5 เหตุผลก่อความรุนแรงในครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284465

5 เหตุผลก่อความรุนแรงในครอบครัว

โพลล์, สยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์, 5 ปัจจัยความรุนแรงในครอบครัว, โซเชียล, STC, สุรายาเสพติดการพนัน

สยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ เผย 5 เหตุผลก่อความรุนแรงในครอบครัว ขณะที่กว่า 67% เห็นว่าภาพที่ปรากฎในโซเชียลเพิ่มโอกาสเกิดความรุนแรงในครอบครัว

       ศ. ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโสสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) แถลงผลการสำรวจ “ความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลต่อพฤติกรรมการก่อความรุนแรงระหว่างสมาชิกภายในครอบครัว” ระหว่างวันที่ 23 – 28 มิถุนายน 2560 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,160 คน

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเพศหญิงร้อยละ 50.51 เพศชายร้อยละ 49.49 อายุ 15 ปีขึ้นไป สามารถสรุปผลได้ดังนี้ ในด้านความรู้สึกต่อข่าวการก่อความรุนแรงระหว่างสมาชิกภายในครอบครัว กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 32.26 รู้สึกโกรธ/โมโหผู้กระทำเป็นอันดับแรกเมื่อได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมก่อความรุนแรงภายในครอบครัว รองลงมารู้สึกสงสารผู้ถูกกระทำเป็นอันดับแรกคิดเป็นร้อยละ 26.27 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 15.54 ร้อยละ 12.5 และร้อยละ 8.11 รู้สึกตกใจ รู้สึกหดหู่/เศร้าเสียใจ และรู้สึกแปลกใจ/สงสัยในข้อเท็จจริงเป็นอันดับแรกตามลำดับ โดยที่มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 3.63 รู้สึกเฉยๆ และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 1.69 มีความรู้สึกอื่นๆ

สำหรับปัจจัยสำคัญสูงสุด 5 ปัจจัยที่มีผลทำให้เกิดการก่อความรุนแรงระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวตามความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ การติดอบายมุข (สุรา/ยาเสพติด/การพนัน) คิดเป็นร้อยละ 85.9 การทะเลาะเบาะแว้งคิดเป็นร้อยละ 83.95 สภาพแวดล้อมในบริเวณที่อยู่อาศัยคิดเป็นร้อยละ 81.76 การขาดการดูแลเอาใจใส่/ถูกทอดทิ้งตั้งแต่เด็กคิดเป็นร้อยละ 79.65 และไม่มีความผูกพันทางสายเลือดโดยตรงกับสมาชิกในครอบครัวคิดเป็นร้อยละ 76.86

ในด้านความคิดเห็นต่อปัญหาการก่อความรุนแรงภายในครอบครัว กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.8 มีความคิดเห็นว่าปัญหาการก่อความรุนแรงระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 62.5 มีความคิดเห็นว่าลักษณะการอยู่รวมกันแบบครอบครัวที่มีขนาดเล็กลงในปัจจุบันมีส่วนทำให้เกิดปัญหาการก่อความรุนแรงระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวขึ้นได้ นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 63.01 มีความคิดเห็นว่าการหย่าร้าง/แต่งงานใหม่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาการก่อความรุนแรงระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวขึ้นได้

 ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 67.57 มีความคิดเห็นว่าการเผยแพร่ภาพความรุนแรงต่างๆ ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์มีส่วนเพิ่มโอกาสให้ผู้คนมีพฤติกรรมก่อความรุนแรงกับสมาชิกภายในครอบครัวได้มากขึ้น และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.71 มีความคิดเห็นว่าการนำเสนอฉากความรุนแรงในละคร/ภาพยนตร์มีส่วนเพิ่มโอกาสให้ผู้คนมีพฤติกรรมก่อความรุนแรงกับสมาชิกภายในครอบครัวได้มากขึ้น

ในด้านความคิดเห็นต่อการดำเนินการกับผู้ก่อคดีเกี่ยวกับความรุนแรงภายในครอบครัว กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 53.46 เห็นด้วยที่จะมีการกำหนดไม่ให้ผู้ต้องโทษในคดีก่อความรุนแรงกับสมาชิกในครอบครัวได้อาศัยอยู่ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวที่ถูกกระทำความรุนแรงหากผู้ต้องโทษได้รับการปล่อยตัวหลังพ้นโทษ

นอกจากนี้ ร้อยละ 68.16 เห็นด้วยที่จะมีการกำหนดให้ผู้ต้องโทษในคดีก่อความรุนแรงกับสมาชิกในครอบครัวต้องเข้ารับการอบรมขัดเกลาจิตใจเป็นระยะเวลาหนึ่งหากผู้ต้องโทษได้รับการปล่อยตัวหลังพ้นโทษ อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างมากกว่าสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 76.1 มีความคิดเห็นว่าไม่ควรให้ผู้ต้องโทษในคดีก่อความรุนแรงกับสมาชิกภายในครอบครัวได้รับสิทธิ์การลดหย่อนโทษ

“ศาสตร์เจ้าเรือน” สปาไทยต่อยอดธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284458

“ศาสตร์เจ้าเรือน” สปาไทยต่อยอดธุรกิจ

ธาตุเจ้าเรือน, อภัยภูเบศร์, ศาสตร์เจ้าเรือน, สปาไทยต่อยอดธุรกิจ, เจ้าเรือน, ดิน น้ำ

หลังจากมีเสียงเรียกร้องให้จัดอบรมสปากับผู้ประกอบการสปา นำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มในธุรกิจ โดยยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไปไทยสืบต่อกันมาแต่โบราณ

      โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในฐานะที่เป็น ผู้นำด้านการพัฒนาสมุนไพรและได้ขยายมาสู่ การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมอภัยภูเบศร เดย์ สปา ขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ คือ การพัฒนาผู้ประกอบการและนักบำบัดสปาให้มีองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย และสามารถประยุกต์นำองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย-สมุนไพร ไปใช้ในการบริการสปาได้ เพื่อยกระดับการแพทย์แผนไทยเข้าสู่การบริการในระดับนานาชาติ และสร้างความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ให้กับสปาของไทยได้ ด้วยเหตุนี้ จึงได้จัดการอบรมขึ้นเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรกจัดเมื่อปี 2559 เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรม โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมอย่างล้นหลาม

"ศาสตร์เจ้าเรือน" สปาไทยต่อยอดธุรกิจ

และในครั้งนี้ได้พัฒนาการให้การอบรมไปอีกขั้น สำหรับผู้ประกอบการ ผู้ดำเนินการสปา ผู้ให้บริการสปา และแพทย์แผนไทย ที่สนใจในการนำองค์ความรู้เรื่องศาสตร์ของ”เจ้าเรือน”ไปประยุกต์ใช้ในทุกมิติการส่งเสริม ฟื้นฟูสุขภาพในสถานบริการสปาของแต่ละแห่ง โดยมีการสอนให้เข้าใจในลักษณะของแต่ละเจ้าเรือน การแก้ไขปัญหาสุขภาพแบบองค์รวม รวมถึงการนำองค์ความรู้เรื่องของตัวยาสมุนไพรมาประยุกต์ใช้ในการบริการสปาทรีทเมนท์ อาหารเครื่องดื่มสุขภาพ เพื่อสร้างความแตกต่าง

“เจ้าเรือนที่แตกต่างกัน จะสื่อให้เห็นถึงโครงสร้าง ลักษณะทางกายภาพ บุคลิกภาพ ความสัมพันธ์ การเรียนรู้ การตัดสินใจ แนวโน้มเกี่ยวกับสขุภาพความเจ็บป่วย จิตใจ และอารมณ์ อภัยภูเบศร เดย์ สปา จึงนำเจ้าเรือนมาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพ โดยเป็นการปรับร่างกายเข้าสู่สภาวะสมดุล โดยเลือกดูเจ้าเรือนตามลักษณะ นอกจากจะสามารถดูแลสุขภาพของตนเอง เรายังสามารถดูแลสุขภาพของคนรอบข้างได้ โดยไม่ต้องทราบวันเดือนปีเกิด”พท.ป.ชลาลัย  โชคดีศรีจันทร์ อาจารย์จากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร กล่าว

"ศาสตร์เจ้าเรือน" สปาไทยต่อยอดธุรกิจ

ในช่วงหนึ่งของการอบรม ได้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับ ธาตุเจ้าเรือนตามลักษณะในปัจจุบันมี 3 ลักษณะเด่นได้แก่ ปิตตะ (ไฟ)  วาตะ (ลม) และเสมหะ (ดิน น้ำ) อย่างไรก็ตาม ในแต่ละบุคคลอาจมีการผสมของลักษณะเด่นมากกว่า 1 ลักษณะได้  

วิธีการสังเกตเบื้องต้น เพื่อวิเคราะห์ธาตุของแต่ละคน ดูได้จาก คนธาตุ ปิตตะ รูปร่างปานกลางผิวแพ้ง่าย หิวบ่อย หงุดหงิดง่าย มีระบบการย่อยอาหารดี การเผาผลาญและการดูดซึมดี มีความสามารถในการวิเคราะห์ คนธาตุวาดะ รูปร่างผอม ผิวแห้ง หยาบ มีความกระตือรือร้น เคลื่อนไหวเร็ว ไม่ชอบอยู่นิ่ง เรียนรู้เร็ว แต่ลืมง่ายตัดสินใจเร็ว ในขณะที่ คนธาตุเสมหะ ผิวพรรณดี ขนผมดกดำ ผมหนา อ้วนง่าย ลดยาก ง่วงนอนบ่อย เชื่องช้า ขี้เซา จิตใจเย็น อดทนดี น้ำเสียงไพเราะ พูดช้า ๆ เรียบง่าย เป็นมิตร เอื้อเฟื้อ เป็นตามที่ดีไม่นอกกรอบ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ธาตุเบื้องต้นแล้ว จากนั้นก็ถามวันเดือนปีเกิด เพื่อความละเอียดยิ่งขึ้นก่อนจะแนะนำหลักการดำเนินชีวิตให้สมดุลของแต่ละธาตุ ทั้งเรื่องของความเป็นอยู่ เลือกอาหารให้เหมาะกับธาตุ รวมทั้งกิจวัตรประจำวันที่อาจต้องปรับตัว

สิ่งที่ขาดไม่ได้ในธุรกิจสปาคือเรื่องของการดูแลผิวพรรณและรูปร่าง ซึ่งแน่นอนว่า ธาตุเจ้าเรือนก็มีส่วนสำคัญที่จะต้องเลือกรับประทานอาหาร หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการบำรุงผิวแตกต่างกันไป โดย คนธาตุปิตตะจะมีผิวที่มีการสะสมความร้อนมากกว่าธาตุเจ้าเรือนอื่น ลักษณะผิวค่อนข้างบอบบาง แพ้ง่าย ก็ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม และเลือกรับประทานสมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น สะเดา ฟ้าทะลายโจร บัวบก ตำลึง ฟักแฟง แตงกวา เป็นต้น ขณะที่ผิวคนวาตะ มักจะแห้งมีความชุ่มชื่นน้อย ทำให้ผิวแห้งกร้านหมองคล้ำ และเกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าเจ้าเรือนอื่น ดังนั้นในการบำรุงผิว จะต้องใช้สมุนไพรหรือวัตถุดิบที่มีความชุ่มมัน เช่น น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว ข้าว นม น้ำผึ้ง ว่านหางจระเข้ เพื่อบำรุงความชุ่มชื่นของผิว สุดท้ายคือผิวแบบเสมหะ มักมีความชุ่มมันในผิวมาก ทำให้ผิวพรรณดี เหี่ยวช้า เกิดริ้วรอยและแห้งกร้านได้ยากกว่าเจ้าเรือนอื่น แต่หากชุ่มมันมากเกินไปก็จะเกิดสิวอุดตัน ซีสต์ใต้ผิวหนัง ดังนั้นจึงต้องควบคุมด้วยสมุนไพรรสเปรี้ยวชำระล้างความมันส่วนเกิน เช่น มะเขือเทศ หรือสมุนไพรรสฝาก หรือใช้ในการควบคุมความมันอย่าง แครอท เป็นต้น

"ศาสตร์เจ้าเรือน" สปาไทยต่อยอดธุรกิจ

อาหารเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ จะช่วยเสริมเพื่อให้มีสุขภาพดี อาหารที่รับประทานของคนแต่ละธาตุก็จะแตกต่างกันไป เมนูอหารสำหรับชาวปิตตะ เมื่อเกิดภาวะธาตุไม่สมดุล ควรรับประทานอาหารรสขม เพื่อกลับสู่สมดุล โดยจัดสรรเป็นเมนูอาหาร ของหวาน และเครื่องดื่ม เช่น มะระผัดไข่ ว่านหางจระเข้ลอยแก้ว น้ำกระสายยา ยำใบบัวบกทูน่า แกงจืดหมูบะช่อแตงกวา เป็นต้น   เมนุธาตุสำหรับชาววาตะ เมื่อเกิดภาวะธาตุไม่สมดุล ควรรับประทานอาหารรสเผ็ดร้อน หวานเล็กน้อย เช่น แกงป่าไก่ อกไก่ผัดพริกไทยดำ เต้าทึงน้ำลำไย ยำตะไคร้กุ้งสด น้ำกระสายยาลดวาตะ เป็นต้น สุดท้ายคือ เมนูอาหารสำหรับชาวเสมหะ เมื่อธาตุไม่สมดุล ควรรับประทานอาหารรสเปรี้ยว เผ็ดร้อน เช่น บัวลอยน้ำขิง ยำเห็ดสามอย่าง อกไก่ผัดขิง ไก่ต้มขมิ้น น้ำกระสายยาลดเสมหะ เป็นต้น

ปัจจุบันธุรกิจสปามีหลากหลายรูปแบบ แต่การจะคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ชูจุดแข็งภุมิปัญญาตะวันออก เพื่อสร้างความแตกต่างนั้น ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ในการที่จะพัฒนาสปาไทยให้โด่งดังไกลทั่วโลก

  สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ก็จะมีการจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปรับรูปแบบเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดต่าง ๆ หรือสอบถามกิจกรรมได้ที่ อภัยภูเบศร เดย์สปา โทร.037-217127

มก.ร่วมสภากาชาดไทยจัดตั้งศูนย์สำรองข้อมูลภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284445

มก.ร่วมสภากาชาดไทยจัดตั้งศูนย์สำรองข้อมูลภัยพิบัติ

สภากาชาดไทย, Disaster Recovery Site, DR Site

มก.ร่วมสภากาชาดไทยจัดตั้งศูนย์สำรองข้อมูลภัยพิบัติ

                  ผศ.ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ในนามผู้แทนรักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ศักดิ์ชัย ลิ้มทองกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการศูนย์สำรองข้อมูลสภากาชาดไทยกรณีภัยพิบัติ (Disaster Recovery Site) ระหว่างสภากาชาดไทยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี นายพรชัย ทิมปาวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สภากาชาดไทย นายจักรพันธ์ สุขเจริญ หัวหน้ากลุ่มงานคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย สภากาชาดไทย รศ.ประดนเดช นีละคุปต์ ผู้อำนวยการสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มก. และ ผศ.ดร.พีรวัฒน์ วัฒนพงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มก. ร่วมลงนามเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ณ ห้องประชุม 9 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มก.

โครงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสำรองระยะไกล  (DR Site) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำรองข้อมูลและบริการระบบสารสนเทศที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ระบบงานของสภากาชาดไทยสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องในสภาวะฉุกเฉิน เกิดภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันต่าง ๆ ช่วยลดความเสี่ยง เกิดความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล สร้างความมั่นใจให้กับสภากาชาดไทย รวมทั้งสร้างความพึงพอใจของผู้รับบริการปราศจากการหยุดชะงัก ทั้งนี้ ศูนย์สำรองข้อมูลฉุกเฉินดังกล่าวจะติดตั้งอยู่ที่ สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผศ.ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สภากาชาดไทยเป็นองค์กรสำคัญระดับชาติที่มีภารกิจต่อคุณภาพชีวิตและการให้บริการประชาชนทั้งประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการตามพันธกิจของสภากาชาดไทยเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยินดีให้การสนับสนุนพื้นที่ในการจัดตั้งศูนย์สำรองฉุกเฉินฯ บริหารจัดการระบบงาน ระบบสำรองข้อมูล รวมทั้งจัดฝึกอบรมให้ความรู้ด้านการดูแลระบบและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้กับคณะทำงานของสภากาชาดไทย และขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำประโยชน์แก่สังคม

วันพระเข้าวัดปฏิบัติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284249

วันพระเข้าวัดปฏิบัติธรรม

วันพระเข้าวัดปฏิบัติธรรม

รองนายกฯ นำพุทธศาสนิกชนเข้าวัดปฏิบัติธรรมในวันพระ ใช้หลัก “บวร” ขับเคลื่อนกิจกรรม เพื่อร่วมสืบทอดพระพุทธศาสนา นำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน

       กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ (วันพระ) โดยช่วงเช้าที่ผ่านมาเวลา 09.00 น.ของวันที่ 23 มิ.ย.60 ที่วัดอรุณราชวราราม พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกรรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วย นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม รศ.ดร.ชวนี ทองโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

วันพระเข้าวัดปฏิบัติธรรม

โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทยในอดีตมีพระพุทธศาสนาเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ พุทธศาสนิกชนพากันไปวัดทำบุญ ตักบาตร เจริญจิตภาวนา ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ซึ่งโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ (วันพระ) ที่กรมการศาสนา วธ.ดำเนินการนี้สอดคล้องกับแผนการอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาต่างๆ ภายใต้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 49/2559 ยุทธศาสตร์ที่ 3 อุปถัมภ์ศาสนา เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปในการเสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม กระตุ้นเตือนให้พุทธศาสนิกชนยึดมั่นในหลักพระพุทธศาสนา มีการขับเคลื่อนกิจกรรมเข้าวัดวันพระผ่าน “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน มาเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม

ทั้งนี้ วัดมีบทบาทเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้เรียนรู้ทั้งด้านศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม สามารถดำรงตนตามหลักธรรมทางศาสนา ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งนำไปประพฤติปฏิบัติให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติต่อไป

วันพระเข้าวัดปฏิบัติธรรม

สำหรับโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ (วันพระ) มี 26 หน่วยงานเข้าร่วม ได้แก่ กรมบังคับคดี กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมเจ้าท่า กรมท่าอากาศยาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ กรมที่ดิน กรมสรรพากร กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สถาบันประสาทวิทยา โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี สถาบันราชานุกูล สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี เปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย สภาวัฒนธรรมเขตบางกอกใหญ่ สภาวัฒนธรรมเขตปทุมวัน สภาวัฒนธรรมเขตบางคอแหลม โรงเรียนทวีธาภิเศก และโรงเรียนประถมทวีธาภิเศก

ถกย้ายไม่ย้าย ผอ.สามเสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284242

ถกย้ายไม่ย้าย ผอ.สามเสน

ย้ายไม่ย้าย, ผอสามเสนวิทยาลัย, สพฐ, เรียก, เลขาฯ, กพฐถกย้ายไม่ย้าย, ถกย้ายไม่ย้าย, ผอสามเสน, การุณ, สพท, กพฐ

“ธีระเกียรติ” เตรียมถก “การุณ” หารือกรณี ร.ร.สามเสนวิทยาลัย หลังมีคนส่งข้อมูลและหนุนและคัดค้าน ระบุส่วนตัวมองมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอาจต้องพิจารณาให้ย้ายออกนอกร.ร

          จากกรณีผู้ปกครองได้เผยแพร่คลิปรับนักเรียน ซึ่งต่อมานายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่คลิปดังกล่าว และได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ยอมรับว่าเป็นคนในคลิปจริง แต่ไม่ได้รับเงิน 4 แสนบาทตามที่กล่าวอ้าง เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้มายื่นหนังสือให้ย้าย นายวิโรฒ ออกจากโรงเรียน ขณะเดียวกันก็มีผู้ยืนหนังสือขอให้ นายวิโรฒ อยู่ต่อ พร้อมกันก็มีภาพเด็กนักเรียนมอบดอกไม้ให้กำลังใจ ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า รมว.ศึกษาธิการ ไม่มีอำนาจในการย้าย แต่ได้กำชับและให้นโยบายชัดเจน ว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“เรื่องการย้ายผู้บริหารออกกนอกสถานศึกษาให้ไปช่วยราชการที่อื่น  เป็นอำนาจของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้นสังกัด ซึ่งการย้ายก็ไม่ได้เป็นการตัดสินว่า ถูกหรือผิด แต่ย้ายเพื่อให้กระบวนการยุติธรรม สามารถดำเนินการต่อไปได้  ขณะนี้ผมเห็นว่า มีความขัดแย้งเกิดขึ้นแล้ว ระหว่างผู้สนับสนุนกับผู้ไม่สนับสนุนผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสน  และความขัดแย้งว่ามี 2 ฝ่าย จะทำให้กระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริง มีความลำบาก   เช่น นำนักเรียนมาให้ดอกไม้กัน ผมไม่รู้ว่านักเรียนรู้เรื่องหรือไม่ว่า มีอะไรเกิดขึ้น เป็นต้น”นพ.ธีระเกียติ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีการพิจารณาย้าย นายวิโรฒ ออกจากโรงเรียนก่อนหรือไม่ นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า เร็ว ๆ นี้จะเชิญนายการุณ  สกุลประดิษฐ์  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (กพฐ.) มาหารือว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้มีความขัดแย้งขึ้นมาหรือไม่ มีการปั่นเรื่องกันมาหรือไม่ และควรจะมีการพิจารณาย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนออกนอกโรงเรียนหรือไม่ เพื่อให้การสืบข้อเท็จจริงเดินหน้าไปได้และไม่มีความขัดแย้ง

ผุดสถาบันนวัตกรรมเอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284225

ผุดสถาบันนวัตกรรมเอสเอ็มอี

สถาบันนวัตกรรมธุรกิจเอสเอ็มอี, ธุรกิจเอสเอ็มอี, มธบ, CIBA

ม.ธุรกิจบัณฑิตย์-สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ผุดสถาบันนวัตกรรมเอสเอ็มอี เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง จัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นและระยะกลาง

      มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจัดตั้งสถาบันเพื่อการนวัตกรรมเอสเอ็มอี (Institute for SME Innovation ; ISI) โดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง  ซึ่งทั้ง มธบ.และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย นั้นมีแนวคิดในเรื่องธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่สอดคล้องกัน โดยสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย มองว่าเป็นการรวมพลคนตัวเล็ก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขณะที่ปรัชญาของ มธบ.มีแนวคิด นักธุรกิจคือผู้สร้างชาติ  จึงมั่นใจว่าความร่วมมือในการจัดตั้งสถาบันเพื่อการนวัตกรรมเอสเอ็มอีครั้งนี้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และช่วยต่อยอดการดำเนินธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยขับเคลื่อนและเพิ่มขีดความสามารถให้กับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย

ผุดสถาบันนวัตกรรมเอสเอ็มอี

ด้าน ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวว่า สถาบันเพื่อการนวัตกรรมเอสเอ็มอี อยู่ภายใต้การดูแลของวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ คือ เป็นสถาบันหลักในการประสานงานเพื่อความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  รวมทั้งจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาวในมิติต่าง ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์ฯ รวมถึงจัดอบรมให้ความรู้แก่บุคคลากรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางของไทย

พร้อมกันนี้รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อเผยแพร่ และสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่เป็นสมาชิกของสหพันธ์ฯ  และสนับสนุนงานในด้านต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางของไทยให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284220

เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ รองนายกฯ เยาวชน กรมศิลปากร โบราณคดี ประวัติศาสตร์ นิทรรศการ ครบรอบ 44 ปี, เชียงใหม่, ล้านนา

กรมศิลปากร ปรับปรุงนิทรรศการภายในเนื่องในวาระครบ 44 ปี ในหลวงร.9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่

          พลเอก ธนะศักดิ์  ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ที่กรมศิลปากร ปรับปรุง แล้วเสร็จในปีพ.ศ.2560  ในวาระครบ 44 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่

 

เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

พลเอก ธนะศักดิ์  ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้พลเอก ธนะศักดิ์ กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สร้างชาติสร้างประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ การที่รักษาให้คนรุ่นหลังได้เห็นได้ศึกษาได้เรียนรู้ จะทำให้เรามีความรักมีความสามัคคี สร้างประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดี มีการพัฒนาสภาพต่างๆ ภูมิทัศน์ และวัตถุโบราณ ถือว่ามีคุณค่าที่น่าดูทำให้เรารู้เรื่องราวในอดีตของเรามากยิ่งขึ้นว่ามีความเป็นมายังไง

เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

ในส่วนของผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ นางสาวฉัตรลดา  สินธุสอน เล่าว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่มีห้องในการจัดแสดงทั้งหมด 16 ห้อง 17 หัวข้อเรื่อง ในส่วนของการปรับปรุงครั้งนี้จะเน้นในเรื่องของประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากขึ้น

โดยที่จะแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านประวัติศาสตร์ของล้านนา และในเรื่องของการพัฒนาด้านสังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งด้านพระพุทธศาสนาด้วย ถ้าพูดอย่างกว้างๆหัวข้อในการปรับปรุงอยู่ในลักษณะนี้

เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

 

นางสาวฉัตรลดา  เล่าเพิ่มเติมว่า เพิ่มเติมสื่อที่เป็นเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น คิวอาร์โค้ดในอนาคต อาจจะเป็นเออาร์โค้ด ตอนนี้กำลังวางแผนกับทางเทคโนโลยีกลุ่มศิลปากร เพื่อที่จะจัดทำ museum 360 องศา แล้วจะมีในส่วนของการบริการทางลาดขึ้นลงกับผู้พิการและลิฟต์เพิ่มมากขึ้น ในอนาคตจะมีรถเคลื่อนที่นำสื่อของพิพิธภัณฑ์เรื่องราวต่างๆของล้านนาออกไปตระเวนทั่ว 8 จังหวัดภาคเหนือ กระจายความรู้ออกจากพิพิธภัณฑ์ไปยังกลุ่มคนที่เขาไม่ได้มีโอกาสมาเข้าชมด้วย

เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เป็นพิพิธภัณฑสถานระดับภูมิภาคที่กรมศิลปากรจัดตั้งขึ้น เพื่อจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่รวบรวมได้จากจังหวัดในเขตภาคเหนือตอนบน หรือที่เรียกมาแต่โบราณว่า “ล้านนา”  โดยเฉพาะเชียงใหม่ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา เพื่อประโยชน์ในการศึกษา อนุรักษ์ และบริหารข้อมูล มรดกศิลปวัฒนธรรม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า

“การจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานให้ได้ผลสมบูรณ์ตามหลักการและวัตถุประสงค์อย่างแท้จริงนั้นทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนพร้อมกันหลายด้าน นอกจากวัตถุสิ่งของจำนวนมากมาย และอาคารสถานที่อันเหมาะแล้ว ยังต้องมีกำลังงบประมาณ มีกำลังเจ้าหน้าที่ที่สามารถอย่างพอเพียงด้วย”

เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ตั้งอยู่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอาคารจตุรมุขทรงไทยประยุกต์สองชั้น ประดับยอดจั่วด้วยกาแลแบบศิลปะพื้นเมือง จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่รวบรวมได้จากทางภาคเหนือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่บรรดานักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้ศึกษาหาความรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะ และวัฒนธรรม เป็นทางหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองแต่อดีตกาลแก่ชาวภาคเหนือ

แบ่งเนื้อหาการจัดแสดงนิทรรศการออกเป็น นิทรรศการชั้นล่าง ประกอบด้วย พัฒนาการพระพุทธรูปศิลปะล้านนา พระแสนแซว่ พระพิมพ์ล้านนา เครื่องสักการะและพุทธบูชาในพระพุทธศาสนา โบราณวัตถุพบที่อำเภอฮอด เครื่องถ้วยล้านนา จิตรกรรมล้านนา และศิลปะในประเทศไทย นิทรรศการชั้นบน ประกอบด้วย คติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา พุทธศาสนาในอาณาจักรล้านนา ความสัมพันธ์ระหว่างเชียงใหม่และราชสำนักสยาม

เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

ล้านนาสมัยรัตนโกสินทร์ ล้านนาภายใต้การปกครองของพม่า อาณาจักรล้านนา สมัยประวัติศาสตร์ในภาคเหนือ และสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในภาคเหนือ โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ เช่น เศียรพระแสนแซว่ สำริด ศิลปะล้านนา พุทธสตวรรษที่ 19-20 รอยพระพุทธบาท ไม้ประดับมุก และกระจก ศิลปะล้านนา ปลายพุทธศตวรรษที่ 20 – ต้นพุทธศวรรษที่ 21 เครื่องสักการะพระรัตนตรัย หีบพระธรรม เครื่องถ้วยจีน

เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

นอกจากนี้ ยังได้จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คราวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2516 อันแสดงถึงพระมหากรณาธิคุณที่มีต่องานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของชาติ ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการภายในอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ได้ ทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขักฤกษ์) ตั้งแต่เวลา 09.00น.-16.00น.

ส่งคลิป20นาทีให้ ป.ป.ท.-ไม่เปิดเกรงไม่ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284202

ส่งคลิป20นาทีให้ ป.ป.ท.-ไม่เปิดเกรงไม่ปลอดภัย

นาทีกลัวไม่ปลอดภัย, ไม่เปิดคลิป, 22222, ส่งคลิป20นาทีให้, ชนะ วงศ์มุสิก

เผยเจ้าของคลิป 20 นาทีใช้เป็นหลักฐานป้องกันตัวเองว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องรับเงิน รอเวลายังไม่เปิดตอนนี้กลัวไม่ปลอดภัยพร้อมส่งคลิปและข้อมูลให้ ป.ป.ท.แล้ว

 

นาย “ชนะ วงศ์มุสิก”  อุปนายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เปิดเผยว่าคนที่ถ่ายคลิปไว้ เพียงใช้เป็นหลักฐานป้องกันตัวเอง ว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเงินจำนวนนี้  มีหลักฐานเป็นคลิปตัวจริงมีความยาวถึง 20 นาที สามารถยืนยันเหตุการณ์ได้ แต่คลิปที่ถูกปล่อยไปก่อนหน้านี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น

ส่งคลิป20นาทีให้ ป.ป.ท.-ไม่เปิดเกรงไม่ปลอดภัย

 “คลิป 20 นาที่เจ้าของคลิปได้ส่งให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ไปหมดแล้ว รวมท้ั้งหลักฐานต่างๆ และผู้ที่จะเอาคลิปมาเปิดเผยได้ ต้องเป็นเจ้าของคลิปเปิดเอง และ ป.ป.ท.เท่านั้น ที่ยังไม่เปิดตอนนี้เพราะเกรงไม่ปลอดภัย ต้องรอเวลาแล้วเจ้าของคลิปจะออกมาเปิดเผยเอง ส่วนข้อความที่มีการส่งมาว่า จะมีการเปิดคลิป อย่่างที่สื่อมวลชนได้ เป็นข่าวลวงไม่ได้ออกมาจากฝ่ายของเจ้าของคลิปแต่อย่างใด “นายชนะกล่าว

       ทั้งนี้ นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย บอกด้วยว่าเขาจะแถลงข่าวเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง ในวันที่ 24 มิย.เวลา 8 โมงเช้า ที่ร้าน ตังเกี๋ย แต่เตี้ยม  ร้านอาหารจีน ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเมืองทอง ถนนคูขวาง จ.นครศรีธรรมราช

“จะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดถึงรูปแบบการรับเข้าเรียนชั้น ม.1 และ ม.4  โดยวิธีพิเศษมีหลากหลายมากมายอย่างไร มียอด แหล่งที่มา และอื่นๆ ด้วย ซึ่งหลักฐานต่างๆเหล่านี้ได้ส่งให้ ป.ป.ท.ไปหมดแล้วเช่นกัน ” นายชนะกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 22 มิย. มีข้อความส่งไปตามสื่อต่างๆว่า จะเปิดเผยคลิป 20 นาทีในเวลา 7.00 โมงวันที่ 23 มิย.

ส่งคลิป20นาทีให้ ป.ป.ท.-ไม่เปิดเกรงไม่ปลอดภัย

และต่อมาช่วงดึกวันเดียวกันได้ข้อความยกเลิกในการนัดหมายดังกล่าว พร้อมชักชวนให้มาแสดงความเห็นผ่านโชเชียลแทน

ส่งคลิป20นาทีให้ ป.ป.ท.-ไม่เปิดเกรงไม่ปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงเช้ามีผู้สื่อข่าวไปรอทำข่าวที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยจำนวนมาก แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีกลุ่มศิษย์เก่ามาเปิดคลิปแต่อย่างใด แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะมีผู้โทรศัพท์ไปแจ้งสื่อว่าจะมีการเปิดเผยคลิปดังกล่าวก็ตาม

บรรณารักษ์ยุคใหม่4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284193

บรรณารักษ์ยุคใหม่4.0

บรรณารักษ์ยุคใหม่, บรรณารักษ์ยุค40, บรรณารักษ์ยุคใหม่40, บรรณารักษ์, ไทยแลนด์ 40, สบร, นินทาหนังสือ

“บรรณารักษ์”หากไม่มีการปรับตัวท่ามกลางโลกที่ทุกคนมีอำนาจในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ห้องสมุดก็จะตายไปและบรรณารักษ์ ก็จะกลายเป็นอาชีพที่หมดความจำเป็น

      การเดินหน้าประเทศไทยตามนโยบาย“ไทยแลนด์ 4.0”ตั้งเป้าหมายให้คนไทยทุกช่วงวัยมีทักษะ ความรู้และความสามารถเพิ่มขึ้น อีกทั้งมีการศึกษาคุณภาพสูงและสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยสนับสนุนให้ใช้อินเตอร์เทอร์เน็ตเพื่อหาความรู้เพิ่มขึ้น และส่งเสริมการอ่านของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 85 ..ดูจะเป็นโจทย์ใหญ่ให้กับหน่วยงานในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะบทบาทสำคัญอย่าง“บรรณารักษ์”หากไม่มีการปรับตัวท่ามกลางโลกที่ทุกคนมีอำนาจในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ห้องสมุดก็จะตายไปและบรรณารักษ์ ก็จะกลายเป็นอาชีพที่หมดความจำเป็นไปตามยุคสมัย

บรรณารักษ์ยุคใหม่4.0

      25 ปีนานมีบุ๊คส์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ“Librarian4.0 รวมกลเม็ดชวนให้เด็กและเยาวชนอยากอ่านหนังสือ” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมการอ่านมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูบรรณารักษ์จากทั่วประเทศที่เข้าร่วมงานกว่า 300 คน

     ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) และผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้TK Park ระบุว่าห้องสมุดโรงเรียนหรือห้องสมุดประชาชนของไทย แต่ละที่อาจมีข้อจำกัดในหลายปัจจัย คงต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ไป แต่การปรับตัวก็สามารถทำได้ในลักษณะเดียวกันใน 4 ประเด็น

บรรณารักษ์ยุคใหม่4.0

      เริ่มจากการปรับพื้นที่ให้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลายยืดหยุ่นและผ่อนปรนมากขึ้น ทำให้เด็กรู้สึกสบายใจเมื่อเข้ามาใช้บริการ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องจัดพื้นที่อื่นๆ ภายในโรงเรียนทำให้เขารู้สึกว่าอยู่ตรงไหนก็สามารถเรียนรู้ได้ ด้านหนังสือหรือสื่อการเรียนรู้ต้องมีหลากหลายครบทุกสาระวิชา ไม่ว่าครูวิทย์ ครูคณิต หรือครูวิชาใด พาเด็กๆ มาใช้บริการก็สามารถหยิบหนังสือภายในห้องสมุดมาใช้สอนได้ หนังสือที่เราเลือกมาก็ต้องตรงกับความสนใจของนักเรียนเช่นกัน ทั้งหนังสือด้านวิชาการ

     รวมถึงหนังสือเสริมความรู้ที่สอนทักษะชีวิตด้วย นอกจากหนังสือแล้ว ก็ต้องเน้นกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ ที่ต้องทำให้เข้ากับเด็กแต่ละช่วงวัย แต่ประเด็นสำคัญคือ กิจกรรมต้องทำให้เด็กมีส่วนร่วมกับเราจริงๆ เราต้องหาอุบายที่จะนำเด็กไปสู่การเรียนรู้ที่แท้จริง ในขณะที่ตัวครูเองก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้ความรู้มาเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านความรู้ เปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงการเปิดใจ ศึกษาและใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เท่าทันยุคสมัยและพฤติกรรมเด็กในปัจจุบัน

     นอกจากการปรับบทบาทของห้องสมุดและบรรณารักษ์แล้ว การส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนคงต้องทำอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย ดังตัวอย่างความสำเร็จของโรงเรียนเมืองพัทยา 11 และโรงเรียนเมืองพัทยา 7 ที่ตั้งเป็นนโยบายส่งเสริมการอ่านอย่างเป็นรูปธรรมและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องถึง 7 ปี โดยผกาพันธุ์ วีระสิงห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองพัทยา7และนฤมล อินทพงษ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองพัทยา 11 ได้แบ่งปันกิจกรรมที่ทำ

บรรณารักษ์ยุคใหม่4.0

       ได้แก่ กลเม็ด“รักตัวเองต้องอ่านหนังสือ” โดยมีกระบวนการ คือ ร่วม–เลือก–อ่าน–แลก–แตกประเด็น โดยเริ่มจากตัวแทนครูและนักเรียนร่วมกันรวบรวมหนังสือต่างๆ แบบไม่ซ้ำกัน จำนวนเท่านักเรียนในโรงเรียน นำมาให้นักเรียนเลือกคนละ 1 เล่ม ทำเป็นกิจกรรมหน้าเสาธง จากนั้นอ่านหนังสือของตนเองภายในเวลา 2 สัปดาห์ และอ่านได้เท่าไหร่ก็บันทึกตามที่อ่านได้เมื่อถึงกำหนดจึงนำเล่มของตนเองมาแลกกับคนอื่น เวียนไปเรื่อยๆ เมื่อครบกำหนดนักเรียนจะได้แสดงความคิดเห็นถึงหนังสือที่ได้อ่าน ทั้งหน้าเสาธง หน้าชั้นเรียน รวมไปถึงภายในกลุ่มเฟสบุ๊คของโรงเรียน โดยเพื่อนๆ สามารถแสดงความคิดเห็นถึงถึงหนังสือนั้นๆ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือคิดต่างก็ตาม

     กลเม็ด“นินทาหนังสือ” กลเม็ดนี้จะมีคณะทำงานคัดเลือกหนังสือมา 1 เรื่องเท่านั้น จากนั้นจึงจัดซื้อหนังสือตามที่เลือก แล้วแจกให้นักเรียนแต่ละสายชั้นได้อ่าน เมื่อครบกำหนด จะตั้งกลุ่ม และพูดคุยถึงหนังสือที่ได้อ่าน ตามความคิดเห็นส่วนตัวของแต่ละคน นอกจากนี้ยังมีการตีความจากหนังสือมาแสดงละคร เชิญนักเขียนมาพบปะพูดคุย เพื่อร่วมวิจารณ์กันอีกด้วย

    สิ่งที่ทำให้กิจกรรมนี้ประสบความสำเร็จผกาพันธุ์ วีระสิงห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองพัทยา 7 เปิดเผยว่า“เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของทุกๆ คนในโรงเรียน ทั้งผู้บริหาร บุคลากรและครูทุกคน ต้องร่วมกิจกรรมนี้เหมือนกัน ไม่เฉพาะแค่นักเรียนเท่านั้น ที่ครู ผู้บริหารต้องทำด้วยเพื่อให้เป็นตัวอย่างกับนักเรียน เมื่อคนส่วนมากทำก็เกิดเป็นกระแสไปกระตุ้นให้คนที่ยังไม่ทำมีแรงบันดาลใจว่าต้องทำเช่นกัน รวมไปถึงการบอกต่อทั้งปากต่อปาก รวมไปถึงการนำโซเชี่ยลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ยิ่งเสริมให้เกิดกระแสการบอกต่อมากยิ่งขึ้น

บรรณารักษ์ยุคใหม่4.0

      ครูแคท-วรัทยา แซ่แต้ ครูบรรณารักษ์ และครูโบ-ปาณิสรา เมฆโหรา ครูภาษาไทย จากโรงเรียนมัธยมปัญญารัตน์ กล่าวว่าปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของคนส่วนใหญ่ถูกผูกติดกับโซเชียลมีเดีย นักเรียนก็เช่นกัน เราห้ามไม่ให้เล่นไม่ได้ แต่ถ้าเรารู้จักนำสิ่งที่เขาสนใจมารวมเป็นส่วนหนึ่ง เขาก็จะเกิดความสนใจและอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น เป็นไอเดียที่ดีให้เราว่าโรงเรียนของเราควรพัฒนาห้องสมุดของโรงเรียนให้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

    ครูโบ เผยว่าปกติเราจะเห็นแต่ครูเป็นผู้ให้ ทำให้เราเห็นว่าไม่ใช่แค่ครูเท่านั้นที่จะเป็นคนอธิบายหรือนำกิจกรรมได้อย่างเดียว แต่เราต้องปรับตัวโดยการนำเด็กเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยให้เด็กเป็นคนอธิบายและนำกิจกรรม เป็นการสร้างบทบาทให้กับนักเรียน ทำให้เขารู้สึกภูมิใจและอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงศักยภาพของตัวเอง ทำให้เราเห็นว่า ถ้าเราให้โอกาสเด็ก พวกเขาก็ทำได้

23 มิ.ย.ศิษย์เก่าสามเสน เตรียมปล่อยคลิปแป๊ะเจี๊ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284077

23 มิ.ย.ศิษย์เก่าสามเสน เตรียมปล่อยคลิปแป๊ะเจี๊ย

ศิษย์เก่าสามเสน, วันที่ 23 มิย2560, มิยศิษย์เก่าสามเสน, วันที่ 23 มิย2560

23 มิ.ย.นี้ กลุ่มศิษย์เก่านักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เตรียมเข้าพบผอ.ร.ร.สามเสน ฯ พร้อมแจ้งปล่อยคลิป 20 นาที

      กลุ่มศิษย์เก่านักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้มีการส่งข้อความ “เรียนแจ้งทุกท่านในห้องเครือข่ายนักเรียนเก่าแห่งนี้ได้รับทราบว่า วันนี้ได้มีการพบปะพูดคุยกัน โดยมีตัวแทนรุ่นดังต่อไปนี้ คือ รุ่น 32, 33,34,35,36,37,41,44,46,59 มาร่วมพูดคุยกัน ผลของการพูดคุย สรุปได้ว่า เราขอเชิญชวนพี่น้องสามเสนทุกคน กลับบ้านเพื่อแสดงความรัก ความผูกพันกับบ้านหลังนี้ ในเช้าวันศุกร์ที่ 23 มิ.ย.2560 นี้
โดยทุกท่านสามารถแจ้งความประสงค์ร่วมกลับบ้านพร้อมเรา ผ่านตัวแทนรุ่นของท่าน ด้วยความเคารพทุกท่ายและด้วยความรักสามเสน
นอกจากนั้น ได้มีแจ้งว่า 07.00  (วันที่ 23 มิ.ย.2560 ) กลุ่มศิษย์เก่าอีกกลุ่มจะเข้าพบผอ. เป็นกลุ่มอยากเห็นโรงเรียนสามเสนโปร่งใส   และจะมีการปล่อยคลิปเต็ม20นาที  โดยรอคอนเฟิมช่องทางในการปล่อยคลิป รอ จะแจ้งให้สื่อทราบในวันพรุ่งนี้เช้า