มมส เปิดตัวรถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้าให้บริการฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305242

มมส เปิดตัวรถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้าให้บริการฟรี

รถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้า, มมส

ม.มหาสารคาม เปิดตัว รถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้า ประหยัดพลังงาน วิ่งให้บริการรอบมหาวิทยาลัย เชิญชวนนิสิต และบุคลากร ขึ้นรถใช้บริการได้ฟรี

      มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้มีนโยบายในการพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) ตามการจัดลำดับมหาวิทยาลัยสีเขียวโลก(UI Green Metric) ซึ่งองค์ประกอบหนึ่งที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามจะต้องดำเนินการนั้นก็คือ การลดใช้พลังงาน การใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์  หรือรถจักรยานยนต์ ในมหาวิทยาลัย และการใช้รถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้า  รวมทั้งมหาวิทยาลัยยังได้มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาการจราจรภายในมหาวิทยาลัย
     ศ.ดร.สัมพันธ์  ฤทธิเดช อธิการบดี มมส เปิดเผยว่า โครงการบริหารจัดการระบบขนส่งเพื่อแก้ปัญหาการจราจรและลดใช้พลังงาน โดยการนำ “รถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้า” มาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำร่องระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดการใช้พลังงานในมหาวิทยาลัย  อีกทั้งเป็นแนวทางในการดำเนินการจัดระบบการจราจรและแก้ไขปัญหาการจราจรภายในมหาวิทยาลัย ตลอดจนส่งเสริมให้มีการใช้รถพลังงานไฟฟ้าทดแทนพลังงานจากน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติในระบบขนส่งหลักภายในมหาวิทยาลัย

มมส เปิดตัวรถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้าให้บริการฟรี

โดยร่วมปล่อยตัวรถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้า  เพื่อทดสอบเส้นทาง และประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้นิสิต และบุคลากร ได้ขึ้นรถใช้บริการได้ฟรี โดยเริ่มวิ่งตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ผศ.ดร. ธีรยุทธ ชาติชนะยืนยง   รองอธิการบดีฝ่ายอำนวยการ  กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับรถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้า ที่นำมาใช้ในมหาวิทยาลัยครั้งนี้ มีจำนวน 7 คัน และสำรองอีก 1 คัน  โดยคุณลักษณะเฉพาะของรถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้าที่เป็นจุดเด่นสำคัญคือ  มีระบบเซลแสงอาทิตย์ที่หลังคาไม่น้อยกว่า 600 w,  มีไฟส่องสว่างในตัวรถ , มีกริ่งใช้กดสำหรับหยุดรถตามจุดแถวที่นั่ง , มีมิเตอร์วัดพลังงานในแบตเตอรี่ วัดความเร็วพร้อมระยะทาง , มีการติดตั้งระบบระบุตำแหน่ง GPS ภายในตัวรถ โดยการติดตามตำแหน่งรถสามารถเข้าใช้งานได้ทั้ง PC และโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยอาจจะเป็น Application บนระบบ Android และ IOS หรือWeb browser ก็ได้  และกล้องวงจรปิดแบบที่บันทึกภาพได้ทุกคัน

มมส เปิดตัวรถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้าให้บริการฟรีมมส เปิดตัวรถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้าให้บริการฟรี

ทั้งนี้ การใช้รถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้า  นอกจากจะเป็นการช่วยลดโลกร้อน ไม่ใช้น้ำมันแล้ว  ผู้โดยสารไม่ต้องกังวลว่าจะขึ้นลงตรงไหน สามารถขึ้นได้ตลอดสาย ขึ้นด้วยความสนุกสนาน มีความสุข  นับเป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างนิสิต  บุคลากร  และมหาวิทยาลัยที่จะสนองนโยบาย Green Campus ต่อไปในอนาคต สำหรับเวลาให้บริการ วันจันทร์ – วันศุกร์  ให้บริการวิ่งเวลา 07.30 -20.00 น. วันเสาร์ – อาทิตย์  และวันหยุดนักขัตฤกษ์   ให้บริการวิ่งเวลา 08.30 – 17.30 น.

ฟรี!!ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน @มิวเซียมสยาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305241

ฟรี!!ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน @มิวเซียมสยาม

มิวเซียมสยาม

มิวเซียมสยาม เปิดให้ประชาชนเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ตอนกลางคืนฟรี “Night at the Museum”  ครั้งที่ 7 ตอน “งิ้ว” กล้า ก้าว เป็นระยะเวลา 3 วัน ส่งท้ายปี 2560

       “Night at the Museum” ครั้งที่ 7 ตอน “งิ้ว” กล้า ก้าว กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 15 – 17 ธันวาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 16.00 – 22.00 น. ณ มิวเซียมสยาม ท่าเตียน กรุงเทพฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 ต่อ 518 หรือ facebook.com/museumsiamfan

ฟรี!!ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน @มิวเซียมสยามฟรี!!ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน @มิวเซียมสยาม

        นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า มิวเซียมสยาม มีกำหนดเปิดอาคารนิทรรศการหลักตอนกลางคืน ให้ประชาชนได้เข้าชมฟรี เป็นระยะเวลา 3 วัน โดยมุ่งหวังให้ประชาชน โดยเฉพาะ เยาวชนไทย ได้สัมผัสประสบการณ์การเที่ยวพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการในรูปแบบใหม่ที่ไม่น่าเบื่อ รวมถึงเรียนรู้เรื่องราวความเป็นไทยให้มากขึ้น ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ อันนำไปสู่การสร้างสังคมการเรียนรู้อย่างยั่งยืน และปลูกฝังวัฒนธรรมการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทยให้มากยิ่งขึ้น ล่าสุด มิวเซียมสยาม เปิดตัวนิทรรศการถาวรชุดใหม่ ในชื่อ “ถอดรหัสไทย” หลังจากดำเนินการปิดปรับปรุง พัฒนาเนื้อหาและจัดสร้างมากว่า 18 เดือน นิทรรศการดังกล่าว เปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยได้รับกระแสตอบรับที่ดี และมีประชาชนเดินทางมาเข้าชมอย่างต่อเนื่อง

ฟรี!!ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน @มิวเซียมสยามฟรี!!ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน @มิวเซียมสยามฟรี!!ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน @มิวเซียมสยาม

นอกจาก ประชาชนจะสามารถเข้าชมนิทรรศการและสัมผัสบรรยากาศแปลกใหม่ในการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ตอนกลางคืนแล้ว มิวเซียมสยามยังกำหนดจัดเทศกาลประจำปี “Night at the Museum” ครั้งที่ 7 ในชื่อตอน“งิ้ว” กล้า ก้าว ภายในงานประกอบด้วย โซนกิจกรรมกลางแจ้ง ที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถเข้าร่วมสนุก ส่งเสริมคุณธรรมเรื่องความกล้าหาญ อาทิ ด่านประตูทางเข้า ทดสอบความกล้าก้าวผ่านอุปสรรค  ด่านประลองความกล้า เผชิญหน้ากับความกลัว เป็นต้น การแสดงชุดพิเศษ งิ้วพูดไทย เรื่อง มู่หลาน ที่ออกแบบมาเพื่อกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ พร้อมบูธจำหน่ายอาหารจีนเมนูขึ้นชื่อมากมาย นายราเมศ กล่าวสรุป

“บิ๊กอู๋” สร้างงานให้วัยเก๋าได้มีงานทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305072

“บิ๊กอู๋” สร้างงานให้วัยเก๋าได้มีงานทำ

รมว.แรงงาน, พล.ต.อ.อดุลย์, ่ บิ๊กอู๋, วัยเก๋ามีงานทำ, บิ๊กอู่, บิ๊กอู๋

“บิ๊กอู๋” เผยสร้างงานให้วัยเก๋า ได้บรรจุงานแล้วกว่า 1,400 คน สร้างรายได้189,000 บาทต่อปี

           8 ธ.ค.2560 นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีนโยบายส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยมอบหมายให้กรมการจัดหางานเร่งสร้างและขยายโอกาสในการมีงานทำให้แก่ผู้สูงอายุ ลดการพึ่งพิงและลดภาระการเลี้ยงดูครอบครัว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

         ทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานอีกด้วย โดยกรมการจัดหางานได้สำรวจความต้องการทำงานของผู้สูงอายุที่ต้องการทำงานโดยผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. เป็นต้น

          ขณะเดียวกันก็สำรวจข้อมูลนายจ้าง/สถานประกอบการที่ตัองการจ้างผู้สูงอายุทำงาน โดยเปิดให้บริการศูนย์จดทะเบียนจัดหางานผู้สูงอายุทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งให้ผู้สูงอายุลงทะเบียนหางานในระบบสารสนเทศและขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุทางเว็ปไซต์ http://www.doe.go.th/elderly

         ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 จนถึงกันยายน 2560 มีผู้สูงอายุมาใช้บริการจัดหางานทั้งสิ้น 6,450 ราย มีตำแหน่งงานงานว่าง 2,464 อัตรา ได้รับการบรรจุงาน 1,477 ราย โดยได้รับการบรรจุงานในตำแหน่งแรงงานด้านการผลิตมากที่สุด รองลงมาเป็นพนักงานดูแลความปลอดภัย แม่บ้าน เสมียนพนักงานทั่วไปตามลำดับ สร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุ 189,630,000 บาทต่อปี

"บิ๊กอู๋" สร้างงานให้วัยเก๋าได้มีงานทำ

         นอกจากนี้กรมการจัดหางานยังส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ โดยให้ทดลองปฏิบัติ ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ด้านการประกอบการ เช่นการบริหารจัดการ บัญชี การตลาด การคิดต้นทุน กำไร เป็นต้น รวมทั้งให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ศึกษาดูงานเพื่อพัฒนาและต่อยอดความรู้ มีผู้สูงอายุรับบริการดังกล่าวไปแล้ว 1,720 คน นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยังมีนโยบายให้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากผู้สูงอายุใดประสงค์จะฝึกอบรมในหลักสูตรระยะยาว 30 ชั่วโมงขึ้นไป ก็จะประสานส่งข้อมูลให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานต่อไป

          นายอนุรักษ์ กล่าวอีกว่า หากผู้สูงอายุใดต้องการหางานทำสามารถมาใช้บริการได้ที่ ศูนย์บริการจัดหางานผู้สูงอายุ ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart job Center) ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพฯ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสมัครทางเว็บไซต์ http://www.doe.go.th/elderly สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

หยิบ6ประเด็นระดมความเห็นทำกฎหมายปฐมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305061

หยิบ6ประเด็นระดมความเห็นทำกฎหมายปฐมวัย

อนุฯ เด็กเล็ก เปิดประชาพิจารณ์ 6 ประเด็น ยกร่างพ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ ให้สมบูรณ์ ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาคาดทันใช้ พ.ค.61

 

คณะอนุกรรมการเด็กเล็ก ในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) จัดการประชุมระดมความคิดเห็นประเด็นการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ. …. โดย ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์ุ ประธานอนุฯ กล่าวว่า ได้วางกรอบแนวคิดเพื่อระดมความเห็น  6 เรื่องสำคัญ ประกอบด้วย 1.กลไกการบูรณาการการบริหารจัดการดูแลพัฒนาเด็กปฐมวัย 2.สิทธิประโยชน์สำหรับเด็กปฐมวัน 3.การดำเนินการในช่วงเปลี่ยนผ่านในช่วงอายุ 6-8 ปี

4.มาตรฐานสมรรถนะเด็กปฐมสำหรับการดูแล พัฒนา และการจัดการเรียนรู้ 5.การผลิตและการพัฒนาครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และ 6.สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแล และการจัดการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย อย่างเข้มข้น

ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 54 วรรคแรกที่ระบุว่า รัฐต้องดําเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งการระดมความคิดเห็นจากผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เป็นการสะท้อนความต้องการที่แท้จริงสำหรับผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้ และนำข้อเสนอมาปรับแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ. …. ได้ทันภายในเดือนพฤษภาคม 2561

“ภูเก็ตโมเดล”ต้นแบบฮู-ซี ความปลอดภัยทางถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304994

“ภูเก็ตโมเดล”ต้นแบบฮู-ซี ความปลอดภัยทางถนน

ความปลอดภัยทางถนน, ภูเก็ตโมเดล

ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี เมื่อไทยติดท็อปเท็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรมากที่สุดในโลก…

        โดยในปี 2559 คนไทยตายจากอุบัติเหตุทางถนน 22,356 คน เฉลี่ย 62 คนต่อวัน คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 34.4 คนต่อแสนประชากร โดย 3 ใน 4 ของผู้เสียชีวิตเป็นเพศชาย และกลุ่มอายุ 15-29 ปี มีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุด ที่น่าเป็นห่วงคือในจำนวนนี้ต้องกลายเป็นคนพิการ 5,000 คน จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกพื้นที่ต้องช่วยกันเพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตของผู้ขับขี่ยานพาหนะ หนึ่งในจังหวัดที่มีการจัดการความปลอดภัยทางถนนได้ในระดับดี คือ “ภูเก็ต” จนเป็นต้นแบบให้ 11 ประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก หรือฮู-ซี (WHO South-East Asia) เดินทางมาศึกษาดูงาน  

         ย้อนไปเมื่อราว 5 ปีก่อน จ.ภูเก็ต มีการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 227 ราย หรือ 62.38 คนต่อแสนประชากร เหลือเพียง 130 คน หรือ 34.76 คนต่อแสนประชากรในปี 2559 ลดลงได้เกือบครึ่ง การบาดเจ็บที่ศีรษะลดลงจาก 37.1% ในปี 2554 เหลือ 20.6% ในปี 2558 และผู้เสียชีวิตจากเมาแล้วขับลดลง 8.8% จากปี 2558 ถึง 2559 ด้วยปัจจัยความสำเร็จใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การบริหารจัดการอย่างเข้มแข็ง 2.แก้ไขจุดเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และ 3.การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น

"ภูเก็ตโมเดล"ต้นแบบฮู-ซี ความปลอดภัยทางถนน

         มิติของการบังคับใช้กฎหมาย พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต(ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.ภูเก็ต มีการบังคับใช้กฎหมายทั้งการสวมหมวกนิรภัย ดื่มแล้วขับ ตรวจจับความเร็ว โดยใช้เทคโนโลยีมาเสริมการทำงาน เช่น เครื่องยิงตรวจวัดความเร็ว (Speed Gun) กล้องตรวจจับผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร (Red Light Camera) ซึ่งสามารถตรวจจับผู้กระทำผิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันติดตั้งแล้ว 5 จุด เน้นพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงต่างๆ และมีแผนจะขยายเพิ่มอีก 5 จุด ส่งผลให้ในปี 2560 สามารถตรวจพบผู้ฝ่าฝืนเรื่องความเร็วถึง 2,149 ราย  อีกทั้ง เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ ส่งผลให้จำนวนการเรียกตรวจและดำเนินคดีดื่มแล้วขับเพิ่มจากเดิมกว่า 10 เท่า  โดยภูเก็ตมีอัตราการตรวจแอลกอฮอล์สูงสุดในภาคใต้ รวมถึง ปรับปรุงป้ายเตือนกล้องตรวจจับให้ชัดเจน เห็นได้ง่ายเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

        อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถตรวจพบผู้กระทำความผิดได้มากขึ้นและออกใบสั่งส่งไปที่บ้านเพื่อให้เจ้าของรถมาเสียค่าปรับราว 1 หมื่นใบต่อเดือน แต่พบว่ามีผู้มาชำระค่าปรับเฉลี่ยเพียง 24.4% เท่านั้น ยังเป็นปัญหาที่จะต้องมีการแก้ไขต่อไป

"ภูเก็ตโมเดล"ต้นแบบฮู-ซี ความปลอดภัยทางถนน

         ส่วนของท้องถิ่น นพ.ทวีศักดิ์ นพเกสร กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า เทศบาลเมืองกะทู้ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่ต้นแบบการจัดการความปลอดภัยทางถนน โดยนายกเทศมนตรีให้ความสนใจต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยว มีนโยบายสำคัญๆ คือ 1.แก้ไขจุดเสี่ยง โดยปรับสภาพถนนให้ปลอดภัย ติดไฟส่องสว่าง ซึ่งตั้งแต่ปี 2551 จ.ภูเก็ต แก้ไขจุดเสี่ยงโดยอาศัยข้อมูลอย่างมีส่วนร่วมได้กว่า 200 จุด  อาทิ การสร้างวงเวียนสุรินทร์-นริศรทำให้การบาดเจ็บบริเวณทางแยก ลดจาก 17-36 รายระหว่างปี 2556-2559 เหลือ 0 ในปี 2560 และการแก้ไขจุดเสี่ยง 16 จุด ทำให้ยอดการบาดเจ็บที่จุดแก้ไขลดลง 57 ราย เสียชีวิตลดลง 8 ราย ระหว่างปี 2558-2559 2.จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย เช่น ปลดป้ายโฆษณาที่กีดขวางทัศนวิสัยในการมองเห็น 3.มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่เทศกิจ จับ-ปรับ กรณีที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น รถบรรทุกทำเศษหินดินตกหล่นบนถนน และ 4.สร้างความตระหนัก ด้านความปลอดภัย รณรงค์สวมหมวกนิรภัยในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ส่งผลให้ได้รับรางวัล Prime Minister Road Safety Awards ด้านความปลอดภัยทางถนนและได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบอย่างที่ดีเมื่อปี 2558

"ภูเก็ตโมเดล"ต้นแบบฮู-ซี ความปลอดภัยทางถนน

         ยามเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น จ.ภูเก็ต มีการจัดระบบหน่วยแพทย์ฉุกเฉินร่วมกันทั้งหน่วยพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉินที่ รพ.วชิระภูเก็ต  นพ.เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการ รพ.วชิระภูเก็ต บอกว่า  ศูนย์รับแจ้งเหตุนี้จะรับเรื่องเหตุฉุกเฉินทั้งอุบัติเหตุและไม่ใช่อุบัติเหตุที่โทร.1669 โดยจะมีเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมทำหน้าที่ในการสอบถามเหตุการณ์ ตำแหน่งที่เกิดและประเมินความรุนแรง และพิจารณาว่าจะให้รถพยาบาลจากจุดไหนที่เตรียมพร้อมอยู่ทั่วพื้นที่ จ.ภูเก็ต เข้าไปรับผู้ป่วย ซึ่งในรถพยาบาลทุกคันจะมีการติดตั้งระบบจีพีเอสติดตามรถทุกคันเพื่อให้รู้ตำแหน่งรถ รู้ว่าอีกกี่นาทีจะถึงสถานพยาบาล

"ภูเก็ตโมเดล"ต้นแบบฮู-ซี ความปลอดภัยทางถนน

         นอกจากนี้ ภายในรถมีการติดตั้งระบบเทเลเมดิซีน(Telemedicine) ที่จะสามารถถ่ายทอดภาพผู้ป่วย เสียงจากภายในรถพยาบาล รวมถึงส่งสัญญาณชีพ และข้อมูลอื่นๆที่จำเป็นมายังห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินอาการผู้ป่วยได้ตั้งแต่ยังไม่ถึงโรงพยาบาล สามารถเตรียมพร้อมในให้การรักษาผู้ป่วยได้ทันทีเมื่อรถพยาบาลเดินทางถึงโรงพยาบาล อย่างเช่น หากผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดก็จะสามารถทราบได้ว่าต้องใช้แพทย์เฉพาะทางสาขาไหน จะได้มีการเตรียมห้องผ่าตัดและทีมแพทย์ไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องมาเตรียมการหลังคนป่วยมาถึงห้องฉุกเฉิน ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาได้เร็วขึ้น

นี่คือต้นแบบที่ทุกภาคส่วนพยายามร่วมกันดำเนินการเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่เหนืออื่นใด คนไทยเองจะต้องมีส่วนร่วมในการสร้างความปลอดภัยทางถนน ด้วยการมีสติขณะใช้ถนน ไม่ประมาท ทำตามกฎหมาย สวมหมวกนิรภัย คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งเมื่อจะขับขี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วไม่ขับ ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือยามขับรถ ทั้งหมดเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนเองทั้งสิ้น

"ภูเก็ตโมเดล"ต้นแบบฮู-ซี ความปลอดภัยทางถนน

          “ในประเทศไทยอุบัติเหตุทางถนน 80% เกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งหากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และรถยนต์ทำตามกฎหมายด้วยการสวมหมวกนิรภัยและคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่ จะลดการบาดเจ็บรุนแรงหากเกิดอุบัติเหตุได้ถึง 1 ใน 3 ตอนนี้ไทยมีกฎหมายสวมหมวกนิรภัย แต่บังคับใช้ได้สูงสุดใน จ.ภูเก็ต ที่ 60% อยากให้คนไทยให้ความสำคัญเรื่องนี้ ต้องถามว่าค่าหมวกนิรภัยกับค่าหัวของตัวเองอะไรแพงกว่า และขอให้นึกไว้เสมอว่าวินาทีเดียวเท่านั้นเกิดความสูญเสียได้และเปลี่ยนทั้งชีวิตแบบไม่หวนกลับคืน ในการขับขี่รถ ต้องมีสติ รอบคอบ ไม่ประมาท ต้องสวมหมวก คาดเข็มขัดนิรภัย ให้ความรู้บุตรหลานการขับขี่อย่างปลอดภัย ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ และใส่ใจทำตามกฎหมายต่างๆ ที่สร้างความปลอดภัยให้ตนเอง” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ฝากให้ตระหนัก

0 พวงชมพู ประเสริฐ รายงาน 0

qualitylife4444@gmail.com

ข้อตกลงเก่าช.พ.ค.ส่งผลครูเบี้ยวหนี้ได้ประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304970

ข้อตกลงเก่าช.พ.ค.ส่งผลครูเบี้ยวหนี้ได้ประโยชน์

ช.พ.ค., สกสค., ออมสิน

รมว.ศึกษาธิการ เผยสกสค.-ธ.ออมสิน ทำข้อตกลงใหม่แก้ปมขัดแย้ง ช.พ.ค.ชี้ข้อตกลงเก่าเกิดปัญหา อุ้มครูค้างชำระหนี้เสร็จสิ้นเดือนธ.ค.นี้ “พินิจศักดิ์” ย้ำข้อตกลงใหม่

       ตามที่กลุ่มเครือข่ายพิทักษ์ของทุน ช.พ.ค.แห่งประเทศไทย ได้เดินทางมายื่นหนังสือแก่นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อขอให้มีการดำเนินคืนดอกเบี้ยเฉลี่ยคืน (Cash Back) ให้กับผู้กู้โดยตรงเต็มจำนวนตามข้อตกลงที่เคยทำไว้กับประธานกรรมการกองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ ช่วยเพื่อครูและบุคลากรทางการศึกษา(ช.พ.ค.) ทั้ง 5 ฉบับ นั้น

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า สำหรับกรณีดังกล่าว ขณะนี้ทางสกสค.กำลังดำเนินการยกร่างข้อตกลงใหม่กับทางธนาคารออมสิน เนื่องจากข้อตกลงเก่า ทำให้เกิดปัญหา และถ้ามีการเรียกเงินคืนมาจากธนาคาร ผู้ที่ได้เงินก็จะไม่ใช่ครู แต่เป็นสกสค.

อีกทั้ง ที่ผ่านมาเงินในบัญชีเงินกองทุนสนับสนุนพิเศษเงินกู้ ช.พ.ค.ที่ธนาคารออมสินหักไปนั้น ผู้ที่ได้ประโยชน์  คือ ครูที่ค้างชำระติดต่อกัน 3 งวด และจะทำให้มีการเบี้ยวหนี้มากขึ้น ครูดีๆ ก็จะแย่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อครูที่มีวินัยทางการเงินดี ดังนั้น ถ้าจะไม่ให้เกิดปัญหา และเกิดการช่วยครูจริงๆ ต้องไม่เอาข้อตกลงเก่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะต้องแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายในธันวาคมนี้

นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ ผู้ปฎิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. กล่าวว่า ตามที่ธนาคารออมสิน ทำบันทึกข้อตกลงกับสำนักงานคณะกรรมการสกสค. เพื่อดำเนินโครงการสวัสดิการเงินกู้แก่สมาชิกช.พ.ค.เริ่มตั้งแต่โครงการที่ 2- โครงการที่ 7 โดยบันทึกข้อตกลงระหว่างสกสค.กับธนาคารออมสิน ข้อหนึ่ง กำหนดว่า ธนาคารออมสินจะจ่ายเงินสนับสนุนให้กับสำนักงานคณะกรรมการสกสค.เพื่อใช้ในการพัฒนาสมาชิกและกิจการช.พ.ค. ในอัตราและระยะเวลาที่กำหนด และผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการสกสค.ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือยินยอมให้ธนาคารออมสินหักเงินสนับสนุนที่ได้รับจากธนาคารไปชำระหนี้เงินกู้ที่ผิดนัดชำระ และได้มีการดำเนินการหักเงินสนับสนุนดังกล่าวไปแล้ว จำนวน 11,000 ล้านบาท ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ได้ทำหนังสือถึงธนาคารออมสิน เพื่อยกเลิกบันทึกข้อตกลงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ข้อตกลงทุกฉบับไม่มีการกำหนดให้นำเงินคืนครู แต่ต้องนำมาให้สกสค. และในขณะนี้ กำลังจัดทำบันทึกข้อตกลงใหม่ เนื่องจากบันทึกข้อตกลงและหนังสือยินยอมเดิมที่ได้ทำไว้กับธนาคาร ธนาคารจะหักเงินสนับสนุนฯ ไปชำระหนี้แทนผู้กู้ ที่ผิดนัดชำระแต่ผู้กู้ที่ไม่ผิดชำระ และมีวินัยทางการเงินที่ดี ไม่ได้รับการเหลียวแล ดังนั้น ในการทำบันทุกข้อตกใหม่ รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบแนวทางในการจัดทำว่า เงินที่เคยสนับสนุนให้กับสกสค. ทางสกสค.จะไม่ขอรับแต่ขอให้ธนาคารออมสินนำเงินที่จะสนับสนุนดังกล่าวไปจ่ายคืน หรือลดดอกเบี้ยให้กับครูผู้กู้ที่มีวินัยทางการเงินดีด้วย รวมถึงต้องมีการลงรายละเอียดต่างๆ ให้ชัดเจน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วันนี้…ยื่นแสนรายชื่อ ให้“หมอธี”คืนเงินครู”2 หมื่นล้าน”

ตามรอยพ่อหลวงไปเรียนรู้-จดจำ-นำมาใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304938

ตามรอยพ่อหลวงไปเรียนรู้-จดจำ-นำมาใช้

แหล่งเรียนรู้มีชีวิต, ศาสตร์พระราชา, 9 เล่มตามรอยพระราชา, ตามรอยพระราชา

“ดร.สุเมธ” ย้ำในหลวงร.9 สอนการด้วยการทำให้ดู แนะเรียนรู้ ทำตาม เปิดตัวครบ 9 เล่มตามรอยพระราชาใน 5 เส้นทางใหม่แหล่งเรียนรู้มีชวิตทั่วไทยต่อยอด E-book แอพลิเคชัน

         เปิดตัวหนังสือเดินทาง ตามรอยพระราชา 9 เล่ม 9 เส้นทาง 81 แหล่งเรียนรู้มีชีวิต โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กระทรวงศึกษาธิการ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ที่ศูนยการค้าสยามพารากอน  ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ประธานที่ปรึกษาโครงการหนังสือเดินทางตามรอยพระราชา ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ในหลวงในใจคน เราจะสร้างเด็กไทยให้ เก่ง ดี มีคุณธรรมอย่างไร” พร้อมกันนี้ครอบครัวอ้อม พิยดา และน้องนาวา ดญ.พัชรนันท์ จุฑารัตนกุล ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ตามรอยพระราชา

ตามรอยพ่อหลวงไปเรียนรู้-จดจำ-นำมาใช้

ดร.สุเมธ กล่าวว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 สอนให้รู้จักชีวิต เพราะการเรียนหนังสือก็ให้มีชีวิต แต่เหมือนเดินตามฝรั่งสอนให้ร่ำรวย เอาประโยชน์สูงสุด แต่สุดท้ายไม่รู้จักบริหารชีวิต ในหลวงสอนให้รู้จักบริหารสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นประโยชน์ ซึ่งสิ่งที่ในหลวงสอนก็ทรงทำให้ดูก่อน ก่อให้เกิดบทเรียนมากมาย เวลานี้เราพูดถึงโครงการของในหลวง 4,700 โครงการ ซึ่งไม่อยากให้สนใจว่ามีโครงการเท่าไหร่ แต่อยากให้สนใจว่าโครงการสอนอะไร สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้และเข้าใจสำคัญกว่าชีวิต เพื่อเหลือให้กับคนรุ่นต่อไป

ตามรอยพ่อหลวงไปเรียนรู้-จดจำ-นำมาใช้

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล (กลางเสื้อสีขาว)

“ในหลวงสอนมา 70 ปีและผมได้เรียนตรงกับพระองค์ท่าน 35 ปี ไม่มีทีท่าว่าจะจบ แต่มหาบรมครูของผมหยุดสอนแล้ว ซึ่งประเทศไทยถ้าใส่ใจกันสักนิดเรารู้พอแล้ว แหล่งเรียนรู้ต่างๆเป็นสื่อให้เข้าใจ เข้าถึง และจบลงด้วยการพัฒนา ทุกสิ่งที่ท่านทำคือเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนไทย ในหลวงสอนหมดแล้วและสอนด้วยการกระทำ จึงหวังว่าหนังสือเดินทางตามรอยพระราชาทำให้ประชาชนเข้าใจสิ่งที่ท่านสอนและนำมาปฏิบัติ เป็นแรงกระตุ้นให้เด็กและผู้ใหญ่ลงมือทำสักทีเพื่อรักษาให้ไปถึงรุ่นลูกหลานจนเกิดเป็นความยั่งยืน และยินดีที่บริษัทไอบีเอ็ม ร่วมสนับสนุนการทำแอพลิเคชั่นในยุคสื่อไอที เพื่อให้คนได้เรียนรู้มากยิ่งขึ้น”ดร.สุเมธ กล่าว

ตามรอยพ่อหลวงไปเรียนรู้-จดจำ-นำมาใช้

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้แทนคณะทำงานหนังสือเดินทางตามรอยพระราชา นักวิชาการ สสค. กล่าวว่า หนังสือตามรอยพระราชามีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเข้าใจและเข้าถึงศาสตร์ของพระราชาที่ร่วมสมัย จากประสบการณ์จริงในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต โดยจัดทำเป็นคู่มือการเดินทางสำหรับเยาวชน ครอบครัวและสถานศึกษา เพื่อให้เกิดพลังแห่งการเรียนรู้และเกิดความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวหนังสือตามรอยพระราชาไปแล้ว 4 เส้นทาง และครั้งนี้เป็นการเปิดตัวเพิ่มอีก 5 เส้นทาง รวม 9 เล่ม 9 เส้นทาง 81 แหล่งเรียนรู้ โดยกระทรวงศึกษาธิการ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  และ สสส. ร่วมสนับสนุนการจัดพิมพ์ รวมทั้งสิ้น 190,000 ชุด เพื่อกระจายในโรงเรียน เครือข่ายการศึกษาและจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งประชาชนทั่วไปที่สนใจสามารถติดต่อรับหนังสือได้ที่www.QLF.or.th

ตามรอยพ่อหลวงไปเรียนรู้-จดจำ-นำมาใช้

นางเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส. กล่าวว่า เนื้อหาสาระที่เยาวชนจะได้รับจากสื่อหนังสือและกิจกรรมตามรอยพระราชา จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ครบ 3H ในรูปแบบ Transformative Learning ซึ่งประกอบด้วย เรียนรู้ด้วยสมอง (Head) เรียนรู้ด้วยหัวใจ (Heart) และเรียนรู้จากการลงมือทำ (Hand) รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 คือ ความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์จากการได้เดินทางไปเรียนรู้ยังสถานที่จริง อีกทั้งยังสอดแทรกเนื้อหาส่งเสริมคุณธรรม ได้แก่ ทศพิธราชธรรมและคุณธรรม 4.0 คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศ ทั้งนี้ สสส.จะสนับสนุนให้เครือข่ายโรงเรียนสุขภาวะซึ่งบางแห่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้ร่วมเรียนรู้ผ่านแหล่งเรียนรู้ตามรอยพระราชาในพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมกับสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งสอดแทรกและบูรณาการกับวิชาการเรียนเพื่อส่งผลถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ต่อไป

ตามรอยพ่อหลวงไปเรียนรู้-จดจำ-นำมาใช้

นางพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะการนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9เป็นหลักในการดำเนินชีวิต จึงได้สนับสนุนเทคโนโลยีตามรอยพระราชาโดยพัฒนา E-Book เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงหนังสือตามรอยพระราชาทั้ง 9 เล่ม 9 เส้นทางได้ พร้อมกับมีลูกเล่นผ่านตัวการ์ตูนเคลื่อนไหวเพื่อให้เด็กและเยาวชนสนุกกับการเรียนรู้และใช้เป็นแผนที่ไปยังสถานที่แหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตจริง โดยสามารถดาวโหลดได้ที่ www.QLF.or.th และในระยะต่อไปจะมีการพัฒนารูปแบบแอพลิเคชั่น เพื่อให้สามารถเช็คอินในสถานที่แหล่งเรียนรู้ รวมถึงการมองเชื่อมต่อไปยังระบบขนส่งมวลชน เพื่อแนะนำเส้นทางเดินทางไปยังแหล่งเรียนรู้ ปั้มน้ำมัน และร้านอาหารเพื่อให้ครบวงจรสำหรับครอบครัวหรือสถานศึกษาในการวางแผนการเดินทาง

สำหรับตัวอย่างแหล่งเรียนรู้มีชีวิตที่น่าสนใจในหนังสือตามรอยพระราชา 5 เส้นทางใหม่ อาทิ  1. เส้นทางภาคเหนือตอนล่าง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติการจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ชุมชนบ้านห้วยปลาหลด จ.ตาก จุดเด่นคือ ทรัพยากรป่าไม้ที่สมบูรณ์จากการดูแลของชุมชน จากเดิมที่เคยเป็นป่าเสื่อมโทรมกลับคืนสู่ป่าสมบูรณ์และเกษตรผสมผสานของชาวมูเซอเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น 2. เส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน จ.สกลนคร จุดเด่นคือ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีชีวิตเพื่อแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรให้เรียนรู้การพัฒนาที่ดิน แหล่งน้ำ ฟื้นฟูป่า ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์

ตามรอยพ่อหลวงไปเรียนรู้-จดจำ-นำมาใช้

3. เส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง  มหาชีวาลัยอีสาน จ.บุรีรัมย์ จุดเด่นคือ การท่องป่า ไร่นา สวนผสมของครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ปราชญ์ชาวบ้านผู้นำศาสตร์พระราชามาใช้พลิกฟื้นป่าบ้านเกิด 4. เส้นทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก โครงการหมู่บ้านชัยพัฒนา-กาชาดไทย บ้านทุ่งรัก จ.พังงา จุดเด่นคือ การท่องเที่ยววิถีชุมชนคนชาวเล เรียนรู้การประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน เลี้ยงปลาในกระชังเพื่อให้แก้ปัญหาความยากจนและขาดที่ดินทำกินจากเหตุการณ์สึนามิ และ 5. เส้นทางภาคกลาง โครงการคุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติ  จ.สมุทรปราการ จุดเด่นคือ พื้นที่สีเขียวปอดขนาดใหญ่ของกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ จากที่ในหลวง ร.9 ทรงนั่งเฮลิคอปเตอร์ผ่านพื้นที่สีเขียวของคุ้งบางกะเจ้า ทรงอยากรักษาพื้นที่นี้ไว้ให้เป็นปอดขนาดใหญ่ของคนเมือง ปัจจุบันต้นไม้ในคุ้งบางกะเจ้าช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 6,000 ตันต่อปี

กพร.ลุย พื้นที่ EEC เร่งสำรวจความต้องการ เน้นทักษะสูงรับ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305004

กพร.ลุย พื้นที่ EEC เร่งสำรวจความต้องการ เน้นทักษะสูงรับ 4.0

รับ4.0, อีอีซี, นายสุทธิ สุโกศล, อธิบดีกพร..

 กพร.สั่งลุยพื้นที่ 3 จังหวัด EEC เร่งสำรวจความต้องการ เน้นฝึกทักษะสูง รับ 4.0 ป้อนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ย้ำ ยังต้องการแรงงานจำนวนมาก

          7 ธ.ค.2560 นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กพร.ได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี ระยอง และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานฉะเชิงเทรา เร่งสำรวจความต้องการแรงงานในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เพื่อนำมาจัดทำแผนปฏิบัติการ ตามนโยบายเร่งด่วนของ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ด้านการยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ตามโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ตามนโยบายของรัฐบาลก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

          จากสถานการณ์การจ้างงานของภาคอุตสาหกรรมเพื่อก้าวสู่ 4.0 ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมเริ่มนำหุ่นยนต์มาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตในโรงงานต่างๆ ที่เป็นการผลิตแบบเดิมซ้ำๆ ซึ่งสามารถนำหุ่นยนต์หรือใช้เครื่องจักรมาทดแทนกำลังแรงงานคน ส่วนหนึ่งเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการทำงานหลายด้านยังต้องการกำลังแรงงานคนอีกเป็นจำนวนมากที่มีทักษะสูง อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์

กพร.ลุย พื้นที่ EEC เร่งสำรวจความต้องการ เน้นทักษะสูงรับ 4.0

นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกพร.

         นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่า โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก กพร.จึงเน้นการฝึกให้แก่คนทำงานที่ต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงาน กลุ่มนักศึกษาระดับปวช. ปวส ปีสุดท้าย ฝึกยกระดับฝีมือแรงงานในภาคอุตสาหกรรม พนักงาน หัวหน้างาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสมรรถนะกำลังแรงงาน (Competency Workforce) ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ปรับเปลี่ยนทักษะฝีมือ (Re-Skill)

        พร้อมกับทักษะ STEM และภาษาต่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กพร. มีสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Manufacturing Automation and Robotics Academy—MARA) ถึง 2 แห่งคือ ชลบุรีและระยอง ได้จัดหาครุภัณฑ์การฝึกที่ทันสมัย เช่น เครื่องจักรกลการผลิตและหุ่นยนต์ ชุดฝึกเครื่องมือวัดและหุ่นยนต์ ชุดฝึกระบบออโตเมชั่นชั้นสูง ชุดฝึกอบรมการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร เป็นต้น เพื่อใช้ฝึกทักษะฝีมือคนทำงานให้สามารถทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้ย่างมีประสิทธิภาพ

กพร.ลุย พื้นที่ EEC เร่งสำรวจความต้องการ เน้นทักษะสูงรับ 4.0

         “ในส่วนของการพัฒนาทักษะชั้นสูงในหน่วยงานกพร.ทั้ง 3 จังหวัดดำเนินการปี 61 จำนวน 9,200 คน ดำเนินการโดยศูนย์ฝึกอบรมทักษะอุตสาหกรรมเหมราช ตั้งเป้าหมายพัฒนากำลังแรงงานกลุ่มยานยนต์กว่า 74,000 คน”นายสุทธิกล่าว

          นายสุทธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การฝึกทักษะตรงกับความต้องการและป้อนกำลังแรงงานได้เพียงพอ หน่วยงานของกพร.ในพื้นที่จะเร่งสำรวจความต้องการทั้งปริมาณและทักษะของคนทำงานที่ต้องการ เพื่อนำมาจัดทำแผนการฝึก ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในมกราคม 61 นี้

ชงแก้ม.44 คืนอำนาจผอ.สพท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304981

ชงแก้ม.44 คืนอำนาจผอ.สพท.

คืนอำนาจผอ.สพท.บรรจุ, ข้อ 13 คำสั่งคสช.ที่ 19/2560, มาตรา 53, คำสั่ง คสช.ที่ 19/2560, ม.44, งานบุคคล

“บุญรักษ์”เผยชงแก้คำสั่งคสช.ผุด 2 บอร์ดบูรณาการศึกษา-บริหารบุคคล มีผู้ว่าฯประธาน และคืนอำนาจสพท.ลงนามแต่งตั้ง แต่กศจ.พิจารณา ด้าน ชร.ผอ.สพท.ชี้แนวทางทยอมรับได้

       ตามที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.) เตรียมเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ให้แก้ไขคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่19 / 2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ข้อ 13 ที่ระบุให้อำนาจการบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 (3)และ(4) ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ให้แก่ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)จากเดิมที่เป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) เพื่อเป็นการปลดล็อกปัญหาทีทำให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานนี้

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 60- ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า นพ.ธีระเกียรติ ได้มอบหมายให้ตนเองนฐานะกำกับดูแล สพท. นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.กำกับดูแล กศจ.ไปหารือร่วมกับเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) และคณะทำงานด้านกฎหมาย ได้ข้อสรุปว่าเพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานด้านการศึกษาในพื้นที่อย่างแท้จริง จะเสนอให้มีคณะกรรมการในจังหวัด 2 ชุด คือ คณะกรรมการบูรณาการด้านการศึกษาของจังหวัด ซึ่งจะบูรณาการทุกภารกิจที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกสังกัด และคณะกรรมการด้านการบริหารงานบุคคลซึ่งจะให้ผอ.สพท.ทุกคนในจังหวัดร่วมเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นประธานของทั้ง2บอร์ดดังกล่าว

“ส่วนกรณีความขัดแย้งเรื่องอำนาจตามมาตรา 53 ในการเสนอแก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช.จะให้คืนอำนาจดังกล่าวให้ ผอ.สพท.และผอ.ร.ร.เป็นผู้ลงนามตามอำนาจหน้าที่ แต่การพิจารณาอนุมัติยังคงเป็นอำนาจของ กศจ. อย่างไรก็ตาม หาก สพท.เห็นว่า กศจ.อนุมัติในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ สพท.ก็มีสิทธิ์ไม่ลงนามได้ เป็นการคานอำนาจซึ่งกันและกัน เรียกว่าเป็นการใช้อำนาจคู่ เพราะฉะนั้นหากจะมีความเห็นที่แตกต่างก็จะต้องพูดคุยหารือกันในบอร์ดบริหารงานบุคคลให้ได้ข้อยุติก่อน เนื่องจากจะมีทั้ง2ฝ่ายร่วมเป็นกรรมการอยู่ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้การดำเนินการทุกอย่างรวดเร็วขึ้น”ดร.บุญรักษ์ กล่าว

ดร.บุญรักษ์ กล่าวต่อไปว่า การเสนอแก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช.ครั้งนี้ เพราะ รมว.ศธ.ได้เก็บข้อมูลมาแล้ว ว่า1 ปีที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และมีอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ก็พบว่ามีหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข ไม่เฉพาะปัญหามาตรา 53 เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอื่นอีก เช่นกรณี บอร์ด กศจ.ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานที่ผ่านมีหลายจังหวัดที่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาในจังหวัดได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากมีบอร์ดใหญ่บอร์ดเดียวแต่ต้องดูแลทุกด้าน ทำให้ต้องเสนอแก้ปัญหาโดยการแยกเป็น 2 บอร์ด เพื่อให้เดินหน้าไปได้ คือ บอร์ดด้านการศึกษากับบอร์ดด้านบริหารงานบุคคล เพราะสิ่งที่เราคิด คือ เพื่อให้มีการพัฒนาไปกว่าเดิม และเพื่อให้งานเดินหน้าไปได้

“ที่ต้องใช้อำนาจคู่ในการบริหารงานบุคคลเพราะ สพฐ. มีคนจำนวนมาก ซึ่งเดิมเป็นอำนาจของ กศจ. ในการบรรจุแต่งตั้ง โยกย้าย ลงโทษ การพิจารณาเลื่อนเงินเดือน แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เพื่อความคล่องตัว รวดเร็ว ก็ให้เป็นอำนาจของ สพท. แต่เพื่อไม่ให้ผอ.สพท. ใช้อำนาจเดี่ยว จึงต้องให้ กศจ. เป็นผู้อนุมัติ เพื่อให้เกิดเป็นความเป็นธรรม และเป็นการคานอำนาจเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลให้สังคมยอมรับ

ด้าน นายธนชน มุทาพร ประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ชร.ผอ.สพท.) กล่าวว่า ขอดูรายละเอียดร่างแก้ไขคำสั่ง คสช.ฉบับของ ศธ.ก่อน ถ้าเป็นไปตามที่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พูดจริง ก็เป็นสิ่งที่รับได้และ ชร.ผอ.สพท.จะชะลอการเคลื่อนไหวและชะลอการเสนอร่างแก้ไขฉบับของ ชร.ผอ.สพท.ต่อนายกรัฐมนตรี ออกไปก่อน เพราะการแยกบอร์ดออกเป็น 2 ชุด ก็ตรงกับที่เคยเสนอต่อ พล.ต.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว อดีตเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ สมัย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี แต่ครั้งนั้นข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการตอบรับ

“การแยกบอร์ดเป็น 2 ชุดดังกล่าวเป็นตามข้อเสนอจะช่วยให้งานบูรณาการการศึกษาเดินหน้าไปได้ ไม่ต้องมาติดหล่มกับงานบริหารบุคคล ดังนั้น การที่ ศธ.เสนอให้มี 2 บอร์ดดังกล่าว โดยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานทั้ง 2 ชุด จึงเป็นสิ่งที่ผมรับได้และจะได้ช่วยป้องกันปัญหาทุจริตได้ ซึ่งผมเคยบอกว่าข้อดีของ กศจ.แต่ข้อเสีย คือล่าช้าเพราะติดขัดขั้นตอนที่ต้องผ่าน ศธจ. ขณะที่ของเดิมสมัยที่เป็นคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษา ข้อดีคือรวดเร็ว แต่ข้อเสีย มีปัญหาความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นกับบางเขตพื้นที่ฯ ซึ่งแนวทางของ ศธ.ครั้งนี้ เป็นสิ่งที่รับได้ เพราะเราขอแค่ไม่ผ่าน ศธจ.เพราะทำให้เรื่องล่าช้า”นายธนชน กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่เหลือคงต้องไปดูรายละเอียดร่างแก้ไขของ ศธ. แต่ก็ถือว่าวินวินทั้งสองฝ่าย ขณะที่เรื่องการบริหารงานบุคคล ก็ไม่ล่าช้า ฉะนั้นเมื่อออกมาแนวทางนี้ ก็ต้องยอมรับข้อเสนอของ ศธ.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

แชร์ว่อน!! คลิปเสียงปลัด ศธ.

ศธ.ตีความม.53อำนาจบรรจุแต่งตั้ง5ประเด็น 

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

“พีรพงศ์ สุรเสน” จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

สยบลือ!!”บุญรักษ์”ยันไม่เคยคิดย้ายผอ.สพป.โคราช 7

เคลียร์อำนาจ สพท.-ศธจ.ลงตัวธันวานี้!!

สบส.เตือนอย่าโพสต์-แชร์ ซื้อ-ขายอสุจิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304912

สบส.เตือนอย่าโพสต์-แชร์ ซื้อ-ขายอสุจิ

สบส., ซื้อขายอสุจิ, พ.ร.บ., พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์, โทษซื้อขายอสุจิ

สบส.ย้ำพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีฯบังคับใช้แล้ว ผู้ใดเสนอ-ชักชวนให้ซื้อ ขายอสุจิ มีโทษหนักทั้งจำ-ปรับ เตือนโพสต์-แชร์อาจตกเป็นผต้องหาไม่รู้ตัว

        จากกรณี ที่มีการแชร์ข้อมูลผ่านสื่อโซเชียลชักชวนให้จำหน่ายอสุจิ เพื่อนำไปใช้ทำเครื่องสำอาง และหากเป็นเชื้อที่มีคุณภาพดีจะนำเข้าธนาคารอสุจิ โดยอ้างว่าเป็นธนาคารอสุจิรายแรกของประเทศไทย นั้น

นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ( สบส.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเก่าที่มีการแชร์ผ่านสื่อโซเชียลครั้งแรกในปี พ.ศ.2557 ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มีการบังคับใช้พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ แต่ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีการบังคับใช้กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 เพื่อช่วยให้คู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีบุตรยากได้มีบุตรตามต้องการโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ฯ และควบคุมการศึกษาวิจัย มิให้มีการนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2558 ส่งผลให้การโพสต์ หรือแชร์ข้อความเชิญชวนให้มีการซื้อ ขาย อสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย  ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังไม่มีการก่อตั้งธนาคารอสุจิ รวมทั้งอสุจิ ไข่ ที่นำมาดำเนินการในเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์จะมาจากการบริจาค ไม่มีการรับซื้อแต่อย่างใด ดังนั้น หากพบเห็นการโฆษณารับซื้อเชื้ออสุจิในลักษณะดังกล่าว อย่าได้หลงเชื่อ และขอความร่วมมือให้แจ้งเบาะแสมาที่กลุ่มคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ หมายเลขโทรศัพท์ 02 193 7000 ต่อ 18419, เฟซบุ๊คสารวัตรสถานพยาบาลออนไลน์ และกองกฎหมาย หมายเลขโทรศัพท์ 02 193 7000 ต่อ 18830, เฟซบุ๊คมือปราบสถานพยาบาลเถื่อน ในวันและเวลาราชการ เพื่อดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิดต่อไป

ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า สำหรับ คู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ต้องการจะมีบุตรโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ สามารถขอคำปรึกษาจากสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ จากกรม สบส.ซึ่งขณะนี้มีทั้งสิ้น จำนวน 74 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ใน 14 จังหวัด ได้แก่ 1.กรุงเทพฯ 2.ปทุมธานี 3.สมุทรสาคร 4.เชียงใหม่ 5.เชียงราย 6.พิษณุโลก 7.นครนายก 8.ชลบุรี 9.ขอนแก่น 10.นครราชสีมา 11.อุดรธานี 12.นครศรีธรรมราช 13.ภูเก็ต 14.สงขลา  โดยก่อนรับบริการ ให้ตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่เว็บไซต์สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (http://mrd-hss.moph.go.th) เพื่อความมั่นใจว่าจะได้รับบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด