สภาฯ คึกคัก! 39 สส.เข้าคิวสะท้อนปัญหาชาวบ้าน

สภาฯ คึกคัก! 39 สส.เข้าคิวสะท้อนปัญหาชาวบ้าน

สภาฯ คึกคัก! 39 สส.เข้าคิวสะท้อนปัญหาชาวบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.27 น.

2 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า การประชุมเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น.โดย นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้เปิดให้ สส.หารือถึงความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ ก่อนจะเข้าสู่วาระการประชุมตามปกติ

โดยในวันนี้ มี สส.ลงชื่อนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนทั้งสิ้น 39 คน แบ่งเป็น สส.พรรคภูมิใจไทย จำนวน 15 คน , พรรคประชาชน 9 คน , พรรคเพื่อไทย 6 คน , พรรคกล้าธรรม 5 คน , พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน , พรรคประชาชาติ 1 คน และพรรคทางเลือกใหม่ 1 คน

กกต.สุพรรณ ส่งเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง เขต 2 ถึง กกต.กลาง อยู่ระหว่างประมวลผลคำร้อง

กกต.สุพรรณ ส่งเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง เขต 2 ถึง กกต.กลาง อยู่ระหว่างประมวลผลคำร้อง

กกต.สุพรรณ ส่งเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง เขต 2 ถึง กกต.กลาง อยู่ระหว่างประมวลผลคำร้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

กกต.สุพรรณ ส่งเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง เขต 2 ถึง กกต.กลาง อยู่ระหว่างการพิจารณา 

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเคลื่อนไหวของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดมีรายงานว่ากรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ส่งสำนวน ผลการตรวจสอบ ผลการเลือกตั้ง เขต 2 จ.สุพรรณบุรี มาให้สำนักงานแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณา ของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อประมวลว่า ผลการสอบสวน จะออกมาเป็นอย่างไร ก่อนที่จะครบกำหนด 60 วัน ที่จะต้องประกาศ รับรองผลการเลือกตั้ง ตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 9 เมษายนนี้ 

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาล ได้ส่งเรื่องมายังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อขอพิจารณา อนุมัติงบประมาณเพื่อใช้ในโครงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ สู้รบในตะวันออกกลาง นั้นมีรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีการประสานเรื่องดังกล่าวมาจริง ทางสำนักงาน กกต. ก็ได้เตรียมที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่ปรากฏว่าได้รับแจ้งในภายหลังว่ามีการเข้าใจผิดกันเกิดขึ้น จึงไม่ได้มีการส่งเรื่องดังกล่าวมาให้ สำนักงาน กกต. พิจารณา

ปชน.ยื่นร่างกฎหมายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร จี้รัฐลงรายละเอียดนโยบายพลทหารอาสาเริ่มเมื่อไหร่

ปชน.ยื่นร่างกฎหมายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร จี้รัฐลงรายละเอียดนโยบายพลทหารอาสาเริ่มเมื่อไหร่

ปชน.ยื่นร่างกฎหมายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร จี้รัฐลงรายละเอียดนโยบายพลทหารอาสาเริ่มเมื่อไหร่

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.58 น.

พรรคประชาชนแถลงยื่นร่างกฎหมายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร จี้รัฐบาลลงรายละเอียดนโยบายพลทหารอาสาจะเริ่มเมื่อไหร่ เตรียมเครือข่ายทั่วประเทศจับตาการละเมิดสิทธิพลทหารในค่ายทหาร

วันที่ 2 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพฯ เขต 10 พรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวการยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.รับราชการทหาร เพื่อนำไปสู่การยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร พร้อมทวงถามถึงนโยบายพลทหารอาสาของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย

โดย นายเอกราช ระบุว่า ในสมัยสภาชุดที่แล้ว พรรคประชาชนได้เคยยื่นร่างฯ ดังกล่าวไว้แต่ยังไม่มีการพิจารณา จึงได้มีการนำร่างฯ มาปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ก่อนยื่นเข้าใหม่ในสภาชุดนี้ โดยหลักการของร่างฯ ฉบับนี้เห็นว่าหากจะให้ภารกิจด้านการรักษาความมั่นคงมีประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการ ทั้งด้านสวัสดิการ รายได้ และความก้าวหน้าทางอาชีพ ต้องมีการยกเลิกการบังคับการเกณฑ์ทหาร ปลดล็อกให้มีการนำระบบสมัครใจเข้ามาใช้ผ่านการยกเลิกกฎหมายค้างเก่า 6 ฉบับด้วยกัน

โดยให้เยาวชนอายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองเกิน และเข้าตรวจรับเป็นทหารกองประจำการได้ เมื่อเกิดระบบสมัครใจจะทำให้ได้กำลังพลที่มีมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันเวลานี้เป็นช่วงฤดูของการตรวจเลือกทหาร ยังมีใบแดงในระบบอีก 60,000 ใบ พรรคประชาชนขอเรียกร้องไปถึงรัฐบาลให้ดำเนินการตามนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลทหารอาสา ที่ยังมีรายละเอียดต้องดำเนินการอีกมาก

นายเอกราช กล่าวต่อไปว่า พรรคประชาชนจะทำงานขับเคลื่อนผ่านกลไกการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้การยกเลิกการบังคับการเกณฑ์ทหารเกิดขึ้นจริง โดยจะตรวจสอบการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และที่จะจับตาเป็นพิเศษในปีนี้คือกรณีการนำพลทหารไปเป็นทหารรับใช้ การทุจริตในการเก็บบัตรเอทีเอ็มเพื่อหักหัวคิว รวมถึงการซ้อมทรมานในค่ายทหาร ซึ่งพรรคประชาชนมีเครือข่ายที่เป็นหูเป็นตาช่วยกัน และหากมีใครพบเห็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องหรือการล่วงละเมิด สามารถส่งข้อมูลมาที่พรรคประชาชนได้ ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินการตามกฏหมายที่ควรจะเป็นต่อปี

ส่วน น.ท.กิตติพงษ์ กล่าวว่า จากนโยบายพลทหารอาสาของรัฐบาล ทำให้ประชาชนตั้งความหวังว่าในปี 2569 จะเป็นปีสุดท้ายที่จะต้องส่งลูกหลานของตัวเองไปบังคับเกณฑ์ทหาร เรื่องนี้รัฐบาลต้องมีความชัดเจนว่าจะดำเนินนโยบายพลทหารอาสาอย่างไร ความกังวลใจของประชาชนไม่ใช่เฉพาะเรื่องการส่งลูกหลานไปเป็นพลทหารเท่านั้น อีกเรื่องที่ประชาชนมีความกังวลเป็นอย่างมากคือเรื่องสวัสดิภาพของลูกหลานที่เป็นพลทหาร

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีเหตุพลทหารถูกซ้อมทรมานและถูกละเมิดสิทธิหลายราย รัฐบาลต้องมีความจริงจังในการแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้พลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพ รักษาอธิปไตยของประเทศ ต้องถูกซ้อมทรมานและละเมิดสิทธิ ทั้งการเอาไปเป็นทหารรับใช้ หรือการซ้อมจากครูฝึก พรรคประชาชนขอทวงถามความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะมีนโยบายหรือแนวทางอย่างไรที่จะป้องกันเหตุเหล่านี้

เหยื่ออุดมการณ์ ธนาธร-ปิยบุตร บทเรียนราคาแพงจากคดี 112

เหยื่ออุดมการณ์ ธนาธร-ปิยบุตร บทเรียนราคาแพงจากคดี 112

เหยื่ออุดมการณ์ ธนาธร-ปิยบุตร บทเรียนราคาแพงจากคดี 112

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.37 น.

คดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่กำลังเข้าสู่ศาลฎีกาในเวลานี้ เป็นเส้นเรื่องเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ได้แยกเป็นคนละเหตุการณ์ คนกลุ่มเดิม การกระทำเดิม และประเด็นเดิมยังอยู่ครบ เพียงเปลี่ยนสถานะมาอยู่ในพรรคประชาชน ขณะที่สาระของเรื่องยังคงเดิม

การเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คือจุดตั้งต้นของเรื่องทั้งหมด และเป็นการกระทำเดียวกับที่เคยนำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกลมาก่อน เส้นทางของคดีจึงไม่ได้เริ่มต้นใหม่ แต่เป็นความต่อเนื่องจากการตัดสินใจครั้งเดิมที่ยังคงส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

คดีเดินมาถึงศาลฎีกา และมี สส.พรรคประชาชนอย่างน้อย 10 คนอยู่ในรายชื่อเดียวกัน ภาพรวมจึงสะท้อนให้เห็นว่า เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่บนเส้นทางเดียวกัน และกำลังเดินต่อไปโดยไม่มีการตัดตอน

คดีดังกล่าวเป็นการพิจารณาในประเด็น “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งหากศาลมีคำพิพากษาไปในทิศทางดังกล่าว ผลที่ตามมาอาจถึงขั้น “เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต” ของผู้ที่เกี่ยวข้อง

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลือกอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยคำว่า “นิติสงคราม” พร้อมทั้งกล่าวถึงการสั่งสอน การตัดกำลัง และสิ่งที่เรียกว่า “ใบอนุญาตที่สอง”

คำอธิบายดังกล่าวโยนความรับผิดชอบออกไปข้างนอก ไปที่ “นิติสงคราม” ไปที่อำนาจ และสิ่งที่เรียกว่า “ใบอนุญาตที่สอง” แต่ไม่ได้พูดถึงจุดเริ่มต้นของคดี ทำให้ภาพของเหตุการณ์ถูกเล่าแค่ปลายทาง โดยไม่แตะต้นทางที่เป็นเหตุให้เกิดเรื่องทั้งหมด

การอธิบายที่เลี่ยงต้นเหตุ ทำให้ความเข้าใจของสาธารณะถูกพาออกไปจากแกนหลักของเรื่อง และทำให้ความรับผิดชอบถูกเบี่ยงไปยังปัจจัยอื่น แทนที่จะอยู่ที่การตัดสินใจซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์

ย้อนกลับไปดูต้นทาง จะเห็นว่าแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่มีการแสดงจุดยืนมาก่อนโดย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร” ผู้นำทางความคิดของพรรคการเมืองนี้

ภาพของอุดมการณ์ปรากฏผ่านคำพูดและท่าทีที่เคยแสดงออก “ธนาธร” วิจารณ์แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และสื่อสารในเชิงสัญลักษณ์เรื่อง “การนั่งเสมอกัน” ซึ่งสะท้อนความพยายามปรับความสัมพันธ์เชิงลำดับให้เป็นความเท่าเทียม

ขณะที่ “ปิยบุตร” เสนอในทำนองว่าไม่ควรมีพระราชดำรัสในพื้นที่สาธารณะ เป็นการตั้งคำถามต่อบทบาทของสถาบันในพื้นที่สาธารณะโดยตรง

แนวคิดเหล่านี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือการขยับบทบาทของสถาบันจากรูปแบบเดิมไปสู่รูปแบบที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน และสอดคล้องกับแนวทางที่ถูกนำไปผลักดันต่อในเชิงนโยบาย

ในขณะเดียวกัน ถ้าดูที่ตัวบุคคลในพรรค จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้เริ่มต้นด้วยจุดยืนในลักษณะนี้มาก่อน อย่าง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” และ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ต่างเคยมีภาพของการเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา สวมเสื้อเหลือง และแสดงออกถึงความผูกพันกับสถาบันในช่วงหนึ่งของชีวิต

ภาพในช่วงนั้นสะท้อนว่าจุดตั้งต้นของบุคคลไม่ได้อยู่ในแนวคิดที่ขัดแย้ง แต่เมื่อเข้ามาอยู่ภายใต้ทิศทางของพรรค และอยู่ในกรอบอุดมการณ์ที่ถูกวางไว้ การแสดงออกทางการเมืองกลับเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน จนไปสู่การร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112

การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลที่แยกออกจากกัน แต่เป็นการเคลื่อนของจุดยืนภายใต้แนวคิดเดียวกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจในระดับนโยบาย

การเสนอแก้ไขไปจนถึงการกล่าวถึงการยกเลิกมาตรา 112 จึงไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เป็นผลต่อเนื่องจากอุดมการณ์ที่ถูกวางมาก่อน

ประเด็นที่ต้องดูให้ชัดคือความแตกต่างระหว่างผู้กำหนดแนวคิดกับผู้ที่นำแนวคิดไปปฏิบัติ บทบาทของทั้งสองส่วนไม่เหมือนกันในแง่ของผลที่ตามมา

ผู้ที่ทำหน้าที่อธิบายและผลักแนวคิดยังคงอยู่ในพื้นที่ของการแสดงความเห็น ขณะที่ผู้ที่มีชื่ออยู่ในกระบวนการคือผู้ที่ต้องเผชิญกับผลทางกฎหมายโดยตรง

โครงสร้างแบบนี้ทำให้เห็นชัดว่า แนวคิดกับผลลัพธ์ไม่ได้ตกอยู่กับคนกลุ่มเดียวกัน และสะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการวางแนวคิดกับผลที่เกิดขึ้นจริง

ภาพรวมของเหตุการณ์แสดงให้เห็นความต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปัจจุบัน แนวคิดที่ถูกวางไว้ ถูกนำไปยึดถือ และถูกแปลงเป็นการตัดสินใจที่มีผลตามมา

การอธิบายว่าเป็น “นิติสงคราม” เป็นเรื่องของอำนาจรัฐ หรือถูกกดด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ใบอนุญาตที่สอง” อย่างเดียว ไม่พอจะอธิบายเรื่องนี้ได้ เพราะจุดเริ่มไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่เริ่มจากแนวคิดที่ถูกนำไปสู่การตัดสินใจเอง

คำว่า “เหยื่อ” ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เกิดจากการยึดถือและนำอุดมการณ์ของ “ธนาธร” และ “ปิยบุตร” ไปสู่การปฏิบัติ

และเมื่ออุดมการณ์ที่ถูกนำไปใช้จริง คนที่ลงมือจึงเป็นผู้ที่ต้องรับผลจากอุดมการณ์นั้นโดยตรง

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ยศชนัน-จุลพันธ์ มาตามนัด! ขึ้นตึกไทยฯ กินมื้อเที่ยง-คุยงาน ตามคำเชิญ อนุทิน

ยศชนัน-จุลพันธ์ มาตามนัด! ขึ้นตึกไทยฯ กินมื้อเที่ยง-คุยงาน ตามคำเชิญ อนุทิน

ยศชนัน-จุลพันธ์ มาตามนัด! ขึ้นตึกไทยฯ กินมื้อเที่ยง-คุยงาน ตามคำเชิญ อนุทิน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.52 น.

ยศชนัน-จุลพันธ์ มาตามนัด! ขึ้นตึกไทยฯ กินมื้อเที่ยง-คุยงาน ตามคำเชิญ อนุทิน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 2 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  เดินทางมาถึงตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตามคำเชิญ  เพื่อพูดคุยถึงการทำงานร่วมกันในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รอต้อนรับ 

จากนั้น เวลา 11.35 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางมาถึง ก่อนที่จะเดินเข้าไปสมทบภายในตึกไทยคู่ฟ้า 

นายกฯอนุทิน สลัดลุคผู้นำ! ขับรถไฟฟ้า-ถือกระเป๋าเองเข้าทำเนียบฯ

นายกฯอนุทิน สลัดลุคผู้นำ! ขับรถไฟฟ้า-ถือกระเป๋าเองเข้าทำเนียบฯ

นายกฯอนุทิน สลัดลุคผู้นำ! ขับรถไฟฟ้า-ถือกระเป๋าเองเข้าทำเนียบฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.45 น.

2 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ โดยนายกฯ ได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัว (EV) สีเทาเข้ม ทะเบียน “จต 32 กรุงเทพมหานคร” (ซึ่งเลข 32 สอดคล้องกับลำดับนายกรัฐมนตรีคนที่ 32) เข้ามายังตึกไทยคู่ฟ้าด้วยตนเอง

เมื่อรถจอดสนิท นายกฯ ได้ก้าวลงจากรถ พร้อมถือกระเป๋าเอกสารด้วยตัวเอง โดยไม่มีผู้ติดตามหรือถือของให้ เหมือนภาพลักษณ์นักการเมืองในอดีต ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ผู้นำยุคใหม่ที่พึ่งพาตนเอง และใส่ใจสิ่งแวดล้อมผ่านการใช้รถ EV ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวน

ทั้งนี้ ภารกิจสำคัญในวันนี้หลังจากเดินทางถึง นายกฯ ได้เริ่มภารกิจทันที โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ เรียกเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าพบเพื่อทบทวนนโยบายความมั่นคง ก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ , สั่งการเดินหน้าโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ โดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตาม (คตร.) เพื่อพิจารณาค่าการกลั่นและลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนภายใน 15 วัน และกล่าวปราศรัยเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย (2 เมษายน)

– 006

ทำเนียบฯ เตรียมความพร้อมสถานที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.นี้ ก่อนแถลงนโยบาย

ทำเนียบฯ เตรียมความพร้อมสถานที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.นี้ ก่อนแถลงนโยบาย

ทำเนียบฯ เตรียมความพร้อมสถานที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.นี้ ก่อนแถลงนโยบาย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.

ทำเนียบฯ เตรียมความพร้อมสถานที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.นี้ ก่อนแถลงนโยบาย

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศทำเนียบรัฐบาล มีการเตรียมสถานที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ วันที่ 6 เม.ย.นี้ ซึ่งครม.จะมาถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรี ก่อนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำครม.เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ 

โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่ภายในตึกสันติไมตรี ซึ่งจะใช้ห้องตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ในการประชุมครม. รวมถึงเตรียมห้องรับรอง และห้องถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรีแล้ว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักเลขาธินายกรัฐมนตรี (สลค.) แจ้งครม.ชุดใหม่ถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรีและตรวจคัดกรองโควิด-19 เวลา 15.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี 

ก่อนที่เวลา 17.00 น. นายกฯ นำครม.ชุดใหม่ เดินทางไปเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ จากนั้นนายกฯ จะเป็นประธานการประชุมครม.นัดพิเศษ ที่ตึกสันติไมตรี เพื่อขอมติรับรองร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งจะมีการแถลงนโยบายในวันที่ 9-10 เม.ย.

พิพัฒน์ โอด พูดไม่มีใครเชื่อ ย้ำชัดไม่เคยเอาข้อมูล ไปบอกบริษัทน้ำมัน

พิพัฒน์ โอด พูดไม่มีใครเชื่อ ย้ำชัดไม่เคยเอาข้อมูล ไปบอกบริษัทน้ำมัน

พิพัฒน์ โอด พูดไม่มีใครเชื่อ ย้ำชัดไม่เคยเอาข้อมูล ไปบอกบริษัทน้ำมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.51 น.

‘พิพัฒน์’ แจงอีก ไม่เคยเอาข้อมูลขึ้นราคาน้ำมันไปแจ้งบริษัท ลั่นรอดูผลประกอบการไตรมาสแรกเป็นเครื่องพิสูจน์

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.25569 รายการ พี่ก๊อง Morning ดำเนินรายการโดยนายปรเมษฐ์ ภู่โต ออกอาการทางแนวหน้าออนไลน์  เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ได้สัมภาษณ์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม โดยนายพิพัฒน์ ได้ชี้แจงเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์  หรือการล่วงรู้ข้อมูลภายใน กรณีน้ำมันขึ้นราคา 6 บาท ว่าตอนขึ้น 6 บาทนั้น น้ำมันที่สถานีบริการไม่มี ดังนั้นไม่มีบริษัทใดได้ 

“นายกฯ ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดตรวจสอบสถานีบริการที่ขึ้นป้ายน้ำมันหมด โดยนายอำเภอ และพลังงานจังหวัดไปดำเนินการ ผลคือ สถานีบริการเหล่านั้นไม่มีน้ำมันจริง ดังนั้นเมื่อไม่มีน้ำมันอยู่แล้วจะมีรายได้จาการขึ้นราคาน้ำมันตรงไหน” นายพิพัฒน์ กล่าว

สำหรับเรื่องการข้ดกันผลประโยชน์ (Conflict of Interest) นายพิพัฒน์ ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารบริษัทพีที แต่ยอมรับว่ามีส่วนได้ส่วนเสียเพราะถือหุ้นก็ได้เงินปันผล อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าในการทำหน้าที่ประธานศบก. ไม่เคยโทรศัพท์ไปบอกบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ตนยึดมั่นว่าในฐานะที่กินเงินเดือนรัฐบาล มีหน้าที่ต้องรักษาความลับ 

“ผมพูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อแน่นอน ดังนั้นขอให้ดูจากผลประกอบการของบริษัทไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งจะเปิดเผยกันประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ไปดูตรงนั้นดีกว่า ผลประกอบการจะเป็นเครื่องพิสูจน์” นายพิพัฒน์ กล่าว

ทร.ยันบังคับใช้ กม.ไม่ละเว้น หลังคลิปเรือไทยลักลอบขายน้ำมันให้เขมรราคาถูกว่อนโซเชียล

ทร.ยันบังคับใช้ กม.ไม่ละเว้น หลังคลิปเรือไทยลักลอบขายน้ำมันให้เขมรราคาถูกว่อนโซเชียล

ทร.ยันบังคับใช้ กม.ไม่ละเว้น หลังคลิปเรือไทยลักลอบขายน้ำมันให้เขมรราคาถูกว่อนโซเชียล

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.21 น.

ทร. รับทราบกรณีข่าวการลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงไปจำหน่ายนอกประเทศ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมขอบคุณประชาชนร่วมแจ้งเบาะแส ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวน ยันบังคับใช้กฎหมายไม่ละเว้น

จากกรณีโซเชียลแห่แชร์คลิปของผู้ใช้ติ๊กต๊อกชาวเขมรรายหนึ่งทื่มีการโพสต์คลิปวิดีโอขณะกำลังทำการถ่ายน้ำมันจากเรือลำหนึ่งกลางทะเล โดยในคลิปปรากฎเรือที่มีธงชาติไทยอยู่ด้วย ขณะที่ผู้โพสต์คลิปได้ลงแคปชันด้วยว่า “ขายราคาถูก” โดยล่าสุดผู้โพสต์คลิป ได้ลบคลิปวิดีโอดังกล่าวไปแล้ว

จากนั้นเพจเฟซบุ๊ก “หมอแล็บแพนด้า” ก็ได้ออกมาโพสต์เช่นกันว่ามี เรือไทยลักลอบขนน้ำมันขายเขมรในราคาถูก มีการขับอ้อมกว่า 24 ไมล์ทะเล พร้อมถ่ายน้ำมันกลางทะเลเขตกัมพูชา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยกรณีดังกล่าวว่า กองทัพเรือได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกองทัพเรืออยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน หากพบว่ามีการลักลอบการน้ำมันเขื้อเพลิงออกนอกราชอาณาจักรโดยจริง จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยไม่ละเว้น

กองทัพเรือขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ควบคุมดูแลการใช้ทรัพยากรและการปฏิบัติกิจกรรมในพื้นที่ทางทะเลให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งไม่สนับสนุนการกระทำใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ กองทัพเรือขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ได้ร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการอย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ และขอความร่วมมือในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารก่อนการเผยแพร่ เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนหรือความเข้าใจผิดในสังคม กองทัพเรือจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบเป็นระยะต่อไป

เลขาฯ สมช.ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้

เลขาฯ สมช.ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้

เลขาฯ สมช.ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.08 น.

เลขาฯ สมช.ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ชี้วางกรอบการทำงานให้ชัดขึ้น

2 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.19 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย​ บางชวด​ เลขาธิการ​สภา​ความมั่นคง​แห่งชาติ​ (สมช.​) เปิดเผยว่า ในวันนี้ ​นายอนุทิน​ ชาญ​วีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ เรียกเข้าพบเพื่อหารือถึงสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากที่เมื่อวันที่ 1 เม.ย. พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์​ รองประธานวุฒิสภา และอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เข้าพบ​ ซึ่งจะเป็นการรายงานตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อถามว่า จะมีการหารือถึงแผนยุทธศาสตร์จังหวัดชายแดนใต้ด้วยหรือไม่​ นายฉัตรชัย​ กล่าวว่า​ อาจจะยังไม่ลงลึกถึงขนาดนั้น

เมื่อถามว่า มีเหตุอะไรหรือไม่ทำให้นายกฯ ถึงต้องเรียก สมช.มาพบ นายฉัตรชัย กล่าวว่า​ ต่อไปรัฐบาลจะเริ่มบริหารงาน ​จึงต้องวางกรอบการทำงานให้ชัดเจนมากขึ้น​ แม้ว่าการบริหารงานจะต่อเนื่อง​ แต่ต้องมาดูที่ต้องเพิ่มมากขึ้น​อย่างเรื่องนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้​ ซึ่งต้องดูหลายเรื่องประกอบกัน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ​ และสังคม

เมื่อถามว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลมีอะไรที่น่ากังวลหรือไม่ นายฉัตรชัย​ กล่าวว่า​ ทุกอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีจุดเน้นเพิ่มขึ้นในหลายเรื่อง​ ทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อย​ และการพูดคุยสันติสุข​

เมื่อถามว่า แนวทางการทำงานการเมืองจะยังคงนำการทหารใช่หรือไม่ นายฉัตรชัย​ ย้ำว่า การเมืองจะต้องนำการทหาร

เมื่อถามว่า การหารือในครั้งนี้จะมีการพูดคุยถึงประเด็นน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า​ ในวันนี้ไม่ได้มีการเตรียมเรื่องนี้มา เนื่องจากมีศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง​ (ศบก.​) ดูแลอยู่แล้ว