สธ.ชื่นชมพยาบาลช่วยชีวิตผู้ป่วยก่อนเข้าพิธีวิวาห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305356

สธ.ชื่นชมพยาบาลช่วยชีวิตผู้ป่วยก่อนเข้าพิธีวิวาห์

นางสาว สุภาวิตา ทองใหญ่ หรือน้องเบ, โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี, พยาบาลช่วยผู้ป่วยก่อนวิวาห์, เข้าพิธีวิวาห์

กระทรวงสาธารณสุข ชื่นชมพยาบาลสาวที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยหมดสติ  แม้ในขณะที่กำลังแต่งหน้าเตรียมเข้าพิธีแต่งงาน

      นายแพทย์โอภาส  การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะโฆษกกระทวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ว่า นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอแสดงความยินดีและชื่นชมเป็นอย่างมากกับพยาบาลสาวที่กำลังเตรียาตัวเข้าพิธีแต่งงาน

     โดยเห็นชีวิตผู้ป่วยสำคัญกว่า ซึ่งต่อมาทราบชื่อว่านางสาว สุภาวิตา ทองใหญ่ หรือน้องเบพยาบาลวิชาชีพประจำอยู่หอผู้ป่วยแผนกศัลยกรรมประสาทชาย โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี  ซึ่งขณะที่เธอกำลังแต่งหน้าอยู่ที่ร้านนั้นได้มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพ-กู้ภัย   อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช มารับตัวผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินชาวไทย อายุ 60 ปี นอนแน่นิ่ง แขนขาเกร็ง  ไม่รู้สึกตัว

     จึงได้ขอเข้าไปช่วยเหลือ ได้กดหน้าอก เพื่อกระตุ้น และเรียกอยู่หลายครั้งผู้ป่วยก็ไม่ตอบสนองและ จากการตรวจเบื้องต้นพบว่า ชายดังกล่าวมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ ชีพจรเต้นเร็วความดันสูง    ซักประวัติจากญาติทราบว่าพบมีหลายโรคผู้ป่วยเป็นลมชักเกร็ง

      เนื่องจากพักผ่อนน้อยมีสภาวะเครียดจากโรคประจำตัว จึงให้การปฐมพยาบาลไปตลอดทางด้วยการให้อ๊อกซิเจน ดูอาการอย่างใกล้ชิด ขณะส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ทำให้ผู้ป่วยปลอดภัย

      นายแพทย์โอภาสกล่าวว่า ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างดีๆที่เกิดขึ้น  ขอชื่นชมในการทำหน้าที่ ด้วยจิตบริการ ที่พร้อมช่วยเหลือผู้ป่วยให้รอดพ้นจากการเสียชีวิต แม้จะไม่ใช่ในเวลาและสถานที่ที่ต้องทำงาน

       นับเป็นตัวแทนของวิชาชีพ ของกระทรวงสาธารณสุข เป็นที่ชื่นชมของผู้พบเห็นและทราบข่าว  โดยทางกระทรวงสาธารณสุขจะได้ส่งจดหมายแสดงความชื่นชมและขอบคุณไปยังพยาบาลท่านนี้ต่อไป

โพลล์ชี้เผย 5 เหตุผลธำรงวินัยรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305353

โพลล์ชี้เผย 5 เหตุผลธำรงวินัยรุนแรง

ธำรงวินัย, สยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์  เผย 5 เหตุผลธำรงวินัยรุนแรง

สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ (STC) แถลงผลการสำรวจ “การธำรงวินัย” วันที่ 3- 8 ธันวาคม 1,190คนเผย 5 เหตุผลธำรงวินัยรุนแรง

      ศ. ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโสสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นและทัศนคติของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับคำว่า “การธำรงวินัย” สำรวจระหว่างวันที่ 3 ถึง 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,190 คน

      การธำรงวินัย หมายถึง การดำรงตนหรือการฝึกตนให้อยู่ในระเบียบวินัยและปฏิบัติตามกฎข้อบังคับต่างๆ อย่างเคร่งครัด ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้ที่เข้าศึกษาและรับการฝึกเพื่อเตรียมตัวไปเป็นทหารหรือรั้วของชาติซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีความพร้อม ความอดทน และความแข็งแกร่งทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ดังนั้น “การธำรงวินัย” จึงถือเป็นแบบแผนสำคัญส่วนหนึ่งในการฝึกความมีระเบียบวินัย

    แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีข่าวปรากฏอยู่เป็นระยะๆ เกี่ยวกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัดหรือถึงแก่ความตายโดยคาดว่าอาจเกิดจากการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุ

      ทั้งนี้ ทุกครั้งที่มีข่าวทำนองนี้ปรากฏขึ้นจะกลายเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของผู้คนในสังคมซึ่งต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางรวมถึงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุ

      ขณะเดียวกันผู้คนอีกส่วนหนึ่งได้แสดงความห่วงใยถึงปัญหาการออกคำสั่งธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุและได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากประเด็นดังกล่าว สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นและทัศนคติของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับคำว่า “การธำรงวินัย”

      จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างอายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเพศหญิงร้อยละ 50.59 และเพศชายร้อยละ 49.41 สามารถสรุปผลได้ดังนี้ ในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “การธำรงวินัย” กลุ่มตัวอย่างเกือบหนึ่งในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 30.92 ระบุว่าตามความเข้าใจของตนเอง คำว่า “การธำรงวินัย” หมายถึง “การฝึกฝนให้มีระเบียบวินัยโดยการปฏิบัติตามการออกคำสั่งของหัวหน้า/ผู้บังคับบัญชา”

      รองลงมาให้ความหมายว่า “การฝึกให้มีความอดทนอดกลั้นโดยการทำกิจกรรมต่างๆเพิ่มเติมจากสิ่งที่ต้องทำเป็นกิจวัติประจำวัน” คิดเป็นร้อยละ 24.96 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 16.81 ระบุว่าตามความเข้าใจของตน คำว่า “การธำรงวินัย” หมายถึง “การฝึกความสามัคคีและความพร้อมเพียงโดยการทำกิจกรรมตามคำสั่งของหัวหน้า/ผู้บังคับบัญชาพร้อมๆกันเป็นกลุ่ม” กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 12.86 ระบุความหมายตามความเข้าใจของตนว่า “การฝึกความแข็งแกร่งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ”

     อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างที่เหลือมีความเข้าใจว่า “การธำรงวินัย” คือ “การลงโทษด้วยวิธีการรุนแรง/ผิดธรรมชาติเมื่อกระทำความผิด” และ “การใช้กำลังทำร้ายร่างกายข่มขู่คุกคามให้กลัว” ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 7.14 และร้อยละ 5.63 ตามลำดับ และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 1.68 ระบุความหมายอื่นๆ

      ในด้านความคิดเห็นต่อการธำรงวินัยนั้น กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 52.35 เห็นด้วยว่าการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกต้องจะช่วยเพิ่มความมีระเบียบวินัยของนักเรียนทหารได้จริง ขณะที่กลุ่มตัวอย่างประมาณครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50.84 เห็นด้วยว่าการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกต้องจะช่วยให้นักเรียนทหารโตไปเป็นทหารอาชีพที่มีศักยภาพทางด้านร่างกายและจิตใจได้ในอนาคต

      นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่แต่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 48.82 เห็นด้วยว่าการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกต้องจะช่วยปรามมิให้นักเรียนทหารกระทำความผิดซ้ำได้อีก

          อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างมากกว่าสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 76.05 เชื่อว่าในปัจจุบันยังคงมีการธำรงวินัยกับนักเรียนทหารโดยนักเรียนรุ่นพี่ด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุเป็นปกติ

     สำหรับสาเหตุสำคัญสูงสุด 5 อันดับที่นำไปสู่การธำรงวินัยนักเรียนรุ่นน้องด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุของนักเรียนรุ่นพี่ได้แก่ ความกดดันที่เคยถูกกระทำแบบเดียวกันจากรุ่นพี่ก่อนหน้าคิดเป็นร้อยละ 84.45 ความคึกคะนองตามวัยคิดเป็นร้อยละ 82.27 ไม่มีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำคิดเป็นร้อยละ 79.5 ไม่มีผู้บังคับบัญชา/หัวหน้าควบคุมขณะกระทำการคิดเป็นร้อยละ 76.81 และขาดความรู้ความเข้าใจในวิธีการคิดเป็นร้อยละ 74.79

     ในด้านความคิดเห็นต่อปัญหาการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 70.59 เห็นด้วยว่าการธำรงวินัยด้วยวิธีการไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุจะทำให้นักเรียนที่ถูกลงโทษกลายเป็นคนเก็บกดก้าวร้าวได้ในอนาคต

      ขณะที่กลุ่มตัวอย่างประมาณสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 66.72 มีความคิดเห็นว่าหากมีการลงโทษอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ออกคำสั่งธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสมรุนแรงเกินกว่าเหตุจะมีส่วนช่วยลดปัญหาการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุได้

      ส่วนกลุ่มตัวอย่างมากกว่าสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 69.75 มีความคิดเห็นว่าหากมีการลงโทษอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ออกคำสั่งธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสมรุนแรงเกินกว่าเหตุจะมีส่วนช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อทหารให้มากขึ้นได้

      นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมากกว่าสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 67.82 และร้อยละ 67.48 มีความคิดเห็นว่าหากมีการกำหนดหลักเกณฑ์/วิธีการ/ขั้นตอนปฏิบัติในการธำรงวินัยที่ชัดเจนและหากมีการออกข้อบังคับห้ามมิให้นักเรียนรุ่นพี่มีสิทธิ์ออกคำสั่งธำรงวินัยนักเรียนรุ่นน้องจะมีส่วนช่วยลดปัญหาการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุได้ตามลำดับ

ปาร์ตี้แบบไหน? ไม่ทำร้ายหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305244

ปาร์ตี้แบบไหน? ไม่ทำร้ายหัวใจ

ปาร์ตี้, ปีใหม่, แบบไม่ทำร้ายหัวใจ

เมื่อถึงช่วงเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะปีใหม่ที่เต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง การปาร์ตี้สังสรรค์ คือกิจกรรมที่ขาดไม่ได้

       ทว่าการปาร์ตี้แบบไหน? แบบใด? ที่ช่วยดูแลสุขภาพหัวใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ควรต้องใส่ใจและเลือกให้พอดีทั้งอาหารการกินและเครื่องดื่ม เพื่อสุขภาพหัวใจแข็งแรง…ในทุกเทศกาล

          นพ.ชาติทนง ยอดวุฒิ อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า การปาร์ตี้ ถ้าเป็นไปแบบพอดีเดินตามทางสายกลางย่อมดีต่อสุขภาพหัวใจ เพราะฉะนั้นการเลือกทำเลือกรับประทานอาหารและเครื่องดื่มเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ไม่เกิดผลเสียกับร่างกาย หนึ่งในสูตรอาหารที่อยากแนะนำให้รับประทาน

คือ อาหารแบบ Mediterranean Diet เพราะได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ ช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ กินให้ดีแบบ Mediterranean Diet ไม่ว่าจะเป็นคนทำหรือคนทานในงานปาร์ตี้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการเลือกชนิดอาหาร กำหนดปริมาณการดื่ม และออกกำลังกาย

ซึ่งการปฏิบัติตามพีระมิดของMediterranean Diet วิธีรับประทานอาหารตามสัดส่วนแบบเมดิเตอร์เรเนียน คืออีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยให้ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจและทำให้สุขภาพดีมีอายุยืนยาว

ปาร์ตี้แบบไหน? ไม่ทำร้ายหัวใจ

วิธีการรับประทานอาหารแบบMediterranean Diet ในแต่ละวันสามารถทำได้ไม่ยาก ตามพีระมิดด้านบนยิ่งน้อยยิ่งดีไล่ระดับลงมาพีระมิดด้านล่างยิ่งมากยิ่งดี ดังนี้

เนื้อแดง เนย ข้าวขาว ขนมปังขัดสี เส้นพาสต้า มันฝรั่ง และของหวาน ทานให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น นม ผลิตภัณฑ์นม ชีส ทานได้ 1-2 ครั้งต่อวัน ปลา อกไก่ ไข่ไก่ ทานได้ไม่เกิน 2 ครั้งต่อวัน พืชตระกูลถั่ว ทานได้ 1-3 ครั้งต่อวัน ผัก ทานได้ไม่จำกัด ผลไม้ ทานได้ 2-3 ครั้งต่อวัน โดยเฉพาะบีทรูท มีสารไนตริกออกไซด์ที่ช่วยในเรื่องการขยายตัวของหลอดเลือด ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โฮลเกรน ธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อยมากหรือไม่ผ่านเลย ทานได้เกือบทุกมื้อ น้ำมันจากพืช อาทิ มะกอก คาโนลา ถั่วเหลือง ข้าวโพด ทานตะวัน ถั่วลิสง

หรือพืชอื่น ๆ ทานได้เกือบทุกมื้อ นอกจากนี้สามารถทานวิตามินรวมด้วยได้ในปริมาณที่เหมาะสม และต้องควบคุมปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่สำคัญควรออกกำลังกายทุก ๆ วันและควบคุมน้ำหนักให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่เหมาะสม

ปาร์ตี้แบบไหน? ไม่ทำร้ายหัวใจ

ดื่มแบบไม่ทำร้ายสุขภาพ  การดื่มแอลกอฮอล์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อร่างกายอย่างที่ทราบกัน สำหรับคนที่ไม่เคยดื่มไม่แนะนำให้ดื่มเลยจะดีที่สุด  แต่สำหรับคนที่ดื่มอยู่แล้วนั้น การดื่มที่ไม่ทำร้ายสุขภาพมากจนเกินไป คือ การดื่มมาตรฐาน(Standard Drink) ซึ่งในกรณีนี้คือ การดื่มแบบพอประมาณ(Moderate Drinking) ได้แก่

 – ใน 1 สัปดาห์ จะต้องมี 2 วันที่งดดื่มแอลกอฮอล์

          – ใน 1 สัปดาห์ไม่ควรดื่มเกิน 7-21 ดื่มมาตรฐาน(เฉลี่ยต่อวันไม่ควรเกิน 3 ดื่มมาตรฐาน)

          – ปริมาณในแต่ละดื่มมาตรฐาน คือ ไวน์ 1 ดื่มมาตรฐาน = 140 ซีซี  เบียร์ 1 ดื่มมาตรฐาน = 330 ซีซี (ประมาณ 1 กระป๋อง)  สุราที่ได้จากการกลั่น (Spirit 40 ดีกรี) 1 ดื่มมาตรฐาน = 40 ซีซี (ประมาณ 1 ช็อต)

สำหรับประเด็นเรื่องการดื่มนั้น นพ.ชาติทนง กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อเสียของการดื่มแอลกอฮอล์นั้นคือ เมื่อดื่มแล้วจะขาดการควบคุมตนเอง ทำให้ดื่มในปริมาณมากและมากเกินกว่าที่แนะนำ ซึ่งยังไม่มีการศึกษาใดๆ ที่ระบุว่า เมื่อแอลกอฮอล์เข้าไปในร่างกายแล้วจะนำออกมาโดยปราศจากผลเสีย เพราะฉะนั้นการดีทอกซ์ไม่มีผลแต่อย่างใด

สิ่งที่ดีที่สุดคือการควบคุมแต่แรก และไม่ควรที่จะคิดงดดื่มแล้วมาดื่มครั้งหนึ่งในวันเดียวปริมาณมากๆ  เพราะการดื่มแบบพอประมาณที่ไม่ทำร้ายสุขภาพมากนัก จะต้องดื่มแบบควบคุมปริมาณในแต่ละวัน และสำหรับคนที่ไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์ไม่ควรดื่มอย่างเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์มีแต่ผลเสียต่อสุขภาพไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ส่งผลต่อหัวใจ สมอง และอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย

ปาร์ตี้แบบไหน? ไม่ทำร้ายหัวใจ

        ไวน์ดีกับหัวใจจริงหรือ?  มีการวิจัยพบว่าในไวน์มีส่วนประกอบของสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ลดการเสื่อมของหลอดเลือด ป้องกันการอักเสบของหลอดเลือด จึงช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้  แต่ในไวน์แต่ละชนิดมีฟลาโวนอยด์ปริมาณไม่เท่ากัน

ที่สำคัญร่างกายสามารถได้รับฟลาโวนอยด์จากผักและผลไม้ต่าง ๆ เช่น แอปเปิล ฝรั่ง เป็นต้น จึงไม่จำเป็นจะต้องทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แต่อย่างใด เพราะหากไม่สามารถควบคุมการดื่มแบบพอประมาณได้ย่อมทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายมากกว่าผลดี

ปาร์ตี้แบบไหน? ไม่ทำร้ายหัวใจ

           เลือกกิจกรรมดูแลหัวใจ  แม้ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้คือ กิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยและสุขภาพ กิจกรรมที่สร้างความผ่อนคลาย กิจกรรมท่ามกลางบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสมกับตนเอง จะเทศกาลไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับการรู้จักดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงในทุกๆ วัน “เพราะโรคหัวใจไม่ได้เกิดเมื่อวาน แต่เกิดจากการสะสมความเสื่อมสภาพและพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง อายุที่เพิ่มขึ้นความเสี่ยงสะสมก็เพิ่มขึ้น ยิ่งดูแลตัวเองช้า ผลที่ได้ย่อมไม่เท่ากับคนที่ดูแลตัวเองมาตั้งแต่เนิ่นๆ

ดังนั้นควรรู้ว่าอะไรคือทางสายกลาง กินดื่มอะไรแบบไหนให้พอดี และควรหมั่นสังเกตตัวเอง หากมีอะไรผิดปกติ ลองกลับมาถามตัวเองแล้วเช็กสุขภาพกันสักนิด โดยเฉพาะถ้ามีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจเพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด”

เคล็ดลับ ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305343

เคล็ดลับ ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ

สังคมสูงวัย

สังคมผู้สูงวัย เน้นส่งเสริมดูแลสุขภาพตนเอง กินอาหารดี ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และออมทรัพย์เพื่อตนเอง ชี้รร.ผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

    ปัญหาผู้สูงอายุในชุมชนที่ขาดการดูแลจะหมดไปหากมีการสร้างหรือเตรียมความพร้อมของชุมชนในการดูแล นางพรทิพย์   จันทร์ตระกูล  ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนมหาวิทยาลัยวัยที่3  ของเทศบาล ป่าตาล   จังหวัด เชียงราย  กล่าวว่า เทศบาลได้สร้าง วิทยาลัยวันที่ 3 เพื่อผู้สูงอายุ ด้วยการสอน 8 หลักสูตร  ทั้งในเรื่องของ สุขภาพที่จะมีการออกกำลังกาย  ลีลา ฟ้อนรำ  โยคะ  หลักสูตร เทคโนโลยีที่จะสอนผู้สูงอายุใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐาน ในชีวิตประจำวัน หลักสูตรสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมีหลักสูตร การท่องเที่ยวที่ต้องการให้ผู้สูงอายุเป็น มัคคุเทศน์นำเที่ยว  และหลักสูตรศาสนาที่จะการสอนนั่งสมาธิ  เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุดีขึ้นมีความสุขมากขึ้น

 “อยากให้มีโรงเรียน หรือหลักสูตรเพื่อให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมมากขึ้นทั่วประเทศ เพราะที่จังหวัดเชียงรายมีผู้สูงอายุ 17 % เชื่อว่า การสนับสนุนพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุจะช่วยให้ผู้สูงอายุในจังหวัดมีคุณภาพที่ดีขึ้น”นางพรทิพย์  กล่าว

เครือข่ายพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส.ช่วยตอบโจทย์ชุมชนมาก และในปีหน้าจะเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ 5 แห่งครอบคลุมพื้นที่ 64 ชุมชน เชื่อว่าหลังการให้บริการผู้สูงอายุที่เชียงรายจะไม่มีใครถูกทิ้งอีก

เคล็ดลับ ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ

ด้าน นายประกิจ เสาร์แก้ว  นายก อบต.ตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า  การดูแลคนสูงวัยของตำบลป่าไผ่เน้นที่นโยบายคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะเด็กและคนชราต้องได้รับการดูแลก่อน แล้วผู้สูงอายุให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เราถือว่าผู้สูงอายุเป็นปูชนียบุคคล  คือ มีไว้เพื่อเคารพ การเคารพของเราคือเคารพแบบส่งเสริมให้เขาดูแลสุขภาพตนเอง กินอาหารดี ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และออมทรัพย์เพื่อตนเอง ทำตามหลัก 5 อ. ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักสุขภาวะชุมชน สสส.  คือ อาหาร อาชีพ ออกกำลังกาย ออมทรัพย์ และอาสาสมัคร

 “ต้องบอกเขาว่าให้ช่วยตัวเองให้ได้ ถ้าช่วยตัวเองได้จะช่วยผ่อนแรงลูกหลาน   เทศบาลเรามีแบบกึ่งเมือง กึ่งชนบท เราก็ต้องพัฒนาความเข้าใจแล้ว เราต้องให้พวกเขารู้จักความแก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีศักดิ์ศรี เราจึงใช้โรงเรียน สูงอายุ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ แล้วให้มีอาชีพที่ดี มั่นคง แต่ต้องไม่หนักเพราะบางทีเราต้องเข้าใจว่าคนแก่เขาคุ้นชินกับงานเดิมของเขา เช่น คนทำเกษตรกรรมก็ทำมานานแล้ว ก็สานต่อเลยเราตั้งตำบลเป็นสัมมาชีพซึ่งทำทั้งจังหวัด ที่เชียงใหม่มี 25 อำเภอต้องทำเช่นเดียวกัน ”

เคล็ดลับ ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ

เทศบาลตำบลป่าไผ่เน้นที่การทำเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9   พอเราส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมความพอเพียง คือ คนสูงวัยเขาปลูกผักขายเอง มีตลาดในชุมชน และผักที่ปลูกก็ปลอดสารเมื่อนำไปบริโภคคนก็จะปลอดภัย และมีสุขภาพดีแถมยังส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนด้วย เรียกว่าส่งเสริมสุขภาพด้วย ส่งเสริมความสุขด้วย เรียกกันว่าทำโรงเรียนสูงอายุทีได้สองแสน แสนที่หนึ่งแสนสุข คือ สุขกับสิ่งที่ทำ  สนุกกับงาน แสนที่สอง แสนจะปลอดภัย ผักสะอาดนำมาปรุงอาหารคนกินก็อุ่นใจ ปลอดภัย ปลอดโรค เพราะยากำจัดแมลงและปุ๋ยชาวบ้านที่เป็นผู้สูงอายุก็ทำกันเองจึงเชื่อมั่นได้ว่าสินค้าทางการเกษตรที่ซื้อไปจากกลุ่มอาชีพผู้สูงอายุมีความปลอดภัยสูงและเป็นสิ่งที่เทศบาล ตำบล ชุมชน ควรให้การสนับสนุน

“แรกๆที่เปิดโรงเรียน เราพยายามประชาสัมพันธ์ ซึ่งบางคนก็บ่นว่าตอนเรียนในวัยเด็กยังไม่อยากจะเรียนเลยทำไมต้องมาเรียนตอนแก่แรกๆก็ท้อแต่ก็ไม่ได้หยุดทำ พยายามจัดตั้งต่อไปโดยพยายามใช้ระบบแกนนำหรือตัวอย่างของผู้สูงอายุเข้ามาลองศึกษาดู คนอื่นก็ตามมาทีหลัง มันเกิดการบอกต่อระหว่างกันแล้วสุดท้ายโรงเรียนผู้สูงอายุก็มีความโดดเด่นด้านอาชีพ”

รถตัดหญ้าพลังงานแสงอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305335

รถตัดหญ้าพลังงานแสงอาทิตย์

เครื่องตัดหญ้าพลังแสงอาทิตย์

นักศึกษาวิศวะ มทร.ธัญบุรี ออกแบบรถตัดหญ้าควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ชี้ปลอดภัยสูงง่ายต่อการใช้งาน ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และน้ำหนักเบา

       ตัวแทนนักศึกษาชั้นปีที่ 3 วิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี ที่ร่วมออกแบบและคิดค้นรถตัดหญ้า โดยมี ผศ.ดร.เกรียงไกร แซมสีม่วง อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นที่ปรึกษา

‘เบนซ์’ น.ส.อัญญิกา  สว่างจิตร เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่าการตัดหญ้าด้วยมือตัด หรือใช้เครื่องตัดหญ้าที่ต้องยืนตัดและต้องใช้แรงเหวี่ยงไปมา ล้วนทำให้เกิดการเหนื่อย เมื่อยล้าอีกทั้งต้องอาจต้องทนกับการทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อที่ทำให้สนามหญ้า สนามฟุตบอล สนามเด็กเล่นหรือพื้นที่ที่ปลูกหญ้านั้นมีปริมาณหญ้าที่เหมาะสม สวยงามและเหมาะกับสถานที่ต่าง ๆ แต่การที่จะซื้อเครื่องตัดหญ้าหรือรถตัดหญ้านั้น นอกจากจะมีราคาที่สูงแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน การบำรุงดูแลรักษาสภาพเครื่อง และสภาพพื้นที่อีกด้วย

รถตัดหญ้าพลังงานแสงอาทิตย์
“ทางกลุ่มที่เรียนจึงได้วิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร จึงได้ร่วมกันนำความรู้ที่เรียน มาออกแบบและคิดค้นเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ต้นแบบให้เกิดประโยชน์ และมีการพัฒนาต่อไปเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี จึงนำมาสู่รถตัดหญ้าควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์” อัญญิกา กล่าว
ด้าน ‘ปันปัน’ น.ส.ปัณณพัชร  สุรชวาจา เล่าว่า ในช่วงแรกได้ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องตัดหญ้าในภาพรวมทั้งหมด จากนั้นวิเคราะห์แล้วดึงเอาปัญหาออกมาแล้วคิดหาจุดเสริมเพื่อทำให้สิ่งประดิษฐ์มีลักษณะที่ดีกว่า แล้วเริ่มออกแบบด้วยโปรแกรมซอฟต์แวร์โซลิดเวิร์ค รวมรวมวัสดุอุปกรณ์ในการจัดทำ โดยเลือกซื้อในแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม แล้วเริ่มลงมือดำเนินการภายใต้คำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา

โดยรถตัดหญ้านี้ สามารถตัดหญ้าทั่วไปหรือหญ้าอ่อนได้เป็นอย่างดี ใช้ล้ออิสระเป็นล้อหน้าในการขับเคลื่อน สามารถเคลื่อนที่โดยบังคับควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล สัญญานความถี่ 2.40 – 2.48 GHz และรับพลังงานแสงอาทิตย์เข้าแผงโซล่าเซลล์แล้วนำไปเก็บที่แบตเตอรี่ ส่วนการขับเคลื่อนล้อจะใช้มอเตอร์กระแสตรง 2 ตัว และมอเตอร์กระแสตรงในบัด 1 ตัว รวมถึงใช้แผง Arduino ในการควบคุมมอเตอร์เพื่อขับเคลื่อน

รถตัดหญ้าพลังงานแสงอาทิตย์

  “รถตัดหญ้านี้สามารถควบคุมด้วยรีโมท สามารถควบคุมตัวรถในการเดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา ส่วนการเดินหน้าสามารถปรับระดับได้ถึง 3 ระดับ ตามความแรงในการควบคุม อีกทั้งสามารถเลี้ยวได้ในพื้นที่ที่จำกัด ที่สำคัญขณะทำงาน สามารถชาร์ตพลังงานไปในตัวด้วยแสงอาทิตย์ เมื่อใช้งานกลางแจ้ง จัดว่าเป็นการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และตัวเครื่องทั้งหมดมีขนาดเล็ก แต่ทรงประสิทธิภาพ ทำให้ประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บและขนย้ายสะดวกอีกด้วย” ปัณณพัชร กล่าว

รถตัดหญ้าพลังงานแสงอาทิตย์

ขณะที่ นายธนายุต เนธิบัตร (อ๋อย) เล่าเสริมถึงจุดเด่นของสิ่งประดิษฐ์นี้ว่า การออกแบบตัวรถและการวางแผงโซล่าเซลล์เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่ดี จึงออกแบบให้วางทำมุม 13 องศากับตัวรถ เพื่อทำให้สามารถรับแสงได้ดี สำหรับการใช้งานรถตัดหญ้าต้นแบบนี้ ใน 1 วันสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 2 ถึง 3 ชั่วโมง และรีโมทสามารถควบคุมได้ไกลถึง 80 – 100 เมตร  แม้จะเป็นต้นแบบ แต่ใช้งานได้จริง เกิดประโยชน์

ส่วนการพัฒนาต่อไปนั้นจะเพิ่มฟังก์ชั่นในการเก็บหญ้า และจะพัฒนาตัวรถให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มขนาดใบตัด เพื่อความรวดเร็วในการตัดหญ้า ส่วนการดูแลรักษาเครื่องก็ไม่ยุ่งยาก เมื่อใช้เสร็จควรหยอดน้ำมันเครื่องเพิ่มเติม ถอดใบมีดออกมาลับให้คม และปัดกวาดเศษหญ้าที่ติดอยู่ตัวเครื่องและใบมีดเท่านั้น

ผู้ชายฟังทางนี้ “3 มะเร็งร้าย”ที่ควรระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305315

ผู้ชายฟังทางนี้ “3 มะเร็งร้าย”ที่ควรระวัง

โรคมะเร็ง, ผู้ชายระวัง, มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งปอด, มะเร็งตับ, 3 มะเร็งร้าย

รายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุขพบว่า ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปีละกว่า 67,000 รายหรือเฉลี่ย 8 รายต่อชั่วโมง และยังคงพบอัตราเพิ่มขึ้น

       โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก จากข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่าในปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยมีเพศชายเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง 35,437 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ 3 โรคมะเร็งที่คุณผู้ชายควรระวัง ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งต่อมลูกหมาก

ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ  คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน โรคมะเร็งตับในประเทศไทยนั้นมีแนวโน้มลดลง แต่ก็ยังเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นของมะเร็งทั้งหมด พบมากเป็นอันดับหนึ่งในเพศชาย เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่มีกระแสเลือดมาเลี้ยงมากมาย

จึงเป็นที่ที่มะเร็งชนิดต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดจากภายในตับนั้นกระจายมายังตัวตับได้ง่าย เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อนเป็นต้น แต่มะเร็งที่กระจายมาจากอวัยวะอื่นไม่เรียกว่ามะเร็งตับ มะเร็งตับ คือมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ของตับเอง ซึ่งพบมากได้แก่ มะเร็งเซลล์ตับและมะเร็งเซลล์ท่อน้ำดี

โดยมะเร็งตับในระยะแรกนั้นผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคมะเร็งโตมากขึ้น ผู้ป่วยอาจจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องอืด หรืออาจจะมีอาการปวดหรือเสียวชายโครงด้านขวา จุกเสียดแน่นท้อง อาการปวดอาจจะปวดร้าวไปยังไหล่ขวาหรือใต้สะบักด้านขวา และเมื่อมะเร็งทำลายหน้าที่ของตับมากขึ้นหรือเกิดการอุดตันของท่อน้ำดีก็จะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม อาจจะมีอาการท้องบวม ขาบวม บางรายก็จะมีไข้ต่ำๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ

ผู้ชายฟังทางนี้  "3 มะเร็งร้าย"ที่ควรระวัง

         ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับชนิดนี้ เช่น ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง สามารถเฝ้าระวังโดยการตรวจอัลตราซาวน์ตับ หรือตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งตับที่เรียกว่าAlpha-fetoprotein (AFP) ทุก 6-12 เดือน ซึ่งมีหลักฐานว่าจะสามารถค้นหามะเร็งตับระยะแรกเริ่มได้  เมื่อพบว่ามีก้อนผิดปกติในตับแล้วนั้น การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับก็อาจจะตรวจด้วย CT scan หรือ MRI ตับ ในบางรายอาจจำเป็นต้องเจาะชิ้นเนื้อมาตรวจ เพื่อนำมาวางแผนการรักษาให้ได้ตรงจุดอย่างมีประสิทธิภาพ

        นพ.ฉัตรชัย คูวัธนไพศาล แพทย์อายุกรรมมะเร็งโรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวถึงสถานการณ์โรคมะเร็งของประเทศไทยพบว่า   สำหรับโรคมะเร็งปอดพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และพบบ่อยในผู้สูงอายุ  มะเร็งปอด  คือเนื้องอกของปอดชนิดโตเร็ว ที่สามารถลุกลามไปสู่อวัยวะข้างเคียง และกระจายตัวไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้ เนื้องอกนี้เกิดจากเซลล์ของเนื้อเยื่อในปอดมีการแบ่งตัวเร็วผิดปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นจากปัจจัยภายใน เช่น ความบกพร่องทางกรรมพันธุ์ หรือความเสื่อมของเซลล์ และปัจจัยภายนอกได้แก่ สารก่อมะเร็งที่อยู่ในบุหรี่และจากมลภาวะต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม

     ที่สำคัญ คือ การสูบบุหรี่และการได้รับควันบุหรี่เป็นประจำถึงแม้จะไม่ได้สูบโดยตรงก็ตาม(second hand smoker)ผู้ป่วยบางรายที่ตรวจพบมะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการ ส่วนใหญ่ตรวจพบโดยบังเอิญเมื่อมาตรวจเช็คสุขภาพ

ผู้ชายฟังทางนี้  "3 มะเร็งร้าย"ที่ควรระวัง

อาการที่ควรสังเกตคือ อาการไอเรื้อรัง หายใจลำบาก  ไอมีเสมหะปนเลือด น้ำหนักลดเบื่ออาหาร  ปอดอุดตันอักเสบ เมื่อโรคมะเร็งลุกลามไปกระดูกอาจมีอาการปวดหลัง หรือปวดบริเวณตำแหน่งของกระดูกที่มะเร็งกระจายไป หากลุกลามไปที่ตับอาจมีอาการตัวเหลืองหรือดีซ่าน ถ้าลุกลามไปสมองอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน แขนขาอ่อนแรงเป็นต้น

ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง ทำให้ตรวจพบโรคในระยะแรก ทำให้สามารถให้การรักษาที่เหมาะสมได้ทันท่วงที  สิ่งสำคัญของการห่างไกลโรคมะเร็งปอด คือ การงดสูบบุหรี่ และงดดื่มสุราเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นตัวการสำคัญของการเกิดโรค ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคและเสียชีวิต

          นพ.ชนวัธน์ เทศะวิบุล แพทย์รังสีรักษา โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวถึง ต่อมลูกหมาก (prostate gland) เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบสืบพันธุ์และระบบปัสสาวะชาย ทำหน้าที่ในการผลิตน้ำหล่อลื่น (seminal fluid) ที่อยู่ในน้ำอสุจิ มะเร็งต่อมลูกหมากพบได้บ่อยในชายสูงวัย สาเหตุของมะเร็งต่อมลูกหมากเกิดได้จากเซลล์ต่อมลูกหมากที่มีความผิดปกติในการควบคุมการแบ่งตัว เมื่อเซลล์ผิดปกติเพิ่มจำนวนและรวมตัวกันมากขึ้น ก็สามารถที่จะลุกลามและกระจายตัวไปยังอวัยวะต่างๆ ได้ โดยระยะแรกอาจไม่แสดงอาการชัดเจน

แต่มีอาการที่สังเกตได้คือ ปัสสาวะติดขัด ปัสสาวะไม่ออก หรือมีเลือดปน เป็นต้น ในสหรัฐอเมริกาพบว่ามีผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น 161,360 รายในปี 2017 คิดเป็น 17 เปอร์ซ็นต์ของมะเร็งในผู้ชายทั้งหมด

ในขณะที่มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมากจำนวน  26,730 ในปี 2017 คิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งในผู้ชายที่เสียชีวิตทั้งหมด ดังนั้นผู้ชายควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะทำให้ได้รับการวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็วและเพื่อผลการรักษาที่ดี

ผู้ชายฟังทางนี้  "3 มะเร็งร้าย"ที่ควรระวัง

การดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งนั้น รพ.วัฒโนสถ ได้ให้ความสำคัญทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย ด้วยทีมบุคลากรทางการแพทย์ การตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีชั้นสูงทางการแพทย์ที่ครบทุกมิติ ผลลัพธ์ที่ได้นอกจากการักษานั้นคือการเพิ่มคุณภาพชีวิต ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผู้ป่วยสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา

อย่างไรก็ตาม การป้องกันให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง ด้วยการหมั่นตรวจเช็คร่างกายสม่ำเสมอ อย่าละเลยการตรวจ หากสังเกตุอาการด้วยตัวเองพบความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ช่วยตรวจเช็ค อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะถ้าตรวจเจอแต่เนิ่นๆ ได้รับรักษาอย่างทันท่วงที ก็มีโอกาสที่จะรักษาโรคมะเร็งให้หายได้

ครูคืนถิ่น”รับประกันมีงานทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305247

ครูคืนถิ่น”รับประกันมีงานทำ

ครูคืนถื่น

เป็นครูอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่หาตำแหน่งว่างสู่ข้าราชการครูเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า “ครูคืนถิ่น แก้ปัญหานี้ได้” แค่สอบได้มีงานทำ อยู่ใกล้บ้าน แต่มีเงื่อนไขตามนี้

       “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” นำร่องการผลิตครูระบบจำกัดรับ (ระบบปิด) ในสาขาวิชาและพื้นที่ที่เป็นความต้องการของหน่วยงานผู้ใช้ครูดึงคนดี คนเก่งที่กำลังศึกษาอยู่ในหลักสูตรวิชาชีพครู ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1- ปีที่ 5 เข้าร่วมโครงการ โดยนิสิตนักศึกษากลุ่มที่สอบได้ เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูในภูมิลำเนาของตนเองทันที และหลังจากได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง ครูไม่สามารถโยกย้ายเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี เว้นแต่ลาออกจากราชการ

     โดยนิสิตนักศึกษาครูที่ต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการจะต้องมีผลการเรียนอยู่ในระดับที่กำหนดไว้ในคุณสมบัติ ต้องเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษและโครงการอบรม ตามที่กำหนดไว้โดยไม่มีข้อยกเว้น (หากมิได้กำหนดไว้ในประกาศ ให้คณะอนุกรรมการคัดเลือกสถาบันฝ่ายผลิตและผู้เข้าร่วมโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เป็นผู้พิจารณาและตัดสิน)

ครูคืนถิ่น”รับประกันมีงานทำ

        ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่าโครงการดังกล่าว ถือเป็นการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและลดปัญหาเรื่องการโยกย้าย ซึ่งการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2561 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม จนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2560 โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ทางเว็บไซต์ https://muakru.thaijobjob.com

     เปิดรับคัดเลือกนิสิตนักศึกษาครูตั้งแต่ชั้นปีที่ 1- 5 ในปีนี้ จะเปิดรับนิสิตนักศึกษาครู ปีการศึกษา 2560 จำนวน 26,967 คน แบ่งเป็น1. นิสิตนักศึกษาครู ในปีการศึกษา 2560 บรรจุปี 2561 รับรวม 5,337 คน แบ่งตามสังกัด สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รับ 4,985 คน ,สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รับ 292 คน, กรุงเทพมหานคร รับ 50 คน ,สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) รับ 10 คน

ครูคืนถิ่น”รับประกันมีงานทำ

  ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)

       2.นิสิตนักศึกษาครู ปี 4 ในปีการศึกษา 2560 บรรจุปี 2562 รับรวม 5,645 คน แบ่งเป็น สพฐ.รับ 5,253 คน, สอศ.รับ337 คน ,กทม.รับ45 คน, กศน.รับ 10 คน ,3.นิสิตนักศึกษาครูปี 3 ในปีการศึกษา 2560 บรรจุปี 2563 รับรวม 5,740 คนสพฐ.รับ 5,311 คน ,สอศ.รับ369 คน, กทม.รับ 50 คน,กศน.รับ10 คน,4.นิสิตนักศึกษาครูปี 2 ในปีการศึกษา 2560 บรรจุปี 2564 รับรวม 5,396 คน สพฐ.รับ 5,041 คน , สอศ.รับ 295 คน,กทม.รับ 50 คน, กศน.รับ 10 คน , 5.นิสิตนักศึกษาครูปี 1 ในปีการศึกษา 2560 บรรจุปี 2564 รับรวม 4,849 คน สพฐ.รับ 4,574 คน,สอศ.รับ 250 คน,กทม.รับ 15 คน,กศน.รับ 10 คน

      สำหรับ จำนวนความต้องการครูจำแนกตามสาขา ที่ใช้ในการคัดเลือกนิสิต/นักศึกษาเข้าร่วมโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น กรณีเลือกบรรจุเข้ารับราชการเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาปี 2561 ในสังกัด สพฐ. ประกาศรับสมัคร มี 24 วิชา     ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2.ประถมศึกษา 3.คณิตศาสตร์ 4.สังคมศึกษา5.ปฐมวัย 6.ภาษาอังกฤษ7.วิทยาศาสตร์(ทั่วไป)8.พลศึกษา 9.คอมพิวเตอร์ 10.ศิลปะ 11.คหกรรมศาสตร์ 12.เกษตรกรรม 13.สุขศึกษา 14.นาฏศิลป์ 15.อุตสาหกรรมศิลป์ 16.ดนตรีศึกษา 17.จิตวิทยาและการแนะแนว 18.ชีววิทยา 19.เคมี 2.ฟิสิกส์ 21.ดนตรีไทย 22.ดนตรีสากล 23.ทัศนศิลป์ และ 24.การศึกษาพิเศษ

ครูคืนถิ่น”รับประกันมีงานทำ

     ขณะที่ สังกัดสอศ. จำแนกตามสาขา ประกอบด้วย 1.ภาษาไทย 2.ภาษาอังกฤษ 3. สังคมศึกษา 4.คณิตศาสตร์ 5.พลศึกษา 6.วิทยาศาสตร์ทั่วไป 7.ฟิสิกส์8.เคมี 9.ชีววิทยา 10.เครื่องกล(ช่างยนต์) 11.เครื่องมือกล (ช่างกลโรงงาน) 12.เทคนิคโลหะ(ช่างเชื่อม) 13.วิศวกรรมอุตสาหการ 14.วิศวกรรมไฟฟ้า(ไฟฟ้ากำลัง) 15.อิเล็กทรอนิกส์(ไฟฟ้าสื่อสาร) 16.โยธา-ก่อสร้าง 17.สถาปัตยกรรม 18.คอมพิวเตอร์ธุรกิจ19.เทคโนโลยีสารสนเทศ 20.การจัดการทั่วไป 21.การตลาด/การขาย 22. การบัญชี 23.การเงินและการธนาคาร 24.การจัดการทรัพยากรมนุษย์

    25.การโรงแรมและการท่องเที่ยว 26.ธุรกิจศึกษา/การเลขานุการ 27.คหกรรมศาสตร์ 28.ผ้าและเครื่องแต่งกาย 29.อาหารและโภชนาการ 30.ศิลปกรรม/จิตรกรรม 31.เกษตรศาสตร์/เกษตรศึกษา 32.พืชไร่/พืชสวน 33.พืชศาสตร์ 34.สัตวศาสตร์/สัตวบาล และ สังกัด กทม. มีดังนี้ 1.การประถมศึกษา 2.คณิตศาสตร์ 3.ภาษาอังกฤษ4.คหกรรม 5. ชีววิทยา 6. ภาษาไทย 7.วิทยาศาสตร์ทั่วไป 8.สังคมศึกษา และ9.อนุบาลศึกษา

ครูคืนถิ่น”รับประกันมีงานทำ

    ส่วนการสอบ มีทั้งข้อเขียนและการสอบสัมภาษณ โดยการสอบข้อเขียนเป็นการเขียนความเรียงที่มีเนื้อหาประกอบด้วย การสื่อสาร การแก้ปัญหาทักษะการคิดขั้นสูง จิตวิญาณความเป็นครู ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนเป็นค่าน้ำหนัก ได้แก่ จิตวิญญาณความเป็นครู 40 % ศักยภาพการใช้ภาษา 30 % และทักษะการคิดแก้ปัญหา 30 %

ครูคืนถิ่น”รับประกันมีงานทำ

     “อยากขอให้สถาบันการศึกษาตรวจสอบเอกสาร หลักฐานต่างๆของนิสิตนักศึกษาตามความเป็นจริง เพราะเด็กเหล่านี้คือลูกศิษย์ ที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็ก และมีผลต่อการรับเข้าบรรจุเป็นข้าราชการครู ซึ่งเป็นอนาคตของเด็กและของประเทศชาติ ส่วนนิสิตนักศึกษาครูที่สนใจสมัคร ขอให้อ่านประกาศรับสมัครของ สกอ.เท่านั้น ส่วนที่มีการเปิดติวสอบเพื่อเข้าร่วมโครงการนี้ สกอ.ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ขอให้นิสิตนักศึกษาครูไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนซื้อเอกสารหรือจ่ายเงินเพื่อไปติว” ดร.สุภัทร กล่าว

มรส.ยกระดับหนังตะลุงมุ่งพัฒนาสู่นวัตกรรมการเรียนรู้ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305252

มรส.ยกระดับหนังตะลุงมุ่งพัฒนาสู่นวัตกรรมการเรียนรู้ยุค 4.0

มรส.

มรส.พัฒนา “หนังตะลุง” นวัตกรรมสื่อการเรียนการสอนวิชากายวิภาคและสีรรวิทยา บูรณาการศิลปวัฒนธรรม สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้

       เมื่อเร็วๆนี้ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.)ร่วมกับมูลนิธิเพชรราชาและบริษัทอักษรเจริญทัศน์ จัดนิทรรศการ นำเสนอการใช้หนังตะลุงเพื่อพัฒนานวัตกรรม นำเสนอการเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาประเทศไทย 4.0 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 500 คน โดยนำสื่อตัวอย่างในการใช้หนังตะลุงในการเรียนการสอนวิชากายวิภาคและสีรรวิทยา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยนางสาวณัฏฐนิชา นาคเดช และนางสาวนาซีเราะฮ์ ดอเลาะ และสาธิตการแสดงหนังตะลุง โดยนายปุณณมา ทองดีเพ็ง ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

มรส.ยกระดับหนังตะลุงมุ่งพัฒนาสู่นวัตกรรมการเรียนรู้ยุค 4.0

อาจารย์อนุรัตน์ แพนสกุล ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรส.เผยว่า การใช้หนังตะลุงเพื่อพัฒนานวัตกรรมสู่การเรียนรู้ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ การบูรณาการศิลปวัฒนธรรมกับการเรียนการสอน ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนการสอนอีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์ สืบสานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่คาดว่าผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียนการสอน โดยเฉพาะการบูรณาการหนังตะลุงกับการเรียนการสอนที่เป็นมากกว่า การให้ความรู้ ความเข้าใจ ด้านศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาแก่นักศึกษา ผู้สนใจ

มรส.ยกระดับหนังตะลุงมุ่งพัฒนาสู่นวัตกรรมการเรียนรู้ยุค 4.0

“ศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่นยังเป็นเครื่องจรรโลงความดีงามในการดำรงชีวิต สร้างความร่วมมือสร้างความเข้มแข็งในชุนชนอย่างดียิ่ง จึงเป็นตัวกลางในการการแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ยกระดับเยาวชน ได้รับความรู้ความเข้าใจ ได้นำแนวทางในการใช้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ และรองรับการประเมนคุณภาพสถานศึกษาได้ต่อไป” อาจารย์อนุรัตน์กล่าว

“สิงห์อมควัน” เลิกสูบแล้วชวนมาวิ่งเลิกไปด้วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305251

“สิงห์อมควัน” เลิกสูบแล้วชวนมาวิ่งเลิกไปด้วยกัน

สสส., สิงห์อมควัน

สสส. นำ 150 อดีตสิงห์อมควัน โชว์ปอดแข็งแรง ร่วมเดิน-วิ่ง มหากุศล นครธนมินิมาราธอน ครั้งที่ 10 ลั่น “เลิกสูบแล้วและชวนให้มาเลิกด้วยกัน”

      วันนี้ (10 ธันวาคม 2560) เวลา 07.30 น. ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่จำนวน 150 คน ได้ถวายคำปฏิญาณตนเลิกสูบบุหรี่ตลอดชีวิต และ เชิญ ชวน เลิกบุหรี่ เทิดไท้ องค์ราชัน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ในงานเดิน-วิ่งมหากุศล นครธนมินิมาราธอน  ครั้งที่ 10 ณ โรงพยาบาลนครธน ซึ่งเป็นความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และโรงพยาบาลนครธน เห็นความสำคัญของการส่งเสริมให้ประชาชนเลิกสูบบุหรี่และหันมาดูแลสุขภาพ โดยการออกกำลังกาย เพื่อให้ผู้ที่เลิกบุหรี่ได้แสดงออกถึงภาวะสุขภาพที่แข็งแรงหลังจากได้เลิกสูบบุหรี่มาแล้ว ซึ่งมีทั้งบุคลากรสาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุข และประชาชนทั่วไป

โดยดร.นพ. บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ได้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นความตั้งใจของ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมทั้งสสส. และภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่จะทำให้มีจำนวนของผู้ที่เลิกบุหรี่ให้มากขึ้นกว่าปัจจุบันที่มีจำนวนกว่า หกแสนคน จึงได้ร่วมกับโรงพยาบาลนครธนจัดงานเดิน-วิ่งในครั้งนี้ขึ้น เพื่อให้ตัวแทนผู้ที่เลิกบุหรี่ในโครงการฯได้มาแสดงพลังร่วมกัน ให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนอื่นๆถึงความสามารถในการเลิกบุหรี่ และการได้ สุขภาพที่แข็งแรงกลับคืนมา จนส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การเลิกสูบบุหรี่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้าน สุขภาพของประเทศ โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลจำนวน      6,300 บาท ต่อผู้ที่เลิกสูบ 1 คน”

"สิงห์อมควัน" เลิกสูบแล้วชวนมาวิ่งเลิกไปด้วยกัน

"สิงห์อมควัน" เลิกสูบแล้วชวนมาวิ่งเลิกไปด้วยกัน

ด้านนายมงคล เงินแจ้ง ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลวังมะด่าน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ผู้เลิกบุหรี่มาได้ 1ปี ครึ่งแล้ว กล่าวถึงข้อดีของการเลิกบุหรี่ว่า เราเป็นบุคลากรทางด้านสุขภาพ การสูบบุหรี่อาจทำให้ผู้รับบริการไม่เชื่อถือเราได้ และยังทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายด้วย เมื่อตัดสินใจเลิกสูบ ตอนแรกก็กระวนกระวาย มีความอยาก แต่ก็อดทนเมื่อนึกถึงผลดีที่จะตามมา ซึ่งก็เป็นผลดีจริงๆ คือ ประหยัดเงินค่าบุหรี่ สุขภาพดีขึ้น ที่สำคัญเป็นตัวอย่างให้กับผู้รับบริการและคนทั่วไปที่อยากเลิกบุหรี่ด้วย ในวันนี้ยิ่งรู้สึกดีใจมาก ที่ได้มาวิ่งแสดงศักยภาพและได้ถวายคำปฏิญาณตนตามโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชันให้กับพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที 9 นับเป็นบุญอย่างยิ่ง ที่ได้ถวายคำปฏิญาณแก่พระองค์ท่าน

  นางยุพิน  มีกง อาสาสมัครสาธารณสุข รพ. สต. บ้านใหม่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี ต้นแบบในการเลิกบุหรี่ของชุมชน ได้เข้าร่วมโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว กล่าวว่า รู้สึกดีใจ ไม่นึกว่าจะสามารถเลิกบุหรี่ และมีร่างกายที่แข็งแรงจนมาร่วมวิ่งได้ การได้ถวายคำปฏิญาณตนตามโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชันให้กับพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ว่าจะเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาดตลอดไปนั้น เป็นสิ่งที่เป็นมงคลในชีวิต สิ่งที่จะทำต่อไปคือ เชิญชวนช่วยกันรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในชุมชนให้ได้มากที่สุด เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”

นายอนันท์ ฐิติพิสุทธิพงค์ กำนันตำบล คลองข่อย อ. โพธาราม จ.ราชบุรี ได้เข้าร่วมโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน มาตั้งแต่ปีที่แล้วเช่นเดียวกัน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก การถวายคำปฏิญาณตน เป็นการเสริมพลังใจให้ผู้ที่เลิกบุหรี่ มีกำลังใจที่เข้มแข็งและไม่หันกลับไปสูบอีก และเป็นพลังหนุนให้ทำความดี ถวายพระองค์ท่าน โดยการไปรณรงค์ให้ลด ละ เลิกการสูบบุหรี่ในชุมชนของตนเองต่อไป

ระวังภัยเงียบซ่อนอยู่ในกระเพาะอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305245

ระวังภัยเงียบซ่อนอยู่ในกระเพาะอาหาร

มะเร็งกระเพาะอาหาร

หมอเตือนเชื้อแบคทีเรีย “ เอชไพโลไร H.pylori infection”ส่งผลกระเพาะอาหารอักเสบ แจงผู้ติดเชื้อไม่มีอาการ ชี้หากไม่รักษาเป็นมะเร็งได้

        เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือ เอชไพโลไร (Helicobacter pylori / H.pylori)  นับว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่เกิด จากการติดต่อระหว่างคนสู่คน เชื้อนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายไปแล้ว จะอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร และส่งผลทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร โดยส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการแสดง แต่ในบางรายเชื้ออาจทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือในลำไส้เล็กส่วนต้นได้ รวมไปถึงการเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารในที่สุด โดยโรคนี้พบได้ทั่วโลก โดยประมาณการว่าประชากรทั่วโลกอย่างน้อยร้อยละ 50 มีการติดเชื้อชนิดนี้อยู่ โดยประชากรประเทศด้อยพัฒนา จะมีความชุกของการติดเชื้อมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากการดูแลด้านสุขอนามัยที่แตกต่างกัน สำหรับในประเทศไทย ไม่มีการศึกษาทางด้านระบาดวิทยาของโรคนี้อย่างชัดเจน

   นพ.ฐปนกุล เอมอยู่ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร และตับ รพ.พระรามเก้า อธิบายว่า ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อเอชไพโลไรนี้ อาจติดต่อโดยการกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ โดยเชื้อจะเข้าไปในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ที่เรียกว่า ดูโอดีนัม (Duodenum) เป็นลำไส้เล็กส่วนแรกสุด ของทางเดินอาหารที่รับอาหารต่อจากกระเพาะ โดยเชื้อจะเข้าไปปล่อยเอนไซม์และสารพิษต่างๆ ซึ่งมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ทำให้กรดในกระเพาะอาหารรวมถึงน้ำย่อยต่างๆ ทำลายเนื้อเยื่อกระเพาะและลำไส้เล็กรุนแรงขึ้น จนก่อให้เกิดการอักเสบแบบเรื้อรังทั้งกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น

โดยโรคนี้ยังมีการติดต่อค่อนข้างสูงในชุมชนที่มีความแออัด และคนในครอบครัว  หลังจากมีการติดเชื้อเอชไพโลไรจะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของกระเพาะอาหารและเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นแผลโดยมีความเสี่ยงสูงถึง 6-40 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับ  ผู้ที่ไม่มีการติดเชื้อ

นอกจากนี้ หากไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลให้มีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้มากกว่า 2-6 เท่า การวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไพโลไร เริ่มต้นจากการทดสอบการติดเชื้อ โดยแนะนำให้ตรวจในผู้ป่วยที่มีอาการน่าสงสัยว่าอาจมีแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ที่เคยมีประวัติติดเชื้อมาก่อน หรืออาจตรวจในผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารรวมถึงผู้ที่มีความกังวลว่าอาจเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะคนเชื้อสายจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งพบว่ามีอุบัติการณ์ของมะเร็งกระเพาะอาหารค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะพบการติดเชื้อ เอชไพโลไร ได้บ่อยในผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารแต่ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหารก็ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อเอชไพโลไรทุกคน โดยสาเหตุสำคัญอีกประการที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร คือ ยาละลายลิ่มเลือด เช่น aspirin , clopidogrel ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ibuprofen, naproxen เป็นต้น

 วิธีการทำสอบการติดเชื้อเอชไพโลไรมีหลายวิธี โดยวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย คือ การส่องกล้องทางเดินอาการส่วนต้น และตัดชิ้นเนื้อ เพื่อส่งตรวจหาเชื้อเอชไพโลไร นอกจากนี้การนำลมหายใจมาพิสูจน์เชื้อโรค หรือเรียกว่า Urea Breath Test ก็เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่นำลมหายใจมาทดสอบเพื่อพิสูจน์เชื้อแบคทีเรีย เฮริโคแบคเตอร์ ไพโลไร ได้เช่นกัน    ข้อดีของโรคนี้ หลังจากที่กำจัดเชื้อได้แล้ว โอกาสที่จะกลับมาเป็นแผลในกระเพาะอาหารซ้ำอีกนั้น มีลดลงและมีโอกาสที่จะหายขาด เพื่อลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากอาการปวดท้องโรคกระเพาะอาหารและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย      สำหรับผู้ที่สงสัยว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหาร หรือคนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ควรตรวจหาความเสี่ยง หรือตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการป้องกันโรคร้าย ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในกระเพาะอาหารได้ดีที่สุด