ROCTEC ต่อยอดวัสดุเหลือใช้ ผลิตเป็นสื่อการเรียนการสอน ตามแนวทาง Circular Economy

ROCTEC ต่อยอดวัสดุเหลือใช้ ผลิตเป็นสื่อการเรียนการสอน ตามแนวทาง Circular Economy

ROCTEC ต่อยอดวัสดุเหลือใช้ ผลิตเป็นสื่อการเรียนการสอน ตามแนวทาง Circular Economy

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.05 น.

ROCTEC  นำไวนิลเหลือใช้จากสื่อโฆษณา ผลิตเป็นสื่อการเรียนการสอน สื่อเตือนภัยทางไซเบอร์ สื่อรณรงค์แยกขยะเพื่อลดโลกร้อน และกระเป๋าสำหรับนักเรียน  เตรียมส่งมอบให้แก่โรงเรียน 4 แห่งในจังหวัดศรีสะเกษได้แก่ โรงเรียนบ้านทุ่งน้อย โรงเรียนบ้านโพนยาง โรงเรียนบ้านเห็นอ้ม และโรงเรียนบ้านหนองตาเขียงหนองดู   ในเดือนเมษายน 2569 ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การจัดการวัสดุใช้แล้วอย่างรับผิดชอบ และการขับเคลื่อนแนวทางการเติบโตที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาว

ROCTEC ในฐานะผู้ให้บริการที่เชื่อมโยงทั้งธุรกิจสื่อและเทคโนโลยี ตระหนักดีว่าความรับผิดชอบทางธุรกิจในวันนี้ไม่ได้วัดเพียงประสิทธิภาพของการสื่อสารหรือผลการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสมและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการดำเนินงาน โดยเฉพาะในธุรกิจสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย (Out-of-Home:OOH) ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่สาธารณะ การสื่อสารของแบรนด์ และการใช้วัสดุในหลายขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต ติดตั้ง ใช้งาน ไปจนถึงการจัดการวัสดุหลังจบแคมเปญ

การนำไวนิลที่ใช้งานแล้วกลับมาพิจารณาใหม่ ไม่ใช่ในฐานะวัสดุที่หมดหน้าที่และรอการกำจัด แต่ในฐานะทรัพยากรที่ยังมีศักยภาพในการสร้างคุณค่าใหม่ได้อีกครั้ง แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลัก Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยืดอายุวัสดุให้นานที่สุด ภายใต้แนวคิดนี้ วัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วไม่จำเป็นต้องกลายเป็นของเสียเสมอไป แต่สามารถนำมาต่อยอดหรือแปรรูปให้เกิดประโยชน์ใหม่ได้อีกครั้ง (upcycling) สำหรับ ROCTEC ไวนิลที่หมดบทบาทจากการเป็นสื่อโฆษณาจึงยังสามารถกลับมาสร้างคุณค่าในรูปแบบอื่นได้ แทนที่จะถูกทิ้งหรือกำจัดออกจากระบบ

ในทางปฏิบัติ แนวทางดังกล่าวได้ถูกต่อยอดไปสู่การสร้างประโยชน์ในระดับชุมชนและสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดย ROCTEC ได้นำวัสดุเหลือใช้จากสื่อโฆษณา (ไวนิล) มาผลิตเป็นทั้งสื่อการเรียนการสอน สื่อเตือนภัยทางไซเบอร์ สื่อรณรงค์แยกขยะเพื่อลดโลกร้อน และกระเป๋าสำหรับนักเรียน เพื่อส่งมอบให้แก่โรงเรียน 4 แห่งในจังหวัดศรีสะเกษ อันได้แก่ โรงเรียนบ้านทุ่งน้อย โรงเรียนบ้านโพนยาง โรงเรียนบ้านเห็นอ้ม และโรงเรียนบ้านหนองตาเขียงหนองดู  สร้างสรรค์ชิ้นงานมากกว่า 300 ชิ้น ครอบคลุมทั้งกระเป๋าสำหรับนักเรียน สื่อการเรียนการสอน สื่อเตือนภัยทางไซเบอร์ และสื่อรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยพร้อมส่งมอบให้แก่โรงเรียนในเดือนเมษายน 2569

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสะท้อนความเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ผ่านการยกระดับโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล การพัฒนาทักษะและเพิ่มศักยภาพของบุคลากรให้สามารถสร้างคุณค่าได้หลากหลายยิ่งขึ้น ตลอดจนการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและการนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาต่อยอดเพื่อใช้ประโยชน์ใหม่ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปริมาณของเสีย แต่ยังมีส่วนในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ท้ายที่สุด การนำไวนิลที่ใช้งานแล้วกลับมาสร้างคุณค่าใหม่เป็นกระเป๋า พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนใกล้เคียงมีส่วนร่วมในการผลิต อาจดูเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สะท้อนวิธีคิดสำคัญของภาคธุรกิจ นั่นคือการมองเห็นคุณค่าของทรัพยากรในทุกช่วงของการใช้งาน และความเชื่อว่าธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกได้

ที่สำคัญ ROCTEC ไม่ได้มองการดำเนินงานลักษณะนี้เป็นเพียงกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นครั้งๆ แต่ตั้งเป้าให้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สามารถดำเนินต่อเนื่องในทุกปี โดยมีแผนขยายการส่งมอบไปยังโรงเรียนในต่างจังหวัดอื่นๆ ต่อไป สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของบริษัทในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นคุณค่าที่ส่งต่อได้จริง ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม การศึกษา และสังคมในวงกว้าง

อีกทั้ง ROCTEC ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของธุรกิจดังกล่าวภายใต้กรอบ ESG อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด ควบคู่กับการใช้สื่ออย่างรับผิดชอบเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม ขณะเดียวกัน บริษัทก็มีสื่อดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและลดการใช้ทรัพยากรในบางส่วนเมื่อเทียบกับสื่อรูปแบบดั้งเดิม

ฮาตาริคืนชีวิตให้พัดลมเก่าผ่านโปรเจกต์รีไซเคิลครบวงจร ‘Hatari Fan It Forward’ นำ Fan เก่า แลก Fan ใหม่

ฮาตาริคืนชีวิตให้พัดลมเก่าผ่านโปรเจกต์รีไซเคิลครบวงจร  ‘Hatari Fan It Forward’ นำ Fan เก่า แลก Fan ใหม่

ฮาตาริคืนชีวิตให้พัดลมเก่าผ่านโปรเจกต์รีไซเคิลครบวงจร ‘Hatari Fan It Forward’ นำ Fan เก่า แลก Fan ใหม่

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.03 น.

ฮาตาริ ผู้นำอุตสาหกรรมพัดลมของประเทศไทย จัดกิจกรรมภายใต้แคมเปญ “Fan It Forward” ชวนลูกค้านำพัดลมเก่าแบรนด์ใดก็ได้ (รับเฉพาะพัดลมที่ไม่มีแบตเตอรี่) มาแลกรับเวาเชอร์ส่วนลด 200 บาท ในการซื้อพัดลมใหม่ผ่านเว็บไซต์ http://www.hatari.co.th โดยฮาตาริจะนำพัดลมเก่าที่ได้รับ ไปแยกชิ้นส่วน เพื่อนำไปเข้ากระบวนรีไซเคิลครบวงจรของแบรนด์  พร้อมจัดงาน Hatari Fan It Forward ฉลองวันรีไซเคิลโลก ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โซน Central Court เพื่อสร้างการตระหนักรู้ต่อการกำจัดขยะอย่างถูกวิธีผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์

เพื่อรับมือกับปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาและไมโครพลาสติกจากการฝังกลบขยะ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปีหากไม่มีการจัดการขยะที่ดี ฮาตาริในฐานะผู้ผลิตพัดลมที่มีความเชี่ยวชาญและความรู้เชิงลึกด้านวัสดุ โดยเฉพาะพลาสติกและชิ้นส่วนของพัดลม จึงต้องการให้การจัดการผลิตภัณฑ์หลังการใช้งานเกิดขึ้นอย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงริเริ่มแนวคิดการรีไซเคิลพัดลมแบบครบวงจร เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนพลาสติกและวัสดุต่างๆ จากพัดลมจะถูกนำกลับมารีไซเคิล หรือกำจัดอย่างเหมาะสมตามกระบวนการที่ถูกต้อง จากการประเมินเชิงสิ่งแวดล้อม การนำวัสดุจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เฉลี่ยประมาณ 4–5 กิโลกรัม CO₂e ต่อกิโลกรัมของวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการพัดลมอย่างถูกต้องสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ภายในงาน Hatari Fan It Forward ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ทำความรู้จักการรีไซเคิลขยะอิเลกทรอนิกส์ที่ถูกต้อง เพื่อช่วยต่อวงจรชีวิตของพัดลมเก่าที่ใช้งานไม่ได้แล้วให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบใหม่ นอกจากนี้ โครงสร้างในงานยังทำจากวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้เท่านั้น อาทิ กระดาษ ไม้ และพลาสติกรีไซเคิล โดยเมื่อจบงานในวันนี้ แบรนด์จะนำโครงสร้างไปใช้ประโยชน์ในงานต่อไปอีกด้วย ในงานนี้ยังมี เน-ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจโลกและสิ่งแวดล้อม ได้ชวน ปลั๊กกี้-ธรากร คำสิงห์ เพื่อนสมาชิกจากวง PERSES มาร่วมกิจกรรมด้วย

ภายในงานถูกออกแบบเป็น พื้นที่ประสบการณ์ 4 โซน ที่ทำให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องใกล้ตัวมากยิ่งขึ้นได้แก่ 1. Green Garden Art Installation: พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์จากการรีไซเคิลพัดลมและชิ้นส่วนจากพัดลมเก่า นำมาออกแบบใหม่ให้กลายเป็นงานศิลปะอินสตอลเลชันในรูปแบบของสวนดอกไม้ขนาดย่อม ร่วมกับองค์ประกอบธรรมชาติ กลายเป็นมุมถ่ายภาพและพื้นที่พักสายตา ที่สะท้อนให้เห็นว่าพลาสติกที่ใช้แล้วก็สามารถถูกตีความใหม่และกลับมามีคุณค่าในรูปแบบของงานสร้างสรรค์ได้ 2. โซน ‘Fan It Forward’: พื้นที่ที่เปิดให้ผู้ร่วมงานนำพัดลมเก่ายี่ห้อใดก็ได้ (รับเฉพาะพัดลมที่ไม่มีแบตเตอรี่) เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลครบวงจรของฮาตาริ พร้อมแลกรับเวาเชอร์มูลค่า 200 บาท สำหรับซื้อผลิตภัณฑ์ทางเว็บไซต์ www.hatari.co.th  ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569  

3. โซนให้ความรู้ Recycle Journey: ถ่ายทอดขั้นตอนการรีไซเคิลพลาสติกจากพัดลมเก่า ตั้งแต่การคัดแยกชิ้นส่วน ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปเป็นวัสดุใหม่ ภายในพื้นที่มีการจัดแสดงโครงสร้างและส่วนประกอบของพัดลมให้ผู้เข้าชมได้เห็นอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดโอกาสให้ทดลองบดเม็ดพลาสติกด้วยตนเอง เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง 4. DIY พวงกุญแจพลาสติกรีไซเคิล Old Fan to New Charms: กิจกรรม DIY ปิดท้ายงานที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ทำพวงกุญแจที่ระลึกจากวัสดุรีไซเคิล โดยนำชิ้นส่วนพลาสติกจากพัดลมเก่าที่ผ่านการแปรรูปมาทำเป็นชาร์มหลากหลายสีและรูปทรง สำหรับตกแต่งพวงกุญแจในสไตล์ของตนเอง

ชัญญา พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานขายและการตลาด บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด กล่าวว่า “ตลอด 35 ปีที่ฮาตาริเติบโตอยู่เคียงข้างสังคมไทยมา ฮาตาริเชื่อมั่นว่าธุรกิจที่ยั่งยืนจะต้องเติบโตไปพร้อมกับสังคม ดังนั้นเราจึงริเริ่มโครงการ ‘Fan It Forward’ ซึ่งเป็นโมเดลแบบเทรดอิน (Trade-In) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมกับแนวคิดเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าร่วมกับแบรนด์”

ทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการวิจัยและพัฒนา บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด กล่าวเสริมว่า “การรีไซเคิลจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อผู้คนเห็นกระบวนการและเข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร งาน Hatari Fan It Forward ในวันนี้จึงเป็นเพียงกิจกรรมนำร่องของโครงการเท่านั้น โดยมีแผนจะนำผลิตภัณฑ์จากการรีไซเคิลบางส่วนมาใช้เป็นสื่อจัดแสดงบนชั้นสินค้า เพื่อลดการผลิตวัสดุใหม่ และบางส่วนจะนำไปใช้เป็นของที่ระลึกพิเศษ เพื่อส่งต่อคุณค่าของการรีไซเคิลและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ในระยะยาวฮาตาริยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้การเติบโตของแบรนด์เดินไปพร้อมกับการดูแลทรัพยากรของโลกต่อไป”

Hatari Fan It Forward ยังได้ร่วมมือกับโครงการ Recycle Day Thailand จัดจุดรับแลกพัดลมเก่า เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลครบวงจรจำนวน 7 จุด ได้แก่ เมกาบางนา, บล็อก 28, เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล เวสต์วิลล์, เซ็นทรัล ศรีราชา โดยผู้นำพัดลมมาแลกจะยังคงสามารถรับเวาเชอร์ส่วนลด 200 บาท ได้ด้วยตนเอง กิจกรรม Hatari Fan It Forward จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมฉลองครบรอบ 35 ปีของฮาตาริ แต่ยังเป็นอีกก้าวหนึ่งของการชวนผู้คนให้หันกลับมาตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการขยะ ที่สนุกสนาน สามารถต่อยอดเป็นของในชีวิตประจำวันผ่านการร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ด้วย

สยามพิวรรธน์ มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม จับมือธนาคารกสิกรไทย พัฒนาความยั่งยืน ส่งต่อโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

สยามพิวรรธน์ มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม จับมือธนาคารกสิกรไทย พัฒนาความยั่งยืน ส่งต่อโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

สยามพิวรรธน์ มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม จับมือธนาคารกสิกรไทย พัฒนาความยั่งยืน ส่งต่อโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.35 น.

สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีก เจ้าของและผู้บริหารโครงการที่มีชื่อเสียงระดับโลก อาทิ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลังพันธมิตร Ecosystem จับมือกับธนาคารกสิกรไทย (KBank) ในการพัฒนาความยั่งยืน (Sustainability Development) ด้วยโครงการ Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกและส่งต่อโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม และเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ มีนโยบายและแนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในทุกพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ ตั้งเป้าสู่การเป็นองค์กรต้นแบบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกรายแรก ที่พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น องค์กรฝังกลบขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ด้วยการบริหารการจัดการขยะที่ดีแบบ 360 องศา ด้วยการส่งเสริมการคัดแยกขยะอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

นางสาวนราทิพย์ รัตตประดิษฐ์ ประธานบริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า กิจกรรมตลอดปี 2568 ที่ผ่านมาสยามพิวรรธน์ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตรที่มีแนวคิดและเจตนารมณ์สอดคล้องกันในการพัฒนาความยั่งยืน มาร่วมกันดำเนินการต่อยอดโครงการ Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste ในหลากหลายโครงการ เช่น โครงการ Recycle Collection Center (RCC) , โครงการแยกขยะอันตราย, โครงการแยกขวดช่วยหมอ, โครงการรับขยะรีไซเคิลจากร้านค้าผู้เช่าภายในศูนย์การค้า และโครงการร้านนี้ไม่เทรวม ซึ่งความร่วมมือในทุกโครงการได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง

ไม่ว่ะเป็นโครงการ Recycle Collection Center (RCC) จุดรับวัสดุบรรจุภัณฑ์สะอาดที่ไม่ใช้แล้ว แบบไดรฟ์-ทรูแห่งแรกในประเทศไทย เป็นการรณรงค์ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะฝังกลบด้วยการนำขยะรีไซเคิล 8 ชนิดที่ทำความสะอาดและคัดแยกจากบ้านแล้วมาส่งต่อไปเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และอัพไซเคิล ด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจของสยามพิวรรธน์ โดยมีผลิตภัณฑ์ส่วนหนึ่งกลับมาวางจำหน่ายบนพื้นที่สำหรับสินค้ารักษ์โลก “อีโค่โทเปีย” (ECOTOPIA)

“ผลการดำเนินการของโครงการนี้เราสามารถส่งต่อขยะเพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงธันวาคมปี 2568 รวม 27,181 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 82,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่ากับการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้จำนวน 8,680 ต้น โดยผู้ที่นำวัสดุบรรจุภัณฑ์มาส่งที่ RCC จะได้รับ ONESIAM Coin และสำหรับลูกค้าที่ถือบัตรเครดิตกสิกรไทย ธนาคารฯ มอบคะแนน ONESIAM Coin เพิ่มเป็น 2 เท่า” นราทิพย์ กล่าว

นอกจากนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมาของการร่วมมือกันระหว่างสยามพิวรรธน์ และธนาคารกสิกรไทย ยังสามารถส่งมอบขยะอันตรายให้กับสำนักงานเขตปทุมวัน ในโครงการแยกขยะอันตรายกว่า 2,500 กิโลกรัม โครงการแยกขวดช่วยหมอ สามารถส่งมอบขวดพลาสติก PET จำนวนกว่า 740 กิโลกรัม ให้กับบริษัท เวสท์บายเดลิเวอรี่ จำกัด เพื่อทำชุด PPE แบบซักสะอาดใช้ซ้ำได้ 20 ครั้ง (ReusablePPE) ให้บุคลากรทางการแพทย์ โดยความร่วมมือจากบริษัท วงษ์พาณิชย์สุวรรณภูมิ และองค์กร Less Plastic ส่วนโครงการไม่เทรวม เรารณรงค์ให้ผู้เช่าร้านอาหารภายในสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ คัดแยกขยะเปียก คือ เศษอาหาร เศษผักและผลไม้ ออกจากขยะประเภทอื่นตั้งแต่ต้นทาง แบ่งเป็นจำนวนขยะเศษอาหารกว่า 441,900 กิโลกรัม จำนวนขยะผักผลไม้ 129,000 กิโลกรัม ช่วยลดการปนเปื้อนของขยะและช่วยลดปริมาณการนำขยะไปหลุมฝังกลบของศูนย์การค้า”

นายรวี อ่างทอง ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบูรณาการความยั่งยืนองค์การ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในปี 2569 ธนาคารกสิกรไทย ยังคงให้การสนับสนุนสยามพิวรรธน์อย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกันในการพัฒนาความยั่งยืนที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการผสานศักยภาพเชิงบวกของทั้งสององค์กรที่มีนโยบายและแนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนที่สอดคล้องกัน

“เราต้องการให้ความรู้ สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์เชิญชวนทุกคนร่วมคัดแยกขยะประเภทต่างๆ ก่อนทิ้ง การนำขยะรีไซเคิล 8 ชนิดที่สะอาดและคัดแยกแล้วมาส่งที่จุดให้บริการ Recycle Collection Center เพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และอัพไซเคิล ช่วยลดปริมาณขยะไปหลุมฝังกลบ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ ONESIAM Coin โดยธนาคารกสิกรไทยจะมอบคะแนน ONESIAM Coin x 2 ให้แก่ผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทยที่ร่วมโครงการตลอดปี 2569 อีกด้วย” รวี กล่าว

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังร่วมสนับสนุน “NEXTOPIA” พื้นที่ใหม่ของสยามพารากอน ซึ่งเป็นเมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ที่รวมพลังผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง ผู้นำอุตสาหกรรม นักนวัตกรรม และคนรักโลก มาร่วมสร้างสรรค์ชุมชนเมืองเพื่อโลกที่ดีกว่า โดยธนาคารได้ร่วมจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ ทั้งด้านการใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก การประหยัดพลังงาน และการรีไซเคิล พร้อมกันนี้ ยังได้ผลักดันโครงการ NEXTOPIA Zero Waste to Landfill ด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในถังขยะอัจฉริยะเพื่อคัดแยกขยะก่อนทิ้ง รวมถึงสนับสนุนการนำขยะไปรีไซเคิลและอัปไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อวางจำหน่ายที่ ECOTOPIA Shop ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจรักษ์โลกในกลุ่ม K SME ได้มาร่วมจำหน่ายสินค้าในพื้นที่นี้ด้วยเช่นกัน

สำหรับความร่วมมือโดยการผนึกกำลังระหว่างสยามพิวรรธน์ และธนาคารกสิกรไทย (KBank) ในการพัฒนาความยั่งยืน ภายใต้โครงการ Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste ถือเป็นอีกก้าวของการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้จริง เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่าและลดการสร้างขยะให้มากที่สุด โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรณรงค์ แต่คือการสร้าง ‘ต้นแบบ’ การจัดการขยะแบบครบวงจรที่ส่งเสริมพฤติกรรมรักษ์โลกของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้จากพลังความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรหลายภาคส่วน อาทิ กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตปทุมวัน กรมควบคุมมลพิษ รวมทั้ง ร้านค้าผู้เช่าภายในศูนย์การค้าของกลุ่มสยามพิวรรธน์ ที่ต่างสนับสนุนให้ความร่วมมือในโครงการเป็นอย่างดี

TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ สร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งใหม่แก้ปัญหาภัยแล้ง-วิกฤตฝุ่น PM 2.5

TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ สร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งใหม่แก้ปัญหาภัยแล้ง-วิกฤตฝุ่น PM 2.5

TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ สร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งใหม่แก้ปัญหาภัยแล้ง-วิกฤตฝุ่น PM 2.5

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.31 น.

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง ทั้งปัญหาภัยแล้งจากธรรมชาติ และวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ สนับสนุนการจัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) ตามพระราชดำริ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จ.นครสวรรค์ ซึ่งจะเป็นฐานการผลิตสำคัญในการปฏิบัติการทำฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่เกษตรกรและประชาชนชาวไทยอย่างยั่งยืน

นายประจักษ์ และ นางละออ ตั้งคารวคุณ ประธานและรองประธานผู้ก่อตั้งบริษัทฯ พร้อมด้วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้มอบเงินสมทบทุนการจัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวงแห่งใหม่นี้ ให้แก่มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวงฯ เป็นประธานในพิธี และมี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รับมอบ ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

โครงการพระราชดำริฝนหลวง เกิดจากพระราชดำริส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อ พ.ศ. 2498 ทำให้ทรงรับทราบถึงความทุกข์ยากของเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำ จึงทรงทุ่มเทศึกษา ค้นคว้า และวิจัย จนเกิดเป็นเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝนเทียม โดยเริ่มจากการทดลองจริงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512 ณ วนอุทยานเขาใหญ่ ด้วยทฤษฎีต้นกำเนิดจากการโปรยสารดูดซับความชื้น (เกลือทะเล) เพื่อก่อกวนเมฆ และใช้สารเย็นจัดอย่าง “น้ำแข็งแห้ง” (Dry Ice) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกลั่นตัวและรวมตัวเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งผลการทดลองในครั้งนั้นนับเป็นที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝนนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และได้กลายเป็นที่พึ่งสำคัญของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการโรงผลิตสารฝนหลวง จำนวน 8 แห่ง ไว้เป็นโครงการตามพระราชดำริ และพระราชทาน พระบรมราชานุญาตในการดำเนินการก่อสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง ซึ่งในปัจจุบันดำเนินการสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ โรงผลิตสารฝนหลวง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จ.เพชรบุรี จ.ตาก จ.พิษณุโลก จ.บุรีรัมย์ และ จ.ขอนแก่น สำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้จะดำเนินการจัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จ.นครสวรรค์ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน

สำหรับโรงผลิตสารฝนหลวงแห่งใหม่ที่จังหวัดนครสวรรค์นี้ จะทำหน้าที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญและฐานการผลิตหลักในกาปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่พื้นที่เกษตรกรรมในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง และยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำวิทยาศตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ภายใต้พระราชดำริอันทรงคุณค่าสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โรงน้ำแข็งแห้งของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงไม่เป็นเพียงแหล่งผลิตที่สำคัญ แต่คือความหวังในการยกระดับคุณภาพอากาศของประเทศไทยเพื่อนาคตที่ปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชน

TOA ในฐานะองค์กรธุรกิจที่เติบโตเคียงคู่สังคมไทย พร้อมเดินหน้าสนับสนุนโครงการในพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและความสุขของคนไทยให้มั่นคงและยั่งยืนสืบไป

วัฒนธรรมจีนฉายแสงความรุ่งเรือง ในงาน ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 – สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24’

วัฒนธรรมจีนฉายแสงความรุ่งเรือง ในงาน ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 - สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24’

วัฒนธรรมจีนฉายแสงความรุ่งเรือง ในงาน ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 – สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24’

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.18 น.

หลังจากงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติกรุงเทพฯ (Bangkok International Book Fair) ครั้งที่ 24 เปิดฉากจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานนี้ที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรม “นิทรรศการสัญจรหนังสือจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 10” (Thailand Station) ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักพิมพ์แมงมุม (Mangmoom) และบริษัท เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล บุ๊ค จำกัด (Xi Xiamen International Book Company Limited)

โดยปีนี้จัดขึ้นในธีม “อ่านประเทศจีน” (Reading China) เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการพัฒนาและวัฒนธรรมของจีนผ่านหนังสือ และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม (Cultural and Creative Products) ที่ถูกคัดสรรมาจัดแสดง กว่า 1,000 รายการ ซึ่งสามารถนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว และยิ่งใหญ่ พร้อมยังมีการเจรจาเข้าร่วมจับคู่ทางธุรกิจกับสำนักพิมพ์นานาประเทศ ผ่านพื้นที่จัดนิทรรศการสัญจร ฯ ครั้งนี้ อีกด้วย

ขณะเดียวกันไฮไลต์หลักของปีนี้ ยังถูกแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่  1. โซนหนังสือธีมหลัก (Theme Books) : จัดแสดงผลงานหนังสือ “ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศของ สีจิ้นผิง” (Xi Jinping: The Governance of China) ฉบับหลายภาษา เล่ม 1-5 ซึ่งถือเป็นคัมภีร์เล่มสำคัญของการเปิดหน้าต่างมุมมองให้ชาวอาเซียนเข้าใจถึงวิสัยทัศน์ และการพัฒนาของประเทศจีนในยุคใหม่ ให้ผู้ที่สนใจด้านการเมือง และการบริหารได้ศึกษาอย่างใกล้ชิด

2. โซนวัฒนธรรมจีน : เน้นหนังสือและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทย เช่น วรรณกรรมคลาสสิกโดยสังเขป,การศึกษาเรื่องเล่าพื้นบ้าน,หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า และ เทศกาลชีซี ฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับผู้อ่านผ่านภาษาที่เข้าใจ

3. โซนหนังสือร่วมไทยจีน : โชว์ผลงานหนังสือจีนที่แปลเป็นภาษาไทย เช่น บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน,  หมู่บ้านฝน 1-2, อยากเป็นหมอ, วิทยาศาสตร์เบาๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของการแลกเปลี่ยนด้านสิ่งพิมพ์ระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งแต่ละผลงานมีแฟนคลับชาวไทยให้การต้อนรับอย่างล้นหลาม และเพื่อเป็นการต้อนรับนิยายออกใหม่เรื่อง “หมู่บ้านฝน” ในจักรวาลบันทึกจอมโจรแห่งสุสาน จึงได้เนรมิตตกแต่งพื้นที่ภายในบูธนิทรรศการสัญจร ฯ ส่วนหนึ่งให้กลายเป็นฉากของนิยายออกใหม่เล่มนี้ เพื่อสร้าง Experience ให้กลุ่มแฟนคลับได้มาสัมผัสตัวละครจากหน้ากระดาษที่มีชีวิตอยู่ในหนังสือ และ ร่วมเช็คอิน ถ่ายภาพเก็บเป็นความทรงจำดีๆ กลับไป

ไม่เพียงแค่นี้ ภายหลังจากที่ได้มีการเปิดตัวนิยายออกใหม่เรื่อง “หมู่บ้านฝน” ในจักรวาลบันทึกจอมโจรแห่งสุสาน ไปเมื่อวันที่ 28-29 มีนาคม ที่ผ่านมา ในงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติกรุงเทพฯ ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากเหล่านักอ่านทุก Generation อย่างมากมายคับคั่ง

นอกจากนี้แล้วยังมีในส่วนของผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม ซึ่งปีนี้ได้มีการนำเสนอสินค้ากว่า 500 รายการ ที่ผสมผสานความงามแบบตะวันออกเข้ากับการใช้งานจริง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ลวดลายมงคลจากผ้าปักซ่งจิ่น ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านงานหัตถกรรมทำมือ ที่มีความโดดเด่นด้วยลายผ้าที่มีความหมายมงคล อันเป็นความภาคภูมิใจของจีน ที่ปัจจุบันหาชมได้ยาก

สิงโตลม (Wind Lion God): เทพเจ้าประจำเมืองเกาะเซี่ยเหมิน สัญลักษณ์แห่งความราบรื่น รุ่งเรือง และการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เสมือนมีลมดีช่วยพัดพาเรือสำเภาให้ไปได้ไกล จนกลายเป็นสินค้าฮิตที่ได้รับความนิยมอย่างมากในงานนี้

อีกทั้งยังมี ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ธีมปีมะเมีย เช่น ม้ารับทรัพย์ ซึ่งกำลังที่เป็นนิยมอย่างสูง และของพรีเมียมจาก IP จีนที่โด่งดังในประเทศไทย อาทิ บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน, เทพยุทธ์เซียน Glory, ราชันโลกพิศวง, สวรรค์ประทานพร, สิบวันอวสาน (ที่มีข่าวว่า “เซียวจ้าน” จะมารับบทนำ)

นับว่าเป็นงานนิทรรศการสัญจร ฯ ที่ทุกครั้งเมื่อได้แวะมาเลือกชม เลือกซื้อสินค้า จะพบทั้งสินค้าทางวัฒนธรรมของจีนผ่านหนังสือ และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม ที่เป็นทั้งงานศิลปะ และของสะสมระดับพรีเมียมไว้ในที่เดียว เพราะว่าการมาออกนิทรรศการสัญจร ฯ ในแต่ละครั้งจะไม่ใช่แค่การมาขายหนังสือ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ให้คนอ่านได้ “สัมผัสหนังสือและสัมผัสวัฒนธรรมจีน” ไปพร้อมๆ กันด้วย

อย่างไรก็ดี ในส่วนของความร่วมมือทางธุรกิจ นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย หลังจากได้เข้าเยี่ยมชมบูธ นิทรรศการสัญจร ฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กล่าวว่า ลิขสิทธิ์หนังสือจากประเทศจีน ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย รวมถึงการจัดนิทรรศการสัญจร ฯ ครั้งนี้ ก็มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการเป็นเวทีที่โดดเด่นต่อการส่งเสริมผลักดันให้เกิดการซื้อขายลิขสิทธิ์ระหว่าง 2 ประเทศนี้ ในฐานะที่ประเทศไทยและจีน มีสัมพันธ์ภาพกันมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี

ทั้งนี้ ภายในงาน ได้มีการเจรจาธุรกิจระหว่างสำนักพิมพ์ไทย-จีน ชั้นนำกว่า 10 แห่ง อาทิ สำนักพิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่น สำนักพิมพ์เอสเอ็มเอ็ม พลัส สำนักพิมพ์บุ๊กส์เมกเกอร์ สำนักพิมพ์แมงมุมบุ๊ก สำนักพิมพ์ห้องสมุด สำนักพิมพ์ชี้ดาบ สำนักพิมพ์ Stanger’s Book โดยทางผู้จัดงาน บริษัท เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล บุ๊ก จำกัด (XIBC) ซึ่งได้เชิญชวนหน่วยงานธุรกิจชาวไทย เดินทางไปร่วมงานเจรจาลิขสิทธิ์ ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองเซี่ยเหมิน ในเดือนพฤษภาคมนี้ด้วย

สำหรับ นิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้จัดจำหน่ายหนังสือและวารสารแห่งประเทศจีน คณะกรรมการบริหารเขตทดลองการค้าเสรีเซี่ยเหมิน ภายใต้การบริหารจัดการโดย บริษัท เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล บุ๊ก จำกัด ส่วนของนิทรรศการในประเทศไทย หลังจากจัดถึงวันที่ 30 มีนาคม เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเดินทางไปจัดแสดงต่อที่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

วัตสัน ขานรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ประกาศลดราคาสินค้าตราวัตสันแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้คนไทย

วัตสัน ขานรับโครงการ 'ไทยช่วยไทย' ประกาศลดราคาสินค้าตราวัตสันแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้คนไทย

วัตสัน ขานรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ประกาศลดราคาสินค้าตราวัตสันแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้คนไทย

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบสินค้าคุณภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้ ผ่านการเปิดตัวแคมเปญ #ถูกคงที่ดีคงเดิม พร้อมประกาศเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ อย่างเป็นทางการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ขนทัพผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ร่วมลดราคาพิเศษ เพื่อเคียงข้างคนไทยท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจผันผวนในทุกสาขาทั่วประเทศ

ภายใต้แคมเปญ #ถูกคงที่ดีคงเดิม วัตสันได้คัดสรรสินค้าคุณภาพยอดนิยมภายใต้ตราสินค้าวัตสัน (Watsons Brand) กว่า 800 รายการ ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่ม House Brand ที่ได้รับความไว้วางใจในเรื่องความปลอดภัยราคาที่จับต้องได้ และประสิทธิภาพ มาจัดรายการราคาพิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยจะสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยที่ดีได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคา ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สกินแคร์, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย และสินค้าเพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล

นวลพรรณ ชัยนาม กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ ในช่วงเวลาที่พี่น้องชาวไทยต้องเผชิญกับความท้าทายด้านค่าครองชีพ วัตสันยังคงมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นที่พึ่งพาได้เสมอ การเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในครั้งนี้ คืออีกหนึ่งความตั้งใจของเราในการยืนหยัดเคียงข้างลูกค้า เพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกชอปสินค้าได้อย่างสบายใจ พร้อมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในราคาที่คุ้มค่า ความร่วมมือนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของภาครัฐ ที่มุ่งผนึกกำลังกับภาคเอกชนและห้างค้าปลีกชั้นนำ เพื่อกระจายสินค้าราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาค”

สามารถเลือกซื้อสินค้าในแคมเปญ #ถูกคงที่ดีคงเดิม ที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ได้ตั้งแต่วันนี้จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง โดยสังเกตสัญลักษณ์โครงการได้ที่ร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศ และวัตสันออนไลน์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย หรือ Line Official @WatsonsTH, เว็บไซต์ Watsons.co.th หรือผ่านแอป WatsonsTH ดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store และ App Store

ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการ The Garden in Motion ผลงานศิลปะรักษ์โลก ผสานภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหว

ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการ The Garden in Motion ผลงานศิลปะรักษ์โลก ผสานภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหว

ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการ The Garden in Motion ผลงานศิลปะรักษ์โลก ผสานภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหว

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.20 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ PAÑPURI ชวนชมนิทรรศการศิลปะ “The Garden in Motion สวนแห่งการเคลื่อนไหว” ผลงานของ เปรม บัวชุม ศิลปินรุ่นใหม่ที่นำเสนอความงดงามของธรรมชาติ ผ่านมุมมองร่วมสมัย


นิทรรศการนี้ชวนสำรวจความเคลื่อนไหวของธรรมชาติ ผ่านเรื่องราวของดอกไม้และทิวทัศน์ที่ไม่มีจุดหยุดนิ่ง เหมือนผิวน้ำที่สั่นไหวตามแรงลม เหมือนแสงที่ไหลผ่านกลีบดอกไม้  เหมือนลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้าและดอกไม้ให้เอนลู่ไปตามจังหวะและเหมือนความทรงจำที่ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปไปโดยไม่รู้ตัว


ภายในนิทรรศการ ผู้ชมจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ผสานทั้งภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหวเข้าด้วยกัน ผ่านผลงานชุดใหม่ที่ถ่ายทอดบรรยากาศของสวนดอกไม้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา และดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเช่น ดอกมิโมซ่า, ดอกมะลิและดอกบัว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก PAÑPURI เป็นจุดตั้งต้นของการสร้างสรรค์ผลงาน และถูกนำเสนออย่างมีชีวิตชีวา เสมือนพาผู้ชมเดินทางผ่านความทรงจำ ความอ่อนโยน และความงดงามของธรรมชาติ ซึ่งทุกท่านจะได้ชื่นชมความงามและได้กลิ่นหอมของดอกไม้แต่ละชนิดไปพร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทุกประสาทสัมผัสให้ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน


เปรม บัวชุม ศิลปินรุ่นใหม่ที่มีลายเซ็นชัดเจนด้านการใช้ วัสดุเหลือใช้เป็นแกนหลักในการสร้างงาน โดยเฉพาะการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยการนำเศษผ้ามาดึงให้เป็นเส้นด้าย หลังจากนั้นจึงนำมาผ่านกระบวนการเย็บ ปัก ตัด และต่อ รวมถึงการวางโทนสีและรูปทรงจนเกิดเป็นผลงานศิลปะที่มีมิติทั้งเชิงภาพและความรู้สึก ซึ่งนอกจากความงามทางศิลปะ ผลงานของเปรมยังสะท้อนความตระหนักด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมว่า หากเราไม่ร่วมกันดูแลธรรมชาติ ความงดงามเหล่านี้อาจเลือนหายไปในอนาคต 


ขอเชิญร่วมชวนสำรวจธรรมชาติ ที่ซึ่งดอกไม้ กลิ่น แสง และการเคลื่อนไหวหลอมรวมกันเพื่อถ่ายทอดความงามและความทรงจำในรูปแบบที่ครบทุกสัมผัสได้ในนิทรรศการ The Garden in Motion ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายน 2569 ณ เจริญนคร ฮอลล์ ไอคอนสยาม

“VISION” นิทรรศการระดับโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัย เผยมุมมองที่หลากหลายผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

“VISION” นิทรรศการระดับโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัย เผยมุมมองที่หลากหลายผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

“VISION” นิทรรศการระดับโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัย เผยมุมมองที่หลากหลายผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.10 น.

Art Jewel พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะแห่งใหม่ล่าสุดของเอเชีย ณ ชั้น 5 สยามพารากอน ร่วมกับ Mighty One × All About Art Gallery ประเทศสิงคโปร์ สร้างปรากฏการณ์ศิลปะระดับโลก ด้วยการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “VISION” รวบรวมผลงานของ 15 ศิลปินร่วมสมัย จาก 10 ประเทศทั่วโลกไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรม มุมมอง และภาษาเชิงทัศนศิลป์ ผ่านผลงานหลากหลายรูปแบบ พร้อมเปิดบทสนทนาทางศิลปะอันไร้ขอบเขต ที่เชื้อเชิญให้ผู้รักงานศิลป์ร่วมสำรวจมุมมองของศิลปินจากต่างวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 2  – 28 เม.ย. 2569 

“VISION” คือนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ไม่เพียงนำเสนอผลงานศิลปะเปี่ยมคุณค่า ยังเปิดพื้นที่ให้ความแตกต่างได้เผยตัวตนร่วมกันอย่างมีความหมาย ด้วยการเปิดโอกาสให้ มุมมองหลากหลายได้ทับซ้อน เชื่อมโยง และต่อยอดกันและกัน ผ่านผลงานที่สะท้อนวิธีคิดและ วิธีมองโลกของศิลปินจากยุโรป เอเชีย และอเมริกาใต้ ซึ่งล้วนสะท้อนบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่าง ตั้งแต่งานนามธรรม ภาพบุคคล ศิลปะเมือง ไปจนถึงการสำรวจแนวคิดร่วมสมัยในรูปแบบที่หลากหลาย เผยให้เห็นพลังของวัฒนธรรมเมืองที่ถูกถ่ายทอดผ่านจังหวะและ โครงสร้างภาพที่เฉียบคม ร่วมกับผลงานที่สำรวจความทรงจำอัตลักษณ์ และภูมิทัศน์ทางอารมณ์ของมนุษย์ 

นิทรรศการครั้งนี้รวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ ดูโอศิลปินระดับ นานาชาติ พิชีอาโว (PichiAvo) จากประเทศสเปน ที่โดดเด่นในการหลอมรวมความงดงามของศิลปะคลาสสิก เข้ากับพลังของสตรีตอาร์ตได้อย่างลงตัว สร้างภาษาทางศิลปะที่เคลื่อนไหวระหว่างอดีตและปัจจุบัน อย่างทรงพลัง, ดาเรีย โคโลโซวา (Daria Kolosova) ศิลปินหญิงจากรัสเซีย ซึ่งนำเสนอ ผลงานจิตรกรรมบนพื้นผิวทองแดง ที่นำแรงบันดาลใจจากแสงเหนือมาถ่ายทอดเป็นความหรูหราในรูปแบบของ VIP Pop Art ผสานความงามเข้ากับความลุ่มลึกทางความหมายได้อย่างน่าสนใจ และ เด็มสกี (DEMSKY) ศิลปินสายกราฟฟิตี้จากสเปน ผู้บิดแปลงโครงสร้างกาล-อวกาศ ถ่ายทอดประสบการณ์การรับรู้ที่แตกต่างผ่าน โครงสร้างภาพเชิงทดลอง สู่ผลงานที่ท้าทายการรับรู้ของมนุษย์ ขณะที่ แวนซ์ ดีเอ็นเอ (Vance DNA) จากเซี่ยงไฮ้ สร้างเอกลักษณ์ผ่าน Transparent Style ที่รื้อสร้างภาพจำของวัฒนธรรมป๊อป ให้กลายเป็นมิติใหม่ทางสายตา ในขณะที่ เซลัม ลิม (ZELAM LIM) ศิลปินจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้มีลายเซ็นเป็นเอกลักษณ์ ในการสำรวจเส้นแบบระหว่าง ประเพณี และความร่วมสมัย ผ่านมุมมองงที่เปิดกว้าง 

Jahan Loh ศิลปินจากสิงคโปร์

นอกจากนี้ยังมีศิลปินที่น่าจับตามองอย่าง เจฮาน (Jahan) ตัวแทนวัฒนธรรมขบถจากสิงคโปร์ราฟาเอล สลิกส์ (Rafael Sliks) จากบราซิล ผู้เปลี่ยนอักษรเมืองสู่ภาษาทัศนศิลป์ระดับสูง, เซวา (XEVA)  ศิลปินเกาหลีใต้ ผู้ขยายขอบเขตของสเปรย์เพนต์สู่จักรวาลแห่งสีสัน ร่วมด้วยศิลปินนามธรรมร่วมสมัยชั้นครู อย่าง เควิน ดูยเยซ์ (Kevin Douillez) จากเบลเยียมโยมาร์ ออกุสโต (Yomar Augusto) ศิลปินบราซิล-อเมริกันผู้เชี่ยวชาญการออกแบบตัวอักษร, วินเซนต์ ลังการ์ด (Vincent Langaard)จากนอร์เวย์ผู้ถ่ายทอดโลก ไซเบอร์ ผ่านผืนผ้าใบ และ แกรี กาลยาโน (Gary Gagliano) ศิลปินจากสหรัฐอเมริกา ผู้ปลุกเร้าบรรยากาศ และอารมณ์อันยากจะนิยามผ่านรูปทรงและสีสันของศิลปะนามธรรมพร้อมกันนี้ยังนำเสนอผลงานของศิลปินไทย รุ่นใหม่ที่ก้าวสู่ระดับสากลอย่าง ธัชชัย ช่างเสนาะ (THUTCHAI CHANGSANOH) กับการตีความ สถาปัตยกรรม สู่รูปทรง นามธรรม, ไฟว์ (FIVE)  ศิลปินแนว Retro-Futuristic ที่ดึงเสน่ห์ของรถยนต์คลาสสิกมา สร้างสรรค์ใหม่ และ พงศธร ทิพาเสถียร (PONGSATORN TIPASATIEN) ศิลปินจาก Mighty One Agency ผู้ถ่ายทอดความละเอียดอ่อนของหัวใจมนุษย์ผ่านตัวละคร “ละมุน (Lamoon)”

ธัชชัย ช่างเสนาะ ศิลปินจากประเทศไทย

ศิลปิน FIVE จากประเทศไทย และ Gary Gagliano ศิลปินจากสหรัฐอเมริกา

เชิญก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งการมองเห็นที่ไร้ขอบเขต เปิดรับมุมมองที่หลากหลาย และค้นพบความหมายใหม่ของศิลปะ ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เห็น แต่อยู่ที่วิธีที่เราเลือกจะมอง ผ่านผลงานของ 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก ใน “VISION” นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย นานาชาติที่ชวนให้คุณมองลึกไปไกลกว่าสายตา เปิดให้เข้าชมวันนี้ – 28 เม.ย. 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SiamParagon

เปิดสอบคัดเลือก ‘ทุนจุฬาราชมนตรี’ หลักสูตร Caregiver Plus ปั้นนักบริบาลมุสลิมยุคใหม่

เปิดสอบคัดเลือก ‘ทุนจุฬาราชมนตรี’ หลักสูตร Caregiver Plus ปั้นนักบริบาลมุสลิมยุคใหม่

เปิดสอบคัดเลือก ‘ทุนจุฬาราชมนตรี’ หลักสูตร Caregiver Plus ปั้นนักบริบาลมุสลิมยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.03 น.

บริษัท เดอะ พาเร้นส์ เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมกับโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ จัดการสอบคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับ “ทุนจุฬาราชมนตรี” ในหลักสูตร Caregiver Plus (นักบริบาลสุขภาพอิสลามนานาชาติ) ประจำปี 2569 ท่ามกลางความสนใจจากผู้สมัครทั่วประเทศอย่างคึกคัก

การสอบจัดขึ้นพร้อมกัน 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ภาคกลาง ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และศูนย์ภาคใต้ ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา โดยมีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 83 คน และผ่านเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์ประมาณ 73 คน สะท้อนถึงความต้องการพัฒนาศักยภาพในสายงานบริบาลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในบรรยากาศที่สง่างาม โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิจากแวดวงการแพทย์ การศึกษา และศาสนาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมทั้งให้โอวาทและแนวคิดสำคัญแก่ผู้เข้าสอบ

นพ.วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร The Parents Wellness and Rehabilitation Center กล่าวว่า หลักสูตร Caregiver Plus ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับนักบริบาลไทยสู่มาตรฐานสากล โดยเน้นการบูรณาการ “วิชาชีพ – คุณธรรม – ศาสนา” อย่างสมดุล พร้อมชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของวิชาชีพนี้คือ “การให้เกียรติและรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ควบคู่กับการดูแลด้วยความรักและความเข้าใจ

ด้าน นายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี กล่าวเน้นย้ำว่า “การบริบาลไม่ใช่ภาระ แต่คือหน้าที่” พร้อมย้ำแนวคิดสำคัญว่า “กตัญญูนำทาง วิชาชีพตามมา” โดยมุสลิมควรเริ่มต้นจากการดูแลพ่อแม่และครอบครัว ก่อนต่อยอดสู่การดูแลสังคมในวงกว้าง

ขณะที่ ผศ.ดร.ศิริลักษณ์ จิตต์ระเบียบ ผู้อำนวยการโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ ระบุว่า หลักสูตรนี้มีเป้าหมายในการ “สร้างงาน สร้างคน สร้างอาชีพ” เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะรอบด้าน(ทุก มิติ) ทั้งด้านวิชาชีพ คุณธรรม และการพัฒนา ที่ยั่งยืน (SDG ‘s สู่ ESG)

หลักสูตร Caregiver Plus มีระยะเวลาเรียนรวม 420 ชั่วโมง แบ่งเป็นภาคทฤษฎีและปฏิบัติในห้องเรียน 200 ชั่วโมง และฝึกปฏิบัติงานจริง 220 ชั่วโมง ครอบคลุมทักษะการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร อาทิ การดูแลกิจวัตรประจำวัน การพยาบาลเบื้องต้น และการฟื้นฟูสุขภาพ ภายใต้การดูแลของผู้ทรงคุณวุฒิ

จุดเด่นสำคัญของหลักสูตรคือการเสริมทักษะ “ภาษาและวัฒนธรรมอาหรับ” เพิ่มเติมอีก 60–80 ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการต่อยอดสู่อาชีพในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในตลาดแรงงานตะวันออกกลาง

ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการ และสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) พร้อมโอกาสในการทดสอบมาตรฐานแรงงานเพื่อก้าวสู่ตลาดแรงงานระดับโลก (Worldwide)

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าสอบสะท้อนถึงแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง โดยหลายคนต้องการนำความรู้ไปดูแลบุพการีและครอบครัว ขณะเดียวกันก็เห็นโอกาสในการต่อยอดสู่อาชีพในอนาคต ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โครงการดังกล่าวนับเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคเอกชนและองค์กรศาสนา ในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพนักบริบาลในสังคมมุสลิมไทย ให้สามารถตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการให้บริการที่สอดคล้องกับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรม

ทั้งนี้ โครงการมีกำหนดประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 7 เมษายน 2569 ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กสำนักจุฬาราชมนตรี และเพจโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการอบรมในลำดับถัดไป

The Parents Wellness and Rehabilitation https://www.facebook.com/theparentswellnessandrevitalizing

เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัด ‘The River of Life’ กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัด ‘The River of Life’ กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัด ‘The River of Life’ กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.50 น.

กาญจนบุรีเตรียมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ กับงาน “The River of Life สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี” ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พิเศษ กิจกรรมแพท่องเที่ยวชมแม่น้ำแคว ฟรี! พร้อมจัดเต็มกิจกรรมประกวดทูตวัฒนธรรม ประกวดเครื่องแขวนไทย ไฮไลท์ชมม่านน้ำสุดอลังการ และการแสดงจากศิลปินชื่อดังมากมาย 16 – 18 เมษายน 2569 นี้ ณ ท่าเทียบแพบ้านลิ้นช้าง จังหวัดกาญจนบุรี

2 เมษายน 2569 จังหวัดกาญจนบุรี นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นางสาวพรพรรณ กลิ่นเกษร วัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี ดร.ปราโมทย์ อุ่นจิตสกุล นายกเทศมนตรีเมืองปากแพรก พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ดร.ธีรชัย ชุติมันต์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี นายภานุวัฒน์ ศิลแดนจันทร์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี และนายกสมาคมผู้ประกอบการชาวแพชาวเรือจังหวัดกาญจนบุรี นายนิพนธ์ พรเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขากาญจนบุรี และนางสาวจรรยารักษ์ สาธิตกิจ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “The River of Life สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี”

นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีกล่าวว่า จังหวัดกาญจนบุรีเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำมาอย่างยาวนาน โดยมีแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อย ไหลมาบรรจบกันที่บริเวณปากแพรก ก่อกำเนิดเป็นแม่น้ำแม่กลอง ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวไทย สายน้ำเหล่านี้ไม่เพียงหล่อเลี้ยงระบบนิเวศและการเกษตร แต่ยังเป็นหัวใจของวิถีชีวิตชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มชาวเรือแพ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งนี้ จุดเด่นหรือหมัดฮุคของกาญจนบุรี คือความหลากหลายที่ครบถ้วนในทุกมิติ ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวเดียวกันได้อย่างลงตัว โดยมีสายน้ำเป็นแกนหลักในการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ของจังหวัด ผ่านการจัดงานในครั้งนี้

ด้าน นางสาวพรพรรณ กลิ่นเกษร วัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า The River of Life สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี จะถูกถ่ายทอดผ่านกิจกรรมหลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมไฮไลท์ คือ การแสดงม่านน้ำ แสง สี เสียงที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม การประกวดทูตวัฒนธรรม เพื่อหาตัวแทนคนรุ่นใหม่มาทำหน้าที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และคุณค่าทางวัฒนธรรมของจังหวัดกาญจนบุรี

การประกวดเครื่องแขวนไทย เพื่อสืบสานงานหัตศิลป์ไทยที่สะท้อนความปราณีตและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมความบันเทิงจากทัพศิลปินชื่อดัง อาทิ อี๊ด โปงลาง ลูลู่ ลาล่า วง ROCK BROTHERS ฮาย อาภาพร และแขกรับเชิญพิเศษ เจ้าพ่อรำวงชาวบ้าน อ๊อด โฟเอส และน้องต้นข้าว ศิลปินลูกหลานชาวกาญจนบุรี ที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมสร้างสีสันตลอด 3 วันเต็ม

ขณะที่ ดร.ปราโมทย์ อุ่นจิตสกุล นายกเทศมนตรีเมืองปากแพรก เผยถึงแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ท่าเทียบแพบ้านลิ้นช้าง ว่า ทางเทศบาลมุ่งเน้นให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ของจังหวัด โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชุมชน มีการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตริมแม่น้ำ และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม ทั้งในด้านการจัดกิจกรรม การจำหน่ายสินค้า และการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ซึ่งภายในงานมีการจัดตลาดริมน้ำจำหน่ายอาหารพื้นถิ่นให้นักท่องเที่ยวลิ้มลอง ในระยะยาว พื้นที่แห่งนี้จะถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รองรับการจัดงานในอนาคต และเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง

เช่นเดียวกับ นายภานุวัฒน์ ศิลแดนจันทร์ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีและนายกสมาคมผู้ประกอบการชาวแพชาวเรือจังหวัดกาญจนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบุว่าได้ให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีมาตรการจัดการขยะและน้ำเสียในแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศ และรักษาคุณภาพของแม่น้ำซึ่งเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้ ได้จัดให้มีกิจกรรมล่องแพ ชมวิวแม่น้ำแคว พร้อมกิจกรรมนวดฝ่าเท้า โดยมีไกด์นำเที่ยวพิเศษ นิธิ สมุทรโคจร ดารานักแสดงและอินฟลูเอ็นเซอร์ด้านการท่องเที่ยว

ด้าน พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ได้วางแผนบริหารจัดการจราจรอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตลอดพื้นที่จัดงาน รวมถึงการบูรณาการร่วมกับอาสาสมัครและหน่วยงานท้องถิ่นในการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่คาดคิด ในส่วนของความปลอดภัยทางน้ำ มีการกำหนดมาตรฐานเรือและแพ การตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยชีวิต และการจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถท่องเที่ยวได้อย่างมั่นใจ

จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจ ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของกาญจนบุรี ผ่านมุมมอง “สายน้ำแห่งชีวิต” ระหว่างวันที่ 16–18 เมษายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ ท่าเทียบแพบ้านลิ้นช้าง ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม ได้ทาง Facbook Fanpage สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี https://www.facebook.com/profile.php?id=61577478084129