ไม่ธรรมดา.. “อาชีวะบุรีรัมย์” โชว์สิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304367

ไม่ธรรมดา.. “อาชีวะบุรีรัมย์” โชว์สิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่

อาชีวะบุรีรัมย์

โชว์ผลงาน “ประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ เด็กอาชีวศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ ประจำปีการศึกษา 2560″กล้าคิด กล้าทำ กล้านำ กล้าเปลี่ยน กล้าแสดงออก ในสิ่งที่ถูกต้อง

       เปิดอย่างเป็นทางการ สำหรับ “งานการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับอาชีวศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ ประจำปีการศึกษา 2560” ณ วิทยาลัยเทคนิคคูเมือง โดยมีผู้บริหาร คณะครู นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาในจังหวัดบุรีรัมย์ เข้าร่วม

นายระเบียบ เที่ยงธรรม ประธานอาชีวศึกษาในจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้เล็งเห็นความสำคัญในการที่จะพัฒนาให้นักเรียน นักศึกษา ที่สำเร็จการศึกษา มีประสบการณ์ทั้งในด้านสาขาวิชาชีพ มีคุณธรรม จริยธรรม มีทักษะความรู้ในด้านการเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าทำ กล้านำ กล้าเปลี่ยน กล้าแสดงออก ในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งการจัดการแข่งขันในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการวางรากฐานที่ดีด้านการใช้เครื่องมือวัดทางด้านมิติ และเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างบุคลากรเข้าสู่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการพัฒนางานด้านมาตรวิทยาของประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นรากฐานในการรับรองระบบคุณภาพ อาทิ ISO 9000, ISO/IEC 17025 ต่อไป

ไม่ธรรมดา.. “อาชีวะบุรีรัมย์” โชว์สิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่

น.ส.ปัญฑารีย์ สำราญศิลป์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคคูเมือง กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาได้พัฒนาผลงานสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ในการนำมาใช้ประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และท้องถิ่น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงให้นักเรียน นักศึกษา นำความรู้ทักษะวิชาชีพ ความคิดสร้างสรรค์มาบูรณาการ พัฒนาเป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ และเพื่อคัดเลือกผลงานสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับอาชีวศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวแทนเข้าประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีการศึกษา 2560

ไม่ธรรมดา.. “อาชีวะบุรีรัมย์” โชว์สิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ไม่ธรรมดา.. “อาชีวะบุรีรัมย์” โชว์สิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่

โดยในการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับอาชีวศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ ประจำปีการศึกษา 2560 มีสถานศึกษาส่งผลงานเข้าประกวด 7 สถานศึกษา แบ่งเป็น 11 ประเภท และ 1 องค์ความรู้การประกวด การนำเสนอ สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา ภาษาอังกฤษ รวมทั้งสิ้น 193 ผลงาน

“FATHER” เคล็ดลับสร้างความผูกพันในครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304383

“FATHER” เคล็ดลับสร้างความผูกพันในครอบครัว

สร้างความผูกพัน, เคล็ดลับในครอบครัว, กรมสุขภาพจิต, FATHER

กรมสุขภาพจิต แนะ คุณพ่อ ใช้ “FATHER” ความหนักแน่น ชื่นชม แสดงความรักอย่างนุ่มนวล ซื่อสัตย์ ให้กำลังใจ และมีความรับผิดชอบ เป็นแบบอย่างสร้างภูมิคุ้มกันความรุนแรง

     ใกล้วันที่ 5 ธันวาคม วันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร   นาวาอากาศตรี นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ทุกวันนี้เรามักเห็นสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวและสังคมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งครอบครัวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้  โดยเฉพาะผู้เป็น“พ่อ”เพราะความอ่อนโยนของพ่อสามารถสร้างความผูกพันในครอบครัวที่จะเป็นภูมิคุ้มกันปัญหาความรุนแรงได้ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ลองนึกถึง คำว่า “พ่อ” หรือ FATHER”แล้วนำไปปฏิบัติต่อกันในครอบครัวได้แก่F : FIRMคือ ความหนักแน่นมั่นคงทั้งด้านอารมณ์และความคิด ที่มีความสม่ำเสมอ เช่น มีความชัดเจนให้กับลูกในการดำเนินชีวิต ให้เขามีเวลาในการตื่น กิน เล่น นอน เป็นกิจวัตรแต่มีความยืดหยุ่นไม่ตึงเครียดจนเกินไป ตลอดจนให้ลูกมีโอกาสได้เรียนรู้ทำอะไรด้วยตนเอง ไม่โกรธแค้น หรือโมโห  เมื่อลูกทำสิ่งผิดพลาดหรือไม่ถูกใจ ให้ใช้เหตุผลคุยกัน

A : Appreciative คือ ชื่นชมยินดีกับลูกเมื่อลูกทำในสิ่งที่ดีงาม การแสดงความยินดีด้วยท่าทีที่แสดงออกด้วยรอยยิ้ม หัวเราะ ปรบมือ และโอบกอดนั้น ล้วนส่งผลดีต่อบุคลิกภาพ ความเชื่อมั่นในตัวเองของลูก และทำให้เขารู้ถึงคุณค่าในตนเอง อีกทั้งยังสร้างความทรงจำที่แสนดีที่มีต่อ “พ่อ” ได้ตลอดไปT : Tender คือ การแสดงความรักอย่างนุ่มนวล สัมผัสโอบกอดพูดจาต่อกันด้วยความสุภาพสร้างความรัก ความผูกพันบรรยากาศดีๆ ให้เกิดขึ้นในครอบครัวH : Honestคือ ความซื่อสัตย์ จริงใจเป็นแบบอย่างของผู้นำครอบครัวที่มีความซื่อสัตย์ จริงใจให้ลูกเห็น เช่น ซื่อสัตย์และจริงใจ รักแม่ของลูกอยู่เคียงข้างและคอยดูแลกันมีปัญหาก็คุยกัน ช่วยกันแก้ไข ให้เกียรติและยกย่องกันและกัน ไม่ให้บุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตคู่E : Encouragingคือ การให้กำลังใจส่งเสริมให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่เขาอยากทำด้วยความเต็มใจส่งเสริมให้ลูกมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ปลอบประโลมและให้กำลังใจเมื่อลูกผิดหวังหรือรู้สึกท้อแท้และ R : Responsible คือ ความรับผิดชอบ ทั้งในหน้าที่การงาน และชีวิตครอบครัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกด้านการประพฤติปฏิบัติตนที่ถูกต้องเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำในทุกๆเรื่องประหยัดอดออมวางแผนการใช้จ่ายในครอบครัว ชักจูงให้ปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามทำความดีมีหลักศาสนายึดเหนี่ยวจิตใจเป็นต้น

การสอนลูกให้ได้ผลดีที่สุด คือ ต้องทำให้ดูเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่แค่เพียงคำพูด การทำให้ดูเป็นแบบอย่างจะทำให้เด็กจดจำและเลียนแบบพฤติกรรม ลักษณะนิสัยดีๆ ของพ่อได้ และความอ่อนโยนของพ่อ ย่อมสร้างความรักความผูกพันให้เกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและสังคมได้เป็นอย่างดี”  อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

ด้าน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สถาบันราชานุกูล กล่าวเสริมว่า การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว พ่อแม่ควรมีความรักเป็นพื้นฐานทำตัวเป็นต้นแบบให้กับลูกในเชิงของความใจเย็น แก้ปัญหาอารมณ์ของตนเองด้วยวิธีการที่อ่อนโยนนุ่มนวล ใช้ความหนักแน่นของพ่อแม่ในการดูแลจิตใจลูก เพราะการใช้ความรุนแรงในครอบครัว หรือการใช้ความรุนแรงกับเด็ก จะทำให้เด็กคิดว่าความรุนแรง คือ ทางแก้ปัญหา และโตมาเป็นคนที่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด ดังนั้น จึงควรปลูกฝังความรักและความเข้าใจกันในครอบครัว  พูดจากันด้วยเหตุผล  เห็นใจผู้อื่นอ่อนแอกว่า  ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันเอาใจใส่ให้เด็กรู้ว่าตัวเขาเองมีคุณค่าและจะตอบกลับคนอื่นๆ ด้วยความรัก มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยพ่อแม่ต้องเป็นผู้สร้างค่านิยมเหล่านี้ และทำให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ดี

พา”เด็กเมืองช้าง”เรียนรู้โลกอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304294

พา”เด็กเมืองช้าง”เรียนรู้โลกอาชีพ

สสค., การศึกษาสายอาชีพ, สุรินทร์, เด็กเมืองช้าง

สสค.หนุน “สุรินทร์” จัดการศึกษาเพื่ออาชีพ “เก่งดีมีงานทำ” รับไทยแลนด์ 4.0 จัดกิจกรรม“เปิดโลกการเรียนรู้สู่อาชีพ” สร้างเข็มทิศชีวิตและการศึกษาให้ “เด็กเมืองช้าง

          เพราะการพัฒนา “คน” คือหัวใจสำคัญที่สุดของการพัฒนา “ชาติ” โดยเฉพาะการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ด้วยการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ให้กับเด็กและเยาวชนในการก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานและการประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ทิศทางของเศรษฐกิจ การพัฒนาในระดับจังหวัดและในระดับประเทศ

“จังหวัดสุรินทร์” เป็น 1 ใน 10 จังหวัดนำร่องการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพ ที่ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (ตาก)  โดยการสนับสนุนของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ดำเนิน “โครงการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อสร้างความพร้อมในการประกอบอาชีพแก่เยาวชนระดับจังหวัด” จนเกิดเป็นวิสัยทัศน์ “เก่ง ดี มีงานทำ” และ 3 ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเพื่อเตรียมพร้อมเด็กและเยาวชนให้มีทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัด และการพัฒนาในระดับประเทศตามนโยบายและยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ที่ประกอบไปด้วย 1.การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ 2.การจัดฝึกอบรมทักษะอาชีพ และ 3.การสร้างแหล่งเรียนรู้ต้นแบบด้านอาชีพอย่างครบวงจร

พา"เด็กเมืองช้าง"เรียนรู้โลกอาชีพ

จนเป็นที่มาของการจัดงาน “เปิดโลกการเรียนรู้เพื่ออาชีพจังหวัดสุรินทร์” ขึ้นเป็นครั้งแรกของจังหวัดภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) องค์การบริหารจังหวัดสุรินทร์ คณะกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ สมัชชาการศึกษาจังหวัดสุรินทร์ และ กิจการเพื่อสังคม A-chieve เพื่อปลูกฝังปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองต่อการศึกษา และสร้างเข็มทิศชีวิตในการเรียนรู้เพื่อมุ่งสู่อาชีพที่ใช่และสอดคล้องกับความถนัดให้เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนรวมไปถึงผู้ปกครองในจังหวัด

พา"เด็กเมืองช้าง"เรียนรู้โลกอาชีพ

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาคนอันเป็นทรัพยากรที่สำคัญของการพัฒนาชาติ จึงมีนโยบายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องบูรณาการการศึกษาและพัฒนาคน โดยมุ่งให้เกิดการเตรียมความพร้อมของเยาวชนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และความต้องการของท้องถิ่น เน้นการสร้างคนให้มีความสามารถ มีทักษะ และเจตคติที่ดีต่อการทำงาน ด้วยการส่งเสริมให้เยาวชนได้เตรียมความพร้อมด้านอาชีพ ซึ่งการที่จะขับเคลื่อนในเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จ ควรเริ่มจากท้องถิ่น เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างหลากหลาย มีต้นทุนทรัพยากรที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ความต้องการแรงงานย่อมแตกต่างกันไปด้วย โดยแต่ละจังหวัดสามารถกำหนดทิศทางการศึกษาให้ลูกหลานของตนเองได้

พา"เด็กเมืองช้าง"เรียนรู้โลกอาชีพ

“จังหวัดสุรินทร์ก็มีทิศทางในการพัฒนาของตนเองที่ชัดเจน โดยในปีที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน หรือ สสค. ได้ร่วมกับ กศจ. และหลายหน่วยงานของจังหวัดขับเคลื่อนงานสำคัญๆ ได้แก่ การวิจัยข้อมูลสถานการณ์ตลาดแรงงาน 18 กลุ่มจังหวัด ทั้งด้านแนวโน้มอาชีพที่กำลังขยายตัว และทักษะที่นายจ้างต้องการ พัฒนาระบบการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพระดับจังหวัด และพัฒนาแผนการเรียนรู้เตรียมอาชีพเพื่อพัฒนาผู้เรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ได้ต่อยอดงานวิชาการที่ผ่านมา โดยร่วมมือกับสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. ในการติดตั้ง “ศูนย์ความรู้กินได้” ซึ่งจะเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนาบุคลากรของจังหวัด ให้มีความรู้และความคิดสร้างสรรค์ในการประกอบอาชีพ ซนอกจากนี้การจัดงาน เปิดโลกการเรียนรู้สู่อาชีพสุรินทร์ ยังจะช่วยเปิดโลกของการศึกษาและอาชีพให้แก่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นเข้าถึงความรู้ด้านสถานการณ์ตลาดแรงงาน เพื่อใช้ในการวางแผนอนาคต ประกอบการตัดสินใจเลือกเส้นทางการเรียนและการประกอบอาชีพ และเชื่อมั่นว่าจะทำให้เด็กและเยาวชนของเรามีทักษะและความสามารถเข้าสู่อาชีพที่รองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ในอนาคต” รองนายกรัฐมนตรีระบุ

พา"เด็กเมืองช้าง"เรียนรู้โลกอาชีพ

นายไกรศักดิ์ วรทัต ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า การจัดงาน “เปิดโลกการเรียนรู้สู่อาชีพจังหวัดสุรินทร์” ประกอบไปด้วยกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรมคือ “เวทีเปิดโลกอาชีพ” และ “Mini-exhibition” ที่ได้เชิญโดยวิทยากรต้นแบบจากกลุ่มอาชีพต่างๆ มาร่วมกันถ่ายทอดความรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษาและการทำงานให้กับเด็กและเยาวชนในจังหวัด รวมถึงนิทรรศการและ Workshop การประกอบอาชีพต่างๆ ที่สอดคล้องกับบริบทในด้านต่างๆ ทั้งการเกษตร ศิลปหัตถกรรม ช่างกลการเกษตร ซี่งจะทำให้นักเรียนมัธยมศึกษาศึกษาตอนต้นในจังหวัดสุรินทร์จำนวนมากกว่า 2,000 คนได้รับการแนะแนว ค้นหาตัวเองพบ และมีข้อมูลในการก้าวไปสู่อาชีพที่ใช่ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตและความถนัดของตนเอง และโลกของการทำงานที่เป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดแรงงานในระดับท้องถิ่น ในระดับจังหวัด หรือในระดับประเทศ

พา"เด็กเมืองช้าง"เรียนรู้โลกอาชีพ

“การจัดการศึกษาและหลักสูตรต่างๆ ที่มาจากส่วนกลางนั้น วันนี้ดูเหมือนว่าจะไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคมของพื้นที่ๆ มีสภาพปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน ทั้งในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และประเพณี ซึ่งการศึกษาควรที่จะต้องออกแบบให้สอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่การศึกษาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาเพื่ออาชีพ ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

จากข้อมูลที่ สสค. ทำไว้จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีเด็กที่จบมหาวิทยาลัยแล้วตกงานจำนวนมาก ในขณะที่ผู้ที่เรียนสายอาชีวะแทบจะไม่ตกงานเลย ฉะนั้นถ้าเด็กคนไหนที่ไม่มีโอกาส ไม่มีศักยภาพพอในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือมีต้นทุนแค่เรียนชั้นมัธยมศึกษาต้น ทำยังไงเมื่อเขาออกไปสู่ตลาดแรงงานแล้วเขาจะมีทักษะอาชีพ เพราะฉะนั้นจังหวัดสุรินท์จึงต้องมาทำงานทางด้านการจัดสร้างหลักสูตรทางด้านอาชีพ โดยเน้นอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทต้นทุน และโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัด เพื่อให้มีพื้นฐานทักษะอาชีพที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เมื่อเรียนจบ” นายไกรศักดิ์กล่าว

พา"เด็กเมืองช้าง"เรียนรู้โลกอาชีพ

“ซึ่งสิ่งที่เราหวังมากที่สุดก็คือทำอย่างไรที่จะจุดประกายความคิดให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้กับครูแนะแนวและเด็กๆ ของเราเห็นว่า ค่านิยมที่ให้เรียนสูงๆ จบไปเป็นเจ้าคนนายคนนั้น เกิดขึ้นได้ยากแล้วในปัจจจุบัน หรือมีไม่ถึงร้อยละ 5 ดังนั้นทำอย่างไรให้เด็กที่ไม่มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นไปตรงนั้น ให้หันมาสนใจเรื่องการศึกษาเพื่อการมีงานทำ โดยเฉพาะการศึกษาในสายอาชีวะศึกษา ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เชื่อว่าจะทำให้เด็กสุรินทร์จะได้มองเห็นตัวเอง พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะได้เห็นทางออกให้กับลูกหลาน ครูแนะแนวก็จะมีความมั่นในในการแนะนำลูกศิษย์ของตนเองในเรื่องอาชีพมากยิ่งขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีสถานศึกษาหลายแห่งในจังหวัดสุรินทร์ที่เห็นด้วยกับการทำงานของเรา โดยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับโจทย์ของการศึกษาในเชิงพื้นที่มากกว่าที่โจทย์จะไปแข่งขันในเรื่องเรื่องของคะแนนต่างๆ เพิ่มมากขึ้น” ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ระบุ

พา"เด็กเมืองช้าง"เรียนรู้โลกอาชีพ

นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบริหาร สสค. เปิดเผยว่า จังหวัดสุรินทร์ เป็น 1 ใน 10 จังหวัดนำร่องการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพ ที่ สสค. ได้เข้าไปสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้แต่ละจังหวัดสามารถออกแบบกระบวนการทำงานเพื่อพัฒนากำลังคนของจังหวัดหรือทุนมนุษย์ของตนเองให้มีศักยภาพและความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อรองรับทิศทางการพัฒนาของจังหวัด และทิศทางการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ Thailand Economy 4.0

พา"เด็กเมืองช้าง"เรียนรู้โลกอาชีพ

“ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัด โดยสามารถค้นพบเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษากว่า 1 หมื่นคน และในจำนวนนี้สามารถติดตามช่วยเหลือให้กลับเข้าสู่การศึกษาจำนวน 734 คน โดยแบ่งเป็น 447 คน สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ และ 287 คน ได้รับการส่งต่อเพื่อฝึกทักษะอาชีพที่ตนเองถนัดและสนใจในสาขาต่างๆ อาทิ ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างตัดผมฯลฯ เพื่อให้มีทักษะอาชีพและเกิดสัมมาชีพในพื้นที่ รวมไปถึงยังมีการทำงานร่วมกับสถานศึกษาต่างๆ ในพื้นที่นำร่องหาแรวทางการพัฒนาทักษะด้านอาชีพเกษตรผสมผสานที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจและภูมิสังคมของจังหวัดให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ใน 5 โรงเรียนจำนวน 1,418 คน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กและเยาวชนในการออกไปประกอบอาชีพได้ภายหลังจบการศึกษา” นายพัฒนพงษ์ ระบุ

พา"เด็กเมืองช้าง"เรียนรู้โลกอาชีพ

จังหวัดสุรินทร์จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการใช้การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนในระดับพื้นที่ ให้สามารถก้าวไปในทิศทางที่เหมาะสมกับตนเอง ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสนับสนุนการปฏิรูปการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในจังหวัด เป็นการน้อมนำหลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9  ที่ว่า “คิดใหญ่ ทำเล็ก”ที่สำเร็จได้จริง เกิดผลตรงไปสู่ “คน” ซึ่งถือเป็น “จุดคานงัด” ที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศยุคศตวรรษที่ 21.

“ช็อปช่วยชาติ” ช่วยลดหย่อนภาษี (?)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304373

“ช็อปช่วยชาติ” ช่วยลดหย่อนภาษี (?)

สยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์, ช็อปช่วยชาติ

สยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ เผย “ช็อปช่วยชาติส่งผลคนไทยซื้อสินค้า-บริการเกินความจำเป็น”

     ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโสสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) แถลงผลการสำรวจ “ความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปต่อโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษี” สำรวจระหว่างวันที่ 25 ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,182 คน

ปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นปัญหาที่รัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับการพัฒนาประเทศ รวมถึงกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ของประชาชน ดังนั้น รัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยจึงได้กำหนดนโยบายและวิธีการดำเนินการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งวิธีการหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ คือ การกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศของประชาชนโดยมีการลดหย่อนภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจในการใช้จ่าย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศ รัฐบาลปัจจุบันจึงได้ดำเนินโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษีโดยการให้สิทธิ์ประชาชนที่ซื้อสินค้าและบริการตามที่ระบุไว้ภายในเวลาที่กำหนดสามารถนำค่าใช้จ่ายไปขอหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ซึ่งได้มีการดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 และในปี พ.ศ. 2560 นี้ได้ดำเนินการโครงการระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน ถึง 3 ธันวาคม

โครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ผู้คนในสังคมส่วนหนึ่งแสดงความกังวลว่าโครงการดังกล่าวอาจเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนซื้อสินค้าและบริการฟุ่มเฟือยมากขึ้นได้ จากประเด็นดังกล่าว สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปต่อโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษี

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้อยู่ในฐานที่ต้องชำระภาษีเงินได้ประจำปีซึ่งเป็นเพศหญิงร้อยละ 50.76 และเพศชายร้อยละ 49.24 สามารถสรุปผลได้ดังนี้ ในด้านความรับรู้เกี่ยวกับโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษีนั้น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 91.37 ทราบว่าโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษีจะสิ้นสุดลงในวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560 นี้แล้ว ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 8.63 ไม่ทราบ

สำหรับพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการเพื่อเข้าร่วมโครงการช็อปช่วยชาติที่ผ่านมานั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 45.6 ระบุว่าตนเองเคยซื้อสินค้าและบริการเพื่อใช้สิทธิ์ขอลดหย่อนภาษีตามโครงการช็อปช่วยชาติเฉพาะเมื่อปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา รองลงมาระบุว่าเคยซื้อสินค้าและบริการเพื่อขอใช้สิทธิ์ทั้ง 2 ปีก่อนหน้าซึ่งคิดเป็นร้อยละ 27.92 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 12.01 ระบุว่าตนเองเคยซื้อสินค้าและบริการเพื่อขอใช้สิทธิ์เฉพาะเมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยที่มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 14.47 ยอมรับว่าตนเองไม่เคยใช้สิทธิ์ทั้ง 2 ปีก่อนหน้าเลย

ในด้านความคิดเห็นต่อช่วงเวลาในการจัดโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษี กลุ่มตัวอย่างเกือบหนึ่งในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 31.47 มีความคิดเห็นว่าควรมีการจัดโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษีในช่วงเดือนธันวาคม รองลงมาระบุว่าควรมีการจัดในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่คิดเป็นร้อยละ 25.24 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 16.84 และร้อยละ 13.28 ระบุว่าควรจัดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงก่อนกำหนดชำระภาษีเงินได้และในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมตามลำดับ ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 8.46 มีความคิดเห็นว่าควรจัดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม โดยที่กลุ่มตัวอย่างที่เหลือระบุว่าจัดในช่วงใดก็ได้คิดเป็นร้อยละ 4.91

ด้านความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษี กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.84 เห็นด้วยที่จะมีการจัดโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษีเป็นประจำทุกปีเลยขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 71.49 มีความคิดเห็นว่าการดำเนินโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษีจะมีส่วนช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการของผู้ประกอบการเอกชนให้สูงขึ้นได้

นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างประมาณสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 66.24 มีความคิดเห็นว่าโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษีจะมีส่วนทำให้ประชาชนซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้นกว่าในช่วงที่ไม่มีโครงการ ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 60.32 มีความคิดเห็นว่าโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษีจะมีส่วนช่วยกระตุ้นสภาวะเศรษฐกิจของประเทศได้จริง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.08 มีความคิดเห็นว่าโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษีจะส่งผลทำให้ ประชาชนมีรายจ่ายประจำเดือนสูงขึ้นกว่าในช่วงปกติที่ไม่มีโครงการขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างเกือบสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 64.81 มีความคิดเห็นว่าโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษีจะมีส่วนทำให้ประชาชนซื้อสินค้าและบริการฟุ่มเฟือยมากขึ้นและกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 62.61 มีความคิดเห็นว่าโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษีจะส่งผลให้ประชาชนมีภาระหนี้สินจากการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้นได้ 

นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 54.06 และร้อยละ 52.28 มีความคิดเห็นว่าโครงการช็อปช่วยชาติเพื่อการลดหย่อนภาษีจะไม่มีส่วนช่วยลดปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีของสถานประกอบการเอกชนต่างๆ ได้และจะไม่ส่งผลให้มีการลักลอบซื้อขายสิทธิ์ใบกำกับภาษีของประชาชนเพิ่มมากขึ้นได้ตามลำดับ

เริ่มแล้ว!!เที่ยวนิทรรศการโฉมใหม่ วันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304362

เริ่มแล้ว!!เที่ยวนิทรรศการโฉมใหม่ วันนี้

ถอดรหัสไทย, มิวเซียมสยาม, นิทรรศการ

“มิวเซียมสยาม” เปิดตัว “ถอดรหัสไทย” นิทรรศการโฉมใหม่ พร้อมไฮไลท์ 14 โซนแห่งความสนุก เริ่มเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค.60 ตั้งเป้าผู้เข้าชม ปี 61 กว่า 5 แสนคน

     “มิวเซียมสยาม” ได้ทำการปิดให้เข้าชมนิทรรศการถาวรชุดเก่า ตั้งแต่ต้นปี 2559 เพื่อดำเนินจัดทำนิทรรศการถาวรชุด “ถอดรหัสไทย” ซึ่งใช้เวลาดำเนินการกว่า 18 เดือน โดยมิวเซียมสยามนำข้อมูลสถิติผู้เข้าชม ทั้งด้านประชากรศาสตร์ ความคิดเห็นที่มีต่อนิทรรศการ ตลอดจนวิจัยพฤติกรรมการบริโภคสื่อของประชาชน มาประกอบการพัฒนาเนื้อหาภายในนิทรรศการ และออกแบบรูปแบบการสื่อสารผ่านสื่อพิพิธภัณฑ์ ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น “ถอดรหัสไทย” เป็นอีกนิทรรศการฝีมือคนไทย ที่จะลบภาพจำของการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่น่าเบื่อ จำเจ แต่จะมอบทั้งความรู้ควบคู่กับความสนุกให้กับทุกคนยิ่งกว่าเดิม และจะเป็นอีกหนึ่งมิวเซียมเดสติเนชั่น ที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไม่ควรพลาด

นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า  นิทรรศการถาวรชุด “ถอดรหัสไทย”   เป็นนิทรรศการที่พาไปค้นหาความหมายที่แท้จริงของความเป็นไทย ผ่านการเล่าเรื่องราวความเป็นไทยในมิติต่าง อาทิ ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรมประเพณี อาหารการกิน การแต่งกาย เป็นต้น และพัฒนาการของความเป็นไทยที่เปลี่ยนไปตามบริบทของสังคม ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน โดยใช้วิธีการเล่าเรื่องราวพัฒนาการความเป็นไทย ผ่านสื่อพิพิธภัณฑ์ที่มีความปัจจุบันทันสมัย ใกล้ตัว และสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน ชวนให้นำไปคิดต่อยอด ย้อนผูกกับเรื่องราวในอดีต ตลอดจนรูปแบบของการนำเสนอที่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถนำตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมกับนิทรรศการได้ ซึ่งจะทำให้เข้าใจเนื้อหาง่ายขึ้น เปิดประสบการณ์การเที่ยวพิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่ ที่ได้ความรู้คู่ความสนุก ตลอดจนการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการเล่าเรื่องให้ผู้ชมสามารถเข้าใจและติดตามเรื่องราวได้ง่ายมากขึ้น

 เริ่มแล้ว!!เที่ยวนิทรรศการโฉมใหม่ วันนี้

นายราเมศ พรหมเย็น

นอกจากนี้  มิวเซียมสยามยังทำการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ พื้นที่รับรองผู้เข้าชม ลิฟต์อำนวยความสะดวก ห้องน้ำ และยังได้จัดทำระบบ ออดิโอไกด์ (Audio Guide) 5 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย อังกฤษ  เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น เพื่อรองรับผู้มีความบกพร่องทางด้านสายตา และชาวต่างชาติ ภายในนิทรรศการยังถูกออกแบบให้เอื้อต่อผู้มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย ตลอดจนลิฟต์อำนวยความสะดวกอีกด้วย นอกจากนิทรรศการแล้ว ภายในมิวเซียมสยามยังมีห้องจำหน่ายของที่ระลึก MUSE SHOP ร้านอาหาร MUSE KITCHEN ร้านกาแฟ MUSE CAFÉ สำหรับบริการผู้เข้าชม โดยทั้งหมดพร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นวันแรก ในวันที่ 2 ธันวาคม 2560 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 30,000 คน  ภายในสิ้นปี 2560 พร้อมตั้งเป้าผู้เข้าชมกว่า 5แสนคน ภายในปี 2561  นายราเมศ กล่าวสรุป

ด้านนายปรามินทร์ เครือทอง ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) และหัวหลักทีมพัฒนานิทรรศการ กล่าวว่า เนื่องด้วยข้อจำกัดของการจัดนิทรรศการ คือเนื้อหาและเทคโนโลยีที่ใช้ล้าสมัยไปตามเวลา รวมถึงรูปแบบการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไป โจทย์หลักในการทำนิทรรศการชุดใหม่ของมิวเซียมสยาม คือทำนิทรรศการอย่างไร ให้มีเนื้อหาเท่าทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการของผู้เข้าชม จึงเป็นที่มาของ “ถอดรหัสไทย” นิทรรศการถาวร ที่สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาไปตามประเด็นที่เป็นที่พูดถึงในสังคม สามารถตัดทอนเนื้อหาเดิมบางส่วน เพิ่มเติมประเด็นที่น่าสนใจ ทำให้สามารถเรียนรู้เรื่องราว และพบเจอวัตถุจัดแสดงใหม่ๆ ได้ทุกครั้งที่คุณมาชมนิทรรศการ ตลอดจนการนำเสนอที่สอดรับกับยุคสมัยที่ผู้คนอ่านหนังสือน้อยลง มิวเซียมสยามจึงเปลี่ยนการนำเสนอในรูปแบบตัวหนังสือ บอร์ดนิทรรศการ ไปเป็นรูปแบบอื่นๆ อาทิ  การสื่อสารด้วยภาพ เกมส์ เทคโนโลยีเออาร์ (Augmented Reality) เลเซอร์คัต 3 มิติ และไฮไลท์การนำเสนอด้วยเทคโนโลยีโมดูลไฮดรอลิกที่แรกในประเทศ เป็นต้น

 เริ่มแล้ว!!เที่ยวนิทรรศการโฉมใหม่ วันนี้

นายปรามินทร์ เครือทอง

รายละเอียดของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ประกอบด้วย 14 ห้องนิทรรศการ ดังนี้

1.ห้องไทยรึเปล่า? : นำเสนอประเด็นคำถาม โดยหยิบยกกรณีตัวอย่างปรากฏการณ์ “ความเป็นไทย” ที่เป็นข้อถกเถียงในสังคม อาทิ เลดี้กาก้าสวมชฎา ชุดประจำชาติมิสยูนิเวิร์ส นักแสดงหน้าฝรั่งเล่นละครไทย เป็นต้น เพื่อให้ผู้เข้าตั้งคำถามถึงความเป็นไทยรอบตัว ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ว่าแท้จริงแล้ว อะไรคือความเป็นไทย

2.ห้องไทยแปลไทย : ห้องจัดแสดงที่เต็มไปด้วยตู้โชว์ ลิ้นชัก ที่ภายในบรรจุวัตถุจัดแสดง นำเสนอประเด็นสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยในแต่ละยุคสมัย ให้ผู้เข้าชมมาเรียนรู้และค้นหา “ความเป็นไทย” ในสิ่งของเหล่านั้นที่ส่งผลถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยในปัจจุบัน

3.ห้องไทยตั้งแต่เกิด : โชว์การพัฒนาการความเป็นไทย ที่นำเสนอเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และสิ่งแสดงความเป็นไทยในสมัยต่างๆ 9 ยุคสมัย ผ่านเทคโนโลยีโมดูลไฮดรอลิก เสียงบรรยาย และกราฟิก ที่ถูกนำมาใช้ในนิทรรศการครั้งแรกของไทย

 เริ่มแล้ว!!เที่ยวนิทรรศการโฉมใหม่ วันนี้

4.ไทยสถาบัน : นำเสนอแก่นแนวคิดเรื่อง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 3 สถาบันหลัก ที่สะท้อนรูปแบบการแสดงออกของความเป็นไทย ผ่านเทคโนโลยีเออาร์ ออกแบบคล้ายเกมส์จิ๊กซอว์ ที่ผู้ชมสามารถประกอบคิวบิกบนโต๊ะกลางห้อง และภาพจำซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็น ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จะปรากฏขึ้นบนจอแสดงผล

5.ห้องไทยอลังการ : ภายในจำลองบรรยากาศของท้องพระโรงและพระที่นั่ง เพื่อแสดงถึงสุนทรียะ ความงดงามของสถาปัตยกรรมอันสูงค่า และงานประณีตศิลป์ รวมถึงสะท้อนความหมาย ความศรัทธา คติฮินดู และความเชื่อพุทธศาสนา ที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ อันเป็นศูนย์กลางของประชาชน

6.ห้องไทยแค่ไหน : นำเสนอความเป็นไทยผ่านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย จัดแสดงด้วยหุ่นเสื้อผ้าที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไทยในรูปแบบต่างๆ วางกระจายอยู่บนฐานเกลียวก้นหอย โดยมีชุดโขนเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อแสดงถึงสถานะและลำดับความเข้มข้นของความเป็นไทย

 เริ่มแล้ว!!เที่ยวนิทรรศการโฉมใหม่ วันนี้

7.ห้องไทย Only : ห้องที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ที่เราเห็นกันอย่างคุ้นตาในชีวิตประจำวัน ที่เห็นแล้วสามารถบอกได้ทันทีว่าเป็นของไทยแน่นอน อาทิ พวงเครื่องปรุง ถุงหิ้วกาแฟผูกหนังยาง โครเชต์หุ้มหูกระเป๋าแบรนด์เนม มาม่าสารพัดรส รวมถึงไฮไลท์เด็ด คุณเอิบทรัพย์ หุ่นนางกวักยักษ์สูงกว่า 4 เมตร เป็นต้น ซึ่งสะท้อนบุคลิกภาพความเป็นคนไทยช่างประดิษฐ์ ปรับปรุง เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ให้สะดวกสบาย และเหมาะสมกับสถานการณ์

8.ห้องไทย Inter : นำเสนอประเด็นมุมมองความเป็นไทยของสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างกันในสายตาชาวไทยกับชาวต่างประเทศ อาทิ เรือสุพรรณหงส์คู่กับเรือหางยาว ผลไม้แกะสลักคู่กับผลไม้รถเข็น สำรับอาหารชาววังคู่กับอาหารไทยริมทางเท้า สะท้อนมุมมองความเป็นไทย ที่ต้องการให้คนอื่นเห็น กับ สิ่งที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น

9.ห้องไทยวิทยา : ภายในจำลองบรรยากาศห้องเรียน 4 ยุคสมัย ได้แก่ ยุคเริ่มต้นประชาธิปไตย ความเป็นไทยยุค 2500 ความเป็นไทยยุคโลกาภิวัตน์ และความเป็นไทยยุคพอเพียง ซึ่งสะท้อนถึงการปลูกฝังความเป็นชาติไทยผ่านบทเรียน โดยเนื้อหาแต่ละยุคจะมีทั้งเรื่องความแตกต่างทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ที่ถูกสอดแทรกไว้ผ่านการศึกษา แบบเรียน และบทเพลงแต่ละยุคสมัย

 เริ่มแล้ว!!เที่ยวนิทรรศการโฉมใหม่ วันนี้

10.ห้องไทยชิม : ห้องครัวมีชีวิต ที่พาคุณไปเรียนรู้ที่มาของอาหารไทยขึ้นชื่อต่างๆ อย่าง ต้มยำกุ้ง ส้มตำ ผัดไทย เป็นต้น โดยใช้เทคโนโลยีคิวอาร์สแกน พร้อมโมชันกราฟิกสีสันสวยงาม รวมถึงแผ่นพับรูปจาน ที่สอดแทรกเกร็ดความรู้อาหารเหล่านั้น บอร์ดกราฟิกชวนตั้งคำถามกับเมนูอาหารไทยที่มีชื่อต่างประเทศ อาทิ ขนมจีน ข้าวผัดอเมริกัน ขนมโตเกียว เป็นต้น

11.ห้องไทยดีโคตร : นำเสนอพัฒนาการของความเป็นไทย ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอื่น อาทิ พระปรางค์วัดอรุณ ที่สุดของสถาปัตยกรรม ตัวอักษรไทย รถตุ๊กตุ๊ก เป็นต้น ผ่านรูปแบบการนำเสนอด้วยภาพ ซึ่งผู้ชมสามารถเข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อาทิ เลเซอร์คัท 3 มิติ โซโทรป ฟลิปบุ๊ก เป็นต้น

12.ห้องเชื่อ : ห้องที่รวบรวมวัตถุด้านความเชื่อของเมืองไทย กว่า 108 สิ่ง ครอบคลุมทั้งความเชื่อเรื่อง ผี พุทธศาสนา พราหมณ์และความเชื่อแบบไทยๆ ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการดำเนินชีวิต พร้อมเวิร์กชอปความเชื่อให้ทดลองกันได้จริง อาทิ การทำนายโชคชะตา การเสี่ยงทายรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

 เริ่มแล้ว!!เที่ยวนิทรรศการโฉมใหม่ วันนี้

13.ไทยประเพณี : ห้องจัดแสดงในรูปแบบโกดังเก็บของ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ ประเพณี เทศกาล และมารยาท อันเป็นสิ่งสะท้อนความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ใส่ไว้ในกล่อง ภายในมีเอกสารอธิบายที่มาที่ไปของเรื่องต่างๆ ภาพประกอบของจริงที่จับต้องได้ เล่นได้ และมีเกมที่จะทำให้เข้าใจเรื่องราวได้สนุกยิ่งขึ้น

14. ไทยแชะ : สตูดิโอถ่ายภาพ นำเสนอประเด็นความสำคัญของ ภาพถ่าย เป็นหลักฐานที่บ่งบอกความเป็นไทยและทำให้เรารู้จักผู้คน และบ้านในยุคสมัยต่างๆ ได้ชัดเจนที่สุด โดยผู้ชมสามารถเลือกชุด เครื่องประดับ ฉาก และเครื่องประกอบฉาก สำหรับถ่ายภาพบันทึกความทรงจำไว้ได้ตามอัธยาศัย

นิทรรศการถาวรชุด “ถอดรหัสไทย” เปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เวลา 10.00 – 18.00 น. วันอังคาร – วันอาทิตย์ (ปิดทำการทุกวันจันทร์) ณ มิวเซียมสยาม ท่าเตียน (ข้างวัดโพธิ์) กรุงเทพฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 หรือเข้าไปที่ www.museumsiam.org สำหรับหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษา ที่มีความประสงค์จะนำนักเรียน นักศึกษา เข้าชมนิทรรศการเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 ต่อ 411

“เถ้าแก่น้อย” รุ่นจิ๋วร.ร.ธีรธาดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304265

“เถ้าแก่น้อย” รุ่นจิ๋วร.ร.ธีรธาดา

ร.ร.ธีรธาดา, เถ้าแก่น้อย

ร.ร.ธีรธาดา ฝึกเด็กผ่านประสบการณ์จริง ผุดกิจกรรม”เถ้าแก่น้อย” ให้เด็ก ครอบครัวนำสินค้ามาจำหน่าย เรียนรู้ชีวิต การประกอบอาชีพ สร้างความมีส่วนร่วมนักเรียน-ครู

        เมื่อเร็วๆนี้ ที่โรงเรียนธีรธาดา อ.เมือง จ.พิษณุโลก จัดโครงการ ” เถ้าแก่น้อย”  ส่วนหนึ่งในกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้นักเรียน ผู้ปกครอง ได้ใช้เวลาเสริมความรู้ และเสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ร่วมกันนำอาชีพของครอบครัว มานำเสนอในรูปแบบบูธแสดงสินค้า ฝึกให้เด็กได้รู้ว่าครอบครัวของตนเอง ผู้ปกครองประกอบอาชีพอะไร อันเป็นการแบ่งเบาภาระของครอบครัว ซึ่งจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัวต่อไปได้ โดยมี นายลือชัย  ชูนาคา รองศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดและเยี่ยมชม

"เถ้าแก่น้อย" รุ่นจิ๋วร.ร.ธีรธาดา

ด.ญ.ศรัณยพร  สีหาราช นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และครอบครัว นำข้าวกล้องมาขายในโครงการ เล่าว่า “วันนี้ นำข้าวกล้องซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของอำเภอพิชัย จ.อุตรดิตถ์ มาขาย ซึ่งพ่อแม่และคนในชุมชนร่วมกันทำ เป็นโครงการที่ดีค่ะได้ฝึกคิดเลข เปิดโอกาสให้เราได้ฝึกขายของค่ะ”

"เถ้าแก่น้อย" รุ่นจิ๋วร.ร.ธีรธาดา

เช่นเดียวกับครอบครัวฟ้าอรุณ 5 พี่น้อง ที่ครอบครัวทำเกี่ยวกับปุ๋ย บอกว่า “รู้สึกดีใจครับที่โรงเรียนได้ให้โอกาสเราได้มาเปิดบูธที่เป็นธุรกิจของครอบครัวที่ทำ ถือเป็นประสบการณ์ในชีวิตที่ได้มาลองขายเอง ไม่ต้องให้พ่อแม่ช่วยครับ”

"เถ้าแก่น้อย" รุ่นจิ๋วร.ร.ธีรธาดา

นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทางโรงเรียน ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของเด็กไทยมาอย่างต่อเนื่อง ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และสร้างการมีส่วนร่วมที่ดีระหว่างนักเรียนและผู้ปกครองได้อย่างแท้จริง.

"เถ้าแก่น้อย" รุ่นจิ๋วร.ร.ธีรธาดา

วอนช่วย!!เด็กชายบ้านถูกดินสไลด์ทับทั้งหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304317

วอนช่วย!!เด็กชายบ้านถูกดินสไลด์ทับทั้งหลัง

ใต้, ฝนตกหนัก, นักเรียนทุ่งสง, ดินสไลด์

บ้านนักเรียนชายป.3 ร.ร.ศิลาราย นครศรีฯ ถูกดินสไลด์ทับทั้งหลังไม่มีที่อยู่ วอนหน่วยงาน พื้นที่ช่วยเหลือ ขณะที่ผอ.สพป.นศ.เขต 2 ช่วยเบื้องต้น-หาเงินสมทบสร้างบ้าน

      เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560 นายบุญเลิศ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครศรีธรรมราช เขต 2 รุดลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ ให้ความช่วยเหลือพร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่เด็กชายสาโรจน์ ประสิทธิ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดศิลาราย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งประสบภัยดินสไลด์ทับถมบ้านทั้งหลังไม่มีที่อยู่ 

วอนช่วย!!เด็กชายบ้านถูกดินสไลด์ทับทั้งหลัง

นายสายัณห์ ประสิทธิ์ บิดาของเด็กชายสาโรจน์ ฯ ได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ตนอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 2/2 หมู่ 7 ตำบลนาหลวงเสน อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตนและครอบครัวรวมหลานอีก 1 คน นั่งเล่นอยู่ในบ้านตอนเย็นของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ตนได้ยินเสียงดังครึ้ม ๆ บ้านไหวสะเทือน จึงชวนกันวิ่งออกจากบ้าน มายืนดูด้วยความตกใจสั่นเป็นอันมาก คิดว่าหมดแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ยังโชคดีที่ทุกคนปลอดภัยแต่หลานคือ ด.ญ.รุ่งนภา ประสิทธิ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านคอกช้าง ได้รับบาดเจ็บ เล็กน้อย ขณะนี้ปลอดภัยดีแล้ว ส่วนสิ่งของอุปโภคเครื่องใช้ได้ทับถมอยู่ใต้ดินทั้งหมด ตอนนี้ครอบครัวตนไปอาศัยอยู่กับพ่อและแม่ ในละแวกใกล้เคียง และขอวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือโดยสร้างบ้านหรือเงินสบทบทุนสร้างบ้านให้ตนด้วย

วอนช่วย!!เด็กชายบ้านถูกดินสไลด์ทับทั้งหลัง

ผอ.สพป.นศ.2 กล่าวต่อว่า เนื่องมาจากมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน ทำให้ดินภูเขาอุ้มน้ำไว้เป็นจำนวนมากจึงทำให้สไลด์ทับถมบ้านและขณะนี้ทางองค์กรบริหารส่วนตำบลนาหลวงเสนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงเพื่อนบ้านใกล้เคียงเข้าไปให้การช่วยเหลือเป็นการเบื้องต้น โดยนำรถมารื้อดินที่ทับถมบ้านออกให้เป็นปกติ และรวมจะหาเงินมาเพื่อสบทบทุนสร้างบ้านให้ใหม่ต่อไป

สำหรับผู้ที่ประสงค์ติดต่อสอบถามข้อมูล และให้การช่วยเหลือ ติดต่อได้ที่ นายจตุพล ศรีสุขใส ผอ.รร.บ้านคอกช้าง โทร.06-1614-7878

วอนช่วย!!เด็กชายบ้านถูกดินสไลด์ทับทั้งหลัง

วอนช่วย!!เด็กชายบ้านถูกดินสไลด์ทับทั้งหลัง

วอนช่วย!!เด็กชายบ้านถูกดินสไลด์ทับทั้งหลัง

วอนช่วย!!เด็กชายบ้านถูกดินสไลด์ทับทั้งหลัง


“หมออุดม” รับงานศธ.ดูแลอุดมศึกษาเป็นหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304288

“หมออุดม” รับงานศธ.ดูแลอุดมศึกษาเป็นหลัก

รมช.ศึกษาธิการคนใหม่, หมออุดม

“หมออุดม” หารือรมว.ศธ.พร้อมรับงานดูแลอุดมศึกษาเป็นหลัก น้อมนำสนองพระราโชบายในหลวงร.10แก้ปัญหาอุดมศึกษา โดยเฉพาะราชภัฏ ต้องปรับตัว เน้นลดเหลื่อมล้ำ พัฒนาท้องถิ่น

      หลังเข้าคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์วานนี้ (30 พฤศจิกายน) ช่วงบ่ายเวลา 13.00 น.วันที่ 1 ธันวาคม ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ คนใหม่ เดินทางมายังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมกล่าวว่า จากที่ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระองค์ทรงฝากว่า คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลบ้านเมือง เพราะฉะนั้น ต้องเร่งทำ เนื่องจากเวลาค่อนข้างจำกัด ส่วนตัวตั้งใจที่จะสนองพระราโชบายของพระองค์อย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าหากสังเกตจะพบว่าในหลวง รัชกาลที่ 10 มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับแนวทางเรื่องการศึกษาในหลายเรื่อง อย่างเรื่องการดำเนินการต่างๆ จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย และพระองค์ท่านยังเน้นย้ำว่าให้แก้ปัญหาด้วยปัญญา

     ศ.นพ.อุดม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ยังได้เห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของอุดมศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) เนื่องจาก มรภ. มีปรัชญาที่จะพัฒนาท้องถิ่น และการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมากลุ่ม มรภ. ได้รับการส่งเสริมไม่ดีเท่าที่ควร พระองค์ท่านทรงมีพระกระแสรับสั่ง แนะนำผ่านมาทางองคมนตรีและสื่อมาถึง ศธ. ด้วยซึ่งตนเชื่อว่าต่อจากนี้จะมีการพัฒนาและส่งเสริมกลุ่ม มรภ. ทาง ศธ. จะเข้ามาช่วยเหลือมากขึ้น โดยส่วนตัวเองตนก็เห็นด้วย และในการประชุมอธิการบดี มรภ. ทั่วประเทศที่ผ่านมา ที่ประชุมก็เห็นว่า มรภ. จะต้องมีการปรับตัว เพื่อยกระดับตัวเอง แต่ก็ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ที่เบื้องต้นคือการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงต้องเน้นการเชื่อมโยงภายในกลุ่ม มรภ. ด้วยไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างที่ผ่านมา

     ทั้งนี้ ในวันนี้ได้เข้าพบนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นการส่วนตัวด้วย ซึ่งรมว.ศึกษาธิการ ได้มอบหมายงานในเบื้องต้น คือ ให้ดูแลเรื่องอุดมศึกษา เป็นหลัก แต่ยังคงไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด คงต้องมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง ขณะเดียวกัน รมว.ศึกษาธิการ ได้เล่าถึงปัญหาในภาพรวมของ ศธ. ที่จะต้องมีการเร่งขับเคลื่อน เช่น เรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่องศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ มีการขับเคลื่อนได้

“พีรพงศ์ สุรเสน” จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304238

“พีรพงศ์ สุรเสน” จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

ผอ.สพป., พีรพงศ์ สุรเสน

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 7 ชี้ถ้าไม่มีเรื่องมาตรา 53 ก็คงไม่มีเหตุการณ์นี้!!เสนอแก้ไขข้อที่ 13 ของคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560

     “ทราบ, ไม่ไป, ข้าราชการที่บรรจุใหม่ ล้วนเป็นข้าราชการสังกัดสพฐ.(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)ทั้งสิ้น ควรให้ผู้บังคับบัญชาโดยชอบเป็นผู้ดำเนินการ” ข้อความของ “พีรพงศ์ สุรเสน” ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 7 ที่บันทึกตอบกลับหนังสือของ “สุวิทย์ ศรีฉาย”รองศธจ. รักษาการศธจ.นครราชสีมา ที่เชิญร่วมเป็นเกียรติประดับเครื่องหมายอินทรธนูแก่ข้าราชการครูบรรจุใหม่

      ก่อนหน้านี้ “พีรพงศ์”  ดำรงตำแหน่ง รองผอ.สพป.ร้อยเอ็ด 1 ผอ.สพป.เลย เขต 3 ย้ายมาเป็น ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 7 ได้ราว 1 ปี

"พีรพงศ์ สุรเสน" จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

      พีรพงศ์ บอกว่า ส่วนตัวไม่ได้มีปัญหากับการทำงานของ ศธจ. ถ้าเชิญให้ไปร่วมงานในภารกิจที่เป็นความรับผิดชอบของ ศธจ. เช่น การบูรณาการการทำงานร่วมกันในจังหวัด หรือการวางแผนขับเคลื่อนงาน เช่นนี้ก็พร้อมให้ความร่วมมือ

     “ที่ตอบกลับไป ชัดเจนตามนั้น ไม่ใช่ว่าไม่ให้ความร่วมมือหรืออะไร แต่ศธจ.ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของครู กลับมาจัดงานประดับเครื่องหมายอินทรธนูแก่ข้าราชการครูบรรจุใหม่ซึ่งเป็นงานสำคัญของครู ทั้งที่ปกติเป็นหน้าที่ของผู้บริหารโดยตรง ผอ.เขตพื้นที่ฯ แล้วจะให้ผมไปร่วมในฐานะอะไร ถ้าผมไปก็คงตลก และไปเชิญผอ.เขตพื้นที่ฯไหนก็คงไม่มีใครไป” พีรพงศ์ ระบุ

"พีรพงศ์ สุรเสน" จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

      ถ้าถามว่าเป็นความขัดแย้งหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าถ้าไม่มีเรื่องมาตรา 53 ก็คงไม่มีเหตุการณ์นี้!! เพราะคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่19/2560 ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้อำนาจการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดหรือกรุงเทพฯ ตามมาตรา 53 (3)(4)แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ให้ศธจ. โดยความเห็นชอบของ กศจ.เป็นผู้มีอํานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง

"พีรพงศ์ สุรเสน" จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

พีรพงศ์ สุรเสน

     “ผมเสนอเพียงเรื่องเดียวคือต้องแก้ไขข้อที่ 13 ของคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 ซึ่งที่ผ่านมาชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ชร.ผอ.สพท.)ก็มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องเรื่องดังกล่าวมาตลอด ขอให้อำนาจหน้าที่ที่เคยเป็นของ สพท.ให้ดำเนินการตามเดิม ส่วน ศธจ.ก็ทำงานตามภารกิจ บทบาทหน้าที่ บูรณาการวางแผนงาน”

"พีรพงศ์ สุรเสน" จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

     “โครงสร้างศธจ.ดังกล่าว เพิ่มความยุ่งยากในขั้นตอนการทำงาน เปลืองงบประมาณ เช่น จากเดิม ในเรื่องที่สามารถทำเบ็ดเสร็จได้เองโดย สพท. ทุกวันนี้ก็ต้องหอบหิ้วเอกสาร มาส่งที่ ศธจ.เพื่อให้ศธจ.ลงนาม ระยะทางก็ไม่ใช่ใกล้ๆ เดินทางจาก สพป.นครราชสีมา เขต 7 ไป ศธจ.ไปและกลับรวมกันหลายร้อยกิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทาง เพราะฉะนั้น ไม่ได้ช่วยให้การทำงานของเขตพื้นที่ฯลดลง และปัญหานี้เกิดแบบเดียวกันในทุกเขตพื้นที่ฯ”

"พีรพงศ์ สุรเสน" จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

     พีรพงศ์ ยังบอกว่า ส่วนที่มีคลิปเสียงของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พูดถึงตนนั้นก็มีโอกาสได้ฟังแล้ว แต่ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่เคยพูดคุยอะไรในเรื่องนี้กับเขา มีแต่เพื่อนๆที่เป็น ผอ.เขต ผู้บริหารสถานศึกษา คุณครู และบุคลากรทางการศึกษาอื่น จำนวนมาก ที่โทรศัพท์มาพูดคุยและส่งไลน์มาให้กำลังใจตลอด

"พีรพงศ์ สุรเสน" จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

     ทุกวันนี้ก็ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ มาทำงานตั้งแต่เวลา 06.00 น.มีโรงเรียนในสังกัด จำนวน 228 โรงเรียน รับผิดชอบ 6 อำเภอ จัดการศึกษาตั้งแต่อนุบาลปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตพื้นที่ฯได้สร้างศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง แหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีการเกษตร โดยได้ปลูกมะนาวหลายร้อยต้น แต่ละต้นดกมาก บางต้นมีลูกถึง 40-50 ลูก เป็นมะนาวรสเปรี้ยวอมหวาน น้ำมาก เปลือกบาง เป็นพันธุ์แห่งความรัก (เพราะปลูกในวันวาเลนไทน์) นอกจากนี้ เมื่อวันลอยกระทงที่ผ่านมา เรายังปลูกสวนกล้วย อีกจำนวน 2,000 ต้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แก่นักเรียน ขณะนี้หน่อกล้วยกำลังเบ่งบาน ในด้านกีฬา ก็มีสนามขนาดมาตรฐานสกลให้บริการด้วย

"พีรพงศ์ สุรเสน" จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

"พีรพงศ์ สุรเสน" จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

"พีรพงศ์ สุรเสน" จากร้อยเอ็ดสู่ ผอ.สพป. โคราช เขต 7

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์ว่อน!! คลิปเสียงปลัด ศธ.

ศธ.ตีความม.53อำนาจบรรจุแต่งตั้ง5ประเด็น 

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

เทคนิคโพธารามมอบผ้าห่มคืนไออุ่นให้น้องๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304277

เทคนิคโพธารามมอบผ้าห่มคืนไออุ่นให้น้องๆ

ผ้าห่มกันหนาว, เสื้อกันหนาวมือสอง, มอบผ้าห่

เทคนิคโพธาราม ร่วมกับไทยพีบีเอส มอบไออุ่น ปันหนาว สร้างจิตอาสา พัฒนาทักษะวิชาชีพ โดยส่งมอบผ้าห่มให้น้องต.ปอ. อ.เวียงแก่น จ.เชียงรายกว่า 3 พันครัวเรือน

      ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) ในโครงการ “ไทยพีบีเอสและเครือข่ายมอบไออุ่นให้พี่น้อง ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ปี 2560” เพื่อมอบผ้าห่ม เครื่องกันหนาว อุปกรณ์การเรียนให้นักเรียน และผู้ประสบภัยหนาว ในถิ่นทุรกันดาร ที่ยังขาดความช่วยเหลืออยู่บนดอย จำนวนกว่า 3,000 ครัวเรือน รวมทั้งกลุ่มชนเผ่าที่เป็นบุคคลไร้สัญชาติจำนวนมากที่ไม่มีสิทธิ์ในการรับความช่วยเหลือ

ดร.สุเทพ กล่าวต่อว่า สอศ. โดยวิทยาลัยเทคนิคโพธาราม ที่ดำเนินจัดการเรียนการสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เทียบโอน ในสาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ สาขาวิชาเคมีสิ่งทอ สาขาวิชาอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป ซึ่งมีการนำเส้นด้ายอะคริลิก (ไหมพรม) มาใช้ในการฝึกปฏิบัติทักษะวิชาชีพ จึงเริ่มมีการผลิตผ้าห่ม และเข้าร่วมโครงการผลิตผ้าห่มต้านภัยหนาว ตั้งแต่ 5,000 ผืน ถึง 20,000 ผืน ต่อปี

เทคนิคโพธารามมอบผ้าห่มคืนไออุ่นให้น้องๆ

ทั้งนี้นักเรียน นักศึกษาจะเป็นกำลังการผลิตหลักนอกเวลาเรียน เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา มีความรู้ ความสามารถ และทักษะวิชาชีพ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสและส่งเสริมการบูรณาการและพัฒนาด้านจิตอาสาของนักเรียน นักศึกษา รวมถึงบุคลากรทางการศึกษาให้ได้ร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือสังคม โดยความรู้จากการฝึกทักษะวิชาชีพด้านสิ่งทอ

ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริม และแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ และการพัฒนาความสามารถของเยาวชนไทย จึงได้จัดเตรียมผ้าห่ม จำนวน 800 ผืน มอบให้กับโครงการไทยพีบีเอสและเครือข่ายมอบไออุ่นให้พี่น้อง ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ปี 2560 ที่ยังขาดความช่วยเหลือ ทั้งนี้ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถานศึกษา สร้างความเป็นเลิศ เพื่อความเป็นเลิศ และความก้าวหน้าในสาขาวิชาชีพ ดร.สุเทพ กล่าวปิดท้าย