งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’ เมื่อความกลัวความผิดพลาด ทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’  เมื่อความกลัวความผิดพลาด  ทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’ เมื่อความกลัวความผิดพลาด ทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การเป็น “มืออาชีพ” คือเป้าหมายในการทำงานของใครหลายคน แต่เคยรู้สึกไหมว่า บางครั้งความตั้งใจที่อยากทำให้ทุกอย่างออกมาดี กลับกลายเป็นแรงกดดันที่ตัวเองทนแทบไม่ไหว ความรู้สึกนี้เองอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังติดอยู่ในภาวะ กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน (Professionalism Trap) ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ๆ จนปล่อยวางไม่ลง อาจนำไปสู่ความเครียดสะสมและปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว

พญ. นงนุช สัตกรพรพรหม จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต  ชวนคนทำงานมาสำรวจใจและปลดล็อกกับดักนี้ไปด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนความเป็นมืออาชีพให้เป็นพลังบวก ไม่ใช่ภาระที่หนักอึ้งอีกต่อไป

พญ. นงนุช สัตกรพรพรหม จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต 

“กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” ภัยเงียบที่ทำลายใจคนทำงาน

กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน (Professionalism Trap) ไม่ใช่โรคทางกายภาพ แต่เป็นภาวะทางใจที่คล้ายกับโรคบุคลิกภาพย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Personality Disorder: OCPD) มักเกิดขึ้นกับคนที่ให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์แบบ ความเป็นระเบียบ และความถูกต้องมากเกินไป รวมถึงผู้ที่ตั้งมาตรฐานกับตัวเองไว้สูง หรือเติบโตมาในครอบครัวที่เน้นความสมบูรณ์แบบ อีกทั้งอาจได้รับแรงกดดันจากสังคมที่ทำงานซึ่งมีการแข่งขันสูง ปัจจัยเหล่านี้เองที่ค่อย ๆ พาเราเข้าไปติดกับดักโดยไม่รู้ตัว และรู้สึกว่าตัวเองต้อง “ดีที่สุด” ตลอดเวลา

เช็กด่วน! คุณกำลังติด “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” อยู่หรือเปล่า

แม้ภาวะ Professionalism Trap จะไม่ใช่โรคที่มีแบบวินิจฉัยชัดเจน แต่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ได้แก่ 1) การไม่กล้าพูดคำว่า “ฉันทำไม่ได้” เพราะกลัวถูกมองว่าไร้ความสามารถ 2) การพยายามวางมาดเข้มแข็งตลอดเวลาเพราะเชื่อว่าความอ่อนแอคือความล้มเหลว 3) ยึดติดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบจนไม่ยอมรับข้อผิดพลาดใด ๆ และ 4) รู้สึกว่าต้องควบคุมอารมณ์และภาพลักษณ์อยู่เสมอจนกลายเป็นภาระใจ หากพบว่ามีหลายข้อที่ตรงกับตัวเอง อาจถึงเวลาทบทวนว่าความเป็นมืออาชีพที่คุณรักษาไว้ ว่ากำลังช่วยสร้างคุณค่าหรือบั่นทอนสุขภาพใจอยู่กันแน่

ซึมเศร้า-วิตกกังวล-ภาวะหมดไฟ ปลายทางของ “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน”

สมองของมนุษย์ทำงานร่วมกันระหว่าง Prefrontal Cortex ซึ่งควบคุมเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจ กับ Amygdala ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความกลัว และความกังวล หากสมดุลระหว่างสองส่วนนี้ถูกรบกวน สมองจะตอบสนองต่อความผิดพลาดแรงเกินจริงจนรู้สึกว่าความล้มเหลวเล็กน้อยคือเรื่องใหญ่ ส่งผลให้สมองหลั่งสารกระตุ้นความตึงเครียดซ้ำ ๆ จนระบบควบคุมอารมณ์อ่อนแรงลง “ในระยะยาว ภาวะนี้อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และภาวะหมดไฟ (Burnout) โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องรับผิดชอบสูง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้บริหาร นักวิชาการ หรือศิลปิน ที่เผชิญแรงกดดันให้ต้องดีพอตลอดเวลา ดังนั้นหากใครที่พบว่าตัวเองกำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่ อยากให้เริ่มดูแลสุขภาพใจตัวเองทันทีเพื่อป้องกันโรคทางจิตใจที่อาจตามมา” พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าว

เมื่อ “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” เริ่มทำร้ายคนรอบข้าง

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวว่า “กับดักความเป็นมืออาชีพนอกจากจะทำร้ายตัวเอง อาจส่งผลกระทบให้คนรอบข้างด้วยเช่นกัน แบบแรกคือการสร้างบรรยากาศความกดดัน เพราะผู้ที่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบมักคาดหวังว่าคนอื่นต้องมีมาตรฐานที่สูงเท่ากับตัวเอง ทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกเครียด อึดอัด และเหมือนถูกจับตามองอยู่เสมอ อีกแบบคือการสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ เพราะการกลัวความผิดพลาดอาจทำให้เกิดนิสัยที่ละเอียดเกินจำเป็น เช่น การเช็กงานซ้ำ ๆ หรือถามคำถามเดิมซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งแม้จะทำไปด้วยเจตนาที่ดี แต่กลับสร้างความน่ารำคาญให้คนในทีมโดยไม่รู้ตัว”

ปลดล็อก “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” ด้วยความเข้าใจตนเอง

การออกจากกับดักความเป็นมืออาชีพไม่ได้หมายถึงการลดมาตรฐานของตนเอง แต่คือการเรียนรู้ที่จะมีสมดุลระหว่างความรับผิดชอบกับความเมตตาต่อตัวเอง เริ่มจากการต้องเข้าใจว่าคุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความพยายามและความตั้งใจด้วย ลองเปลี่ยนจากการตั้งเป้าหมายใหญ่ ๆ ที่ไกลเกินเอื้อม มาเป็นการตั้งเป้าหมายที่เหมาะสมกับความสามารถ เพราะทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นระหว่างทางจะเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มและตอกย้ำว่าเรามีคุณค่าในทุกก้าวที่เดิน

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวเสริมว่า “นอกจากการปรับความคิดแล้ว สิ่งที่คนทำงานควรทำควบคู่ไปด้วยคือการทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด รวมถึงต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว (work-life balance) แต่ถ้ารู้สึกว่าความกดดันมันหนักจนรับไม่ไหว ก็อยากให้ลองเข้ามาพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพราะการมาขอคำปรึกษาไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ แต่เป็นการดูแลสุขภาพใจอย่างมืออาชีพเช่นกัน”

“การจะเป็นมืออาชีพที่มีความสุขย่อมทำได้ ตราบใดที่เรายอมรับว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่ทำผิดพลาดได้ เพราะความล้มเหลวมันไม่เคยฆ่าใคร มันเป็นแค่บทเรียนให้เราเติบโตขึ้น ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เราหมดความน่าชื่นชม คุณยังเป็นหัวหน้าที่ดี เป็นเพื่อนร่วมงานที่มีคุณค่า เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สมบูรณ์ ทั้งในวันที่ทำอะไรสักอย่างสำเร็จหรือผิดพลาดก็ตาม” พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสงสัย หรือมีอาการของ ภาวะ ‘Professionalism Trap’ สามารถขอรัยคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุตหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์สุขภาพใจ ชั้น 18 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08.00-18.00 น. โทร. 02-079-0078 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ส่งต่อความรักที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ ‘เพ(ร)าะรัก’ โค้งสุดท้ายก่อนจบโครงการ

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ส่งต่อความรักที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ ‘เพ(ร)าะรัก’ โค้งสุดท้ายก่อนจบโครงการ

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ส่งต่อความรักที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ ‘เพ(ร)าะรัก’ โค้งสุดท้ายก่อนจบโครงการ

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ผ่านโครงการ “เพ(ร)าะรัก” แคมเปญใหญ่ที่มุ่งเน้นการให้ที่เป็นมากกว่าการบริจาค แต่เป็นการ “เพาะ” เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังและ “เพราะ” ความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ โดยโครงการนี้เดินเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

จากการดำเนินพันธกิจของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของเด็กกลุ่มเปราะบางให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ จึงนำมาสู่การขับเคลื่อน โครงการเพ(ร)าะรัก ที่จะเพาะโอกาสที่เปลี่ยนอนาคตที่ดีให้กับเด็กได้จริง ซึ่งเป็นโครงการที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ตั้งใจให้เด็กกลุ่มเปราะบางได้รับการปกป้องและเติบโตอย่างมีคุณภาพ และโครงการนี้ ยังมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความยากจนจากต้นตอ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยหัวใจสำคัญคือ การเปลี่ยนความรักให้กลายเป็นโอกาส เปลี่ยนการให้ชั่วคราวให้กลายเป็นการสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน โดยที่ผ่านมา โครงการนี้ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานส่งต่อความเมตตาจากสังคม ไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม จนเกิดเป็นพลังแห่งความสำเร็จในการสร้างชีวิตใหม่ให้แก่ครอบครัวเปราะบางไปแล้วหลายครอบครัว

จากการค้นพบ ยังมีเด็กไทยจำนวนมากที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความยากจน สิ่งที่ขาดหายไปไม่ใช่เพียงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่คือความรัก ความอบอุ่น และกำลังใจที่ช่วยให้พวกเขาก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง โครงการ “เพ(ร)าะรัก” จึงเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ว่า การอุปการะเด็กไม่ได้เป็นแค่เพียงการบริจาคเงินหรือสิ่งของ แต่คือ การมอบความรักและโอกาสเพื่อให้เด็กยากไร้ได้มีอนาคตที่สดใสและอย่างยั่งยืน โดยโครงการฯ มุ่งเน้นให้การสนับสนุนด้านปัจจัยพื้นฐาน  4 ด้านที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับเด็ก ครอบครัวและชุมชน อาทิเช่น การสนับสนุนด้านการศึกษา การส่งเสริมโภชนาการที่มีคุณภาพ  การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดและสุขอนามัย  การส่งเสริมอาชีพให้ครอบครัว และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ให้กับเด็ก ด้วยแนวคิดที่มุ่งมั่น จึงทำให้โครงการเพ(ร)าะรัก ไม่ได้เป็นเพียงการส่งมอบสิ่งของเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่คือการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับเด็กและครอบครัว สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองในระยะยาว ด้วยความเชื่อว่าการหยิบยื่นโอกาสผ่านการอุปการะเด็กหรือการสนับสนุนโครงการพัฒนาต่าง ๆ จะเป็นเหมือนการรดน้ำพรวนดินให้ชีวิตเล็ก ๆ ได้เติบโตอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ นอกจากนี้ เรายังพบว่าครอบครัวที่ได้รับโอกาสในหลายพื้นที่ ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าประทับใจเกิดขึ้น นับตั้งแต่เริ่มโครงการในปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้อยู่เคียงข้างเด็กๆ ในพื้นที่ที่ยากลำบากที่สุด โดยมีโครงการเพ(ร)าะรักเป็นตัวแทนของการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังผ่านความรักที่เรามีต่อเพื่อนมนุษย์ เราไม่ได้เพียงแค่ให้สิ่งของ แต่เราเข้าไปช่วยให้เขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะหัวใจสำคัญของการทำงานคือ ความยั่งยืนที่จะติดตัวเด็กและครอบครัวไปตลอดชีวิต แม้โครงการจะจบลง แต่เมล็ดพันธุ์ที่เราช่วยกันปลูก ก็จะยังคงเติบโตต่อไปอย่างแน่นอน

เสียงสะท้อนจากพื้นที่การดำเนินงาน แม่สลอง จ.เชียงราย ตัวแทนผู้ปกครองและเด็กที่ได้รับโอกาสจากโครงการเพ(ร)าะรัก ได้แบ่งปันความรู้สึกว่า “ครอบครัวเรามีอาชีพรับจ้างทำไร่และเก็บชาเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว ดีใจมากค่ะ เราในฐานะพ่อแม่ ไม่มีกำลังมากพอที่จะมอบให้น้อง แต่ผู้อุปการะได้มอบโอกาสให้น้อง ขอบคุณผู้อุปการะที่ช่วยให้ลูกของเราได้รับโอกาสทางการศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะถ้าต้องพึ่งเพียงลำพังครอบครัวเรา ก็คงไม่รู้เลยว่าจะสามารถส่งลูกเรียนไปได้สูงแค่ไหน” นางหมี่จ๊ะ คุณแม่ของ เด็กชายอาหือ กล่าวด้วยความซาบซึ้ง

“ผมดีใจมากครับที่ได้รับความช่วยเหลือ ทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนหนังสือ ได้ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และวันเกิดก็ยังได้ของขวัญจากผู้อุปการะ ดีใจและมีกำลังใจมากๆ ครับ ผมจะตั้งใจเรียน โตขึ้นผมอยากเป็นตำรวจเพื่อจะได้มาดูแลความปลอดภัยให้ครอบครัวและชุมชนครับ” ด.ช.อาหือ อายุ 10 ปี บอกเล่าความรู้สึก

คุณแหน : 3 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 3 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 3 กุมภาพันธ์ 2569

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • มหาอำนาจยุโรปอังกฤษ ทนการป่วนของ ประธานาธิบดี TRUMP ไม่ไหว ต้องขอตอบโต้กลับบ้างและไม้นี้ถึงกับทำให้ TRUMP ต้องช็อก เพราะมันอาจเป็นจุดอ่อน (ACHILLES HEEL) ของสหรัฐฯในอนาคต กล่าวคืออังกฤษกำลังเตรียมที่จะมอบคืนอำนาจอธิปไตยบริหารราชการแผ่นดินหมู่เกาะ “DIEGO GARCIA ของ CHAGOS ISLANDS” กลับคืนสู่ MAURITIUS สำหรับสหราชอาณาจักรการดำเนินการดังกล่าวกลายเป็นเครดิตทางประชาธิปไตยอันสง่างาม, สิ้นสุดลัทธิอาณานิคม แต่สำหรับสหรัฐฯนี่คือการสูญเสียที่มั่นสำคัญทางยุทธศาสตร์เลย TRUMP กล่าวหาว่าราชอาณาจักรเดนมาร์กเป็นพันธมิตรนาโต้ที่อ่อนแอ และตอกย้ำว่าในเมื่อมีพันธมิตรที่อ่อนแอเช่นนี้สหรัฐฯจึงมีความชอบธรรมที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ให้ได้…ถามว่า DIEGO GARCIA มีความสำคัญแค่ไหนถึงทำท่านช็อกได้, มันเป็นฐานทัพอากาศสหรัฐฯสำหรับยุทธการการโจมตีเป้าหมายทางไกล สภาพเป็นเกาะเดียวดายกลางมหาสมุทรอินเดีย ระยะทางประมาณครึ่งทางของการบินจากฐานทัพต่างๆของสหรัฐฯเพื่อเข้าปฏิบัติการโจมตีทั้งในมิดเดิ้ลอีสท์และยุโรป, บาดแผลนี้จึงนับว่าบาดลึกในสายตาของ TRUMP อย่างยิ่ง…
  • ขอแสดงความยินดีย้อนหลังกับ ดร. มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธคส.) คนใหม่ ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 22 ธ.ค.68 โดยเป็นผู้บริหารที่นำวิสัยทัศน์ “Beyond Housing Bank” เข้ามาขับเคลื่อนองค์กรผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital & Data-Driven) เพื่อช่วยเหลือคนไทยให้มีบ้านอย่างยั่งยืน…
  • เนื่องในวันครูที่ผ่านมา มีการนัดคารวะอาจารย์และสังสรรค์เพื่อนร่วมรุ่นสุทธิวราราม มีเพื่อนบางคน ป่วย ติดภารกิจ โดยเฉพาะ สุภักดี หันทาชีวะ ซึ่งไปตั้งรกรากที่อเมริกาทำให้ ชาติชาย อัครวิบูลย์ นัด อ.ระเบียบ จรรยา ให้เพื่อนได้แสดงมุทิตาจิต โดยมี นัทที ศรีบัณฑิต ,ไพสันต์ พรหมน้อย , นพพริษฐ์ พร้อมเพราะ โดยเฉพาะ จาตุรงค์ อังกาบสี เสร็จงานนี้จะพาเพื่อนจากต่างแดนล่องใต้อีกด้วย งานนี้จัดให้มีขึ้น ณ ร้านอาหารบ้านจิตรประภัสสร วันที่ 5 ก.พ. 11.30น…
  • ฤกษ์งามยามดี ดร.ชลวิทย์ สุขอุดม นายกสมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มช. เป็นเจ้ามือเลี้ยงสังสรรค์เนื่องในปีใหม่2569 เหล่ากรรมการฯ อาทิ ดร.นงนาถ ห่านวิไล ,บุญลาภ ภูสุวรรณ ,มานิดา นฤภัทร ,พิมพร ศิริวรรณ ,อกนิษฐ์ มาโนษยวงศ์ ,และ รุ่นพี่อาวุโส ธนิต วิจิตรพันธุ์ โดยมีเลขาธิการสมาคมฯ คนขยัน ศุลีพร โชควิวัฒน ดูแลตลอดงาน ณ ร้านพึงชม พหลโยธิน 7 วันที่ 9 ก.พ.ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป…
  • การเมืองไทยโค้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้ง…ทุกพรรคระดมสรรพกำลังทุกรูปแบบ เพื่อชนะใจผู้เลือกตั้ง…สัปดาห์ที่แล้วคณะใหญ่พรรคประชาชนลงหาเสียงเลือกตั้งที่ตลาดเจ้าพรหม จ. พระนครศรีอยุธยา ให้ผู้สมัคร สส.เขต 1 ปรากฏว่าคณะผู้หาเสียงได้รับการต้อนรับจากท้องที่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง บังเอิญมีแม่ค้าประจำตลาดผู้หนึ่งมีทักษะสนทนาการเมืองเป็นอย่างดีเข้าร่วมทักทาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยการหาเสียงฯเลยถือโอกาสแจมด้วย คุณแม่ค้าก็สามารถคุยต่อด้วยในระนาบเดียวกัน ยังไม่พอกล่าวชมเชยผลงานของ “พรรคส้ม” อีกมาก ซ้ำยังให้คะแนนนิยมส่วนตัวกับดาวรุ่ง “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ว่าเก่งมากจับงานได้ทะลุทะลวง ฉะนั้นเลือกตั้งครั้งนี้ขออวยพรให้พรรคฯ เข้าสภาได้ เพื่อเป็นฝ่ายค้านคุมเข้มรัฐบาล…ผู้นำจิตวิญญาณ ได้ฟังแล้วถึงกับร้องจ๊ากว่า “ไม่ใช่ครับเข้าไปเป็นรัฐบาลสถานเดียว”
  • ทางด้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ยังคงคอนเซ็ปต์ มั่นคง ชัดเจน ไม่มีแผ่ว พาคณะไปหาเสียงที่ไหน ถูกรุมจาก FC รุ่นใหญ่มากมาย พร้อมชื่นชมว่า ยังรูปหล่อ เสียงดี สำหรับรูปลักษณ์ภายนอก แม้จะมีผมขาวแซมอยู่มากมาย ทำให้อาวุโสขึ้นอีกนิด แต่เจ้าตัวยังคงยืนยัน “ผม(กู)ไม่มีเทาเด็ดขาด”…หนักแน่น ดังแผ่นผาจริงๆเชียว !!…

บารอนเนส

มธ.เลี้ยงแสดงความยิน 6 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ศิษย์เก่าผู้ได้รับเข็มเกียรติยศ โล่เกียรติยศ โล่เกียรติคุณ 2568

มธ.เลี้ยงแสดงความยิน 6 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  ศิษย์เก่าผู้ได้รับเข็มเกียรติยศ โล่เกียรติยศ โล่เกียรติคุณ  2568

มธ.เลี้ยงแสดงความยิน 6 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ศิษย์เก่าผู้ได้รับเข็มเกียรติยศ โล่เกียรติยศ โล่เกียรติคุณ 2568

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.10 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่ ผู้ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2567 และศิษย์เก่าผู้ได้รับ เข็มเกียรติยศ  โล่เกียรติยศ โล่เกียรติคุณ ประจำปี 2568 และบุคลากรดีเด่น ประจำปี 2567 โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับเกียรติและความสำเร็จในครั้งนี้ งานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 ณ โรงแรม เดอะสุโกศล

งานเลี้ยงแสดงความยินดีจัดขึ้นเพื่อแสดงความยินดีแก่ ผู้ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เนื่องในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 6 ท่าน ได้แก่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.อภิญญา เวชยชัย สังคมสงเคราะห์ศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิรัช อยู่ถาวร ศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการละคอน อานนท์ วังวสุ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิทยาการประกันภัย รศ.ดร.กำพล รุจิวิชชญ์ วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ และ ศ.กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  ศิษย์เก่าผู้ได้รับ เข็มเกียรติยศ  ประจำปี 2568  ได้แก่ ผาณิต พูนศิริวงศ์    รวมถึงโล่เกียรติยศ โล่เกียรติคุณ และบุคลากรดีเด่น รวมจำนวน 100 ท่าน  เนื่องในโอกาสครบรอบ  91 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นเกียรติสูงสุดสำหรับผู้ที่มีเกียรติประวัติ ผลงาน ความสามารถอันโดดเด่นและยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตต่อวิชาชีพ รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติในการพัฒนาและส่งเสริมงานด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมเสมอมา รวมทั้งยังให้การสนับสนุนกิจกรรมของมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด อันเป็นแบบอย่างที่ดียิ่งแก่บุคคลโดยทั่วไป

โดยภายในงานมีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณบดี คณาจารย์ คณะกรรมการสมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และแขกผู้มีเกียรติร่วมงานคับคั่ง

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัย, ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี พร้อมด้วย ผู้ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ รศ.ดร.อภิญญา เวชยชัย, วิรัช อยู่ถาวร, อานนท์ วังวสุ, ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,  รศ.ดร.กำพล รุจิวิชชญ์ และ ศ.กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค มีคณะผู้บริหาร มธ. (ยืน)  รศ.ดร.วีริศ อัมระปาล, ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์, พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, วินิจ ศิลามงคล, ชาญศิลป์ ตรีนุชกร, นนทิกร กาญจนะจิตรา, ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา, สิทธิชัย พันเศษ, ศ.ดร.สิทธิผล เครือรัตติกาล ประธานสภาอาจารย์, ผศ.ดร.ปาริยา ณ นคร, รศ.ดร.ไพลวรรณ สัทธานนท์, พิศิษฐ์ เสรีวัฒนา, รศ.ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ รองอธิการบดี,  ผศ.ดร.ชยกฤต อัศวธิตานนท์,รศ.ดร.ดนุพันธุ์ วิสุวรรณ และ รศ.ดร.จิรพล สังข์โพธิ์

คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย (จากซ้าย) ชาญศิลป์ ตรีนุชกร, ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภาฯ, พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ , พิศิษฐ์ เสรีวัฒนา, วินิจ ศิลามงคล, ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ ยินดีกับ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ศิษย์เก่าผู้รับรางวัลเข็มเกียรติยศ


ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัย มอบภาพถ่ายที่ระลึกแก่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

นายกสภามหาวิทยาลัย มอบภาพถ่ายที่ระลึกแก่ รศ.ดร.อภิญญา เวชยชัย


นายกสภามหาวิทยาลัย มอบภาพถ่ายที่ระลึกแก่ วิรัช อยู่ถาวร


อานนท์ วังวสุ รับมอบภาพถ่ายที่ระลึกจากนายกสภามหาวิทยาลัย มีอธิการบดี มธ. ร่วมยินดี


รศ.ดร.กำพล รุจิวิชชญ์ วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์


ศ.กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 


ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัย, ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี มธ. มอบดอกไม้แสดงความยินดีกับ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ศิษย์เก่าผู้รับรางวัลเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2568


รศ.ดร.กำพล รุจิวิชชญ์, ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มี วินิจ ศิลามงคล, พิศิษฐ์ เสรีวัฒนา, รศ.ดร.พีระ เจริญพร, และ ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา และ ดารณี วัธนเวคิน ร่วมยินดี


รศ.ดร.อภิญญา เวชยชัย มีคู่ชีวิต ภูมิธรรมเวชยชัย ร่วมยินดี

พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์, นนทิกร กาญจนะจิตรา และ ปสันน์ เทพรักษ์

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล, รศ.ดร.อภิญญา – ภูมิธรรม เวชยชัย และ วิรัช อยู่ถาวร

สิทธิชัย พันเศษ,ศ.ดร.สิทธิผล เครือรัตติกาล,ผศ.ดร.ปาริยา ณ นคร, รศ.ดร.ไพลวรรณ สัทธานนท์


ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ และ ศ.ดร.มรรยาท-รศ.ดร.กำพล รุจิวิชชญ์


รศ.ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. และ ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา อดีตคณบดี ร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้รับพระราชทานปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์, ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล และศิษย์เก่าผู้ได้รับโล่เกียรติยศ  โล่เกียรติคุณ ประจำปี 2568

ผู้รับโล่เกียรติยศ ทำคุณประโยชน์ ศ.กิตติคุณ นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล, กัลยาณี วิสิษฐยุทศาสตร์ และ บุคลากรดีเด่น 2568 ฐิตารีย์ แก้วตาทิพย์ พยาบาล รพ.ธรรมศาสตร์ฯ และ ผศ.อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ อดีต คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง

‘ฟู้ดแพชชั่น’ ร่วมกับ ‘กรมอนามัย’ ยกระดับมาตรฐาน SAN Plus สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน

‘ฟู้ดแพชชั่น’ ร่วมกับ ‘กรมอนามัย’ ยกระดับมาตรฐาน SAN Plus สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน

‘ฟู้ดแพชชั่น’ ร่วมกับ ‘กรมอนามัย’ ยกระดับมาตรฐาน SAN Plus สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.00 น.

บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เดินหน้าพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหารอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมให้บุคลากรเข้าร่วมอบรม “หลักสูตรการสุขาภิบาลอาหารสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน (Basic of Food Sanitation Inspector: BFSI)”  จัดขึ้นโดย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

การอบรมครั้งนี้มุ่งยกระดับศักยภาพบุคลากรสู่บทบาท Inspector และวิทยากรด้านสุขาภิบาลอาหาร ตามมาตรฐาน SAN Plus เพื่อเสริมสร้างความสะอาด ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นด้านอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภค โดยมีการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมฝึกตรวจประเมินสถานประกอบการอาหารจริง ณ ร้านอาหารบาร์บีคิวพลาซ่า สาขาเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน

ทั้งนี้ คุณเรืองชาย สุพรรณพงศ์ ประธานบริหารสายงานปฏิบัติการองค์กร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ได้ร่วมมอบป้ายรับรองมาตรฐาน SAN Plus ให้แก่ Inspector รุ่นใหม่ เพื่อสะท้อนความพร้อมในการขับเคลื่อนมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง

ด้าน คุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานทรัพยากรบุคคลและหน่วยธุรกิจพีเพิลคอนเน็ค บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างฟู้ดแพชชั่นและกรมอนามัยในครั้งนี้ มีเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรด้านสุขาภิบาลอาหารและความปลอดภัยอาหารให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริงในทุกระดับของสถานประกอบการอาหาร สะท้อนถึงการผสานองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญสู่การพัฒนาคนในองค์กรอย่างเป็นระบบ

การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งต่อยอดศักยภาพบุคลากรจากบทบาทผู้ปฏิบัติงาน สู่บทบาท “วิทยากรด้านสุขาภิบาลอาหาร” ผ่านหลักสูตร BFSI ซึ่งเป็นหลักสูตรมาตรฐานของกรมอนามัย ครอบคลุมทั้งด้านความสะอาด ความปลอดภัย และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอาหารอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ควบคู่กับการสนับสนุนนโยบายอาหารปลอดภัยของประเทศ โดย ฟู้ดแพชชั่น เชื่อมั่นว่า การยกระดับมาตรฐานร้านอาหารอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจากการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจ และบทบาทที่ชัดเจน อันจะนำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างวัฒนธรรมอาหารปลอดภัย และเสริมความแข็งแกร่งให้องค์กรในระยะยาว” คุณนาฑีรัตน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย 

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อเครื่องผลิตออกซิเจน-สเปรย์เช็ดตัวผู้ป่วย ผ่านสภาสังคมสงเคราะห์ฯ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อเครื่องผลิตออกซิเจน-สเปรย์เช็ดตัวผู้ป่วย ผ่านสภาสังคมสงเคราะห์ฯ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อเครื่องผลิตออกซิเจน-สเปรย์เช็ดตัวผู้ป่วย ผ่านสภาสังคมสงเคราะห์ฯ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.46 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบเครื่องผลิตออกซิเจนและสเปรย์เช็ดตัวผู้ป่วย ผ่านสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยในสถานพยาบาลทั่วประเทศ

2 กุมภาพันธ์ 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยทีมงาน จากบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท มัมแอนด์มี แคร์ จำกัด ร่วมกันมอบเครื่องผลิตออกซิเจน จำนวน 10 เครื่อง มูลค่ากว่า 179,000 บาท ผ่านโครงการ “น้ำพระทัยพระราชทาน” ให้แก่สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อนำไปกระจายยังสถานพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ ให้ผู้ป่วยที่ประสบปัญหาด้านระบบทางเดินหายใจสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง

ขณะเดียวกัน บริษัท มัมแอนด์มี แคร์ จำกัด ได้ร่วมสนับสนุนสเปรย์เช็ดตัวผู้ป่วย Clean&Care จำนวน 60 ขวด มูลค่ากว่า 23,400 บาท เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการดูแลสุขอนามัยของผู้ป่วยติดเตียง โดยมีร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และ นางธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เป็นตัวแทนรับมอบ

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เปิดเผยว่า การส่งมอบเครื่องผลิตออกซิเจนและสเปรย์เช็ดตัวผู้ป่วยในครั้งนี้ เป็นความตั้งใจของมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์และภาคีเครือข่าย ในการร่วมสนับสนุนการทำงานของสถานพยาบาล และช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมหวังว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานด้านการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการทำงานของสถานพยาบาล และส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ป่วยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและทั่วถึง

-(016)

UNFPA – คณะกรรมการโอลิมปิกไทย – HiSoParty ผนึกกำลัง ปกป้องนักกีฬาจากการคุกคาม ล่วงละเมิด และความรุนแรงทุกรูปแบบ

UNFPA – คณะกรรมการโอลิมปิกไทย – HiSoParty ผนึกกำลัง ปกป้องนักกีฬาจากการคุกคาม ล่วงละเมิด และความรุนแรงทุกรูปแบบ

UNFPA – คณะกรรมการโอลิมปิกไทย – HiSoParty ผนึกกำลัง ปกป้องนักกีฬาจากการคุกคาม ล่วงละเมิด และความรุนแรงทุกรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.33 น.

ในยุคที่วงการกีฬาทั่วโลกให้ความสำคัญกับ “ชัยชนะ” ควบคู่ไปกับ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่หมุดหมายสำคัญอีกขั้น เมื่อ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Population Fund หรือ UNFPA) ประจำประเทศไทย คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และ HiSoParty Magazine ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการในการส่งเสริมมาตรฐาน Safeguarding Thailand in Sport มุ่งปกป้องนักกีฬาและบุคลากรในวงการกีฬา จากการคุกคาม การล่วงละเมิด และความรุนแรงทุกรูปแบบในบริบทของกีฬา

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจและงานแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องประชุม 1 คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนประเด็นด้านความปลอดภัย ความเท่าเทียม และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในวงการกีฬาไทยอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับพิธีลงนามในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้แทนทั้งสามองค์กรร่วมลงนาม ได้แก่ สิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย, ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายความเท่าเทียมทางเพศและ Safeguarding Thailand ในกีฬา และ ปรียามล ธนวิสุทธิ์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร HiSoParty

ความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและยกระดับระบบการป้องกันและรับมือกับความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ และการคุกคามในกีฬา ผ่านการทำงานร่วมกันในหลายมิติ ทั้งด้านนโยบาย การกำกับดูแลสื่อสาธารณะและการมีส่วนร่วมของสังคม UNFPA จะให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ แนวปฏิบัติระดับนานาชาติและคำแนะนำเชิงเทคนิคเพื่อส่งเสริมแนวทางการคุ้มครองนักกีฬาที่ยึดผู้ก้าวข้ามความรุนแรงเป็นศูนย์กลาง (Survivor-centred approach) ขณะที่คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมาธิการฝ่ายความเท่าเทียมทางเพศและ Safeguarding Thailand ในกีฬาจะมีบทบาทสำคัญในการประสานความร่วมมือกับองค์กรกีฬาและผลักดันมาตรฐานด้านจริยธรรมและความปลอดภัยให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

ผศ.ดร.พิมล ศรีวิกรม์ กล่าวถึงความสำคัญของประเด็นนี้ว่า “แม้เรื่อง Safeguarding Thailand in Sport อาจยังถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ได้ยกระดับให้เป็นหนึ่งในนโยบายหลัก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางกีฬาที่ปลอดภัย เคารพศักดิ์ศรี และเท่าเทียมสำหรับทุกคน คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยจึงเริ่มดำเนินงานเชิงรุก เพราะตระหนักว่าการปกป้องนักกีฬาและบุคลากรทางกีฬาเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จอย่างยั่งยืน”

สิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในมุมมองของ UNFPA แนวคิดเรื่อง Safeguarding Thailand in Sport หรือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในวงการกีฬามีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงชัยชนะหรือเหรียญรางวัล ความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือประชากรเพศหลากหลาย ซึ่งควรได้รับความเคารพในฐานะเพื่อนมนุษย์อย่างเท่าเทียม การล่วงละเมิดทางเพศไม่ว่าจะแวดวงใด หรือเกิดขึ้นกับบุคคลใด ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน บ่อนทำลายความเสมอภาคระหว่างเพศ และกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยตรง

“วงการกีฬาเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง นักกีฬาและบุคลากรต้องเผชิญกับแรงกดดันและความเครียดอย่างมาก หากสนามฝึกซ้อมหรือสนามแข่งขันไม่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ย่อมส่งผลให้ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ และอาจกลายเป็นบาดแผลทางใจไปตลอดชีวิต ในมุมของ UNFPA ตามหลักสากล เราสนับสนุนให้นักกีฬาและบุคลากรทุกคนมีบทบาทร่วมกันในการยุติความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศ โดยเริ่มจาก ไม่เป็นผู้กระทำความรุนแรงหรือล่วงละเมิดผู้อื่น,ไม่เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากพบเห็นหรือประสบด้วยตนเอง ขอให้ใช้สิทธิ์ในการร้องเรียนและแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม และสำหรับนักกีฬาที่เป็นที่รู้จักในสังคม เราอยากเชิญชวนให้ร่วมเป็นกระบอกเสียงในการยืนยันว่า ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับได้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนในอนาคต” หัวหน้าสำนักงาน UNFPA ประจำประเทศไทย กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายความเท่าเทียมทางเพศและ Safeguarding Thailand ในกีฬา กล่าวถึงที่มาของการผลักดันโครงการนี้ว่า ประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศทำให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลนักกีฬาอย่างรอบด้าน ไม่เพียงด้านร่างกาย แต่รวมถึงจิตใจและความรู้สึกปลอดภัย “นักกีฬาจะเล่นกีฬาได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ต่อเมื่อเขารู้สึกว่าพื้นที่ตรงนั้นปลอดภัยสำหรับเขา หลังจากนี้คณะกรรมาธิการด้าน Safeguarding จะทำงานอย่างเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อป้องกันภัยคุกคามและการล่วงละเมิดในทุกรูปแบบ และดูแลคุณภาพชีวิตของนักกีฬาอย่างแท้จริง”

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือการสื่อสารต่อสาธารณะ โดย HiSoParty Magazine สื่อไลฟ์สไตล์ชั้นนำที่เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรในการผลักดันประเด็นนี้ให้เข้าถึงสังคมในวงกว้าง ปรียามล ธนวิสุทธิ์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร HiSoParty กล่าวว่า การเข้าร่วมลงนาม MOU ในครั้งนี้สะท้อนนิยามใหม่ของคำว่า “การให้” ของแวดวงสังคมและคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบริจาค แต่คือการใช้พลังของสื่อในการขับเคลื่อนประเด็นที่มีความหมายต่อสังคมในระยะยาว “HiSoParty เชื่อว่าสื่อไลฟ์สไตล์สามารถช่วยเปลี่ยนทัศนคติของสังคมได้ ผ่านการเล่าเรื่องที่เข้าถึงง่าย ทำให้เรื่องการเคารพซึ่งกันและกัน และความปลอดภัยในวงการกีฬา ค่อยๆ กลายเป็น ‘เรื่องปกติ’ หรือ New Normal ในสังคมไทย”

การลงนาม MOU ระหว่าง UNFPA คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และ HiSoParty Magazine ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการกีฬาไทย ในการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ความรุนแรงทุกรูปแบบไม่อาจยอมรับได้ และการสร้างระบบคุ้มครองนักกีฬาอย่างเป็นรูปธรรมคือภารกิจร่วมกันของทุกภาคส่วน เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงความสำเร็จในสนามแข่งขัน หากแต่คือการทำให้กีฬาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ตั้งแต่ระดับเยาวชน นักกีฬาอาชีพ ไปจนถึงทีมชาติ เพื่อให้รอยยิ้มของนักกีฬา บุคลากร และผู้ชมกีฬา เกิดขึ้นจากความภาคภูมิใจอย่างแท้จริง และส่งต่อคุณค่านี้สู่คนรุ่นถัดไปอย่างยั่งยืน

สมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบราชชนนี (สศก.) ประชุมสามัญประจำปี 2568

สมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบราชชนนี (สศก.) ประชุมสามัญประจำปี 2568

สมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบราชชนนี (สศก.) ประชุมสามัญประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.32 น.

ดร.มนวิภา ประชัญคดี นายกสมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบราชชนนี (สศก.) เป็นประธานจัดการประชุมสามัญประจำปี พ.ศ. 2568 ณ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) กรุงเทพมหานคร โดยที่ประชุมรับทราบวาระสำคัญด้านข้อบังคับสมาคม ระบบ e-Donation และสรุปผลการดำเนินงานประจำปี ทั้งนี้ มี พล.อ.สมโภชน์ นนท์ชัย, รศ.นพ.ปกิตติ ทยานิธิ, ดร.เกล้าสรวง สุพงศ์ธร, ทันตแพทย์ประสาธน์ชัย – ทันตแพทย์หญิงปิยะรัตน์ โพธิปฐม, พนิดา ปทุมารักษ์ และชุติพนธ์ นิยมิศร พร้อมด้วยคณะกรรมการ เข้าร่วมประชุมด้วย

พานาโซนิค ลงพื้นที่ชุมพร สานต่อกิจกรรม ‘แยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน’

พานาโซนิค ลงพื้นที่ชุมพร สานต่อกิจกรรม ‘แยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน’

พานาโซนิค ลงพื้นที่ชุมพร สานต่อกิจกรรม ‘แยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน’

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.31 น.

พานาโซนิค ร่วมกับ เสียงโตเกียว นำทีมพนักงานลงพื้นที่ช่วยลดปัญหาขยะล้นเมือง จัดกิจกรรม “พานาโซนิค ชวนแยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน” ภายใต้โครงการ Panasonic Cares เปิดเวทีเวิร์คช้อปให้ความรู้การคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีแก่น้องๆ เยาวชน โรงเรียนปากน้ำชุมพรวิทยา จังหวัดชุมพร พร้อมพาลงมือปฏิบัติจริงด้วยการเก็บขยะบริเวณชายหาด สอดแทรกการให้ความรู้เกี่ยวกับขยะแต่ละประเภท เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างทักษะการจัดการขยะอย่างถูกวิธี ทั้งยังได้มอบชุดถังขยะแยกประเภท และหลอดไฟ พานาโซนิค แอลอีดี ประหยัดพลังงาน

ฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ในประเทศไทย

นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ในประเทศไทย กล่าวว่า “กิจกรรม พานาโซนิคชวนแยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน” เป็นกิจกรรมเพื่อสังคม ที่จัดขึ้นภายใต้โครงการ Panasonic Cares ซึ่งเป็นโครงการที่พานาโซนิคดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 3 โดยได้วางกรอบการดำเนินงานสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs) หลายมิติ อาทิ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี คุณภาพการศึกษา ระบบนิเวศบนบกที่ยั่งยืน  การขจัดความยากจน  การบริโภคและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ การขจัดความหิวโหย และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  ขณะเดียวกันยังสอดรับกับภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมระยะยาวของพานาโซนิค กรุ๊ป ทั่วโลก Panasonic Green Impact ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน ภายใต้เป้าหมาย ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการส่งเสริมการรีไซเคิลวัสดุเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมภายในปี 2023

เอกพงษ์ เตชะวงศ์ถาวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสียงโตเกียว จำกัด,ปวีณา นาคหกวิค ผู้อำนวยการ โรงเรียนปากน้ำชุมพรวิทยา,ฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ในประเทศไทย และ สาวปวันรัตน์ เตชะวงศ์ถาวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสียงโตเกียว จำกัด

สำหรับกิจกรรมในปีนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของคนในชุมชน โดยเฉพาะการมุ่งขับเคลื่อนการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการ Panasonic Cares ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 20 กิจกรรม ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด อาทิ ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี เชียงราย ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร

ล่าสุด กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท เสียงโตเกียว จำกัด สานต่อกิจกรรม “พานาโซนิค ชวนแยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน” ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมี นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ในประเทศไทย นำทีมพนักงานมอบชุดถังขยะแยกประเภท พร้อมหลอดไฟพานาโซนิค แอลอีดี ประหยัดพลังงาน จำนวน 100 หลอด ให้แก่โรงเรียนปากน้ำชุมพรวิทยา จังหวัดชุมพร เพื่อสนับสนุนการจัดการขยะอย่างถูกวิธี และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ซึ่งมี นางสาวปวีณา นาคหกวิค ผู้อำนวยการ โรงเรียนปากน้ำชุมพร เป็นผู้รับมอบ และ นายเอกพงษ์ เตชะวงศ์ถาวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสียงโตเกียว จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน

บรรยากาศภายในกิจกรรม

พร้อมกันนี้ พานาโซนิคยังได้จัดกิจกรรมเวิร์กช้อปสร้างการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการสอนคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี และการพาน้องๆ นักเรียนลงพื้นที่ชายหาดเพื่อเก็บขยะและเรียนรู้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยขยะที่พบส่วนใหญ่เป็นพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastic) จากนักท่องเที่ยว อาทิ กล่องโฟมบรรจุอาหาร ถุงพลาสติก ขวดและแก้วน้ำพลาสติก รวมถึงฝาขวดน้ำ กิจกรรมนี้ถือเป็นการบ่มเพาะพลังเยาวชนให้เห็นความสำคัญของการแยกขยะตั้งแต่ต้นน้ำ พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมในการปกป้องและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในชุมชนชายฝั่งของตนเองให้คงความสวยงามอย่างยั่งยืนต่อไป

เพาเวอร์บาย จับมือ มูลนิธิออทิสติกไทย และพันธมิตร ผลักดันเทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียมให้บุคคลออทิสติกทั่วไทย

เพาเวอร์บาย จับมือ มูลนิธิออทิสติกไทย และพันธมิตร ผลักดันเทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียมให้บุคคลออทิสติกทั่วไทย

เพาเวอร์บาย จับมือ มูลนิธิออทิสติกไทย และพันธมิตร ผลักดันเทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียมให้บุคคลออทิสติกทั่วไทย

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.28 น.

เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ไม่หยุดนิ่งในการนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสให้กับกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบกลยุทธ์ ESG โดยเฉพาะมิติด้านสังคม (Social) ล่าสุด เพาเวอร์บาย ร่วมกับ มูลนิธิออทิสติกไทย, ทรูปลูกปัญญา และภาคีเครือข่ายจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ Hisense, Toshiba, Electrolux และ TCL จัดโครงการ “การพัฒนาศักยภาพบุคคลออทิสติกผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล” ส่งมอบอุปกรณ์และสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ให้กับศูนย์การเรียนรู้สำหรับบุคคลออทิสติกจำนวน 131 แห่ง ครอบคลุม 54 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อวางรากฐานการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพเฉพาะบุคคลของเด็กพิเศษและครอบครัวในระยะยาว

พิธีเปิดโครงการได้รับเกียรติจาก นางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาพิเศษ กองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุวิณ โกษีอำนวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด,นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย และนายประพาฬพงษ์ มากนวล หัวหน้าฝ่ายทรูปลูกปัญญา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น สะท้อนพลังความร่วมมือทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

นายสุวิณ โกษีอำนวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “การจัดโครงการในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการนำกลยุทธ์ด้าน ESG มาสู่การปฏิบัติจริง โดยเพาเวอร์บายมองว่าเทคโนโลยีไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่การตอบโจทย์ทางธุรกิจ แต่ต้องเป็นพลังในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ การนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ามาช่วยลดช่องว่างทางการศึกษา คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทย”

ด้าน นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย เสริมว่า การส่งมอบสื่อดิจิทัลและการอบรมให้กับศูนย์การเรียนรู้ 131 แห่งทั่วประเทศ จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์ม Work Boxes System ในเว็บไซต์ https://autisticthai.net/ ซึ่งออกแบบมาเพื่อพัฒนาทักษะของบุคคลออทิสติกอย่างรอบด้าน ทั้งการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการพึ่งพาตนเอง อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีคุณค่า

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของเพาเวอร์บาย ที่มุ่งบูรณาการการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างเป็นระบบ โดยบริษัทตั้งเป้าใช้ศักยภาพด้านเทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตรในการขยายโครงการที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการด้านสังคมในลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนต่อสังคมไทยในระยะยาว