อาชีวะใต้ยกทีม FIX IT บริการปชช.พื้นที่น้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304897

อาชีวะใต้ยกทีม FIX IT บริการปชช.พื้นที่น้ำท่วม

น้ำท่วมใต้, อาชีวะ, Fix it Center

อาชีวะบริการ Fix It Center ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ตั้งจุดบริการ 21 จุด ซ่อมแซม อุปกรณ์ เครื่องมือทำกิน และจัดทำอาหาร แจกจ่ายประชาชน

         ดร. สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า ด้วยขณะนี้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้หลายจังหวัดได้รับอิทธิพลจากมรสุมดังกล่าว ทำให้มีฝนตกหนัก และมีปริมาณน้ำสะสมทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ ซึ่งประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และเนื่องจากระยะนี้ยังมีฝนอย่างต่อเนื่อง

อาชีวะใต้ยกทีม Fix It บริการปชช.พื้นที่น้ำท่วม

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงได้มีนโยบายให้ความดูแลช่วยเหลือประชาชน โดยจัดทำถุงยังชีพ เพื่อส่งมอบให้กับพื้นที่ประสบภัยในเบื้องต้น ซึ่งเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ ได้นำถุงยัง ชีพจำนวน 500 ชุดไปมอบแก่ประชาชนตำบลท่าประดู่ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ทั้งนี้ วิทยาลัยอาชีวศึกษาในพื้นที่ 21 แห่ง ตั้งศูนย์อาชีวะบริการ (Fix It Center) ให้บริการซ่อมแซมเครื่องไฟฟ้า เครื่องใช้ภายในครัวเรือน อุปกรณ์ไฟฟ้า รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ รวมไปถึงอุปกรณ์เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพต่าง ๆ รวมถึงการจัดทำอาหาร ข้าวกล่อง บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องในระยะนี้

อาชีวะใต้ยกทีม Fix It บริการปชช.พื้นที่น้ำท่วม

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายประธานอาชีวศึกษาภาคใต้ ประสานกับอาชีวศึกษาจังหวัด และสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่ออกให้ความช่วยเหลือ ให้บริการประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเฝ้าระวังสำรวจความเสียหายในพื้นที่ โดยกำหนดพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำ และรายงานให้ สอศ.ทราบทุกระยะ

อาชีวะใต้ยกทีม Fix It บริการปชช.พื้นที่น้ำท่วม

สำหรับศูนย์อาชีวะบริการ (Fix It Center) 21 แห่ง ดังนี้ 1. ศูนย์องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)บางรัก โดยวิทยาลัยเทคนิค (วท.)ตรัง 2. วท.สุราษฎร์ ธานี 3. ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดย วท.กาญจนดิษฐ์ 4. อบต. หนองช้างแล่น โดย วิทยาลัยการอาชีพ( วก.)ห้วยยอด 5. อบต.ปะเหลียน โดย วก.ปะเหลียน 6. วัดโคกยาง โดย วก.กันตัง 7. อบต.ละหาร โดย วก.สายบุรี 8. ศูนย์ฝึกวิชาชีพชุมชน โดย วก.ไชยา 9. ตำบลยุโป โดย วิทยาลัยสารพัดช่าง (วช.) ยะลา 10. เขตพื้นที่อำเภอพระพรหม และอำเภอลานสกา โดย วก.นครศรีธรรมราช

11. วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือนครศรีธรรมราช 12. ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมบ้านคลองตรุด โดยวท. พัทลุง 13.วก.นาทวี 14.ศูนย์บริการชุมชนวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ โดย วก.เวียงสระ 15. ม.9 บ้านไทรโกบ ต.ชะมวง โดย วก.ควนขนุน 16. วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ 17. ร.ร. บ้านไทรงาม โดย วช.สุราษฎร์ธานี 18. ศูนย์ตำบลเบตง โดย วก.เบตง 19. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูล 20. ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ต.เขาขาว โดย วก.ละงู 21. วิทยาลัยเทคนิคสตูล

“ฟิล์มกระจก-ภาพต้นฉบับ” มรดกโลกชิ้นที่ 5 ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304890

“ฟิล์มกระจก-ภาพต้นฉบับ” มรดกโลกชิ้นที่ 5 ของไทย

มรดกแห่งความทรงจำปี 2560, ภาพต้นฉบับ, ภาพฟิล์ม, ขึ้นทะเบียน, มรดกโลก

“ยูเนสโก” ขึ้นทะเบียน ”ฟิล์มกระจก 35,427 รายการ-ภาพต้นฉบับ 5 หมื่นภาพ” จดหมายเหตุไทยมรดกล้ำค่าสมัย ร.4-ร.6 เป็น”มรดกความทรงจำแห่งโลก” ปี 2560 ชิ้นที่ 5 ของไทย

       องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้ประกาศรับรองการขึ้นทะเบียนฟิล์มกระจก 35,427 รายการและภาพต้นฉบับ 50,000 ภาพเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก ประจำปี 2560 อย่างเป็นทางการในเว็บไซต์ unesco.org 

"ฟิล์มกระจก-ภาพต้นฉบับ" มรดกโลกชิ้นที่ 5 ของไทย

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า  การประกาศขึ้นทะเบียนฟิล์มกระจกและภาพต้นฉบับนั้น เสนอโดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ประเทศไทย และได้รับการบรรจุในทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกในปี 2560 ประกอบด้วยภาพฟิล์มกระจก 35,427 รายการและภาพต้นฉบับ 50,000 รายการ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งรวบรวมจากฟิล์มกระจกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ทรงถ่ายไว้

"ฟิล์มกระจก-ภาพต้นฉบับ" มรดกโลกชิ้นที่ 5 ของไทย

เอกสารดังกล่าวสะท้อนถึงหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ทางด้านสังคม วัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงทางเมืองและความสัมพันธ์ด้านต่างประเทศของสยาม โดยแสดงถึงบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์ที่มีความสำคัญระดับประเทศและนานาชาติในยุคที่อาณานิคมตะวันตกแพร่ขยายมายังเอเชียซึ่งทำให้สยามเลือกที่จะรักษาเอกลักษณ์ของชาติและปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ซึ่งนำไปสู่ยุคของการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้เก็บรักษาเอกสารดังกล่าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2520

"ฟิล์มกระจก-ภาพต้นฉบับ" มรดกโลกชิ้นที่ 5 ของไทย

ปัจจุบันนี้ ฟิล์มกระจกและภาพต้นฉบับดังกล่าวได้มีการส่งมอบและเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ได้ดำเนินการสแกนจัดเก็บเอกสารดังกล่าวในรูปแบบดิจิทอลไฟล์เพื่อนุรักษ์ต้นฉบับและให้บริการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ

"ฟิล์มกระจก-ภาพต้นฉบับ" มรดกโลกชิ้นที่ 5 ของไทย

อย่างไรก็ตาม ภาพต้นฉบับครั้งนี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์รายการที่ 5 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก ส่วนอีก 4 รายการก่อนหน้าที่ประเทศไทยได้ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลก ได้แก่

1.ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ 1 ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2546 เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญ ที่บันทึกและประกาศข้อมูลข่าวสารสาธารณะ และนโยบายของรัฐโบราณให้สาธารณชนรับทราบ และมีผลต่อประวัติของโลกนอกพรมแดนวัฒนธรรมของไทย ทำให้เข้าใจความสำคัญของการปกครอง การค้าขาย การติดต่อแลกเปลี่ยนกับชาติต่างๆ ในช่วงเวลาของยุคสุโขทัย มีความสมบูรณ์ในตัวเอง นับเป็นเอกสารสาธารณะที่หาได้ยากยิ่ง

"ฟิล์มกระจก-ภาพต้นฉบับ" มรดกโลกชิ้นที่ 5 ของไทย

2.เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของรัชกาลที่ 5 ขึ้นทะเบียนปี 2552 เป็นเอกสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสยาม รวมพระอัจริยภาพทุกด้านที่ทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงส่งเสริมให้สยามอยู่ได้ อย่างสงบประกอบด้วยเอกสารการเลิกทาสและเอกสารอื่นที่แสดงให้เห็นถึงนโยบาย และการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้กรุงสยาม ดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่ทำให้ประเทศสามารถอยู่ในความสงบได้อย่างดี โดยเป็นเอกสารต้นฉบับทั้งหมด 8 แสนหน้า ปัจจุบันจัดเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

"ฟิล์มกระจก-ภาพต้นฉบับ" มรดกโลกชิ้นที่ 5 ของไทย

3.จารึกวัดโพธิ์ ประกาศขึ้นทะเบียนในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อปี 2551 และขึ้นทะเบียนในระดับโลกใน ปี 2554 “วัดโพธิ์” หรือ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร” ซึ่งจารึกวัดโพธิ์เป็นองค์ความรู้จากปราชญ์ของไทยและสรรพศิลปวิทยาการต่างๆ เช่น ตำราการแพทย์ โบราณคดี และวรรณกรรม โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนทั้งหลาย ฯลฯ มาจารึกลงบนแผ่นหินอ่อน ประดับไว้ตามบริเวณผนัง-เสาพระระเบียงรอบพระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารคด และศาลารายรอบพระมณฑปภายในวัดและแม้ว่าเวลาผ่านไปกว่า 178 ปี วัดโพธิ์ยังคงเป็นแหล่งเรียนรู้สรรพวิทยา เห็นได้จากความรู้เกี่ยวกับโยคะศาสตร์และตำราการนวดแผนโบราณวัดโพธิ์ เป็นที่รู้จักแพร่หลายออกไปทั่วโลกในปัจจุบัน

"ฟิล์มกระจก-ภาพต้นฉบับ" มรดกโลกชิ้นที่ 5 ของไทย

4.บันทึกการประชุมของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ขึ้นทะเบียนไว้เมื่อปี พ.ศ.2556 เป็นเอกสารที่มีอายุกว่า 100 ปี ส่วนหนึ่งของบันทึกการประชุมของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มีทั้งหมด 16 เล่ม บันทึกไว้ช่วงระหว่างปี 2447-2547 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเอกสารเหล่านี้ เป็นการรวบรวมบันทึกความคิด ความอ่าน หรือการระดมสมองของ สมาชิกสยามสมาคมที่มาจากหลายสาขาอาชีพ มีทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการระดับสูง ที่ปรึกษาชาวต่างชาติ สะท้อนภาพและมุมมองของสังคมในยุคสมัยนั้น ซึ่งเป็นประโยชน์ในการศึกษาวิจัย และอ้างอิง

"ฟิล์มกระจก-ภาพต้นฉบับ" มรดกโลกชิ้นที่ 5 ของไทย

รมว.วธ. กล่าวว่า สำหรับมรดกความทรงจำโลกนั้น ประเทศเจ้าของมรดกต้องเขียนรายละเอียดตามแบบฟอร์มของยูเนสโกที่ระบุความสำคัญในแง่ของเหตุการณ์บุคคล สถานที่และช่วงเวลา และระบุความเป็นของแท้จริงที่อนุรักษ์ไว้อย่างดีเพื่อเปิดให้ผู้สนใจเข้าศึกษาวิจัยได้ พร้อมภาพถ่ายหรือเทป แต่ละปีมีประเทศเสนอเข้าไปมาก ต้องมีคณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบและเสนอความเห็นว่าควรขึ้นทะเบียนมรดกระดับนานาชาติหรือไม่ โดยในปี2017 (พ.ศ.2560) ประเทศเพื่อนบ้านที่ได้ขึ้นทะเบียนหลายราย อาทิ 1.จารึกบนกระดูกที่ใช้เสี่ยงทายของจีนโบราณ 2.หอจดหมายเหตุหลักฐานการอนุรักษ์มรดกโลกโบโรพุทโธ อินโดนีเซีย 3.จารึกบนระฆังของพระเจ้าบุเรงนองแห่งพม่า 4.ฟิล์มกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่บันทึกภาพอ่าวท่าเรือซิดนีย์ 5.เอกสารเรื่องปันหยีของชวาที่ได้ส่งอิทธิพลต่อวรรณคดีในหลายประเทศ 6.เอกสารเกี่ยวกับชนดั้งเดิมในหลายประเทศที่เสนอต่อสหประชาชาติเก็บรักษาไว้ที่สวิสเซอร์แลนด์ 7. เอกสารจดหมายเหตุที่เขียนด้วยลายมือเกี่ยวกับเชคสเปียร์เสนอโดยอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

"ฟิล์มกระจก-ภาพต้นฉบับ" มรดกโลกชิ้นที่ 5 ของไทย

 

"ฟิล์มกระจก-ภาพต้นฉบับ" มรดกโลกชิ้นที่ 5 ของไทย


สีสันเทศกาลอาหาร สืบสานวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304840

สีสันเทศกาลอาหาร  สืบสานวัฒนธรรม

โรงเรียนตะกั่วป่า เสนานุกูล, ปลูกฝังอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย

ร.ร.ตะกั่วป่า “ เสนานุกูล” ปลูกฝังการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย

       นางวรอิศรา พรหมภัทร รองผู้อำนวยการโรงเรียนตะกั่วป่า “เสนานุกูล” เปิดเผยว่า โรงเรียนได้ตระหนักถึงความสำคัญของสถาบันชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาชาติไทยให้เจริญก้าวหน้า รวมทั้งบรรพบุรุษไทยที่ได้สรรค์สร้างภูมิปัญญาไทย ดังเช่น ประเพณีวัฒนธรรมไทย รวมทั้งอาหารประจำชาติของประเทศไทย ที่มีการสั่งสมและถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต จนเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่สำคัญของไทย

สีสันเทศกาลอาหาร  สืบสานวัฒนธรรมสีสันเทศกาลอาหาร  สืบสานวัฒนธรรม

งานวัฒนธรรม ปีที่ 8  ในปีการศึกษา 2560 ภายใต้งาน “สีสันเทศกาลอาหาร  สืบสานวัฒนธรรม”   ณ  หอประชุมโรงเรียนตะกั่วป่า “เสนานุกูล”  เพื่อเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ และให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย โดยการปฏิบัติจริง และการเรียนรู้ผ่านปราชญ์ชาวบ้าน  ควบคู่กับการเรียนรู้วัฒนธรรมของอาเซียน   ซึ่งกิจกรรม ประกอบด้วย  ซุ้มพระมหากษัตริย์ไทย ซุ้มอาเซียน ซุ้มอาหาร 4 ภาค ซุ้มอาหารท้องถิ่น ซุ้มเมนูแนะนำ  ซุ้มตลาดโบราณ    การแสดงดนตรีร่วมสมัย สิ่งเหล่านี้เป็นการดำรงไว้ซึ่งประเพณีที่ดีงาม เป็นสิ่งที่สมควรกระทำเพื่อปลูกฝังเยาวชนให้ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ดี สร้างคนดีให้กับสังคมไทย

สีสันเทศกาลอาหาร  สืบสานวัฒนธรรมสีสันเทศกาลอาหาร  สืบสานวัฒนธรรม


วันนี้…ยื่นแสนรายชื่อ ให้“หมอธี”คืนเงินครู”2 หมื่นล้าน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304860

วันนี้…ยื่นแสนรายชื่อ ให้“หมอธี”คืนเงินครู”2 หมื่นล้าน”

ครูกว่า4แสนคน, ม.44, 000 ล้านบาท, กองทุนฯ 20, ช.พ.ค., ทวงเงินครู, ่ หมอธี, หมอธี, 2 หมื่นล้าน

เครือข่ายพิทักษ์เงินกองทุนฯช.พ.ค. เตรียมยื่น 100,000 รายชื่อ ร้อง“หมอธี”ให้คืนเงินครูู 20,000 ล้านบาท ชี้เป็นเงินครูกว่า 4 แสน ควรมีตัวแทนครูร่วมบริหารดูแล

       7 ธ.ค. 60 นายคำสุข สาอ้าย  ประธานเครือข่ายพิทักษ์เงินกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ช.พ.ค. แห่งประเทศไทย  เปิดเผย“คมชัดลึกออนไลน์”ว่า สืบเนื่องจากการลงนามความร่วมมือ หรือMOU ใหม่ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)กับ ธนาคารออมสิน มีสาระสำคัญของ MOU และจากการให้สัมภาษณ์ของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ   (รมว.ศธ.)ที่บอกว่าเงินที่ธนาคารออมสินคืนมา กรณีสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา(ช.พ.ค.)กู้และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา  (สกสค.) เป็นตัวกลางรับเงินนี้

     “ความจริงเป็นเงินของครูตั้งแต่ต้น ไม่เห็นความสำคัญว่าจะต้องให้ สกสค.เป็นตัวกลางรับเงินนี้ ตั้งแต่มกราคม 2561 นี้ จะให้ธนาคารออมสินคืนให้กับครูโดยตรง จะยื่นหนังสือต่อท่าน รมว.ศธ ในวันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2560 เวลา 10.00 น.ที่กระทรวงศึกษาธิการ”นายคำสุข กล่าว

     ประธานเครือข่ายพิทักษ์เงินกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ช.พ.ค. แห่งประเทศไทย เผยอีกว่า เพื่อให้ท่าน รมว.ศธ ในฐานะประธานกรรมการ สกสค.และประธานกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ช.พ.ค. คืนเงินกองทุน จำนวน 20,000 ล้านบาท ซึ่งมีการตั้งกองทุนตั้งแต่ปี 2549 และคืนสิทธิ ในการบริหารกองทุนให้กับสมาชิก ช.พ.ค. ผู้กู้เงิน ช.พ.ค. ที่เป็นเจ้าของเงินที่แท้จริงโดยเร็ว

     “ทางเครือข่ายฯได้มีการรวบรวมรายชื่อสมาชิก ช.พ.ค.ผู้กู้เงินสนับสนุน ร่วมลงชื่อไม่น้อยกว่า 100,000 รายชื่อยื่นต่อรมว.ศึกษาฯและ ขอให้สถาบันการเงินคือธนาคารออมสิน พิจารณาจ่ายคืนดอกเบี้ย ที่ธนาคารได้รับชำระแล้วให้แก่ผู้กู้ตาม MOU ใหม่ ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.ทุกโครงการ ตามMOU ข้อ 3 วรรคสอง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 เป็นต้นไป”นายคำสุข กล่าว

      นายคำสุข กล่าวอีกว่า  กว่า 3 ปีแล้วหลังม.44ให้ปลดบอร์ดสกสค.และแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ขึ้นมาบริหารเงินกองทุนช.พ.ค. โดยไม่มีตัวแทนครูแม้แต่คนเดียว ทั้งนี้ครูกว่า 4 แสนคนเป็นสมาชิก แต่ไม่มีบทบาทในการดูแลและบริหารเงินจำนวน 20,000 ล้านบาท เช่นในอดีต พวกตนจึงเรียกร้องขอให้คืนเงินกองทุนดังกล่าวกลับมาเหมือนเดิม ให้สมาชิกช.พ.ค.ช่วยกันบริหาร เงินของครูๆควรดูแล

     “ตามระเบียบเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องให้สมาชิก ช.พ.ค.มีส่วนร่วมในการผู้บริหาร เพื่อไม่ให้ขัดหลักธรรมาภิบาล เนื่องจากเป็นเงินของสมาชิก อีกทั้งเป็นเงินออมก้อนสุดท้าย สมาชิกบางคนอายุ 70-90 ปี หวังพึ่งเงินก้อนนี้เ้อาไว้ให้ทายาท เมื่อสมาชิกเสียชีวิตจะได้รับเงินกว่า 900,000 บาทต่อราย เนื่องจากสมาชิกแต่ละรายต้องจ่ายเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ตกเดือนละ 500 บาท ทุก ๆ เดือน “นายคำสุข กล่าวในที่สุด

     อนึ่ง กองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา  หรือกองทุน ช.พ.ค. มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นข้าราชการครู และอดีตข้าราชการครุและบุคลากรทางการศึกษา จำนวนกว่า 4 แสนคน  มีเงินหมุนเวียนในกองทุนฯ 20,000 ล้านบาท  เดิมเงินกองทุนฯจะมีตัวแทนครูเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารมาตลอด

     อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

  ข้อตกลงเก่าช.พ.ค.ส่งผลครูเบี้ยวหนี้ได้ประโยชน์

“ศิลปะเด็กมิชลิน”ฝันจริงจากจินตนาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304821

“ศิลปะเด็กมิชลิน”ฝันจริงจากจินตนาการ

ศิลปะ, เด็กมิชลิน

“ศิลปะ” อีกหนึ่งกิจกรรมที่นอกจากให้ความบันเทิงยังช่วยเสริมพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กๆ

       บริษัท สยามมิชลิน จำกัด ร่วมกับ ศูนย์ศิลป์สิรินธร อ.วังสะพุง จ.เลย” จัดกิจกรรม “ศิลปะเด็กมิชลิน” ประกวด “Michelin Drawing Contest”ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2540 เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กไทยในรูปแบบศิลปะ ค้นหาศักยภาพด้านศิลปะ พร้อมสร้างจิตสำนึกด้านการขับขี่อย่างปลอดภัยบนท้องถนน

       อาจารย์สังคม ทองมี ประธานผู้ก่อตั้งศูนย์สิรินธร กล่าวว่าศิลปะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อเด็ก เป็นการต่อยอดจินตนาการ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และให้เขาได้ใช้ความคิดลงสู่แผ่นกระดาษ วาดภาพ ระบายสีเท่านั้น ฝึกฝน การใช้สมาธิ และเป็นการเปิดกว้างทางความคิดให้เด็กได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน และมีความสุข ซึ่งการประกวดวาดภาพสด ศิลปะเด็กมิชลิน เป็นอีกเวทีที่เปิดโอกาสให้เด็กต่างจังหวัด เด็กในพื้นที่ห่างไกลต่างๆ ได้แสดงศักยภาพ ความสามารถด้านศิลปะอย่างเต็มที่ และเมื่อมีหัวข้อ ก่อนที่พวกเขาจะวาดภาพ ระบายสี ก็ต้องคิดว่าจะนำเสนออะไร ต้องใช้สีอะไร เทคนิคอย่างไร และการที่ได้มาเรียนรู้เห็นเพื่อนๆ จากหลายโรงเรียน ทำให้พวกเขาได้รับประสบการณ์มากมาย

“ศิลปะเด็กมิชลิน”ฝันจริงจากจินตนาการ

       “ศิลปะเป็นงานที่ต่อยอดจากจินตนาการ ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ปัจจุบันไม่ว่าจะผลิตสินค้า หรือโรงแรม หรือทำงานอะไรล้วนต้องมีการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และงานศิลปะเกี่ยวข้องด้วยทั้งหมด เวทีศิลปะที่จะเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ แสดงผลงานย่อมเป็นการสนับสนุนให้เด็กไทยเห็นคุณค่าของงานศิลปะ ช่วยเด็กค้นหาความชอบความถนัดของตนเอง รวมถึงช่วยให้เด็กที่มีทักษะด้านศิลปะได้ฝึกฝน เรียนรู้และมีพื้นที่ในการแสดงความรู้ความสามารถของตนเอง ” อาจารย์สังคม กล่าว

     ปีนี้ ครบรอบ 20 ปี คณะจัดงานได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” พระราชทานโล่ห์รางวัล สำหรับเยาวชนที่ชนะเลิศการประกวดในครั้งนี้ พร้อมทุนการศึกษากว่า 130,000 บาท ในการประกวด Michelin Drawing Contest 2017 ภายใต้หัวข้อ “สู่อนาคตแห่งการสัญจรที่ดีกว่า” ซึ่งการประกวดจะแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่1 ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 ประเภทที่2 ระดับประถมศึกษาปีที่ 4-6 และ ประเภทที่ 3 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3

“ศิลปะเด็กมิชลิน”ฝันจริงจากจินตนาการ

 ด.ญ.เพียงเพียร เพียปลัด

     ด.ญ.เพียงเพียร เพียปลัด นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนศรีสงครามวิทยา จ.เลย  ผู้ชนะเลิศในการประกวดวาดภาพ ประเภทมัธยมศึกษา1-3เล่าว่าเข้าร่วมการประกวดของมิชลินมาตั้งแต่ป. 2และได้รับรางวัลดีเด่น รางวัลสร้างสรรค์ แต่ไม่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศ และปีนี้เป็นครั้งแรกที่ชนะการประกวดและได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งถือเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่

      “ทุกครั้งที่เข้าร่วมโครงการประกวดวาดภาพของมิชลิน จะได้รับเทคนิคการวาดภาพ ระบายสี ได้เห็นผลงานของเพื่อนจากหลายโรงเรียน ทำให้หนูได้รับประโยชน์มากมาย เพราะหนูเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง ศิลปะ การวาดภาพ ระบายสี เป็นการบอกเล่าเรื่องราว ความคิดของหนูได้เป็นอย่างดี ศิลปะทำให้ใจเย็น มีสติ สมาธิมากขึ้น เพราะทุกครั้งที่วาดภาพ ระบายสี เราต้องทำอย่างใจเย็น เป็นการสร้างสรรค์ผลงานที่ผ่านความคิด จินตนาการ และใส่ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคนลงไป เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคนได้อีกด้วย ดังนั้น การประกวดวาดภาพเป็นกิจกรรมที่ดีสำหรับเด็กต่างจังหวัดมากๆ”ด.ญ.เพียงเพียร กล่าว

“ศิลปะเด็กมิชลิน”ฝันจริงจากจินตนาการ

   ภาพวาดของ “ด.ญ.เพียงเพียร”เป็นการสัญจรในรูปแบบปัจจุบันที่การใช้ชีวิตของผู้คนสัญจรแตกต่างกันออกไป บางคนเดินทางด้านรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน รถสาธารณะ รถไฟฟ้า แต่ในอนาคต หากมีการจัดแบ่งปรับพื้นที่ให้เหมาะสม มีทางสำหรับรถแต่ละประเภท เชื่อว่าจะทำให้การขับขี่บนท้องถนน การสัญจรในอนาคตดีขึ้น

    ส่วนการระบายสี ครั้งนี้เป็นครั้งแรกๆ ที่ลงแข่งระบายสีน้ำ เน้นโทนสีเย็น และไล่สีจากอ่อนไปเข้ม เพื่อสื่อให้ผู้ที่ได้เห็นภาพรู้สึกว่าการขับขี่บนท้องถนน ส่วนใหญ่ผู้ขับขี่จะใจร้อนและอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ หากทุกคนใจเย็นมีน้ำใจต่อกันก็จะช่วยให้การสัญจรปลอดภัยได้

“ศิลปะเด็กมิชลิน”ฝันจริงจากจินตนาการ

ด.ญ.สุพรรณี เหมือนเพชร

     เช่นเดียวกับ ด.ญ.สุพรรณี เหมือนเพชร นักเรียนชั้นป.5 โรงเรียนอนุบาลศรีนคร จ.สุโขทัย เล่าว่าชอบวาดภาพ ระบายสี ทำงานศิลปะ เมื่อคุณครูบอกว่ามีกิจกรรมดังกล่าวก็ได้มาเข้าร่วมโดยโรงเรียนพามาประกวดวาดภาพครั้งนี้ เป็นครั้งแรก ทำให้ได้เรียนรู้และประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ศิลปะช่วยเสริมสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาทักษะด้านศิลปะ

     ยิ่งการประกวดมีหัวข้อเกี่ยวกับการขับขี่ปลอดภัย การสัญจรบนท้องถนน เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม อยากเห็นทุกคนมีน้ำใจต่อกัน ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้เส้นทางบนท้องถนนแล้วอาจจะใช้บอลลูน การเดินทางบนท้องฟ้าต่างๆ ซึ่งจินตนาการเหล่านี้ ถ่ายทอดเป็นเรื่องราว อยากให้ทุกหน่วยงานมีเวทีศิลปะเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กต่างจังหวัด ที่จะได้วาดภาพ ระบายสี พบเจอเพื่อนต่างโรงเรียน ได้เรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างสนุกสนาน

“ศิลปะเด็กมิชลิน”ฝันจริงจากจินตนาการ“ศิลปะเด็กมิชลิน”ฝันจริงจากจินตนาการ“ศิลปะเด็กมิชลิน”ฝันจริงจากจินตนาการ

       ทุกเวทีการประกวด ล้วนมีความหมายเพราะนั่นไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อให้ได้รางวัล แต่เป็นการเปิดโอกาส โลกทัศน์การเรียนรู้แก่ตนเอง น.ส.ชาลิน นานา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท สยามมิชลิน จำกัด กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการประกวดวาดภาพกับมิชลิน (Michelin Drawing Conterst) ได้จัดมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการขับขี่อย่างปลอดภัยให้กับเยาวชน ผ่านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ศิลปะ เพราะเป็นทักษะที่เด็กไทยมีความสามารถ และควรได้รับการต่อยอดส่งเสริมด้านนี้ จะจัดกิจกรรมดังกล่าวไปเรื่อยๆ และขยายไปสู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ในการวาดภาพ ระบายสี บอกเล่าเรื่องราวความคิดผ่านผลงานศิลปะให้เห็นความสำคัญต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านงานศิลปะ เพื่อการสัญจรอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับสโลแกน ขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ดีกว่า

     0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0

ได้-ไม่ได้? พิพาท”เพิ่มโบนัส-ขึ้นเงินเดือน” สิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304789

ได้-ไม่ได้? พิพาท”เพิ่มโบนัส-ขึ้นเงินเดือน” สิ้นปี

เงินเดือน, ขอเพิ่มโบนัส, ข้อพิพาท

กสร.จับตาข้อพิพาทแรงงานเรื่องขอขึ้นเงินเดือน เงินโบนัส สวัสดิการในช่วงสิ้นปี เน้นเฝ้าระวังกิจการและพื้นที่กลุ่มเสี่ยง พร้อมลงพื้นที่ยุติโดยเร็ว

      นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า ในช่วงปลายปีของทุกปีจะมีข้อเรียกร้องเพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติ ส่วนใหญ่เป็นการเรียกร้องขอขึ้นเงินเดือน เงินโบนัสและสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งหากไม่เป็นที่พอใจต่อทั้งสองฝ่ายก็อาจก่อให้เกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานได้ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จับตาเฝ้าระวังปัญหาข้อพิพาทแรงงานดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานประกอบกิจการประเภทผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ประกอบยานยนต์และเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังในเขตพื้นที่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากพบข้อพิพาทแรงงานมากที่สุดในปีที่ ผ่านมา หากพบว่ามีสัญญาณที่อาจก่อให้เกิดข้อพิพาทแรงงานจะเร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปทำความเข้าใจและช่วยไกล่เกลี่ยให้ได้ข้อยุติในพื้นที่โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้  เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาข้อพิพาทแรงงาน จึงอยากฝากเตือนไปยังนายจ้าง ลูกจ้างให้ยึดหลักแรงงานสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนเจรจากันด้วยเหตุผล นายจ้างควรชี้แจงข้อเท็จจริงถึง ผลประกอบกิจการในปีนั้น ๆ เพื่อทำความเข้าใจกับลูกจ้างอย่างตรงไปตรงมาโดยยึดหลักสุจริตใจ และขอให้ ทั้งสองฝ่ายต้องคำนึงถึงสิทธิ หน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขด้วย

เป้าหมายปฏิรูปการศึกษาหวังผล 5 ปีข้างหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304809

เป้าหมายปฏิรูปการศึกษาหวังผล 5 ปีข้างหน้า

4 เป้าหมายปฏิรูปการศึกษา, กรรมการอิสระ

คณะกรรมการอิสระฯกำหนด 4 เป้าหมายขับเคลื่อนให้เห็นผลสัมฤทธิ์ใน 5 ปีข้างหน้าทั้งลดเหลื่อมล้ำ-คุณภาพการศึกษา-พัฒนาความเป็นเลิศ-ระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

            จากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการของคณะอนุกรรการ  5 ชุดที่ได้ไปรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 2-3 ธ.ค.2560 ที่ผ่านมาเพื่อนำมาสู่การวางแนวทางการปฏิรูปการศึกษา เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 60- ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ที่ประชุมได้นำข้อสรุปที่ได้จากการเวิร์คชอบมาหารือ เพื่อวางแผนการเดินหน้าปฏิรูปในภาพรวม ซึ่งจะต้องนำไปรวมกับแผนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปด้านอื่นๆ ซึ่งมีระยะเวลาในการทำงาน 5 ปี ขณะที่ คณะกรรมการอิสระฯ มีระยะเวลาในการทำงาน 2 ปีซึ่งผ่านมาแล้ว 6 เดือนนั้น ดังนั้น การเป้าหมายการทำงานจะต้องเห็นผลทั้งในช่วงเวลาที่เหลืออีก 1 ปี 6 เดือนและในอีก 5 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ได้กำหนดเป้าหมายและแผนงานขับเคลื่อนไว้ 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1.ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งเรื่องโอกาสการเข้าถึง,โอกาสในการได้รับทางเลือกในการศึกษาและการเรียนรู้พัฒนาที่เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียน และโอกาสในการได้รับประโยชน์ในการเรียนรู้ได้ตามความถนัด โดยที่คืบหน้าในขณะนี้คือร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคาดว่าเร็วๆนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และน่าจะประกาศใช้ในเดือนเมษายน 2561 ตามกรอบเวลาที่กำหนด

2.คุณภาพการศึกษาดีขึ้น ทั้งการยกระดับการศึกษาให้ผู้เรียนมีสมรรถนะที่พึงประสงค์ ตามความต้องการของตนเองและของประเทศ โดยเฉพาะจะต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่เน้นส่งเสริมเรื่องคุณธรรม จริยธรรม มีความรักสามัคคีปรองดองและไม่ทุตริต โดยมุ่งเน้นปรับค่านิยมให้เกิดทั้งต่อตัวบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ 3.มุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจะเน้นกลุ่มอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา และ 4.การปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรเพิ่มความคล่องตัว ในการรองรับความหลากหลายในการจัดการศึกษา การมีธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และสร้างความรับผิดชอบ

“นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอในการนำสื่อดิจิทัลมาใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษาจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยเรื่องการยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วย”ศ.นพ.จรัส กล่าว

ประธานกรรมการอิสระฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งรศ.ดารณี  อุทัยรัตนกิจ เป็นรองประธานคนที่ 1 ผศ.นพ.เฉลิมชัย  บุญยะลีพรรณ รองประธานคนที่ 2 และประธานอนุกรรมการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา รศ.ศิริเดช  สุชีวะ ประธานอนุกรรมการครูและอาจารย์ และ รศ.นพ.จิรุตม์  ศรีรัตนบัลล์ ประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

โอกาสของเด็กศิลป์เรียนดีแต่ขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304782

โอกาสของเด็กศิลป์เรียนดีแต่ขาดแคลน

เด็กศิลป์, ศิลปะ

บนเส้นทางการศึกษาด้านศิลปะ  ยังพบปัญหาสำคัญประการหนึ่งสำหรับผู้เรียน

       นั่นคือ ครอบครัวมีรายได้น้อย ค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอในการซื้ออุปกรณ์ประกอบการเรียน  ทำให้เป็นอุปสรรคที่ทำให้เยาวชนผู้มีใจรักศิลปะหลายคนไม่สามารถแสดงศักยภาพในการสร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างเต็มที่ และบางคนหมดโอกาสที่จะสำเร็จการศึกษาเพราะครอบครัวแบกภาระไม่ไหว

ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับพิธีมอบทุนการศึกษาของ “กองทุนถวัลย์ –  ไทยพาณิชย์” ประจำปี 2560 นับเป็นปีที่  19  ที่กองทุนฯ นี้ ได้สนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อเป็นการช่วยเหลือนักเรียน นิสิต นักศึกษาด้านศิลปะ ที่ประพฤติดี เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน เมื่อวันที่  29พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา โดยมีนางสาวศศินี ลิ้มพงษ์ ผู้จัดการโครงการพัฒนาเยาวชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิสยามกัมมาจล เป็นประธาน ร่วมด้วยอาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษา ร่วมงาน

ในปีการศึกษา 2560 มูลนิธิสยามกัมมาจล ได้มอบทุนการศึกษาสนับสนุนการศึกษาในนามของ “กองทุนถวัลย์ ไทยพาณิชย์”  แก่นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 3 สถาบัน จำนวน 18 ทุนๆละ 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 180,000 บาท โดยมอบให้แก่สถาบันการศึกษา 3 แห่ง ดังนี้ 1.คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน  7  ทุน ได้แก่ นายธรภัทร  สุดสงวน  นักศึกษาชั้นปีที่ 2   ,  นายธนบดี  บัณฑิตสุวรรณ  นักศึกษาชั้นปีที่ 2 , นายกลวัชรดนัย  ธัญวัชน์ธนโสภณ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 , นายคุณากร  ทองมูล  นักศึกษาชั้นปีที่ 3 , นางสาวอรสุภา  หมั่นดี  นักศึกษาชั้นปีที่ 3 , นางสาวปิยภรณ์  ใจซื่อ  นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และนางสาวกุลณัฐ  สี่สมประสงค์  นักศึกษาชั้นปีที่3

        2.วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ จำนวน 5 ทุน ได้แก่  นางสาวชนาธินาถ  สิทธิธรรม  นักศึกษาชั้นปีที่ 3 , นางสาวอภิวรรณ  สุขเขียว  นักศึกษาชั้นปีที่ 3 , นางสาวกิติมา  กองกุหลาบ  นักศึกษาชั้นปีที่ 2 , นางสาวทิพวรรณ  ทวีรัตน์  นักศึกษาชั้นปีที่ 2  และนาวสาวณัฐมล  ธนาวิชนัน  นักศึกษาชั้นปีที่ 2           3.คณะจิตรกรรมประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร  จำนวน  5  ทุน  ได้แก่ นายภฤศชัย  หอมช่วงทรัพย์   นักศึกษาชั้นปีที่ 4  ,  นางสาวอมราพร  โรบินสัน   นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ,  นางสาวกุลธิดา  กฤษณคุปต์   นักศึกษาชั้นปีที่ 4  , นายอภิรัฐ  ฤกษ์ดี  นักศึกษาชั้นปีที่ 4   และนายปฏิภาณ  สมทิพย์  นักศึกษาชั้นปีที่ 4  และมอบแก่สมาคมศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อมอบแก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัย ศิลปากร จำนวน 1 ทุน คือ นายไชยยัณห์  สละบัวเลย นักศึกษาชั้นปีที่ 3

เสียงสะท้อนของผู้ได้รับทุนในการนำไปใช้ประโยชน์ของการรับทุนในครั้งนี้ น.ส. ชนาธินาถ  สิทธิธรรม  นักศึกษาชั้นปีที่  3   สาขาออกแบบนิเทศศิลป์  วิทยาลัยเพาะช่างฯ  กล่าวว่า  ชอบวาดรูปและงานศิลปะมา ตั้งแต่ม.3 มีความสุขทุกครั้งที่ได้ลงมือทำ และยิ่งดีใจมากที่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่รักต่อจนสำเร็จจากการรับทุนครั้งนี้ เพราะเงินจำนวนนี้จะเป็นทุนการศึกษา และเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์การเรียน รวมถึงช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวหากในอนาคตเป็นคนหนึ่งที่สามารถหยิบยื่นโอกาสให้คนอื่นต่อได้ ก็อยากนำความรู้ที่เรามีไปช่วยคนน้องๆที่มีความสนในงานศิลปะ หรือลงไปเป็นจิตอาสาช่วยทาสี ปรับปรุงสภาพแวดล้อมโรงเรียนที่ทรุดโทรมให้กลับมาน่าอยู่น่าเรียน มีสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆเยาวชนอยากมาเรียนหนังสือ

     ด้านนายอภิรัฐ  ฤกษ์ดี  นักศึกษาชั้นปีที่  4  คณะจิตรกรรม-ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่าการได้เรียนศิลปะทำให้มีมุมมองในการมองโลกกว้างขึ้น  ละเอียดขึ้น  เพราะเราต้องคิดและสร้างสรรค์งานในจุดที่คนอื่นเขามองไม่เห็น  ทำให้เป็นคนไม่ตัดสินอะไรจากการมองเพียงด้านเดียว  และมองสองด้านเสมอ ที่สำคัญ วันนี้รู้สึกภูมิใจมากที่เป็นคนหนึ่งที่ได้รับทุน  ทำให้รู้สึกว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนมองเห็นว่างานศิลปะยังมีความสำคัญอยู่  มองเห็นความทุ่มเทของกลุ่มคนที่ทำงานด้านศิลปะ พร้อมทั้งช่วยเหลือต่อยอดให้งานใกล้ความสำเร็จมากขึ้นกว่าเดิม สัญญาว่าเมื่อวันนี้ได้รับทุนแล้วจะขยัน สู้ และสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป   จึงอยากฝากถึงน้องๆรุ่นหลังว่า อยากให้เริ่มต้นที่ตัวน้องๆก่อน และหาตัวเองให้เจอ และทำสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ ทำออกมาจากใจ ที่สำคัญเราต้องรู้จักบริหารจัดการ วางแผน และรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ไม่เป็นภาระของสังคม แต่ต้องเป็นที่พึ่งของสังคมได้

ส่วนนายธนภัทร   สุดสงวน   นักศึกษาชั้นปีที่  2  สาขาทัศนศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่างานศิลปะเป็นเหมือนที่ระบายอารมณ์ไม่ว่าจะสุข  ทุกข์  เศร้า หรือเจออะไรที่ประทับใจก็สามารถนำมาลงในงาน เป็นเหมือนเครื่องเตือนความทรงจำในอดีตที่ผ่านมา  อีกแง่หนึ่งงานศิลปะยังเป็นตัวจุดประกายแรงบันดาลใจของใครอีกหลายๆคน ให้ทำเรื่องดีๆ เช่น ถ้าเขามองเห็นภาพๆหนึ่งที่เป็นเมืองที่สวยงามมันก็อาจจะพาให้เขากลับไปทำบ้านเมืองของเขาให้สวยงามและดีขึ้นก็ได้

“การได้รับทุนครั้งนี้มีความสำคัญกับชีวิตผมมาก เนื่องจากมารดามีสุขภาพไม่ค่อยดี จึงอยากได้ทุนนี้ช่วยสนับสนุนเรื่องการศึกษา  สีและอุปกรณ์ในการทำงาน  อีกส่วนหนึ่งนำไปแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพของแม่ ….ผมตั้งใจว่าหากวันหนึ่งผมมีศักยภาพมากพอ ผมจะแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์  ทุนทรัพย์ของผมให้คนอื่นที่มีความสนใจงานศิลปะแต่ขาดการสนับสนุน  ได้มีโอกาสเหมือนผมในวันนี้ ขอขอบคุณทุนถวัลย์-ไทยพาณิชย์ที่เป็นเหมือนกำลังใจให้ผมทำเรื่องดีๆและเป็นประโยชน์ต่อไป”นายธนภัทร กล่าว

นักศึกษาทุกคนที่ได้รับทุนจาก “กองทุนถวัลย์-ไทยพาณิชย์” ในวันนี้ต่างรู้สึกมีกำลังใจและขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีมา ณ โอกาสนี้ ทุกคนต่างยืนยันจะนำทุนนี้ไปใช้ให้เกิดประโยขน์สูงสุดในด้านการศึกษา และจะนำโอกาสที่ดีแบบนี้ไปเผยแพร่ให้รุ่นน้องต่อไป

ปรับโฉม “ยาหอม ยาอม ยาดม ยาหม่อง”ดึงกลุ่มวัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304792

ปรับโฉม “ยาหอม ยาอม ยาดม ยาหม่อง”ดึงกลุ่มวัยรุ่น

บาร์มห้ามเลือด, สมุนไพรไทย

คนไทยยังใช้สมุนไพรน้อยเพียง 5-6% ชูผลิตภัณฑ์ 4 สมุนไพร ทำรูปแบยใหม่ ดูวัยรุ่นน่าใช้ ทั้ง “ยาหอม ยาดม ยาอม ยาหม่อง”

     เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 ธันวาคม นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แถลงข่าว “การจัดงานมหานครสมุนไพรครั้งที่ ” ว่า ประเทศไทยนับว่าเป็นเมืองสมุนไพร แต่ไม่มีแหล่งจำหน่ายที่เป็นทางการหรือตลาดถาวร จึงเริ่มต้นดำเนินการด้วยการจัดตลาดกลางก่อน คือ งานมหานครสมุนไพร (Herbal Biz Trade Fair) ขึ้นระหว่างวันที่ 15-25 ธ.ค. 2560 ที่ศูนย์การค้า เดอะฮับ เซียร์รังสิต จ.ปทุมธานี เพื่อจัดแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์สมุนไพรครบวงจร ส่งเสริมด้านการตลาดผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรให้เป็นที่รู้จักและยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ และส่งเสริมให้ผู้ผลิตสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองได้ ก็จะช่วยกระตุ้นยอดขาย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย หากการจัดตลาดกลางเช่นนี้แล้วได้ผลดีก็จะขยายให้เป็นตลาดถาวร

“ตลาดส่งออกสมุนไพรของไทยมีมูลค่ามากถึง 1.8 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้เพิ่มมูลค่าเป็น 3.6 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายใน 5 ปี โดยให้งบประมาณในการบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมการใช้สมุนไพรให้มากขึ้น โดยเฉพาะภายในประเทศไทยที่ยังมีอัตราการใช้สมุนไพรน้อยอยู่ โดยอยู่ที่ 5-6% ต่างจากประเทศญี่ปุ่นที่ใช้มากถึง 27-28% ส่วนประเทศเยอรมนีและอิตาลีใช้มากถึง 30% เพื่อให้เป็นช่องทางในการดูแลสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งการส่งเสริมเรื่องของตลาดกลางเช่นนี้สามารถช่วยกระตุ้นการใช้สมุนไพรได้ โดยแนวทางการส่งเสริมจะเป็นในกลุ่มของอาหารเสริม เวชสำอาง และยาสมุนไพร นอกจากนี้ ยังได้หารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการให้อาหารเสริมสมุนไพรจำนวนหนึ่ง สามารถบอกสรรพคุณว่าช่วยเรื่องอะไรได้บ้างด้วย” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

ปรับโฉม "ยาหอม ยาอม ยาดม ยาหม่อง"ดึงกลุ่มวัยรุ่น

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวอีกว่า ภายในงานมหานครสมุนไพร จะเป็นเรื่องของสมุนไพรมือถือ ที่มีการปรับรูปแบบใหม่ให้ดูทันสมัย ให้คนรุ่นใหม่ใช้ได้ ไม่ดูแก่ ซึ่งมี 4 ตัว คือ ยาหอม ที่ช่วยแก้วิงเวียน ท้องอืดท้องเฟ้อ  ยาดม ช่วยให้สดชื่น  ยาอมเลือกสรรมากว่า 20 ชนิด ผสมกานพลูช่วยให้ปากสดชื่นรักษาเหงือกและฟัน และยาหม่อง ซึ่งเดิมจะต้องใส่ในขวดแก้ว ก็พัฒนารูปแบบเป็นแบบแท่งหรือแบบลิปสติก เรียกว่า “บาล์มห้ามเลือด” ทำให้ใช้งานได้ง่าย นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนานวัตกรรมการใช้สีจากสมุนไพรเข้าสู่วงการศิลปินกลุ่มนักวาดภาพหรือจิตรกร

 ภก.สมนึก สุชัยธนาวนิช ผู้อำนวยการกองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร การการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวว่า สำหรับยาหม่องที่ทำรูปแบบใหม่ เป็นบาล์มห้ามเลือด ยังไม่สามารถเปิดเผยสูตรได้ เนื่องจากเป็นสูตรตำรับตระกูลของคุณแม่ดารานักแสดงท่านหนึ่ง ซึ่งเดิมสูตรยาหม่องนี้ใช้ในการห้ามเลือดนักมวย โดยทางเจ้าของตำรับได้เข้ามาปรึกษาในเรื่องของการทำรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ กรมฯ จึงช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่มีความทันสมัยขึ้น เป็นยาหม่องแบบแท่ง คล้ายลิปสติก ทำให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งสูดดมและทา โดยที่ไม่ต้องควักยาหม่องออกมาให้เปื้อนมือ ซึ่งภายในงานมหานครสมุนไพรได้เชิญเจ้าของตำรับมาด้วย ซึ่งอาจจะมีการพูดถึงสูตรในการทำยาหม่องด้วย

ปรับโฉม "ยาหอม ยาอม ยาดม ยาหม่อง"ดึงกลุ่มวัยรุ่น

ด้าน นางพิรมล เจริญเผ่า อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากตัวเลขส่งออกสมุนไพรของไทยปี 2559 พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นทุกตัว โดยที่สร้างรายได้มากที่สุดคือกลุ่มประทินผิวและผง มูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท สมุนไพรวัตถุดิบและสารสกัด มูลค่า 1,000 ล้านบาท อาหารเสริม 1,000 ล้านบาท น้ำมันหอมระเหย 500 ล้านบาท ยาสมุนไพร 33 ล้านบาท ซึ่งในปี 2560 เพียงแค่ 9 เดือน ยาสมุนไพรสามารถสร้างมูลค่าได้มากถึง 85 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ทั้งนี้ หลังจากเกษียณหากมองในฐานะผู้บริโภคมองว่าจะทำอย่างไรให้สมุนไพรและแพทย์แผนไทยเจาะกลุ่มวัยรุ่นในการดูแลสุขภาพได้ ซึ่งมองว่ามีหลายวิธี เช่น นำมาใช้ภายในโรงพยาบาล โดยเฉพาะสังกัด สธ. ซึ่งเท่าที่ทราบยังเน้นในแพทย์แผนปัจจุบันอยู่ ซึ่งหากส่งเสริมการใช้ใน รพ.ก็จะยิ่งสร้างความเชื่อมั่น  หรือ สธ.ต้องรวบรวมผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีรางวัล แล้วไปเจรจากับห้างใหญ่หรือห้างโมเดิร์นเทรด เพื่อจัดสมุนไพรทุกเดือน ในการเป็นเอาต์เลตเพื่อดึงลูกค้าเข้ามา หรือในสนามบินที่มีร้านขายยาขององค์การเภสัชกรรม อาจจะรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรทั้งหมดของอภัยภูเบศร หรือผลิตภัณฑ์ขงองผู้ประกอบการที่มีรางวัล ได้คุณภาพเข้ามาวางจำหน่าย น่าจะได้เงินจากนักท่องเที่ยวอีกจำนวนมาก

มทร.อีสาน สานต่อจิตอาสาตามพระราชดำริ ในหลวง ร.10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304780

มทร.อีสาน สานต่อจิตอาสาตามพระราชดำริ ในหลวง ร.10

จิตอาสา, มทร.อีสาน, ในหลวงร. 10

บุคลากร เจ้าหน้าที่และนักศึกษา มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร ทำความดี ด้วยหัวใจ สืบสานโครงการจิตอาสาตามแนวพระราชดำริในหลวง ร.10 สอดคล้องผลิตบัณฑิต

         สืบเนื่องจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนมีความสมัครสมานสามัคคี มีความสุขและประเทศชาติมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน ผศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตสกลนคร กล่าวว่า   ในวันที่ 5 ธันวาคม 2560เป็นวันสำคัญของชาวจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ของ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร ร่วมกับอำเภอพังโคน ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพังโคน (กศน.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลพังโคน และเทศบาลตำบลพังโคนศรีจำปา และเพื่อแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อประชาชนชาวไทย

ในวันนี้บุคลากร เจ้าหน้าที่และนักศึกษา มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร จึงพร้อมใจกันแต่งกายเป็นจิตอาสาและตั้งมั่นทำความดีด้วยหัวใจด้วยการทำงานจิตอาสา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งหลังจากนี้ไปวิทยาเขตสกลนครจะมีกิจกรรมจิตอาสาทุกวันพุธ โดยมีการร่วมแรงร่วมใจทำกิจกรรมจิตอาสามากมาย อาทิ การกวาดถนน เก็บขยะ ตัดหญ้า บริเวณถนนอำเภอพังโคน-วาริชภูมิ และบริเวณใกล้เคียง ทั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาสาธารณประโยชน์ และสนองนโยบายด้านการเน้นผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติที่มีภาวะการเป็นผู้นำทำความดีด้วยหัวใจเพื่อสังคมและประเทศต่อไป