สภากาชาดไทย จับมือคณะภริยาทูต จัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 59 ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่การให้เพื่อมนุษยธรรม รายได้บำรุงสภากาชาดไทย

สภากาชาดไทย จับมือคณะภริยาทูต จัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 59  ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่การให้เพื่อมนุษยธรรม รายได้บำรุงสภากาชาดไทย

สภากาชาดไทย จับมือคณะภริยาทูต จัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 59 ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่การให้เพื่อมนุษยธรรม รายได้บำรุงสภากาชาดไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.43 น.

สภากาชาดไทย โดย Donation HUB ร่วมกับ คณะภริยาทูตประจำประเทศไทย จัดงานแถลงข่าว “งานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 59” ภายใต้แนวคิด “จากแรงบันดาลใจ…สู่การให้เพื่อมนุษยธรรม”  โดยมี ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วย มาดามทาลา ดิโอนิซี ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี ประจำประเทศไทย ประธานคณะกรรมการจัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2569, มาดามทราง ธิ ถู โฮ ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเวียดนาม ประจำประเทศไทย ประธานคณะกรรมการจัดทำสลากงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2569 และ จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย รวมถึงผู้สนับสนุนการจัดงาน ร่วมในงานเมื่อวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สน.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยมาดามทาลา ดิโอนิซี ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี, มาดามทราง ธิ ถู โฮ ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเวียดนาม ร่วมแถลงข่าวงานออกร้านคณะภริยาทูตครั้งที่ 59 มี จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผอ.สนง. จัดหารายได้ และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน

การจัดงานออกร้านคณะภริยาทูตเป็นกิจกรรมหารายได้ที่สภากาชาดไทย ร่วมกับคณะภริยาทูต จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 จนถึงปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมและสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างสภากาชาดไทยกับคณะทูตานุทูต ภริยาทูต สถานทูต และสถานกงสุลต่างๆประจำประเทศไทย พร้อมทั้งเป็นการระดมทุน เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย นำไปสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย ทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุข การบรรเทาทุกข์ การบริการโลหิต ตลอดจนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ประสบภัยพิบัติทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 ทั้งนี้สภากาชาดไทยยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการ สภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด และเยี่ยมชมงานออกร้านคณะภริยาทูตครั้งที่ 59 ในวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. ณ พารากอน ฮออล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สน.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย 

โดยในปีที่ผ่านมา การจัดงานออกร้านคณะภริยาทูต มีเงินรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 10,302,286 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวคณะกรรมการคณะภริยาทูตได้พิจารณาสนับสนุนโครงการต่างๆของสภากาชาดไทย ทั้งโครงการต่อเนื่องและโครงการใหม่ อาทิ โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยศูนย์ไฟไหม้น้ำร้อนลวก ศูนย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม โครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โครงการศัลยกรรมตกแต่งแก้ไขปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการอื่นๆ โครงการรถตัดแว่นสายตาเคลื่อนที่สภากาชาดไทยเพื่อเด็กนักเรียนชนบท โครงการหน่วยแพทย์จักษุศัลยกรรมในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากนี้คณะภริยาทูตยังมีการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของโครงการ อาทิ โครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย ของเด็กและเยาวชน รวมถึงเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล โครงการพัฒนาศักยภาพคนพิการจังหวัดชายแดนภาคใต้ และโครงการจัดทำคู่มือการใช้อักษรเบรลล์เพื่อผู้พิการทางสายตา

มาดามทาลา ดิโอนิซี ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี ประจำประเทศไทย ประธานคณะกรรมการจัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2569

สำหรับ งานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 59 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “THE ART OF GIVING ศิลปะแห่งการให้” ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และทางเว็บไซต์ http://www.iredcross.org โดยได้รับความร่วมมือจากสถานทูตกว่า 50 ประเทศ  ร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์พื้นเมือง อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า เครื่องประดับและของตกแต่งบ้าน สะท้อนเอกลักษณ์จากทั่วทุกมุมโลก อาทิ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากกุหลาบบัลแกเรีย เจลอาบน้ำและโลชั่นจากสเปน อาร์แกนออยล์บริสุทธิ์จากโมร็อกโก ผ้าแคชเมียร์ เครื่องหนังจากมองโกเลียเครื่องแก้วจากสาธารณรัฐเช็ก ตลอดจนสินค้าพื้นเมืองจากปากีสถาน เนปาล ศรีลังกา เม็กซิโก มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน และสินค้าจากร้านโครงการในพระราชดำริฯ เป็นต้น

มาดามทราง ธิ ถู โฮ ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเวียดนาม ประจำประเทศไทย ประธานคณะกรรมการจัดทำสลากงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2569 

สภากาชาดไทยจึงขอเชิญชวนประชาชนเที่ยวงานออกร้านคณะภริยาทูต และร่วมทำบุญผ่านการซื้อสลากงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2569 ราคาใบละ 50 บาท พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมาย โดยเปิดให้จำหน่ายล่วงหน้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ http://www.iredcross.org ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่1 มีนาคม 2569 รวมถึงเปิดจำหน่ายบัตรเข้างานในราคาพิเศษแบบ Early Bird ราคา 40 บาท (จากราคาปกติ 50 บาท) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รายได้จากการจัดงานเพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย และส่งต่อพลังแห่งการให้และความช่วยเหลือแก่เพื่อนมนุษย์อย่างยั่งยืน

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย,ศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หน.ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน รพ.จุฬาฯ ,รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ ผอ.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย และ วิทยา ฉลอง ผช.ผอ.สนง. กิจการเหล่ากาชาด สภากาชาดไทย ร่วมพูดคุยถึงภารกิจขององค์กรเพื่อคุณภาพชีวิต สุขภาพที่ดีของคนไทย

รศ​.นพ.รุ่งโรจน์ ทิพยศิริ พร้อมทีมงานชมรมเพื่อนพาร์กินสัน ร่วมออกร้านในงานนี้ด้วย

ALLWELL ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบอุปกรณ์ไอทีเสริมศักยภาพเยาวชนผ่านมูลนิธิพระดาบส

ALLWELL ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบอุปกรณ์ไอทีเสริมศักยภาพเยาวชนผ่านมูลนิธิพระดาบส

ALLWELL ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบอุปกรณ์ไอทีเสริมศักยภาพเยาวชนผ่านมูลนิธิพระดาบส

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.34 น.

บริษัท ออลล์เวล ไลฟ์ จำกัด ภายใต้แบรนด์ ALLWELL ตอกย้ำบทบาทขององค์กรที่เติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ด้วยการร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทย ผ่านการมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และของใช้ต่าง ๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 64 รายการ ให้แก่ มูลนิธิพระดาบส เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 

การสนับสนุนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับโรงเรียนพระดาบส เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมด้านการศึกษาและการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเสริมสร้างทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในยุคดิจิทัล อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการสร้างโอกาสทางอาชีพในอนาคต

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับค่านิยมองค์กรของ ALLWELL ที่มุ่งมั่นทำความดีเพื่อสังคม ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า โดยอุปกรณ์ที่นำมามอบประกอบด้วยทั้งอุปกรณ์ที่ยังสามารถใช้งานได้ และอุปกรณ์ที่ชำรุด ซึ่งจะถูกนำไปซ่อมแซมหรือใช้เป็นอะไหล่ เพื่อยืดอายุการใช้งาน ลดการสูญเปล่า และช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
 

ALLWELL เชื่อมั่นว่า โอกาสทางการศึกษา คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ การร่วมแบ่งปันในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือในระยะสั้น แต่เป็นการสะท้อนความตั้งใจขององค์กรในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน นอกจากการมุ่งมั่นยกระดับสุขภาพคนไทย และร่วมแบ่งเบาภาระของระบบสาธารณสุขแล้ว ALLWELL ยังพร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับการศึกษา พัฒนาเยาวชน และส่งเสริมสังคมที่เกื้อกูลกัน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีร่วมกัน โดยเดินหน้าดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ม.สยาม แสดงความยินดีกับ ‘ดร.พรชัย มงคลวนิช’ ในโอกาสได้รับให้ดำรงตำแหน่งประธานเครือข่าย SUN Thailand 2569–2570

ม.สยาม แสดงความยินดีกับ 'ดร.พรชัย มงคลวนิช' ในโอกาสได้รับให้ดำรงตำแหน่งประธานเครือข่าย SUN Thailand 2569–2570

ม.สยาม แสดงความยินดีกับ ‘ดร.พรชัย มงคลวนิช’ ในโอกาสได้รับให้ดำรงตำแหน่งประธานเครือข่าย SUN Thailand 2569–2570

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.42 น.

การเข้ารับตำแหน่งดังกล่าวมีขึ้นในงานการประชุมสมาชิกเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN) ภายใต้การประชุม 7th ASCN & 10th SUN Thailand Conference ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศาลาพระเกี้ยว และอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยสยามนับเป็น มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรก ที่ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งสำคัญดังกล่าว

ในการนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง รองอธิการบดี พร้อมด้วยทีมคณาจารย์ ได้ร่วมแสดงความยินดี และเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย

การดำรงตำแหน่งประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) ของมหาวิทยาลัยสยาม สะท้อนถึงแนวทางนโยบายด้านความยั่งยืนที่มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษาในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อันสอดคล้องกับนโยบายของประเทศและพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล

Siam University extends its sincere congratulations to Dr. Pornchai Mongkolvanich, President of Siam University,

On his appointment as President of the Sustainable University Network of Thailand (SUN Thailand) for the term 2026–2027, announced during the  7th ASCN & 10th SUN Thailand Conference held on 2–3 February 2026 at Chulalongkorn University.

This appointment marks Siam University as the first private university in Thailand to assume this leadership role, reflecting its strong commitment to advancing sustainability policies aligned with the SDGs and national and global environmental agendas.

#SiamUniversity #มหาวิทยาลัยสยาม #SUNThailand #Sustainability #SDGs #SustainableUniversity #GreenUniversity #EducationForSustainability #DEKSIAM69

-(016)

depa เปิดหลักสูตร ‘Digital CEO’ รุ่นที่ 9 สานต่อภารกิจสร้างผู้นำยุคใหม่ขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

depa เปิดหลักสูตร 'Digital CEO' รุ่นที่ 9 สานต่อภารกิจสร้างผู้นำยุคใหม่ขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

depa เปิดหลักสูตร ‘Digital CEO’ รุ่นที่ 9 สานต่อภารกิจสร้างผู้นำยุคใหม่ขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.39 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) โดย ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ depa ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล depa และผศ.(พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ที่ปรึกษาหลักสูตรฯ ร่วมเปิดการอบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) รุ่นที่ 9 อย่างเป็นทางการ สานต่อภารกิจการมุ่งพัฒนาผู้บริหารระดับสูง ให้มีศักยภาพด้านดิจิทัลและความพร้อมในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปสู่การปรับเปลี่ยนองค์กรในทุกมิติ เพื่อขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเอส 31 สุขุมวิท เมื่อเร็วๆนี้

โดย ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ depa บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Thailand Digital Competitiveness” ถ่ายทอดความสำคัญของผู้นำในการเร่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลก พร้อมสะท้อนการปรับตัวเชิงนโยบายและการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ อีกทั้ง ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล depa เสริมภาพการส่งเสริมพัฒนากำลังคนดิจิทัล ให้สอดรับกับความต้องการและทิศทางการพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ คณะผู้บริหาร Digital CEO9 ฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชน ในหัวข้อ“Digital Transformation Leadership using AI Technology” โดย คุณแซม ตันสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง The Capital T ต่อด้วย หัวข้อ “Frontier Transformation” โดย คุณวิไลพร ทวีลาภพันทอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

ทั้งนี้ หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) เป็นหลักสูตรที่ depa ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถด้านดิจิทัลแก่ผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐและเอกชน ผ่านการยกระดับทักษะและองค์ความรู้ด้านดิจิทัลให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันและทิศทางในอนาคต และสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือจัดทำนโยบายตลอดจนแผนงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยหลักสูตร Digital CEO ดำเนินการต่อเนื่องมา 8 รุ่น มีผู้บริหารระดับสูงภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมหลักสูตรฯ กว่า 700 ท่าน ซึ่งเหล่าผู้บริหารสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดและประยุกต์ใช้กับองค์กรหรือหน่วยงาน ทั้งยังเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศต่อไปซึ่งในปี 2569 

พร้อมกันนี้ หลักสูตร Digital CEO รุ่นที่9 มีผู้บริหารภาครัฐและเอกชน 79  ท่าน เข้าร่วมหลักสูตร  อาทิ  นางสาวกุลวรา โชติพันธุ์โสภณ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) นายเข็มชาติ  สังฆะคาม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่าย Innovation & System Development บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) นางสาวจรัสศรี พหลโยธิน รองประธาน บริษัท กสิกร ซอฟต์ จำกัด นางสาวจันทพร เจริญลาภนพรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสตรา คอมมิวนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด นางจิตติมา ใสบริสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลและพัฒนาสารสนเทศ การประปาส่วนภูมิภาค นายจิตสุเรศ อัตตะนันทน์ กรรมการ บริษัท เค. สโตน คอร์ปอเรชั่น จำกัด นางสาวจินห์จุฑา จงกลรอด ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เซ็นส์ อินโฟ เทค จำกัด นายเจตพันธุ์ ตรีบำเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟร์เอ็กซ์ซิท โคโอเปอร์เรชั่น จำกัด นายชญาณเดช ปรียวัฒธนากุลประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท อัลฟ่าเซค จำกัด นายชยพล กัลปพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ปิโก (ไทยเเลนด์) จำกัด (มหาชน) นายชัยจิตต์ เทหะสุวรรณรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปิโก (ไทยเเลนด์) จำกัด (มหาชน) ดร.ชานนท์ ชิงชยานุรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการจัดการ คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.ชาย รังสิยากูล ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเมืองเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายชินวัตร จินตวรกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายงานบริการ บริษัท โอ จี เอ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พญ.ชุติมา ดุลย์มณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอแคร์ เฮลท์ ฮับ จำกัด นายชุมศิริ ดิสถาพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย นายฐิรัฐ นาถ วิริยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ คลาสสิค แชร์ส จำกัด นางสาวดาริกา ฉัตรอรุณรุ่ง ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด นายเดชา ตั้งพิมลรัตน์ ผู้อำนวยการ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ดร.ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) ดร.ทวี รักสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท จันทวาปี จำกัด นาย ทวีศักดิ์ หินอ่อน ผู้อำนวยการโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์มดิจิทัล บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นางทิพวรรณ ไพศาลสุขวิทยา ผู้ช่วยผู้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างและบริการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ดร.ธนิตรา คฤหวาณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซิร์ฟ สยาม จำกัด นางสาวธิฐิมา พัฒนวลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่ม ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  นายธีรานนท์ ศิริกุลพิริยะผู้อำนวยการบริหาร และหัวหน้าฝ่ายออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ บริษัท โซลูชั่น อิมแพค จำกัด

นายนคร แนวพันธ์อัศว ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็นฟอร์ช ซีเคียว จำกัด (มหาชน) นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ดร.นริศรา รวมศิริวัฒนกุล ประธานกรรมการสถาบันกฎหมายสัญญาธรรมศักดิ์ เพื่อสังคม และการพัฒนา มูลนิธินิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  นางนวรัตน์ วงศ์ฐิติรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูเวนเจอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นายนัฐพงษ์ ทองสะโคม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ดาต้า บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) นายปณิธิ ศิริอุทัยกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.คอน เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด นางสาวประภัทรสรณ์ โม้สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายใน องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ นายประเสริฐ จารุศรีพัฒน์ หุ้นส่วน บริษัท ไพร้ซวอเตอ์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ภญ.ปาริชาติ แคล้วปลอดทุกข์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษองค์การเภสัชกรรม นางสาวปิยนุช กลั่นสอน ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมและตรวจติดตามกิจการพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พล.ท.พงษ์ศักดิ์ หมื่นกล้าหาญ รองเสนาธิการทหารบก กองบัญชาการกองทัพบก นายพิเชษฐ์ พิทักษ์วศิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท คลิกเน็กซ์ จำกัด นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวภิญญู กำเนิดหล่ม ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมสรรพากร นางมารีย์ โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็นที เอาท์ซอร์สซิ่ง เซอร์วิส จำกัด นพ.เมธี วงศ์เสนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี นายยุทธพร จิตตเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ล็อกซเล่ย์ อีโวลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด

นายรังสรรค์ ศรีภิรมย์ ผู้อำนวยการกลุ่ม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 8 อุดรธานี นางสาวรัชนิกร คำทิพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี โซลูชั่น คลาวด์ จำกัด นายรัฐปัญญา เขียววงศ์พระจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคนิค บริษัท ลาว เทเลคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) นางสาวรับพร พรหมวงศานนท์ กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) นางราตรีมณี ภาษีผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบริหารและพัฒนาศักยภาพ องค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายวงศ์วิวัฒน์ ศิริทัศนกุล ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายดิจิทัล เทค โซลูชั่น บริษัท ยิบอินซอย จำกัด นายวรพล วีระวงศ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหารโครงการ บริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชน) นายวันชนะ อุดมวงค์ยนต์รองประธานฝ่ายขาย บริษัท จีไอเอส จำกัด นายวิบูรณ์ อยู่ปัญญา ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาระบบ บริษัท รักษาความปลอดภัย กัทส์ อินเวสติเกชั่น จำกัด นางสาววิไลหงษ์ แซ่เจีย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร นายวิศาล จิรภาพงพันธ์ รองนายกเทศมนตรี เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา ดร.ศศมน มันทะเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นายศิรัส สมบัติศิริ หุ้นส่วนบริษัท เลคชอร์ แคปปิตอล พาร์ทเนอร์ส จำกัด นางสาวศิริพร โรจนสุกาญจน​รองอธิบดี กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นายศุภชัย วิเศษไพฑูรย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี แมตช์ จำกัด ดร.สักกเวท ยอแสงผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นายสัณห์ อุทยารัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกรซ เทคโนโลยี แอนด์ คอลซัลแตนท์ จำกัด นายสุดเขต ยงค์เจริญชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารลูกค้า  VMware by Broadcom นางสุดารัตน์ กิจสิพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย

นพ.สุทธิภาศ พงศ์มณี รองผู้อำนวยการศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.สุธีมนต์ อักเกอร์เวล ประธาน บริษัท โกลบอล เจท เอ็กซ์เพรส (ไทยเเลนด์) จำกัด นายสุพจน์ คำเหลือง รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นางสาวสุมิตรา นิ่มกรชัย ผู้อำนวยการ บริษัท ไอเมค อินโนเวชั่น จำกัด นายสุรเชษฐ์ บวรธีรอรรจน์ รองผู้อำนวยการฝ่าย Digital Infrastructure บริษัท สตรีม ไอ.ที. คอนซัลติ้ง จำกัด นายสุรชัย จบศรี ผู้อำนวยการฝ่าย บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด น.ต.หญิง พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช นพ.อดินันท์ กิตติรัตนไพบูลย์ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ นายอนันต์ เอกวงศ์วิริยะ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานวางแผนระบบเครือข่ายและบริการ บริษัท แอดวานซ์ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด นายอนุกูล เย็นใจ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) นายอภิรัฐ วิสิทธิวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) นางสาวอรณิชา ศรีชัยธำรง ที่ปรึกษากรรมการ บริษัท เหนือเมฆ โซลูชั่น จำกัด นางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร นางสาวอาศิรา กาวารีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิสดอม เซ็นเตอร์ จำกัด นายเอกจักร ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการ บริษัท โรงแรม เอส 31 สุขุมวิท จำกัด

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึกกำลัง TSB มอบวีลแชร์ หนุนคุณภาพชีวิตชุมชนวัดบางน้ำชน

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึกกำลัง TSB มอบวีลแชร์ หนุนคุณภาพชีวิตชุมชนวัดบางน้ำชน

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึกกำลัง TSB มอบวีลแชร์ หนุนคุณภาพชีวิตชุมชนวัดบางน้ำชน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.54 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) ลงพื้นที่ชุมชนวัดบางน้ำชน เพื่อมอบรถเข็นวีลแชร์ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันในรูปแบบเวียนกันใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับ-ส่ง และช่วยเหลือผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว

5 กุมภาพันธ์ 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด และรายการสถานีประชาชน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ลงพื้นที่ชุมชนวัดบางน้ำชน เพื่อมอบรถเข็นวีลแชร์ให้ชุมชนสำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกัน เนื่องจากชุมชนวัดบางน้ำชนเป็นพื้นที่ที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยบางส่วนมีข้อจำกัดด้านกำลังทรัพย์ ไม่สามารถจัดหารถเข็นวีลแชร์ไว้ใช้งานได้ด้วยตนเอง ทางหัวหน้าชุมชนจึงได้ประสานขอความช่วยเหลือเข้ามาที่บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด และภาคีเครือข่าย จนนำไปสู่การลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์จำนวน 2 คัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่

สำหรับรถเข็นวีลแชร์คันแรก มอบให้นางสาวพวงเพ็ชร ปันสา หรือ “ป้าเพชร” อายุ 69 ปี หัวหน้าชุมชน เพื่อนำไปเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการยืม-คืน ให้แก่ชาวบ้านที่มีความจำเป็น และรถเข็นคันที่ 2  มอบให้นางวันเพ็ญ แม้นทองแดง อายุ 72 ปี ผู้สูงอายุที่มีภาวะสายตาฝ้าฟางและมีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานด้านสาธารณประโยชน์ของมูลนิธิฯ ที่มุ่งช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ช่วยเหลือพื้นฐาน ซึ่งรถเข็นวีลแชร์ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต ลดภาระของครอบครัว และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ชาวบ้านได้เป็นอย่างมาก

ด้านตัวแทนบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด หรือ TSB กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความช่วยเหลือแก่พื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจด้านระบบขนส่งสาธารณะพลังงานไฟฟ้า โดยมุ่งหวังให้การดำเนินงานของบริษัทฯ มีส่วนร่วมในการสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์หวังว่า รถเข็นวีลแชร์จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปโรงพยาบาล การทำกิจธุระจำเป็น รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว อีกทั้งยังเล็งเห็นว่าการนำรถเข็นวีลแชร์ไปจัดสรรในรูปแบบ “เวียนกันใช้” ภายใต้การดูแลของชุมชน จะช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถเข้าถึงผู้ที่มีความจำเป็นได้อย่างทั่วถึง โดยมีหัวหน้าชุมชนเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ดูแล เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

-(016)

อบจ.นนทบุรี ปฏิวัติสิ่งแวดล้อมด้วยพลังเยาวชน ชูธง ‘โรงเรียนสีเขียว ปีที่ 7’ มุ่งสู่ภารกิจ Net Zero

อบจ.นนทบุรี ปฏิวัติสิ่งแวดล้อมด้วยพลังเยาวชน ชูธง ‘โรงเรียนสีเขียว ปีที่ 7’ มุ่งสู่ภารกิจ Net Zero

อบจ.นนทบุรี ปฏิวัติสิ่งแวดล้อมด้วยพลังเยาวชน ชูธง ‘โรงเรียนสีเขียว ปีที่ 7’ มุ่งสู่ภารกิจ Net Zero

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.57 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี)  จัดกิจกรรมงานสิ่งแวดล้อมศึกษา “Green & Clean โรงเรียนสีเขียว ปีที่ 7” ภายใต้โครงการคลองสวยน้ำใส เดินหน้ายกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมจากการบำบัดมลพิษสู่การสร้างพลเมืองรักษ์โลก มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน พร้อมเผยความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ในพื้นที่วิกฤต งานจัดขึ้นวันที่  7 – 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 – 18.00 น. ชั้น 4 เวสต์เกตฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี

นางสาวอิษยา สาธรสันติกุล รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า อบจ.นนทบุรี ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยมีภารกิจสำคัญคือการสร้างรากฐานด้านสุขาภิบาลที่แข็งแกร่ง ล่าสุดได้เดินหน้า โครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย (พื้นที่วิกฤตโซนที่ 1) ครอบคลุมพื้นที่ 4 เทศบาล (ทม.ศรีเมือง, ทม.บางกร่าง, ทม.บางเลน และ ทม.บางสีทอง) ซึ่งใช้เทคนิคดันท่อลอดใต้ดินเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยระบบนี้จะสามารถบำบัดน้ำเสียได้ถึง 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2571 เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำในคลองสายหลัก เช่น คลองอ้อมนนท์ และคลองบางกรง ให้กลับมาใสสะอาดอีกครั้ง

“อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่ยั่งยืนหากขาดการ มีส่วนร่วมของภาคประชาชน อบจ.นนทบุรี จึงได้ต่อยอดสู่โครงการ Green & Clean โรงเรียนสีเขียว มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพราะเราเชื่อมั่นว่าโรงเรียนคือจุดกำเนิดที่ดีที่สุดในการปลูกฝัง DNA รักษ์โลก เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองที่พร้อมดูแลโลกในอนาคต ควบคู่ไปกับการที่ อบจ. จัดเตรียมระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐานรองรับไว้อย่างเป็นรูปธรรม”  นางสาวอิษยา กล่าวเสริม

ในปีนี้ อบจ.นนทบุรี ได้กำหนดมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายลดลงร้อยละ 12.21 ภายในปี 2573 ผ่าน 6 กลไกสำคัญ อาทิ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการขยะครบวงจร และการสร้างเครือข่ายเยาวชนที่เข้มแข็ง

นางสาวฌลาณัฏฐ์ คิดใจเดียว ผู้อำนวยการกองทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ระบุว่า ในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษาเอกชนนนทบุรี โดยก่อนวันงานแถลงข่าว ได้มีการแข่งขันสิ่งแวดล้อมศึกษาที่มีนักเรียนเข้าร่วมกว่า 2,000 คน และคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบ 20 แห่ง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสถานศึกษาในจังหวัด

ธนวรรณ ประมวลศิลป์ชัย นายกสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษาเอกชนนนทบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า งานนิทรรศการที่จัดขึ้นในวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นเวทีแสดงผลงานและไอเดียจากกว่า 60 โรงเรียนทั่วจังหวัด ภายใต้แนวคิด “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมปรับเปลี่ยน สู่ความยั่งยืนของไทยและโลกของเรา”

ท้ายสุด  องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ขอเชิญชวนประชาชน เยาวชน และผู้สนใจร่วมงานสิ่งแวดล้อมศึกษาครั้งยิ่งใหญ่ “Green & Clean โรงเรียนสีเขียว ปีที่ 7” ภายใต้โครงการคลองสวยน้ำใส ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานก้าวเข้าสู่ปีที่ 17 พบกับการรวมพลังของสถานศึกษาทั่วจังหวัดนนทบุรีทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 60 แห่ง ที่จะมาถ่ายทอดไอเดียผ่านแนวคิด “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมปรับเปลี่ยน สู่ความยั่งยืนของไทยและโลกของเรา

ไฮไลท์สำคัญภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ : ร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และรัชกาลที่ 9 ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ, สุดยอดนวัตกรรมเยาวชน: ชมการแสดงผลงาน สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมรักษ์โลกที่ผ่านการคัดเลือกจากนักเรียนกว่า 2,000 คน มุ่งเน้นการแก้ปัญหาโลกร้อนและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน, เส้นทางสู่ Net Zero: เรียนรู้ 6 มาตรการหลักของ อบจ.นนทบุรี ในการลดก๊าซเรือนกระจกมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

เวทีสร้างสรรค์: สนุกกับกิจกรรมการแสดง บูทนิทรรศการจากกองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายโรงเรียนสีเขียวต้นแบบ 20 แห่ง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนจังหวัดนนทบุรีสู่เมืองสะอาด สิ่งแวดล้อมดี และส่งแรงใจให้เยาวชนไทยที่มี “DNA รักษ์โลก” ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อความยั่งยืนสืบไป สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Green & Clean โรงเรียนสีเขียว หรือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

ครั้งแรก! Central Park รวมพลังนักออกแบบระดับโลก เปิด Design for Bangkok เผยเบื้องหลัง Dusit Central Park

ครั้งแรก! Central Park รวมพลังนักออกแบบระดับโลก เปิด Design for Bangkok เผยเบื้องหลัง Dusit Central Park

ครั้งแรก! Central Park รวมพลังนักออกแบบระดับโลก เปิด Design for Bangkok เผยเบื้องหลัง Dusit Central Park

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.52 น.

ศูนย์การค้า Central Park ร่วมกับเทศกาลออกแบบกรุงเทพ Bangkok Design Week 2026 จัดงาน Central Park Design for Bangkok ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เปิดเบื้องหลังการออกแบบและการพัฒนาโครงการ Dusit Central Park ภายใต้แนวคิด Design for Bangkok ที่มองการพัฒนาโครงการให้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองและชีวิตผู้คน ผสานแรงบันดาลใจจากย่านสีลม ความร่มรื่นของสวนลุมพินี และตำนานโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ถ่ายทอดสู่มาตรฐานใหม่ของโครงการ Mixed-use ผ่านความร่วมมือของสององค์กรชั้นนำ พร้อมเครือข่ายนักออกแบบระดับโลก เพื่อร่วมยกระดับกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

ไฮไลต์สำคัญคือเวที Central Park Design Talk: Designing the Future of Bangkok เปิดเวทีด้วย Panel Talk ระหว่าง คุณายุธ เดชอุดม Asset Director, Central Park และ ศิรเดช โทณวณิก รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจโรงแรม (ทั่วโลก) Dusit International ประเด็น Design for Bangkok: From Collaboration to Vision ถ่ายทอดเบื้องหลังความร่วมมือของเซ็นทรัลพัฒนา และดุสิตธานี ในการเปลี่ยนที่ดินผืนพิเศษใจกลางกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความหมาย ยั่งยืน และส่งต่อคุณค่าได้ในระยะยาว

คุณายุธ เดชอุดม กล่าวว่า “ตลอดการพัฒนาโครงการ เราเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองกันอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยกันกำหนดทิศทาง แก้โจทย์ที่ท้าทาย และมองหาโอกาสใหม่ ๆ ไปด้วยกัน Here for Bangkok ไม่ใช่แค่ Marketing Slogan แต่อยู่ในกระบวนการทำงานทั้งหมด ตั้งแต่การวางแผน การออกแบบ ไปจนถึงการพัฒนาโครงการจริง สะท้อนพลังของความร่วมมือระหว่างทีมระดับโลกกับนักออกแบบไทย และยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนไทยได้แสดงความสามารถ โดยเฉพาะงานภูมิสถาปัตยกรรมที่สร้างผลงานในระดับนานาชาติได้อย่างภาคภูมิ”

ด้าน ศิรเดช โทณวณิก รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจโรงแรม (ทั่วโลก) Dusit International กล่าวว่า “ความตั้งใจของเราไม่ใช่เพียงการสร้างโครงการที่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม แต่คือการพัฒนาพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกผูกพัน เพียงได้เห็นภาพของโครงการ ก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่า ‘นี่คือกรุงเทพฯ’ ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบขึ้นมาเฉพาะสำหรับพื้นที่แห่งนี้ ตั้งแต่สถาปัตยกรรม พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงประสบการณ์การใช้งาน เพื่อสะท้อนตัวตนของเมืองอย่างแท้จริง เราตั้งใจพัฒนาให้เป็นมากกว่าแลนด์มาร์ค แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงเมือง ธรรมชาติ และการใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ ‘ผู้คน’ เป็นศูนย์กลาง เพราะนี่คือโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ และพร้อมเติบโตไปกับผู้คนอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

ขณะที่ จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ Head of Business & Design Development, เซ็นทรัลพัฒนา เผยกระบวนการออกแบบ Master Plan โครงการที่ผสาน Retail, Residence, Office และ Hotel เข้าด้วยกัน “เราไม่มอง Architect เป็นแค่คนออกแบบอาคาร แต่คือคนที่ออกแบบ Space และ Urban System  เพื่อให้ผู้คนได้มา Connect กัน สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือวิสัยทัศน์ ‘Here for Bangkok’ ที่วางไว้จากจุดเริ่มต้น วันนี้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ และทำให้ทุกคนได้สัมผัสทั้งความเป็นเซ็นทรัลพัฒนาและดุสิตธานีอย่างเต็มที่ ผ่านโครงการที่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองและชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง”

นอกจากนี้ ยังรวมนักคิดและนักออกแบบระดับแนวหน้าทั้งไทยและนานาชาติที่อยู่เบื้องหลังโครงการ Dusit Central Park มาร่วมแบ่งปันมุมมองใหม่ให้กับการออกแบบกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น ณัฐภาณุ์ ศรียุกต์สิริ ที่มาร่วมเจาะลึกการออกแบบ MICHEL VAN DE KAR จาก OMA และ สมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ จาก A49 ถอดบทเรียนจุดกำเนิดของ Master Plan การทดลองฟอร์มสถาปัตยกรรม ในฐานะต้นแบบใหม่ของโครงการที่พร้อมเติบโตไปกับเมืองกรุงเทพฯ เสริมด้วยมุมมองการออกแบบภายในโดย BRIAR HICKLING Co-founder, Linehouse การตีความ Heritage โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โดย ขนิษฐา พัฒนพณิชกุล Design Director, dwp กระบวนการออกแบบสวนลอยฟ้าโครงสร้างสีเขียวของเมืองโดย ทัชพล สุนทราจาร จาก Landscape Collaboration และบทบาทของศิลปะในพื้นที่สถาปัตยกรรมโดย หฤษฎ์ ธรรมประชา ศิลปินจาก Infinite Riot สะท้อนภาพการออกแบบเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยผู้คน คุณภาพชีวิต และความยั่งยืน

ภายในงานยังกิจกรรม Exhibition & The Landmark ณ ชั้น 1 Central Park ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกระบวนการออกแบบเมือง  อาทิ The Landmark Art Installation สูง 7 เมตร รวม DNA การออกแบบ Dusit Central Park โดดเด่นด้วยเส้นสายของเสาโค้ง Façade ซิกแซก และรูปทรงน้ำพุอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ด้านหน้าเป็นแพทเทิร์นสามมิติ ด้านหลังรังสรรค์ชิ้นงานด้วยลวดลายทางสถาปัตยกรรมและมัณฑศิลป์ของ Central Park ฝีมือ Infinite Riot หนึ่งใน Local Artist จาก Bangkok Design Week 2026 พร้อมรับชมการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านมุมมองของศิลปิน

Exhibition: Exploring the City Through Design เปิด Design Behind the Scene ถ่ายทอดตั้งแต่กระบวนการวางผัง การตีความบริบทเมือง พร้อมเผยแง่มุมการออกแบบที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน  ไม่ว่าจะเป็น Build Your Central Park: กิจกรรมต่อบล็อกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Central Park เช่น สี่เหลี่ยม ซิกแซก Facade และบันไดเลื่อน เรียนรู้แนวคิดเบื้องหลังการออกแบบผ่านการลงมือทำจริง Central Park Passport: กิจกรรมสะสมแสตมป์จาก 3 จุด Iconic ของโครงการ ได้แก่ skyhall ชั้น 1, ทางเดินเข้า The Roof Park ชั้น 4 และบันไดเลื่อน ชั้น 1 เรียนรู้เรื่องราวการออกแบบของแต่ละพื้นที่ เมื่อสะสมครบจะได้ภาพที่สมบูรณ์และของที่ระลึกสุดพิเศษกลับบ้าน และ Breathe the Park: กิจกรรมประสบการณ์ Sensory ที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ดมกลิ่นดอกไม้และพรรณไม้จากสวนลอยฟ้า สัมผัสถึงความตั้งใจในการออกแบบสวนเพื่ออากาศบริสุทธิ์ใจกลางกรุงเทพฯ

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม Facebook Fanpage: Central Pattana และ Central Park Bangkok 

‘มีวนา ปลูกมาจนโต’ ชวนคนไทยจิบกาแฟออร์แกนิก ปลูกป่ารักษ์โลก ลด PM 2.5

‘มีวนา ปลูกมาจนโต’ ชวนคนไทยจิบกาแฟออร์แกนิก ปลูกป่ารักษ์โลก ลด PM 2.5

‘มีวนา ปลูกมาจนโต’ ชวนคนไทยจิบกาแฟออร์แกนิก ปลูกป่ารักษ์โลก ลด PM 2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.06 น.

กระแสตอบรับ มีวนาชวนจิบกาแฟ…ปลูกป่ารักษ์โลก ส่งต่อต้นกล้าให้ป่าต้นน้ำจังหวัดเชียงรายดีเกินต้าน ร่วมด้วยช่วยกัน เลือกดื่มกาแฟออร์แกนิกไทย…ได้ปลูกป่า 40,000 ต้น ทะลุเป้าจาก 10,000 ต้น เป็น 40,000 ต้น เกินกว่าจำนวนที่ตั้งเป้าไว้ถึง 30,000 ต้น ผู้ริเริ่มโครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่า แบรนด์มีวนา ใจฟู เตรียมพร้อมไปต่อกับแคมเปญขับเคลื่อนความยั่งยืนในปี 2569 ตั้งเป้าพัฒนาคุณภาพกาแฟออร์แกนิก อาราบิก้าไทย เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดกว่า 1,000 ตัน ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ 7 หมู่บ้าน อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ผ่านทุกแก้วกาแฟอินทรีย์รักษาป่า มีวนา

บริษัท มีวนา จำกัด (ในกลุ่มบริษัทพรีเมียร์) เผยความสำเร็จของแคมเปญ “มีวนา ปลูกมาจนโต..MiVana Living Together, Growing Together” ชวนผู้บริโภคร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “มีวนาชวนปลูก 10,000 ต้น” เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟูผืนป่าต้นน้ำและสิ่งแวดล้อม เพียงดื่มกาแฟอินทรีย์รักษาป่า มีวนา โดยทุกๆ 7 แก้ว จะเท่ากับการ ส่งต่อต้นกล้าให้ป่าต้นน้ำ 1 ต้น ที่ร้านกาแฟมีวนา 3 สาขา ได้แก่ มีวนาคอฟฟี่ แฟล็กชิพสโตร์ (ซอยศรีนครินทร์ 57), มีวนาคอฟฟี่ บ้านสาทร (ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 7) และมีวนาคอฟฟี่ สนามบินนานาชาติดอนเมือง (เทอร์มินอล 1 ชั้น 3 ตรงข้าม Gate 1-7) ร่วมด้วยร้าน vistacafé 14 สาขา และ ร้าน Sarnies 6 สาขา

แคมเปญดังกล่าวได้เสียงตอบรับจากพลพรรคนักดื่มกาแฟหัวใจสีเขียวอย่างล้นหลาม ทำให้เป้าหมายจากเดิมที่วางไว้ “มีวนาชวนปลูก 10,000 ต้น” กลายเป็น ชาวมีวนาร่วมกันปลูกไปแล้วถึง 40,000 ต้น สูงเกินความคาดหมายไปถึง 30,000 ต้น และต่อยอดพลังขับเคลื่อนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่า รักษาสิ่งแวดล้อมร่วมกับเกษตรกร 7 หมู่บ้าน ในพื้นที่ป่าต้นน้ำ จังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้มาจากพลังความร่วมมือร่วมใจของลูกค้าที่ให้การสนับสนุนแคมเปญเป็นอย่างดี พร้อมด้วยพาร์ทเนอร์อีก 2 แบรนด์ ได้แก่ ร้าน vistacafé และร้าน Sarnies ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญและกิจกรรม “มีวนาชวนปลูก 10,000 ต้น” ซึ่งทั้งสองแบรนด์ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาความยั่งยืนผ่านกาแฟออร์แกนิก อาราบิก้าไทย มีวนา

พลังรักษ์โลกของทุกคนทำให้ปลูกป่าได้ถึง 40,000 ต้น

ดรรชนี คุณาวิชยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของแคมเปญในปีที่ผ่านมาว่า “มีวนา ปลูกมาจนโต..MiVana Living Together, Growing Together ชวนปลูกป่า 10,000 ต้น แต่ด้วยพลังรักษ์โลกของทุกคนทำให้เราปลูกได้ถึง 40,000 ต้น เป็นอะไรที่เกินคาดมากๆ ทำให้พวกเราทุกคนรู้สึกหัวใจพองโต ดีใจที่มีคนตระหนักถึงความสำคัญและมีส่วนร่วมในจุดยืนเดียวกันกับมีวนา ซึ่งเรามิใช่เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตกาแฟอินทรีย์ แต่ยังให้ความสำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกัน มีวนา ยังทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยการปลูกกาแฟอินทรีย์ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูผืนป่า อีกทั้งมีวนายังมีส่วนร่วมในการเป็นตัวกลางเพื่อช่วยผลักดันและเชื่อมโยงระหว่างคนที่อยู่ต้นน้ำ คือ เกษตรกร และผู้บริโภคให้สามารถสื่อสารถึงกันได้ง่ายขึ้น ทำให้การปลูกป่าเป็นเรื่องที่ง่ายและใกล้ตัวผ่านกาแฟทุกถ้วยของมีวนา ซึ่งแคมเปญนี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่ได้รับความร่วมมือและความรู้สึกเชื่อมั่นจากลูกค้ามีวนาทุกคน พาร์ทเนอร์ผู้ให้การสนับสนุนตลอดแคมเปญ เกษตรกรป่าต้นน้ำ และทีมส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และพัฒนาชุมชน มีวนา รวมถึง เชอร์รี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ ในบทบาทของนักอนุรักษ์ธรรมชาติ และ โจโฉ ยูทูปเปอร์สายเดินป่าชื่อดัง ที่มาร่วมสนับสนุนและขยายการรับรู้ให้กับโครงการนี้ ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวของเกษตรกรกาแฟอินทรีย์ มีวนาทั้ง 7 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านขุนลาว, บ้านห้วยไคร้, บ้านห้วยคุณพระ, บ้านดอยช้าง, บ้านใหม่พัฒนา, บ้านผาแดงหลวง และบ้านร่มเย็น ซึ่งลูกค้ามีวนาได้ให้ความสนใจและเข้าร่วมในแคมเปญนึ้ กว่า 100,000 คน และมีวนาต้องขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างมากที่ให้การสนับสนุนแคมเปญนี้อย่างดีตลอดปีที่ผ่านมา”

อีกหนึ่งกิจกรรม “กอดป่า Challenge” ที่เชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมถ่ายภาพ “กอดต้นไม้ในแบบฉบับของคุณ พร้อมข้อความเชิญชวนปลูกป่า” ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีลูกค้าส่งภาพพร้อมข้อความเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 ท่าน ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยขณะนี้มีผู้ได้รับรางวัล 4 ท่าน ที่จะร่วมทริปเดินทางไปปลูกป่าต้นน้ำกับมีวนา ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ ที่จังหวัดเชียงรายด้วยกัน

 ปี 2569 ต่อยอดกิจกรรมปลูกป่า ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5

สำหรับแคมเปญ “มีวนา ปลูกมาจนโต..MiVana Living Together, Growing Together” เกิดจากความมุ่งมั่นในการขยายความร่วมมือและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น โดยสร้างการตระหนักรู้ถึงปัญหาพื้นที่ป่าในประเทศไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM 2.5 และต่อยอดกิจกรรมปลูกป่าที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด 10 กว่าปี เพื่อมาทดแทนต้นที่เสื่อมโทรมไป และปลูกพันธุ์ไม้อื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มร่มเงาให้กับป่าต้นน้ำ สู่การอนุรักษ์ผืนป่าอย่างยั่งยืน

จากกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากของลูกค้าในปีที่ผ่านมา ปี 2569 นี้ทางมีวนาตั้งเป้าร่วมพัฒนาและรับซื้อเชอร์รี่กาแฟออร์แกนิก อาราบิก้าไทยจากสมาชิกกาแฟอินทรีย์รักษาป่ามีวนา เพิ่มถึง 1,000 ตัน เพื่อรองรับการมีส่วนร่วมของลูกค้าธุรกิจกาแฟและผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ของมีวนาผ่านร้านค้า อาทิ Tops, Gourmet, Villa และ Foodland เป็นต้น และช่องทางออนไลน์ผ่านทาง Lazada, Shopee และ www.mivana.co.th นอกจากนี้ยังได้เตรียมแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์กาแฟ และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พัฒนาจากส่วนประกอบอื่นของเมล็ดกาแฟ สะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆ ในปีนี้ รวมถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์กาแฟอินทรีย์รักษาป่า มีวนา ได้ทางออนไลน์ทุกช่องทางของ MiVana Organic Forest Coffee: https://linktr.ee/MiVanaCoffee

นวัตกรรมบนวิถีแห่งธรรมชาติ ถอดบทเรียนศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างสมดุลบนดอยอินทนนท์

นวัตกรรมบนวิถีแห่งธรรมชาติ ถอดบทเรียนศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างสมดุลบนดอยอินทนนท์

นวัตกรรมบนวิถีแห่งธรรมชาติ ถอดบทเรียนศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างสมดุลบนดอยอินทนนท์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.54 น.

นวัตกรรมศาสตร์พระราชา คือแนวคิดการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนฐานของธรรมชาติ เคารพสิ่งแวดล้อม และมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างคน ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจชุมชน ด้วยแนวคิดดังกล่าว โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 60 จึงจัดขึ้น ณ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และถอดบทเรียนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมตามแนวศาสตร์พระราชา ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในบริบทของโลกปัจจุบัน

กิจกรรมสำคัญของโครงการในครั้งนี้ คือ การเรียนรู้การเพาะเลี้ยงปลาปลาสเตอร์เจียน ซึ่งเป็นปลาน้ำเย็น
ที่ไม่ใช่ปลาท้องถิ่นของประเทศไทย แต่สามารถเพาะเลี้ยงได้สำเร็จบนพื้นที่สูงของดอยอินทนนท์ ภายใต้เงื่อนไขของธรรมชาติที่เหมาะสม ทั้งอุณหภูมิ น้ำที่สะอาด และระบบนิเวศที่สมดุล การเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี หากแต่ต้องอาศัยความเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง และการปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่

จากองค์ความรู้ดังกล่าว ทำให้การเลี้ยงปลาปลาสเตอร์เจียนกลายเป็นอาชีพที่มีจุดขายเฉพาะ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่สูง ควบคู่ไปกับการรักษาป่าต้นน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนาตามแนวทางศาสตร์พระราชา ที่มุ่งเน้นความพอดี ความยั่งยืน และการพึ่งพาตนเองอย่างมีคุณภาพ

นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการสนับสนุนโครงการว่า“โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ศาสตร์พระราชาไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราเข้าใจอย่างถูกต้อง จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการ
ดำเนินชีวิต การทำงาน และการสร้างอาชีพได้จริง โดยเฉพาะการพัฒนาที่เคารพธรรมชาติและสร้างความสมดุลให้กับ
สังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนในระยะยาว”

ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้นวัตกรรมจากฐานทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อาทิ การพัฒนากาแฟอาราบิก้าคุณภาพสูง และการถอดบทเรียนเชิงนวัตกรรม เพื่อให้เห็นว่าการสร้างอาชีพและรายได้ สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ คณะผู้เข้าร่วมโครงการยังได้ร่วมกิจกรรมคืนสมดุลให้กับใจและกาย ผ่านกิจกรรม “อาบป่า (Forest Bathing หรือ ชินริน-โยกุ)” และ “Awakening Walk – ก้าวแห่งการตื่นรู้” โดย ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี ท่ามกลางผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ บรรยากาศของป่าต้นน้ำ เสียงลำธาร เสียงนกร้อง และกลิ่นอายของธรรมชาติ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ผ่อนคลายจากความเร่งรีบของชีวิตประจำวัน และเปิดพื้นที่ภายในใจให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าการอาบป่าช่วยลดความเครียด เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และฟื้นฟูสมดุลของร่างกายและจิตใจได้อย่างมีนัยสำคัญ

กิจกรรมอาบป่าในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงการพักผ่อนหรือกิจกรรมเพื่อสุขภาพ หากแต่เป็นบทเรียนเชิงประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมตระหนักว่า ธรรมชาติคือทรัพยากรที่ทรงคุณค่า เมื่อได้รับการดูแลอย่างเข้าใจและเคารพ ย่อมสามารถหล่อเลี้ยงทั้งชีวิต สุขภาวะของชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ ขณะที่กิจกรรม “Awakening Walk – ก้าวแห่งการตื่นรู้” เป็นการเดินอย่างมีสติบนเส้นทางธรรมชาติ เพื่อรับรู้เสียง สัมผัส และจังหวะของป่าอย่างตั้งใจ เปรียบเสมือนการปลุกให้จิตใจได้ “ตื่น” จากความวุ่นวาย และหวนกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติในฐานะรากฐานของการพัฒนาอย่างสมดุล ตามแนวคิดศาสตร์พระราชา ที่มองว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน มิได้เริ่มจากเทคโนโลยีหรือโครงสร้าง หากแต่เริ่มจากการสร้างสมดุลภายในมนุษย์ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูล

นอกเหนือจากการเรียนรู้ด้านนวัตกรรมและธรรมชาติ โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 60 ยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและจิตสาธารณะ ผ่านกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคม
โดยคณะผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและสะท้อนแนวคิดการให้คืนธรรมชาติอย่างเกื้อกูล และยังมีโครงการ “อมรินทร์อาสา อ่านพลิกชีวิต” ได้ร่วมส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา
ด้วยการมอบชุดหนังสือให้แก่โรงเรียนบ้านขุนกลาง โรงเรียนในพื้นที่สูงของดอยอินทนนท์ ควบคู่กับการสนับสนุนทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนจากมูลนิธิธรรมดี เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านและการเรียนรู้ให้กับเยาวชนในชุมชน สะท้อนแนวคิดการพัฒนาคนไปพร้อมกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และตอกย้ำเป้าหมายของโครงการในการสร้าง “ความยั่งยืนทางปัญญา” ให้หยั่งรากอย่างมั่นคงในพื้นที่

ทางโครงการยังจัดให้มีการสัมมนาและเวิร์คช็อปเกี่ยวกับศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมแบ่งปันความรู้ อาทิ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ดร.ดนัย
จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี และอาจารย์อดุลย์ ดาราธรรม ที่ปรึกษาและอดีตนายกสมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย ผู้คิดค้นนวัตกรรมสื่อการสอนสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 หรือ Interactive Board Game หนึ่งเดียว
ในโลก เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2030

โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) สำนักงานบริหารและ
พัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย มูลนิธิธรรมดี กระทรวงมหาดไทย กระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะ
กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งต่อไปสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊ก: ตามรอยพระราชา-The King’s Journey โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะได้รับประกาศนียบัตรซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาจากคุรุสภาได้

พม. เชิดชูเกียรติฌาปนกิจสงเคราะห์ เสริมพลังเครือข่าย สร้างหลักประกันครอบครัวมั่นคง

พม. เชิดชูเกียรติฌาปนกิจสงเคราะห์ เสริมพลังเครือข่าย สร้างหลักประกันครอบครัวมั่นคง

พม. เชิดชูเกียรติฌาปนกิจสงเคราะห์ เสริมพลังเครือข่าย สร้างหลักประกันครอบครัวมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.43 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดพิธีเปิดการประกาศเกียรติคุณการดำเนินงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “การฌาปนกิจสงเคราะห์ : โอกาสและความท้าทายการเสริมสร้างหลักประกันความมั่นคงของครอบครัว” พร้อมปาฐกถาพิเศษ “การฌาปนกิจสงเคราะห์ หลักประกันความมั่นคงของครอบครัว” อีกทั้ง มอบโล่ประกาศเกียรติคุณการดำเนินงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ ประจำปี 2568 จำนวน 45 รางวัล (การฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐ  25 รางวัล , สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 15 รางวัล และหน่วยงานความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ 5 รางวัล)

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานในพิธี โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. และผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) จัดการประกาศเกียรติคุณการดำเนินงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ ประจำปี 2568 เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและเสริมพลังการดำเนินงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งการฌาปนกิจสงเคราะห์นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการจัดการเงินสงเคราะห์แก่สมาชิก แต่คือการทำหน้าที่เป็นสายใยแห่งความเอื้ออาทร ในยามที่ชีวิตของคนหนึ่งคนต้องเผชิญกับความสูญเสีย นับเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด ดังนั้น การฌาปนกิจสงเคราะห์ จึงถือเป็นเสาหลักสำคัญในด้านการสงเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูลและเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ด้วยการดูแลครอบครัวสำหรับประชาชนที่เป็นสมาชิกของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ตามนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ของนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.)

ปัจจุบัน การฌาปนกิจสงเคราะห์ มี 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) การฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐที่ขึ้นทะเบียนของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรวิชาชีพ ขณะนี้ มี 80 แห่ง มีสมาชิกประมาณ 3.5 ล้านคน และ 2) สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของประชาชนทั่วไป ขณะนี้ มี 4,874 แห่ง มีสมาชิกประมาณ 7 ล้านคน โดยมี กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวง พม. ในฐานะหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่กำกับดูแล และดำเนินการส่งเสริมการฌาปนกิจสงเคราะห์ให้เป็นไปตามกฎหมายพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 และ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในฐานะนายทะเบียนกลางการฌาปนกิจสงเคราะห์ ได้มีหน่วยกำกับและตรวจสอบเพื่อเสริมการทำงานของนายทะเบียนในท้องที่ ซึ่งมีการตรวจสอบบัญชีรายรับ รายจ่าย บัญชีงบดุล โดยสมาคมต่างๆ จะต้องรายงานให้กับนายทะเบียนในท้องที่ตามกำหนดระยะเวลาทุกปี เป็นการตรวจสอบความโปร่งใส และยกระดับมาตรฐานการฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐ และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของประชาชนให้มีความเข้มแข็งและมั่นคง

“ผมขอชื่นชมและขอบคุณการฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ ทั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณการดำเนินงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ ประจำปี 2568 ในวันนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาล สร้างความเชื่อมั่นและเป็นแรงผลักดันให้สมาชิกได้พัฒนาการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้กับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั้งหมด ซึ่งขอให้เกิดการตื่นตัวในการทำงานให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของการประเมินสมาคมเข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่การรับรางวัลการเชิดชูเกียรติต่อไป”   ปลัด พม. กล่าวในที่สุด