งานมาแล้ว!!กว่า 3 พันอัตราใน 10 บริษัทชั้นนำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304262

งานมาแล้ว!!กว่า 3 พันอัตราใน 10 บริษัทชั้นนำ

ตำแหน่งงานปลายปี, ว่างงาน, หางาน

จ๊อบไทย” เผยตำแหน่งงานปลายปีจาก 10 บริษัทชั้นนำของไทย ต้องการแรงงานรวมกว่า 3,000 อัตราในหลายธุรกิจ ทั้งก่อสร้าง ค้าปลีก อาหารเครื่องดื่ม รับเศรษฐกิจขาขึ้น ปี 61

         นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม(JobThai.com) กล่าวว่า จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) เว็บไซต์หางาน เผยตำแหน่งงานปลายปีจาก 10 บริษัทชั้นนำของไทย รวมกว่า 3,000 อัตรา จากหลากหลายประเภทธุรกิจ อาทิ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจคอมพิวเตอร์/ไอที และธุรกิจธนาคาร มีความต้องการแรงงานกว่า 3,000 อัตรา

โดยพบว่าประเภทงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ งานขาย จำนวน 495 อัตรา ตามมาด้วย งานอาหาร-เครื่องดื่ม จำนวน 320 อัตรา และงานช่างเทคนิค จำนวน 284 อัตรา ตามลำดับ ทั้งนี้ตำแหน่งงานดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการขยายตัวของภาคธุรกิจในปี 2561 ที่คาดว่าจะมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น

        สำหรับบริษัทและตำแหน่งงานที่เปิดรับ มีดังนี้

บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งแอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด – ดำเนินธุรกิจด้านก่อสร้าง สะพาน ทางยกระดับ และอุโมงค์ทางลอด รวมทั้งงานด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานภาครัฐ เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ โครงการก่อสร้างถนนต่อเชื่อม ถนนราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษก อยู่ในประเภทธุรกิจก่อสร้าง

**มีจำนวนงานทั้งหมด 581 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานช่างเทคนิค 137 อัตรา งานโยธา/สำรวจ 116 อัตรา และงานวิศวกรรม 75 อัตรา

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) – ศูนย์จำหน่ายสินค้าระบบสมาชิก แบบชำระเงินสดและบริการตนเอง ภายใต้ชื่อ “แม็คโคร” นอกจากนี้ยังจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้แก่ลูกค้าสมาชิกจำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่งประกอบธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ กลุ่มร้านค้าปลีกรายย่อย กลุ่มธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหาร (โฮเรก้า) กลุ่มสถาบันต่างๆ และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจบริการ อยู่ในประเภทธุรกิจค้าปลีก

**มีจำนวนงานทั้งหมด 437 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานขาย 153 อัตรา งานอาหาร-เครื่องดื่ม 65อัตรา และงานบัญชี/การเงิน 31 อัตรา

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) – ผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำในประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสายธุรกิจหลัก 4 สาย ได้แก่ สุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหาร อยู่ในประเภทธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

**มีจำนวนงานทั้งหมด 372 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานขาย 118 อัตรา งานอาหาร-เครื่องดื่ม และงานการตลาด เท่ากันคือ 29 อัตรา

บริษัท โออิชิ เทรดดิ้ง จำกัด – ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชาเขียว ภายใต้ชื่อ “โออิชิ กรีนที” และทำหน้าที่เป็นครัวกลางให้กับร้านอาหารของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ในประเภทธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

** มีจำนวนงานทั้งหมด 372 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานอาหาร-เครื่องดื่ม 226 อัตรา งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 29 อัตรา และงานขาย 12 อัตรา

บริษัท ซัยโจ เด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด – ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศชั้นนำของประเทศไทย จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ อยู่ในประเภทธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

** มีจำนวนงานทั้งหมด 304 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานคอมพิวเตอร์/ไอที/โปรแกรมเมอร์ 62 อัตรา งานโลจิสติกส์และซัพพลายเชน 35 อัตรา และงานช่างเทคนิค32 อัตรา

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) – ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และที่พักอาศัย อยู่ในประเภทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

**มีจำนวนงานทั้งหมด 248 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานช่างเทคนิค 50 อัตรา งานบัญชี/การเงิน 47 อัตรา และงานธุรการ/จัดซื้อ 24 อัตรา

บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) – ดำเนินธุรกิจทางด้านโรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่ง และคาราโอเกะ อยู่ในประเภทธุรกิจบันเทิง

** มีจำนวนงานทั้งหมด 208 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานช่างเทคนิค 65 อัตรา งานการตลาด 25 อัตรา และงานบริการลูกค้า 21 อัตรา

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) – ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดือนและเติมเงิน รวมทั้งบริการต่างๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์มือถือ สมาร์ทโฟน อินเตอร์เน็ตWIFI และ AIS 4G คุณภาพ อยู่ในประเภทธุรกิจสื่อสาร

** มีจำนวนงานทั้งหมด 178 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานขาย 101 อัตรา งานบริการลูกค้า 19 อัตรา และงานการตลาด 15อัตรา

บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) – ประกอบธุรกิจหลักในการค้าปลีกสินค้าไอที เช่น คอมพิวเตอร์แล็บท็อป  คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ โทรศัพท์เคลื่อนที่ แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้อง อยู่ในประเภทธุรกิจคอมพิวเตอร์/ไอที

** มีจำนวนงานทั้งหมด 166 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานขาย 94 อัตรา งานบริการลูกค้า 30 อัตรา และงานคอมพิวเตอร์/ไอที/โปรแกรมเมอร์ 10 อัตรา

ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) – เป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ มีสำนักงานใหญ่และสาขารวมทั้งหมด 63 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย อยู่ในประเภทธุรกิจธนาคาร

** มีจำนวนงานทั้งหมด 166 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานการตลาด 77 อัตรา งานวิจัย/วิเคราะห์ 45 อัตรา และงานขาย 17 อัตรา

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) โทรศัพท์ 02-353-6999 หรือเข้าไปที่ www.jobthai.com

คนไม่กลัวเอดส์!!หน้าใหม่ติดเชื้อวันละ 16 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304228

คนไม่กลัวเอดส์!!หน้าใหม่ติดเชื้อวันละ 16 คน

คำขวัญวันเอดส์โลก, หยุดตีตรา, ติดเชื้อเอชไอวี, วันเอดส์โลก 2560, เอดส์

1 ธันวาคม “วันเอดส์โลก” ปี 60 ชูคำขวัญ “Right to health” พบไทยมีผู้ติดเชื้อกว่า 4 แสนคนหน้าใหม่กว่า 5 พันคน คร.ชวนตรวจเอดส์ประจำ เปิดใจรับผู้ติดเชื้ออยู่ร่วมกัน

       วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้ เป็น “วันเอดส์โลก” หรือ “World AIDS Day”  ทุกประเทศทั่วโลกจัดกิจกรรมรณรงค์ ป้องกัน ยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโรคเอดส์ หรือ HIV ให้เป็นผลสำเร็จ  ราว 3 ทศวรรษนับแต่ปี 2531 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน (ปี 2560) มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และกำหนดคำขวัญวันเอดส์โลกในทุกปี โดยมี “โบสีแดง” (Red Ribbon) เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อแสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี โพซิทีฟ (HIV-positive) กับผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเอดส์

   สำหรับคำขวัญวันเอดส์โลก ปี 2560 คือ  “Right to health” สิทธิสุขภาพ ปราศจากตีตรา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

โรคเอดส์  คือคนที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิว โนเดฟีเซียนซี ผู้ที่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถคุ้มกันโรคต่างๆได้ เพราะเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันโรค จะทำให้ร่างกายเป็นโรคต่างๆ ได้อย่างง่ายดายซึ่งเมื่อเจอโรคแทรกซ้อนจะทำให้เสียชีวิตไปในที่สุด เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ที่ยังไม่มียาตัวใดรักษาให้หายขาดได้ อีกทั้งยังเป็นโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยพบว่าในทวีปแอฟริกา เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้ป่วยโรคเอดส์มากที่สุด

แต่เชื้อเอชไอวีไม่สามารถแพร่สู่กันได้โดยการติดต่อในชีวิตประจำวัน ไม่สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการกอด หรือการสัมผัสมือที่เป็นการทักทาย การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การใช้เตียงนอนร่วมกัน การใช้อุปกรณ์หรือช้อนเพื่อรับประทานอาหารหรือการใช้รถแท็กซี่ร่วมกัน

สถานการณ์โรคเอดส์ทั่วโลก

จากรายงานของโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) พบว่าในปี 2559 มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกสะสม 36.7 ล้าน เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ 1.8 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากเอดส์ 1 ล้านคน โดยมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับยาต้านไวรัสแล้วประมาณ 19.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับยาต้านไวรัส 7.7 ล้านคน

สถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย

กรมควบคุมโรค ระบุว่า จากการคาดประมาณจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในปี 2560 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่ 442,127 คน และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5,801 คน เฉลี่ยวันละ 16 คน นับเป็นตัวเลขที่สูงไม่น้อย โดยผู้ได้รับการวินิจฉัยและรู้สถานะการติดเชื้อตนเอง ประมาณ 431,270 คน คิดเป็นร้อยละ 98 ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งหมด และมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กำลังรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส 302,174 คน คิดเป็นร้อยละ 70 ของผู้ติดเชื้อที่ได้รับการวินิจฉัย

ทั้งนี้ ประเทศไทยประกาศเจตนารมณ์ไว้ว่าภายใน13 ปีข้างหน้าหรือปี 2573 ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่เป้าหมาย สำคัญ 3 ประการ คือ ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ให้เหลือปีละไม่เกิน 1,000 คน ลดการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวีเหลือปีละไม่เกิน 4,000 คน และลดการรังเกียจ และการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศสภาพลง ร้อยละ 90

สำหรับความท้าทายการยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทยคือ การทำให้ประชาชนมาตรวจเอชไอวี ให้มากขึ้น จัดบริการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันให้ผู้ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จะไม่ติดเชื้อเอชไอวีตลอดไป ส่วนผู้ที่ติดเชื้อแล้วได้รับการดูแลต่อเนื่อง มีคุณภาพชีวิต ครอบครัวดี และสังคมโดยรวมดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องในวันเอดส์โลก ประจำปี 2560 กรมควบคุมโรค จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เชิญชวนคนไทยร่วมกันป้องกันภัยจากโรคเอดส์ภายใต้แนวคิด “หยุดรังเกียจ ยุติเอดส์” โดยสโลแกนในปีนี้ คือ “พริ้นเซส เพร็พ ช่วยได้ไม่ติดเอดส์” (Princess PrEP ช่วยได้ ไม่ติดเอดส์) ด้วยการรณรงค์ให้คนไทยตรวจเอดส์เป็นประจำ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ รวมถึงรณรงค์ให้คนในสังคมเปิดใจยอมรับและให้โอกาสผู้ติดเชื้อเอดส์สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้

กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโรคเอดส์ ได้แก่ 
1.การมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อเอดส์ หรือกลุ่มรักร่วมเพศ โดยจากข้อมูลพบว่า ร้อยละ 84 ของผู้ติดเชื้อเอดส์ จะได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
2.ผู้ติดยาเสพติด โดยใช้กระบอกฉีดยา หรือเข็มฉีดยาเดียวกันกับผู้ป่วย โรคเอดส์
3.ผู้ที่ได้รับเลือด หรือผลิตภัณฑ์จากเลือด เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ป่วยเอดส์ หรือรับเลือดในขณะผ่าตัด
4.ทารกติดเชื้อเอดส์จากมารดาที่มีเชื้อ HIV โดยมารดาจะแพร่เชื้อเอดส์ไปสู่ลูกในครรภ์

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์ สามารถติดหน่วยงานที่ให้การบริการปรึกษาปัญหาสุขภาพและโรคเอดส์ ดังนี้

กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โทร. 0-2286-0431, 0-2286-4483
โรงพยาบาลบำราศนราดูร โทร. 0-2590-3737, 0-2590-3510
กองควบคุมโรคเอดส์ กทม. โทร. 0-2860-8751-6 ต่อ 407-8
มูลนิธิศูนย์ฮอตไลน์ โทร. 0-2277-7699, 0-2277-8811 (โทรฟรี)
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ โทร. 0-2372-2222
สถานบริการสาธารณสุข และโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง
หรือ ดาวน์โหลดข้อมูลและสื่อต้นแบบได้ที่เว็บไซต์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ aidssti.ddc.moph.go.th หรือ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

ขอบคุณข้อมูล

กรมควบคุมโรค,

สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

“ชุมชนคุณธรรมฯต้นแบบวัดโคกเปี้ยว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304225

“ชุมชนคุณธรรมฯต้นแบบวัดโคกเปี้ยว”

ในหลวงร.9, ศาสตร์พระราชา, ชุมชนคุณธรรม

“ชุมชนคุณธรรมฯ วัดโคกเปี้ยว” ต้นแบบใช้หลักศาสนา – ศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9 – วิถีวัฒนธรรม เป็นแนวทางดำเนินชีวิต วธ.เตรียมขยาย 7 พันแห่งทั่วประเทศ

      เมื่อเร็วๆนี้ นายปรารพ เหล่าวานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ลงพื้นที่เยี่ยมชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ ชุมชนคุณธรรมฯ วัดโคกเปี้ยว ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยมี ผู้บริหารกรมการศาสนา วัฒนธรรมจังหวัด ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ ประชาชน  ให้การต้อนรับ โดยได้เยี่ยมชมภูมิปัญญาชุมชนคุณธรรมฯ ต้นแบบ เยี่ยมชมวัดโคกเปี้ยว ห้องสมุด ลานธรรมลานวิถีไทย  ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ฯลฯ

"ชุมชนคุณธรรมฯต้นแบบวัดโคกเปี้ยว"
จากการที่รัฐบาลมีนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐส่งเสริมองค์กรศาสนา นำพลัง บวร บ้าน วัด/ศาสนสถาน – โรงเรียน และกลไกประชารัฐขับเคลื่อนสู่ชุมชนคุณธรรมตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 และแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 โดยนำทุนทางวัฒนธรรมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่อยอดความเข้มแข็งจากภายในด้วยหลักศาสนาและศาสตร์พระราชา ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้ขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั่วประเทศ เป็นชุมชนที่มีลักษณะโดดเด่น 3 ด้าน

ได้แก่ ปฏิบัติตามหลักศาสนาของแต่ละศาสนา มีคุณธรรม น้อมนำศาสตร์พระราชา  หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และดำรงวิถีวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ชุมชนคุณธรรมฯ วัดโคกเปี้ยวแห่งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของโครงการดังกล่าวที่ วธ. โดยกรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา คณะสงฆ์ เครือข่ายทางวัฒนธรรม ทุกภาคส่วนให้การสนับสนุนจนประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม เป็นวัดเก่าแก่เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน และเป็นสถานที่จัดกิจกรรม    ให้ความรู้ด้านศีลธรรม ด้านประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามแก่เยาวชนและประชาชน

"ชุมชนคุณธรรมฯต้นแบบวัดโคกเปี้ยว"

 

ตลอดถึงปลูกฝังให้เยาวชนและประชาชนเป็นคนดี มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยใช้ “พลังบวร”บ้าน วัด โรงเรียน  เป็นองค์กรหลักพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง
ยกตัวอย่างกิจกรรมที่โดดเด่น 1.การส่งเสริมการเรียนรู้ “หลักธรรมทางศาสนา” นำนักเรียนเข้าวัดวันอาทิตย์ ค่ายพุทธบุตร กิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สวดมนต์ข้ามปี วันธรรมสวนะ บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน  2.การส่งเสริมให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น พึ่งพาตนเองได้ รวมกลุ่มเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพ เช่น ทอผ้า เพาะเห็ด  ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ เพื่อสร้างรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือนของชุมชน ๓.สืบทอดและอนุรักษ์มรดกประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน  เช่น  ประเพณีทำบุญวันว่าง (ขึ้นเบญจา) และรดน้ำผู้สูงอายุ ประเพณีสารทเดือนสิบ เป็นต้น
นอกจากนี้ ชุมชนคุณธรรมฯ วัดโคกเปี้ยว ยังได้ขยายเครือข่ายชุมชนคุณธรรม เพื่อสร้างสังคมคุณธรรมเน้นการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพิ่มขึ้น เช่น กิจกรรมทัศนศึกษาดูงานนำสามเณรศึกษาแหล่งเรียนรู้นอกพื้นที่  จัดพระไปสอนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในสถานศึกษา

นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั่วประเทศ ซึ่ง วธ. ตั้งเป้าว่าจะขยายให้ครบ 7,๐๐๐ แห่ง ภายในปี 2560 นี้ และเป็นหนึ่งในโครงการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีของรัฐบาลที่กำหนดวิสัยทัศน์ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304171

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

ประกาศสพฉ.ปี2560, เกณฑ์ใหม่สพฉ.

ทำไม10องค์กรเครือข่ายกู้ชีพกู้ภัยแห่งประเทศไทยถึงได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีสาธารณสุขขอให้ชะลอการออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือประกาศสพฉ.ปี2560

    ขณะที่ บุคลากรส่วนใหญ่ขององค์กรเครือข่ายกู้ชีพประเทศอยู่ในระดับ FR เช่น มูลนิธิ สมาคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  การออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ ประกาศ สพฉ. ปี 2560 ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกู้ชีพที่จะต้องผ่านการอบรมอย่างน้อย 40 ชั่วโมงขึ้นไป จากเดิมที่อบรมแค่24ชั่วโมงก็ปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว  จะทำให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศต้องกลับตัว 360 องศาหรือไม่

     “นิติศักดิ์ บุญมานนท์” มูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า องค์กรเครือข่ายกู้ภัยแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2560 เพื่อขอให้ชะลอการออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เรื่อง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ พ.ศ.2560

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

ซึ่งนพ.ปิยะสกล ได้มอบหมายให้นายพงษ์ภัฎ เรียงเครือ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้แทนองค์กรภาคเอกชนซึ่งไม่แสวงหากำไรจำนวน 11 หน่วยงานเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา   มีมติว่าให้ชะลอร่างประกาศฉบับนี้ออกไปก่อน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายมาร่วมพิจารณาให้เรียบร้อย

แต่ก็ปรากฏว่าหลังจากนั้นวันที่ 15 พ.ย. 2560 ที่ประชุมบอร์ด สพฉ.ได้นำร่างประกาศฉบับนี้มาพิจารณา และมีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ภายใน 180 วัน

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

“การที่บอดร์ดมีมติแบบนั้น ก็เข้าใจว่าเป็นการยกระดับขีดความสามารถผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน แต่อยากให้ประกาศใช้เมื่อมีความพร้อมมากกว่านี้ ตรงนี้เราต้องพัฒนาคนของเราก่้อนค่อยมาดูว่าระบบที่จะออกแบบเพื่อการพัฒนาในอนาคตนั้นรองรับและตรงกับความเป็นจริงของสังคมไทยหรือไม่ และก็อยากจะถามว่าในฐานะคนทำงานกับท้องถิ่นและคลุกคลีกับการช่วยชีวิตคนมาโดยตลอด สพฉ.เคยถามองค์กรเหล่านี่้มั้ยว่าจะให้พวกเขามีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินอย่างไรบ้าง”  มูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี  ตั้งคำถาม

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

โดยเอกสารเสนอที่ประชุมบอร์ด สพฉ.ครั้งที่ 14/2560   วันที่ 15 พ.ย. 2560 วาระที่ 3.1 ระบุว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ระบุว่า สพฉ. ได้จัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจใน (ร่าง) ประกาศ กพฉ. เรื่อง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ พ.ศ. … โดยมีนายพงษ์ภัฎ เรียงเครือ ทำหน้าที่ประธานในการชี้แจง และมี กพฉ.ประกอบด้วย พ.อ.สุรจิต สุนทรธรรม, นายนิติศักดิ์ บุญมานนท์, นายสุเทพ ณัฐกานต์กนก และนายทรงยศ เทียนทอง เข้าร่วมการประชุม

พร้อมทั้งเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องอันประกอบด้วยผู้แทนองค์กรภาคเอกชนซึ่งไม่แสวงหากำไรและมีบทบาทด้านการแพทย์ฉุกเฉินก่อนถึงสถานพยาบาลจำนวน 11 หน่วยงาน ผู้แทนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้แทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนคณะแพทยศาสตร์

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

      ผลการชี้แจงสรุปได้ว่า ผู้เข้าประชุมเห็นชอบในหลักการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินตามแนวคิดในร่างประกาศดังกล่าว แต่มีข้อโต้แย้งหลายประเด็นทั้งในเนื้อหากับแนวทางปฏิบัติ และกระบวนการยกร่างที่อาจขาดการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง จึงขอให้ดำเนินการดังนี้

   1. ชะลอการพิจารณา (ร่าง) ประกาศ กพฉ. เรื่อง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ พ.ศ. … ไว้ก่อน และ

    2. มอบให้นายไพโรจน์ บุญศิริคำชัย, นายนิติศักดิ์ บุญมานนท์, นายสุเทพ ณัฐกานต์กนก, นายทรงยศ เทียนทองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปหารือตามแนวทางที่นายไพโรจน์ฯ เสนอในที่ประชุม พร้อมทั้งกลับมาเสนอให้ กพฉ. ทราบภายใน 1 เดือน

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

    ปัจจุบัน ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยปัจจุบันมี 3 ระดับ คือ ระดับพื้นฐาน First Responder (FR) ต่อมาคือระดับกลาง Basic Life Support (BLS) และระดับสูง Advance life support (ALS) หรือรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลต่างๆ ทว่าบุคลากรส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในระดับ FR เช่น มูลนิธิ สมาคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องผ่านการอบรมก่อนถึงจะขึ้นทะเบียนเป็น FR ได้

     ทั้งนี้เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้ประกาศกำหนดในเรื่องการลำเลียงหรือรับส่งผู้ป่วยต้องเป็นระดับ Emergency Medical Responder (EMR) ซึ่งก็คือ FR ที่ผ่านการอบรมเพิ่มเติมอีก 16 ชั่วโมง ให้ครบ 40 ชั่วโมง แต่ยังไม่สามารถดำเนินการปรับระดับขีดความสามารถของ FR ได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมได้ในปัจจุบัน

    ทว่าจากปริมาณการรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 ในแต่ละปีจะอยู่ที่ 1.5 ล้านครั้ง เป็นการลำเลียงโดยบุคลากรในระดับ ALS และ BLS ประมาณ 200,000 ครั้ง ที่เหลือเป็นระดับ FR ประมาณ 1 ล้านครั้ง หากประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะทำให้ FR ที่มีอยู่ทั่วประเทศไม่สามารถลำเลียงผู้ป่วยได้ ทำได้แค่ปฐมพยาบาล แล้วรอบุคลากรในระดับที่สูงกว่ามาลำเลียงส่งโรงพยาบาล

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

      ซึ่งปัจจุบันรถของโรงพยาบาลในระดับ ALS มีเฉลี่ยโรงพยาบาลละ 1 คัน หรือประมาณ 1,000 กว่าทีมเท่านั้น ส่วนระดับ BLS มี 5,000 คัน โดยเฉพาะถ้าเป็นบุคคลระดับ EMR ไม่น่ามีเกิน 30,000 คนทั่วประเทศ

      “นิติศักดิ์” มองว่า การประกาศกฏระเบียบในขณะที่ยังไม่มีความพร้อมยากที่จะทำเป็นจริงได้

    อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 30พ ย. เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ นพ.อัจฉริยะ แพงมา ได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวชนว่า การที่สพฉ.ออกประกาศนี้เพื่อให้การคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ปฎิบัติการฉุกเฉินเท่านั้น เพิ่มชั่วโมงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้มีความรู้ความสามารถมากขึ้น เพื่อที่จะยกระดับให้มีรถกู้ชีพที่มีมาตรฐานแบบเดียวกันทั่วประเทศและให้ประชาชนวางใจในเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

    ในส่วนของร่างกฎหมายใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้มีการแบ่งประเภท หน่วยปฏิบัติฉุกเฉินการแพทย์ไว้อยู่ 3 ประเภท คือ 1.ประเภทช่วยเวชกรรมโดยไม่ลำเลียงผู้ป่วย 2.ประเภทช่วยเวชกรรมลำเลียงผู้ป่วย และ 3. ประเภทวิชาชีพ ขณะที่หน่วยปฏิบัติการด้านการอำนวยการ ของเดิมมีศูนย์ 1669 ทั่วประเทศ ซึ่ง 1669 เดิม มี 3 กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วย 1. กลุ่มที่มีเพียงพนักงานรับแจ้ง ไม่มีพยาบาล 2.มีแค่พยาบาลกำกับ ไม่มีแพทย์ และ 3. มีแพทย์อย่างเดียว เพื่อให้เกิดเป็นรายละเอียดให้เป็นมาตรฐานในการเพิ่มขีดความสามารถเกี่ยวกับการให้บริการ

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

นพ.อัจฉริยะ แพงมา

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

    การออกกฎหมายฉบับนี้ เพื่อเป็นการชี้ทิศทางให้ท้องถิ่น รวมทั้งพื้นที่ได้เตรียมตัวเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้หน่วยปฏิบัติฉุกเฉินการแพทย์ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้เตรียมตัวเพื่อไปสู่อนาคต และขอยืนยันว่า แผนประกาศการใช้กฎหมายนี้ไม่กระทบต่อการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ต้องผลิตบุคลากรให้ทันตามกฎหมายใหม่ เป็นการปูพื้นฐาน เกี่ยวกับการบริการของหน่วยปฏิบัติฉุกเฉินการแพทย์ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

      ท่ามกลางความเห็นแย้งของหน่วยที่กำกับสนับสนุนและผู้ปฏิบัติงาน คงอีกนานที่ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยจะเดินหน้าไปได้เท่าเทียมนานาประเทศ

7 อาการภาวะหัวใจล้มเหลว!!คร่าชีวิต”สุรินทร์ พิศสุวรรณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304152

7 อาการภาวะหัวใจล้มเหลว!!คร่าชีวิต”สุรินทร์ พิศสุวรรณ”

อาการ, หัวใจล้มเหลว

หัวใจล้มเหลวสาเหตุการเสียชีวิต “สุรินทร์ พิศสุวรรณ” ลองมาดูอาการต่างๆที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

       จากข่าวการเสียชีวิตของ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว สร้างความโศกเศร้า คนดังในแวดวงการเมืองต่างแสดงความเสียใจผ่านทุกช่องทาง
 สำหรับลักษณะอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว สังเกตได้ 7 ลักษณะอาการ

1.อาการเหนื่อย/หายใจลำบาก (Dyspnea) ในช่วงแรกของการเกิดภาวะนี้ อาการเหนื่อยจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อออกแรงทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ หรือออกกำลังกาย ซึ่งผู้ป่วยจะ ต้องสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตนเอง เนื่องจากความรู้สึกเหนื่อยของแต่ละคนเมื่อออกแรงทำกิจกรรมเดียวกันอาจไม่เท่ากัน แต่เมื่อภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ อาการเหนื่อยก็จะเป็นมากขึ้น จนกระทั่งทำกิจวัตรประจำวันธรรมดา เช่น กวาดบ้าน อาบน้ำ กินข้าว ก็จะเหนื่อยง่ายจนผิดสังเกต และเมื่อภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรงมาก ผู้ป่วยก็จะรู้สึกเหนื่อยแม้ว่ากำลังนั่งเฉยๆก็ตาม

2.อาการนอนราบไม่ได้ (Orthopnea) ผู้ป่วยจะต้องใช้หมอนหนุนหลายใบเพื่อให้ศีรษะยกตัวสูงขึ้น ในรายที่อาการรุนแรงจะไม่สามารถล้มตัวลงนอนราบตามปกติได้เลย ต้องนอนหลับในท่านั่งเท่านั้น

3.อาการเหนื่อยฉับพลันขณะหลับ (Paroxysmal nocturnal dyspnea) คือ ขณะที่ผู้ ป่วยนอนหลับ อยู่ๆก็จะตื่นขึ้นมากะทันหันเพราะรู้สึกเหนื่อย เหมือนคนกำลังจะจมน้ำ หรืออาจตื่นขึ้นมาและมีอาการไอติดๆกัน (Nocturnal cough) จนผู้ป่วยต้องลุกขึ้นนั่งห้อยขา เพื่อให้อา การเหนื่อยหรือไอบรรเทาลง

4.อาการอ่อนเพลีย อ่อนแรง เป็นอาการที่ไม่จำเพาะ เกิดจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆทั่วร่างกายลดลง

5.น้ำหนักลด ผอมลง ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและเป็นมานาน จะมีน้ำหนักตัวลดลงได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจทำงานหนักขึ้น มีอาการเบื่ออาหาร การดูดซึมอาหารของลำไส้ลดลง ซึ่งเป็นผลจากมีเลือดคั่งอยู่ในหลอดเลือดดำของผนังลำไส้ และมีการเพิ่มขึ้นของสารเคมีชื่อ Tumor necrotic factor (TNF) ในเลือด ทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น

6.เกิดน้ำคั่งในอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ได้แก่ น้ำที่คั่งในถุงลมของปอด/ปอดบวมน้ำ (Pulmonary edema) ทำให้เกิดอาการเหนื่อย และหากฟังเสียงปอดจะได้ยินเสียงผิดปกติ (Pulmonary rales) หรือน้ำอาจเกิดการคั่งอยู่ในช่อง/โพรงเยื่อหุ้มปอด (Pleural effusion: ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด)

ซึ่งก็ทำให้มีอาการเหนื่อยเช่นกัน น้ำอาจซึมออกมาจากหลอดเลือดดำในท้อง ทำให้เกิดมีน้ำในท้องขึ้น (Ascites: ท้องมาน) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการท้องโต แน่นท้อง นอกจากนี้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอาจเกิดน้ำคั่ง ทำให้เกิดอาการบวมได้ โดยเฉพาะบริเวณหน้าแข้งและข้อเท้า ซึ่งมักจะเป็นมากขึ้นในช่วงเย็น เมื่อผู้ป่วยเดิน ยืน หรือนั่งห้อยขามาตลอดทั้งวัน แต่หากเป็นผู้ป่วยที่นอนอยู่กับเตียง จะเห็นเนื้อเยื่อบริเวณก้นกบบวมแทน

7.อาการอื่นๆ เช่น มีเสียงหัวใจเต้นผิดปกติ คือมีเสียงที่ 3 และ 4 เกิดขึ้น (เสียงหัว ใจในคนปกติมีแค่ 2 เสียง) เรียกว่า S-3 หรือ S-4 gallop ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจพบความดันโลหิตระหว่างตัวบน (Systolic pressure) กับตัวล่าง (Diastolic pressure) มีค่าแคบลง หรืออาจจับชีพจรได้แรงกับเบาสลับกันไปอย่างสม่ำเสมอ เรียกว่า Pulsus alternans ในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเกิดขึ้นฉับพลัน หรือมีอาการกำเริบขึ้นรุนแรง อาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกหน้ามืด ใจสั่น ปากเขียว เล็บมือเขียว (ภาวะเขียวคล้ำ) เพราะเนื้อเยื่อต่างๆขาดออกซิเจนได้

ข้อมูลจากเว็บไซต์หาหมอดอทคอม (http://haamor.com)

รับรองพุทธศาสตร มจร.เฉพาะในที่ตั้ง4สาขาปี56-60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304103

รับรองพุทธศาสตร มจร.เฉพาะในที่ตั้ง4สาขาปี56-60

มาตรฐานวิชาชีพครู, หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต, มจร.

คุรุสภารับรองหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต 5 ปีของ มจร. สอนใน 4 สาขาปี 56-60 เฉพาะในที่ตั้ง พร้อมสั่งปรับรายละเอียดมาตรฐานวิชาชีพให้สอดคล้องกับคกก.อิสระ

             เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 60- ดร.พะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ที่มี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูของคุรุสภา  9 มาตรฐาน โดยให้ปรับรายละเอียดของมาตรฐานวิชาชีพครูฯ ให้เชื่อมโยงกับการทำมาตรฐานวิชาชีพครูของคณะกรรมการอิสระเพื่อปฎิรูปการศึกษา ที่จะต้องดูภาพรวมมาตรฐานวิชาชีพครูทั้งหมด
ทั้งนี้ มาตรฐานความรู้วิชาชีพครูฯ นั้น ถือเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดสมรรถนะของครู  ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายทั้งกลุ่มนักศึกษาที่เรียนหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  5 ปี ตลอดจนกลุ่มผู้ที่ไม่ได้เรียนครูโดยตรง โดยเข้ารับการฝึกอบรม พัฒนาตนเอง หรือเทียบโอนให้ได้รับรองความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพครูฯ และสามารถใช้เป็นคุณวุฒิในการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ โดยตั้งแต่ปี 2557-2559 มีผู้ผ่านการอบรมมาตรฐานวิชาชีพฯ ทั้งสิ้น 60,253 คน อย่างไรก็ตาม รมว.ศึกษาธิการ อยากจะทำเรื่องนี้ให้เป็นของขวัญกับครูทุกคน
ดร.พะโยม กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกัน มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปดูเรื่องหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ว่าจะสามารถให้ความยุติธรรมกับทุกกลุ่มที่มีใบอนุญาตฯ และไม่มีใบอนุญาตฯ ครูได้อย่างไรบ้าง

เนื่องจากการจัดสอบที่ผ่านมาพบว่าในบางสาขาวิชาเอกไม่มีผู้สอบได้เต็มจำนวนที่ประกาศรับสมัคร จึงไม่ได้ครูตามที่ต้องการ ก็ต้องไปดูว่าจะมีแนวทางใดบ้างที่จะได้ครูที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาสอนในสาขาที่ขาดแคลน
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติรับรองปริญญาทางการศึกษาของสถาบัน อุดมศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อใช้เป็นคุณวุฒิในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร.) จำนวน 1 หลักสูตร

ได้แก่ ปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต  (5 ปี)  หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556 จำนวน 4 สาขาวิชา คือ  สาขาวิชาการสอนภาษาไทย การสอนภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา และวิชาการสอนพระพุทธศาสนาและจิตวิทยาการแนะแนว โดยให้รับรองตั้งแต่ปีการศึกษา 2556-2560 ที่มีการจัดการสอนในที่ตั้งของสถาบันเท่านั้น

ก่อนหน้านี้  เวบไซด์ http://www.moe.go.th ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี  กระทรวงศึกษาธิการ ได้เผยแพร่ผลการประชุมองค์กรหลัก โดยนายพะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการกล่าวภายหลังการประชุมว่า นพ.ธีระเกียรติ  เจริฐเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)ได้แจ้งเรื่องในการประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ที่ประชุมรับทราบ ว่ามหาวิทยาลัยพระ 2 แห่ง คือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งเปิดสอนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และค่าเล่าเรียนราคาถูก จึงมีคนสนใจไปเรียนมากนั้น

      “พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเรื่องคุณภาพ จึงฝากให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้พิจารณากำกับดูแลให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งที่ประชุมองค์กรหลักได้มอบหมายให้นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้”โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

      นอกจากนี้ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา ก่อนที่สถาบันการศึกษาจะเปิดรับนักศึกษาจะต้องส่งหลักสูตรมาให้คุรุสภาพิจารณาก่อนว่าเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ ซึ่งการประเมินของคุรุสภาจะยึดโยงกับการประเมินของ สกอ.ถ้าสกอ.ไม่รับทราบหลักสูตร คุรุสภาก็ไม่สามารถรับรองมาตรฐานวิชาชีพได้

ทั้งที่ คุรุสภากำหนดชัดเจนว่าต้องยื่นคำร้องขอรับการประเมินก่อนเปิดสอนไม่น้อยกว่า 60 วันสุดท้ายนักศึกษาจบแล้วไม่ได้รับอนุมัติขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตฯ ผลกระทบก็ตกที่ผู้เรียน และก็ร้องเรียนมาที่คุรุสภา

อ่านเรียนครู 5ปีทำไมไม่ได้ใบวิชาชีพ

ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์

เวลานี้คุรุสภาอยู่ระหว่างพิจารณาหลักสูตรนอกที่ตั้งของมหาวิทยาลัย 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งลำปาง และศูนย์ฯสุพรรณบุรี ,มรภ.เลย ศูนย์ขอนแก่น จ.ขอนแก่น และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาเขตร้อยเอ็ด เปิดสอนภาคพิเศษ ซึ่ง มจร.แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ แต่บริหารด้วยฆราวาสที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ตอนนี้คุรุสภาก็กำลังพิจารณาประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ

อ่านเรียนครู 5ปีทำไมไม่ได้ใบวิชาชีพ

“ที่เน้นเป็นพิเศษคือ มาตรฐานหลักสูตร ต้องครอบคลุมมาตรฐานวิชาชีพ เพราะถ้าปล่อยให้คนที่ไม่จบวิชาชีพครูโดยตรงมาเป็นครู ก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่น การประกันคุณภาพจะไม่เกิด ขณะที่การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาก็กำหนดไว้1ปีโดยมีเงื่อนไขต้องเป็นสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เท่านั้น ซึ่งจะมีการติดตามลงไปดูการปฏิบัติการสอนด้วย ยกเว้นผู้ที่เรียนป.บัณฑิตวิชาชีพครู ต้องทำแผนปฏิบัติการสอนมานำเสนอ ซึ่งหลักสูตรของสถาบันใดถูกต้อง ครบถ้วนตามมาตรฐานคุรุสภาก็จะรับรอง บัณฑิตที่จบในหลักสูตรนั้นๆก็ได้รับอนุมัติขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตฯ”ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาที่คุรุสภารับรองหลักสูตร ก็ส่งรายชื่อและจำนวนบัณฑิตที่จบการศึกษาในปีนั้นๆมาให้คุรุสภาผ่านระบบ KSP Bundit ถ้ากระบวนการทุกอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ คุรุสภาขึ้นทะเบียนใบอนุญาตฯ ให้และกรอกเลขประจำตัว 13 หลักรับใบอนุญาตฯที่มหาวิทยาลัย หรือจุดบริการเขตพื้นที่การศึกษาได้ ซึ่งผู้ได้รับใบอนุญาตฯต้องต่ออายุทุก 5 ปี

อ่านเรียนครู 5ปีทำไมไม่ได้ใบวิชาชีพ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรียนครู 5ปีทำไมไม่ได้ใบวิชาชีพ

“บิ๊กตู่”ห่วงมหาวิทยาลัยสงฆ์เปิด ป.ตรี-โท-เอก

แบ่งปันโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303964

แบ่งปันโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทย

แบ่งฝันปันสุข

ฟิลิปส์ เดินหน้าสานต่อวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลกให้ดีขึ้น จัด“โครงการแบ่งฝันปันสุข มอบรอยยิ้มและโอกาสให้แก่น้องๆ มูลนิธิบ้านนกขมิ้น

       จากสถิติของกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่าในช่วง พ.ศ.2556 – 2559 มีเด็กถูกทอดทิ้งรวมทั้งสิ้นเกือบ 700 ราย และในช่วงห้าเดือนแรกของปี พ.ศ. 2560 มีเด็กที่ถูกทอดทิ้งพุ่งสูงถึง 167 ราย สถานที่ที่เด็กมักจะถูกนำไปทิ้ง ได้แก่ สถานที่สาธารณะ โรงพยาบาล สถานที่รับจ้างเลี้ยง และญาติพี่น้อง โดยมีสาเหตุมาจากการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมในวัยรุ่น ปัญหาครอบครัว และความยากจน ดังนั้น มูลนิธิและสถานสงเคราะห์จึงกลายเป็นบ้านหลังใหม่ของเด็กๆ เหล่านี้ แต่ด้วยจำนวนเด็กที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้หลายๆ มูลนิธิต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นไปด้วย จึงเกิดความต้องการรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก เพื่อให้มูลนิธิและสถานสงเคราะห์ต่างๆ เหล่านี้ยังดำรงอยู่ได้
นางสาวสิริวรรณ นิจกิจจาทร ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มธุรกิจ Personal Health บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฟิลิปส์ มีวิสัยทัศน์ว่าภายในปี พ.ศ. 2568 มุ่งหวังที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมให้ดีขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่ปีละ 3 พันล้านคนทั่วโลก ดังนั้น เพื่อเป็นการสานต่อความมุ่งมั่นนี้ ไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนานวัตกรรมที่พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้บริโภค ไปพร้อมๆ กับหยิบยื่นโอกาสและความช่วยเหลือให้แก่สังคม จึงได้ริเริ่ม “โครงการแบ่งฝันปันสุข” นี้ขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือเด็กไทย เพราะเชื่อว่าเด็กคือกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ การช่วยให้เด็กๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีโอกาสทางการศึกษา น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาได้ในระยะยาว

แบ่งปันโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทย

    โดยเริ่มรับบริจาคผ่าน “โครงการแบ่งฝันปันสุข” มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 สำหรับลูกค้าที่นำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วมาร่วมบริจาคในโครงการฯ ณ ห้างสรรพสินค้าโรบินสันทั่วประเทศ นอกจากจะได้มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือน้องๆ ในครั้งนี้ ยังได้รับส่วนลดการซื้อผลิตภัณฑ์เตารีดแรงดันไอน้ำ Philips PerfectCare ถึง 2,000 บาททันที ซึ่งได้รับบริจาคเสื้อผ้ามามากกว่าหมื่นตัว และทาง i-KLEAN ได้นำเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคไปซักทำความสะอาดก่อนนำมาส่งมอบให้กับมูลนิธิบ้านนกขมิ้นในวันนี้ สำหรับฟิลิปส์เอง ยังได้รับความร่วมมือร่วมใจจากพนักงานของเรา ที่ได้ร่วมบริจาคทั้งเสื้อผ้า ของใช้ และเงินอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อบริจาคในโครงการฯ นี้ด้วย

แบ่งปันโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทย

สำหรับ “โครงการแบ่งฝันปันสุข” ในครั้งนี้ เราได้นำความช่วยเหลือมามอบให้แก่มูลนิธิ บ้านนกขมิ้น เพราะเราเล็งเห็นถึงปณิธานของที่นี่ ที่ต้องการช่วยให้เด็กๆ ได้มีโอกาสในการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของฟิลิปส์ นอกจากนี้ ทางมูลนิธิฯ เอง ยังได้มีการนำเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคมาจำนวนมากไปจำหน่ายเป็นเสื้อผ้ามือสอง เพื่อนำเงินกลับมาเป็นทุนการศึกษาให้น้องๆ ซึ่งเรามองว่านี่เป็นการบริหารงานที่สร้างความยั่งยืน และสามารถช่วยเหลือให้น้องๆ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงๆ มากกว่าการรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอกเพียงอย่างเดียว
มูลนิธิบ้านนกขมิ้นก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2532 จากความตั้งใจของเออร์วิน เกรอบลี ชาวสวิสเซอร์แลนด์ ร่วมกับครูอาสา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ นายสุรชัย สุขเขียวอ่อน หรือ ครูอ๊อด เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กๆ ด้วยการดูแลแบบ “ระบบครอบครัว” เลี้ยงดูและสนับสนุนด้านทุนการศึกษาและการดำรงชีพตั้งแต่อายุสี่ปีจนถึงจบการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย โดยรับเด็กกำพร้า เด็กเร่ร่อน เด็กด้อยโอกาส มาอยู่ร่วมชายคาของบ้านนกขมิ้นแล้วกว่า 200 ชีวิต ปัจจุบันมูลนิธิฯ มีทั้งหมด 7 สาขา ได้แก่ กรุงเทพ หัวหิน สุโขทัย เชียงใหม่ เชียงราย อุทัยธานี  และสงขลา และนอกจากเด็กๆ ในมูลนิธิฯ แล้ว บ้านนกขมิ้นยังได้ให้ทุนการศึกษากับเด็กๆ จากครอบครัวในชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย

แบ่งปันโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทย แบ่งปันโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทย

ครูอ๊อด กล่าวว่า มูลนิธิบ้านนกขมิ้นเกิดขึ้นและยังคงอยู่ได้ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้วางกล่องรับบริจาคตามสถานประกอบการต่างๆ เพื่อให้ผู้คนทั่วไปที่ไม่สามารถนำของมาบริจาคด้วยตัวเองได้มีส่วนร่วมในการแบ่งปันและการมอบโอกาสให้แก่เด็กๆ ที่บ้านนกขมิ้น เราสนับสนุนทุนการศึกษาให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งหมายความว่าเราจำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก เราจึงได้ริเริ่มโครงการเหลือ-ขอ รับบริจาคเสื้อผ้าและสิ่งของเหลือใช้ เพื่อนำมาคัดแยกและนำไปจัดจำหน่ายเพื่อนำเงินที่ได้มาเป็นงบประมาณ เพื่อใช้ในการพัฒนาเด็กด้วยความรู้ และเป็นทุนการศึกษา นอกจากนี้ ทางมูลนิธิฯ ยังมีแผนที่จะก่อสร้างห้องสอนพิเศษ ให้จิตอาสามาสอนดนตรีหรือการเรียนรู้อื่นๆ ให้กับเด็กๆ และสิ่งสำคัญ คือ ความช่วยเหลือที่ต่อเนื่อง เพราะการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนถือเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ แต่คุ้มค่าเมื่อได้เห็นเด็กๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับโอกาสในการศึกษา จนประสบความสำเร็จและมีความสุข 

แบ่งปันโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทย

นอกจากการนำเสื้อผ้าและสิ่งของมามอบให้กับมูลนิธิบ้านนกขมิ้นแล้ว ทางฟิลิปส์ ร่วมกับห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และ i-KLEAN ยังได้จัดกิจกรรมสันทนาการให้กับน้องๆ ที่บ้านนกขมิ้น พร้อมกับนำนวัตกรรมเพื่อสุขภาพของทางฟิลิปส์อย่างหม้อทอดไม่ใช้น้ำมัน (Philips Airfryer) และเครื่องปั่นน้ำผลไม้ความเร็วสูง (Philips Hi-speed Blender) มาร่วมทำอาหารและเครื่องดื่มให้น้องๆ ได้รับประทานอย่างเอร็ดอร่อย เรียกได้ว่าในงานมีแต่รอยยิ้ม ความสุข และยังอร่อยสุขภาพดีไปพร้อมๆ กันด้วย

สำหรับผู้สนใจบริจาคเสื้อผ้ามือสองและของเหลือใช้ทุกชนิดให้กับเด็กภายในมูลนิธิบ้านนกขมิ้น เพื่อนำไปใช้หรือจำหน่ายเพื่อหารายได้เข้ามาเป็นทุนการศึกษา สามารถติดต่อได้ที่มูลนิธิบ้านนกขมิ้น โทร. 081 432 1890 หรือ LINE: baannokkamin หรือที่หน้าเพจ https://www.facebook.com/baannokkamin

วาด “เพื่อพ่อ”จากใจ 10 ชีวิตคนในกำแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304028

วาด “เพื่อพ่อ”จากใจ 10 ชีวิตคนในกำแพง

คนในกำแพง, ในหลวงร.9, คุณภาพชีวิต, เพื่อพ่อ

กว่า 10 ชีวิต คนในกำแพง เรือนจำพิเศษมีนบุรี สร้างสรรค์ผลงานภาพวาด เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9

       ผู้ต้องราชทัณฑ์คนหนึ่ง เล่าว่า ชีวิตของเขาเคยทำผิดพลาด ทำให้ครอบครัวต้องเสียใจ วันหนึ่งได้รับรู้ข่าวจากผู้คุมว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสวรรคต เขาเสียใจมาก แต่เขาไม่มีโอกาสที่จะได้ไปกราบลาพระองค์ท่าน ไม่เห็นแม้แต่บรรยากาศที่ประชาชนคนอื่นๆ เดินทางไปถวายความจงรักภักดี

วาด "เพื่อพ่อ"จากใจ 10 ชีวิตคนในกำแพง

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาจะทำถวายพระองค์ท่านได้คือการวาดภาพ เขาเลยตัดสินใจเรียนวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยว สาขาวิจิตรศิลป์ ที่เข้ามาสอนในเรือนจำทุกวันเสาร์-อาทิตย์

 

วาด "เพื่อพ่อ"จากใจ 10 ชีวิตคนในกำแพง

ในโอกาสที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  และโครตอินดี้ จัดกิจกรรมวันพ่อให้กับกลุ่มผู้ต้องขัง ในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี  เพื่อให้ผู้ต้องขังผู้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช   ผู้ต้องขัง เรือนจำพิเศษมีนบุรี วาดภาพ แสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

วาด "เพื่อพ่อ"จากใจ 10 ชีวิตคนในกำแพง

 

วาด "เพื่อพ่อ"จากใจ 10 ชีวิตคนในกำแพง

“ผมก็ดีใจที่ได้ทำความดีเพื่อท่านด้วยการวาดภาพเวลาท่านทรงงาน ทรงช่วยเหลือประชาชน ผมคิดถึงพระองค์ท่าน  อยากมีโอกาสได้ไปกราบท่านเหมือนคนอื่นๆ กับเขาบ้าง ขนาดวันที่ 13 ตุลาคม 2560 ผมยังไม่มีโอกาสได้เห็นภาพบรรยากาศที่ประชาชนรอคอยส่งท่าน ผมมองออกไปก็มีแต่กำแพงหรือไม่ก็ห้องสี่เหลี่ยมและผมอยากให้คนภายนอกยอมรับพวกเราบ้าง คนเรามีความผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น ไม่ได้เลวร้ายไปซะทุกคน” ความรู้สึกของผู้ต้องราชทัณฑ์

วาด "เพื่อพ่อ"จากใจ 10 ชีวิตคนในกำแพง

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า โครงการในวันนี้ทาง สสส. และโครตอินดี้ได้นำเรื่องราวการแสดงความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่แสดงผ่านหนังสือ 100 วัน เปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง

วาด "เพื่อพ่อ"จากใจ 10 ชีวิตคนในกำแพง

ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมภาพของการแสดงความจงรักภักดีของประชาชนต่อพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 จากทุกพื้นที่ทุกกลุ่มชนในช่วง 100 วันแรกของการสวรรคตของพระองค์ท่านมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์เป็นแบบอย่างในการใช่ชีวิต โดยทดลองนำร่องกับผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษมีนบุรีซึ่งพบว่าได้ผลเป็นอย่างดียิ่ง

 

วาด "เพื่อพ่อ"จากใจ 10 ชีวิตคนในกำแพง

นพ.สมภพ สังคุตแก้ว

นพ.สมภพ สังคุตแก้ว ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษมีนบุรี กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์เป็นหน่วยงานหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมด้านการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้สังคมภายนอกได้รับทราบถึงบทบาทและภารกิจในก้าวย่างที่ 5 การสร้างการยอมรับให้สังคม  ทางด้านนโยบายของกรมราชทัณฑ์ การส่งเสริมและดูแลสุขภาพ การสร้างแรงบันดาลใจจากโครงการ “แรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่ผู้ต้องราชทัณฑ์ในการสร้างเสริมสุขภาวะ และการสร้างทักษะชีวิต” เป็นการสร้างคุณค่าให้เกิดกับตัวผู้ต้องขังไปสู่สายตาคนภายนอก รวมทั้งให้ผู้ต้องขังได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

วาด "เพื่อพ่อ"จากใจ 10 ชีวิตคนในกำแพง

บุรินทร์ทร แซ่ล้อ

บุรินทร์ทร แซ่ล้อ ผู้อำนวยการเครือข่ายเยาวชนโครตอินดี้ เล่าว่า ในทุกๆ ปี วันที่ 5 ธันวาคม จะจัดกิจกรรมสำหรับวันพ่อแห่งชาติของเมืองไทย และในฐานะที่ผมเป็นลูกคนหนึ่งที่น้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน จึงถือโอกาสใกล้วันพ่อนี้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมโดยเฉพาะกลุ่มผู้ต้องขังที่ต้องการให้คนภายนอกได้เห็นว่าคนที่อยู่ในกำแพงก็สามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่างที่บุคคลภายนอกไม่เคยเห็นมาก่อน

วาด "เพื่อพ่อ"จากใจ 10 ชีวิตคนในกำแพง

“มีหลายคนถามว่า ทำไมต้องมาจัดในเรือนจำ ผมตอบเลยว่า ถ้าเราไม่ทำ แล้วใครจะทำ ยิ่งเมื่อผมได้อ่านข่าว ได้ทราบถึงจำนวนของผู้กระทำผิดที่เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน มันสะท้อนถึงเรื่องการทำผิดซ้ำๆ ทั้งคนที่ออกไปแล้ว ไม่รู้จะไปไหน สังคมไม่ให้โอกาส ผมเองในฐานะของคนที่เคยเข้ามาสร้างสรรค์ผลงานให้กับพี่น้องในกำแพงนี้ ผมได้เห็นศักยภาพของทุกคนในเรือนจำว่ามีมากมายมหาศาล เราอยากช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันภายในจิตใจที่เข้มแข็งโดยมีศาสตร์พระราชาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ” “บุรินทร์ทร” เล่า

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304027

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

มาตรา 53 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการครู, บรรจุแต่งตั้ง, ผอ.สพท., ชร.ผอ.สพท., คำสั่ง คสช.ที่ 19/2560, ข้อ 13 คำสั่ง คสช.ที่ 19/2560

ปัญหางานบริหารบุคคลของ สพท.-ศธจ. สะเทือนมาถึงคนในวังจันทรเกษมเร่งหาดูกม.ทางออก ขณะที่กลุ่มผอ.เขตรวม5หมื่นชื่อขอคืนอำนาจบรรจุ

        มีคำถามว่าอำนาจการบริหารงานบุคคลในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นของใครระหว่างผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่ยึดตามอำนาจมาตรา 53 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการการ พ.ศ.2547 หรือ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 19/2560 ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ในข้อที่ 13 ซึ่งโอนอำนาจตามมาตรา 53 ให้กับ ศธจ. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

หากยึดถือปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ผอ.สพท.ก็ไม่ต่างกับเสือกระดาษ ภาระกิจสำคัญๆในมือไม่น้อยกว่า 30 เรื่องเป็นอำนาจ ศธจ. ที่ผ่านมา กลุ่มผอ.สพท.รวมตัวกันเคลื่อนไหว เรียกร้อง ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หวังให้ผู้มีอำนาจสั่งการ ให้มีการแก้ไขคำสั่งคสช.ข้อที่ 13 ดังกล่าว ขออำนาจกลับคืน แต่ยังไร้วี่แวว!!

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

       ภาพความไม่ลงรอยดูท่าจะขยายวงกว้างชัดขึ้น ล่าสุดที่ “พีรพงศ์ สุรเสน” ผอ.สพป. นครราชสีมา เขต 7 ตอบปฏิเสธหนังสือของ “สุวิทย์ ศรีฉาย” รองศธจ. รักษาการศธจ.นครราชสีมา ที่เชิญร่วมเป็นเกียรติประดับเครื่องหมายอินทรธนูแก่ข้าราชการครูบรรจุใหม่ด้วยข้อความว่า “ทราบ, ไม่ไป, ข้าราชการที่บรรจุใหม่ ล้วนเป็นข้าราชการสังกัดสพฐ.(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)ทั้งสิ้น ควรให้ผู้บังคับบัญชาโดยชอบเป็นผู้ดำเนินการ” ซึ่ง “การุณ สกุลประดิษฐ์” ปลัด ศธ.หยิบไปพูดในการประชุมมอบนโยบาย ศธจ. และมีการอัดคลิปแชร์ต่อๆกันในกลุ่มผอ.สพท.

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

            “พีรพงศ์ สุรเสน” ผอ.สพป. นครราชสีมา เขต 7

   นอกจากนี้ยังปรากฎบันทึกข้อความของ “กิตติชัย เมืองมา” รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผอ.สพป.เชียงราย เขต 1 ตอบบันทึกส่วนราชการในจังหวัดเชียงราย ในสังกัดสป.ศธ.ที่ขอให้ส่งผู้แทนร่วมประชุมสรุปผลการจัดกิจกรรมการประกวดระเบียบแถวลูกเสือเนตรนารีระดับประเทศ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. 2560 ณ ภูเขางามรีสอร์ท อ.เมืองนครนายก  ด้วยข้อความว่า“ทราบ , เนื่องจากเป็นเรื่องของแนวทางและเกณฑ์เท่านั้น หากอยากได้รายละเอียด ขอดาวน์โหลดไฟล์ของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติได้, ไม่มีความจำเป็นต้องไป, รวมเรื่อง”

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

           “สุวิทย์ ศรีฉาย” รองศธจ. รักษาการศธจ.นครราชสีมา

    ความไม่เข้าใจของ สพท.และ ศธจ.เป็นเพราะบทบาทหน้าที่การทำงานที่ทับซ้อน โดยเฉพาะข้อที่ 13 ของคำสั่งหัวหน้า คสช. “ธนชน มุทาพร” ผู้อำนวยการ สพป.ชัยภูมิ เขต 1 ในฐานะประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ชร.ผอ.สพท.) บอกว่า การเคลื่อนไหวที่ปรากฎทำให้เห็นว่าปัญหาของการทำงานระหว่าง ศธจ.และ สพท.มีอยู่จริง เกิดจากการมอบอำนาจการบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ ตามข้อที่ 13 ในคำสั่งคสช.ที่ 19/2560

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

         “ที่ผ่านมา ชร.ผอ.สพท.เคลื่อนไหว เรียกร้องมาตลอดว่าจะต้องแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560ในข้อ 13 นี้ เพราะทำให้การทำงานของ ศธจ.มีจุดอ่อน ไม่ได้ไปทำงานที่เน้นการบูรณาการตามภารกิจ แต่กลายเป็นมาทำแต่เรื่องของการบริหารงานบุคคล ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าระบบการทำงานล่าช้า ก่อนหน้านี้บรรจุครูใหม่ 1 เดือนก็เรียบร้อยแล้วแต่เวลานี้ไม่ใช่ ยังสร้างภาระเรื่องงบประมาณที่สูญเสียไปกับการเดินทางด้วย ฉะนั้น จึงเสนอมาว่าขอให้แก้ไขโดยขอให้ผอ.สพท.ได้เข้าไปทำงานในหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 53 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ” ประธานชร.ผอ.สพท. กล่าว

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

         เวลานี้ ชร.ผอ.สพท.ล่ารายชื่อผู้อำนวยการและบุคลาการในสังกัด สพป.และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ทั่วประเทศ ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องได้กว่า 50,000 รายชื่อเพื่อนำเสนอ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ให้มีการยกเลิกข้อที่ 13 ในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560

        ผู้บริหารระดับสูง ศธ.ที่รู้ปัญหามองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง สพท.และศธจ. ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ช่วงเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยเวลา ผู้ช่วยปลัด ศธ. สุรินทร์ แก้วมณี ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการบริหารจัดการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และ ศธจ. กล่าวว่า เวลานี้ได้วางกรอบแนวคิด 5 เรื่องเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารงาน ศธจ.และสพท.อย่างเป็นระบบ

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

โดยเรื่องแรก การจัดสรรกรอบอัตรากำลังของทั้ง สำนักงานศธจ. และ สพท. ให้เหมาะสมกับปริมาณงาน โดยในส่วนของสำนักงาน ศธจ. ต้องใช้บุคลากรประมาณ 45 อัตรา เฉพาะตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามาตรา 38 ค.(2)ซึ่งไม่รวมศึกษานิเทศก์ ขณะที่ สพท.แต่ละเขตใช้ประมาณ50-60อัตรา

        เรื่องที่ 2 การตีความกฎหมายที่คณะอุกรรมการด้านกฎหมายของ ศธ.จะต้องดูทั้ง อำนาจตามมาตรา 53 เดิมให้อำนาจสพท. เป็นผู้มีอำนาจการบรรจุแต่งตั้ง กับคำสั่ง คสช. ที่19/2560ข้อที่ 13 โดยจะพิจารณาว่าในคำสั่งดังกล่าว ให้ผอ.สพท. มีอำนาจตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ เหลืออยู่บ้าง เช่น อำนาจในการแต่งตั้งรักษาราชการแทน อำนาจในการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง เป็นต้น

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

        “ทั้ง 2 แนวทางนี้จะเสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.)พิจารณาส่วน คปภ.พิจารณาว่าจะตีความแนวทางใดแล้ว ก็จะเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าแนวทางนั้นชอบด้วยข้อกฎหมายทั้งระบบหรือไม่” นายสุรินทร์ กล่าว

          นอกจากนี้ยังจะเสนอ 3.จัดทำแผนบูรณาการร่วมกันระหว่าง ศธจ. และสพท. ทั้งการอัตรากำลัง งบประมาณ การจัดการศึกษา 4.จัดระบบการนิเทศติดตาม และ 5.ทำคู่มือ ขั้นตอนการทำงานทั้ง ศธจ. และ สพท. เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

    คงถึงเวลาแล้วที่ปัญหาความขัดแย้งของ สพท.และ ศธจ.จะต้องหาทางออกที่ชัดเจน เมื่อต้องการให้ ศธจ.เป็นหน่วยสนับสนุนให้ฝ่ายปฏิบัติคือ สพท.ทำงานได้อย่างราบรื่น เพื่อเป้าหมายหลักของการทำงานเพื่อการศึกษาของเด็กและประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

        0 เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ 0 qualitylife4444@gmail.com

“เกิดในรัชกาล” เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304035

“เกิดในรัชกาล” เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

คุณภาพชีวิต, คนในกำแพง, เพลงเพื่อพ่อ, บี-ไฮ-เดอะ-ซีน, เกิดในรัชกาล

วงดนตรี บี-ไฮ-เดอะ-ซีน เขียนเพลงพระราชนิพนธ์ “เพื่อพ่อ” น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9

           “คุก” มีเพียงไว้ขังผู้ที่กระทำความผิด แต่ไม่ใช่จุดจบของชีวิต คนที่ติดอยู่ข้างในยังมีโอกาสที่จะได้อิสระภาพกลับคืนมาอีกครั้ง หลังจากพ้นโทษแล้ว ชีวิตที่เคยทำผิดพลาด กลับไม่ง่ายที่จะกลับคืนสู่สังคมอย่างปกติ

“วง บี-ไฮ-เดอะ-ซีน” ก่อตั้งมาจากคนในกำแพงที่ รวมตัวกันทำบทเพลงเพื่อพ่อ“คนในกำแพง” เรือนจำพิเศษมีนบุรี แสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

พวกเขามีทั้งคนเขียนโน๊ต คนใส่ทำนอง นักร้องนำ มือเบส มือกลอง ได้รับแรงบันดาลใจจากทูบีนัมเบอร์วัน จากคำถามที่ว่า “อยากทำเพลงเพื่อพ่อไหม” นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่พวกเขาได้รวมตัวกันทำบทเพลงเพื่อพ่อ

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

คนเขียนเพลง เล่าว่า ทูบีนัมเบอร์วัน ได้สนับสนุนในการทำเพลงเพื่อพ่อ และใช้บรรเลงในกิจกรรม “เสียงจากคนข้างในกำแพงส่งถึงคนภายนอก” รวมถึงได้รับหนังสือ 100 วัน ร้อยเรื่องเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง จากทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เขาได้เปิดหนังสือแล้วเห็นภาพหนึ่งที่มีผู้ชายและผู้หญิงยืนถือเทียนและกอดพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 จากนั้นเขามีแรงบันดาลใจจากภาพโดยเขียนเพลง “เกิดในรัชกาล” โดยมีเนื้อหาว่า

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

“ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงในการเขียน เพราะอินในภาพและไม่มีโอกาสได้เห็นบรรยากาศแบบนี้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทำได้คือสร้างบทเพลงเพื่อถวายท่าน ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ไม่มีโอกาสได้ไปส่งท่านเสด็จสู่สรวงสวรรค์ เนื่องจากสถานภาพของผมเป็นผู้ต้องหาที่อยู่ในคุก ผมเลยทำอะไรไม่ได้มากนอกจากแต่งเพลง และเป็นสิ่งเดียวที่ผมทำแล้วมีความสุข โดยได้แรงบันดาลใจมาจากพระองค์ท่าน ถ้าผมพ้นโทษออกไปสู่สังคมภายนอกแล้ว ผมจะเดินตามในหลวงรัชกาลที่ 9 และจะพิสูจน์ให้คนภายนอกได้เห็นว่าคนที่เคยอยู่ในคุกมาก่อนก็ทำความดีได้เหมือนกัน” เรื่องราวและความรู้สึกของคนเขียนเพลง

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

ส่วนอีกคนที่มีหน้าที่ใส่ทำนองและเป็นนักร้องนำ เล่าว่า ตั้งแต่ทราบข่าวในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต มีความรู้สึกบางอย่างว่าเราต้องทำอะไรเพื่อในหลวงในฐานะที่เป็นคนไทย แต่ก็ไม่มีโอกาสเนื่องจากอยู่ในห้องขัง จนทางผู้คุมบอกว่า จะมีโครงการ “แรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่ผู้ต้องราชทัณฑ์ในการสร้างเสริมสุขภาวะ และการสร้างทักษะชีวิต” โดยให้ไปร้องเพลงเพื่อถวายในหลวง เขาสนใจมากเพราะเป็นสิ่งเดียวที่เขาจะทำได้ เขาขออาสาใส่ทำนองเพลงทั้งหมดและร้องเพลง

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

“ดีใจมากไม่คิดว่าสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจว่าอยากทำเพลงพระราชนิพนธ์ที่ทำด้วยตนเองเพื่อพ่อหลวง ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพลงพระราชนิพนธ์นั้นเป็นอย่างไร จนผมได้อ่านหนังสือซึ่งมีกว่า 4,000 เพลงที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ถึงตอนนี้ผมได้มีโอกาสทำเพื่อพระองค์ท่านแล้ว แค่นี้ผมก็สุขใจแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกให้สังคมภายนอกรู้ว่า คนในคุกมันไม่ได้เลวร้ายทุกคน ทุกคนอยากจะกลับบ้าน อยากจะไปทำอะไรที่ดีกว่าทุกวันนี้ ”  ความรู้สึกของนักร้องนำ

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

บุรินทร์ทร แซ่ล้อ

บุรินทร์ทร แซ่ล้อ ผู้อำนวยการเครือข่ายเยาวชนโครตอินดี้ เล่าว่า ทุกๆ ปี วันที่ 5 ธันวาคม จะจัดกิจกรรมสำหรับวันพ่อแห่งชาติในฐานะที่เป็นลูกคนหนึ่งที่น้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน จึงถือโอกาสใกล้วันพ่อนี้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมโดยเฉพาะกลุ่มผู้ต้องขังที่ต้องการให้คนภายนอกได้เห็นว่าคนที่อยู่ในกำแพงก็สามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่างที่บุคคลภายนอกไม่เคยเห็นมาก่อน

“มีหลายคนถามว่า ทำไมต้องมาจัดในเรือนจำ ผมตอบเลยว่า ถ้าเราไม่ทำ แล้วใครจะทำ ยิ่งเมื่อผมได้อ่านข่าว ได้ทราบถึงจำนวนของผู้กระทำผิดที่เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน มันสะท้อนถึงเรื่องการทำผิดซ้ำๆ ทั้งคนที่ออกไปแล้ว ไม่รู้จะไปไหน สังคมไม่ให้โอกาส ผมเองในฐานะของคนที่เคยเข้ามาสร้างสรรค์ผลงานให้กับพี่น้องในกำแพงนี้ ผมได้เห็นศักยภาพของทุกคนในเรือนจำว่ามีมากมายมหาศาล เราอยากช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันภายในจิตใจที่เข้มแข็งโดยมีศาสตร์พระราชาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ” “บุรินทร์ทร” เล่า

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

ดร.นพ. บัณฑิต ศรไพศาล

ดร.นพ. บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. และโครตอินดี้ได้นำเรื่องราวการแสดงความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่แสดงผ่านหนังสือ 100 วัน เปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมภาพของการแสดงความจงรักภักดีของประชาชนต่อพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 จากทุกพื้นที่ทุกกลุ่มชนในช่วง 100 วันแรกของการสวรรคตของพระองค์ท่านมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์เป็นแบบอย่างในการใช่ชีวิต โดยทดลองนำร่องกับผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษมีนบุรีซึ่งพบว่าได้ผลเป็นอย่างดียิ่ง

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

นพ.สมภพ สังคุตแก้ว

นพ.สมภพ สังคุตแก้ว ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษมีนบุรี กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์เป็นหน่วยงานหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมด้านการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้สังคมภายนอกได้รับทราบถึงบทบาทและภารกิจในก้าวย่างที่ 5 การสร้างการยอมรับให้สังคม  ทางด้านนโยบายของกรมราชทัณฑ์ การส่งเสริมและดูแลสุขภาพ การสร้างแรงบันดาลใจจากโครงการ “แรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่ผู้ต้องราชทัณฑ์ในการสร้างเสริมสุขภาวะ และการสร้างทักษะชีวิต” เป็นการสร้างคุณค่าให้เกิดกับตัวผู้ต้องขังไปสู่สายตาคนภายนอก รวมทั้งให้ผู้ต้องขังได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์