13วันป่วยฉุกเฉินรักษาฟรี72ชม.538คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271528

13วันป่วยฉุกเฉินรักษาฟรี72ชม.538คน

13วันป่วยฉุกเฉินฟรี72ชม538คน, ป่วยฉุกเฉินฟรี72ชม3กองทุนรักษาฟรี, 13วันป่วยฉุกเฉินรักษาฟรี72ชม538, EMS1669

สพฉ.เปิดสถิติการให้บริการตามสิทธิ UCEP พบ 13 วันมีผู้ขอใช้บริการ 1 พันกว่าคน และเป็นผู้ป่วยเข้าเกณฑ์มากถึง 538 คน

        เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.)ได้สรุปผลการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(ศคส.สพฉ.)หรือUCEP Coordination Centerตลอด 13วันที่ผ่านมาว่า พบสถิติผู้ขอใช้สิทธิทั้งสิ้น 1,366ราย เป็นผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ 538ราย

13วันป่วยฉุกเฉินรักษาฟรี72ชม.538คน

ซึ่งเป็นผู้ป่วยจากสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า 317ราย จากสิทธิประกันสังคม 83ราย จากสิทธิข้าราชการ 104ราย และสิทธิกองทุนอื่น ๆ อีก 34ราย

ทั้งนี้ในวันที่ 12เม..และ 13เม..ซึ่งเป็นช่วงการเดินทางกลับบ้านและช่วงฉลองเทศกาลสงกรานต์วันแรก มีผู้ป่วยฉุกเฉินที่ขอใช้สิทธิ UCEPมากถึง 243คน โดยเป็นผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ถึง 80ราย

อย่างไรก็ตามในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้เจ้าหน้าที่ของเราพร้อมให้บริการประชาชนผ่านสายด่วน 1669ตลอด 24ชั่วโมง และประชาชนยังสามารถแจ้งเหตุเมื่อพบผู้ป่วยฉุกเฉินผ่านแอพลิเคชั่น “EMS1669”เพิ่มเติมด้วย ซึ่งจะทำให้การแจ้งเหตุแม่นยำ และไปช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

       เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.)กล่าวว่า ในส่วนของแอพลิเคชั่น “EMS1669”นั้น ได้พัฒนาให้มีการใช้งานได้ง่ายมาก โดยเมื่อประชาชนพบเห็นผู้บาดเจ็บหรือผู้ป่วยฉุกเฉิน เพียงแค่กดเรียกรถพยาบาลในแอพพลิเคชั่น จากนั้นระบบจะให้ผู้แจ้งเหตุบันทึกประวัติส่วนตัว

     อาทิ ชื่อผู้แจ้ง เบอร์ติดต่อกลับ และระบบจะแจ้งพิกัดที่เกิดเหตุฉุกเฉินไปยังสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ศูนย์สั่งการรู้พิกัดจุดเกิดเหตุได้อย่างแม่นยำเพื่อส่งทีมกู้ชีพออกปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที                  

   นอกจากนี้ผู้แจ้งเหตุยังสามารถแนบไฟล์ภาพเหตุการณ์ เพื่อแจ้งสถานการณ์เพิ่มเติมได้ด้วย รวมทั้งสามารถแจ้งเหตุเพิ่มเติมผ่านการสนทนากับศูนย์สั่งการได้อีกด้วย ซึ่งประชาชนที่ใช้สมาร์ทโฟนสามารถดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น “EMS1669”ติดเครื่องไว้เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินให้ทันท่วงทีอีกช่องทางหนึ่งได้

         ประชาชนจดจำข้อมูลให้แม่นว่า ผู้ที่จะใช้สิทธิUCEPได้นั้นต้อง เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต จากสามกองทุนคือ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ,กองทุนประกันสังคม,กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้และเป็นโรงพยาบาลเอกชนนอกคู่สัญญากับกองทุนที่ผู้ป่วยมีสิทธิ์  

     สพฉ.กำหนดกรณีกลุ่มอาการฉุกเฉินวิกฤต คือ หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด แบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด หรือมีอาการอื่นร่วม ที่มีผลต่อการหายใจระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบสมองที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ซึ่งอาการทั้งหมดนี้ตนอยากให้ประชาชนจำให้แม่น และอยากย้ำกับประชาชนในทุกๆ เทศกาล

     ซึ่งหากประชาชนพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ตาม6อาการ ให้รีบโทรสายด่วน1669เพื่อเข้าให้การช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมทันที ทั้งนี้หากประชาชนท่านใดยังมีความไม่เข้าใจในการดำเนินการตามนโนบายUCEPนี้ก็สามารถโทรเข้ามาสอบถามได้ที่เบอร์02- 872- 1669หรืออีเมล์ucepcenter@niems.go.thเราพร้อมในการให้บริการกับประชาชนตลอด24ชั่วโมงไม่เว้นวันหยุดราชการ

ภาพประวัติศาสตร์ พระบรมสาทิสลักษณ์ร. 9ใหญ่ที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271517

ภาพประวัติศาสตร์ พระบรมสาทิสลักษณ์ร. 9ใหญ่ที่สุดในโลก

ภาพประวัติศาสตร์ พระบรมสาทิสลักษณ์ร 9ใหญ่ที่สุดในโลก, ภาพ, ประวัติศาสตร์, พระบรมสาทิสลักษณ์, ใหญ่, ที่สุด, โลก, ภาพประวัติศาสตร์, พระบรมสาทิสลักษณ์ร, 9ใหญ่ที่สุดในโลก, น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน

ขอเชิญประชาชนร่วมบันทึกภาพประวัติศาสตร์ พระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ใช้เทคนิค Wheat Pasting หรือ Put Up ภาพจะติดตั้งจนถึงธันวาคม 2560

       มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครนำโดยคุณลักขณา คุณาวิชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ กรรมการมูลนิธิ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ พร้อมศิลปิน Street Art ได้แก่ Mue Bon, Kanaet กิตตินนโท, TK31, ABI เปิดตัวภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ใช้เทคนิค Wheat Pasting หรือ Put Up

ภาพประวัติศาสตร์ พระบรมสาทิสลักษณ์ร. 9ใหญ่ที่สุดในโลก

หนึ่งในโครงการ “น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน” ซึ่งมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่ง กรุงเทพมหานครจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ในฐานะองค์อัครศิลปินและพระมหากรุณาธิคุณในฐานะองค์อุปถัมภ์ งานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย

ภาพประวัติศาสตร์ พระบรมสาทิสลักษณ์ร. 9ใหญ่ที่สุดในโลก

ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีขนาด 34*25 เมตร หรือขนาด 850 ตารางเมตร สูงราวตึกแถว 12 ชั้น ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Wheat Pasting หรือ Put Up คือการแปะโปสเตอร์โดยใช้กระดาษและกาวลาเท็กซ์ซึ่งเป็นเทคนิคที่ศิลปิน Street Art นิยมใช้โดยใช้เวลาในการดำเนินงานทั้งหมด 17 วัน คือในช่วงการลงสี 5 วัน (ระหว่างวันที่ 16 -20 มีนาคม 2560)

ภาพประวัติศาสตร์ พระบรมสาทิสลักษณ์ร. 9ใหญ่ที่สุดในโลก

โดยตัวแทนนักศึกษาจาก 5 สถาบัน กว่า 200 คน ได้แก่ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยช่างศิลป วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ระยะเวลาในการติดตั้งงาน 12 วัน ระหว่างวันที่ 1-12 เมษายน 2560 โดย 5 ศิลปิน Street Art ได้แก่ Mue Bon, Kanaet กิตตินนโท, TK31, ABI ซึ่งภาพจะติดตั้งจนถึงธันวาคม 2560

ภาพประวัติศาสตร์ พระบรมสาทิสลักษณ์ร. 9ใหญ่ที่สุดในโลก


ปลุกสังคมไทยสร้างผู้นำสังคมสุขภาวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271516

ปลุกสังคมไทยสร้างผู้นำสังคมสุขภาวะ

สช, สังคมสุขภาวะ, ปลุก, สังคม, ไทย, สร้าง, ผู้นำ, สุข, ภาวะ, ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ

สช.จัดหลักสูตร4 โครงการ พัฒนาศักยภาพวิทยากรเครือข่าย 4PW ระดับจังหวัด เพิ่มศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตั้งเป้า10,000 คน กระจายทุกพื้นที่ ทั่วไทย

            เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้จัดประชุม การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม โดยมีภาคีเครือข่ายจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ เครือข่าย 4PWจังหวัด ศูนย์ประสานงานภาคีการพัฒนาจังหวัด (ศปจ.) สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ฯลฯ จากทุกพื้นที่ทั่วประเทศกว่า300 คน เข้าร่วม ณ ห้องทิพวรรณ โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ให้ความสำคัญกับ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายนโยบายสาธารณะที่มุ่งให้ความสำคัญต่อเรื่องสุขภาพ” ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเป้าหมายในเรื่อง“ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ” (Health in all policies) และ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยใช้พื้นที่เป็นฐานการทำงาน เพื่อให้เครื่องมือและการพัฒนานโยบายสาธารณะลงไปสู่ระดับฐานรากในระดับจังหวัด และอำเภอ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่10,000 คน กระจายทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอทั่วประเทศ ในช่วง4-5 ปีข้างหน้า

โดยหลักสูตรประกอบด้วย 4 โครงการ ได้แก่ โครงการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร 4PW (Participatory Public Policy Process based on Wisdom) ให้กับวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขทั่วประเทศ โครงการพัฒนาศักยภาพวิทยากรเครือข่าย 4PW ระดับจังหวัด โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลง และโครงการเวทียุทธศาสตร์พัฒนากำลังคน 4PW

ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก อาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น หนึ่งในทีมงานพัฒนาศักยภาพวิทยากรเครือข่าย 4PW จังหวัด ภายใต้หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทีมนโยบายสาธารณะสู่สังคมสุขภาวะ (ทีม5 พลัง) กล่าวว่า หลักสูตรนี้มุ่งหมายให้เกิดการเสริมสร้างทีมนโยบายสาธารณะไปสู่การทำงานสังคมสุขภาวะในพื้นที่ มีเป้าหมายเป็นผู้ปฏิบัติงานและทีมที่มีจิตสาธารณะ สามารถคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และทำเป็นในเรื่องนโยบายสาธารณะจนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสู่สังสุขภาวะได้ มีจำนวน100 ทีมๆละ 5 คน จะเริ่มดำเนินการเดือนพฤษภาคม 2560 และตั้งเป้าใน 3 ปี มีผู้เข้าร่วมหลักสูตรรวม 1,000 คน

“ทุกคนจะต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม ตั้งใจจริงในการเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านนโยบายสาธารณะ และมีศักยภาพสื่อสารสาธารณะทุกช่องทาง รวมถึงออนไลน์ด้วย พร้อมสร้างการยอมรับนับถือ ความไว้วางใจในพื้นที่ และสร้างการยอมรับเป็นที่รู้จักหรือเรียกว่ามี แบรนด์เนม ทางสังคม”

ด้าน อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ประธานสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม กล่าวถึงหลักสูตร “พลเมืองตื่นรู้” หรือ “ผู้เดินตามรอยเท้าพ่อเพื่อแผ่นดินสยามอันเป็นธรรมและงดงาม” ว่า ประกอบด้วย 1.ภาวะผู้นำเรียนรู้รวมหมู่ 2.การคิดกระบวนระบบ 3. พื้นฐานแห่งภาวะผู้นำ และ 4. การมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง โดยหวังว่าผู้ที่ผ่านหลักสูตรนี้จะสามารถดำรงตนได้อย่างเหมาะสมเพื่อประโยชน์ของสังคมไทย อย่างสอดคล้องกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงทำเป็นแบบอย่าง ดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

อะไรดีก็ว่าดี! มธ. ผุดแอปฯ “THAI ALERT”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271507

อะไรดีก็ว่าดี! มธ. ผุดแอปฯ “THAI ALERT”

มธ, อะไร, ว่า, ผุด, แอป, THAI, Alert, อะไรดีก็ว่าดี, ผุดแอปฯ, THAI Alert, Digital Portfolio, Thai Alert

มธ. ผนึก 4 หน่วยงาน ผุดแอปฯ “THAI Alert” พร้อมเตรียมดัน “Digital Portfolio” ของคนดีเพื่อใช้ศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย เปิด “ศูนย์เฝ้าระวังภัยทางสังคม”

         มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โดยวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พร้อมด้วย    กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมเปิดตัว “THAI Alert” แอปพลิเคชันกระตุ้นจิตสำนึกอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายผ่านสมาร์ทโฟน ตลอด 24 ชม. เพื่อเฝ้าระวังภัยทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

        ผศ. ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มธ. กล่าวว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เติบโตสวนทางกับจิตสำนึกด้านสังคมไทยในปัจจุบัน ทำให้เราพบเห็นข่าวภัยทางสังคมมากขึ้น มธ.โดยวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในฐานะหน่วยงานซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมงานอาสาสมัครของประเทศมาตลอดระยะเวลากว่า 47 ปี ได้ตระหนักถึงปัญหาและเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเฝ้าระวังภัยทางสังคม

จึงได้เปิดตัว “THAI Alert” แอปพลิเคชันกระตุ้นจิตสำนึกอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายผ่านสมาร์ทโฟนได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยได้ร่วมกับศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ในการขยายผลการใช้งานของแอปพลิเคชันภายใต้โครงการ “การพัฒนาเครือข่ายจิตอาสาโดยใช้โปรแกรมประยุกต์ในโทรศัพท์มือถือ” เพื่อให้ข้อมูลที่ได้รับการแจ้งจากประชาชนถูกส่งไปยังหน่วยงานผู้รับผิดชอบ และให้การช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

อะไรดีก็ว่าดี! มธ. ผุดแอปฯ “THAI Alert”

ด้าน รศ.ดร.วรวุฒิ โรมรัตนพันธ์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มธ.ในฐานะหัวหน้าทีมพัฒนาแอปพลิเคชัน “THAI Alert” กล่าวเสริมว่า “THAI Alert” เป็นแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการทำความดีและประกอบกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

โดยเมื่อพบเหตุการณ์ผิดปกติทางสังคมเกิดขึ้น ก็สามารถแจ้งเหตุผ่านแอปพลิเคชัน ด้วยการเลือกประเภทการเกิดเหตุ ใส่ข้อความรายละเอียดเหตุการณ์ และส่งรูปภาพประกอบเหตุการณ์ เพียง 3 ขั้นตอนสั้นๆ ก็ถือเป็นการช่วยเฝ้าระวังภัยสังคมง่ายๆ ผ่านการใช้เพียงปลายนิ้วสัมผัสอีกทั้ง “THAI Alert” ยังมีบทบาทกระตุ้นจิตสำนึกอาสาสมัครเพื่อประกอบกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา

ซึ่งได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โดยนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำรายงานการเข้าร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา กิจกรรมความดี และการบำเพ็ญประโยชน์ มาใช้ประกอบเป็นผลงานในการทำงานจิตอาสาได้ อย่างไรก็ดี“Thai Alert” เปิดให้ดาวน์โหลดในระบบAndroid ได้แล้ววันนี้ ส่วนในระบบ iOS สามารถดาวน์โหลดได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ และนำมาสู่การต่อยอดการบริการวิชาการแก่สังคม ทางวิทยาลัยฯ จึงเตรียมจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังภัยทางสังคม วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ขึ้น โดยมีบทบาท อาทิ การเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคี อันได้แก่ ศูนย์ช่วยเหลือทางสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และเครือข่ายความร่วมมือในโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาทั่วประเทศ  ติดตามเหตุการณ์ภัยทางสังคมตลอด 24 ชั่วโมง บนโปรแกรมประยุกต์ในโทรศัพท์มือถือ เก็บข้อมูลการดำเนินกิจกรรมโครงการ ตลอดจนเป็นตัวเชื่อมในการบริหารจัดการข้อมูล วิเคราะห์ ประเมินผล และส่งมอบข้อมูลตามคำร้องขอขององค์กรภาคี

อะไรดีก็ว่าดี! มธ. ผุดแอปฯ “THAI Alert”

ทั้งนี้ มธ.โดยวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ร่วมกับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “การพัฒนาเครือข่ายจิตอาสาโดยใช้โปรแกรมประยุกต์ในโทรศัพท์มือถือ” ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียร ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 1 มธ.ท่าพระจันทร์สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-564-4440 ต่อ 1046 หรือเข้าไปที่ psds.tu.ac.th

พบ1 ใน4 เด็กต่ำกว่า 20 ปี ดื่มแอลกอฮอล์ช่วงสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271504

พบ1 ใน4 เด็กต่ำกว่า 20 ปี ดื่มแอลกอฮอล์ช่วงสงกรานต์

พบ1, ใน4, เด็ก, ต่ำกว่า, ดื่ม, แอลกอฮอล์, ช่วง, สงกรานต์, เด็กต่ำกว่า

สธ.เผยผลการเจาะเลือดตรวจแอลกอฮอล์ในผู้ขับขี่กรณีประสบเหตุในช่วงสงกรานต์ 2 วันแรก ตรวจ 40 คน พบ 1 ใน 4 เป็นเยาวชนต่ำกว่า 20 ปี

     กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าว ผลการปฏิบัติงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2560  ในรอบ 2 วันตั้งแต่วันที่ 11-12 เมษายน 2560 ว่า สถิติอุบัติเหตุในรอบ 24 ชั่วโมงของวันที่ 12 เมษายน 2560 เกิดอุบัติเหตุ 586 ครั้ง  ผู้บาดเจ็บ  630 คน เสียชีวิต 48 ราย สาเหตุส่วนใหญ่ เมาสุรา ร้อยละ 42.32  ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 30.38 ยอดรวม 2 วันตั้งแต่วันที่ 11-12 เมษายน  มีอุบัติเหตุสะสม 995 ครั้ง บาดเจ็บสะสม 1,049 คน เสียชีวิต 82 ราย จังหวัดที่บาดเจ็บสะสมสูงสุดคือเชียงใหม่ 48 คน เสียชีวิตสะสมสูงสุด คือนครราชสีมา  6 ราย

กระทรวงสาธารณสุข เตรียมพร้อมสถานบริการทุกแห่ง มีหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทุกระดับ 15,001 หน่วย มีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 165,041  คน ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ผลการดำเนินงานตั้งแต่ 11-13 เมษายน 2560 ณ เวลา 08.00 น.มีผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในสังกัด 7,263 คน ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัสนอนพักรักษาในโรงพยาบาล 1,222 ราย โดยมีการดื่มสุรา 2,012 คน คิดเป็นร้อยละ 26 ในจำนวนนี้เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี คิดเป็นร้อยละ 18.34 ของผู้ที่ดื่มสุราทั้งหมด  โดยในปี 2560 นี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจาะเลือดตรวจแอลกอฮอล์ในผู้ขับขี่รถทั้ง 2 ฝ่าย ที่ประสบอุบัติเหตุจนมีผู้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ดำเนินการไปแล้ว 40 ราย ในจำนวนนี้พบ 1 ใน 4 เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี

พบ1 ใน4 เด็กต่ำกว่า 20 ปี ดื่มแอลกอฮอล์ช่วงสงกรานต์

 

        ผลการตรวจเตือนบังคับใช้กฎหมาย พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ในช่วงวันที่ 9-12 เมษายน 2560  ตรวจเตือนทั้งหมด 927 แห่ง พบผู้ประกอบการทำผิด 308 แห่ง ความผิดอันดับ 1 ได้แก่ ขายโดยไม่มีใบอนุญาต 80 ราย รองลงมาขายให้เด็กอายุต่ำอายุกว่า 20 ปี 67 ราย และการโฆษณาสื่อสารการตลาด 44 ราย โดยได้ตรวจเตือนทุกรายและส่งดำเนินคดี 7 ราย โดยโทษของการกระทำผิดมีดังนี้ 1.ขายโดยไม่มีใบอนุญาต ผิดตาม พรบ.สุรา ของกรมสรรพสามิต มีโทษปรับ 500-2,000 บาท 2.การโฆษณาเหล้า ลดแลกแจกแถม มีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3.ขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี มีโทษจำคุก 1  ปี ปรับ 20,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วประเทศเร่งดำเนินการ 4 เรื่องเพื่อลดการบาดเจ็บและเสียชีวิต จากจราจร ได้แก่ 1.เน้นการเฝ้าระวังและตรวจจับอย่างเข้มข้น ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ทั้งสถานที่ห้ามขาย ห้ามดื่ม การขายให้กับเด็กอายุ ต่ำกว่า 20 ปี และในช่วงเวลาห้ามขาย 2.ให้มีการสอบสวนกรณีเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตที่มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อสอบถามแหล่งจำหน่ายร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และลงพื้นที่ในการตรวจ/เตือน

3.ให้โรงพยาบาลร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจาะเลือดตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในผู้ขับขี่ ถ้าไม่สามารถเป่าลมหายใจผ่านเครื่องตรวจได้ และกรณีนั้นเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต โดยกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รับผิดชอบค่าตรวจในช่วง 7 วันอันตราย 4.ให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ตรวจและเตือนกลุ่มเสี่ยง ประชาสัมพันธ์ร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชนและร่วมมือประชาคมตั้งด่านชุมชน และการนำเสนอข้อมูลผ่านศูนย์ความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัด/อำเภอ

13วัน”เจ็บป่วยฉุกเฉินฟรี72ชม. ยอด1.3 พันคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271489

13วัน”เจ็บป่วยฉุกเฉินฟรี72ชม. ยอด1.3 พันคน

12-13เมย, วันมีผู้ขอใช้บร, ใช้, ผู้, วัน, UCEP, สิทธิ, การตาม, บริ, ให้, การ, สถิติ, เปิด, 72ชม, 13วันป่วยฉุกเฉินฯยอด13, 13วันเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต72, เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต, 13วันเจ็บป่วยฉุกเฉินฟรี72, ยอด13, พัน, พันคน, 12-13 เมย, EMS1669, วัด

สพฉ. เผย 13 วัน มีผู้ขอใช้บริการตามสิทธิป่วยฉุกเฉินยอด 1,366 คน ระบุ”12-13 เม.ย.”มากสุด 250 คน ย้ ำ 6 อาการใช้สิทธิป่วยฉุกเฉินวิกฤติรักษาฟรีภายใน 72 ชม.

           เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2560 เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้สรุปผลการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ศคส.สพฉ.) หรือ UCEP Coordination Center ตลอด13 วันที่ผ่านมาว่า พบสถิติผู้ขอใช้สิทธิทั้งสิ้น1,366 ราย เป็นผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ 538 ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยจากสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า317ราย จากสิทธิประกันสังคม83 ราย จากสิทธิข้าราชการ104 ราย และสิทธิกองทุนอื่น ๆ อีก34ราย

“ทั้งนี้ในวันที่12เม.ย. และ13เม.ย.2560  ซึ่งเป็นช่วงการเดินทางกลับบ้านและช่วงฉลองเทศกาลสงกรานต์วันแรก มีผู้ป่วยฉุกเฉินที่ขอใช้สิทธิUCEP มากถึง243 คน โดยเป็นผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ถึง 80 ราย อย่างไรก็ตามในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้เจ้าหน้าที่ของเราพร้อมให้บริการประชาชนผ่านสายด่วน1669ตลอด24ชั่วโมง และประชาชนยังสามารถแจ้งเหตุเมื่อพบผู้ป่วยฉุกเฉินผ่านแอพลิเคชั่น “EMS1669” เพิ่มเติมด้วย ซึ่งจะทำให้การแจ้งเหตุแม่นยำ และไปช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”เลขาธิการ สพฉ. กล่าว

           เลขาธิการ สพฉ.  กล่าวอีกว่า ในส่วนของแอพลิเคชั่น “EMS1669” นั้น ได้พัฒนาให้มีการใช้งานได้ง่ายมาก โดยเมื่อประชาชนพบเห็นผู้บาดเจ็บหรือผู้ป่วยฉุกเฉิน เพียงแค่กดเรียกรถพยาบาลในแอพพลิเคชั่น จากนั้นระบบจะให้ผู้แจ้งเหตุบันทึกประวัติส่วนตัว อาทิ ชื่อผู้แจ้ง เบอร์ติดต่อกลับ และระบบจะแจ้งพิกัดที่เกิดเหตุฉุกเฉินไปยังสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ศูนย์สั่งการรู้พิกัดจุดเกิดเหตุได้อย่างแม่นยำเพื่อส่งทีมกู้ชีพออกปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ผู้แจ้งเหตุยังสามารถแนบไฟล์ภาพเหตุการณ์ เพื่อแจ้งสถานการณ์เพิ่มเติมได้ด้วย รวมทั้งสามารถแจ้งเหตุเพิ่มเติมผ่านการสนทนากับศูนย์สั่งการได้อีกด้วย ซึ่งประชาชนที่ใช้สมาร์ทโฟนสามารถดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น “EMS1669” ติดเครื่องไว้เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินให้ทันท่วงทีอีกช่องทางหนึ่งได้

           “นอกจากนี้ผมยังอยากให้ประชาชนจดจำคาถาข่มดวงที่เคยบอกประชาชนไว้ก่อนหน้านี้ ว่าหากสามารถทำตามคาถาข่มดวงที่ให้ไว้ได้ก็จะทำให้รอดพ้นจากการเจ็บป่วยฉุกเฉิน คือการคาดเข็มขัดนิรภัยทั้งคนขับคนนั่ง การสวมหมวกนิรภัย สำหรับประชาชนที่เดินทางไกลด้วยมอเตอร์ไซด์ การดื่มไม่ขับเพราะการดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้ประสิทธิภาพการขับขี่ลดลงและจะทำให้เกิดอุบัติเหตุอย่างง่ายดายได้ การหลีกเลี่ยงการใช้บริการของ “วัด” ก่อนวัยอันควร นั่นหมายถึง ถ้าเราขับขี่ดี สวมหมวกนิรภัย คาดเข็มขัดนิรภัย เราก็จะหลีกเลี่ยงการใช้บริการของวัดก่อนวัยอันควรได้ และข้อสุดท้ายหากง่วงก็จะต้องไม่ฝืนขับรถ ซึ่งหากเราสามมารถทำตามทุกข้อนี้ได้เราก็จะปลอดภัยในทุกช่วงเทศกาลอย่างแน่นอน” เลขาธิการ สพฉ.กล่าว

          เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ กล่าวเพิ่มเติมถึงการดำเนินงานตามสิทธิUCEPว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า ในส่วนของการดำเนินการของศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเราทำงานกันอย่างเต็มที่ไม่มีวันหยุด ซึ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้จะมีประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินจากอุบัติเหตุที่จะต้องใช้สิทธิUCEPเป็นจำนวนมาก ตนจึงอยากให้ประชาชนจดจำข้อมูลให้แม่นว่า ผู้ที่จะใช้สิทธิUCEPได้นั้นต้อง เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต จากสามกองทุนคือ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ,กองทุนประกันสังคม,กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้และเป็นโรงพยาบาลเอกชนนอกคู่สัญญากับกองทุนที่ผู้ป่วยมีสิทธิ์

          “ผู้ที่จะใช้สิทธินี้ได้ต้องเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ตามหลักเกณฑ์การคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่ กพฉ.ประกาศกำหนด และ รายละเอียดเกณฑ์การคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ที่ สพฉ. กำหนดกรณีกลุ่มอาการฉุกเฉินวิกฤต คือ หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด แบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด หรือมีอาการอื่นร่วม ที่มีผลต่อการหายใจระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบสมองที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต”เลขาธิการ สพฉ. กล่าว

          เลขาธิการ สพฉ. กล่าวเพิ่มเติมว่า  ซึ่งอาการทั้งหมดนี้ตนอยากให้ประชาชนจำให้แม่น และอยากย้ำกับประชาชนในทุกๆ เทศกาล ซึ่งหากประชาชนพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ตาม 6 อาการ ให้รีบโทรสายด่วน 1669 เพื่อเข้าให้การช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมทันที

          ทั้งนี้ หากประชาชนท่านใดยังมีความไม่เข้าใจในการดำเนินการตามนโนบายUCEPนี้ก็สามารถโทรเข้ามาสอบถามได้ที่เบอร์ 02- 872- 1669 หรืออีเมล์ucepcenter@niems.go.thเราพร้อมในการให้บริการกับประชาชนตลอด24 ชั่วโมงไม่เว้นวันหยุดราชการ

การศึกษา..ดึงผู้สูงอายุสู่สังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271438

การศึกษา..ดึงผู้สูงอายุสู่สังคม

การศึกษาดึงผู้สูงอายุสู่สังคม, การศึกษา, ดึง, ผู้สูงอายุ, สู่, สังคม, ติดสังคม

คนสูงอายุบางคนเก่ง มีความรู้ความ เป็นภูมิปัญญา ให้นำเขาออกจากบ้านมาสู่สังคม ให้ช่วยเป็นวิทยากร เป็นพี่เลี้ยงสอนเพื่อน ไม่ต้องอยู่แต่บ้าน 0เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ 0

      ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาระยะหนึ่งแล้ว และราวปี 2564 อัตราส่วนของผู้สูงอายุจะอยู่ที่ ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ด้วยวิทยาการแพทย์ที่ทันสมัยคนอายุยืนขึ้น ยังค่านิยมการมีทายาทลดลง ทำให้อัตราการเกิดเด็กน้อยลง ยิ่งส่งผลกระทบหลายเรื่องทั้งขาดผู้ดูแลผู้สูงอายุ ส่วนผู้สูงอายุเองก็ต้องทำงานมากขึ้นเพื่อดูแลตนเอง

การศึกษา..ดึงผู้สูงอายุสู่สังคม

  ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์

    เช่นนี้การเตรียมพร้อมแก่ประชาชน ทั้งในการให้ความรู้ เสริมทักษะ ต่อยอดอาชีพเดิม เติมอาชีพที่สอง ด้วยการศึกษา เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้การขับเคลื่อน การปฏิรูปสังคมผู้สูงอายุเป็นไปอย่างมีศักยภาพและมีคุณภาพ

     ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ระบุว่า ที่ผ่านมา ศธ.ร่วมทำงานกับ 3 หน่วย งาน ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยมี สธ.เป็นแกนหลักบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุใน 3 เรื่องหลัก คือ ด้านสุขภาพแข็งแรง ด้านความมั่นคง/ปลอดภัย และด้านการมีส่วนร่วมในสังคม

การศึกษา..ดึงผู้สูงอายุสู่สังคม

     ซึ่ง ศธ.ก็ให้ความสำคัญและเน้นให้ผู้สูงวัยมีความรู้ทั้ง 3 เรื่อง แต่ที่เน้นเป็นพิเศษ คือ ด้านความมั่นคง/ปลอดภัย และมีส่วนร่วมในสังคม ตรงนี้บทบาทหลักในการขับเคลื่อนงานจะอยู่ที่ สำนักบริหารงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ สำนักงาน กศน. ซึ่งมีกระจายอยู่ทุกอำเภอทั่วประเทศ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนั่นคือ กลุ่มผู้สูงอายุ ทำได้ง่าย

การศึกษา..ดึงผู้สูงอายุสู่สังคม

     “การทำงานด้านผู้สูงอายุของ ศธ.จะอาศัยกลไกของ กศน.เป็นหลัก เพราะสำนักงาน กศน. มีครู กศน.ตำบล กระจายทุกตำบล จึงมีความใกล้ชิดชาวบ้าน รวมกลุ่มเพื่อจัดกิจกรรมได้ง่าย ในเชิงนโยบายกำหนดไว้ว่า ทุกอำเภอต้องมีทีมลงไปช่วยให้ความรู้ผู้สูงอายุในพื้นที่ คนสูงอายุบางคนเก่ง มีความรู้ความสามารถติดตัว เป็นภูมิปัญญา ก็ให้นำเขาออกจากบ้านมาสู่สังคม ให้ช่วยเป็นเป็นวิทยากร เป็นพี่เลี้ยงสอนเพื่อน ตรงนี้ก็ทำให้ผู้สูงอายุมีสังคม ไม่เก็บตัวในบ้าน

การศึกษา..ดึงผู้สูงอายุสู่สังคม

      ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่มีวิชาชีพเดิมก็นำมาอบรมเพื่อต่อยอดฝีมือ ต่อยอดอาชีพเพื่อสร้างรายได้ ส่วนที่ไม่มีก็อบรมสอนอาชีพร่วมกับศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนของ กศน. ซึ่งจะต้องเกิดรายได้จริง ไม่ใช่แค่อบรมเพื่อออกจากบ้านเท่านั้น และต้องติดตามดูแลต่อเนื่อง”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

      กฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการสำนักงาน กศน. บอกว่า ตามแผน งานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาศักยภาพคนตามช่วงวัย (กลุ่มวัยผู้สูงอายุ) ของสำนักงาน กศน. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559-2561 วางโครงการเกี่ยวกับผู้สูงอายุไว้ 2 โครงการหลัก โครงการแรกเป็น โครงการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เป้าหมายเพื่อให้ผู้สูงอายุภาวะ “ติดสังคม” สามารถคงภาวะติดสังคม ได้นานที่สุดหรือจนวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่กลายเป็น “ผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพึง”

การศึกษา..ดึงผู้สูงอายุสู่สังคม

       กฤตชัย อรุณรัตน์

        รูปแบบกิจกรรมที่ใช้ จะใช้กิจกรรมหรือทักษะชีวิตในหลักสูตรหลากหลาย โดยเน้นส่งเสริม สร้างคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมกับและความต้องการของผู้สูงอายุ เช่น ออกกำลังกาย ฝึกอาชีพ ถ่ายทอดองค์ความรู้ ขณะเดียวกัน ปลูกฝังให้เยาวชนและคนวัยทำงานได้ตระหนักและเห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดบรรยากาศการช่วยเหลือระหว่างวัยภายในครอบครัวและชุมชน

     ซึ่งผลการทำงาน ในปีงบฯ 2559 พบ ว่า สามารถดูแลกลุ่มผู้สูงอายุติดสังคมใน 77 จังหวัด 928 อำเภอ ได้ 113,000 คน สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 92,800 คน คิดเป็นร้อยละ 122

การศึกษา..ดึงผู้สูงอายุสู่สังคม

     อีกโครงการ คือ โครงการจัดหลักสูตรการอบรมดูแลผู้สูงอายุ เน้นไปที่การผลิตผู้ดูแลผู้สูงอายุในระดับชุมชน เพื่อดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงภายในครอบครัว หรือไปประกอบอาชีพอิสระ โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกับ สธ.และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลักสูตร 70 ชั่วโมง และ 420 ชั่วโมง กลุ่มเป้าหมาย คือ อสม. และประชากรวัยแรงงาน อายุ 18-59 ปี เพื่อเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านและติดเตียงใน สังคมไทยที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

การศึกษา..ดึงผู้สูงอายุสู่สังคม

    โดยในปีงบฯ 2559 ตั้งเป้าหมายจัดอบรมหลักสูตรละ 89 รุ่น จำนวน 1,780 คน/หลัก สูตร ผลการดำเนินงาน คือ หลักสูตร 70 ชั่วโมง จัดได้ 365 รุ่น จำนวน 7,380 คน และ หลักสูตร 420 ชั่วโมง จัดได้ 14 รุ่น จำนวน 280 คน อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 โครงการได้รับงบฯดำเนินการประมาณ 22 ล้านบาทเศษ

      “ในปีงบประมาณ 2560 สำนักงาน กศน. ตั้งโจทย์ในการทำงานเพื่อผู้สูงอายุ 2 เรื่อง คือ ทำอย่างไรไม่ให้ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงเจ็บป่วยจนต้องอยู่ในภาวะพึ่งพิง และทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ไม่เป็นภาระแก่ครอบครัวมากเกินไป เช่นเดียวกับ เพิ่มจำนวนผู้ดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนในครอบครัว ให้สามารถดูแลผู้สูงอายุที่นอนติดเตียงในบ้านได้อย่างถูกต้อง รวมถึงอบรมเพื่อนำความรู้ไปประกอบอาชีพ”นายกฤตชัย บอกถึงเป้าหมายการทำงานต่อไป

การศึกษา..ดึงผู้สูงอายุสู่สังคม

      อย่างไรก็ตาม ไม่นานนี้ 4 หน่วย งาน ได้สานต่อความร่วมมือ “ขับเคลื่อนบูรณาการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต กลุ่มเด็กปฐมวัยและผู้สูงอายุ” อีกครั้งหนึ่ง โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยปักธงว่า เด็กไทยเติบใหญ่มีคุณภาพ ผู้สูงวัยเป็นหลักชัยของสังคม มุ่งสู่ประเทศไทย 4.0

    ทั้งนี้ การอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุ ของศูนย์ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ สำนักงาน กศน.ประกอบด้วยความรู้ภาคทฤษฎีและการฝึกภาคปฏิบัติ อาทิ พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ/แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง โรคที่พบบ่อย ภาวะวิกฤติกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การช่วยเหลือ/ดูแล การใช้ยา การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ด้านอาหาร การออกกำลังกาย สุขภาพจิตกับผู้สูงอายุ การสื่อสารทางบวกกับผู้สูงอายุ การจัดกิจกรรมนันทนาการ การเสริมทักษะด้านต่างๆ

การศึกษา..ดึงผู้สูงอายุสู่สังคม

       เช่น ภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการสร้างและเสริมคุณค่าในตัวผู้สูงอายุ และการดึงศักยภาพในฐานะของภูมิปัญญาที่จะเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ของคน ในชุมชน ในการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีที่ดีของชุมชนไปยังลูกหลานต่อไป

5 กิจกรรมวันครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271436

5 กิจกรรมวันครอบครัว

5 กิจกรรมวันครอบครัว, กิจกรรม, วัน, ครอบครัว, กิจกรรมวันครอบครัว, ความห่วงใย

5 กิจกรรมวันครอบครัว เสริมสุขภาพกายใจของญาติผู้ใหญ่ที่คุณรัก

       เทศกาลสงกรานต์ หรือวันครอบครัว คือวันที่ลูกหลานได้มีโอกาสกลับบ้านมาเยี่ยมเยียนบุพการีและญาติผู้ใหญ่ เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในช่วงวันหยุดยาว

5 กิจกรรมวันครอบครัว

     นอกจากการเล่นน้ำสงกรานต์ การทำบุญตักบาตร และการรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ที่เคารพตามขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยแล้ว บริษัท ออมรอน เฮลธ์แคร์(ประเทศไทย)ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพขอนำเสนอกิจกรรมสร้างความอบอุ่นที่คนในครอบครัวสามารถทำร่วมกันพร้อมไอเดียของติดไม้ติดมือฝากญาติผู้ใหญ่ เพื่อสุขภาพกายใจที่แข็งแรงของท่านตลอดปีใหม่ไทย

1.ออกกําลังกายท่ามกลางธรรมชาติ

      สงกรานต์นี้ ลองพาญาติผู้ใหญ่ออกไปรับอากาศบริสุทธิ์และขยับร่างกายในสวนสาธารณะ โดยอาจจะเดินเร็ว หรือปั่นจักรยานชมธรรมชาติรอบๆ ตามกำลังและสุขภาพของท่าน หรืออาจชักชวนคนในครอบครัวยืดเส้นยืดสายออกกายบริหารท่าง่ายๆ ในบริเวณสวนหลังบ้าน ไม่เพียงแต่การออกกําลังกายจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและภูมิต้านทานโรคแล้ว จากการศึกษาพบว่าพื้นที่สีเขียวยังทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยลดความเครียด และมีผลทำให้จิตใจแจ่มใสอีกด้วยของฝากญาติผู้ใหญ่:รองเท้ากีฬาสวมใส่สบาย

5 กิจกรรมวันครอบครัว

2.เข้าครัวคิดสูตรเครื่องดื่มสุขภาพ

      ลองเปลี่ยนจากการมอบกระเช้าเครื่องดื่มหรือขนมที่อาจมีปริมาณน้ำตาลสูง เป็นกิจกรรมเข้าครัวทำสมูทตี้คลายร้อนร่วมกัน โดยเลือกผักผลไม้หลากสี เช่น แครอท บีทรูท อะโวคาโด มะม่วง เสาวรส แอปเปิ้ล สตรอว์เบอร์รี่ หรือแตงโม มาปั่นรวมกับน้ำแข็งและโยเกิร์ตรสธรรมชาติ และเพิ่มความหวานด้วยน้ำผึ้งเล็กน้อย

     เพียงแค่นี้คนในครอบครัวก็สามารถสนุกสนานไปกับการทดลองสูตรเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพใหม่ๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารมากคุณค่า แถมยังช่วยให้ร่างกายสดชื่นตลอดสงกรานต์นี้อีกด้วย

ของฝากญาติผู้ใหญ่:เครื่องปั่นน้ำผักผลไม้

5 กิจกรรมวันครอบครัว

3.ปลูกผักสลัดออร์แกนิคที่บ้าน

      เมื่อได้สมูทตี้สูตรเด็ดประจำครอบครัวแล้ว จะดีแค่ไหนหากมีสมุนไพรและผักสลัดสดๆ ไว้ประกอบเมนูเพื่อสุขภาพและรับประทานเองที่บ้านวันหยุดยาวนี้ ลองชวนคนในครอบครัวทำสวนผักแปลงเล็กๆ ส่งต่อให้ผู้สูงวัยได้มีกิจกรรมที่ให้ทั้งความเพลิดเพลินใจและผักปลอดสารพิษโดยงานวิจัยพบว่าผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมหรืองานอดิเรกทำเป็นประจำ มักมีสุขภาพกายใจที่ดี อายุยืนยาวของฝากญาติผู้ใหญ่:เมล็ดพันธุ์พืชสวนครัว

4.วัดความดันโลหิตด้วยตนเอง

        ภาวะความดันโลหิตสูงมักมาพร้อมอายุที่มากขึ้นของญาติผู้ใหญ่ที่คุณรัก และเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนอันตรายไม่ว่าจะเป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคจอประสาทตาเสื่อม ตลอดจนโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคไตวาย

      ซึ่งอาจเฉียบพลันและร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ดังนั้น ลูกหลานควรเน้นย้ำให้ผู้สูงอายุในครอบครัวตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้รู้ทันทุกสัญญาณร้ายที่อาจมาจากภาวะความดันโลหิตสูง ในปัจจุบัน การวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้านสามารถทำได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

5 กิจกรรมวันครอบครัว

5.เรียนรู้เทคโนโลยีฝึกสมอง

       วันครอบครัวปีนี้ ลองแบ่งเวลามาสอนผู้สูงอายุในครอบครัวท่องโลกออนไลน์ เพื่อให้ท่านสามารถค้นหาข้อมูลสาระประโยชน์ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต และได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการฝึกและกระตุ้นสมอง นับเป็นการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ใหม่ๆ

      ทั้งยังสร้างสีสันให้แก่ชีวิตวัยเกษียณได้อีกทางหนึ่งที่สำคัญ การเรียนรู้เทคโนโลยีและช่องทางโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ ยังสามารถลดช่องว่างระหว่างวัยกับลูกหลาน และสามารถติดต่อกับสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ห่างไกลกันอีกด้วย

ของฝากญาติผู้ใหญ่: “เวลา”“ความห่วงใย”และ”ความเข้าใจ”ของคนในครอบครัว

มารู้จัก “น้ำอบไทยสวนดุสิต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271435

มารู้จัก “น้ำอบไทยสวนดุสิต”

มารู้จัก น้ำอบไทยสวนดุสิต, มารู้จัก , น้ำอบ, ไทย, สวน, ดุสิต, น้ำอบไทยสวนดุสิต, กลิ่นกระดังงา, ดอกไม้รวมนานาพันธุ์

 “น้ำอบไทยสวนดุสิต”สัมผัสความหอมในแบบฉบับไทยโบราณ

      ดร.กชกร ชำนาญกิตติชัย ผู้อำนายการสำนักกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวถึงผลิตภัณฑ์น้ำอบไทยสวนดุสิต ภายใต้แบรนด์ยูนิ (UNI) ว่า ปัจจุบันน้ำอบไทยสวนดุสิตสืบทอดสูตรเฉพาะมาจากอาจารย์ หม่อมราชวงศ์ สอิ้งมาศ นวรัตน์ ผู้สืบสานความรู้การผลิตต่อจาก อาจารย์เยื้อน ภาณุทัต ที่มีสายเชื่อมโยงความรู้อย่างถ่องแท้จากในวังหลวง ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของสวนดุสิตในสมัยที่ยังเป็นโรงเรียนการเรือน และเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้การทำน้ำอบไทย “กลิ่นกระดังงา” ที่เป็นสูตรเฉพาะให้กับนักเรียน ในสมัยนั้นสามารถผลิตใช้ และเป็นวิชาชีพติดตัว ด้วยกลิ่นน้ำอบไทยสูตรกระดังงาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    จนมาถึงช่วงสมัยวิทยาลัยครูสวนดุสิต มีการสืบทอดเคล็ดลับวิชาการผลิตน้ำอบไทยจากรุ่นสู่รุ่น จนเกิดเป็นองค์ความรู้ให้ลูกศิษย์อีก หลายรุ่น และได้เผยแพร่ออกนอกรั้วมหาวิทยาลัย จึงส่งผลให้น้ำอบไทยสวนดุสิตเป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น

     ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้มีการพัฒนาสูตรน้ำอบไทยกลิ่นใหม่ขึ้นมา เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คัดสรรปรุงขึ้นจาก “ดอกไม้รวมนานาพันธุ์” อาทิ กุหลาบ มะลิ ดอกแก้ว ราตรี ดอกส้ม ชะลูด ใบเตย หญ้าฝรั่น แก่นจันทร์เทศ พิมเสน กำยาน ชะมดเช็ด ผิวมะกรูด

      โดยคงกลิ่นของดอกกระดังงาดั้งเดิมไว้เป็นหลัก ซึ่งน้ำอบไทยสวนดุสิต 1 ขวด มีขบวนการผลิตที่ละเอียดอ่อนและปราณีตตามสมัยโบราณแท้ๆ และให้ความสำคัญกับการขั้นตอนการผลิต ในการลำดับก่อน-หลัง ของการอบเทียน ร่ำกำยาม เพื่อให้ได้กลิ่นหอมติดทนนานในแบบฉบับสวนดุสิต                นอกจากน้ำอบไทยที่ผลิตมาจำหน่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว ในชุดเครื่องหอมไทยยังประกอบไปด้วย ดินสอพองและบุหงา ด้วย เรียกว่าครบเซ็ตตำรับเครื่องหอมไทย

    หากบุคคลท่านใดสนใจสามารถสอบถามรายละเอียด ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ณ สำนักกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร 02 -244- 5372 ถึง 5 หรือ 02 -244 – 5559

จี้”กกอ.-หมอธี”เอาผิด 78 หลักสูตรเถื่อน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271385

จี้”กกอ.-หมอธี”เอาผิด 78 หลักสูตรเถื่อน!!

จี้กกอเอาผิด, 78หลักสูตร, ทปส, ทปสทจี้กกอเอาผิด, หลักสูตรเถื่อนรอเพลพ, จี้, หมอ, เอาผิด, หลักสูตร, เถื่อน, จี้กกอ-หมอธีเอาผิด, หลักสูตรเถื่อน, กกอ-หมอธี, กกอ, หมอธี

ทปสท.จี้”กกอ.” เอาผิด78 หลักสูตรเถื่อน ชี้แค่เปิดชื่อ10 ม.เอกชนไม่พอ แนะ”หมอธี”ใช้อำนาจตามคำสั่งคสช.ที่39/59 ม.44 เผย 4 มหาลัยที่ถูกควบคุมถูกร้องเรียนอื้อ!!

          ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) ได้แสดงความเห็น กรณี ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่มี รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานกกอ.เป็นประธาน ได้พิจารณามหาวิทยาลัยเอกชน ถูกร้องเรียนว่าจัดการศึกษาไม่เป็นไปตามมาตรฐานอุดมศึกษา และมีมติให้เปิดเผยรายชื่อมหาวิทยาลัยและหลักสูตรที่มีปัญหา เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนได้รับทราบ เพราะถ้าเลือกเรียนแล้วอาจมีปัญหาเรื่องคุณภาพ โดยมีมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีปัญหา 10 แห่ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยบอกว่ามีถึง 22 แห่งทั้งของรัฐและเอกชน ต่อมาลดเหลือ 12 แห่ง และในที่สุดเหลือเพียง 10 แห่ง ใน 98 หลักสูตร แบ่งเป็น หลักสูตรในที่ตั้ง 20 หลักสูตร และนอกที่ตั้ง 78 หลักสูตร โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ มีอาจารย์ประจำหลักสูตรไม่ครบตามที่กำหนด และรับนักศึกษาเกินกว่าจำนวนที่แจ้งไว้

       ทั้งนี้ ในบางมหาวิทยาลัยแจ้งว่าปิดบางหลักสูตรไปแล้ว แต่เท่าที่มีการตรวจสอบพบว่ายังไม่ได้ปิดจริง ดังนั้น กกอ.มีมติให้ สกอ.ลงไปตรวจสอบอีกครั้ง เช่น เปิดเพราะมีนักศึกษาค้างท่อหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้นมหาวิทยาลัยได้ปรับปรุงเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ หากพบว่าไม่ได้มาตรฐานให้ สกอ.แจ้งความดำเนินคดีโดยเลขาธิการ กกอ.ยังแจ้งว่า สกอ.จะรายงานมติดังกล่าวให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทราบและมีคำสั่งเพื่อดำเนินการกับมหาวิทยาลัยทั้ง 10 แห่ง ทั้งที่ยังมีอีกหลายมหาวิทยาลัยรวมทั้งของรัฐด้วยที่เข้าข่ายดังกล่าว และที่สำคัญแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบครบหนึ่งปีแล้ว แต่คณะกรรมการการอุดมศึกษา กลับทำได้เพียงเปิดเผยรายชื่อสถาบันเท่านั้น ยังไม่มีมาตรการเอาผิดหรือแก้ไขเยียวยาใด ๆ แก่นิสิตนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบเลย

      ประธาน ทปสท. กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการอุดมศึกษา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ควรดำเนินการโดยใช้อำนาจตาม คสช.ที่ 39/2559 ตามมาตรา 44 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ในข้อ 4 เมื่อปรากฏว่าสภาสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันอุดมศึกษาแห่งใดมีกรณีดังต่อไปนี้

          (1) “จัดการศึกษาไม่เป็นไปตามมาตรฐานการอุดมศึกษาหรือมาตรฐานหลักสูตรจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นิสิตนักศึกษาระบบการศึกษาสังคมหรือประเทศชาติ” ข้อ 5 เมื่อมีกรณีตามข้อ 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยคำแนะนำของคณะกรรมการการอุดมศึกษามีอำนาจสั่งการให้สภาสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้นยับยั้งการรับนิสิต นักศึกษา ปิดหลักสูตร ยุติการจัดการศึกษา หรือดำเนินการอื่นใด

          ส่วนข้อ 6 ในกรณีเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจสั่งให้สถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้นอยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาตามมาตรา 86 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชนพ.ศ. 2546 และข้อ 7 ให้สภาสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันอุดมศึกษาดำเนินการทางอาญาทางละเมิดหรือทางวินัยแก่ผู้ซึ่งได้กระทำการให้เกิดเหตุตามข้อ 4 ด้วย

          ดังนั้น คณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงไม่ควรแค่เปิดเผยรายชื่อหลายมหาวิทยาลัยที่เข้าข่ายความผิดตามข้อ 4(1) เปิดหลักสูตรไม่ได้มาตรฐาน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นิสิตนักศึกษา ระบบการศึกษา สังคมและประเทศชาติ โดยการสั่งให้หยุดรับนักศึกษา ปิดหลักสูตร ยุติการจัดการศึกษา และดำเนินการเอาผิดทางอาญา ทางละเมิด เพื่อชดใช้ให้กับนักศึกษา รวมทั้งกรณีมหาวิทยาลัยของรัฐทั้งมหาวิทยาลัยในกำกับ และมหาวิทยาลัยราชการหลายแห่งที่เปิดหลักสูตรไม่ได้มาตรฐานทำให้นักศึกษาไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ ที่กำลังเป็นข่าวอยู่หลายแห่งด้วย

          “ผมฝากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเข้าไปติดตามการดำเนินงานของคณะกรรมการที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัย 4 แห่งที่ถูกควบคุมด้วย ม.44 ด้วย เนื่องจากตนได้รับเรื่องร้องเรียนว่าการดำเนินการต่างๆ ล่าช้ามาก หลายแห่งกรรมการขยันประชุมมากแต่ประชุมอยู่ที่กรุงเทพตลอด รวมทั้งมีการดึงเอาพรรคพวกมาดำรงตำแหน่งบริหาร แถมยังตั้งเงินเดือนหลักแสน ทั้งที่แต่ละคนล้วนมีตำแหน่งประจำและรับเงินเดือนค่าตอบแทนตำแหน่งในตำแหน่งนั้น ๆ อยู่แล้ว เป็นการรับค่าตอบแทนทั้งสองทาง”ประธาน ทปสท. กล่าวในที่สุด