นวัตกรรมใหม่ UVA กำจัดศัตรูสวนมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304720

นวัตกรรมใหม่ UVA กำจัดศัตรูสวนมะพร้าว

นวัตกรรม UVA, มจธ., สตาร์ทอัป

นศ.มจธ.สร้าง UAV ช่วยเกษตรกรสวนมะพร้าวด้วยเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0

        UAV ระบบอัตโนมัติพ่นยากำจัดศัตรูพืชให้กับสวนมะพร้าวที่ก้าวผ่านข้อจำกัดในเรื่องความสูง ป้องกันอุบัติเหตุ และการใช้งานไม่ยุ่งยาก ชิ้นส่วนทุกชิ้นสามารถหาซื้อได้ในประเทศ ทำให้การซ่อมบำรุงเป็นเรื่องง่าย ที่สำคัญคือราคาต่ำกว่าเมื่อเทียบกับราคา UAV พ่นปุ๋ยทางการเกษตรในท้องตลาด 

นวัตกรรมใหม่ UVA กำจัดศัตรูสวนมะพร้าว

ผลงานนวัตกรรมที่สร้างสรรค์โดยทีม COCONUT GARDEN CARE นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ประกอบด้วย นายกฤตธัช สารทรานนท์ นายวีระชาติ ค้ำคูณ นายวุฒิภัทร โชคอนันตทรัพย์ นายณัฐพงษ์ ฉางแก้ว และนายชินวัตร ชินนาพันธ์ โดยมี ดร.อรพดี จูฉิม เป็นที่ปรึกษา นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรรมของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกับยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่พร้อมพัฒนาเป็นผู้ประกอบการ

 

นายกฤตธัช สารทรานนท์ เล่าถึงที่มาของแนวคิดการสร้าง UAV ระบบอัตโนมัติพ่นยากำจัดศัตรูพืชให้กับสวนมะพร้าวว่า เกิดจากความสนใจเข้าร่วมประกวด UAV Startup 2017 จึงได้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เพื่อนำความรู้ที่มีตามความถนัดของแต่ละคนในกลุ่มมาช่วยกันสร้างผลงาน โดยจะสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับสังคมไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และกลุ่มผู้ที่ทำสวนมะพร้าวในประเทศไทยมีจำนวนมาก ทั้งสวนขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ มะพร้าวเป็นพืชยืนต้นที่จะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้ผลผลิต

นวัตกรรมใหม่ UVA กำจัดศัตรูสวนมะพร้าว

ฉะนั้น การกำจัดศัตรูพืชเป็นเรื่องสำคัญ ในการรักษาต้นมะพร้าวไม่ให้ได้รับความเสีย เนื่องจากต้นมะพร้าวมีขนาดสูง การสังเกตศัตรูพืชจากด้านล่างจึงทำได้ยาก โดยปกติเกษตรกร จะต้องจ้างคนปีนขึ้นไปพ่นยากำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากเป็นไร่ขนาดใหญ่ ก็ไม่สามารถทำได้ หรือหากใช้เครื่องแรงดันสูงพ่นยากำจัดศัตรูพืชขึ้นไป หรือวิธีการฉีดยากำจัดศัตรูพืชเข้าสู่ลำต้น ก็จะพบปัญหาค่าใช้จ่ายสูง ทีมจึงช่วยกันระดมความคิด เพื่อสร้างนวัตกรรมขึ้นมาแก้ปัญหา

นายณัฐพงษ์ ฉางแก้ว เล่าว่า เริ่มจากศึกษาข้อมูล วิธีการดูศัตรูพืช โดยใช้โดรนบินถ่ายภาพต้นมะพร้าวจากด้านบน แล้วนำภาพมาศึกษาร่วมกับเจ้าของสวนมะพร้าวว่าต้นใดมีศัตรูพืช จากนั้นใส่ข้อมูลลงโปรแกรม และสร้างให้มีการประมวลผล หากพบใบมะพร้าวที่มีสีเหลือง ก็จะสามารถบอกได้ว่าตรงจุดนี้มีปัญหา และทำการพ่นยากำจัดศัตรูพืช

นายวีระชาติ ค้ำคูณ เล่าถึงระบบการทำงานของ UAV ว่า ระบบจากการทำงานของ UAV เกือบจะเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด เพียงแค่ครั้งแรกต้องสร้างเส้นทางการบินให้กับ UAV ในการขึ้นบินครั้งแรก ด้วย Google Map ซึ่ง UAV จะจดจำเส้นทางการบิน จากตำแหน่งที่สร้างไว้ หลังจากนั้นผู้ใช้เพียงแค่เติมน้ำยากำจัดศัตรูพืชจากนั้นส่ง UAV ขึ้นบิน และทำการสำรวจสวนมะพร้าวด้วยระบบอัตโนมัติ เมื่อพบจุดที่มีต้นมะพร้าวมีลักษณะใบสีเหลือง เครื่องจะฉีดพ่นยากำจัดศัตรูพืช ด้วยการประมวลที่เป็นระบบอัตโนมัติ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบการทำงาน และตำแหน่งของ UAV ได้จากคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ UAV ยังมีชุดคำสั่งป้องกันการตก หาก GPS หรือ Sensor ทำงานผิดปกติมอเตอร์จะไม่ทำงาน และมีระบบควบคุมโดยการบังคับ ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินกับตัว  UAV  ในขณะกำลังบินปฏิบัติหน้าที่

นวัตกรรมใหม่ UVA กำจัดศัตรูสวนมะพร้าว

นายวุฒิภัทร โชคอนันตทรัพย์ กล่าวว่า ในส่วนของการออกแบบโครงสร้าง UAV ที่มี 4 ใบพัดแบบในท้องตลาด แต่เพิ่มขนาดของมอเตอร์ให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น สามารถรับน้ำหนักได้เทียบเท่ากับ UAV ที่มี 6 – 8 ใบพัด สามารถบรรจุน้ำยากำจัดศัตรูพืชได้มากกว่า 10 ลิตร โดยทางทีมเลือกใช้วัสดุชิ้นส่วนที่หาซื้อได้ภายในประเทศมาประกอบทั้งหมด ส่งผลให้การหาซื้ออะไหล่ หรือการซ่อมบำรุงสะดวก

ดร.อรพดี จูฉิม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการสร้างนวัตกรรมชิ้นนี้ นักศึกษาได้นำประสบการณ์จากในห้องเรียน และนอกห้องเรียน จากการที่เคยทำระบบอัตโนมัติ จึงได้นำข้อผิดพลาด ปัญหาที่เคยพบมาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งนักศึกษากลุ่มนี้สร้างนวัตกรรมที่จะสามารถต่อยอดไปเป็นผู้ประกอบการได้ในอนาคต และได้รับรางวัลรางวัลชนะเลิศ ในการแข่งขันรายการ UAV STARTUP 2017 จัดโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ  และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 การประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมด้าน IOT จากเวทีดิจิทัลไทยแลนด์บิ๊กแบง 2017 นอกจากความสนใจในการคิดค้นนวัตกรรม นักศึกษาทีม COCONUT GARDEN CARE ยังได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ แนวทางการตลาดและการลงทุน เพื่อเตรียมพร้อมในการพัฒนาในรูปแบบเชิงพาณิชย์

ทีม COCONUT GARDEN CARE ยังมีการวางแผนพัฒนา UAV รุ่นต่อไป โดยการเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ที่รองรับน้ำยากำจัดศัตรูพืชได้มากขึ้น และด้วยการออกแบบการทำงานของ UAV ที่รองรับงานที่ยากนี้ จึงสามารถประยุกต์การทำงานของ UAV ให้เข้ากับการใช้งานของการเกษตรในรูปแบบอื่น ๆ ได้ไม่ยากในอนาคต

จบม.3แต่เป็น”รุกขกร”ดังก้องสิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304717

จบม.3แต่เป็น”รุกขกร”ดังก้องสิงคโปร์

คุณภาพชีวิต, รุกขกร

จากเด็กจบม.3 บ้านจน ต้องไปทำงานเก็บกิ่งไม้ จนได้ไปทำงาน ตกแต่งต้นไม้ ที่สิงค์โปร์ อาศัยประสบการณ์ชำนาญ ปัจจุบันกลายเป็น “รุกขกร”ชื่อดังในสิงคโปร์

          คธาวุฒิ ชัยบุตร หรือ ชัย รุกขกรชาวไทย ปัจจุบันกลายเป็น “รุกขกร”ชื่อดังในประเทศสิงคโปร์ ตัด ตกแต่ง ต้นไม้ จนได้เป็นแชมป์แข่งขัน Singapore camping , เอเชียแปซิฟิก ออสเตรเลีย

“ต้นไม้ที่มีแผลก็เหมือนคนที่มีแผล ต้องได้รับการรักษาจากหมอเพื่อให้แผลหายดี ต้นไม้ก็ต้องการหมอเช่นกัน หากหมอรักษาไม่ดีแล้วมีพวกแมลง เชื้อโรค มาทำลายแล้ว แผลจะหายดีได้อย่างไร” คธาวุฒิ ชัยบุตร หรือ ชัย รุกขกรชาวไทย ที่ไปแสดงฝีมือสร้างความสวยงามเชิงคุณภาพให้แก่ภูมิทัศน์ที่สิงคโปร์

จบม.3แต่เป็น"รุกขกร"ดังก้องสิงคโปร์

คธาวุฒิ ชัยบุตร

“ชัย” อายุ 45 ปี เป็นนักศัลยกรรมตกแต่งต้นไม้ของบริษัท ArborCulture Pte. Ltd. ในประเทศสิงค์โปร์ หรือที่เรียกว่า “รุกขกร” มีความสามารถในการตัด ตกแต่งต้นไม้ และได้รับการยอมรับว่าเป็นนักปีนต้นไม้ที่มีทักษะยอดเยี่ยมระดับสากล รวมทั้งสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยจากรางวัลที่ได้รับมากมาย อาทิ ปี 2007-2016 เป็นแชมป์การแข่งขันสิงคโปร์ แคมปิ้ง, เอเชียแปซิฟิก ออสเตรเลีย เป็นต้น

จบม.3แต่เป็น"รุกขกร"ดังก้องสิงคโปร์
พื้นเพของ “ชัย” เป็นชาวขอนแก่น ชอบปีนต้นไม้ตั้งแต่เด็ก เนื่องจากมีเพื่อนชวนไปรับจ้างเก็บกิ่งไม้ ตามสถานที่ต่างๆ เรียนจบแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพราะทางบ้านไม่มีเงิน จึงตัดสินใจไม่เรียนต่อ และช่วยงานที่บ้านรวมทั้งรับอาสาเก็บกิ่งไม้อยู่ประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นมีเถ้าแก่แถวบ้านชวนไปทำงานเก็บกิ่งไม้ ตกแต่งต้นไม้ที่ประเทศสิงคโปร์ “ชัย” ตัดสินใจรับงานนี้เพราะอยากมีอนาคตที่ดีและช่วยทางบ้านแบ่งเบาภาระ และที่สำคัญเป็นงานที่เขาชอบมาตลอด

จบม.3แต่เป็น"รุกขกร"ดังก้องสิงคโปร์

ช่วงแรกๆ ที่ไปทำงานเขาแค่เก็บกิ่งไม้ตามรุกขกรชาวสิงคโปร์ ไม่ได้ปีน ตกแต่ง ต้นไม้ เพราะอยู่ในช่วงทดลองงาน ผ่านไปประมาณ 2 เดือน นายจ้างที่สิงคโปร์รับงานนอกสถานที่ให้ไปช่วยตัดตกแต่งต้นไม้ จนมีความชำนาญมากขึ้น และได้เรียนรู้การทำงานการตัดต้นไม้อย่างถูกวิธี การใช้อุปกรณ์ต่างๆ จากรุกขกรชาวสิงค์โปร์ “ริค โธมัส” ผู้อำนวยการใหญ่แห่ง ArborCulture Pte. Ltd. ประเทศสิงคโปร์

จบม.3แต่เป็น"รุกขกร"ดังก้องสิงคโปร์
เทคนิคในการดูแลและตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ของรุกขกรที่เขาได้เรียนรู้จากริค มีหลากหลายวิธีที่แตกต่างจากวิธีการตัดแต่งต้นไม้ใหญ่แบบทั่วๆ ไป ซึ่งถือว่าไม่ได้เป็นมาตรฐานของงานรุกขกรยุคใหม่

จบม.3แต่เป็น"รุกขกร"ดังก้องสิงคโปร์
วิธีทั่วไปของผู้ที่ไม่ใช่มืออาชีพได้แก่ การบั่นยอด การกุดกิ่ง และการตัดโกร๋น การปฏิบัติในลักษณะนี้มีผลเสียต่อต้นไม้ใหญ่เป็นอย่างมาก เมื่อใบทั้งหมดถูกตัดทิ้ง ความสามารถในการผลิตอาหารด้วยการสังเคราะห์แสงย่อมหมดไป ต้นไม้จะดึงเอาพลังงานเท่าที่สะสมทั้งหมดไว้มาเร่งสร้างใบขึ้นมาใหม่ ไม่สามารถนำไปสร้างเนื้อเปลือกปิดแผลหรือความเสียหายจากโรคและแมลง ดังนั้น ก่อนที่จะออกไปอาสาดูแลต้นไม้ เราต้องรู้เรื่องธรรมชาติของต้นไม้ใหญ่ การสังเกตอาการป่วย และวิธีป้องกันรักษาด้วยการตัดแต่งกิ่งไม้ให้เหมาะสมเสียก่อน
ความยากของการตกแต่งต้นไม้แต่ละต้นแตกต่างกัน เนื่องจากขนาดต้นไม้ ไม่เท่ากัน ต้นไม้ใหญ่ๆ ที่แผ่กิ่งก้านรอบๆ ตกแต่งยากเพราะไม่สามารถมองเห็นได้ว่ากิ่งไหนผุพังบ้าง ถ้ารุกขกรปีนขึ้นไปอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ไม่ว่าจะเป็น ขาหัก หัวแตก หรือที่ร้ายแรงก็เป็นอัมพาต ซึ่งจุดนี้จะต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมาก

จบม.3แต่เป็น"รุกขกร"ดังก้องสิงคโปร์
“ผมเคยตกมาจากต้นไม้แล้วหัวแตกตอนอายุประมาณ 30 ปี เพราะมองไม่เห็นกิ่งไม้ที่ผุพัง ตอนนั้นตกใจมาก และคิดจะเลิกจากอาชีพนี้ แต่ด้วยความที่ชอบมาตั้งแต่เด็กและรักในอาชีพนี้ไปแล้ว ผมเลยทิ้งอาชีพนี้ไม่ได้ ถึงแม้มันจะเสี่ยงต่อชีวิต แต่ก็มีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่ผมรัก ช่วยให้ธรรมชาติสวยงาม มีความอุดมสมบูรณ์ และรักษาต้นไม้ที่ให้ร่มเงาแก่ประเทศ แค่นี้ผมก็สุขใจแล้ว”

“ชัย” เล่าต่อว่า หลังจากที่ตกต้นไม้ เขาให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ที่ใช้รักษาความปลอดภัยในการปีนต้นไม้เป็นอย่างมาก เพราะอุปกรณ์เป็นสิ่งเดียวที่จะสามารถรักษาชีวิตของเขาไว้ได้ขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ และที่สำคัญผู้ใช้อุปกรณ์จะต้องมีความรู้ในการใช้งาน

จบม.3แต่เป็น"รุกขกร"ดังก้องสิงคโปร์
อุปกรณ์ที่ใช้หลักๆ คือ “เข็มขัดนิรภัย” ทำด้วยหนังเส้นใยจากฝ้าย และใยสังเคราะห์ “สายรัดตัวนิรภัย” หรือสายพยุงตัว เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับงานที่เสี่ยงภัย ทำงานในที่สูง ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนตัวขณะทำงานหรือช่วยพยุงตัวให้สามารถทำงานได้ในที่ไม่มีจุดยึดเกาะตัวในขณะทำงาน ทำจากวัสดุประเภทเดียวกับเข็มขัด และ “สายช่วยชีวิต” เป็นเชือกที่ผูกหรือยึดติดกับโครงสร้างของอาคารหรือส่วนที่มั่นคง เชือกนี้จะถูกต่อเข้ากับเชือกนิรภัย และเข็มขัดนิรภัย หรือสายรัดตัวนิรภัย

จบม.3แต่เป็น"รุกขกร"ดังก้องสิงคโปร์
นอกจากนี้ต้องรู้ถึงข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง ไม่ว่าจะเป็นก่อนใช้เข็มขัดนิรภัย ผู้ใช้ควรตรวจสอบการฉีก ปริ ขาด หรือรอยตัด, การล้างทำความสะอาด ควรทำเดือนละครั้ง เมื่อมีการใช้งานทุกวัน หรือเมื่อเกิดความสกปรกมาก โดยล้างน้ำอุ่น และสบู่กรด ตามด้วยน้ำสะอาด และปล่อยให้แห้งที่อุณหภูมิห้อง

จบม.3แต่เป็น"รุกขกร"ดังก้องสิงคโปร์
ส่วนใหญ่รุกขกรจะมีในต่างประเทศ ในประเทศไทยมีน้อยมาก ตรงข้ามกับจำนวนของต้นไม้ที่มีอย่างมหาศาล การขาดแคลนรุกขกรของไทย ทำให้กลุ่มบิ๊กทรีและองค์เครือข่ายต่างๆ จัดอบรมรุกขกรนานาชาติให้แก่คนไทย เพื่อสามารถนำไปต่อยอดให้แก่เยาวชนรุ่นหลังที่อยากประกอบอาชีพรุกขกรในอนาคต สนับสนุนให้คนไทยเห็นความสำคัญของอาชีพรุกขกร นักศัลยกรรมต้นไม้ เพื่อดูแลรักษาต้นไม้ของประเทศไทยให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต

5 เขตกทม.เสี่ยงล้ม 1,925 ต้น 

สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. รายงานผลการสำรวจต้นไม้ และแนวทางดูแลต้นไม้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุต้นไม้ล้มและเพื่อความปลอดภัยของประชาชน พื้นที่ที่มีความเสี่ยงต้นไม้ล้มได้แก่ เขตปทุมวัน วัฒนา บางซื่อ พระนคร และดุสิต ต้องได้รับการดูแลจำนวน 1,925 ต้น แบ่งเป็นค้ำยัน 785 ต้น ล้อมย้ายไปปลูกที่อื่น 965 ต้น ตกแต่งตัดทอนลดความสูงของต้นไม้ 175 ต้น

หลักสูตรรุกขกรเบื้องต้น
ภาคทฤษฎี

หลักสูตรการปีนต้นไม้และการใช้เงื่อนเชือกชนิดต่างๆ
หลักสูตรการปีนต้นไม้และอุปกรณ์ในการปีน
หลักสูตรการตัดแต่งต้นไม้
ภาคปฏิบัติ

หลักสูตรการฝึกปีนและการฝึกใช้เงื่อนเชือกชนิดต่างๆ
หลักสูตรการฝึกปีนต้นไม้และฝึกใช้อุปกรณ์ในการปีน
หลักสูตรการฝึกปีนตัดแต่งต้นไม้

0 อนุสรา อารีการ เรื่อง 0

ขนิษฐา ลาสุด0 ภาพ

เคลียร์อำนาจ สพท.-ศธจ.ลงตัวธันวานี้!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304711

เคลียร์อำนาจ สพท.-ศธจ.ลงตัวธันวานี้!!

มาตรา 53, คำสั่งคสช., คำสั่งคสช.ที่ 19/2560, อำนาจ

“หมอธี” เผยร่างหนังสือถึงนายกฯเสนอแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 ข้อ13เกลี่ยอำนาจของ สพท.-ศธจ.ชี้ให้ฝ่ายกฎหมายดูแล้วแต่ขอยังไม่บอกรายละเอียดหวังเป็นของขวัญปีใหม่

        เริ่มส่งสัญญาณความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ในเรื่องของอำนาจหน้าที่การบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ที่เดิมเป็นอำนาจของผอ.สพท. แต่ในคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ข้อ 13 ระบุให้โอนอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 53 ให้แก่ ศธจ. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ซึ่งชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ชร.ผอ.สพท.) กำลังเดินหน้ารวบรวม 5 หมื่นรายชื่อยื่นต่อนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 60 –  นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า เข้าใจปัญหามาโดยตลอดและกำลังจะแก้ไขให้ดีขึ้น โดยเตรียมจะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. แก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2557 (ฉบับชั่วคราว) คำสั่งที่ 19/2560 ในข้อที่ 13 โดยจะต้องเกลี่ยอำนาจให้ไม่มีปัญหา เรื่องที่เกิดขึ้นจะได้จบ ส่วนรายละเอียดจะแก้อย่างไร อำนาจตรงส่วนใดจะเป็นของใครบ้างนั้น เป็นเรื่องในรายละเอียด แต่ฝ่ายกฎหมายของ ศธ. ได้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่ ชร.ผอ.สพท. รวบรวม 50,000 รายชื่อเพื่อจะนำมามอบให้นั้น จะนำมายื่นก็ได้ซึ่งจะได้รับรู้ปัญหาเพิ่มขึ้น แต่ถึงแม้ไม่ยื่นเรื่องหรือเสนออะไรส่วนตัวก็พร้อมแก้ให้อยู่แล้ว

“ขณะนี้ได้ร่างหนังสือถึงหัวหน้า คสช. เพื่อขอปรับแก้ถ้อยคำในคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 เสร็จแล้ว อยู่ระหว่างดูรายละเอียด คิดว่าภายในเดือนนี้น่าจะเรียบร้อย เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับสพท.และศธจ. อยากให้คนทำงานทุกคนสบายใจ และรับรู้ว่าพวกผมกำลังดำเนินการปรับแก้กฎหมาย เพื่อให้ทุกอย่างลงตัว แต่ยังบอกรายละเอียดอะไรไม่ได้มากนัก เพราะเป็นถ้อยคำทางกฎหมาย หากพูดออกไปจะกลายเป็นผูกมัด แล้วก็จะทะเลาะกันอีก 1 ปีที่ผ่านมาเรารับรู้ว่า เกิดปัญหาอะไร และผมให้แก้แล้ว ขอให้รออีกนิด”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ ชร.ผอ.สพท. รวบรวม 50,000 รายชื่อเพื่อจะนำมามอบให้นั้น จะนำมายื่นก็ได้ซึ่งจะได้รับรู้ปัญหาเพิ่มขึ้น แต่ถึงแม้ไม่ยื่นเรื่องหรือเสนออะไรส่วนตัวก็พร้อมแก้ให้อยู่แล้ว

ด้าน ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า ยืนยันว่าระหว่างศธจ.และสพท. ไม่มีความขัดแย้ง เป็นเพียงการทำงานที่ยังไม่ลงตัว ซึ่งหลังจากที่เราดำเนินการใน 5 ประเด็น เช่น กำหนดกรอบอัตรากำลัง,การใช้อำนาจตามมาตรา 53 ฯลฯ ที่วางไว้ได้เรียบร้อย ก็จะเชิญผอ.สพท.และศธจ. มาประชุมเกี่ยวกับการทำงาน และภารกิจที่ต้องทำร่วมกัน ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวไม่ถือเป็นความขัดแย้ง เป็นเรื่องของข้อขัดข้องทางเทคนิคในการประสานงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า  ทางชร.ผอ.สพท.มีข้อเสนอให้ยกเลิกข้อ 13 ในคำสั่งคสช.ที่ 19/2560แทนที่จะเป็นการปรับแก้เพราะอาจขัดคำสั่งคสช. เลขาธิการกพฐ. กล่าวว่า ในระดับผู้บริหารระดับสูง เห็นว่าทำได้ ก็ต้องทำได้ มีการพูดคุยกันแล้ว ส่วนที่เสนอให้ยกเลิกคำสั่งคสช. ข้อที่ 13 จะทำได้หรือไม่ เรื่องนี้ไม่รู้ เพราะเราไม่ได้พิจารณาแนวทางดังกล่าว ทุกอย่างเตรียมการไว้หมดแล้ว รอผู้บังคับบัญชาที่เหนือกว่าให้ความเห็นชอบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์ว่อน!! คลิปเสียงปลัด ศธ.

ศธ.ตีความม.53อำนาจบรรจุแต่งตั้ง5ประเด็น 

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

“พีรพงศ์ สุรเสน” จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

สยบลือ!!”บุญรักษ์”ยันไม่เคยคิดย้ายผอ.สพป.โคราช 7

จัดระเบียบใหม่!! 225 เขตพื้นที่การศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304683

จัดระเบียบใหม่!! 225 เขตพื้นที่การศึกษา

สพ, แบ่งส่วนราชการภายใน สพท.

ประกาศศธ.แบ่งส่วนราชการใหม่ใน 255 เขตทั่วประเทศ เพิ่มเติม 2 กลุ่ม รับการทำงานจัดการศึกษาทางไกล และพัฒนาครูที่เป็นระบบ สพฐ.ย้ำไม่ขออัตราใหม่แต่จะเกลี่ยคนใน

            การแบ่งส่วนราชการในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ใหม่!! ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การแบ่งส่วนราชการในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้วนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

เหตุผลสำคัญของการแบ่งส่วนราชการใหม่ที่จะใช้กับทั้ง 255 เขตทั่วประเทศ หมายรวมถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 183 เขต และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 42 เขต ก็เพื่อความเหมาะสมกับภารกิจ ปริมาณ และคุณภาพการจัดการศึกษาในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา โดยได้มีการกำหนด อำนาจหน้าที่ของ สพท.ไว้ที่ 12 ภารกิจ อาทิ การจัดทำนโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการศึกษาของเขตพื้นที่ฯ ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน และความต้องการของท้องถิ่น , วิเคราะห์การจัดตั้งงบประมาณเงินอุดหนุนทั่วไปของสถานศึกษา  และหน่วยงานในเขตพื้นที่ฯ,

การประสาน ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับสถานศึกษาในเขตพื้นที่ฯ, กำกับ ดูแล ติดตาม และประเมินผลสถานศึกษา,ประสานฯการจัดการศึกษาของสถานศึกษาเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ, ประสานฯการดำเนินการของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานด้านการศึกษา รวมถึงปฏิบัติงานร่วมกับ หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย เป็นต้น

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของประกาศ ศธ.ฉบับนี้ อีกประการหนึ่งคือ การแบ่งส่วนราชการภายใน สพท.ใหม่เป็น 9 กลุ่ม ประกอบด้วย  กลุ่มอำนวยการ, กลุ่มนโยบายและแผน , กลุ่มส่งเสริมการศึกษาทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, กลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์, กลุ่มบริหารงานบุคคล, กลุ่มพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา, กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา, กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา และหน่วยตรวจสอบภายใน

“บุญรักษ์ ยอดเพชร” เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) อธิบายว่า กลุ่มงานที่ตั้งขึ้นใหม่ตามประกาศมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มส่งเสริมการศึกษาทางไกลและ กลุ่มพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อที่จะรองรับงานตามนโยบายทั้งการเคลื่อนการศึกษาทางไกล และการพัฒนาครูซึ่งมีภารกิจงานค่อนข้างมาก และที่ผ่านมาไม่มีกลุ่มงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ ใช้การบริหารจัดการในพื้นที่ แต่ครั้งนี้ก็มีกลุ่มที่รับผิดชอบโดยตรง การทำงานก็จะครอบคลุม ชัดเจน และสมบูรณ์มากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี การเพิ่มกลุ่มงาน 2 กลุ่มก็มีผลให้ต้องเพิ่มอัตรากำลังคน โดยเฉพาะระดับหัวหน้ากลุ่ม หรือระดับ 8 “บุญรักษ์” กล่าวว่า เรื่องอัตรากำลังคนทั้ง 2 กลุ่มงานจะมีจำนวนเท่าใดนั้น ยังต้องมีการวิเคราะห์ ศึกษาภารกิจ หน้าที่ว่าแต่ละกลุ่มควรใช้คนเท่าไร อาจจะ 4-5 คน เป็นต้น ซึ่งจะมีสูตรการคิดอยู่แล้วตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) กำหนด และสำนักงานคณะกรรมการการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จะเป็นผู้วิเคราะห์ แต่เบื้องต้น คำนวณเฉพาะระดับหัวหน้างาน หรือซี 8 ของ 2 กลุ่มงานใน 225 เขตพื้นที่ฯ ก็มีทั้งสิ้น 450 คน

“เราก็ทำงานโดยคำนึงถึงประเทศชาติ แม้จะเพิ่มกลุ่มงาน 2 กลุ่มแต่ สพฐ.ไม่ได้ขอเพิ่มอัตราใหม่ แต่จะใช้วิธีการเกลี่ยคนภายใน สพฐ.ก่อน เพราะการทำงานทุกอย่างมีกติกากำหนด จะทำอะไรก็ตามต้องไม่เพิ่มภาระงบประมาณให้รัฐบาล”บุญรักษ์ กล่าว

ด้าน ธนชน มุทาพร ผู้อำนวยการ สพป.ชัยภูมิ เขต 1 และประธานชมรม ผอ.สพท.กล่าวว่า การแบ่งส่วนราชการดังกล่าว มีการทำความเข้าใจกันทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติ ซึ่งโดยหลักที่เพิ่มมา 2 กลุ่ม จากเดิมประมาณ 7 กลุ่มก็เพื่อให้การทำงานชัดเจน ครอบคลุม โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมามีนโยบายขับเคลื่อนเรื่องการจัดการศึกษาทางไกล และรวมถึงการพัฒนาครูค่อนข้างมาก เช่น การพัฒนาครูทั้งระบบผ่านคูปองครู 10,000 บาทที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่ก็ให้ฝ่ายบริงานบุคคลรับผิดชอบไปก่อน แต่เมื่อมีกลุ่มที่ดูแลเฉพาะการทำงานก็คล่องตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแบ่งส่วนราชการใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานของเขตพื้นที่ฯ มีหลายภารกิจสำคัญที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งในหลายพื้นที่ปัจจุบันก็ไม่ได้มีอัตรากำลังคนครบทุกกลุ่ม แต่ทุกเขตพื้นที่ฯก็ปฏิบัติงานเต็มที่

นำนาฏศิลป์-ดนตรีเชื่อมสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304694

นำนาฏศิลป์-ดนตรีเชื่อมสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

วธ., ไทย, กัมพูชา, สวดมนต์ข้ามปี

วธ.นำนาฏศิลป์-ดนตรี แลกเปลี่ยนไทย-กัมพูชาสานสัมพันธ์-ความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม สานต่อความร่วมมืออาเซียนฯด้านโบราณคดีใต้น้ำและหารือจัด“สวดมนต์ข้ามปี” 2ประเทศ

       นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานเปิดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีร่วมไทย-กัมพูชา ร่วมกับนางเพรือง ซะโกะนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชา ณ  โรงละครแห่งชาติจตุมุข กรุงพนมเปญ เมื่อวันจันทร์ที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นการแสดงร่วมกันระหว่างคณะนักแสดงของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) ของไทยและคณะนักแสดงของ Royal University of Fine Arts กัมพูชา ที่สำคัญเป็นการขยายการดำเนินงานความร่วมมือที่สืบเนื่องจากโครงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านนาฏศิลป์และดนตรีระหว่างสถาบันการศึกษาด้านศิลปะการแสดงของทั้งสองประเทศที่ประสบความสำเร็จด้วยดีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นำนาฏศิลป์-ดนตรีเชื่อมสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

สำหรับการแสดงในครั้งนี้ ประกอบด้วย การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีของไทยและกัมพูชา รวม 11 ชุด โดยเป็นการแสดงของแต่ละประเทศ ประเทศละ 3 ชุด อาทิ ระบำกินรีร่อนและซัดชาตรี เซิ้งตังหวาย และการแสดงสร้างสรรค์ชุด “มาลารมณีย์” ของไทย และการแสดงรำอวยพร การแสดงชุดหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา และระบำ Ploy Souyของกัมพูชา เป็นการแสดงร่วมกัน 5ชุด อาทิ การแสดงสร้างสรรค์ชุด “ชาวเล” ระบำชาวนา นับเป็นการเผยแพร่แลกเปลี่ยนและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันโดยใช้นาฏศิลป์และดนตรีเป็นสื่อ

นำนาฏศิลป์-ดนตรีเชื่อมสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

นายวีระ กล่าวว่า ไทยและกับกัมพูชามีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมาแต่โบราณ ศิลปวัฒนธรรมของไทยและกัมพูชามีความคล้ายคลึงกันมากทั้งภาษา ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และศิลปการแสดง รัฐบาลไทยและกัมพูชาใช้วัฒนธรรมในทุกระดับทั้งรัฐบาล เอกชน และภาคประชาชน รวมถึงด้านการศึกษา ที่มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรมาเผยแพร่วัฒนธรรมที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และมหาวิทยาลัยวิจิตรศิลป์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะทำให้เกิดความเข้าใจทำให้มีการแสดงร่วมกันได้ และขอขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตไทยที่จัดงานนี้ขึ้นมา นอกจากนี้เป็นการสานต่อความร่วมมือในกรอบของอาเซียนทั้งด้านโบราณคดีใต้น้ำ พิพิธภัณฑ์ และจดหมายเหตุ โดยรัฐบาลจะส่งเสริมให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยวต่อไป

นำนาฏศิลป์-ดนตรีเชื่อมสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ทั้งนี้ รมว.วัฒนธรรม มีกำหนดเข้าพบหารือกับคุณหญิง แมน ซอม ออน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการประสานงานระหว่างรัฐภา วุฒิสภาและการตรวจสอบ และเข้าพบหารือข้อราชการกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชา เพื่อสานต่อและเพิ่มพูนความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรมระหว่างกัน ตลอดจนจะได้ถือโอกาสนี้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการและศาสนา และเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆนายก รวมทั้งสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายเพื่อผลักดันโครงการความร่วมมือด้านศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการสวดมนต์ข้ามปีร่วมกันด้วย

นำนาฏศิลป์-ดนตรีเชื่อมสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

นางเพรือง กล่าวว่า ตื่นเต้นและสนุกมากกับการแสดงร่วมไทยกัมพูชา เป็นกิจกรรมที่ทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศได้เชื่อมโยงกัน เราเป็นเพื่อนบ้านกัน เราเหมือนกันมากในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต เป็นโอกาสที่ดีต่อเยาวชนทั้งสองสถาบันที่ได้มาแสดงร่วมกัน ผู้ชมก็สนุกและมีความสุขมากที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการใช้วัฒนธรรมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ขอขอบคุณรัฐบาลไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรม ที่นำคณะนักแสดงมาร่วมครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นความร่วมมือที่ยิ่งขึ้นไประหว่างกระทรวงวัฒนธรรมของสองประเทศ เพิ่งได้คุยกับ นายวีระ ด้วยว่าจะหาโอกาสมาเยือนไทยอีก และจะส่งคณะศิลปินมาบ้าง
ทำให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน เคารพและยอมรับความเหมือนความต่างของกันและกัน

29 ภาพวาดสีน้ำ “คิดถึงพ่อหลวงร.9”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304677

29 ภาพวาดสีน้ำ “คิดถึงพ่อหลวงร.9”

คิดถึงพ่อหลวง ร.9, นิทรรศการ, นฤมิต, มมส, โครงการหลวง, คิดถึงพ่อหลวงร9

นิสิตภาควิชาสื่อนฤมิต มมส จัดแสดงนิทรรศการภาพวาดสีน้ำ “คิดถึงพ่อหลวงร.9” ในชื่อ “โครงการหลวง” ระหว่างวันที่ 4-31 ธันวาคมนี้ที่ลานกิจกรรมชั้น 2 คณะวิทยาการฯ มมส

            ระหว่างวันที่ 4-31 ธันวาคมนี้  บริเวณลานกิจกรรมชั้น 2 คณะวิทยาการสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส)  จะจัดแสดงนิทรรศการ ” คิดถึงพ่อหลวง ร.9 ”  ภาพวาดสีน้ำผลงานของนิสิตสาขาวิชาสื่อนฤมิต ในชื่อ “โครงการหลวง”   จำนวน 29 ภาพ

29 ภาพวาดสีน้ำ "คิดถึงพ่อหลวงร.9"

ผศ.ดร.สืบศิริ  แซ่ลี้  หัวหน้าภาควิชาสื่อนฤมิต  คณะวิทยาการสารสนเทศ มมส  กล่าวว่า  คณะวิทยาการสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม    จัดโครงการสัมมนาวิชาการ นิทรรศการ ประกวดแข่งขันและเผยแพร่ผลงานนิสิต” คำถึงพ่อหลวง ร.9 ” ตามโครงการหลวง (พระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  โดยให้นิสิตวาดภาพลงบนเฟรมผ้าใบ ขนาด 2 ม. x 1.20 ม. เป็นภาพวาดสีน้ำ และได้คัดเลือกจำนวน 29ภาพ นำมาจัดแสดง ผ่านนิทรรศการในชื่อ “โครงการหลวง”

29 ภาพวาดสีน้ำ "คิดถึงพ่อหลวงร.9"

ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าวไม่เพียงแค่เผยแพร่ผลงานของนิสิตภาควิชาสื่อนฤมิตเท่านั้น ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้นิสิตได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพื่อหาแนวทางต่อยอดความคิดในการสร้างผลงานด้านการวาดภาพ พื้นฐานการออกแบบและองค์ประกอบศิลป์ รวมถึงหลักทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ โดยอาจารย์และนิสิตเมื่อกลับมาจะนำประสบการณ์และความรู้ที่ได้มาพัฒนาและประยุกต์ใช้กับงานแอนิเมชัน ในสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

29 ภาพวาดสีน้ำ "คิดถึงพ่อหลวงร.9"

29 ภาพวาดสีน้ำ "คิดถึงพ่อหลวงร.9"

29 ภาพวาดสีน้ำ "คิดถึงพ่อหลวงร.9"

29 ภาพวาดสีน้ำ "คิดถึงพ่อหลวงร.9"

29 ภาพวาดสีน้ำ "คิดถึงพ่อหลวงร.9"


แบ่งรถกันใช้ “ครั้งแรกในไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304590

แบ่งรถกันใช้ “ครั้งแรกในไทย”

โตโยต้า, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ยานยนต์ไฟฟ้า, CU TOYOTA Ha:mo มหาวิทยาลัย, ครั้งแรกในไทย

สัญจรอย่างสะดวกสบายมากขึ้นกับการทดลองใช้ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก “CU TOYOTA Ha:mo มหาวิทยาลัย” เริ่มเปิดใช้ที่จุฬาฯ ครั้งแรกในไทย

         ใครๆ ก็มีรถขับได้..นี่ไม่ใช่โฆษณาขายรถแต่อย่างใด แต่เป็น โครงการ “CU TOYOTA Ha:mo มหาวิทยาลัย” ที่ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพื่อแบ่งรถกันใช้ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่นอกจากทำให้การสัญจรสะดวกสบายมาขึ้นแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

โดยโครงการดังกล่าวจะมีการทดลองระบบการแบ่งปันรถกันใช้ ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (EV sharing) เพื่อวิ่งในระยะสั้นๆ ภายในพื้นที่โดยรอบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะจากต้นทางไปยังจุดหมายปลายทางของผู้ใช้งาน

แบ่งรถกันใช้ "ครั้งแรกในไทย"

     รศ.ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม รองอธิการบดี จุฬาฯ เล่าถึงโครงการ CU TOYOTA Ha:moมหาวิทยาลัย ว่าวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย มุ่งมั่นที่จะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก โดยสร้างความรู้และนวัตกรรมที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาสังคมไทยอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน เราก่อตั้งโครงการ ’ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ (CU Innovation Hub) เมื่อปีที่แล้วเพื่อเป็นเวทีสำหรับพัฒนาทั้งนวัตกรและนวัตกรรม อันเป็นการปูทางเพื่อก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยของประเทศที่มีศักยภาพเชิงนวัตกรรมในระดับโลก เพื่อเปลี่ยนผ่านวิถีชีวิต การเรียนรู้ และการทำกิจกรรมต่างๆ ของคนไทย

       “จุฬาฯได้ พัฒนาโครงการใหญ่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัย ด้วยชื่อโครงการ ‘เมืองจุฬาฯ อัจฉริยะ’ (CU Smart City) เพื่อเป็นต้นแบบอนาคตของกรุงเทพฯ ในหลากหลายมิติ เช่น เรื่องพลังงาน การเดินทาง สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้น โครงการ  “CU TOYOTA Ha:mo” เป็นเวทีเปิด เพื่อร่วมพัฒนาสู่นวัตกรรมการเดินทางของสังคมในอนาคต โดยมุ่งเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมจากบุคคลและภาคประชาสังคมในเรื่องระบบการแบ่งปันรถกันใช้ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก อันเกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาสังคม การเปิดโอกาสให้ทั้งบริษัทที่สนใจ นิสิตนักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ และองค์กรต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ ช่วยให้สามารถรวบรวมแนวคิดต่างๆ คัดเลือกแนวทาง พัฒนาแผนโครงการ ตลอดจนทดลองใช้ในพื้นที่จริง ซึ่งจะเป็นแนวทางต่ออนาคตของระบบการแบ่งปันรถกันใช้ในประเทศไทย”

แบ่งรถกันใช้ "ครั้งแรกในไทย"

โครงการจะเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป โดยในช่วงระยะเริ่มต้นจะมีรถที่ให้บริการทั้งหมด10 คัน และมีแผนจะเพิ่มจำนวนรถอีก 20 คันในกลางปีหน้า รวมจำนวนรถทั้งสิ้น 30 คันที่จะให้บริการในช่วงระยะเวลา 2 ปี โดยพื้นที่การให้บริการจะครอบคลุมในบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งสองฝั่ง ซึ่งทางโครงการจะเตรียมสถานีจอดรถไว้ทั้งหมด 12 สถานี กระจายครอบคลุมเพื่อรองรับความต้องการใช้งาน พร้อมทั้งติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 10 สถานี และมีจำนวนช่องจอดรถให้บริการทั้งหมด 33 ช่องจอด

หลังจากนี้  ผู้ใช้บริการในการเดินทางสามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าทั้ง BTS, MRT และรถโดยสารประจำทาง กลุ่มเป้าหมายในการให้บริการ คือนิสิต อาจารย์ บุคลากรและประชาชนทั่วไป โดยผู้ใช้บริการจะต้องสมัครเป็นสมาชิกของโครงการผ่านระบบออนไลน์หรือมาสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานโครงการที่ตั้งอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ค่าบริการเริ่มต้นที่ 30 บาทต่อครั้ง สามารถใช้รถได้ 20 นาที

แบ่งรถกันใช้ "ครั้งแรกในไทย"แบ่งรถกันใช้ "ครั้งแรกในไทย"

แบ่งรถกันใช้ "ครั้งแรกในไทย"     

       นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า ทางโครงการได้วางแผนเพื่อทำการศึกษาและทดลองระบบการแบ่งปันรถกันใช้ ออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกจะเรียกว่าช่วงพัฒนา (ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2562) หลังจากเสร็จสิ้นการดำเนินงานในระยะแรก ทางโครงการก็จะทำการทบทวนและสรุปผล เพื่อเข้าสู่ระยะที่สองในรูปแบบทางธุรกิจเต็มตัว โดยจะเชิญชวนให้ผู้ที่มีความสนใจเข้าร่วมลงทุน เพื่อขยายการให้บริการออกไปในพื้นที่ใกล้เคียงและพื้นที่อื่นๆ

ด้วยระบบการคมนาคมสำหรับยุคหน้าอย่าง Ha:mo โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาในการเดินทางด้วยการเชื่อมต่อรถยนต์ส่วนบุคคลเข้ากับระบบขนส่งสาธารณะเพื่อให้การเดินทางสัญจรเป็นไปอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ โตโยต้าเชื่อว่าทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้คือ การนำยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (Ultra-compact Electrical Vehicle) มาให้บริการ ทำให้ผู้คนสามารถใช้ร่วมกันเพื่อเดินทางไปยังที่ต่างๆ ได้อย่างอิสระโดยสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

แบ่งรถกันใช้ "ครั้งแรกในไทย"แบ่งรถกันใช้ "ครั้งแรกในไทย"แบ่งรถกันใช้ "ครั้งแรกในไทย"

ระบบการเดินทางแบบ Ha:mo จึงถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น (ในโตโยต้าซิตี้ โตเกียว โอกายาม่า และโอกินาว่า) ประเทศฝรั่งเศส (ในเมืองเกรโนเบิล) และล่าสุด ณ วันนี้ คือที่กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่แรกที่โตโยต้าได้นำเอานวัตกรรมนี้มาใช้

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่สำหรับการเดินทางในสังคมเมือง หัวใจสำคัญก็คือ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่ง เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงวิถีการเดินทาง อันจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติที่จะพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน

**ขอบคุณภาพจาก :https://www.facebook.com/pg/cutoyotahamo/photos/?ref=page_internal

สุดความสามารถเพื่อพ่อหลวง “SWU BAND” มศว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304561

สุดความสามารถเพื่อพ่อหลวง “SWU BAND” มศว

เพลงพระราชนิพนธ์, ในหลวงร.9, คุณภาพชีวิต, SWU BAND

เนื่องในวโรกาสวันคล้ายพระราชสมภพในหลวง ร.9 มศว จัดงาน“ 5 ธันวาคม ธ ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจแห่งแผ่นดิน” แสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

          งาน “ 5 ธันวาคม ธ ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจแห่งแผ่นดิน” จัดโดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เพื่อแสดงความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และนำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาบรรเลงไม่ว่าจะเป็น แสงเทียน ยามเย็น ชะตาชีวิต พระราชาในนิทาน ยิ้มสู้ บรรเลงโดยวง SWU BAND รวมทั้งการแสดงรำไทย การแปลอักษรคำว่า “๙ น้อมรำลึก มศว ของผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร”

สุดความสามารถเพื่อพ่อหลวง “SWU BAND” มศว

สุดความสามารถเพื่อพ่อหลวง “SWU BAND” มศว
สมาชิก SWU BAND มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ส่วนใหญ่เรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดนตรีดุริยางคศาสตร์สากล มีตั้งแต่ชั้นปี 1 ไปจนถึงชั้นปี 4 เป็นการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของเยาวชนที่รักในสายดนตรี

สุดความสามารถเพื่อพ่อหลวง “SWU BAND” มศว
“แนส -ชวาล บุญเอียด”

ในฐานะที่เป็นคนตีความหมายของบทเพลง โดยให้เห็นภาพรวมทั้งหมดของวงดนตรี หรือที่เรียกว่า “วาทยกร” เขาทำอย่างสุดความสามารถเพื่อพ่อหลวงอย่าง “แนส -ชวาล บุญเอียด” อายุ 22 ปี นศ.ปี 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดนตรีดุริยางคศาสตร์สากล ผู้อำนวยเพลงวง SWU BAND ที่มีทั้งลีล่า ท่าทาง โดยใช้ภาษามือในการสื่อสารกับคนภายในวงได้อย่างแม่นยำเพื่อให้บทเพลงพระราชนิพนธ์ออกมาสมบูรณ์ที่สุด

สุดความสามารถเพื่อพ่อหลวง “SWU BAND” มศว
แนส เล่าว่า เขาภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งนำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาบรรเลงเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สำหรับเขาเพลงพระราชนิพนธ์มีเสน่ห์ทุกเพลงและที่สำคัญมีความหมายอย่างลึกซึ้งกินใจ ที่เขารักในเสียงดนตรีก็เพราะได้แรงบันดาลใจจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ดั่งพระราชดำรัสที่ว่า
“ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของข้าพเจ้า จะเป็นแจ๊สหรือไม่แจ๊สก็ตาม ดนตรีล้วนอยู่ในตัวคนทุกคน เป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเรา สำหรับข้าพเจ้า…ดนตรีคือสิ่งประณีตงดงาม และทุกคนควรนิยมในคุณค่าของดนตรีทุกประเภท เพราะว่าดนตรีแต่ละประเภทต่างก็มีความเหมาะสมตามแต่โอกาส และอารมณ์ที่แตกต่างกันไป…” (พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อคราวเสด็จฯ เยือนสหรัฐเมริกาในปี 2503 พระองค์ได้พระราชทานให้สัมภาษณ์แก่วิทยุกระจายเสียงอเมริกา)

สุดความสามารถเพื่อพ่อหลวง “SWU BAND” มศว
แนส รักในดนตรีตั้งแต่ ป.5 เมื่อก่อนเป็นนักดนตรีของโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ มีผลงานมากมายทั้งทำวงดนตรีโปงลาง วงคอมโบ และเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดนตรีศึกษา โดยเข้าวง SWU BAND ตอน ปี.1 ช่วงแรกเขาทำหน้าที่เป่าแซกโซโฟน และเรียบเรียงเสียงประสาน ปัจจุบันเขาเรียนอยู่ ปี 4 ทำหน้าที่เป็น “วาทยกร” หรือผู้อำนวยเพลง ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญสุดของวง
“สำหรับผมดนตรีและเพลงมีเสน่ห์ในตัวมันเองทั้งคอร์ด เมโลดี้ ที่เกิดจากการสร้างสรรค์โดยนักดนตรี มันจึงเป็นความอิ่มเอิบ เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เราต้องการฟังอย่างไม่รู้จบ และแต่ละบทเพลงมีความแตกต่างกันโดยอารมณ์ไม่ว่าจะเศร้า สนุก ชิวๆ เช่นเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิตที่ให้ความรู้สึกเรื่อยๆ แต่ในทำนองและเนื้อร้องช่างมีความหมายลึกซึ้ง อันนี้คงเป็นเหตุผลหนึ่งก็ว่าได้ที่ทำให้ผมหลงรักดนตรี” แนส เล่า

สุดความสามารถเพื่อพ่อหลวง “SWU BAND” มศว
“ช็อป-ณัฐชนน ตรัสสุภาพ”

ขณะที่ “ช็อป-ณัฐชนน ตรัสสุภาพ”  ผู้ที่ใช้แรงลมเป่ายูโฟเนียมของวง SWU BAND ได้อย่างไพเราะ ช็อปเรียนคณะเดียวกับแนส สาขาดุริยางคศาสตร์สากล ปี 3 เล่าว่า เขาไม่ได้รักการเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากที่บ้านอยากให้เขาเรียนดนตรี หลังจากที่เขาตัดสินใจเรียนดนตรี เขากลับรู้สึกชอบและมีความสุขทุกครั้งเมื่อได้หยิบเครื่องดนตรีมาเล่นโดยเฉพาะเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวง ร.9 ที่มีทั้งความไพเราะและให้ความรู้สึกถึงอารมณ์ของเพลงได้เป็นอย่างดี

สุดความสามารถเพื่อพ่อหลวง “SWU BAND” มศว
ช็อป เรียนจบสายวิทย์ คณิต จากโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จังหวัดลำปาง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเรียนในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและเปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆทางด้านดนตรี และได้อ่านเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีความสามารถทางดนตรีทุกประเภท ทำให้มีแรงบันดาลใจมากขึ้น

สุดความสามารถเพื่อพ่อหลวง “SWU BAND” มศว
“ผมบอกได้เลยว่าเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นโน้ตที่ยากมากต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก แต่ในวันนี้ผมสามารถเป่ายูโฟเนียมเพลงพระราชนิพนธ์ของท่านได้ทุกเพลง ทุกโน้ต มันคือความภาคภูมิใจอันสูงสุดของผม” ช็อป เล่า

สุดความสามารถเพื่อพ่อหลวง “SWU BAND” มศว
“ อ.โป้ง สิชณม์เศก ย่านเดิม”

ความภาคภูมิใจครั้งนี้ คงไม่มีใครเกินผู้ควบคุมวงอย่าง “ อ.โป้ง สิชณม์เศก ย่านเดิม” หัวหน้าสาขาวิชาดุริยางคศาสตร์สากล เล่าว่า วงดนตรี SWU BAND ก่อตั้งมานานกว่า 10 ปี แต่ดูแลวงดนตรีมา 6 ปี สำหรับงาน “ 5 ธันวาคม ธ ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจแห่งแผ่นดิน” ใช้เวลาฝึกซ้อมนักศึกษาประมาณหนึ่งเดือนก่อนวันจริง รู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกศิษย์มากที่มีความตั้งใจและมุมานะในการฝึกซ้อมบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ว่าจะเป็น เพลงแสงเทียน ขับร้องโดย อลิตา แบล็ทเลอร์ เพลงยามเย็น ขับร้องโดย ชานนท์ บุตรพุ่ม เป็นต้น
“สำหรับงานนี้ ผมใช้เวลาฝึกซ้อมลูกศิษย์มากพอสมควรเพื่อให้ออกมาดีที่สุด เนื่องจากทำเพื่อถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และดีใจที่นำพาลูกศิษย์มาบันทึกเรื่องดีๆ ให้เขาได้เห็นถึงพระปรีชาสามารถทางด้านดนตรีของพระองค์ท่าน เพื่อนำไปเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตและไม่ทิ้งอาชีพสายดนตรี ”อ.โป้ง กล่าว

สยบลือ!!”บุญรักษ์”ยันไม่เคยคิดย้ายผอ.สพป.โคราช 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304612

สยบลือ!!”บุญรักษ์”ยันไม่เคยคิดย้ายผอ.สพป.โคราช 7

ศึกษาธิการจังหวัด, สพป., 5 แนวทาง, บุญรักษ์

“บุญรักษ์” ยันเดินหน้า 5 แนวทางแก้ข้อขัดแย้ง สพท.-ศธจ.โต้กระแสสั่งย้ายผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 7 ยันไม่เคยคิดและไม่ทำ

       ปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่มีการเคลื่อนไหวตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชนวนเหตุมาจากเรื่องของอำนาจหน้าที่ในมาตรา 53 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ที่ในคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 ข้อ 13 ระบุให้โอนอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 53ให้แก่ศธจ. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)

ล่าสุดมีกระแสข่าวจะมีการโยกย้ายนายพีรพงศ์ สุรเสน ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 7 กรณีการตอบกลับหนังสือของ “สุวิทย์ ศรีฉาย” รองศธจ. รักษาการศธจ.นครราชสีมา ที่เชิญร่วมเป็นเกียรติประดับเครื่องหมายอินทรธนูแก่ข้าราชการครูบรรจุใหม่ด้วยข้อความว่า “ทราบ, ไม่ไป, ข้าราชการที่บรรจุใหม่ ล้วนเป็นข้าราชการสังกัดสพฐ.(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)ทั้งสิ้น ควรให้ผู้บังคับบัญชาโดยชอบเป็นผู้ดำเนินการ”

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 60 – ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เคยพูด และไม่เคยคิดจะทำด้วย และไม่เคยมีความเห็นอะไรด้วยในเรื่องนี้ คนวิจารณ์ก็วิจารณ์กันไป  ทั้งนี้ การให้ความคิดเห็นไม่ว่าเรื่องใด ควรระวังว่าจะเกินกว่าอำนาจหน้าที่ แม้แต่ตนเองก็ต้องระวังเช่นกัน

หรือแม้แต่กรณีรองผู้อำนวยการรักษาการแทนผอ.สพป.เชียงราย เขต 1 ตอบบันทึกส่วนราชการในจังหวัดเชียงราย ในสังกัด สป.ศธ.ที่ขอให้ส่งผู้แทนร่วมประชุมสรุปผลการจัดกิจกรรมการประกวดระเบียบแถวลูกเสือเนตรนารีระดับประเทศ ประจำปี 2560  ก็ได้พูดคุยกันแล้ว เป็นความเข้าใจผิด เอกสารที่ปราฎชื่อนายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัด ศธ.ในหนังสือด้วยนั้น ไม่เกี่ยวข้องกัน

ดร.บุญรักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ก็จะเดินหน้าทำงานตามกรอบแนวคิด 5 แนวทาง ได้แก่ 1.การจัดสรรกรอบอัตรากำลังของทั้ง สำนักงานศธจ. และ สพท.  2.การตีความกฎหมายที่คณะอุกรรมการด้านกฎหมายของ ศธ.จะต้องดูทั้ง อำนาจตามมาตรา 53 เดิมให้อำนาจสพท. เป็นผู้มีอำนาจการบรรจุแต่งตั้ง กับคำสั่ง คสช. ที่19/2560 ข้อที่ 13 ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจนเพื่อให้การทำงานดีขึ้น 3. การจัดทำแผนบูรณาการร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 4.การจัดระบบการนิเทศการศึกษา และ 5.การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานร่วมกันของ สพท.และ ศธจ.

“การทำงานในระบบใหม่ก็อาจมีข้อขัดข้อง ความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้น ที่อาจจะไม่ลงตัวบ้าง เพราะเป็นช่วงที่เปลี่ยนผ่าน ซึ่งทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) จะมาร่วมกันกำหนดจุดแบ่งงานที่ชัดเจน จากนั้นก็จะทำความเข้าใจกับทั้ง ศธจ.และผอ.สพท. โดยจะตั้งคณะกรรมการประสานงาน 1 ชุด เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์ของนักเรียนและประเทศชาติเป็นสำคัญซึ่งผมเชื่อว่าทุกอย่างจะลงตัว”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์ว่อน!! คลิปเสียงปลัด ศธ.

ศธ.ตีความม.53อำนาจบรรจุแต่งตั้ง5ประเด็น 

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

“พีรพงศ์ สุรเสน” จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304558

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.

คุณภาพชีวิต, เด็กพิเศษ, บัณฑิตบริหาร

สังเกตไหมว่าเด็กที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ถูกพ่อแม่เลี้ยงดูแบบไหน? คำถามนี้คงตอบได้ไม่ยากหากพ่อแม่ใช้สุภาษิตที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

          ประโยคนี้ยังใช้ได้เสมอกับเด็ก-ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียน ถึงแม้ว่าตนเองจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเดินทางของตนเองได้ โดยมีคนเป็นพ่อแม่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด….

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.

“พฤทธ์” ชนมพฤทธ์ สิหนาทกถากุล

โดยเฉพาะ “พฤทธ์” ชนมพฤทธ์ สิหนาทกถากุล บัณฑิตคณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการการผลิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการพิเศษของที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยเกรดเฉลี่ย 2.98 จากความมุ่งมั่นและตั้งใจทำให้เขาประสบความสำเร็จ อีกทั้งครอบครัวที่คอยดูแล สั่งสอน ให้เขาสามารถอยู่รอดได้ มีอาชีพในอนาคต
ปัจจุบัน “พฤทธ์” อายุ 23 ปี ทำงานแผนกการเงินและบัญชี โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพมหานคร ธุรกิจของครอบครัว  เขาสามารถทำทุกอย่างได้ แต่อาจจะช้ากว่าเด็กปกติ และการเรียนด้านบริหารธุรกิจเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจไว้เพื่อกลับมาช่วยงานธุรกิจครอบครัว

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.
“พฤทธ์” อยากเรียนด้านบริหารธุรกิจเพราะว่า ครอบครัวทำธุรกิจโรงแรม เขาคิดว่าถ้าเรียนแล้วสามารถนำมาช่วยครอบครัวได้  ช่วงแรกที่เรียน ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก เพราะบริหารธุรกิจยาก บางครั้งไม่เข้าใจที่อาจารย์สอน แต่มีรุ่นพี่ และเพื่อนรุ่นเดียวกันมานานติวให้ ประกอบกับคุณแม่ที่ช่วยสอนให้เราเข้าใจบทเรียน ” พฤทธ์ กล่าว

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.
พฤทธ์ เล่าต่อว่า เขาไม่เก่งเรื่องคำนวณตัวเลข คิดวิเคราะห์ แต่เก่งเรื่องความจำ จำได้ทุกคำที่อาจารย์พูด และสามารถถอดคำพูดของอาจารย์ได้ทุกคำ อยากเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่มีอาจารย์คนหนึ่งเขาอยากให้พฤทธิ์เรียนบริหารธุรกิจ ก็คือ ท่าน รศ.ดร.บดินทร์ รัศมีเทศ เพราะสามารถนำไปช่วยงานของครอบครัวได้ คุณแม่คุณพ่อก็สนับสนุนสุดท้ายเลยตัดสินใจเรียนบริหารตามคำแนะนำของอาจารย์

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.

” ช่วงแรกๆ ที่พฤทธ์ไปมหาวิทยาลัยแล้วเพื่อนรู้ว่าเป็นเด็กพิเศษ ทุกคนให้ความช่วยเหลือและดีกับเขามาก อีกทั้งพฤทธ์ยังมีครอบครัวที่คอยอยู่ข้างๆ มีแรงบันดาลใจในทุกวัน และช่วงหลังๆ มา เพื่อนช่วยติวหนังสือ ให้รายงานไปถ่ายเอกสารในช่วงที่จดไม่ทัน ” พฤทธ์ เล่า
ตั้งแต่ “พฤทธ์” เรียนจบโรงเรียนอนุบาลสี่พี่น้อง จนเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์เซนต์ดอมินิก “พฤทธ์” มีกลุ่มเพื่อน มีครู มีทุกคนคอยให้การช่วยเหลือ และเมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ต่างแยกย้ายกันไปเรียนด้านที่ตนเองถนัด พฤทธ์เลือกเรียนมหาวิทยาลัยที่เขารับโครงการเด็กพิเศษเพราะมีการอบรมและการปรับตัวให้กับนิสิตพิเศษที่เข้าใหม่ เพื่อเตรียมตัวให้มากกว่าคนอื่น แต่ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ อดทน เพื่อทำความฝัน ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกล

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.
ช่วงชีวิตวัยเด็กของ “พฤทธ์” เป็นเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า เมื่อถึงวัยที่พูดได้ พฤทธ์ก็ไม่พูด ถ้าหากไม่ได้รับการเลี้ยงดูและส่งเสริมจากครอบครัวที่ดีอย่าง“คุณแม่ดวงใจ สิหนาทกถากุล” ช่วยสอนพฤทธ์ให้เข้ากับคนอื่นได้ง่าย อยู่ร่วมกับสังคมทั่วไปได้ มีความอดทนและพยายามในการเรียนจนประสบความสำเร็จ

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.
คุณแม่ดวงใจ เล่าว่า เริ่มแรกตอนที่ครอบครัวรู้ว่า “พฤทธ์” เป็นเด็กพิเศษ ก็เลี้ยงดูและสั่งสอนให้เขาใช้ชีวิตอย่างเด็กปกติ ตอนที่น้องอยู่ชั้นอนุบาล วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ แม่ก็ทำบัตรคำมีรูปต่างๆ อาทิ ดอกไม้ สัตว์น้ำ สัตว์บก การ์ตูน เป็นการทำสื่อโดยใช้การระบายสีภาพให้ดูเด่นสดุดตาเพื่อดึงดูดให้น้องสนใจที่จะมองและเรียนรู้ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลมาก

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.
การที่รู้ว่าลูกเป็นเด็กพิเศษ สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ต้องยอมรับ พยายามหาทางรักษา หาสิ่งที่ลูกชอบ ให้เขาทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา น้องได้มีโอกาสไปเป็นจิตอาสาในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แม่สนับสนุนน้องเต็มที่ ให้น้องทำในสิ่งที่ดี การเป็นจิตอาสาในครั้งนั้นทำให้น้องเปลี่ยนไปมาก ชอบช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น พูดเยอะขึ้น ได้เจอผู้คนที่หลากหลาย และที่สำคัญเป็นการปรับตัวของน้องให้เข้าในสังคมได้อีกด้วย สำหรับคนเป็นพ่อแม่ ได้เห็นลูกมีความสุขได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ ก็มีความสุขแล้ว

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.

คุณแม่ดวงใจ กล่าวต่ออีกว่า อยากเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ เขาก็สามารถอยู่ได้เหมือนเด็กปกติ แค่เราในฐานะคนเป็นแม่ให้กำลังใจและเข้าใจเขา โดยเฉพาะคนในครอบครัว ถึงแม้ว่าพฤทธ์จะเป็นเด็กพิเศษแต่พี่สาวของเขาคอยดูแลช่วยเหลือเรื่องการเรียน แม้กระทั่งพี่ชายของเขาที่ช่วยสอนงานต่างๆ โดยไม่ได้รังเกียจน้องชายแต่อย่างใด แม่เลี้ยงลูกมาเองกับมือ พยายามสอนเขาทั้งสองคนไม่ให้รังเกียจน้องชายว่า ทุกคนไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่ทุกคนสามารถเลือกที่จะปฏิบัติต่อคนๆ หนึ่งได้ โดยเฉพาะน้องเขาไม่เหมือนพวกเรา เราก็ต้องดูแลเอาใจใส่ ช่วยเหลือ และต้องรักน้องให้มากๆ

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.
“ ถึงแม้ว่าเขาจะแตกต่างจากคนอื่นมากแค่ไหน แต่เขาก็อยากที่จะพัฒนา อยากมีคุณค่าในตัวเอง ต่อสายตาคนอื่น เขาอยากที่จะฝัน อยากที่จะทำเหมือนเรา เพราะฉะนั้นอย่าทิ้งความรู้สึกเขา ส่งเสริมให้เขาเป็นอย่างที่ตั้งใจ ถึงจะมีความบกพร่องมากมายแค่ไหน ถ้าเขารู้สึกอยากพัฒนา เราต้องส่งเสริม ความรู้สึกตั้งใจ มุ่งมั่นจะทำให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เชื่อไหมว่า ความสำเร็จที่ทำให้เขาดีขึ้นนั้นมันมีค่ามากกว่าทุกสิ่งในโลกนี้” คุณแม่ดวงใจ กล่าว

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.
สำหรับโครงการดำเนินการจัดการศึกษา การวิจัย และติดตามผลนิสิตพิเศษและบกพร่องทางการเรียนรู้ มีส่วนช่วยเหลือและให้โอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่ต้องการเรียนหนังสือไปสู่ความสำเร็จจนถึงการประกอบอาชีพ

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.

ผศ. นาวาอากาศโทหญิง ดร.งามลมัย ผิวเหลือง

ผศ. นาวาอากาศโทหญิง ดร.งามลมัย ผิวเหลือง รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือนิสิตที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนต่างๆ เขตกรุงเทพมหานคร เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี เพื่อให้โอกาสและเพื่อศึกษาวิจัยการเรียนรู้ พัฒนาการทุกด้านของเด็กพิเศษ

สำเร็จเพราะกำลังใจจากครอบครัว  เด็กพิเศษจบป.ตรีบริหาร มก.
โดยในปี 2559 มีบัณฑิตในโครงการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจำนวน 5 คน ได้แก่ นายนรวีร์ แสนนามวงษ์ สาขาวิชาอาชีวศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ นายธนพล รักงาม สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ นายจุฑาภูมิ รัตนสิน สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ นายจารุภัทร ต้นทองคำ สาขาวิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ และนายชนมพฤทธ์ สิหนาทกถากุล สาขาวิชาการจัดการการผลิต คณะบริหารธุรกิจ “ผศ. นาวาอากาศโทหญิง ดร.งามลมัย” กล่าว