเป็น “ฮีโร่ผู้ให้” ต่อชีวิตต่อลมหายใจผู้ป่วยได้ โดยไม่ต้องลงทุนทรัพย์ ด้วยการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 เดือน เพียงแค่มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ – 70 ปี  น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป รู้สึกสบายดี สุขภาพแข็งแรงพร้อมบริจาคโลหิต ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://thaibloodcentre.redcross.or.th/ หรือ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทรศัพท์ 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1760, 1761 

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในร่างกายของมนุษย์เรามีจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้มากถึง 100 ล้านล้านตัว มีทั้งที่เป็นตัวดีและตัวไม่ดี แล้วรู้ไหมว่า ถ้าแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์จะสัมพันธ์กับการเกิดโรค แล้วจะมีโรคอะไรบ้าง

พญ.กฤดากร เกสรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้เผยว่า โดยส่วนใหญ่เมื่อถึงแบคทีเรียจะเน้นไปที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งเป็นชนิดดี และประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ซึ่งเป็นชนิดไม่ดี

1. ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic)เป็นประเภทของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย โดยทั่วไปจะเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น อาจพบได้หลายที่ในระบบทางเดินอาหาร แต่พบได้มากที่สุดในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้โพรไบโอติก ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของวิธีรักษาภาวะสุขภาพให้สมดุล เนื่องจากเป็นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ทำหน้าที่สร้างกรดแลกติก พร้อมยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรค และการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ พร้อมส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของโพรไบโอติกคือ สร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย รักษาและบรรเทาอาการโรคกระเพาะ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดอาการอักเสบและภูมิแพ้ของร่างกาย

2. ประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ในขณะเดียวกัน ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ยังมีแบคทีเรียชนิดที่ไม่ดีอยู่ด้วย โดยเป็นประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเผชิญกับโรคต่างๆ  เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคติดเชื้อจากอาหาร และโรคจากสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้นมา ซึ่งอาจมีอาการความรุนแรงได้ตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก หรืออาจคุกคามต่อชีวิตได้ จุลินทรีย์ก่อโรคนั้นเป็นได้ทั้งรา ไวรัส และปรสิต แต่ตัวที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดคือ แบคทีเรีย ซึ่งเรารับเพิ่มเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารนั่นเอง 

แบคทีเรียในลำไส้มีบทบาทอย่างมากต่อภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถรักษาให้สมดุลได้อย่างที่ควรเป็น ร่างกายก็จะแสดงอาการป่วยออกมาผ่านภาวะและโรคต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการติดเชื้อ: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักมาจากเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้ออีโคไล (E.coli) ที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำ

ภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล: เกิดจากการขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับสมอง ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม รวมถึงการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุขที่ลำไส้ต่ำลง จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกเศร้า เครียด และปวดท้องตามมา ทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมถอยเร็วกว่าวัยอันควร 

ภาวะอ้วน: เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อระบบเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นการปรับสมดุลโพรไบโอติก จึงมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากที่จะลดภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคอ้วน

โรคผิวหนัง: เกิดจากการรั่วซึมของสารพิษจากแบคทีเรียในลำไส้ เมื่อมีภาวะไม่สมดุลก็จะทำให้การดูดซึมและเผาผลาญไม่ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบ ส่งผลต่อการเกิดโรคผิวหนัง สิว กลากเกลื้อน และภูมิแพ้ผิวหนังได้ อันจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอย ผิวพรรณไม่สดใส แลดูแก่กว่าวัยได้

โรคมะเร็งลำไส้: แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่บางชนิดอย่างเชื้อฟิวโซแบคทีเรียม (Fusobacterium) และเชื้อโพรวิเดนเซีย (Providencia) ถือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงอย่างมากในการก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้การรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

นอกจากโรคและภาวะที่ยกตัวอย่างมา การขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อความเสี่ยงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคตับอีกด้วย

มท. มอบรางวัลผลงาน Young OTOP สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ชูผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล

มท. มอบรางวัลผลงาน Young OTOP สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ชูผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล

มท. มอบรางวัลผลงาน Young OTOP สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ชูผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงมหาดไทย (มท.)  จัดการประกวดและมอบรางวัลผลงานสุดยอดเยาวชน Young OTOP สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ชูผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล ประจำปี 2568 ณ ห้องแอมเบอร์ 2 – 3 อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ศูนย์แสดงสินค้า และการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบในพิธีมอบใบประกาศนียบัตรให้กับเยาวชน Young OTOP ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ประจำปี 2568 และมอบรางวัลแก่ผู้ที่ชนะการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP ตามโครงการฯ พร้อมด้วย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย โดยมี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงานชี้แจงวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจกรรมฯ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเยาวชนที่เป็นทายาทผู้ประกอบการ OTOP หรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้เข้ามามีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น  และต่อยอดให้เยาวชน  Young OTOP ได้รับการพัฒนาศักยภาพ เป็นผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ โดยการจัดกิจกรรมประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาตามโครงการฯ ในครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้รับพระกรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการพระราชทานโล่รางวัลต้นกล้านารีรัตน แก่ผู้ที่ชนะการประกวดฯ และยังได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ ด้านผ้าไทย   ดีไซเนอร์นักออกแบบ ที่มีชื่อเสียง ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ร่วมเป็นกรรมการพิจารณาผลงานผลิตภัณฑ์ของเยาวชน Young OTOP และตัดสินการประกวดผลงานฯ ในครั้งนี้

“เยาวชน Young OTOP ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ทั้ง 101 ราย จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ที่เข้มแข็ง สามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ของตนเองให้มีความสร้างสรรค์ แข่งขันได้ในตลาดสากล นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และขอให้ทุกท่านร่วมแรงร่วมใจกันน้อมนำแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตามโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ช่วยผลักดัน ส่งเสริมและกระตุ้นผ้าไทยให้มีความทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย และทุกโอกาส” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการพัฒนาชุมชน

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการพัฒนาชุมชน  ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญา ผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล โดยจัดอบรมให้ความรู้  กับเยาวชน  Young  OTOP ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย และของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึกเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเยาวชนที่เข้ารับการอบรม จำนวน 101 ราย ได้นำความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ  ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้มีอัตลักษณ์ สร้างสรรค์และทันสมัยมากยิ่งขึ้น ในวันนี้ กรมการพัฒนาชุมชนได้จัดกิจกรรมประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP ที่ผ่านการพัฒนาตามโครงการฯ ทั้งสิ้นจำนวน 101 ผลิตภัณฑ์ โดยผู้ที่ชนะการประกวดฯ จะได้รับรางวัล ดังนี้  1. รางวัลชนะเลิศ รางวัลละ 40,000 บาท  ได้แก่ นางสาวจิดาภา บุญช่วยแล้ว กลุ่ม INTHAI จังหวัดสมุทรปราการ 2.รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลละ 30,000 บาท  ได้แก่ นางสาวโซเฟีย มะมิง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าคลุมผมสตรีบ้านลาเวง จังหวัดนราธิวาส 3.รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2   รางวัลละ 20,000 บาท ได้แก่ นางสาวพรไพลิน พุ่มประสาท กลุ่มร้านพรไพลินจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี  4.รางวัลชมเชย รางวัลละ 10,000 บาท ได้แก่  1. นายธวัชชัย สองภพ กลุ่ม TANA BATIK จังหวัดสงขลา  2. นายธีระพัฒน์ ทองบูรณ์ กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์   

เยาวชน Young OTOP ที่ได้รับรางวัลทั้ง 5 ราย จะได้รับพระราชทานโล่รางวัลต้นกล้านารีรัตน จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อีกทั้ง ยังได้ไปจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าภายในงานแสดงสินค้าแฟชั่น CENTERSTAGE (Asia’s Fashion Spotlight) 2025 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในเดือนกันยายน 2568 ต่อไป

ทั้งนี้ ในงานได้รับเกียรติจากคณะกรรมการตัดสินการประกวดฯ และที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”  ผู้เชี่ยวชาญ ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย นายธนันท์รัฐ ธนเสฏการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ดร.ศรินดา จามรมาน นายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบ เจ้าของแบรนด์ THEATER ดร.กรกลด คำสุข รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการสร้างสรรค์ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบ เจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH

รวมทั้ง ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.แพรวา รุจิณรงค์ อาจารย์ประจำ หลักสูตร แฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร. กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนากายภาพ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และดร.ฐิศิรักน์ โปตะวณิช อาจารย์ประจำวิชาเอก การจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นางฐิดารีย์ สุวรรณมณี รองประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายวรงค์ แสงเมือง นายไพโรจน์ โสภาพร นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม  การพัฒนาชุมชน  รวมทั้งคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ประกอบการเยาวชน Young OTOP  

คุณแหน : 27 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 27 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 27 สิงหาคม 2568

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ยินดีกับ ภาสกร ชัยรัตน์ ที่ได้เป็น ว่าที่ รองปลัดกระทรวงอุสาหกรรม..
  • เพื่อนๆชาว Digital CEO#7 ร่วมยินดีกับ อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ที่ได้เป็น ว่าที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ..
  • ชื่นชม ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ที่ บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) ได้รับคะแนนประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นระดับ “ดีเยี่ยม สมควรเป็นตัวอย่าง” จากโครงการประเมินคุณภาพ การจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568 (AGM Checklist) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย..
  • มิตรสหาย ชาว ปธพ.2 ยินดีกับ พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น รองปลัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป..
  • ดร.จิราพร ศิริคำ ชวนชาว Digital CEO#2 มาอัพเดทชีวิตโดยมี กำพลโชคสุนทสุทธิ์, ประภาพรรณ พิชัยคำ, ดร.ปิยะนุช สัมฤทธิ์, ดร.ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์, ชนวัฒน์ วาจานนท์, บุญชู สมบูรณ์ศักดิกุล และ ดร.ฉกาจ วิสัย ร่วมด้วย..
  • นพ.ไพโรจน์ เครือกาญจนา รอง ผอ.รพ.ราชวิถี เข้ารับมอบโล่เกียรติคุณ จาก รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในโอกาสที่ รพ.ราชวิถีได้ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน และมีส่วนร่วมในการบรรเทาสาธารณภัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อ 28 มีค.ที่ผ่านมา ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)..
  • สู่ขวัญ บูลกุล พิธีกรและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจะไปร่วมเสวนาพิเศษ “ทำไมถึงเลือกนิวซีแลนด์ให้ลูกเรียน ตั้งแต่มัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย” ในงานการศึกษาสถานทูตนิวซีแลนด์  งานเดียวที่รวมทุกคำตอบเรื่องเรียนต่อนิวซีแลนด์ พร้อมทุนการศึกษากว่า 2 ลบ. ผู้สนใจไปร่วมพูดคุยและค้นหาคำตอบทำไมเธอถึงเลือกนิวซีแลนด์สำหรับลูกชายคนเดียว เสาร์ที่ 30 ส.ค. 11.00 น.-17.00 น. (ช่วงเสวนาเริ่ม 13.00 น.) ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 2 ชั้น 5 ลงทะเบียนร่วมงานฟรี ที่  https://www.studywithnewzealand.govt.nz/th/education-fair-thailand..
  • ภก.วิโรจน์ สุนทรวิวัฒน์ ชวนเพื่อนๆชาวเภสัช มช.รุ่น 18 มาสังสรรค์ระลึกความหลัง งานนี้ ภญ.สุภาพร ติพพะมงคล, ภก.วิบูลย์ จรรยานุภาพ, ภก.นรเทพ เอี่ยมแก้ว, ภญ.วนิดา เตชะวิจิตรไพศาล, ภก.วีระศักดิ์ เจียมอนุกูลกิจ, ภก.นรเทพ เอี่ยมแก้ว ไม่พลาด..
  • ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ วันเกิดปีนี้ เดินสายทำบุญถวายสังฆทาน ปล่อยปลา บริจาคโลงศพ ผ้าดิบ และข้าวสาร ณ วัดเทวราชกุญชร มูลนิธิปอเต็กตึ้ง และไต่ฮงกง วันก่อนหน้าไปถวายพระสมเด็จองค์ปฐม ที่จ.จันทบุรี บ้านเกิดด้วย..
  • คณะกรรมการรุ่น BCC129 และเพื่อนๆ ร่วมเสียใจกับ สมพร จิรไกรวุฒิเดช ที่สูญเสียคุณพ่ออมร จิรไกรวุฒิเดช..

น้องใหม่

สกธ.เดินหน้าชูแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติเปรียบดัง GPS นำทางพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้แก่ประชาชน

สกธ.เดินหน้าชูแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติเปรียบดัง GPS นำทางพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้แก่ประชาชน

สกธ.เดินหน้าชูแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติเปรียบดัง GPS นำทางพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้แก่ประชาชน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 00.00 น.

สำนักงานกิจการยุติธรรม (สกธ.) จัดการประชุมทางวิชาการ ฯ เชิญภาคีเครือข่ายด้านกระบวนการยุติธรรมเข้ารับฟังวิสัยทัศน์และนโยบายการบริหารงานและพัฒนากระบวนการยุติธรรม มุ่งประสานและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประธานในงานกล่าวเปิดการประชุมทางวิชาการฯ และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ  “ความร่วมมือในการบริหารงานเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน” ว่า แผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ มุ่งเน้นการประสานและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการ อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน โดยการผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน “แผนแม่บทการบริหารงาน  ยุติธรรมแห่งชาติ” มิใช่เป็นเพียงแค่แผนงาน แต่คือ GPS นำทางการพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้ประชาชน เข้าถึงความเป็นธรรมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งการประชุมทางวิชาการที่จัดขึ้นนั้น เพื่อบริหารและพัฒนากระบวนการยุติธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2549 โดยการเผยแพร่และสร้างการรับรู้สาระสำคัญของแผนแม่บท  การบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 4  (พ.ศ. 2566 – 2569) ฉบับปรับปรุง และแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2568 – 2570) รวมทั้งการถ่ายทอดแนวนโยบายของผู้บริหารระดับสูงของประเทศให้แก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเป็นรูปธรรม มุ่งเป้าหมาย ให้มีการวางแผนและดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานยุติธรรมของประเทศให้เป็นไปโดยสอดคล้องกัน และมีประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน

ดร.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้บรรยายในหัวข้อ “นวัตกรรมและความปลอดภัยของข้อมูล สู่อนาคตการพัฒนากระบวนการยุติธรรม” โดยเน้นย้ำการสร้างความมั่นคงปลอดภัยจากการ   ถูกโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber Attack) ผ่านการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีให้เกิดระบบการป้องกัน ทางไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการแก้ปัญหาด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างจริงจัง และจำเป็นต้องมีแนวทาง ที่เป็นระบบเพื่อการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ  ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม ได้กล่าวบรรยายในหัวข้อ “ความท้าทายของการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม” เป็นการตอกย้ำถึงสาระสำคัญของแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ และแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม มุ่งเป้าหมายในการสร้างความร่วมมือ  ในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มั่นคงและปลอดภัย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานด้านกระบวนการยุติธรรมของสำนักงานกิจการยุติธรรม เช่น แผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2566 – 2569) ฉบับปรับปรุง แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2568 – 2570) ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลและระบบการวิเคราะห์ข้อมูล ศูนย์ปฏิบัติการฐานข้อมูลการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ แอพพลิเคชัน Safe Point สื่อสร้างการรับรู้กฎหมาย และการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2565

อนึ่งสำนักงานกิจการยุติธรรมเป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีบทบาทและภารกิจในการพัฒนานโยบาย  ด้านกระบวนการยุติธรรม เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารงานยุติธรรมของประเทศ การบูรณาการและประสานความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯ

ทิศทางแห่งอนาคตของ AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ทิศทางแห่งอนาคตของ AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ทิศทางแห่งอนาคตของ AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.25 น.

Booking.com เผยแพร่รายงานความคิดเห็นของผู้คนทั่วโลกที่มีต่อ AI (Global AI Sentiment Report) โดยอ้างอิงข้อมูลเชิงลึกจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 37,000 คน ใน 33 ประเทศ เพื่อสำรวจว่าผู้คนมีพฤติกรรมการใช้งาน ความไว้วางใจ รวมไปถึงการตอบรับ AI เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและการเดินทางอย่างไร ขณะที่ภาครัฐและภาคเอกชนเร่งการลงทุนใน AI ด้าน Booking.com แพลตฟอร์มการเดินทางดิจิทัลชั้นนำที่ได้นำ AI ผนวกเข้ากับการบริการมาอย่างยาวนาน ยังคงมุ่งมั่นที่จะกำหนดอนาคตของเทคโนโลยีการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับทัศนคติผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวต่อ AI ที่กำลังพุ่งสูงสุด และนวัตกรรมที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว Booking.com กำลังใช้จังหวะนี้ในการพลิกโฉมวิธีที่ผู้คนค้นหา จอง และสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยว พร้อมเดินหน้าสานต่อพันธกิจในการช่วยให้ทุกคนได้ออกไปสัมผัสโลกกว้างได้อย่างสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น

รายงานเผยภาพรวมในหลากหลายมิติที่น่าสนใจว่า ผู้บริโภคชาวไทยถึง 98% แสดงความตื่นเต้นต่อ AI ขณะที่ 84% มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้ และ 96% ต้องการนำ AI มาใช้ในแผนการท่องเที่ยวในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังพบความแตกต่างระหว่างแต่ละภูมิภาคทั่วโลก โดยบางพื้นที่เปิดรับศักยภาพของ AI อย่างเต็มที่ ขณะที่อีกบางส่วนยังคงใช้ความระมัดระวัง สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการนำ AI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสในการพัฒนาธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

AI ตัวช่วยสนับสนุนมากกว่าการช่วยตัดสินใจ

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยถึง 98% ใช้การค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-powered search) ส่วน 87% ใช้คำแนะนำจากบริการสตรีมมิง และ 80% ใช้เครื่องมือ AI ในการสร้างสรรค์เนื้อหา (Generative AI) อย่างไรก็ตาม การขาดสัมผัสความเป็นมนุษย์ทำให้เกิดความสงสัย โดย 30% รู้สึกว่า AI ไม่เป็นมิตร และคนส่วนใหญ่ยังตรวจสอบข้อมูลจาก AI ซ้ำแม้ว่าพวกเขาจะไว้วางใจเทคโนโลยีแล้วก็ตาม โดย 61% ตรวจสอบข้อมูลเสมอ และ 17% ตรวจสอบบางครั้ง มีเพียง 9% ของผู้บริโภคที่เชื่อมั่นใน AI อย่างเต็มที่

ความลังเลนี้สร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจน คนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะมอบการตัดสินใจทั้งหมดให้กับ AI มีเพียง 21% เท่านั้นที่รู้สึกสบายใจในการให้ AI ตัดสินใจอย่างเสรี ขณะที่ 26% ยังไม่ไว้วางใจให้ AI ตัดสินใจ และมีเพียง 2% เท่านั้นที่รู้สึกไม่สบายใจและปฎิเสธที่จะให้ AI ตัดสินใจโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากมนุษย์ โอกาสที่สำคัญที่สุดคือการวาง AI ให้เป็นเครื่องมือสนับสนุนและส่งเสริมการตัดสินใจมากกว่าการมาแทนที่มนุษย์

AI กับบทบาทที่เติบโตในวงการท่องเที่ยว

AI กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว โดยผู้บริโภคชาวไทยมากกว่าครึ่ง (59%) คาดหวังว่าการวางแผนการเดินทางอัตโนมัติ เช่น การให้ AI ช่วยจัดทริป แนะนำที่เที่ยว จองตั๋ว ที่พัก หรือกิจกรรมต่าง ๆ จะกลายเป็นกระแสหลักหรือเรื่องปกติในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ 79% เคยใช้ AI ในบางแง่มุมของการเดินทาง และจากจำนวนนี้ เกือบทั้งหมดเคยใช้ AI เพื่อวางแผนหรือจองทริป (98%) หรือใช้งานขณะอยู่ระหว่างการเดินทาง (98%) สิ่งนี้สะท้อนถึงการพึ่งพาเครื่องมือ AI ที่เพิ่มขึ้น และความเปิดรับของนักท่องเที่ยวต่อเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางของพวกเขา

เมื่อวางแผนการเดินทาง ผู้เดินทางส่วนใหญ่หันมาใช้ AI เพื่อค้นหาจุดหมายปลายทางและเวลาที่ดีที่สุดในการเที่ยวชม (49%) เพื่อค้นหาประสบการณ์ในท้องถิ่นหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม (33%) และหาคำแนะนำเกี่ยวกับร้านอาหาร (38%) ปัจจุบัน AI กำลังกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้สำหรับการวางแผนการเดินทาง (30%) มากกว่าเพื่อนร่วมทาง (21%) หรืออินฟลูเอนเซอร์ (21%)

ขณะท่องเที่ยว AI คือเครื่องมือที่ใช้ในการแปลภาษาเพื่อสื่อสารมากที่สุด (51%) รองลงมาคือการขอคำแนะนำเรื่องกิจกรรมที่น่าสนใจของจุดหมายปลายทาง (45%) คำแนะนำร้านอาหาร (41%) และการนำทางไปยังสถานที่ไม่รู้จัก หรือการใช้งานระบบขนส่งที่ไม่คุ้นเคย (43%) นอกจากนี้ภายหลังจบทริปแล้ว 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยใช้ AI ในการแก้ไขและตกแต่งรูปภาพมากที่สุด

นอกเหนือจากการทำให้การเดินทางง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้เดินทางชาวไทย 84% เห็นถึงประโยชน์และมีความคาดหวังให้ AI เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยส่วนใหญ่ (81%) ชื่นชมคำแนะนำของ AI ที่ช่วยหลีกเลี่ยงสถานที่ท่องเที่ยวที่แออัดหรือช่วงเวลาที่คนเยอะ โดย 82% ต้องการให้ AI แนะนำประสบการณ์ที่ช่วยสร้างประโยชน์เชิงบวกให้กับสถานที่และชุมชนท้องถิ่นที่พวกเขาไปเยือน สะท้อนให้เห็นว่าผู้เดินทางให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อชุมชนและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนผ่าน AI มากขึ้น

“ทุกการเดินทางล้วนเต็มไปด้วยโอกาสที่จะค้นพบสิ่งพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่เล็ก ๆ ที่เงียบสงบ วิวทิวทัศน์อันตระการตา หรือประเพณีที่คนท้องถิ่นยังคงสืบสาน ปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) กำลังช่วยเปิดประตูเหล่านี้ให้กับนักเดินทาง นำพาพวกเขาไปสู่เสน่ห์ที่อาจไม่เคยพบด้วยตนเอง เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการสร้างสายสัมพันธ์ที่มีความหมาย เติมเต็มทั้งประสบการณ์ของผู้เดินทางและชุมชนที่พวกเขาได้ไปเยือน สำหรับ Booking.com ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรม AI มาอย่างต่อเนื่อง โดยผสานเทคโนโลยี Machine Learning ขั้นสูงเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ทั้งพาร์ทเนอร์และผู้เดินทาง และในก้าวใหม่ที่น่าตื่นเต้นนี้ เรามุ่งมั่นที่จะใช้ AI เพื่อสร้างผลกระทบในเชิงบวก เสริมสร้างความไว้วางใจ ยืนหยัดในความโปร่งใส และทำให้การเดินทางเป็นส่วนตัวมากขึ้น รับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และสร้างแรงบันดาลใจยิ่งกว่าเดิม” คุณบรานาวัน อรุลโจธี (Branavan Aruljothi) ผู้ดำรงตำแหน่ง Area Manager ของ Booking.com กล่าว

ททท.ปลุกพลังชุมชนไทย ปั้น ESG Tourism สู่เวทีโลก

ททท.ปลุกพลังชุมชนไทย ปั้น ESG Tourism สู่เวทีโลก

ททท.ปลุกพลังชุมชนไทย ปั้น ESG Tourism สู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.41 น.

ททท. ชูความสำเร็จ โครงการ“Village to the World” เดินหน้าโครงการ 2 เดือน ดันชุมชนรายได้เพิ่ม 20 % จำนวนนักท่องเที่ยวทะลุ 30,000 คน/ครั้ง ใน 5 จังหวัดต้นแบบ พิษณุโลก ชลบุรี เชียงใหม่ น่าน ลำปาง   สะท้อนการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ESG Tourism ได้จริง ชุมชนเติบโต องค์กรได้ประโยชน์ ประเทศชาติยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ESG Partnership for Impact – พันธมิตรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” บทพิสูจน์ ‘การท่องเที่ยวโดยชุมชน’ เป็นเวที ESG ที่มีชีวิต เชื่อมตลาดทุน ธุรกิจ และวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ถอดบทเรียนจากธุรกิจด้านการจัดการ การตลาด การสื่อสาร และทักษะบริการ ผ่านลงมือทำจริง

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และองค์กรเอกชนชั้นนำ ประกาศความสำเร็จของโครงการ “Village to the World #SustainableAgenda” ซีซันล่าสุด จุดประกายพลังให้ชุมชนไทยด้วยโมเดล “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” ที่ยกระดับจากกิจกรรม CSR ไปสู่การเป็น กลไก ESG Tourism ที่วัดผลได้จริง โดยการเชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาของชุมชนเข้ากับวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจ ก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม ทั้งในมิติการเติบโตของชุมชน การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรเอกชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนในภาพรวมจาก CSR สู่ระบบ ESG ที่ขับเคลื่อนจริง ผ่าน Co-Creation และการทำงานจริงกับลูกค้าองค์กรรายใหญ่ ผ่านฝึกอบรมเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการ การตลาด การสื่อสาร และการพัฒนาทักษะบริการ ควบคู่กับโอกาสในการทำงานจริงกับบริษัทจดทะเบียนฯ

“Village to the World #SustainableAgenda ภายใต้แนวคิด “ESG Partnership for Impact – พันธมิตรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ด้วยการสร้างกลไกการทำงานรูปแบบใหม่  คือบทพิสูจน์ว่า ‘การท่องเที่ยวโดยชุมชน’ สามารถเป็นเวที ESG ที่มีชีวิต เชื่อมโยงตลาดทุน ธุรกิจ และวัฒนธรรมไทยได้อย่างแท้จริง ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงสร้างรายได้และโอกาสให้กับชุมชน แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและมาตรฐานใหม่ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อสร้าง Moment แห่งความสุข ภายใต้แนวคิด ‘Change Unknown to Unforgettable’ ที่เปลี่ยนสิ่งไม่คุ้นเคยให้เป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืม โดยททท. มีแผนพัฒนา โครงสร้างเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนด้าน ESG Tourism พร้อมต่อยอดความร่วมมือธุรกิจ–ชุมชน สู่ระบบนิเวศความยั่งยืนระดับประเทศ พร้อมสานต่อเครือข่ายความร่วมมือให้ชุมชนไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป” นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเสริม

โมเดลความร่วมมือที่ลงมือทำจริงใน 5 จังหวัด

โครงการฯ ได้ริเริ่มความร่วมมือระหว่าง “บริษัทจดทะเบียน” กับ “ชุมชนต้นแบบ” ใน 5 พื้นที่ทั่วประเทศ โดยแต่ละคู่ความร่วมมือมีเป้าหมายเฉพาะที่แตกต่างกัน แต่สะท้อนการนำ ESG มาปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

•              BAFS x บ้านมุงเหนือ จ.พิษณุโลก ต่อยอดฐานการทำงานเดิมของไทยแอร์เอเชีย พัฒนาเกษตรปลอดภัย ระบบบริการชุมชน และมาตรฐานความปลอดภัย ก่อให้เกิดความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องและเสริมพลังกัน

•              AWC (Melia Pattaya) x บ้านอำเภอ จ.ชลบุรี สร้างระบบจัดการขยะเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมความตระหนักด้าน Circular Economy ในชุมชนชายทะเล เพื่อพัฒนาสู่โมเดลการท่องเที่ยวยั่งยืน

•              AIS x บ้านแม่สูนน้อย จ.เชียงใหม่ ยกระดับชุมชนสู่การเป็น Digital Community ผ่านการฝึกทักษะการสร้างคอนเทนต์ การตลาดออนไลน์ และการสื่อสารจุดขายด้วยภาษาสมัยใหม่ที่เข้าถึงตลาดกว้างขึ้น

•              SCG (Yournique) x บ้านป่าแลวหลวง จ.น่าน พัฒนาโมเดล เศรษฐกิจหมุนเวียน ควบคู่กับกลยุทธ์การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

•              Thai AirAsia x บ้านท่ามะโอ–ปงสนุก จ.ลำปาง ผสานการเปิดเผยข้อมูลทางวัฒนธรรมท้องถิ่นตามแนวทาง UNESCO Culture | 2030 Indicators เข้ากับกิจกรรม Employee Engagement เชิงลึก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับชุมชนอย่างยั่งยืน

ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% นักท่องเที่ยวเข้ากว่า 30,000 คน

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของโครงการในระยะเวลาเพียง 2 เดือน (ก.ค.–ส.ค. 2568) แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่จับต้องได้ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่ต้นแบบรวมกว่า 30,000 คน-ครั้ง และสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% พร้อมทั้งเกิดการพัฒนา สินค้าและบริการใหม่ ที่ตอบโจทย์ตลาด B2B และองค์กร ได้อย่างตรงจุด อาทิ การทำงานร่วมกับ OTA โปรแกรม CSR ทริปส่งเสริมแรงจูงใจ (Incentive Trip) และกิจกรรม Internal Branding ขององค์กร

ชุมชนได้เรียนรู้จริง องค์กรได้ ESG ที่ “มีชีวิต”

 นายปฏิวัติ ด่านแก้ว ที่ปรึกษาชุมชนบ้านมุงเหนือ จังหวัด พิษณุโลก กล่าวว่าโครงการนี้ช่วยให้ผู้นำและสมาชิกชุมชนได้เรียนรู้การทำงานกับองค์กรจริง ตั้งแต่การรับฟังโจทย์ลูกค้า การสื่อสารคุณค่าของชุมชนให้ตรงกับความต้องการ การพัฒนาโปรแกรมที่ตอบโจทย์องค์กร ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ตามมาตรฐานที่องค์กรใช้จริง ไม่ว่าจะเป็น SDGs, Materiality Mapping หรือ One Report ผ่านมาได้นำเสนอแต่สิ่งที่ชุมชนมี แต่โครงการนี้ทำให้ชุมชนรู้จักความต้องการของลูกค้าองค์กร รู้ว่าอะไรที่นักท่องเที่ยวต้องการ และควรพัฒนาอะไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

องค์กรบูรณาการผลลัพธ์ ESG ได้จริง สร้าง Brand Loyalty และพลังพนักงาน

กัปตันภราดร ขำปรางค์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการการบิน บริษัท ไทยแอร์ เอเชีย จำกัด หรือ  Thai AirAsia กล่าวว่า องค์กรที่เข้าร่วมก็สามารถ บูรณาการผลลัพธ์จากโครงการเข้าสู่รายงาน ESG ที่จับต้องได้จริง พร้อมทั้งสร้าง Brand Loyalty และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับพนักงานอย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น สายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่นำคณะพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนลำปาง ภายใต้โครงการ Journey D โดยเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมองค์กร “4 ส.” ได้แก่ สนุก – สไตล์ – สัมพันธ์ – สร้างสรรค์ยั่งยืน ทำให้พนักงานได้สัมผัสประสบการณ์ความยั่งยืนที่ต่อยอดจากการทำงานในบริษัทสู่การเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ในฐานะนักบิน เราใส่ใจเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์อยู่แล้ว แต่กิจกรรมนี้ทำให้เราเห็นความยั่งยืนที่ จับต้องได้จริง ผ่านมือของคนในชุมชนลำปาง และยังได้เรียนรู้เพื่อนำกลับไปพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างมีความหมาย

Cross-Sector Collaboration เพื่อระบบนิเวศความยั่งยืนระดับประเทศ

หนึ่งในผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ที่น่าจับตาของโครงการนี้ คือการต่อยอดความร่วมมือ ข้ามองค์กรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน (Cross-Sector Collaboration) ตัวอย่างเช่น กรณี BAFS และสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่ทำงานต่อเนื่องในชุมชนบ้านมุงเหนือ โดยใช้ฐานการทำงานเดิมของ AirAsia ผสานกับองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ของ BAFS ก่อให้เกิดโมเดลความร่วมมือใหม่ระหว่างองค์กรต่างอุตสาหกรรมในบริบท ESG Tourism ที่ลงมือทำจริงและขยายผลได้จริง

จาก “Unknown” สู่ “Unforgettable”

ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นล่าสุดของโครงการ Village to the World #SustainableAgenda ได้ทาง Facebook: Village to the World Project และ Hello Local

คปภ. ประกาศผลสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย ‘OIC InsurTech Award 2025’

คปภ. ประกาศผลสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย ‘OIC InsurTech Award 2025’

คปภ. ประกาศผลสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย ‘OIC InsurTech Award 2025’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.34 น.

นาย ชูฉัตร ประมูลผล  เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ประธานคณะกรรมการตัดสิน มอบรางวัลสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย “OIC InsurTech Award 2025” โดยในปีนี้มีการแบ่งโจทย์การแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา มากับโจทย์ “ผสานนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้ และความตระหนักเกี่ยวกับประกันภัย (Innovation for Insurance Literacy)” และโจทย์สุดท้าท้ายของประเภทประชาชนทั่วไป คือ “สร้างสรรค์นวัตกรรมปฏิวัติการประกันภัยให้เข้าถึงง่าย สะดวก และรวดเร็ว (Innovation for Accessible Insurance)” ในครั้งนี้มีผู้เข้าสมัครร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมากกว่า 400 ทีม เพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า  500,000 บาท พร้อมโล่ รางวัล จำนวนทั้งสิ้น 10 รางวัล โดยมี 5 หลักเกณฑ์การพิจารณาแบ่งออกเป็น 2 ประเภทเช่นกัน ประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา ประกอบด้วย 

1. Wow factor & Pitching Presentation โครงการน่าสนใจ ฟังแล้วน่าตื่นเต้น และดึงดูดในการฟังครั้งแรกได้ (ต้องอุทานหรือร้อง Wow ในทันที)  และ สามารถนำเสนอได้ดีเยี่ยม สามารถดึงดูดความสนใจของคณะกรรมการให้เข้าใจได้ในเวลาที่กำหนดได้ 25 คะแนน 

2. Problem & Pain Point ปัญหาที่เสนอ มีอยู่จริง ตรงโจทย์และตอบโจทย์ 15 คะแนน

3. Product & Solution สิ่งที่เสนอ สามารถแก้ปัญหาที่เสนอ ได้ตรงเป้าและตอบโจทย์การผสานนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้และความตระหนักเกี่ยวกับประกันภัย (Innovation for Insurance Literacy) 25 คะแนน

4. Customer & Value Propositions

4.1. ความเข้าใจลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง

–               ระบุกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจง (Segmented)

–               ขนาดของกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย ในแง่จำนวน กรมธรรม์ที่คาดหวังได้ หรือ จำนวนลูกค้าหรือผู้ใช้งานที่มี การรับรู้และการตระหนักถึงประกันภัย อย่างชัดเจน มีข้อมูลสนับสนุนจากการวิจัยตลาดหรือข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนครบถ้วน

4.2. Value Proposition ที่โดดเด่น

–               นำเสนอคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์, แตกต่างจากคู่แข่ง, และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด อธิบายประโยชน์ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายจะได้รับอย่างชัดเจน อย่างน้อย 4 ข้อ 15 คะแนน

และ 5. Technology เลือก tech ได้น่าสนใจ ทันสมัย ยังไม่ค่อยมีผู้ที่เข้าใจเชิงลึกมากนัก หรือ ยังไม่ค่อยมีการใช้งานแพร่หลายในธุรกิจประกันภัยมากนัก 20 คะแนน

และหลักเกณฑ์การพิจารณาของประเภทประชาชนทั่วไปที่เน้นย้ำเข้มข้น ทั้งในส่วนของ Prototype ที่เสนอได้ตรงเป้าและตอบโจทย์การเข้าถึงสร้างสรรค์นวัตกรรมปฏิบัติการประกันภัยให้เข้าถึงง่าย สะดวกและรวดเร็ว (Innovation for Accessible Insurance) รวมถึง Revenue Streams and Cost Structure ที่มีการระบุโมเดลรายได้ (Revenue Streams) ที่ชัดเจน และมีโครงสร้างต้นทุน (Cost Structure) หลักได้อย่างละเอียดและครบถ้วน เช่น มีข้อมูลต้นทุน – ราคาขาย – กลุ่มจ่ายจริง พร้อมแนวทางขยายที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

โดยมีคณะกรรมการตัดสินจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 8 ท่าน ดังนี้ คุณชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ., คุณมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ, คุณนิรัตน์ ทรัพย์ทวีธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ สายสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง, คุณมนตรี ถิรศักดิ์ธนา ผู้แทนจากสมาคมประกันชีวิตไทย, คุณโชติมา พัวศิริ ผู้แทนจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย, คุณไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund), คุณปัทมาวดี พัวพรหมยอด ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรมอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), และคุณนิตาภา อินชัย รักษาการรองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น สำนักงานส่งเสริม เศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ร่วมตัดสินและประกาศผลรางวัล เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุม ชั้น 2 สถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

สำหรับผลการตัดสินการประกวดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย “OIC InsurTech Award 2025” ประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “Rush to Rich” เสนอ “InsurLot แพลตฟอร์มส่งเสริมความตระหนักทางด้านประกันภัยรถยนต์ ผ่านระบบ Gamification พร้อม Rewards ในรูปแบบของตั๋ว Lottery” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม “InsureMate” เสนอแนวคิด “AI Insurance Companion เพื่อนรู้ใจเรื่องประกัน ที่ช่วยให้คนไทยเข้าใจประกันได้ง่ายขึ้น และมั่นใจว่าใช้สิทธิ์ได้จริง” รับเงินรางวัลมูลค่า 70,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม “LogIns” เสนอ “To-Die List: Tool for Awareness and Personal Life Plan Generator” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลชมเชย ได้แก่ ทีม “คณิตประกันภัยและวิศวะคอมตัวน้อยที่อยากเป็นหัวแถว” เสนอแนวคิด “เกมส์ประกันภัยที่ประเมินความเสี่ยงของธุรกิจของตนเองตามสถานการณ์ต่างๆ” ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท และทีม “ClearBiz” เสนอแนวคิด “แพลตฟอร์ม InsurTech สำหรับ SME ที่ใช้ AI จากกล้อง–POS–ทำเล วิเคราะห์ความเสี่ยงเรียลไทม์ จ่ายเท่าความเสี่ยง เคลมไวในแอปเดียว” ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท

สำหรับผลการตัดสินประเภทประชาชนทั่วไป รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “Sxphia : Auto Insurance Telematics Platform” เสนอ “Sensor ติดรถยนต์ที่จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานกู้ภัยและญาติ เมื่อผู้ใช้งานเกิดอุบัติเหตุทางถนน” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม “ERGO HIPPO” เสนอไอเดีย “ลดเบี้ยประกันกลุ่มองค์กร พร้อมเพิ่ม Productivity ด้วยการป้องกันสุขภาพเชิงรุกแบบเฉพาะบุคคล” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 70,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม “KIT-WISe-2-X” เสนอแนวคิด “เทคโนโลยีตรวจจับคลื่นไฟฟ้าเพื่อป้องกันอัคคีภัยจากไฟฟ้าลัดวงจรหรือขั้วไฟหลวมในบ้านคุณแบบเรียลไทม์” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลชมเชย ได้แก่ ทีม “BroSure” เสนอแนวคิด “ช่วยให้คนซื้อประกัน เข้าใจประกัน ให้บริษัทประกัน เข้าใจคนซื้อ” ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท และทีม “พาไปรักษา” ภายใต้แนวคิด “Mobile app พาไปโรงพยาบาล จองรถ จองคิวการรักษา” ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท

ทั้งนี้ เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสนี้เราได้เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของโครงการ OIC InsurTech Award 2025 ผมขอแสดงความยินดีกับ 10 ทีม  สุดท้ายที่ได้ผ่านเข้ารอบการประกวดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการประกันภัย ประจำปี 2568 หรือ OIC InsurTech Award 2025 และขอขอบคุณทุกๆ ทีมและทุกๆ ท่าน ที่สนใจเข้าร่วมการประกวด “OIC InsurTech Award 2025” ภายใต้โจทย์ “ผสานนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้และความตระหนักเกี่ยวกับประกันภัย (Innovation for Insurance Literacy)” สำหรับผู้เข้าแข่งขันประเภทนิสิต/นักศึกษา และ “สร้างสรรค์นวัตกรรมปฏิวัติการประกันภัยให้เข้าถึงง่าย สะดวก และรวดเร็ว (Innovation for Accessible Insurance)” สำหรับผู้เข้าแข่งขันประเภทประชาชนทั่วไป ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงาน คปภ. เพื่อจะเฟ้นหาสุดยอดนักพัฒนานวัตกรรมที่จะมาช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมประกันภัยของประเทศไทย ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล

การประกวด OIC InsurTech Award ถือได้ว่าเป็นโครงการที่มีบทบาทสำคัญในการสร้าง ecosystem ด้านเทคโนโลยีประกันภัย ให้กับอุตสาหกรรมของเรา เนื่องจากก่อให้เกิดผล ทั้งในเรื่องการส่งเสริมความรู้ด้านประกันภัย ดึงดูดนิสิต นักศึกษาให้เข้ามาในธุรกิจ และบ่มเพาะผู้พัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพ หลายทีมที่ชนะการประกวดของเรา ประสบความสำเร็จ ได้ร่วมงานกับบริษัทประกันภัย ได้ร่วมลงทุนกับนักลงทุนที่สนใจ หรือได้ไปประกวดในเวทีต่างประเทศ

และสำนักงาน คปภ. ได้พัฒนารูปแบบการจัดงานมาโดยตลอด ในปีนี้ ได้ขยายผลการจัดกิจกรรม OIC InsurTech Roadshow เพื่อให้ความรู้ด้านประกันภัยและ     เทรนด์เทคโนโลยีประกันภัย หรือ InsurTech แก่เยาวชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไป ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด และหลากหลายสาขาวิชามากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ เช่น สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย และ สถาบันประกันภัยไทย เป็นต้น ทำให้ผู้แข่งขันได้เข้าใจ รู้จัก Insurance Stakeholder และมองเห็นภาพ Insurance Ecosystem ได้มากขึ้น ตลอดจนถึงกิจกรรม OIC InsurTech Bootcamp สุดเข้มข้น 2 วัน 1 คืน ที่ผู้เข้าแข่งขันได้ฝึกฝนทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม การทำงานเป็นทีม การออกแบบและการสร้าง Prototype เทคนิคการนำเสนอ และยังได้รับคำปรึกษาจาก Mentor ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ก่อนจะมาถึงวันนี้กับ รอบชิงชนะเลิศ ที่ทุกทีมได้แสดงศักยภาพผ่านการ Pitching อย่างเต็มความสามารถ

ในการประกวดครั้งนี้ ทำให้เราเห็นว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่ม Tech Firm และกลุ่ม InsurTech Startup ในประเทศไทยนั้น มีศักยภาพไม่แพ้ประเทศอื่นๆ ได้เห็นถึงพลังของกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญของการร่วมกันพลิกโฉมอุตสาหกรรมประกันภัยและมีความคิดสร้างสรรค์ นำองค์ความรู้มาประยุกต์และพัฒนาต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภค และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคธุรกิจประกันภัย จึงส่งผลให้การประกวด OIC InsurTech Award 2025 ในปีนี้ มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมจำนวนทั้งหมดกว่า 400 ทีม ซึ่งได้รับการตอบรับและความสนใจจากผู้เข้าสมัครการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นทุกปีครับ

ผมเห็นว่า หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรมีบทบาทร่วมกัน ในการสนับสนุน และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทย ส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการความรู้ด้านการประกันภัยระหว่างสำนักงาน คปภ. ภาคอุตสาหกรรมประกันภัย นิสิตและนักศึกษา กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัล ผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไป รวมถึงร่วมกันสร้างเครือข่ายนักพัฒนาเทคโนโลยีด้านการประกันภัยให้สามารถนำนวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมประกันภัยของไทยต่อไปในอนาคต

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมในตอนท้าย “สุดท้ายนี้ ในนามของสำนักงาน คปภ. ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อผู้เข้าแข่งขันทุกทีม ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจจนเกิดผลงานที่ทรงคุณค่า ขอบคุณคณะกรรมการ ขอบคุณวิทยากรและ Mentor ที่คอยให้คำปรึกษา และขอบคุณมหาวิทยาลัย รวมถึงพันธมิตรทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างงดงาม

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จากการประกวดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัยของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2568 หรือ OIC InsurTech Award 2025 จะช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วม และการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับทั้งภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาค Tech Startup ในการนำเทคโนโลยีมาต่อยอด เสริมศักยภาพ ทั้งด้านการดำเนินธุรกิจ การบริการ ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัย สำนักงาน คปภ. จะยังคงมุ่งมั่นสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม พร้อมทั้งประสานพลังของคนทุก Generation ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านประกันภัย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจประกันภัยของไทยในอนาคตอย่างแท้จริง และก้าวสู่อนาคตของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยอย่างยั่งยืน

และในโอกาสนี้ ผมขอเชิญชวนน้อง ๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมถึงเหล่า Tech Startup เข้าร่วมเป็นเครือข่ายกับสำนักงาน คปภ. และศูนย์ CIT เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย พัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทยให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และช่วยกันสร้าง Insurance Community ของประเทศไทย ให้เติบโต แข็งแรงและยั่งยืนต่อไปครับ”