บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ยุทธการน้ำใจไมตรี วิธีสร้างสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา แนวทางสำหรับทหารตำรวจลูกเสือชายแดน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' ยุทธการน้ำใจไมตรี วิธีสร้างสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา แนวทางสำหรับทหารตำรวจลูกเสือชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ยุทธการน้ำใจไมตรี วิธีสร้างสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา แนวทางสำหรับทหารตำรวจลูกเสือชายแดน

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อันอำนาจใดใดในโลกนี้ จะเทียมเท่าไมตรีหามีไม่

สร้างหมู่มิตรพิชิตรักสลักใจ ชนทั่วไปสรรเสริญเจริญดี”

ในฐานะของทหาร ตำรวจ และลูกเสือ ที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น    การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชาวกัมพูชาในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ช่วยให้การปฏิบัติภารกิจเป็นไปอย่างราบรื่นเท่านั้น  แต่ยังส่งเสริมความเข้าใจอันดีและมิตรภาพระหว่างประเทศ อีกด้วย บทความนี้จะเจาะลึกถึงวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อเฉพาะถิ่นของชาวกัมพูชาตามแนวชายแดน เพื่อเป็นแนวทางให้ทหารตำรวจและลูกเสือไทยสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์และมิตรภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน

1. เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น: หัวใจของการสร้างความสัมพันธ์ การเรียนรู้วัฒนธรรมพื้นฐานของชาวกัมพูชาเป็นก้าวแรกที่สำคัญ วัฒนธรรมเขมรมีความหลากหลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่อาจมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมไทยบางส่วน

• ภาษา: การเรียนรู้คำทักทายง่ายๆ เช่น “ซัวสะเดย” (สวัสดี) หริอ“ออกุน” (ขอบคุณ) สามารถสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดี ชาวกัมพูชาจะรู้สึกชื่นชมในความพยายาม    เหมือนคนไทยได้ยินฝรั่งหรือญี่ปุ่นกล่าวคำทักทายง่า “สวัสดีครับ” และ “ขอบคุณค่ะ”

• ไม่กล่าวถึงสิ่งที่ชาวกัมพูชาไม่ชอบ  หรืออับอาย  หลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ เช่น สยามเคยยึดครองกัมพูชา   กษัตริยกัมพูชาเคยหนีมาพึ่งสยาม  กัมพูชาเคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส  กองทัพไทยเคยยึดพระตะบอง  นครวัดเคยเป็นของไทย  ไม่เป็นมืออาชีพ ฯลฯ

• ความอ่อนน้อมถ่อมตน: การแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน การเคารพผู้สูงอายุ และการใช้คำพูดที่สุภาพเป็นสิ่งที่ชาวกัมพูชาให้ความสำคัญอย่างมาก

• รอยยิ้ม: รอยยิ้มเป็นภาษาสากลที่เข้าใจได้ทุกชนชาติ การยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นมิตรจะช่วยลดกำแพงและสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง

• มารยาทในการทักทาย: การไหว้แบบเขมรที่เรียกว่า “ซำเปียะ” เป็นการแสดงความเคารพที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อทักทายผู้สูงอายุหรือผู้ที่ควรแก่การเคารพ

2. เจาะลึกประเพณีและความเชื่อเฉพาะถิ่น ชาวกัมพูชาส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเช่นเดียวกับคนไทย แต่ก็มีประเพณีและความเชื่อบางอย่างที่อาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่

• ความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา: ชาวกัมพูชายังคงมีความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา วิญญาณบรรพบุรุษ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตตามสถานที่ต่างๆ การแสดงความเคารพต่อความเชื่อเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรลบหลู่หรือดูถูก

• เทศกาลและงานบุญ: การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทศกาลสำคัญต่างๆ เช่น สงกรานต์ (ปีใหม่เขมร), วันวิสาขบูชา, วันเข้าพรรษา, ออกพรรษา จะช่วยให้คุณสามารถเข้าร่วมกิจกรรมหรือแสดงความยินดีได้อย่างเหมาะสม การเข้าร่วมงานบุญหรือเทศกาลท้องถิ่นหากมีโอกาส  โดยมีสิ่งของไปช่วยงาน   จะช่วยสร้างความผูกพันกับชุมชนได้เป็นอย่างดี

• บทบาทของพระสงฆ์: พระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในสังคมกัมพูชา การแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์เป็นสิ่งที่พึงกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวคำทักทายด้วยความนอบน้อม หรือการระมัดระวังในการปฏิบัติตนต่อหน้าพระสงฆ์

• ความสำคัญของครอบครัว: ครอบครัวเป็นสถาบันหลักในสังคมกัมพูชา การให้เกียรติและเคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัวของชาวบ้านเป็นสิ่งสำคัญ

3. แนวทางในการปฏิสัมพันธ์และสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

• ให้ความช่วยเหลือตามสมควร: หากชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือและอยู่ในวิสัยที่สามารถช่วยเหลือได้ เช่น การแบ่งปันอาหารและเครื่องใช้    ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟป่า  การสอบถามเส้นทาง การให้ข้อมูล หรือการอำนวยความสะดวกเล็กๆ น้อยๆ โดยควรให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มใจ

• หลีกเลี่ยงการกระทำที่สุ่มเสี่ยง: หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจถูกตีความว่าเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือการกระทำที่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น การเข้าไปในเคหสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการสัมผัสร่างกายโดยไม่เหมาะสม

• เคารพในกฎหมายและอธิปไตย: การปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายและเคารพในอธิปไตยของประเทศกัมพูชาเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

• เปิดใจเรียนรู้และแลกเปลี่ยน: แสดงความสนใจในการเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวกัมพูชา การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ สามารถสร้างความเข้าใจและมิตรภาพที่แน่นแฟ้น

• สร้างความไว้วางใจ: ความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ การเป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ และรักษาสัญญา จะช่วยให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่นในตัวคุณ บทสรุป การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวกัมพูชาตามแนวชายแดน ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติหน้าที่ แต่คือการสร้างมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนสองประเทศ การเข้าใจในวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อเฉพาะถิ่น การแสดงออกถึงความเคารพ และการมีน้ำใจ จะเป็นกุญแจสำคัญในการชนะใจชาวกัมพูชาและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความสัมพันธ์อันยั่งยืนในอนาคต

การเสริมสร้างความร่วมมือระดับเยาวชน  พระสงฆ์  และกิจกรรมร่วมมือข้ามแดนอาจช่วยเสริมความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น  เช่นการประกวดเขียนภาพน้ำใจไมตรีไทย-กัมพูชา    จัดการชุมนุมลูกเสือสองแผ่นดิน    สวดมนต์สองแผ่นดิน ฯลฯ

4.วิธีสร้างไมตรีแบบพระพุทธเจ้า   พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง สังคหวัตถุ 4   ซึ่งเป็น หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจคนและประสานหมู่ชนให้ตั้งอยู่ในความสามัคคี     สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลและในสังคม ช่วยให้เกิดความรัก ความสามัคคี และความปรารถนาดีต่อกัน  ประกอบด้วย ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา  และสมานัตตตา

ทาน คือการให้ การเสียสละ การแบ่งปันเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยปลูกฝังให้เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว ……   ปิยวาจา คือการพูดจาด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน จริงใจ ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เหมาะกับกาลเทศะ…….อัตถจริยา คือการประพฤติประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นในกิจการงานต่างๆ …….. และ สมานัตตตา คือการวางตนเหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ์ ไม่ถือตัว วางตนเสมอต้นเสมอปลายกับทุกคน.

ลองวิธีง่ายๆ    ส่งเครื่องดื่มสักขวด หรือบะหมี่สักซองให้คนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับคุณ     คุณอาจเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร   ชนะใจฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องเสียกระสุนสักนัดหรือเบือดสักหยดเดียว

ปรารถนาสารพัดในปฐพี  เอาไมตรีแลกได้ดังใจจง”…สุนทรภู่

โดย สุริยพงศ์

สยามพารากอน ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ พิพิธภัณฑ์ผ้า จัดงาน ‘แพรพัสตรา บรมราชินีนาถ’ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สยามพารากอน ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ พิพิธภัณฑ์ผ้า จัดงาน ‘แพรพัสตรา บรมราชินีนาถ’ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สยามพารากอน ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ พิพิธภัณฑ์ผ้า จัดงาน ‘แพรพัสตรา บรมราชินีนาถ’ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และพิพิธภัณฑ์ผ้า จัดงาน “แพรพัสตรา บรมราชินีนาถ” เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ทรงฟื้นฟูงานหัตถกรรมไทยและศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าให้คงอยู่คู่แผ่นดิน โดยงานจัดระหว่างวันที่ 8–12 สิงหาคม 2568 ณ พาร์ค พารากอน ชั้น M สยามพารากอน  นำเสนอผ่านนิทรรศการเกี่ยวกับชุดไทย การแสดงโขน กิจกรรมเวิร์กช็อปสุดสร้างสรรค์ และจำหน่ายสินค้าศิลป์หัตถกรรมที่สื่อถึงวิถีไทยอย่างแท้จริง โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

พบไฮไลต์กิจกรรม นิทรรศการชุดไทย “จากราชสำนักสู่ราชนิยม” ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ที่ทรงรังสรรค์ขึ้นให้สตรีไทยได้ใช้สวมใส่ในโอกาสต่างๆ พร้อมจัดแสดงชุดตัวอย่างที่ถูกต้องตามที่พระราชทานไว้เรียนรู้แนวคิดเรื่องสีมงคลและการนุ่งห่มตามความเชื่อของสังคมไทย นอกจากนี้ ยังมีโซน “กว่าจะมาเป็นโขน” ที่จัดแสดงฉากโขนจำลอง อุปกรณ์สร้างฉาก และห้องทำงานของช่างฝีมือเบื้องหลังการแสดงศิลปะชั้นสูงของไทย พร้อมตื่นตากับภาพเสก็ตช์ “ทศกัณฑ์บนหลังช้าง” ผลงานที่รังสรรค์โดยบรมครู อ.สุดสาคร ชายเสม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ผู้เนรมิตฉากการแสดงโขนศิลปาชีพ ได้อย่างวิจิตรงดงาม ซึ่งนำมาจัดแสดงให้ชมเป็นครั้งแรก

ภายในงานเต็มอิ่มไปกับ การแสดงโขนสดจากอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ที่นำเสนอฉากสำคัญจากรามเกียรติ์ เช่น “ทศกัณฐ์เกี้ยวนางสีดา”, “หนุมานรบนางเบญจกาย” และ “โขนตอนยกรบ” โดยจัดแสดงวันละ 2 รอบ เวลา 14.00 น. และ 15.30 น. นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อสืบสานภูมิปัญญาไทย อาทิ  “ปักการ์ดวันแม่” โดยพิพิธภัณฑ์ผ้า , “ปิดทองลายโขน” โดยอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน พร้อมลายให้เลือก 6 แบบ, กิจกรรม “การนุ่งห่มอย่างไทย” และ “นุ่งห่มร่วมสมัย” โดยครูบิ๊ก–พีรมณฑ์ ชมธวัช ผู้เชี่ยวชาญด้านชุดไทยและผ้าไหมในวันที่ 9 สิงหาคม 2568 และ กิจกรรม “Dress Me Up ด้วยผ้าไทย” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมสนุกโดยการนำผ้าไทยมาแต่งตุ๊กตากระดาษ

นอกจากจะได้สัมผัสกับนิทรรศการและการแสดงสุดตระการตาแล้ว ภายในงานยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย อาทิ ผ้าไหม และเครื่องประดับ จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ, พิพิธภัณฑ์ผ้า และอิ่มอร่อยกับอาหารพื้นถิ่นและวัตถุดิบจากโครงการฟาร์มตัวอย่างในพระราชดำริ อาทิ ข้าวยำปักษ์ใต้ น้ำบูดูแท้จากโคกปาฆาบือซา จ.นราธิวาส, ผลไม้จากบ้านขุนแตะ จ.เชียงใหม่, หมูจินหัวแดดเดียวจากบ้านแม่ตุงติง, กาแฟคัดพิเศษจาก จ.น่าน เชียงราย และเชียงใหม่ เป็นต้น

งาน “แพรพัสตรา บรมราชินีนาถ”  ระหว่างวันที่ 8 – 12 สิงหาคม 2568  เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-610-8000 หรือติดตามรายละเพิ่มเติม เฟสบุ๊ค : SIAMPARAGON

คุณแหน : 8 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 8 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 8 สิงหาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ธวัชชัย ศรีทอง ผวจ.ชลบุรี เป็นประธานในพิธีลงนาม MOU ทางวิชาการ การขับเคลื่อนงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจ.ชลบุรี ระหว่างกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจ.ชลบุรี กับ ม.บูรพา โดยมี รัชนี โพธิสัตยา, ขวัญเรือน ศรีจันทร์,วรนัฐ ติรประเสริฐสิน, สุกุมล คุณปลื้ม,ผศ.ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล ร่วมด้วย
  • เพื่อนๆ ยินดีกับ ขจรเกียรติ รักพานิชมณี ที่ได้เป็น ว่าที่อธิบดีกรมที่ดิน
  • ชาว วบส.2 NIDA ยินดีกับ ศรีสุภางค์  มอฤทธิ์ ที่ได้เข้ารับพระราชทานรางวัลสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2568 เนื่องในวันสตรีไทย
  • สุภัค ลายเลิศ วันเกิดปีนี้ได้ร่วมบริจาคให้สภากาชาดไทยและเลี้ยงข้าวเที่ยงน้องๆ พนักงานทั้งหลาย
  • กรกฎ ชาตะสิงห์ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บมจ.การบินไทย นำทีมผู้บริหารสายการพาณิชย์ร่วมถ่ายทอดทิศทางเชิงกลยุทธ์ แนวโน้มอุตสาหกรรมการบิน ตลอดจนแผนพัฒนาธุรกิจในทุกมิติของสายการพาณิชย์ เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสาร และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ในงานประชุมประจำปี THAI Commercial Conference 2025 ภายใต้แนวคิด “Aim Further : Strive for New Heights” โดยมี ชาย เอี่ยมศิริ ร่วมงาน
  • โอม ศิวะดิตถ์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “Microsoft 365 Copilot Chat สำหรับบุคลากรด้านการศึกษา” โดย บจ.ไมโครซอฟท์(ประเทศไทย) ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เพื่อพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยี AI สำหรับการจัดการเรียนการสอนและงานของบุคลากรใน รร.ให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ โดยมี อ.วราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ พร้อมคณะครูและบุคลากร รร.กรุงเทพคริสเตียนเข้าร่วมคับคั่ง
  • ยินดีกับ กนกวิภา วิริยะประไพกิจ ที่ บจ.สตรีม ไอ.ที.คอนซัลติ้ง ได้รับรางวัล “Best in APAC AI Digital Transformation Service 2025” และได้รับการตีพิมพ์ลง APAC CIO Outlook นิตยสารเทคโนโลยีชั้นนำระดับสากล งานนี้ไชยรัตน์ ถนอมวงษ์ และ ณัฐพงศ์ วนวงศ์สวัสดิ์ สุดปลื้มกับผลงาน
  • มนัสนันท์ เปรมพุฒิพันธ์ กก.บจ.อินดัสทรี นำทีมพนักงานร่วมบริจาคโลหิตในกิจกรรม “ชลิต อินดัสทรี รวมพลังบริจาคโลหิต” ปี 5 เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 2568 ร่วมแสดงพลังส่งต่อโลหิตสู้วิกฤตเลือดขาดแคลน ปลูกจิตสำนึกให้กับพนักงานในการเป็น “ผู้ให้” และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมี จุฑารัตน์ แก้วจันทร์เพชร ต้อนรับ ณ สถานีกาชาดที่ 11
  • ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาภูมิปัญญาไทย มูลนิธิ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ส่งยาดมยาหม่องให้ทหารชายแดนไทย-เขมร บรรเทากลิ่นจากซากศพ ชี้กลิ่นมีผลต่อระบบประสาทโดยตรง ระบุยาดมสรรพบำบัดช่วยได้มาก
  • ปิยนนท์ วัฒนะจรรยา แจ้ง บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO Group) ชวนเยาวชนบุกฐานลับ ร่วมพิชิตนวัตกรรมพลิกฟื้นสมดุลโลกในบูธนิทรรศการ “นวัตกรรมวิทย์ พลิกโลก ตอน EGCO Base : Mission for Change ฐานบัญชาการลับแห่งอนาคต” ในงานมหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 เวลา 09.00-19.00 น. 9-17 ส.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ชั้น LG ฮอลล์ 5-6 บูธที่ 36 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • สวด ปราณี แพพ่วง มารดา นันทภรณ์ แพพ่วง (เจี๊ยบ) อดีตหัวหน้าข่าวสตรี นสพ.แนวหน้า 5-9 ส.ค. 19.30 น. ที่ร้านฉลอมเวชภัณฑ์ อ.โพทะเล จ.พิจิตร..ฌาปนกิจ 10 ส.ค.15.30 น. ที่วัดท่ามะไฟ

น้องใหม่

ส่งต่อความห่วงใย TPCS มอบหน้ากากอนามัย ‘เวลแคร์’ สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

ส่งต่อความห่วงใย TPCS มอบหน้ากากอนามัย 'เวลแคร์' สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

ส่งต่อความห่วงใย TPCS มอบหน้ากากอนามัย ‘เวลแคร์’ สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

บริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน) หรือ TPCS ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหน้ากากอนามัยภายใต้แบรนด์ “เวลแคร์” (Welcare) แบรนด์ยอดขายอันดับหนึ่ง บนช่องทาง E-Commerce อย่าง Shopee ,Lazada และเป็นแบรนด์แรกของไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ มอก. ครบทั้ง 3 ระดับ ร่วมมอบผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัยเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังและปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดส่งผลิตภัณฑ์ถึงมือเจ้าหน้าที่ทหารตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างทันท่วงที ก่อนจะมีพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ณ กระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบผลิตภัณฑ์จากคณะผู้บริหารของบริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน) นำโดย นายสุชัย ณรงคนานุกูล ประธานกรรมการ, นายกรวิชญ์ ณรงคนานุกูล กรรมการผู้จัดการ, นายธวัชชัย ตั้งวรกิจถาวร กรรมการบริหาร นายธานี เบ้าต้น ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ, นายพิทักษ์พงษ์ ฉายแสง ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ, นางสาวเยาวลักษณ์ อยู่ศิริ ผู้จัดการส่วนการตลาด และนางสาวอัมพร มะนานวม ผู้จัดการส่วนสำนักประธานกรรมการบริหาร

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่บริษัทมอบในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่ารวม 400,475 บาท ซึ่งการสนับสนุนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการส่งต่อความห่วงใย แต่ยังสะท้อนถึงจุดยืนของแบรนด์ Welcare ในการร่วมเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และผ่านการรับรองจากภาครัฐอย่างครบถ้วน

บริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน) หรือ TPCS หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสนับสนุนครั้งนี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ และพร้อมเดินหน้าสานต่อพันธกิจในการเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

-(016)

ลูกเสือปันน้ำใจไปชายแดน

ลูกเสือปันน้ำใจไปชายแดน

ลูกเสือปันน้ำใจไปชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.20 น.

ลูกเสือ วิสามัญวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม  ส่งปลาเค็มและส้มโอไปให้เหล่าทหาร  ตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

‘พระราชินี’ พระราชทานพระราชดำรัสเปิดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน’ ชื่นชมความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติด สนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘พระราชินี’ พระราชทานพระราชดำรัสเปิดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน’  ชื่นชมความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติด สนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘พระราชินี’ พระราชทานพระราชดำรัสเปิดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน’ ชื่นชมความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติด สนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นองค์ประธานในงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568  ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

การนี้ ทอดพระเนตรวีดิทัศน์ “กองทุนแม่ของแผ่นดิน ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” ซึ่งนับเป็นวาระสำคัญยิ่งที่การดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินได้ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 แห่งการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา กองทุนแม่ของแผ่นดินได้เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้แก่หมู่บ้าน และชุมชนทั่วประเทศในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถจัดการปัญหายาเสพติดด้วยแนวทางสันติวิธี มีการส่งเสริมการประกอบสัมมาชีพตามความถนัด รวมทั้งมีการดูแลช่วยเหลือ ให้โอกาสผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ให้กลับเข้ามาอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน/ชุมชนด้วยความสงบสุข ควบคู่การจัดระบบกลไกการเฝ้าระวัง ตรวจตรา ให้ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

โอกาสนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระราชดำรัสใจความสำคัญว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าพเจ้ามาปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดินประจำปี ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดขึ้นในวันนี้ ข้าพเจ้ามีความชื่นชมอย่างยิ่งที่ได้ทราบจากรายงานว่า กองทุนแม่ของแผ่นดินก้าวขึ้นสู่ทศวรรษที่สามอย่างมั่นคง และยังคงมุ่งมั่นที่จะสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยสันติวิธีอย่างเต็มกำลังความสามารถ แนวทางการดำเนินงานของกองทุนที่เป็นการสนับสนุนให้เกิดขวัญและกำลังใจ ตลอดจนเสริมสร้างความรักความเข้าใจของคนในชุมชนนั้น นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าพเจ้าจึงขอร่วมยินดีกับทุกท่านในความสำเร็จครั้งนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอชื่นชมยินดีกับสมาชิกหมู่บ้านและชุมชนทุกแห่ง ที่ได้เข้าร่วมโครงการและมาทำงานเพื่อแผ่นดินร่วมกัน หวังว่าทุกท่านจะร่วมแรงร่วมใจกันสร้างชุมชนของตนให้ยิ่งมั่นคง เข้มแข็ง เพื่อให้สังคมและประเทศชาติปลอดพ้นจากปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนตลอดไป ในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขออวยพรให้ทุกท่านที่มาร่วมพิธีนี้ มีความเจริญสวัสดีพร้อมทั้งความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาโดยทั่วกัน”

จากนั้นพระราชทานเงินขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ เมื่อเสร็จแล้วพระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้ร่วมงาน

ต่อมาเสด็จฯ ไปยังบริเวณจัดนิทรรศการฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ดังนี้ นิทรรศการผลการดำเนินงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นิทรรศการผลการดำเนินงานของหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดิน และ นิทรรศการ 12 พื้นที่นำร่องเพื่อถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณตลอดจนการทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 20 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและสร้างพลังความร่วมมือจากคนในชุมชนและหมู่บ้านทั่วประเทศให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติด  

กองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 มีหน่วยงานเข้าร่วมจำนวน 1,528 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แทนเข้ารับพระราชทาน พร้อมผู้แทนภาคประชาชนกองทุนแม่ของแผ่นดินจากทั่วประเทศเข้าร่วม ปัจจุบันมีหมู่บ้านชุมชนที่เข้าร่วมโครงการกองทุนแม่ของแผ่นดิน รวมทั้งสิ้น 28,646 แห่ง ส่งผลให้มีจำนวนหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วราชอาณาจักรรวมทั้งสิ้น 30,174 แห่ง   ซึ่งนับเป็นการดำเนินงานเชิงคุณภาพ ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม โดย สำนักงาน ป.ป.ส. มุ่งหวังให้การจัดงานมหกรรมในครั้งนี้ เป็นเวทีสำหรับการเสริมสร้างพลังใจ การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคีเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความอบอุ่นในสถาบันครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อการขจัดปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สายสัมพันธ์พันปีไทยกับเขมร : เพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกจากกัน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' สายสัมพันธ์พันปีไทยกับเขมร :  เพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกจากกัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สายสัมพันธ์พันปีไทยกับเขมร : เพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกจากกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนเขมร หยั่งรากลึกมานานกว่าพันปีตั้งแต่ยังไม่มีการตั้งประเทศ  ในฐานะเพื่อนบ้านที่มีชายคาแนบชิดติดกัน  ถึงเวลาแล้วที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมกันค้นหาวิธีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสร้างสรรค์ แทนที่จะหาเรื่องแก่งแย่งชิงดี เหมือนเด็กทะเลาะกันหรือหมากัดกัน เพราะชัยชนะที่ได้มานั้นอาจต้องแลกด้วยมิตรภาพพันปี  ซึ่งมีค่ามากมายกว่าเงินทองหรือก้อนหินโบราณบนผืนดินเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตร

กองเกวียนขนเกลือ: ทูตพันปีจากทุ่งกุลาร้องไห้ถึงโตนเลสาบ

กว่าสามพันปีที่แล้ว ก่อนการแบ่งเขตแดนแบบสมัยใหม่เป็นประเทศไทยและกัมพูชา กองเกวียนจากทุ่งกุลาร้องไห้  และบ้านธารปราสาท ได้เดินทางผ่านทางเกวียนอย่างช้าๆ ไปยังหมู่บ้านริมทะเลสาบของเขมร เพื่อแลกเปลี่ยนเกลือสินเธาว์และเครื่องใช้เหล็ก กับปลาร้าและผ้าไหม สายสัมพันธ์การค้าแบบเรียบง่ายของชาวบ้านในยุคนั้นเต็มไปด้วยน้ำใจไมตรี

ราชมรรคา: เส้นทางแห่งอารยธรรม

ถนนดินและสะพานหินระยะทางราว 254 กิโลเมตร จากพิมายสู่นครวัด คือสายใยเศรษฐกิจและศรัทธาที่เคยหล่อเลี้ยงสองแผ่นดิน ราชมรรคาไม่ใช่เป็นแค่ถนนโบราณของกองเกวียน     แต่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมประสานวัฒนธรรม เทคโนโลยี ศาสนา และจิตใจของผู้คนสองแผ่นดินเข้าไว้ด้วยกัน คล้ายกับอินเทอร์เน็ตและสายการบินในปัจจุบัน

ปราสาทหิน:  สมบัติของคนที่ตายไปแล้ว

ปราสาทพิมายในประเทศไทย ปราสาทนครวัดในกัมพูชา และปราสาทหินอโรคยาศาลต่างๆ ในสุวรรณภูมิ ล้วนเป็นมรดกของมนุษยชาติ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแท้จริง เพราะผู้สร้าง คือกษัตริย์ราชวงศ์มหิธรปุระ เช่น พระเจ้าสุริยวรมันและชัยวรมัน ได้ล่วงลับสูญสิ้นล่มสลายตายไปหมดสิ้นแล้ว เมื่อราวพ.ศ. 1833 ด้วยการปฏิวัติยึดอำนาจของพวกทาสและชาวนาเขมร ที่นำโดยพระเจ้าแตงหวาน ต้นราชวงศ์ตรอซ็อกผแอม ซึ่งใช้หอกพุ่งสังหารพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ โดยยุติการสร้างปราสาทหินอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ คนในอดีตอย่างชาวสยามโบราณและขอมโบราณ  เช่น ขอมสบาดโขลญลำพง  ที่สุโขทัย พิมาย ลพบุรี   หรือ พวกเขมรป่าดง ที่ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ เกาะกง ละแวก และพระนคร ก็ได้แยกออกเป็นคนไทยและคนเขมรไปหมดสิ้น เช่นตระกูลชิดชอบ หรือ ตระกูล เตียบัน

ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของปราสาทหินอันแท้จริง เพราะผู้ที่อ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของปราสาทหินโบราณเหล่านี้ ก็ เปรียบได้กับ คนล้างส้วม หรือหมาเฝ้าบ้าน  หรือปู่โสมเฝ้าทรัพย์  ของคนที่ตายไปแล้วเท่านั้น   ถ้าจะเอาสมบัติคนตายไปขายหรือให้เช่า ก็จะมีความผิดฐานลักทรัพย์

พระพุทธศาสนา: เสาหลักแห่งศรัทธาร่วม:

พุทธศาสนาในไทยและกัมพูชายึดหลัก พรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) และ อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) เช่นเดียวกัน วัดหลายแห่งตามแนวชายแดนเคยเป็นที่รองรับพักพิงผู้ลี้ภัย เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนพระภิกษุ และเป็นเวทีสวดมนต์ข้ามพรมแดน ในวันนี้ ศรัทธาเหล่านี้ยังคงพร้อมที่จะเป็น “ทูตธรรมะ” แห่งสันติภาพ

ราชวงศ์จักรี–ราชวงศ์ตระซ็อกประแอม: ความผูกพันในราชสำนัก

เมื่อการเมืองเขมรปั่นป่วนวิกฤติในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กษัตริย์เขมรหลายพระองค์ เช่น สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณ (นักองค์เอง) และสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดีฯ (นักองค์ด้วง) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี ได้เสด็จฯ ลี้ภัยมายังกรุงเทพฯ และทรงได้รับการอุปถัมภ์ดูแลอย่างดีจากกษัตริย์ราชวงศ์จักรี สมัยรัชกาลที่ 1 และ 3 ก่อนจะกลับไปขึ้นครองราชย์ที่กรุงกัมพูชา ความสัมพันธ์นี้สะท้อนว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นแค่เมืองหลวง แต่ยังเคยเป็น “วังหลังที่สอง” ของราชวงศ์เขมร นี่คือพลังแห่งมิตรภาพที่ถักทอเป็นสายเลือดทางประวัติศาสตร์

แรงงานเขมรในประเทศไทย: ทำงานที่คนไทยไม่ชอบทำ 

มีคนกัมพูชาเข้ามาทำงานในประเทศไทยกว่าหนึ่งล้านคน   นำเงินส่งกลับไปให้ครอบครัวเป็นจำนวนมาก    ชาวเขมรเหล่านี้ได้เป็นกำลังทำงานหนักที่คนไทยทั่วไปไม่ชอบทำ  ที่ ปราจีนบุรี  สมุทรสาคร  บุรีรัมย์ และกรุงเทพฯ   เช่น งานก่อสร้าง  งานในโรงงาน   งานทำความสะอาด     หากแรงงานเขมรเหล่านี้เดินทางกลับประเทศตามคำเรียกร้องของผู้นำ    ผู้ประกอบการไทยก็จำเป็นต้องหาคนงานทดแทนจาก ลาว พม่า หรือบังคลาเทศ

นักศึกษาเขมรในไทย: ทูตทางปัญญารุ่นใหม่

ในปัจจุบัน เยาวชนกัมพูชาจำนวนมากเข้ามาศึกษาในสถาบันการศึกษาไทย พวกเขาคือสะพานแห่งความเข้าใจสมัยใหม่ และจะเป็นผู้ที่กลับไปสร้างสังคมเขมรที่เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกับไทยด้วยวิถีแห่งสันติและความเคารพ

ตลาดชายแดน: มิตรภาพปลากระป๋อง

ตลาดชายแดน  โรงเกลือ  ช่องจอม ช่องสายตะกู ปอยเปต ถึงบ้านผักกาด คือ “สถานทูตของประชาชน”   บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ปลากระป๋อง เบียร์ และบุหรี่ไทย คือสัญลักษณ์แห่งน้ำใจจากฝั่งไทยสู่ชาวกัมพูชา   ความสัมพันธ์นี้เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่านโยบายทางการทูตใดๆ

พระราชินีไทยทรงช่วยผู้ลี้ภัยเขมร

ในยุค “ฆ่าล้างโคตร” และ “ทุ่งสังหาร” ของเขมรแดง ช่วงพ.ศ. 2522 ถึง 2528         ค่ายผู้ลี้ภัย “เขาอีด่าง ที่สระแก้วและ เขาล้าน ที่จังหวัดตราด ”  กลายเป็นหลุมหลบภัยของชาวกัมพูชากว่าหนึ่งแสนคน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ของประเทศไทย      เสด็จฯ ไปทรงช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเขมรด้วยพระองค์เอง พระราชทานความช่วยเหลือด้านอาหาร ยา และการรักษาพยาบาล

ลูกเสือ อาเซียน และละครโทรทัศน์ไทย

จากเวทีลูกเสือโลกที่เด็กไทยและเขมรร้องเพลงเดียวกัน กลุ่มประเทศสมาชิกวัฒนธรรมอาเซียน ไปจนถึงละครโทรทัศน์ไทย “บุพเพสันนิวาส” ที่โด่งดังในกัมพูชา สิ่งเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับกัมพูชาได้อย่างดียิ่ง

ฮุน มาเน็ต–แพทองธาร : มิตรภาพส่วนตัว

สายสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัว  ตระกูลฮุนกับตระกูลชินวัตร เป็นประตูสู่มิตรภาพรุ่นใหม่   ซึ่งหากใช้อย่างระมัดระวัง สามารถกลายเป็น “การทูตแบบไม่เป็นทางการ” ที่ลดแรงเสียดทานระหว่างรัฐต่อรัฐได้ แต่หากใช้อย่างผิดจังหวะ ไม่ถูกวิธีก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่เพิ่มแรงปะทะได้

ข่าวลือ: ระเบิดที่ไร้เสียง

กรณีเผาสถานทูตไทยในปี พ.ศ. 2546 เกิดจากข่าวปลอมที่ไม่จริงเรื่องดาราไทยอ้างว่านครวัดเป็นของไทย   ส่วนข่าวลือที่ไม่จริงเรื่อง การขับแรงงานเขมรกลับประเทศ  การห้ามส่งน้ำมันผ่านแดน  และการปิดด่านพรมแดนไทยเขมร ล้วนสร้างความวุ่นวายไปทั่วประเทศกัมพูชา

กรณีสามปราสาท: ความร้าวฉานที่ไม่รู้จบ

ข้อพิพาทเรื่องปราสาทอาจจบลงในศาลโลก  โดยฝ่ายไทยอาจพ่ายแพ้ต้องยกสามปราสาทให้เขมร     แต่เหตุดังกล่าวจะทำให้ไทยกับเขมรโกรธกันต่อไปอีกเป็นร้อยปี  เหมือนกรณีเขาพระวิหารที่คนไทยไม่ลืมเลือน

อาวุธแปลกๆ ของไทยและเขมร เช่น  การเรียกแรงงานเขมรกลับบ้าน  การห้ามผักผลไม้ไทยผ่านแดน  การห้ามคนไทยไปเล่นการพนัน  การปิดพรมแดน  การหยุดขาย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง  เบียร์  และน้ำมันดีเซล อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายล้างได้มากกว่า ระเบิดนาปาล์ม

ขอให้ช่วยกันคิดว่า “ไทยกับเขมรจะสานสายสัมพันธ์พันปี แล้วอยู่ร่วมกันด้วยหัวใจ ไม่ใช้อาวุธ ได้อย่างไร?”

โดย สุริยพงศ์

คุณแหน : 7 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 7 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 7 สิงหาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในความห่วงใยต่อกำลังพลและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ กองทัพบก ร่วมกับส่วนราชการเร่งดำเนินการสำรวจความเสียหาย และดำเนินการฟื้นฟูโดยเร่งด่วน โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 26 และภาคประชาชนได้ร่วมดำเนินการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้แก่ครอบครัวของ ส.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 (ปตอ.2 พัน.2) ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ปะทะ ณ ฐานตาฮอง 2 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ.. คนไทยได้เห็นข่าวพระราชทานบ้านน็อคดาวน์ให้แก่บิดามารดาของทหารกล้าผู้เสียสละอย่างรวดเร็ว ทันใจ ล้วนน้ำตาซึม ร่วมดีใจด้วย ..
  • เนื่องในโอกาสคล้ายวันเกิด 91 ปี ท่านผู้หญิง ม.ร.ว.บุษบา กิติยากร  พระขนิษฐา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ลูกหลานโดย ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์-  ศ.ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย กราบอวยพรและร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ถวายจังหันพระสงฆ์และปล่อยปลาช่อนปลาสวาย 400 กก. ณ วังถนนพระอาทิตย์..
  • ศิลปินแห่งชาติ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต  นายช่างเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ศิษย์เก่าวชิราวุธวิทยาลัย จัดแสดงนิทรรศการพิเศษผลงานจิตรกรรม “ภาพจริง” ในคอลเลคชั่นของวชิราวุธวิทยาลัยซึ่งหลายชิ้นไม่เคยถูกนำมาจัดแสดงที่ใดมาก่อนและไม่เคยมีใครพบเห็นชิ้นงานจริง 17-31 ส.ค.09.00-16.00 น. ห้องนิทรรศการ อาคารเวสสุกรรมสถิต วชิราวุธวิทยาลัย รอบนำชมนิทรรศการ 10.00-11.00 น.และ 14.00-15.00 น. ยกเว้น 20,27,30 ส.ค. ลงทะเบียนเข้าชมล่วงหน้า สอบถาม 02-6694526-9 ต่อ395 ..
  • สวด สำเริง ไตรอุโฆษ  บิดา เสาวคนธ์-เสกสรรค์-สุนันทา-สาธิต ไตรอุโฆษ ศาลาหม่อมจันทร์ (12) วัดธาตุทอง 5-9 ส.ค.18.30 น… ฌาปนกิจ 10 ส.ค.14.00 น…
  • บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนทหารผู้เสียสละเพื่อชาติ โดยยินดีรับบุตร คู่สมรส หรือบุคคลในครอบครัวของทหารที่เสียสละชีวิต เข้าทำงานกับบริษัทฯ  เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวผู้กล้าหาญที่ได้ปฎิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ..
  • ธ.ก.ส. ช่วยเหลือครอบครัวทหาร และ ตำรวจตระเวนชายแดน วีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศไทย – กัมพูชา ที่บิดา – มารดา หรือคู่สมรสเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. โดยยกหนี้ในส่วนของต้นเงินกู้ทุกสัญญา และยกหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยทั้งจำนวน ภายใต้สัญญาที่ใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. เพื่อให้ความช่วยเหลือและสงเคราะห์ลูกหนี้ ลดภาระให้สามารถดำรงชีพต่อไปได้อย่างมั่นคง..
  • เพื่อยกย่องผู้เสียสละและเป็นกำลังใจให้ทหารและประชาชนผู้สูญเสีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบทุนการศึกษาฟรีที่จุฬาฯ จนกระทั่งเรียนจบ แก่บุตรและคู่สมรสของทหาร ตำรวจตะเวนชายแดน ประชาชน ผู้เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา..
  • สุกัญญา ประจวบเหมาะ พาคณะสภาสตรีแห่งชาติฯ นำสิ่งของไปแจกชาวบ้านที่ชายแดนบุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ..พอได้ข่าวว่าเขมรจะเริ่มยิงอีกเลยรีบกลับมาตั้งหลักพักที่เขาใหญ่ก่อน..
  • ทุกครั้งที่มีเวทีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เต็มดวง จาตุรจินดา จะจองร้านอาหารพงหลีเพื่อให้เพื่อนๆไปฟังปราศัยทานอาหารแสนอร่อยจากทางร้านเป็นประจำ..

น้อง

‘แม็คกรุ๊ป’ มอบเสื้อผ้า ‘แม็คยีนส์’ มูลค่า 1 ล้าน ร่วมส่งกำลังใจให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

'แม็คกรุ๊ป' มอบเสื้อผ้า 'แม็คยีนส์' มูลค่า 1 ล้าน ร่วมส่งกำลังใจให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

‘แม็คกรุ๊ป’ มอบเสื้อผ้า ‘แม็คยีนส์’ มูลค่า 1 ล้าน ร่วมส่งกำลังใจให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.14 น.

บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ  MC องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ “แม็คยีนส์” นำโดย นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร มอบผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่จำเป็นแบรนด์ “แม็คยีนส์” ร่วมส่งกำลังใจให้กับทหารในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มูลค่า 1,000,000 บาท ณ แม็ค สตูดิโอ บมจ.แม็คกรุ๊ป สำนักงานใหญ่

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดอาคาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ณ อาคาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลต่อปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยจะต้องสร้างขีดความสามารถในการพัฒนายา เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโรค รวมถึงวิกฤตการขาดแคลนยา โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทุกคน มีโอกาสเข้าถึงยารักษาที่มีประสิทธิภาพ ในราคาที่เหมาะสม จึงทรงริเริ่มและวางรากฐานการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุที่ได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญขั้นสูงภายใต้ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (Center for Biologics Research and Development: CBRD) ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบการดำเนินงานที่สามารถรองรับกระบวนการพัฒนายาชีววัตถุได้อย่างครบวงจร

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 15.52 น. องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมีคณะผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จ

โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ รองศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณา เตชะสกุล รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายกิจกรรมในพระองค์ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.คุณหญิงมธุรส รุจิรวัฒน์ รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายวิจัยและวิชาการ กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การดำเนินงานจัดสร้างอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกราบทูลรายงานความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และการขึ้นทะเบียนยาของสถาบันฯ

ต่อมา พระราชทานพระวโรกาสให้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าเฝ้าถวายใบทะเบียนยาของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จากนั้น เสด็จไปทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายชื่อ “อาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์” แล้วเสด็จไปทอดพระเนตรวีดิทัศน์ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งจัดแสดงขึ้นเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแรงบันดาลพระทัยและพลังแห่งความมุ่งมั่นในพระปณิธานฯ สู่การวางรากฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางยาให้แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ณ บริเวณชั้น 1 ภายในอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบัยวิจัยจุฬาภรณ์ จัดสร้างขึ้นโดยมีพันธกิจในการวิจัย พัฒนาและผลิตยาชีววัตถุได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับห้องปฎิบัติการจนถึงระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับการสร้างศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาชีววัตถุที่จำเป็น ตั้งแต่กระบวนการผลิตจากต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมทั้งการพัฒนาที่สามารถนำไปสู่ระดับการใช้ได้จริง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร ทั้งนักวิทยาศาสตร์ เภสัชกรและวิศวกรในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตยาชีววัตถุของประเทศไทยอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำและอุตสาหกรรมยาชีววัตถุทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ แห่งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่รวม 6-0-9.86 ไร่ ณ บริเวณสี่แยกหลักสี่ กรุงเทพฯ เป็นอาคารสูง 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 7,245 ตารางเมตร ภายในประกอบด้วย สำนักงาน ห้องปฏิบัติการผลิตชีววัตถุ ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณ ภาพ ห้องเก็บวัสดุที่มีมาตรฐานความสะอาดและปลอดภัยสูง เพื่อรองรับการผลิตตัวยาสำคัญของยาชีววัตถุ อีกทั้ง อาคารยังถูกออกแบบให้สา มารถรองรับการขยายสู่กระบวนการบรรจุในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้พลังงานสะอาดจากแสงอา ทิตย์เป็นแหล่งพลังงานบางส่วนภายในอาคาร ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุแห่งนี้ได้ผ่านการตรวจรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอา หารและยา (อย.) ให้เป็นสถานที่ผลิตยาแผนปัจจุบันตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตยาให้ทัดเทียมสากล และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน

ทั้งนี้ ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และแรงบันดาลพระทัยที่ทรงยึดมั่นตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิ พลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งนับตั้งแต่การก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จึงทรงอุทิศพระองค์เพื่อศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษาวิจัยจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและพืชสมุนไพรไทย ยาเคมี ต่อยอดสู่การพัฒนายาชีววัตถุ ถือเป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคร้ายแรงและโรคอุบัติใหม่ในปัจจุ บันและอนาคต พร้อมกับทรงวางรากฐาน “ระบบนิเวศแห่งการพัฒนายาชีววัตถุ” อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการวิจัยพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุ ศูนย์สัตว์ทดลอง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเบื้องต้น สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เพื่อผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยา  โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อการศึกษาทางคลินิก ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายนักวิจัยจากนานาประเทศ อันนำมาสู่การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานวิจัย พัฒนา และผลิตยาชีววัตถุแบบครบวงจร จนประสบความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึง Monoclonol Antibody trastuzumab ซึ่งใช้รักษามะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเต้านม ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อพระราชทาน “HERDARA”  ในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นยา Monoclonol Antibody ตัวแรกของประเทศไทย ที่วิจัยและพัฒนาโดยนักวิจัยไทย เพื่อคนไทย ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี “เจ้าฟ้าผู้สร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศ” ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ประชาชนชาวไทยและถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านสาธารณสุขไทย พร้อมเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่เท่าเทียมอย่างมั่นคงและยั่งยืน