5 ธันวาในวันที่พ่ออยู่บนฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304554

5 ธันวาในวันที่พ่ออยู่บนฟ้า

ในหลวงร.9, 5 ธันวาคม, กิจกรรม 5 ศาสนา

องค์การศาสนา 5 ศาสนาจัดกิจกรรมทางศาสนา ชวนพุทธศาสนิกชน น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพและวันพ่อแห่งชาติ

     5 ธันวาคมเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และในโอกาสวันพ่อแห่งชาติ ปี 2560  เพื่อให้ศาสนิกชนทุกศาสนาได้แสดงออกถึงความเคารพเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สร้างความรัก ความสามัคคี ความปรองดองสมานฉันท์ และการมีส่วนร่วมของศาสนิกชนทุกศาสนา

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับองค์การทางศาสนาทั้ง 5 ศาสนา ได้แก่ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทยฯ สำนักจุฬาราชมนตรี สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย สภาคริสตจักรในประเทศไทย มูลนิธิคริสตจักรคณะแบ๊บติสต์ มูลนิธิคริสตจักรเซเว่นเดย์แอ๊ดเวนตีสฯ องค์กรทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู และสมาคมนามธารีสังคัตแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมทางศาสนาเพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ศาสนาพุทธ จัดกิจกรรมสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม เจริญจิตภาวนา ทำบุญตักบาตรอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล ศาสนาอิสลาม จัดกิจกรรมทางวิชาการ นิทรรศการ บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยทีมวิทยากรจากสำนักจุฬาราชมนตรี ณ โรงเรียนหนองจอกพิทยานุสสรณ์มัธยม

ศาสนาคริสต์ จัดพิธีทางศาสนา พิธีขอบพระคุณ จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ร่วมกับชุมชน และให้มีการนมัสการพระเจ้าในช่วงส่งท้ายปีเก่า
ศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู จัดสวดภาวนา ขอพร และปาฐกถาธรรมแก่ศาสนิกชนเกี่ยวกับทศพิธราชธรรมเป็นภาษาฮินดี ศาสนาซิกข์ จัดพิธีทางศาสนา สวดอัรดาส และจัดพิธีน้อมรำลึก รวมทั้งมีการตั้งโรงทานเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

ด่วนๆ รับ “ครูคืนถิ่น”กว่า 2.7หมื่นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304544

ด่วนๆ รับ “ครูคืนถิ่น”กว่า 2.7หมื่นคน

สกอ., ครูคืนถิ่น

สกอ. เปิดคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2561 บรรจุเข้ารับราชการกว่า 27,000 คน ทางเว็บไซต์https://muakru.thaijobjob.com/ 4-12 ธ.ค.นี้

      ใครอยากเป็นครู อยากบรรจุข้าราชการ ห้ามพลาด!! “สมัครเข้าร่วมโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2561” ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม จนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2560 โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ทางเว็บไซต์ https://muakru.thaijobjob.com/ ได้ทันที 

     ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)  ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)จะดำเนินการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2561 โดยมีเป้าหมายคัดเลือกนิสิตนักศึกษาครูที่ศึกษาชั้นปีที่ 1-5 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 26,967 คน แบ่งเป็น1. นิสิตนักศึกษาครู ในปีการศึกษา 2560 บรรจุปี 2561 รับรวม 5,337 คน

แบ่งตามสังกัด สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รับ 4,985 คน ,สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รับ 292 คน, กรุงเทพมหานคร รับ 50 คน ,สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) รับ 10 คน ,2.นิสิตนักศึกษาครู ปี 4 ในปีการศึกษา 2560 บรรจุปี 2562 รับรวม 5,645 คน แบ่งเป็น สพฐ.รับ 5,253 คน, สอศ.รับ337 คน ,กทม.รับ45 คน, กศน.รับ 10 คน ,3.นิสิตนักศึกษาครูปี 3 ในปีการศึกษา 2560 บรรจุปี 2563 รับรวม 5,740 คน

สพฐ.รับ 5,311 คน ,สอศ.รับ369 คน, กทม.รับ 50 คน,กศน.รับ10 คน,4.นิสิตนักศึกษาครูปี 2 ในปีการศึกษา 2560 บรรจุปี 2564 รับรวม 5,396 คน สพฐ.รับ 5,041 คน , สอศ.รับ 295 คน,กทม.รับ 50 คน, กศน.รับ 10 คน , 5.นิสิตนักศึกษาครูปี 1 ในปีการศึกษา 2560 บรรจุปี 2564 รับรวม 4,849 คน สพฐ.รับ 4,574 คน,สอศ.รับ 250 คน,กทม.รับ 15 คน,กศน.รับ 10 คน

เมื่อนิสิตนักศึกษาสมัครตามขั้นตอนที่กำหนดแล้ว ให้นำส่งหลักฐานการสมัครด้วยตนเอง ณ สถาบันอุดมศึกษาที่ตนเองศึกษาอยู่ เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น จากนั้น สกอ. จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าสอบ เลขที่นั่งสอบ และสถานที่สอบข้อเขียน ในวันที่ 17 มกราคม 2561  สอบข้อเขียนวันที่ 28 มกราคม 2561 และจะประกาศผลการสอบข้อเขียนวันที่ 10 เมษายน 2561
สำหรับคุณสมบัติของนิสิตนักศึกษาครูที่สนใจสมัคร มีดังนี้ 1.ต้องเรียนหลักสูตรครู 5 ปี สาขาวิชาที่ตรงกับสาขาที่ประกาศรับสมัคร ผ่านการรับทราบหลักสูตรจาก สกอ. รับรองมาตรฐานปริญญาจากคุรุสภา และรับรองมาตรฐานคุณวุฒิจาก ก.ค.ศ. เพื่อให้สามารถได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วภายในวันที่ 1 กันยายน ของปีที่จะบรรจุเข้ารับราชการ

2.ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมในภาพรวม วิชาเอก และวิชาชีพครูตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนถึงชั้นปีที่ศึกษาก่อนการรับสมัคร ไม่ต่ำกว่า 3.00 ได้แก่ นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 5 ต้องมีผลการเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-4  , นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ต้องมีผลการเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-3 ,นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ต้องมีผลการเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-2 , นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ต้องมีผลการเรียนชั้นปีที่ 1  สำหรับนิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ใช้ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมของระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ที่รวมผลคะแนน O-net ตามใบ ปพ.1  รวมทั้งต้องมีภูมิลำเนาตามสำเนาทะเบียนบ้านตรงกับสำนักงานเขตพื้นที่,วิทยาลัยหรือสถานศึกษาสังกัด สอศ.,สำนักงาน กศน.จังหวัด,พื้นที่ กลุ่ม เขต ที่จะบรรจุในกรุงเทพมหานคร
ส่วนการสอบ จะแบ่งเป็นสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ โดยการสอบข้อเขียนเป็นการเขียนความเรียงที่มีเนื้อหาประกอบด้วย การสื่อสาร การแก้ปัญหาทักษะการคิดขั้นสูง จิตวิญาณความเป็นครู ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนเป็นค่าน้ำหนัก ได้แก่  จิตวิญญาณความเป็นครู 40 % ศักยภาพการใช้ภาษา 30 % และทักษะการคิดแก้ปัญหา 30 %

แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 นิสิตนักศึกษาครูชั้นปีที่ 4 และชั้นปีที่ 5 ใช้ข้อสอบชุดเดียวกัน แต่มีเกณฑ์การตรวจข้อสอบที่แตกต่างกัน มีการสอบสัมภาษณ์ กำหนดค่าน้ำหนักผลคะแนนการสอบเขียนความเรียงร้อยละ 70 และผลคะแนนการสอบสัมภาษณ์ร้อยละ 30
กลุ่มที่ 2 กลุ่มนิสิตนักศึกษาครูชั้นปีที่ 3 ชั้นปีที่ 2 และชั้นปีที่ 1 ใช้ข้อสอบชุดเดียวกัน แต่มีเกณฑ์การตรวจข้อสอบที่แตกต่างกัน และมีการสอบสัมภาษณ์ จะคิดคะแนนเฉพาะการสอบข้อเขียน สำหรับการสอบสัมภาษณ์พิจารณาเฉพาะผ่านและไม่ผ่าน ทั้งนี้ หากไม่ผ่านสอบสัมภาษณ์จะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ

นอกจากนี้ยังต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษ ซึ่งยังไม่ได้ใช้ในการรับสมัคร แต่จะเป็นเงื่อนไขในการบรรจุเข้ารับราชการครู โดยต้องมีผลคะแนนภาษาอังกฤษตามที่ประกาศภายในระยะเวลาที่กำหนด หากผ่านเข้าร่วมโครงการแล้วแต่ไม่มีผลคะแนนภาษาอังกฤษ สกอ.จะตัดสิทธิ์ไม่ให้บรรจุ และแต่ละชั้นปีจะมีเกณฑ์คะแนนภาษาอังกฤษที่แตกต่างกัน อาทิ คะแนนโทเฟล สำหรับปี 5 กำหนดที่ 473 ขึ้นไป เพราะมีเวลาเตรียมตัวน้อย ส่วนปี 1-4  กำหนดที่ 510 คะแนนขึ้นไป เป็นต้น
“จากการดำเนินโครงการดังกล่าว สกอ.เคยพบปัญหา สถาบันการศึกษาให้การรับรองเอกสารเป็นเท็จ อาทิ รับรองเด็กปี 4 ว่าเรียนอยู่ปี 5 หรือกรณีรับรองหลักสูตรที่ไม่ได้รับการรับรองจาก สกอ. ซึ่ง สกอ.ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ กับสถานศึกษา แต่หากปีนี้ยังเกิดขึ้นอีกอาจจะต้องทบทวนบทบาทของสถาบันการศึกษากับ สกอ. ดังนั้น อยากขอให้สถาบันการศึกษาตรวจสอบเอกสาร หลักฐานต่างๆของนิสิตนักศึกษาตามความเป็นจริง เพราะเด็กเหล่านี้คือลูกศิษย์ ที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็ก และมีผลต่อการรับเข้าบรรจุเป็นข้าราชการครู ซึ่งเป็นอนาคตของเด็กและของประเทศชาติ”ดร.สุภัทร กล่าว

อย่างไรก็ตาม  สกอ.ขอให้นิสิตนักศึกษาครูที่สนใจสมัคร อ่านประกาศรับสมัครของ สกอ.เท่านั้น ส่วนที่มีการเปิดติวสอบเพื่อเข้าร่วมโครงการนี้ สกอ.ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ขอให้นิสิตนักศึกษาครูไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนซื้อเอกสารหรือจ่ายเงินเพื่อไปติว

เกิดแน่ “กระทรวงการอุดมศึกษา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304538

เกิดแน่ “กระทรวงการอุดมศึกษา”

ก.การอุดมศึกษา, ปฎิรูปอุดมศึกษา

คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ชี้จำเป็นแยกกระทรวงการอุดมศึกษา เหตุบริหารจัดการพิเศษพร้อมตั้ง 8ยุทธศาสตร์ ปฎิรูปอุดมศึกษา คาด 2 สัปดาห์ปรับร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษาเสร็จ

      ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เมื่อเร็วๆนี้ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา  ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา และประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ…. ตอนหนึ่งว่าคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ได้พิจารณาเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับการปฎิรูปอุดมศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับความหลากหลายที่เกิดขึ้น และสิ่งที่กระทบกับอุดมศึกษาทั้งภายใน ภายนอก ซึ่งอุดมศึกษาไทยมีความซับซ้อน หลากหลายแต่การบริหารไม่ได้มีประสิทธิภาพ ทางคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ จึงสรุปว่ามีความจำเป็นต้องแยกกระทรวงการอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเป้าหมายไม่เหมือนการบริหารจัดการของการศึกษาขั้นพื้นฐานหรืออื่นๆ อีกทั้ง หากจะขับเคลื่อนเป็นไทยแลนด์ 4.0 ได้จำเป็นต้องมีอุดมศึกษา 4.0 บัณฑิต 4.0 และต้องมีการบริหารจัดการเป็นพิเศษ

   “คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ได้เห็นตรงกันว่า ต้องแยกกระทรวงการอุดมศึกษา จึงได้มอบหมายให้มีการต้องปรับร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ…ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ โดยการมีพ.ร.บ.ใหม่ และการจัดตั้งกระมรวงการอุดมศึกษาไม่ใช่คำตอบทั้งหมดไม่ใช่จัดตั้งแล้วถือว่าปฎิรูปอุดมศึกษาเสร็จสิ้น ยังต้องมีการบริหารจัดการเรื่องอื่นๆ ต่อไป เช่น สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ซึ่งมี พ.ร.บ.อีกฉบับ จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น ซึ่งตั้งเป้าไว้2สัปดาห์จะดำเนินการแก้ไขปรับร่างพ.ร.บ.ต่างๆเสร็จสิ้น เพื่อเสนอการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ในวันที่12 ธ.ค.2560 แต่เบื้องต้นจะนำข้อสรุปของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ เรื่องความจำเป็นในการแยกกระทรวงการอุดมศึกษาและการกำหนดยุทธศาสตร์เสนอ คณะกรรมการอิสระฯในวันที่6 ธ.ค.นี้” ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าว
นอกจากนั้น คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ได้กำหนดยุทธศาสตร์การปฎิรูปอุดมศึกษาใน 8 ประเด็น ดังนี้ 1.อุดมศึกษาต้องมุ่งการผลิตคนที่แตกต่างไปจากเดิม และสนองความต้องการของประเทศ โดยบัณฑิตที่จบการศึกษาต้องมีความรู้ ทักษะ เจตคติเหมาะสมต่อการจ้างงาน สอดคล้องกับสมรรถนะความรู้ ทักษะของตน เศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งเน้นเป้าหมายของประเทศระดับสูง มีคุณธรรมจริยธรรม ปรับตัวสู่งานใหม่ๆ ในอนาคต  การผลิตบัณฑิตจึงไม่ใช่ในรูปแบบที่ดำเนินการอยู่ตอนนี้
2.การศึกษาต้องมีความเข้มข้นและตรงเป้าหมาย เพื่อแก้ปัญหาสภาพปัจจุบัน ซึ่งเป็นสภาพที่ร้ายแรงพอสมควร คนที่ว่างงานส่วนใหญ่เป็นคนจบอุดมศึกษา มีทักษะไม่สอดคล้องกับที่ตลาดแรงงาน อีกทั้งบัณฑิตจบออกมาไม่สามารถทำให้คุณภาพชีวิตตัวเองดีขึ้นได้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะแก้ไขในเรื่องต่างๆ อาทิ การผลิตครู ซึ่งขณะนี้มีบัณฑิตครูจบประมาณ 25,000 คน แต่ในอีก4ปีข้างหน้าจะมีตำแหน่งว่างน้อยกว่านี้ รวมถึงคุณภาพ   จากข้อมูลหลายแห่งพบว่า บัณฑิตไม่สามารถใช้งานได้ เป็นต้น
3.การที่ต้องใช้ผลงานวิจัยสู่เรื่องการแข่งขันระดับโลก และใช้ประโยชน์ในการพัฒนาสังคม อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง โดยการวิจัยและนวัตกรรม ต้องเป็นงานวิจัยนำไปสู่การมีนวัตกรรม ซึ่งนวัตกรรมต้องเป็นสิ่งที่ขายได้ และเป็นนวัตกรรมทางสังคม นวัตกรรมทางระบบ อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะใช้แบบเดิมไม่ได้ การวิจัยต้องนำไปสู่การสร้างสุข  ใช้ประโยชน์ได้ทั้งนวัตกรรมทางสังคม และนวัตกรรมกระบวนการได้
4.ธรรมาภิบาล ระบบของอุดมศึกษา เน้นเรื่องธรรมาภิบาลโดยใช้สภามหาวิทยาลัย แต่ขณะนี้สภาพสภามหาวิทยาลัยไม่ได้เน้นธรรมาภิบาลอย่างเต็มที่ 5 ระบบงบประมาณ ตอนนี้ยังใช้ไม่คุ้มค่า ทั้งเรื่องผลิตกำลังคน และการสร้างองค์ความรู้ เพราะงบประมาณส่วนใหญ่นำไปใช้ในเรื่องเงินเดือน ไม่มีงบประมาณที่จะผลักดันให้เกิดการปรับตัว อุดมศึกษา4.0  6.ระบบข้อมูลสารสนเทศ โดยเฉพาะข้อมูลนักเรียน นิสิตนักศึกษา ควรมีข้อมูลกลางเพื่อได้รู้ว่ามีนักศึกษาจำนวนเท่าไหร่ ผลิตถูกต้องหรือไม่ มีงานทำหรือไม่ ครูผู้สอนมีเท่าใด เป็นต้น
7.การลดความเหลื่อมล้ำในโอกาส  เชื่อมโยงไปถึงคุณภาพการศึกษาที่แตกต่างกัน ทำให้การเข้าถึงอุดมศึกษาไม่เท่ากัน และ8.การจัดโครงสร้างแยกระบบการบริหารอุดมศึกษาของชาติออกเป็นส่วนที่เป็นนโยบาย ออกจากส่วนที่เป็นการกำกับดูแล และการปฎิบัติงาน  ขณะนี้มหาวิทยาลัยมีเสรีภาพ แต่การกำกับดูแลไม่ค่อยดี เพราะเหมือนกันไปหมด ไม่มีความหลากหลาย ทั้งที่บางส่วนอาจต้องกำกับแรง บางส่วนต้องกำกับอ่อน อย่างไรก็ตามเรื่องนโยบายและยุทธศาสตร์ทั้งหมดต้องปรับไปแก้

กพร.ขานรับนโยบาย” รมว.แรงงาน”สร้างคนมีทักษะฝีมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304489

กพร.ขานรับนโยบาย” รมว.แรงงาน”สร้างคนมีทักษะฝีมือ

่ รมวแรงงาน, อธิบดีกพร.., พล.ต.อ.อดุลย์, รมว.แรงงาน, นายสุทธิ สุโกศล, อธิบดีกพร., 10อุตฯ, ไทยแลน์ 4.0, รมวแรงงาน

กพร.ขานรับนโยบาย” รมว.แรงงาน”สร้างคนมีทักษะฝีมือ ได้มาตรฐาน ตั้งแต่ 1.0 – 4. 0 เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของชาติ

          3 ธ.ค.2560 นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังรับนโยบาย พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกพร.นั้น ได้มอบหมายให้สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน เร่งดำเนินงาน โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน ในด้านการยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ตามนโยบายขับเคลื่อนสู่ไทยแลน 4.0

โดยในปี 2561 กพร.มีเป้าหมายดำเนินการ 9,200 คน ได้ร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม และจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ใน 3 จังหวัดรวมแล้ว 21 แห่ง เป็นภาครัฐ 4 แห่ง ภาคเอกชน 17 แห่ง อาทิ จังหวัดฉะเชิงเทรา มี บริษัท โตโยต้า (ประเทศไทย จำกัด) เป็นทั้งศูนย์ฝึกอบรมและศูนย์ทดสอบฯ จังหวัดระยอง มีความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายจัดตั้ง “ศูนย์ความร่วมมือ ฝึกอบรมทักษะอุตสาหกรรมเหมราช” สำหรับฝึกอบรมในกลุ่มอุตสาหกรรมอิสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) และนิคมอุตสาหกรรมเหมราช(ระยอง)

 

กพร.ขานรับนโยบาย" รมว.แรงงาน"สร้างคนมีทักษะฝีมือ

สำหรับจังหวัดชลบุรีนั้น มีการจัดตั้ง “ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพด้านยานยนต์ หรือ TVET Automotive Hub” ที่ สถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ชลบุรี (MARA ชลบุรี) โดยศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้จะเน้นยกระดับทักษะแรงงานให้เป็น“ช่างเทคนิค 4.0” ด้วยการส่งเสริมโดยใช้ STEM เป็นฐานการพัฒนากำลังแรงงาน ทั้งที่กำลังอยู่ในภาคการศึกษา และที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมด้วย

 

กพร.ขานรับนโยบาย" รมว.แรงงาน"สร้างคนมีทักษะฝีมือ

นอกจากนี้ กพร.ได้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังแรงงานระบบขนส่งทางราง ในระยะ 5 ปี พ.ศ.2561-2565 เพื่อรองรับการส่งเสริมการขยายการลงทุนในเขต EEC ด้วย ตั้งเป้าหมายใน 5 ปี ผลิตบุคลากรระดับวิศวกร ช่างเทคนิค และการปฏิบัติการและบำรุงรักษา จำนวน 4,800 คน พัฒนาความรู้และทักษะเฉพาะทางสำหรับบุคลากรที่ย้ายเข้ามาสู่การทำงานในระบบขนส่งทางราง จำนวน 6,600 คน รวม 11,400 คน ซึ่งเตรียมเสนอคณะ กพร.ปช. เพื่อขอความเห็นชอบและเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบ และให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ด้านการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ 10 จังหวัดนั้น มีเป้าหมาย 9,900 คน

นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่า นโยบายเร่งด่วนอีกส่วนที่เกี่ยวข้องกับกพร.คือ การเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ เน้นย้ำว่าแรงงานกลุ่มนี้ต้องมีทักษะฝีมือ ทักษะด้านภาษา รวมถึงต้องได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านวัฒนธรรม ขนมธรรมเนียมประเพณีของประเทศนั้นๆ ด้วย และที่สำคัญเมื่อระดับฝีมือมีมาตรฐานต้องได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 18 อุดรธานี เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ดำเนินการฝึกอบรมสาขา ผู้ประกอบอาหารไทย อย่างต่อเนื่องเพราะคนในจังหวัดอุดรธานีสนใจไปทำงานในต่างประเทศและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี

 

กพร.ขานรับนโยบาย" รมว.แรงงาน"สร้างคนมีทักษะฝีมือ

โดยเฉพาะการไปเป็นพ่อครัว-แม่ครัว เพราะมีรายได้สูงถึง 60,000 – 80,000 บาท ผู้จบฝึกร้อยละ 80 ไปทำงานต่างประเทศ อาทิ นิวซีเลนด์ ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย อีกร้อยละ 20 มีแผนที่จะเดินทางแต่ต้องหาประสบการอย่างน้อย 5 ปี จึงจะสามารถไปทำงานต่างประเทศได้

นอกจากนี้ยังฝึกทักษะด้านภาษาเช่น ภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น ให้ด้วย หลังจากอบรมแล้วจะดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือก่อนไปทำงานต่างประเทศ เพื่อเป็นการการันตีฝีมือ สำหรับผู้ประกอบอาหารไทยที่ญี่ปุ่นนั้น ที่ผ่านมา กพร.ไปทดสอบมาตรฐานฯ ในต่างประเทศให้ด้วย ด้านอัตราค่าจ้างในไทยนั้น ปัจจุบันมี 67 สาขาที่มีประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ต่ำสุดจะได้รับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือไม่น้อยกว่า 320 บาทต่อวันในสาขาช่างบุครุภัณฑ์ ระดับ 1 และสูงสุดไม่น้อยกว่าวันละ 815 บาท ในสาขานักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม สปาตะวันตก ระดับ 2 ซึ่งสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

 

กพร.ขานรับนโยบาย" รมว.แรงงาน"สร้างคนมีทักษะฝีมือ

ในการขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand นั้น กพร.เร่งดำเนินการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 ซึ่งกำหนดให้อาชีพช่างไฟฟ้าเป็นอาชีพแรกที่ถูกกำหนดให้เป็นอาชีพที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ ต้องดำเนินการโดยผู้ได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ (License) ปัจจุบัน มีผู้ผ่านการประเมินความรู้ความสามารถแล้วกว่า 80,000 คน (ณ วันที่ 2 ธ.ค.60)

“การพัฒนากำลังแรงงานของประเทศนั้น กพร.ไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพังได้ หากแต่ต้องดำเนินการแบบประชารัฐ ร่วมกับทุกภาคส่วนในการพัฒนากำลังแรงงานของประเทศ ทั้งคนทำงานตั้งแต่ 1.0 – 4.0 ให้สามารถขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน สู่เป้าหมายตามนโยบายของรัฐ และการร่วมมือกันจะเป็นรากฐานของความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” อธิบดี กพร.กล่าวในที่สุด

สาวเผ่าปาเกอญอกับปริญญาใบแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304485

สาวเผ่าปาเกอญอกับปริญญาใบแรก

มิดา สาวเผ่าปาเกอญอ

เกรดเฉลี่ย 2.82 แม้จะไม่สูง แต่ทำให้ มิดา สาวเผ่าปาเกอญอ บัณฑิตราชมงคลพระนคร ภูมิใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จอีกขั้น

     ปริญญาใบนี้เป็นหนึ่งเครื่องหมายแห่งความสำเร็จอีกขั้น ของ มิดา หรือ นภาพร ศักดิ์ชินธาดากุล ชาวชนเผ่าปาเกอญอ ที่ได้ทุนเรียนฟรีและทำงานพาร์ทไทม์ระหว่างเรียนได้อีกด้วย

สาวเผ่าปาเกอญอกับปริญญาใบแรก

      มิดา เป็นชาวชนเผ่าปาเกอญอ เรียกอีกแบบหนึ่งว่า กะเหรี่ยง สัญชาติไทย บ้านเกิดอาศัยอยู่ที่ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เธอเป็นบัณฑิตสาขาอุตสาหกรรมการบริการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร)

    เกิดในครอบครัวเกษตรกร มีฐานะยากจน มีพี่น้อง 7 คน มิดา เป็นคนที่ 4 อาศัยอยู่บนเขาห่างไกลความเจริญเวลาเดินทางไปเรียนจึงลำบาก พ่อแม่ อยากให้ช่วยกันทำงาน เมื่อศึกษาจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31

สาวเผ่าปาเกอญอกับปริญญาใบแรก

      แต่ มิดา อยากเรียนหนังสือต่อและ ตอนนั้นบริษัทเซ็นทรัล เรสเตอรอง จำกัด เข้ามาแนะแนวโครงการศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พาณิชราชดำเนิน ซึ่งในทุนเรียนฟรีและระหว่างเรียนสามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ด้วย จึงทำให้เธอมีโอกาสทำตามความฝันได้เรียนต่อไปพร้อมกับทำงานไปด้วย กระทั่งจบปวส.

สาวเผ่าปาเกอญอกับปริญญาใบแรก

   โอกาสของขยัน และตั้งใจ ยังเกิดขึ้นได้เสมอ หลังจาก ปวส. มิดา ได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี 4 ปี (เทียบโอน) ในโครงการความร่วมมือCRG (เทียบโอนอุตสาหกรรมการบริการอาหาร ประจำปีการศึกษา 2558) เป็นการศึกษาต่อเนื่องในระบบวิภาคีโดยความร่วมมือของคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์และบริษัทเซ็นทรัล เรสเตอรอง จำกัด

สาวเผ่าปาเกอญอกับปริญญาใบแรก

      โดยเรียน 2 วัน เวลาที่เหลืออีก 5 วันจะทำงานพิเศษที่ร้าน KFC สาขาเอสพลานาด เงินที่ได้รับจากการทำงานต่อเดือน 7,000 – 8,000 บาท จะนำมาเฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น อุปกรณ์การเรียน ค่าอาหาร หอพัก การเข้าศึกษาต่อหวังเพื่อคว้าใบปริญญาให้ที่บ้านภูมิใจ

      “ต้องขยันและตั้งใจเรียนมากกว่าคนอื่นๆ เพราะเรามีโอกาสได้เข้าห้องเรียนแต่ 2 วัน อีก 5 วันต้องทำงานขณะที่คนอื่นๆ เรียน 5 วัน แต่ก็จบมาได้ วันนี้ภูมิใจมาก เพราะพี่น้องแต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้วไม่มีใครสำเร็จการศึกษา ปีนี้เรียนจบระดับปริญญาตรี เกรดเฉลี่ย 2.82 ถึงผลการเรียนจะไม่มากนัก แต่ทำให้รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก และใบปริญญานี้เป็นหนึ่งเครื่องหมายแห่งความสำเร็จอีกขั้น และกันเงินที่ได้จากการทำงานส่วนหนึ่งส่งให้ที่บ้านลงมากรุงเทพเพื่อร่วมแสดงความยินดีอีกด้วยในงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2559 นี้ด้วย”

สาวเผ่าปาเกอญอกับปริญญาใบแรก

     รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กล่าวว่าบัณฑิตราชมงคลพระนครชน รุ่นทออ58 (เทียบโอนอุตสาหกรรมการบริการอาหาร ประจำปีการศึกษา 2558 ชนเผ่าต่างๆมี8 คน ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี 4 ปี (เทียบโอน) ในโครงการความร่วมมือCRGเป็นการศึกษาต่อเนื่องระบบวิภาคี

สาวเผ่าปาเกอญอกับปริญญาใบแรก

    โดยความร่วมมือของคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์และบริษัทเซ็นทรัล เรสเตอรอง จำกัด ซึ่งจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2559 ครั้งที่ 31 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่ผ่านมาโดยปีนี้มีบัณฑิตมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จำนวนทั้งสิ้น 3,058 ราย

สาวเผ่าปาเกอญอกับปริญญาใบแรก

    “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามหาวิทยาลัยฯ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้านวิชาการ และส่งเสริมกิจกรรมตลอดระยะเวลาที่กำลังศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ โดยจะส่งผลให้บัณฑิตของราชมงคลพระนครมีศักยภาพสามารถทำงานในสถานประกอบการได้ทันที และรองรับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคตอีกด้วย” รศ.สุภัทรากล่าว

คุก1เดือนหนาวนี้ขาเที่ยวพกเบียร์เหล้าเที่ยวอุทยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304438

คุก1เดือนหนาวนี้ขาเที่ยวพกเบียร์เหล้าเที่ยวอุทยาน

พกเหล้าเบียร์เที่ยวอุทยานคุก1เดือน

อธิบดีอุทยานฯ เอาจริง รับมือนักท่องเที่ยวช่วงลมหนาว-ปีใหม่ คุมเข้มห้ามนำเหล้าเบียร์เข้าพื้นที่ ฝ่าฝืนคุก1เดือน ปรับ1,000บาท พบเห็นแจ้งสายด่วน1362 ตลอด 24 ชม.

    วันนี้(3ธ.ค.60) ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทัรพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รับมอบป้ายประชาสัมพันธ์ “อุทยานแห่งชาติเขตปลอดสุรา” จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) เพื่อนำไปใช้เป็นสื่อรณรงค์และติดประชาสัมพันธ์ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าในพื้นที่และวนอุทยานทุกแห่งทั่วประเทศ

     นายธัญญา  เปิดเผยว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่  ซึ่งขณะนี้ต่างชาตินิยมมาเที่ยวชมธรรมชาติมากขึ้น นักท่องเที่ยวมีการจองที่พักในอุทยานเต็มทุกพื้นที่แล้ว  ทางกรมอุทยานฯเอง ได้เตรียมความพร้อมด้านการท่องเที่ยว ที่พัก ห้องน้ำ ความปลอดภัย  ความสะอาด การกำจัดขยะแต่สิ่งที่กังวลใจมากที่สุด คือ การส่งเสียงดัง ทะเลาะวิวาทเนื่องจากมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

       ดังนั้นจึงได้มอบนโยบายและกำชับเจ้าหน้าที่อุทยานทั่วประเทศให้เข้มงวด ห้ามนักท่องเที่ยวนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในอุทยาน ตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่าและพันธ์พืชหากฝ่าฝืน จำคุกไม่เกิน1เดือน ปรับไม่เกิน1พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะเชิญออกจากพื้นที่ทันที  นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้อุทยานทั่วประเทศ จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เพื่อต้อนรับปีใหม่ด้วย  ซึ่งจะเป็นกิจกรรมทดแทน สร้างสรรค์ เป็นศิริมงคลและช่วยให้การดื่มเหล้าเบียร์ลดลง

      “ทางกรมฯเป็นห่วงเรื่องการมึนเมา ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน  คนที่เข้าไปในอุทยาน ต่างต้องการความสงบ อยากสัมผัสธรรมชาติ ดังนั้นเชื่อว่าการสื่อสารประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ มีป้ายแจ้งเตือนชัดเจน มีการกำชับเจ้าหน้าที่ตรงจุดจำหน่ายตั๋วให้แจ้งเตือน หวังว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจ และใช้เป็นกฎกติการ่วมกัน ซึ่งถ้าหากตรวจพบการลักลอบนำเหล้าเบียร์เข้าไปจะต้องมีความผิดและต้องออกจากพื้นที่ทันที เพราะถือว่าได้ประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ขณะเดียวกันหากพบว่าเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยไม่เข้มงวดก็ถือว่ามีความผิดด้วย  ทั้งนี้หากผู้ใดพบเห็นการกระทำผิดในอุทยาน สามารถโทรมาที่สายด่วน 1362 ได้ตลอด24ชั่วโมง” อธิบดีกรมอุทยาน กล่าว

     ด้าน ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ปัญหาทะเลาะวิวาท รบกวนนักท่องเที่ยว อุบัติเหตุเจ็บตาย สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการเมาสุรา ปาขวดแก้วแตกเป็นอันตรายกับทั้งนักท่องเที่ยว และสัตว์ป่า ส่งเสียงดังรบกวน และอาจทำร้ายผู้อื่น ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย บางกรณีมีเหตุรุนแรง เช่น การข่มขืนฆ่า ทำให้เสียชื่อเสียงไปทั่วโลก

      ดังนั้นขอชื่นชมท่านอธิบดีกรมอุทยานฯ ที่เห็นความสำคัญของปัญหานี้ ใช้มาตรการให้พื้นที่อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศห้ามขาย ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และของมึนเมาทุกประเภท ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องนำมาบังคับใช้ เพื่อปกป้องนักท่องเที่ยว ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ หยุดปัญหาที่จะตามมา และจากการลงพื้นที่ของเครือข่ายฯพบว่า หลายพื้นที่เริ่มดีขึ้นและทราบถึงมาตรการนี้แล้ว โดยเครือข่ายฯที่มีอยู่ทั่วประเทศจะช่วยเฝ้าระวังและเร่งประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

      ทั้งนี้ ทาง สสส. และภาคีเครือข่ายได้สนับสนุนป้ายประชาสัมพันธ์ ห้ามนำเหล้าเบียร์เข้าอุทยาน ส่งไปยังอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน เป็นป้ายไวนิลจำนวนกว่า 2,000 ผืนและป้ายพลาสติกถาวรอีกกว่า 5,000 แผ่น

โพลล์ เผยเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของคนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304376

โพลล์ เผยเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของคนกรุง

บ้านสมเด็จโพลล์, การท่องเที่ยว, จังหวัดยอดนิยม

บ้านสมเด็จโพลล์ เผยคนกรุงเทพฯ เลือกเที่ยวภาคเหนือ พักแบบรีสอร์ท เชียงใหม่ กระบี่ ชลบุรี ขอนแก่น เพชรบุรี นครนายก ยอดนิยม

     ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในประเทศไทยของคนกรุงเทพมหานคร

กลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,271 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 28 – 30 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

ผศ.สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่าผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการท่องเที่ยวในประเทศไทยของคนกรุงเทพมหานคร ในเดือนธันวาคมมีวันหยุดราชการและเป็นช่วงเวลาการส่งท้ายปีเก่า คนกรุงเทพมหานครจะนิยมออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในช่วงเวลานี้ การท่องเที่ยวในประเทศไทยภูมิภาคใดที่เป็นจุดมุ่งหมายของของคนกรุงเทพมหานคร คือจุดมุ่งหมายในการท่องเที่ยว และการหาที่พักในรูปแบบที่คนกรุงเทพมหานครต้องการเข้าพัก ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการท่องเที่ยวในประเทศไทยของคนกรุงเทพมหานคร

โพลล์ เผยเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของคนกรุง

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คิดว่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวอันดับหนึ่งคือภาคเหนือ ร้อยละ35.6 อันดับที่สองคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ16.3 อันดับที่สามคือภาคตะวันออก ร้อยละ12.9 อันดับที่สี่คือภาคใต้ ร้อยละ12.2 อันดับที่ห้าคือภาคตะวันตก ร้อยละ11.7 และอันดับที่หกคือภาคกลาง ร้อยละ11.3

และคิดจะหาที่พักในการท่องเที่ยวในประเทศไทยโดยอันดับแรกคือแบบรีสอร์ท ร้อยละ39.4 อันดับที่สอง คือแบบโรงแรม ร้อยละ32.0 และอันดับที่สามคือแบบโฮมสเตย์ ร้อยละ28.6

ภาคเหนือ มีจุดมุ่งหมายการท่องเที่ยวอันดับแรกคือจังหวัดเชียงใหม่ ร้อยละ 37.8 อันดับที่สองคือจังหวัดเชียงราย ร้อยละ25.6 อันดับที่สามคือจังหวัดน่าน ร้อยละ24.3 อันดับที่สี่คือจังหวัดพะเยา ร้อยละ18.6 และอันดับที่ห้าคือจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร้อยละ16.1

โพลล์ เผยเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของคนกรุง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจุดมุ่งหมายการท่องเที่ยวอันดับแรกคือจังหวัดขอนแก่น ร้อยละ 27.4อันดับที่สองคือจังหวัดนครพนม 21.2 อันดับที่สามคือจังหวัดชัยภูมิ 20.8 อันดับที่สี่คือจังหวัดนครราชสีมา 19.9 และอันดับที่ห้าคือจังหวัดกาฬสินธุ์ ร้อยละ15.0

ภาคตะวันออก มีจุดมุ่งหมายการท่องเที่ยวอันดับแรกคือจังหวัดชลบุรี ร้อยละ 32.5 อันดับที่สองคือจังหวัดระยอง ร้อยละ28.0 อันดับที่สามคือจังหวัดจันทบุรี ร้อยละ27.7 อันดับที่สี่คือจังหวัดตราด ร้อยละ24.3 และอันดับที่ห้าคือจังหวัดฉะเชิงเทรา ร้อยละ20.0

ภาคใต้ มีจุดมุ่งหมายการท่องเที่ยวอันดับแรกคือจังหวัดกระบี่ 27.7 อันดับที่สองคือจังหวัดชุมพร 19.4 อันดับที่สามคือจังหวัดตรัง 18.6 อันดับที่สี่คือจังหวัดนครศรีธรรมราช 17.2 และอันดับที่ห้าคือจังหวัดภูเก็ต ร้อยละ16.0

ภาคตะวันตก จุดมุ่งหมายการท่องเที่ยวอันดับแรกคือจังหวัดเพชรบุรี ร้อยละ 32.9 อันดับที่สองคือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้อยละ30.7 อันดับที่สามคือจังหวัดราชบุรี ร้อยละ29.9 อันดับที่สี่คือจังหวัดกาญจนบุรี ร้อยละ27.2 และอันดับที่ห้าคือจังหวัดตาก ร้อยละ23.1

ภาคกลาง มีจุดมุ่งหมายการท่องเที่ยวอันดับแรกคือจังหวัดนครนายก ร้อยละ 23.8 อันดับที่สองคือจังหวัดนครสวรรค์ ร้อยละ22.8 อันดับที่สามคือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร้อยละ21.2 อันดับที่สี่คือจังหวัดชัยนาท ร้อยละ18.2 และอันดับที่ห้าคือจังหวัดพิจิตร ร้อยละ14.2

“ENGLISH@HEART” เสริมทักษะภาษาอังกฤษเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304364

“ENGLISH@HEART” เสริมทักษะภาษาอังกฤษเยาวชน

กิจกรรมเพื่อสังคม, English@Heart

ชับบ์ สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม “ Regional Day of Service” เสริมทักษะภาษาอังกฤษเยาวชนด้วยกิจกรรม “English@Heart”

     “Regional  Day of Service” กิจกรรมเพื่อสังคมของกลุ่มบริษัท ชับบ์  ได้แก่บริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) ภายใต้โครงการ Chubb English @ Heart  เพื่อส่งเสริมและยกระดับทักษะภาษาอังกฤษของเยาวชนไทย โดยมีทีมงาน English Technical Camp พร้อมด้วยอาสาสมัครของ บมจ.ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ และ บมจ. ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำนวนกว่า 160 คน เข้าร่วมกิจกรรมกับนักเรียนชั้นประถมศึกษา 1 – 6 โรงเรียนมูลนิธิคอมมูนิต้า อินคอนโทร ซึ่งจัดตั้งโดยมูลนิธิคอมมูนิต้า อินคอนโทร  ให้เป็นโรงเรียนประจำสำหรับเด็กขาดโอกาสและเด็กชาวเขา จำนวน 150 คน  พร้อมยังได้สนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมอาคารโรงเรียน

 “English@Heart”  เสริมทักษะภาษาอังกฤษเยาวชน

ทั้งนี้ กิจกรรมเพื่อสังคม Regional Day of Service เป็นกิจกรรมประจำปีของพนักงานชับบ์ ใน 12 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิกที่ ชับบ์ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาทุกปีตั้งแต่พ.ศ. 2555 หรือเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยเปิดโอกาสให้พนักงานของ ชับบ์ ซึ่งรวมถึงผู้บริหาร พนักงาน และตัวแทน ร่วมเป็นอาสาสมัครทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคมและชุมชนในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี  มุ่งเน้นกิจกรรมทางด้านการส่งเสริมการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดโอกาส และยกระดับความเป็นอยู่ของเยาวชนและคนในชุมชนอย่างยั่งยืน

คุณแซลลี่ โอฮาร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “โครงการ Chubb English @ Heart มีจุดประสงค์ในการยกระดับทักษะด้านภาษาอังกฤษของเยาวชนไทย ให้พร้อมสำหรับการเป็นส่วนหนึ่งในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษในรูปแบบที่สนุกสนานผ่านกิจกรรมวอล์คแรลลี่และฐานต่าง ๆ  เพื่อช่วยกระตุ้นให้มีความกล้าในการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น”

 “English@Heart”  เสริมทักษะภาษาอังกฤษเยาวชน

“เราเชื่อว่ารากฐานการศึกษาที่ดี จะช่วยให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในอนาคต โดยโครงการ Chubb English @ Heart นั้นไม่เพียงแค่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านเกมส์และกิจกรรม แต่ยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการเรียนการสอนให้แก่คุณครู  ในการนำองค์ความรู้มาผสมผสานกับกิจกรรมสนุก ๆ ต่อไป ซึ่งนอกจากกิจกรรมค่ายภาษาอังกฤษแล้ว พนักงานจิตอาสายังร่วมกันทำแปลงเกษตร ปลูกพืชผักและผลไม้เพื่อใช้เป็นอาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียนอีกด้วย”

 “English@Heart”  เสริมทักษะภาษาอังกฤษเยาวชน “English@Heart”  เสริมทักษะภาษาอังกฤษเยาวชน

ทั้งนี้โครงการ Chubb English @Heart จะจัดอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเน้นไปยังกลุ่มโรงเรียนขาดโอกาส และอยู่ในจังหวัดที่ภาษาอังกฤษมีความสำคัญในชีวิตประจำวัน เช่น จังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติจำนวนมาก และจะขยายสู่โรงเรียนอื่น ๆ ในอนาคต  เพราะการศึกษาคือรากฐานสำคัญของสังคมไทย  เป็นการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ยั่งยืน สอดคล้องกับปณิธานของ ชับบ์ ที่มุ่งทำกิจกรรมดี ๆ เพื่อตอบแทนทุกชีวิตในสังคมไทยให้ก้าวเดินไปพร้อม ๆ กับเราอย่างมั่นคงและมีความสุข

อย่าประมาท!!ระวังผลกระทบจากฝนตกหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304369

อย่าประมาท!!ระวังผลกระทบจากฝนตกหนัก

สธ., 14 จังหวัดภาคใต้, ฝนตกหนัก, เตือนประชาชน

สธ.กำชับ 14 จ.ภาคใต้ ระวังผลกระทบจากฝนตกหนัก ยกสิ่งของสำคัญไว้ในที่ปลอดภัย เตรียมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เตือนประชาชนระมัดระวัง เจ็บป่วยโทรสายด่วน 1669 ตลอด 24 ชม

      นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์อุทกภัยประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ว่า ยังคงมีสถานการณ์ใน 9 จังหวัด ภาคใต้  ได้แก่ พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี สงขลา นราธิวาส ยะลา สุราษฎร์ธานี และสตูล โดยมีสถานบริการได้รับผลกระทบทั้งหมด 41 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) มี 3 แห่งปิดให้บริการ คือ รพ.สต.บ้านโคกทึก, รพ.สต.บ้านช้าง, รพ.สต.บ้านหลักช้าง จ.นครศรีธรรมราช และย้ายจุดให้บริการชั่วคราวอีก 1 แห่ง คือ รพ.สต.บ้านเกาะ ที่หน้าวัดรังสิตาวาส อ.รามัน จ.ยะลา ประชาชนสามารถไปรับบริการได้ที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และ รพ.สต.ที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งนี้ ส่วนกลางได้ให้การสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ ประกอบด้วย ยาชุดช่วยเหลือ  271,250 ชุด ยาทาน้ำกัดเท้า 55,500 หลอด แก่ทุกพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย และสำรองไว้อีก 2 แสนชุดพร้อมจัดส่งให้เพิ่มเติมทันที

อย่าประมาท!!ระวังผลกระทบจากฝนตกหนัก

“ได้กำชับสถานบริการใน 14 จังหวัดตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เฝ้าระวังผลกระทบจากฝนตกหนัก ได้แก่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ให้ยกสิ่งของที่สำคัญ ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์เก็บไว้ในที่ปลอดภัย  เตรียมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการประชาชน  ในส่วนของบุคลากรที่ประสบอุทกภัยหรือเดินทางมาทำงานยากลำบาก /เสี่ยงอันตราย ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาจัดที่พักในสถานบริการหรือจัดรถรับ-ส่งตามความจำเป็นของแต่ละพื้นที่” นพ.โอภาส กล่าว

อย่าประมาท!!ระวังผลกระทบจากฝนตกหนัก

ทั้งนี้  ในช่วงที่เกิดอุทกภัย ขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังการเดินทาง หลีกเลี่ยงบริเวณน้ำไหลเชี่ยว หรือเส้นทางที่อาจเป็นอันตราย เช่น ริมแม่น้ำ  สะพาน ที่ลุ่มน้ำท่วมสูง หากไม่มั่นใจควรงดการเดินทาง  ดูแลบุตรหลานอย่าให้ลงไปเล่นน้ำท่วม เพื่อป้องกันการจมน้ำเสียชีวิต  รวมทั้งให้ระวังอันตรายจากไฟดูด  ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง  ผู้พิการ หรือประชาชนทั่วไปหากเจ็บป่วยฉุกเฉิน ยาโรคประจำตัวหมด ขอให้โทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

รู้ไว้!!วิธีรับมือผู้ป่วยอุบัติเหตุกระดูกสันหลัง-ไขสันหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304366

รู้ไว้!!วิธีรับมือผู้ป่วยอุบัติเหตุกระดูกสันหลัง-ไขสันหลัง

ผู้ป่วยอุบัติเหตุกระดูกสันหลัง-ไขสันหลัง, รพ.กรุงเทพ

รพ. กรุงเทพ รับมือกลุ่มผู้ป่วยอุบัติเหตุด้านกระดูกสันหลังและไขสันหลัง ตั้ง Spinal Injury Fast Track พร้อมทีมแพทย์สหสาขาดูแล รักษาผู้ป่วยแบบองค์รวม

      อุบัติเหตุนำมาซึ่งการบาดเจ็บ การสูญเสียชีวิต หรือความพิการ แน่นอนว่าไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตนเอง คนในครอบครัว หรือแม้แต่คนรู้จัก โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่ส่งผลถึงการบาดเจ็บที่เกี่ยวกับกระดูกและไขสันหลัง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดและรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังและไขสันหลัง(Spinal Cord Injury) โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมรณรงค์เนื่องในวัน Trauma Day เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความพร้อมของทีมแพทย์ พยาบาลสหสาขา และเทคโนโลยีในการตรวจรักษาผู้ป่วยที่ทันสมัย และรับมือกับอุบัติเหตุฉุกเฉินทุกรูปแบบ พร้อมแนะวิธีการช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บอย่างถูกวิธี ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความสูญเสียในช่วง 7 วันอันตราย

       นพ.เอกกิตติ์ สุรการ ผู้อำนวยการอาวุโส แผนกฉุกเฉินและศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวถึง สถิติข้อมูลอุบัติเหตุล่าสุด(วันที่22 พ.ย. 60) ของ ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน พบว่า ประเทศไทยมีสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 13,424 คน บาดเจ็บ 884,494 คน รวมทั้งสิ้น 897,918 คน  โดยวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี กำหนดเป็นวันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน (World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) ตามหัวข้อที่องค์การอนามัยโลกกำหนด โดยมีประเด็นหลักว่า “เป้าหมายปี 2563 ลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บที่รุนแรงจากอุบัติเหตุทางถนนลง 50 เปอร์เซ็นต์” เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ทุกๆ ภาคส่วนตระหนักถึงสภาพปัญหา ความสูญเสีย และผลกระทบจากอุบัติเหตุทางถนน รวมถึงแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรวมพลังและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมกันลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจังตามเป้าหมายที่กำหนด และเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายของประเทศไทยในการพัฒนาประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0

รู้ไว้!!วิธีรับมือผู้ป่วยอุบัติเหตุกระดูกสันหลัง-ไขสันหลัง

ขณะที่สถิติผู้ป่วยอุบัติเหตุที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกรุงเทพ ปรากฎว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดยแต่ละเคสมีความซับซ้อนของการบาดเจ็บในหลายอวัยวะ ต้องใช้ทีมแพทย์สหสาขาในการรักษา การเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง วิธีการช่วยเหลือและรักษาผู้ป่วยมีความแตกต่างกัน มีการประเมินความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุว่าอาจเกิดอุบัติเหตุซ้ำได้หรือไม่ และการสังเกตอาการของผู้บาดเจ็บในเบื้องต้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อวางแผนการเคลื่อนย้ายและดูแลได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานการดูแลผู้บาดเจ็บ ก่อนนำส่งยังสถานพยาบาลที่มีความพร้อมอย่างรวดเร็ว ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต และความพิการ โรงพยาบาลกรุงเทพมีความพร้อมด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง และทีมสหสาขาวิชาชีพพร้อมให้การดูแลอย่างต่อเนื่อง สามารถให้การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บที่ซับซ้อน รุนแรง หรือมีการบาดเจ็บในหลายอวัยวะ เช่น สมอง กระดูก ไขสันหลังและอวัยวะภายในช่องอก ช่องท้อง รวมถึงภาวะแทรกซ้อนจากสาเหตุอื่นๆ  โดยศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ (Bangkok Trauma Center) เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน และอำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ รวมทั้งการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยทั้งทางบก และทางอากาศ พร้อมรับแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง ที่เบอร์โทร  1724 หรือ 1719  เพราะสิ่งสำคัญในการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บคือ ความปลอดภัย

นพ.สาริจฉ์ ศรีสุภาพ ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวถึง ไขสันหลังเป็นโครงสร้างหนึ่งของระบบประสาทส่วนกลางซึ่งต่อเนื่องลงมาจากก้านสมอง การบาดเจ็บไขสันหลัง คือ อาการบาดเจ็บไขสันหลังรวมถึงรากประสาทที่อยู่ในโพรงของกระดูกสันหลัง ซึ่งการบาดเจ็บนี้มีโอกาสที่จะทำให้เกิดอัมพาตขึ้นกับผู้ป่วยได้ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่พบได้บ่อยคือเกิดจากอุบัติเหตุทั้งบนถนนหรือพลัดตกหกล้มจากที่สูง สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ ร่วมกับศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ จัดทำ Spinal Injury Fast Track โดยวัตถุประสงค์เพื่อให้ เกิดความพร้อม ในทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุทางด้านกระดูกสันหลังและไขสันหลัง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ครบถ้วนและไม่ติดขัด เปรียบได้กับการเกิดช่องทางด่วนเพื่อให้รถฉุกเฉิน ได้เข้าทำการรักษาผู้ป่วยโดยสะดวกและรวดเร็ว โดยความหมายของ Spinal Injury Fast Track  คือ code หรือสัญญาณภายในโรงพยาบาลกรุงเทพ เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมมือกันของบุคลากร ตลอดจนแพทย์ที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาอุบัติเหตุทางกระดูกสันหลังและไขสันหลัง โดยจะให้ลำดับความสำคัญเหนือกว่าภาวะปกติ

รู้ไว้!!วิธีรับมือผู้ป่วยอุบัติเหตุกระดูกสันหลัง-ไขสันหลัง

โดยบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับปัญหาอุบัติเหตุทางกระดูกสันหลังและไขสันหลังประกอบไปด้วย แพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระดูกสันหลังและไขสันหลัง ศัลยแพทย์ฉุกเฉิน อายุรแพทย์ (ในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว) อุปกรณ์เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เครื่องมือในการทำผ่าตัด ตลอดจนบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกๆฝ่าย เพื่อทำให้เกิดความพร้อมในการให้การรักษาที่มีมาตรฐาน ตลอดจนการผ่าตัดผู้ป่วยในกรณีที่จำเป็น การทำการผ่าตัดจะกระทำเมื่อทุกอย่างพร้อม นั่นคือ 1.ผู้ป่วยจะต้องถูกเตรียมพร้อม โดยทีมแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน อายุรแพทย์ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยสูงสุด 2. ความพร้อมในส่วนของโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเอกซเรย์ CT Scan หรือ MRI โดยละเอียด บุคลากรในห้องแล็บ และธนาคารเลือด จะจัดเตรียมความพร้อมอย่างครบถ้วน บุคลากรในห้องผ่าตัด จะจัดเตรียมอุปกรณ์ทำการผ่าตัด โดยให้ลำดับความสำคัญของผู้ป่วยอุบัติเหตุทางกระดูกสันหลังก่อน เมื่อทุกอย่างพร้อม ผู้ป่วยก็จะได้รับการรักษา โดยการผ่าตัด ตามที่ศัลยแพทย์วางแผนการรักษาไว้

การประเมินอาการของผู้บาดเจ็บ จะใช้การประเมินตามรูปแบบของ American Spinal Injury Association (ASIA) โดยมีการประเมินแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1.การตรวจระบบประสาทสั่งการ เพื่อประเมินระดับกำลังของกล้ามเนื้อมัดหลัก ข้างละ 10 มัด ทั้ง 2 ข้างของร่างกายในท่านอนหงาย 2.การตรวจระบบประสาทรับความรู้สึกส่วนที่เลี้ยงด้วยเส้นประสาทไขสันหลังทั้ง 2 ข้างของร่างกาย 3.การตรวจทวารหนัก เพื่อประเมินการทำงานของประสาท ของผู้ป่วยว่ายังสามารถควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักได้หรือไม่ ในกรณีที่มีการกดทับไขสันหลังหรือกระดูกสันหลังแตก หัก เคลื่อน ไม่มั่นคง จะเกิดการกดทับไขสันหลัง การรักษาที่เหมาะสม คือ แก้ไขการกดทับ และยึดตรึงให้กระดูกสันหลังมั่นคง ไม่กลับมากดทับไขสันหลังซ้ำอีก   ผู้ป่วยจะได้รับ การฟื้นฟูสมรรถภาพโดยไม่รอช้า เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน

รู้ไว้!!วิธีรับมือผู้ป่วยอุบัติเหตุกระดูกสันหลัง-ไขสันหลัง

          นายแพทย์พิพัฒน์ ชุมเกษียร แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า เส้นทางการร่วมดูแลรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง เริ่มต้นที่การเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพตั้งแต่ระยะวิกฤตในไอซียู ต่อเนื่องถึงหอผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกจนถึงการดูแลที่บ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการพึ่งตนเองได้มากที่สุดในการทำกิจวัตรประจำวันหรือกลับเข้าทำงานประกอบอาชีพ  กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพประกอบด้วย 1.การดูแลและจัดการให้กระดูกสันหลังมีความมั่นคงแข็งแรง spinal stability โดยการใช้อุปกรณ์พยุงเสริมความแข็งแรงของกระดูกสันหลัง spinal orthosis  2. การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านระบบประสาทและกล้ามเนื้อFunctional recovery training เช่นการทำกายภาพ กระตุ้นไฟฟ้า ออกกำลังกาย ฝึกนั่งยืนเดินโดยใช้เครื่องพยุงกระดูกสันหลังและข้อเท้าข้อเข่า 3. การป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น แผลกดทับ ข้อติดเสมหะค้างในปอดหรือสำลักทำให้ปอดอักเสบ 4. การส่งเสริมให้ผู้ป่วยกลับไปทำงานใหม่ตามศักยภาพของตนเอง Return to work as work functional capacity

รู้ไว้!!วิธีรับมือผู้ป่วยอุบัติเหตุกระดูกสันหลัง-ไขสันหลัง

รู้ไว้!!วิธีรับมือผู้ป่วยอุบัติเหตุกระดูกสันหลัง-ไขสันหลัง

ศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ มีทีมแพทย์เฉพาะทางสหสาขาที่มีประสบการณ์ประจำโรงพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุหนักจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมและมีผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ พร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย ทั้งก่อนการรักษาหรือผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามาแล้ว โดยแพทย์เฉพาะทาง เพราะแต่ละวินาทีที่ผ่านไปอาจหมายถึงชีวิต หรือความพิการของผู้บาดเจ็บ สามารถแจ้งเหตุตลอด24 ชั่วโมง ที่เบอร์โทร. 1724 หรือ 1719