เปิดโทษปกปิดข้อมูล “โควิด-19” โทษสูงสุดคุกไม่เกิน 2 ปีปรับไม่เกิน 5 แสน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/419578?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เปิดโทษปกปิดข้อมูล “โควิด-19”  โทษสูงสุดคุกไม่เกิน 2 ปีปรับไ

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:22 น.
ไวรัส,โควิด-19,โคโรน่า,กักตัว,โทษปกปิด
เปิดอ่าน 600 ครั้ง

เปิดโทษปกปิดข้อมูล “โควิด-19”  โทษสูงสุดคุกไม่เกิน 2 ปีปรับไม่เกิน 5 แสน

คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ประกาศโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างมากในการช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการประกาศนี้ไม่ได้แปลว่าประเทศเข้าสู่การระบาดระยะที่ 3 แต่อย่างใด เป็นการประกาศเพื่อให้การทำงานเพื่อชะลอหรือยืดระยะเวลาการเข้าสู่ระยะที่ 3 ไว้ให้ได้นานที่สุด

อ่านข่าว…  โควิด-19 ระบาดทั่วโลกแล้ว

          14โรคติดต่ออันตราย
ก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีการประกาศ โรคติดต่ออันตรายแล้ว 13 โรค ได้แก่ 1.กาฬโรค 2.ไข้ทรพิษ 3.ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก 4.ไข้เวสต์ไนล์ 5.ไข้เหลือง 6.โรคไข้ลาสซา 7.โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 8.โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก 9. โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา 10.โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดรา 11.โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส 12.โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส และ 13.วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก หากโรคโควิด-19 ผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการก็จะเป็นลำดับที่ 14

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค(คร.) อธิบายว่า หากประกาศโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายมีผลบังคับใช้ จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งจะมีการกำหนดว่าประชาชน ผู้รับผิดชอบในสถานพยาบาล หรือผู้ควบคุมสถานประกอบการหรือสถานที่อื่นใด เช่น โรงแรม จะต้องรายงานแจ้งต่อเจ้าหน้าที่เมื่อมีผู้ต้องสงสัยหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่ออันตราย โดยจะต้องให้ข้อมูลเป็นจริง หากไม่แจ้งจะมีโทษปรับ 2 หมื่นบาท

   โทษสูงสุดคุก2 ปีปรับ5แสน
ขณะนี้ประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย นายอนุทิน ชาญวีรกูล  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ลงนามแล้ว อยู่ระหว่างการรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้น 1 วัน ทั้งนี้ เมื่อประกาศมีผลบังคับใช้แล้วจะดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 โดยจะมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดยเป็นฝ่าฝืนในส่วนของมาตรา 40 (2) ซึ่งกำหนดในกรณีที่มีการประกาศให้ท้องที่หรือเมืองท่ามดนอกราชอาณาจักรเป็นเขตติดโรค เจ้าพนักงานมีอำนาจดำเนินการให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่เข้ามาในประเทศ โดยจัดให้พาหนะจอดอยู่ ณ สถานที่ที่กำหนดให้จนกว่าเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศจะอนุญาตให้ไปได้

นอกจากนี้ มาตรา 34 (1) มีอำนาจนำผู้ที่เป็น/มีเหตุสงสัยว่าเป็นโควิด-19/ผู้สัมผัส มารับการตรวจ การชันสูตร แยกกัก กักกัน คุมไว้สังเกต โทษ ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

มาตรา 35 กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน สั่งปิดสถานที่ต่างๆ /สั่งห้ามไปในสถานที่ชุมชน สถานศึกษา สถานที่ใด / สั่งหยุดงานชั่วคราว โทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 39 (5) ห้ามเจ้าของ/ผู้ควบคุมพาหนะนำผู้เดินทางไม่ได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเข้าประเทศ โทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

 แยกกัก-กักกัน-คุมไว้สังเกตอาการ
นพ.โสภณ อธิบายว่า มีคำสำคัญ 3 คำ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 คือ 1.แยกกัก ซึ่งจะเป็นผู้ป่วยที่มีเชื้อแล้วจะต้องนำเข้าแยกกักในห้องแยกโรคความดันเป็นลบ 2.กักกัน เป็นคนที่ยังไม่ป่วยแต่มีโอกาสได้รับเชื้อ จึงจำเป็นต้องให้คนดังกล่าว กักกันอยู่ในพื้นที่เฉพาะ ซึ่งอาจจะเป็นที่บ้านของคนผู้นั้นเองก็ได้ เป็นเวลาครบ 14 วัน ซึ่งจากการดำเนินการเช่นนี้ในกลุ่มผู้สัมผัสผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่ผ่านมา มีเพียง 2% ที่เป็นเสี่ยงสูงแพร่เชื้อ และอีก 98% เป็นคนปกติ แต่ที่ต้องมีความดำเนินการเพื่อความปลอดภัย

และ 3.คุมไว้สังเกตอาการ ซึ่งเป็นผู้สัมผัสที่ไม่ใกล้ชิดผู้ป่วย แต่จะต้องคุมไว้สังเกตอาการจนครบ 14 วัน โดยให้อยู่ที่บ้าน แต่จะต้องมีการติดตามอาการทุกวัน วัดไข้ และเมื่อป่วยให้ไปพบแพทย์ เช่น กรณีปู่ย่าหลาน คนในไฟลท์บิน คนที่จัดเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงคือคนที่นั่ง 2 แถวหน้า-หลังของผู้ป่วย ส่วนคนร่วมไฟลท์คนอื่น ถือเป็นเสี่ยงต่ำ แต่ต้องคุมไว้สังเกตอาการ

     วอนกลุ่มเสี่ยงรับผิดชอบสังคม
 นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภา คนที่ 1 และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานการแถลงข่าว “เรียกร้องประชาชนกลุ่มเสี่ยงไวรัส COVID-19 ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ป้องกันการแพร่ระบาด ด้วยการให้ข้อมูลที่เป็นจริง” ว่าวันนี้โรคโควิด-19 กระจายไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก มีผู้ป่วยกว่า 8 หมื่นคนทั่วโลก รวมถึงผู้ป่วยที่รุนแรงและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยง ประกอบไปด้วย คนที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ จีน มาเก๊า ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ อิหร่าน อิตาลี ถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ขณะเดียวกันกลุ่มเสี่ยงอีกกลุ่ม คือ ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสกับกลุ่มเสี่ยงโดยตรง เช่น คนที่อยู่ในบ้านเดียวกันกับกลุ่มข้างต้น ผู้ที่ให้บริการชาวต่างชาติ ซึ่งสัมผัสกับไวรัสต่างๆ ไม่ว่าจะแท็กซี่ คนขับรถ สิ่งที่ควรจะกระทำคือทำให้ตัวท่านเองไม่แพร่เชื้อไปให้คนอื่น ต้องหยุดที่ตัวของท่านเอง ต้องรู้จักควบคุม ทำอย่างไรไม่ให้กระจาย

อย่าปิดบังข้อมูล เล่าความจริง
กลุ่มเสี่ยงเมื่อมีอาการระบบทางเดินหายใจ ไอ เจ็บคอ มีไข้ ขอให้รีบตรงไปที่โรงพยาบาล และขอให้ใส่หน้ากากอนามัย งดการเดินทางด้วยระบบขนส่วนมวลชนเพื่อไม่ให้แพร่ไปยังผู้อื่น เมื่อไปถึงโรงพยาบาลให้แสดงตน แต่ละโรงพยาบาลจะมีกระบวนการคัดกรอง ดูแล สำหรับผู้ที่ไม่เป็นกลุ่มเสี่ยง แต่มีไข้ เป็นหวัด มีโอกาสจะเป็นหวัดธรรมดาได้ แนะนำให้ไปพบแพทย์ เล่าอาการให้เขาฟัง ขอให้แจ้งตามความเป็นจริง

       ย้ำแนวปฏิบัติป้องกันโควิด-19
พญ.ยุพิน ศุพุทธมงคล หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับกลุ่มเสี่ยงแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่เดินทางกลับหรือแวะพักในประเทศที่มีการระบาดโรคโควิด-19 ซึ่งเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย ต้องโทรศัพท์แจ้งผู้บังคับบัญชา หรือหัวหน้างาน เพื่อขอลางาน เพราะคนกลุ่มนี้ควรหยุดทำงาน อยู่กับบ้านเป็นเวลา 14 วัน ตามระยะเวลาการฟักตัวของเชื้อ และเมื่ออยู่ที่บ้านควรแยกพื้นที่ที่อยู่อาศัยกับผู้อื่นในบ้าน เลือกอยู่ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี อยู่ห่างอย่างน้อยระยะ 1 เมตร

โดยหากในบ้านมีผู้สูงอายุ มีผู้ป่วยภาวะติดเตียง หรือมีผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และต้องทำความสะอาดมือด้วยสบู่ น้ำ หรือแอลกอฮอล์เจล อย่างเคร่งครัด และไม่ควรใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และควรหาอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย ให้คนที่ใกล้ชิดในบ้านเดียวกัน และหลีกเลี่ยงเดินทางไปในที่ชุมชนต่างๆ

ขณะที่กลุ่มที่ 2 คนที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกับคนกลุ่มเสี่ยงกลุ่มแรก การปฏิบัติตัวในช่วง 14 วันแรกที่มีโอกาสได้รับเชื้อ ต้องไม่ให้คนกลุ่มเสี่ยงมาใกล้ชิด ในระยะอย่างน้อย 1 เมตร ต้องทำความสะอาดมือด้วยสบู่ แอลกอฮอล์เจล ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัว หากจำเป็นต้องติดต่อควรสวมใส่หน้ากากอนามัย ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ต้องเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยของตนเอง ที่จะบ่งชี้ว่าได้รับเชื้อมาแล้ว เช่น มีอาการไข้ ขอให้ตรวจวัดอุณหภูมิ ด้วยปรอทวัดไข้เป็นเวลา 3 ครั้งต่อวัน และมีอาการทางเดินหายใจ อย่าง มีน้ำมูก ถ้ามีอาการ 2 อย่างร่วมกัน ให้พึงระวังว่ามีโอกาสติดเชื้อสูงมากต้องเดินทางไปโรงพยาบาล หรือโทรสายด่วนควบคุมโรค 1442 และขอให้ไปโรงพยาบาลใกล้ที่สุด หรือโรงพยาบาลตามสิทธิ์ เมื่อมาด้วยรถส่วนตัวให้เปิดหน้าต่างรถจะได้มีอากาศถ่ายเท และเมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาลขอให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่าสงสัยป่วยเป็นโรคโควิด-19 เพื่อให้โรงพยาบาลดูแลรักษาต่อไป

ส่วนกลุ่มที่ 3 กรณีที่ตนเองไม่ป่วยและไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงหากมีอาการป่วย ไข้หวัด ก็ขอให้ไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติ แต่ถ้าไม่มีอาการใดๆ อย่ากังวล ขอให้ปฏิบัติตัวเอง ให้มีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี ทั้งในแง่ของความแข็งแรง ภูมิคุ้มกันที่ดี กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงไปในพื้นที่สาธารณะ

“อยากฝากให้ทุกคนในสังคมควรดูแลตัวเอง และป้องกันไม่ให้ตัวติดเชื้อหรือแพร่เชื้อ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลต่างๆ และอย่าวิตกกังวล เพราะโรคนี้ไม่ใช่เป็นโรคที่เป็นตลอดชีวิต เมื่อพ้นระยะฟักตัว 14 วัน แล้วตรวจไม่เจอก็ถือว่าไม่เป็นโรค สังคมต้องช่วยกันทำความเข้าใจ อย่าให้ใครๆ ในสังคมมารังเกียจคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง หรือคนที่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์”

สามเหลี่ยมชุมชนลด เลิกเหล้า กระบวนการเชิงพุทธหยุด”ดื่ม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/419348?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สามเหลี่ยมชุมชนลด เลิกเหล้า กระบวนการเชิงพุทธหยุด”ดื่ม”

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:03 น.
เลิกเหล้า,สามเหลี่ยมชุมชนขยับขับเคลื่อนงาน ลด เลิกสุรา
เปิดอ่าน 68 ครั้ง

สามเหลี่ยมชุมชนลด เลิกเหล้า กระบวนการเชิงพุทธหยุด”ดื่ม” โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

ถอดบทเรียนการดำเนินงานในพื้นที่ “สามเหลี่ยมชุมชนขยับขับเคลื่อนงาน ลด เลิกสุรา” จัดโดยโครงการการขับเคลื่อนการบำบัดดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา โดยกระบวนการเชิงพุทธร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บำบัดการดูแลผู้มีปัญหาสุราที่ทำให้เกิดปัญหาต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิตและผลกระทบต่อครอบครัวสังคม ซึ่งข้อมูลการเข้ารับบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในปี 2559 พบว่าประชากร 2.7 ล้านคนการดื่มมีปัญหา และมีเพียง 168,729 คน หรือร้อยละ 6.2 ที่เข้ารับการบริการ

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรามากแต่การเข้าถึงบริการมีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเกิดปัญหาการเข้าถึงการบริหาร และอีกปัญหาหนึ่งคือผู้ที่มีปัญหาดื่มสุราไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองป่วย ไม่อยากเข้าบำบัด และอยากใช้ชีวิตประจำวัน ประกอบอาชีพ ทำงานในชุมชนต่อไป สสส.สนับสนุนโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2562 โดยพยายามทำให้ผู้มีปัญหาการดื่มสุรามีทางเลือกมากขึ้น เปิดโอกาสให้ชุมชนมาสนับสนุน มีวัดเป็นที่พึ่งทางใจ และมีบุคลากรสุขภาพ ซึ่งการทำงานทั้ง 3 ภาคีในพื้นที่อย่างที่เรียกว่าสามเหลี่ยมชุมชนทำให้มีองค์ความรู้กระบวนการทางสุขภาพชัดเจน มีชุมชน วัด บุคลากรทางสุขภาพเป็นแกนนำสำคัญ โดยเฉพาะหลังจากผู้มีปัญหาการดื่มสุรา ให้ความเป็นมนุษย์แก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมและเพื่อให้คนในชุมชนได้ดูแลร่วมกัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างต้นแบบของผู้เลิกสุราได้อีกด้วย

“กระบวนการเชิงพุทธสู่การบำบัดผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุราในและนอกระบบ มีการทำงานนำร่องใน 25 ชุมชน 25 วัด ในภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากค้นพบว่าผู้มีปัญหาดื่มสุรา 411 คน สมัครเข้าร่วมโครงการ 298 คน เมื่อผ่านกระบวนการแล้วสามารถเลิกดื่มได้ 53 คน คิดเป็นร้อยละ 17.8 และลดระดับการดื่ม 227 คน คิดเป็นร้อยละ 76.2 โดยหลังจากนี้จะมีการขยายผลการทำงานร่วมกับชุมชนอื่นๆ ที่สนใจ เพื่อให้แนวทางเดินหน้าต่อไป สสส.จะสนับสนุนการทำงานที่สามารถบูรณาการความร่วมมือจากหลายฝ่ายจนเกิดเป็นรูปธรรมการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน นี่เป็นเพียงจุดเริ่มจุดเล็กๆ แต่เข้มแข็ง และพร้อมเรียนรู้ไปด้วยกันกับชุมชน” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

พระอธิการสุชาติ เดชดี

เมื่อผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุราทั้ง 12 คนเข้าค่ายธรรมยาใจ 7 วัน 6 คืนแล้ว มีการติดตามประเมินผล พบว่ามีผู้ที่เลิกสุราได้อย่างเด็ดขาด 5 คน ส่วนที่เหลือ 7 คน มีอัตราการดื่มที่น้อยลง พระอธิการสุชาติ เดชดี เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัยปอพาน อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม กล่าวว่า เป็นหน้าที่วัดที่ต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนบำบัดดูแลผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา โดยใช้กระบวนการทางพระพุทธศาสนาสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง เริ่มจาก อสม. คัดกรองผู้สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 12 ราย มาปฏิบัติธรรมร่วมกับญาติธรรมและชาวบ้าน ผู้นำชุมชน นุ่งขาวห่มขาว นับถือศีล 8 ปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดเป็นเวลา 7 วัน 6 คืน มีกิจกรรมให้ทำ อาทิ สวดมนต์ไหว้พระ เดินบิณฑบาต อบรมฟังธรรม ทำจิตใจให้ว่าง รวมถึงมีการให้ความรู้ แนวทางลดละเลิก

“กระบวนการธรรมยาใจที่ทุกคนได้เรียนรู้นอกจากฝึกบังคับจิตใจตนเองแล้ว ยังมีครอบครัวมาทำกิจกรรมร่วมกันและมีชาวบ้านมาให้กำลังใจ ทุกกิจกรรมจะเป็นการส่งเสริมให้พวกเขาเห็นคุณค่าในตัวเองและให้ชุมชนได้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้มีคุณค่า เมื่อเขาออกจากโครงการจะได้ไม่มีปัญหาการเข้าสังคม ซึ่งโครงการดังกล่าวช่วยบำบัดผู้ที่มีปัญหาเรื่องสุราได้เป็นอย่างดี หลังจากนี้จะขยายสู่ตำบล อำเภอต่อไป” พระอธิการสุชาติ

นายอภิลักษณ์ ภูวงค์ กำนันตำบลปอพาน จ.มหาสารคาม กล่าวว่า กำนัน ผู้นำชุมชนมีหน้าที่ในการดูแลประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายอยากเห็นชุมชมกินอิ่ม นอนอุ่น คือการทำอย่างไรให้ประชาชนพออยู่พอกิน มีการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการดำรงชีวิต มีความปลอดภัยในเรื่องทรัพย์สิน และการใช้ชีวิต ซึ่งสุราเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะทำให้คนกินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น ดังนั้นเมื่อรู้ว่ามีโครงการเกี่ยวกับการบำบัดผู้ที่มีปัญหาสุราก็เข้าร่วมทันที

โดยเริ่มจากการเข้าร่วมอบรมและหารือร่วมกับผู้นำชุมชน พระอาจารย์ทุกท่านพร้อมให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมธรรมยาใจ ใช้หลักป่าล้อมเมือง เอาน้ำดีไล่น้ำเสีย ให้ญาติธรรม ชาวบ้านทุกคนที่ไม่ดื่มสุราและสมัครใจมาร่วมปฏิบัติ คอยเป็นพี่เลี้ยงให้กำลังใจ ชักจูงให้เขาทำกิจกรรมต่างๆ และป้องกันไม่ให้พวกเขาออกไปดื่มสุรา หรือมีเพื่อนที่ดื่มสุรามาชักชวนตลอด 7 วัน ซึ่งถือเป็นโครงการที่ดีและประสบความสำเร็จในการลด ละ เลิก ผู้ที่มีปัญหาสุรา และเป็นสังคมแห่งการเกื้อกูล อะไรที่ช่วยเหลือได้ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

อรัญ เปรมปรี

ตบท้ายด้วย นายอรัญ เปรมปรี อายุ 50 ปี ชาวบ้านที่ติดสุราและสามารถเลิกได้เด็ดขาดเมื่อเข้าร่วมโครงการ เล่าว่าดื่มสุรามาตั้งแต่อายุ 17 ปี จนตอนนี้เลิกดื่มได้ 7 เดือนหลังจากเข้าร่วมโครงการ ทำให้รู้ว่าชีวิตมีคุณภาพที่ดีขึ้นมาก ครอบครัวไม่มีปัญหาด้านการเงิน หรือปัญหาอื่นๆ เพราะตอนนี้สามารถชำระหนี้ 40,000 ได้และมีเงินเก็บ 20,000 บาท เมื่อเราเลิกดื่มสุราทำให้มีแรง มีกำลังในการทำงาน และไปไหนก็ไม่มีใครเรียกเราว่าขี้เหล้าอีกแล้ว

“ก่อนเข้าร่วมโครงการ ผมติดเหล้ามาก ติดจนป่วยหนัก สิ้นหวัง ไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ครอบครัวก็มีปัญหา ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนเรียกขี้เหล้า เคยเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มสุรานับสิบครั้ง ถูกไล่ออกจากงานและที่เลวร้ายคือทำให้ที่นา 8 ไร่ของภรรยาหายไปกับขวดเหล้า จนกระทั่งได้เห็นโครงการและเข้าร่วม ช่วง 1-3 วันแรกยากมาก หงุดหงิด มือสั่น อยากหนี ไม่อยากเลิกเหล้า แต่กระบวนการทางธรรมทำให้รู้จักการใช้ชีวิต ยิ่งมีคนมาคอยให้กำลังใจทำให้เรามีพลังที่จะเลิกเหล้า และทุกวันนี้ไม่แตะเหล้าอีกเลย อยากฝากคนที่อยากดื่มหรือกำลังดื่มขอให้ลดน้อยลง แล้วชีวิตของเราจะดีขึ้นมาก ทุกคนทำได้ขอเพียงมีกำลังใจ และมุ่งมั่นที่จะเลิกเหล้าจริงๆ” นายอรัญ กล่าว

มธบ.บูรณาการข้ามศาสตร์ ปั้นนักศึกษาสตาร์ทอัพรู้รอบด้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/419313?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

มธบ.บูรณาการข้ามศาสตร์ ปั้นนักศึกษาสตาร์ทอัพรู้รอบด้าน

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,การศึกษา,ไทยแลนด์40,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 372 ครั้ง

CIBA_มธบ. ผนึก นิติ-เศรษฐศาสตร์ บูรณาการข้ามศาสตร์ บ่มเพาะทักษะผู้ประกอบการแบบครบเครื่อง ปั้นนักศึกษาสตาร์ทอัพรู้รอบด้าน

27 กุมภาพันธ์ 2563 ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy: CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า จากผลความสำเร็จของโครงการCIBA Mini Capstoneที่ได้ปลูกฝังแนวคิดและจิตวิญญาณความเป็นสตาร์ทอัพตั้งแต่ปีแรกและเข้มข้นขึ้นในทุกปีของการศึกษา

ส่งผลให้ทีมนักศึกษาของธุรกิจบัณฑิตย์คว้ารางวัลระดับประเทศจากการแข่งขันในหลายรายการ อาทิ รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง จากโครงการประกวดนวัตกรรมข้อมูลเปิดภาครัฐ ปี 2562 (Thailand Data Innovation Awards 2019,DIA by DGA)  ด้วยผลงานแอพพลิเคชั่น “J-Elder” ซึ่งช่วยผู้สูงอายุหางานได้ตรงตามคุณสมบัติ  ตอกย้ำความสำเร็จของโครงการให้ขยายการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น

สำหรับปีที่ 2 แนวทางการเสริมสร้างทักษะผู้ประกอบการให้กับนักศึกษามีเข้มข้นมากกว่าเดิม โดยโครงการ “CIBA Mini Capstone 2020 : Startup Teams & the Coach”ในปีนี้ จะเน้นพัฒนาทักษะเชิงบูรณาเพื่อการเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพแบบครบเครื่อง โดยนำศาสตร์สำคัญที่สตาร์ทอัพจำเป็นต้องรู้มาถ่ายทอดให้กับนักศึกษาผ่านทีมโค้ชผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งศาสตร์ด้านการจัดการ การบัญชี เศรษฐศาสตร์ และกฎหมาย (จากคณะนิติศาสตร์ปรีดีพนมยงค์) เพื่อให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้นำความรู้ทั้งหมดภายใต้รายวิชาแกนที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาเป็นโครงงานธุรกิจฉบับมินิขึ้น ภายใต้โจทย์ผลิตภัณฑ์เพื่อไลฟ์สไตล์ประชากรยุค Thailand 4.0 โดยโครงงานของนักศึกษาที่เป็นดาวเด่นจะได้รับคัดเลือกจากโค้ชขึ้นประกวด “Prototype Pitching” บนเวที ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม 2563 เวลา 08.00-13.30 น. ณ ห้องประชุมปรีดีพนมยงค์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 6 ม.ธุรกิจบัณฑิตย์

โดยงานนี้มีผลงานแบบจำลองธุรกิจของนักศึกษาที่น่าสนใจมานำเสนอจำนวนไม่น้อย อาทิ

– ทีม​Snowflake : Batique พริ๊นเตอร์ไฮเทค​ แถมหมึกลบได้ด้วย

– ทีม​Let it go : Immer Spin กระจกอัจฉริยะ​สำหรับคนชอบส่องบนชีวิตเร่งรีบ

– ทีม​Olaf : Supervise Watch นาฬิกาผู้ช่วยคนสูงวัย​ ปลอดภัย​วางใจได้

– ทีม​Wonder : Old Staff ไม้เท้าแสนรู้สุดไฮเทคคู่ใจผู้สูงอายุ

– ทีม​Seven Swords (นศ.จีน​ หลักสูตร​Bilingual)​: Parcel Locker ล๊อคเกอร์คู่บ้านรับของนำส่งแบบโล่งใจแม้ไม่อยู่บ้าน

“ปีนี้จะมีการบูรณาการร่วมกันกับหลักสูตรอื่นด้วยทั้งเศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแบบองค์รวมของสตาร์ทอัพ เพราะการเป็นผู้ประกอบการ จะมีความรู้ด้านการบริหารจัดการ การตลาด การบัญชี เพียงเท่านี้ไม่ได้ ต้องรู้ครอบคลุมไปถึงกฎหมายหรือเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวกับธุรกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็น การจัดตั้งบริษัท กฏหมายภาษี กฎหมายการจดสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างผู้ร่วมทุน หรือมีกฎหมายอะไรบ้างที่เกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพทางด้านเศรษฐศาสตร์ การเป็นสตาร์ทอัพก็ต้องรู้เรื่องของ Demand และ Supply  ตรงจุดไหนที่ธุรกิจจะคุ้มทุน ความรู้เหล่านี้ก็ต้องมีด้วยเช่นกัน” ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าว

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ยืนหนึ่งเรื่องธุรกิจโครงการ CIBA Mini Capstone จึงมุ่งหวังให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของ CIBA ได้ฝึกฝนการคิดเชิงวิเคราะห์ การออกแบบธุรกิจ การกำหนดกลยุทธ์ การประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจ การบัญชีเบื้องต้น การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ และการเตรียมตัวด้านกฎหมายเพื่อการจัดตั้งธุรกิจ สิ่งต่างๆเหล่านี้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์พยายามปลูกฝังเข้าไปในตัวนักศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการเป็นต้นแบบสตาร์ทอัพยูนิเวอร์ซิตี้

“สจล.”เสริมทักษะด้านคลาวด์ ยกระดับกำลังคน-ตอบโจทย์อุตฯ4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/419156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

“สจล.”เสริมทักษะด้านคลาวด์ ยกระดับกำลังคน-ตอบโจทย์อุตฯ4.0

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:15 น.
สจล,ปัญญาประประดิษฐ์,เทคโนโลยีคลาวด์
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

“สจล.”เสริมทักษะด้านคลาวด์ ยกระดับกำลังคน-ตอบโจทย์อุตฯ4.0 โดย… ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

เมื่อการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยอาจไม่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างรวดเร็วในยุค 4.0 โดยเฉพาะด้านเอไอ หุ่นยนต์ รวมถึงความรู้จากผู้มีประสบการณ์ตรงที่จะผลักดันให้เหล่านักลงทุนหน้าใหม่ก้าวไปได้อย่างถูกทิศถูกทาง การดึงคลังความรู้ที่มีมหาศาลจากผู้เชี่ยวชาญมา Re-skill/Up-skill อย่างไร้ขีดจำกัด จึงเป็นหนทางการเรียนรู้ที่ดูจะนำไปใช้ได้จริงยิ่งขึ้น

ล่าสุด สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เดินหน้า Re-skill/Up-skill เสริมทักษะกำลังคน เพื่อตอบโจทย์การทำงานในอุตสาหกรรม 4.0 โดยประกาศความร่วมมือกับ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS) ในการสร้างทักษะคลาวด์สำหรับนักเรียนและคนวัยทำงาน ครอบคลุมใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การนำเนื้อหาด้านคลาวด์ของ AWS Educate และ AWS Academy มาใช้ในหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัย, การนำเทคโนโลยีคลาวด์ของ AWS มาใช้ในโครงการวิจัยและพัฒนาของ สจล. ด้วยการใช้บริการระดับสูง อาทิ ปัญญาประประดิษฐ์ (AI) อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) และแมชชีน เลิร์นนิ่ง (ML) ในการแก้ปัญหาความท้าทายทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ตลอดจนการเป็นศูนย์ให้ความรู้ในด้านวัตกรรมดิจิทัลสำหรับกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพทั่วประเทศไทย

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี (รักษาการ) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า ในการยกระดับภาคการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการบุคลากรด้านเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ณ ตึกทรู ดิจิทัล พาร์ค ว่าแต่ก่อนหลายคนมองว่ามหาวิทยาลัยเป็นเพียงสถาบันวิจัย สร้างเด็กยุคใหม่ออกไปรับใช้ประเทศ ภาคอุตสาหกรรม หรือราชการ แต่วันนี้หน้าที่เราไม่มีเพียงแค่นั้นเพราะเราต้องเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศ สร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

“มหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่สอนหนังสือ วิจัย หรือให้บริการด้านวิชาการเท่านั้น แต่จะรื้อกำแพงระหว่างคณะ ทุกคนสามารถลงเรียนร่วมกันได้ และสามารถสร้างสรรค์ร่วมกันได้ ทำงานเป็นทีมเดียวกันได้ ทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ มหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกดีขึ้น และวิธีการสร้างคนให้ทัน คือการร่วมมือกับคนที่เก่งระดับโลก”

สำหรับ AWS Educate ทำหน้าที่เสมือนเกตเวย์ด้านความรู้และวิชาการสำหรับผู้เชี่ยวชาญยุคใหม่ด้านไอทีและด้านคลาวน์ ถือเป็นโครงการทางการศึกษาระดับโลกของ AWS ที่จะช่วยให้อาจารย์ นิสิต นักศึกษา มีเนื้อหาและเครื่องมือต่างๆ เพื่อเสริมการเรียนรู้ในด้านคลาวน์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถให้คนทำงาน ปัจจุบันมีสมาชิกทั่วโลกซึ่งเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษาหลายแสนราย อาจารย์มากกว่า 1 หมื่นราย และสถาบันการศึกษามากกว่า 2,400 แห่ง

  เรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด
 ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง อธิบายว่า ปัจจุบัน สจล. ได้นำเนื้อหาของ AWS มาใช้ในการเรียนการสอน 2 แบบ คือ แบบ Degree คือใช้โปรแกรมของ AWS มาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนเรื่อง AI ในหลักสูตร Robotics and AI Engineering ขณะเดียวกันก็ยังพยายามปลดล็อกวิชาบังคับ และวิชาบังคับเลือกหลายหลักสูตร เพื่อให้สามารถนำโปรแกรมของ AWS เข้าไปใช้ในการเรียนการสอนได้

ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์

สำหรับ Non-Degree ในเนื้อหา Robotics and AI เปิดอบรมสำหรับคนทั่วไป ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค ในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ซึ่งรัฐบาลสนับสนุน และ AWS ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสอน ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่เข้ามาเรียน มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวว่าต้องไม่เรียนด้าน Robotics and AI เพราะต้องการให้เกิดความรู้ข้ามศาสตร์ โดยปีนี้รับ 250 คน โดยใช้เวลาเรียน 3 เดือน หลังจากที่เรียนจบแล้วผู้เรียนต้องสอบผ่านเป็นเกรด A B C D เหมือนในมหาวิทยาลัย และสามารถเก็บเป็นเครดิตสะสมไว้ได้ สามารถนำไปสมัครเรียน ป.โท หรือ ป.เอก ที่ สจล. ในอนาคต แทนที่จะเรียน 2 ปี อาจจะเรียนเพียงแค่ปีเดียว และทำงานวิจัย

นอกจากนี้ สจล.ยังเข้าร่วมในโครงการ AWS Academy ซึ่งเป็นโปรแกรม Train The Trainer หลักสูตรด้านคลาวด์ คอมพิวติ้งกับสถาบันการศึกษาระดับสูงเพื่อช่วยตรียมความพร้อมให้อาจารย์ นิสิต นักศึกษา หรือคนทั่วไป เพื่อให้ได้รับใบรับรองต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับของอุตสาหกรรมและเพื่อให้ได้รับตำแหน่งงานตามที่ต้องการ โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างระหว่างภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยลง

“รวมถึงการพัฒนาสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ โดยให้พี่เลี้ยงของ AWS และอีกหลายบริษัท มาสอนสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ๆ ว่าจะต้องบริหารจัดการอย่างไร ทั้งในด้านธุรกิจ ไอเดีย เทคโนโลยี ปลายทางเราอยากเห็นสตาร์ทอัพของไทยไปสู่เวทีโลกได้ เราเชื่อว่าเด็กไทยเก่ง แต่เราต้องเปิดโอกาสให้เขามากที่สุด” ผศ.ดร.รัชนี กล่าว

 สถานศึกษาต้องเปลี่ยนแปลง
สำหรับ บริษัท​ อะเมซอน​ เว็บ​ เซอร์วิสเซส (AWS) ถือเป็นแพลตฟอร์มคลาวด์ที่ครอบคลุมและนำมาใช้มากที่สุดในโลก มีรูปแบบกว่า 175 บริการจากศูนย์ข้อมูลต่างๆ ทั่วโลก ลูกค้ากว่าหลายล้านคน ทั้งสตาร์ทอัพ องค์กรที่ใหญ่ และหน่วยงานราชการชั้นนำ เพื่อลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความคล่องตัว

วินเซนต์ คัวฮ์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษาหน่วยงานด้านการวิจัย ธุรกิจสาธารณสุข องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรประจำ AWS ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กล่าวว่า การเติบโตของธุรกิจด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันสะท้อนว่าต้องการบุคลากรที่มากขึ้น ดังนั้น AWS จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคนเหล่านี้ การ Re-skill /Up-skill เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า Degree นั่นคือสาเหตุที่ AWS เลือกที่จะทำงานร่วมกับสถานศึกษา เพื่อให้นิสิต นักศึกษาและผู้สอน สามารถเข้าถึงบริการคลาวด์ที่กว้างขวางที่สุดและลึกที่สุด รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) แมชชีน เลิร์นนิ่ง (ML) การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ การวิเคราะห์บิ๊กดาต้า (Big data analysis) ตลอดจนถึง IoT และอื่นๆ อีกมากมาย

ทั้งหมดนี้จะช่วยบ่มเพาะความสามารถของเยาวชนที่มีความสามารถในการแสวงหาสิ่งที่เป็นนวัตกรรมอันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

“เรามีความเชื่อว่าระบบการศึกษาปัจจุบันต้องมีการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นที่สถานศึกษาเป็นที่แรก ดังนั้นการร่วมมือกันกับสถานศึกษาจะช่วยทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ได้มากยิ่งขึ้น ทำให้กระบวนการการเรียนรู้น่าสนใจและสนุก ดังนั้นโปรแกรมของเราจึงถูกออกแบบหลักสูตรด้วยอิงจากความต้องการอุตสาหกรรม อิงจากพื้นฐานมหาวิทยาลัย เติมเต็มทักษะให้เด็ก เพื่อให้พวกเขาทำงานแล้วต้องสามารถแก้ปัญหาได้เลย”

7 แนวทางปรับตัวมบส. ตอบโจทย์ยุคศตวรรษที่21 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/418892?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

7 แนวทางปรับตัวมบส. ตอบโจทย์ยุคศตวรรษที่21

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:40 น.
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา,ครู,นักศึกษา
เปิดอ่าน 83 ครั้ง

7 แนวทางปรับตัวมบส. ตอบโจทย์ยุคศตวรรษที่21 โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylofe4444@gmail.com –

ด้วยการปรับเปลี่ยนของโครงสร้างประชากร การเข้ามาของเทคโนโลยี การเข้าถึงองค์ความรู้ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างหลากหลาย ล้วนส่งผลต่อสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมีภารกิจหลักในการพัฒนาสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้แก่ประเทศ เพราะในอนาคตการพัฒนาคนอาจจะไม่ต้องพึ่งพาสถาบันอุดมศึกษาก็เป็นได้

ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องทั้งโครงการประชากร เด็กเกิดน้อยลง ประชากรสูงวัยเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันเด็กสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ ข้อมูลได้ด้วยตนเอง เพราะพวกเขาสามารถค้นหา เรียนรู้ได้ด้วยตนเองผ่านอินเทอร์เน็ต สถาบันการศึกษายุคนี้และยุคอนาคตจึงไม่ใช่เป็นเพียงแหล่งสอนหนังสือ แต่ต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มวัย

จากโรงเรียนฝึกหัดครูผ่านไป 120 ปี วันนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา(มบส.)เป็นสถาบันผลิตครูและสถาบันการศึกษาจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกได้ปรับทิศทางการการเรียนการสอนเน้นการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนในอนาคตบนเส้นทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏในกรุงเทพมหานคร พัฒนานวัตกรรม หลักสูตรการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และประเทศ  โดยปรับยุทธศาสตร์สู่ความเลิศ เน้นผลลัพธ์ ตัวชี้วัดความสำเร็จที่เห็นผลเชิงประจักษ์ เพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่ตอบโจทย์โลกศตวรรษที่ 21 ภายใต้ภารกิจ 4 ด้าน คือ 1.การผลิตบัณฑิต การผลิตและการพัฒนาท้องถิ่น 2.การวิจัย การผลิตและพัฒนาครู การบริการวิชาการ 3.การยกระดับคุณภาพการศึกษา การพัฒนาระบบบริหารจัดการ และ4.การทำบุบำรุง ศิลปะ วัฒนธรรม

 ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) กล่าวว่า มบส. มี 7 แนวทางในการปรับตัวของมหาวิทยาลัยเพื่อเท่าทันต่อการเปลี่ยนในยุคปัจจุบันและอนาคต ประกอบด้วย 1.รวมกันพัฒนา/ปรับปรุงหลักสูตรในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏในกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาล 2.พัฒนา/ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยและสอดรับกับศักยภาพที่โดดเด่นของแต่ละมหาวิทยาลัย 3.พัฒนาหลักสูตรอบรมระยะสั้นร่วมกับสถานประกอบการและองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มทักษะการทำงานในกลุ่มอาชีพต่างๆ

4.พัฒนาหลักสูตรในรูปแบบการสะสมหน่วยกิต เพื่อเปิดโอกาสให้แก่ผู้เรียนทุกช่วงวัย 5.พัฒนาหลักสูตรและคุณภาพผู้เรียนโดยร่วมมือกับสถาบันชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน 6.ปฎิรูปกระบวนการจัดการเรียนการสอน Active Learning สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย เน้นการเรียนรู้ในเชิงบูรณาการกับการทำงาน สร้างทักษะในยุคศตวรรษที่ 21 และทักษะการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ และ 7.พัฒนาองค์ความรู้และทักษะการสอนของคณาจารย์ให้ทันกับการศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21

“การพัฒนาคนรุ่นใหม่ตอบโจทย์โลกศตวรรษที่ 21 อย่างเช่น การผลิตพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา การดนตรี อุตสาหกรรมบริการ วิทยาศาสตร์สุขภาพที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ซึ่งคณะสาขาวิชาเหล่านี้ มีนักศึกษาสนใจเข้าเรียนอย่างต่อเนื่อง และกว่า 80% จบออกมาแล้วมีงานทำทันที ส่วนที่เหลือไปศึกษาต่อ หรือไปทำธุรกิจด้านอื่นๆ” ผศ.ดร.ลินดา กล่าว

ขณะนี้ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี มุ่งเป้าให้เกิดเป็น SMART University นั่นคือ นักศึกษาต้องเป็น Smart student Learner คือ เป็นบัณฑิตที่มีอัตลักษณ์แห่งศตวรรษที่ 21 อาทิ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็นทีม ร่วมแก้ปัญหาชุมชน สื่อสารได้ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาที่ 3 รู้จักปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนต่างๆ พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต

ขณะที่บุคลากร คณาจารย์ต้องเป็น Smart Teacher Instructor เป็นผู้ให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษา ชี้แนะ ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ รู้จักใช้องค์ความรู้ไปสร้างสรรค์นวัตกรรม และประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น เพราะในปัจจุบันและอนาคตเด็กสามารถเข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้ได้มากมาย คณาจารย์ บุคลากรไม่ได้ทำหน้าที่ผู้สอนเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้กระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม มีมุมมองความคิดใหม่ๆ และรู้จักแก้ปัญหาชุมชน สังคม ดังนั้น ครูต้องปรับเปลี่ยนมีศักยภาพสูงขึ้น

ก้าวสู่ Smart University หรือ สภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัย ต้องมีความทันสมัย มีเทคโนโลยี มีระบบบริการต่างๆ ที่เอื้ออำนวยให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมทั้งสามารถใช้บริการต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้อย่างทันสมัย ซึ่งขณะนี้ กำลังวางระบบเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต รวมถึงร่วมมือกับสถาบันต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ในการวางระบบบริการต่างๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการชำระค่าเล่าเรียน การลงทะเบียนเรียน การดูตารางเรียน หรือการใช้บริการห้องสมุด และบริการต่างๆ ที่จะเอื้อความสะดวกสบาย และเป็นแหล่งสถาบันการศึกษาที่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

ทั้งนี้ได้มีการพัฒนาทั้งหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น นักศึกษา คนวัยทำงาน และผู้สูงวัย โดยจะมีการเปิดอบรมระยะสั้น เพื่อรองรับความต้องการของคนวัยทำงาน และผู้สูงอายุ หรือครู อาจารย์ที่อยู่ในสถาบันการศึกษาระดับต่างๆ เป็นการรีสกิล และอัพสกิลให้แก่คนทุกช่วงวัย สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยได้มีการพัฒนาคุณภาพของอาจารย์ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมด้วย ซึ่งสาขาไหน คณะใด ไม่ตอบโจทย์กับการผลิตบุคลากรให้สอดรับกับความต้องการของประเทศอาจจะปิดสาขา/คณะเหล่านั้น ทั้งนี้ อาจารย์ที่สอนในสาขา/คณะที่อาจจะไม่เป็นที่ต้องการในอนาคต จะได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพ มาเป็นอาจารย์ผู้สอน/อบรมหลักสูตรระยะสั้น สอนในสาขา/คณะใกล้เคียง หรือสอนในสาขา/คณะอื่นๆ หลังจากมีการพัฒนาแล้ว

ยกวิธีคิดต่อยอดศิลปหัตถกรรมเชื่อมโยงเทคโนโลยี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/418774?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ยกวิธีคิดต่อยอดศิลปหัตถกรรมเชื่อมโยงเทคโนโลยี

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ศิลปหัตกรรม,กระทรวงศึกษาธิการ,ข่าววันนี้,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 189 ครั้ง

ยกวิธีคิดต่อยอดศิลปหัตถกรรมนักเรียน เชื่อมโยงด้วยเทคโนโลยีสร้างภาคีเรียนรู้เครือข่าย ครู-ผู้เรียน ยกระดับไปพร้อมกัน

25 กุมภาพันธ์ 2563 ภายหลังการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ ครั้งที่ 69 การศึกษา 2562 โดยมี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 เป็นแกนกลางเพื่อประสานอำนวยการจัดงานจนสำเร็จลุล่วงดังวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างครบถ้วน

หลังจากการจัดงานดังกล่าวแล้วเสร็จก็ได้มีการรวบรวมข้อมูลในด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาสู่การถอดบทเรียน เพื่อกำหนดแนวทางในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้เรียน

นายอิทธิพัทธ์ ธีระวรรณสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนมหาภาพกระจาดทองอุปถัมภ์ จ.สมุทรปราการหนึ่งในบุคลากรด้านการศึกษาที่คลุกคลีอยู่กับการจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนมาอย่างยาวนาน กล่าวว่า เด็กปัจจุบันนี้มีความรู้ความสามารถที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยรวดเร็วทำให้การค้นคว้า แสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับการปรับเปลี่ยนบทบาทของครูผู้สอนที่ เริ่มมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้เรียนมากยิ่งขึ้น
วันนี้เราต้องปรับเปลี่ยน Mind Set มาเป็น วิธีการสำคัญน้อยกว่าวิธีคิด เพราะเด็กสามารถแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ได้กว้างขวางและรวดเร็วขึ้น หรืออาจจะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ดีกว่าครูด้วยซ้ำไป ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการสอนวิธีคิดให้กับเขา เพื่อที่เขาจะได้นำองค์ความรู้ไปบูรณาการสร้างโอกาสให้กับชีวิต เพื่อปูทางไปสู่การประสบความสำเร็จ

“ยกตัวอย่างเช่น เราสอนเด็กทำบัญชีรับ-จ่ายเพื่อให้เขาเห็นว่าอะไรบ้างที่ต้องซื้อ แล้วตั้งคำถามว่าสามารถปลูกเองได้ไหม ทำเองได้ไหม เราสอนเด็กให้ผลิตสบู่ ลำดับแรกคือวันนี้ผลิตได้เองแล้วควรใช้เองไหมจะได้ไม่ต้องไปซื้อในสิ่งที่ผลิตเองได้ หรือถ้าจะผลิตเพื่อจำหน่ายเราถอดบทเรียนจากผู้ผลิตสินค้าเดียวกันแต่ขายไม่ได้เลย เราควรสร้าง Story ให้ผลิตภัณฑ์ของเราไหมเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเราต้องทำอย่างไร เหล่านี้คือการสอนวิธีคิด เพื่อให้เขาได้ต่อยอดความรู้ความสามารถของเขา”นายอิทธิพัทธ์ กล่าว

พร้อมกันนี้ยังกล่าวต่อไปอีกว่า การจัดเวทีศิลปหัตถกรรมนักเรียนวัตถุประสงค์อย่างแรก คือการสร้างพื้นที่ให้เด็กได้แสดงศักยภาพ โชว์ความรู้ ความถนัด ในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างการยอมรับ และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาตนเองต่อไป ยุคก่อนจัดระดับชาติครั้งเดียว ซึ่งกว่าจะมาถึงระดับชาตินักเรียนก็ต้องผ่านเวทีมาก่อนเป็นตัวแทนเพื่อเข้าแข่งขันระดับชาติ

ซึ่งปัจจุบันเป็นการจัดระดับชาติใน 4 ภูมิภาค ก็ยิ่งช่วยกระจายโอกาสให้กลุ่มโรงเรียนเล็กได้มีโอกาสได้เข้าร่วมเวทีใหญ่ได้มากขึ้น กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการเรียนการสอน การฝึกฝนทักษะด้านต่างๆ ให้กับเด็กนักเรียนไปด้วย ซึ่งจะดีมากหากไม่ไปจำกัดว่าเด็กนักเรียนคนนี้เก่งด้านนี้ ต้องฝึกด้านนี้ด้านเดียว หรือเด็กคนนี้สังกัดโรงเรียนนี้ต้องเรียนกับคนนี้เท่านั้น

ในส่วนของครู สิ่งที่เราอยากเห็นคือ ทำอย่างไรเวทีศิลปหัตถกรรมจะดึงศักยภาพ ดึงความคิดสร้างสรรค์ ดึงความรู้ความสามารถของเด็กออกมาให้ได้ หรือควรถามเด็กไหมว่าเขาชอบอะไร เพราะเด็กบางคนเก่งในหลายด้าน เขาอาจต้องการพัฒนาในด้านอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน ครูต้องเป็น Trainer ให้เขา ถ้าครูยังยึดกับกรอบเดิม คือสร้างแต่วิธีการไม่เปลี่ยนวิธีคิดก็ลำบาก

“สิ่งหนึ่งที่จับใจคือ ได้คุยกับครูที่สอนการพากย์แข่งเรือพายสมุทรปราการเราไม่เคยส่งนักเรียนไปแข่งรายการนี้เลย ครูก็คิดพาเด็กมาเข้าค่ายซึ่งเด็กที่มาเข้าค่ายเป็นนักกีฬาฟุตซอลที่ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลย ให้เด็กดู Video Clip การแข่งขันเรือพาย เทคนิคการพากย์ เขาอยากให้เด็ก In แล้วก็ไปหาเรือให้เด็กไปฝึกพาย ดูจังหวะ สัมผัสประสบการณ์จริงของการพายเรือ ฝึกการพากย์ที่เด็กIn ไปกับการแข่งขันรู้ไหมส่งปีแรกได้ชนะเลิศอันดับหนึ่งเลย นี่คือสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ครูเป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างการเรียนรู้ให้เด็ก ส่งเสริม ผลักดันให้เกิดการต่อยอดได้ ดังนั้นการรับรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญ วิธีการคิดจะเปลี่ยนถ้าการรับรู้เปลี่ยน ผมเชื่ออย่างนั้น”

นอกจากนั้นยังได้เสนอแนวทาง เพื่อให้การจัดแข่งขันศิลปหัตถกรรมได้สร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีประสิทฺธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงและเผยแพร่ สร้างภาคีเครือข่ายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน ทั้งในส่วนขององค์ความรู้ในการสอนของผู้สอน รวมทั้งในส่วนของผู้เรียนด้วย

เรามีเทคโนโลยี เป็นไปได้ไหมที่ครูที่เก่งในแต่ละด้านจะมา Share องค์ความรู้กัน แบ่งปันสื่อการสอน และร่วมกันพัฒนาสื่อการสอนไปด้วยกันเป็นเครือข่าย ไม่ต้องมาหวงวิชากัน ครูคนไหนเก่งดนตรี เก่งโขน มีเทคนิคการสอนที่น่าติดตาม อัดคลิปแล้วมา Share การเรียนรู้ใช้เป็นสื่อในการสอนร่วมกัน หรือเด็กคนไหนที่แกะสลักเก่งๆ สวยๆ อัดเป็นคลิปแล้วเผยแพร่ไปให้เพื่อนที่อยู่ห่างไกลได้เห็น

นักเรียนเก่งระดับเหรียญทอง เหรียญเงินเขามีมาตรฐานอย่างไร เด็กที่อยู่ไกลที่อยากเก่งอยากพัฒนาตัวเองก็จะได้แบบอย่าง จะได้เกื้อหนุนกันด้านการศึกษา เกิดแรงบันดาลใจ สร้างแรงกระตุ้นกันทั้งระบบ เราต้องหาเครื่องมือใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยพัฒนาต่อยอดคนของเรา โดยมีหน่วยงานภาครัฐเป็นฝ่ายสนับสนุน แล้วเราจะไปได้ไกลกว่านี้

ระบำโบราณ – นาฏศิลป์ร่วมสมัย เชื่อมต่อศิลปะด้วยจิตวิญญาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/418628?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ระบำโบราณ – นาฏศิลป์ร่วมสมัย เชื่อมต่อศิลปะด้วยจิตวิญญาน

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:30 น.
ระบำอัปสรา,ระบำโบราณ
เปิดอ่าน 64 ครั้ง

ระบำโบราณ – นาฏศิลป์ร่วมสมัย เชื่อมต่อศิลปะด้วยจิตวิญญาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

ศิลปวัฒนธรรมของกัมพูชา ซึ่งปรากฏอยู่ในปราสาทนครวัด ล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะภาพจำของนางอัปสรา ที่ปรากฏบนแผ่นศิลา นอกจากนี้ระบำโบราณอย่าง “ระบำอัปสรา” รวมถึงระบำโบราณอื่นๆ ของกัมพูชา ยังคงเป็นศิลปะโบราณที่ทรงคุณค่าตราบจนปัจจุบัน

ระบำในแบบโบราณมีทั้งหมดกว่า 4,500 ท่า มีความละเอียดอ่อนในการเรียนการสอน คนที่เป็นครูสอนและคนที่เรียนระบำโบราณทุกคนจะต้องมีความพยายามให้มากที่สุด เพราะในการฝึกระบำต้องใช้ทุกส่วนในร่างกายต้องแข็งแรง อ่อนช้อยทุกอิริยาบถ ต้องหัดยิ้มใส่กระจกเพื่อให้เห็นรอยยิ้มของตัวละครแต่ละตัว ที่สำคัญคนที่ออกมารำต้องอายุไม่เกิน 15 ปีเท่านั้น

แซม สตตะยา ในวัย 53 ปี รองคณบดีคณะศิลปะการออกแบบท่านาฏศิลป์ Royal University of Fine Arts ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีประสบการณ์ด้านระบำโบราณมากว่า 31 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีจิตวิญญานฝังลึกเกี่ยวกับระบำโบราณ และมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการสืบทอดศิลปวัฒนธรรม ความงดงามในท่วงท่าร่ายรำ จากในวัง สู่คนรุ่นใหม่ ไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลา และเทคโนโลยี ความทันสมัยที่คืบคลานเข้ามา

เขาตัดสินใจเข้าสมัครคัดเลือกเพื่อเป็นนางระบำโบราณตอนอายุ 12  ปี  เพราะอายุยิ่งน้อยการออกแบบท่าให้อ่อนช้อยจะยิ่งง่าย ครูจะต้องมีความเชี่ยวชาญในการคัดคน โดยดูจากบุคลิกภาพ การวางตัว กิริยามารยาท หน้าตาทั้งหมด  ระบำในแบบโบราณมีทั้งหมดกว่า 4,500 ท่า มีความละเอียดอ่อนมากในการเรียนการสอน

ดังนั้นคนที่เป็นครูสอนและคนที่เรียนระบำโบราณทุกคนจะต้องมีความพยายามให้มากที่สุด เพราะในการฝึกระบำต้องใช้ทุกส่วนในร่างกาย ต้องแข็งแรง อ่อนช้อยทุกอิริยาบถ ต้องหัดยิ้มใส่กระจกเพื่อให้เห็นรอยยิ้มของตัวละครแต่ละตัว ว่ามีรอยยิ้มอย่างไรบ้าง สวยหรือไม่ สวยอย่างไร ครูจะพยายามไม่ให้คิดวอกแวก ตั้งสมาธิ จิตนิ่งอยู่กับเพียงระบำเพียงอย่างเดียว

ครูแซม อธิบายว่า สำหรับคนที่ออกมารำต้องอายุไม่เกิน 15 ปีเท่านั้น เพราะเราต้องเยียวยาด้านจิตใจโดยใช้ระบำหลังมีศึกสงคราม ดังนั้นต้องคัดคนสวย กิริยามารยาทที่ดี ทั้งภายในและภายนอก เพื่อรำบวงสรวง สักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การเรียนรู้ เรียนอย่างไรก็ไม่จบ เพราะทุกอย่าง ทุกตัวละคร แฝงด้วยความหมาย ไม่ว่าจะนางอัปสรา หรือนางสีดา จะมีความหมายแตกต่างกันไป

ยกตัวอย่างเช่น หากรำเป็นนางสีดา ต้องศึกษาก่อนว่านางสีดาอายุเท่าไหร่ เป็นคนอย่างไร ต้องมีความลึกซึ้งในกความเป็นนางสีดาให้มาก เพราะเวลาแสดงเราไม่ใช่แซม สตตะยา แต่คือนางสีดา จิตวิญญานของของเราคือนางสีดาเท่านั้นถึงจะแสดงออกมาได้ดี ใช้อารมณ์และความรู้สึกในการร่ายรำด้วย
ปี 2537  ครูแซม มีโอกาสเรียนระบำกับเจ้าหญิงบุปผาเทวี พระราชธิดาในเจ้านโรดมสีหนุ และเดินทางไปแสดงที่กรุงปารีสอีกด้วย ปัจจุบันถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบำโบราณ และเป็นครูสอนศิลปะการออกแบบท่านาฏศิลป์ ณ Royal University of Fine Arts ประเทศกัมพูชา การต้องรักษาศิลปะโบราณท่ามกลางเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการพัฒนาของนาฏศิลป์ร่วมสมัย กลายเป็นอีกหนึ่งความกังวลว่าจิตวิญญาณที่ครูพยายามอนุรักษ์มาจะถูกกลืนหายไปกับยุคสมัยใหม่

“ตอนนั้นเราคิดว่าจะเอาความรู้จากครูทั้งหมดเพื่อเป็นครูสอนคนรุ่นใหม่ต่อไป ดังนั้นในฐานะที่เป็นครู หากเด็กมาสมัครจะพยายามให้เขาสมัครมาเป็นคู่เพื่อที่จะเลือกเป็นนางเอก พระเอก องค์ชาย องค์หญิง เป็นต้น โดยผู้ชายจะเลือกลักษณะสูง แก้มตอบ ผอม ดูดี หล่อ ส่วนนางเอก ต้องมีหน้ากลม รูปไข่ สวย กิริยามารยาทดี ท่าทางเหมาะสมกับนางระบำ”

  ปลูกฝังจิตวิญญาณให้คนรุ่นใหม่
ครูแซม กล่าวต่อไปว่า เวลาที่สอนเด็ก ต้องสอนกิริยา มารยาท และจิตวิญญาณให้เขาไปด้วย ตอนนี้ประเทศชาติกำลังเจริญก้าวหน้า มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ขณะที่เราเป็นครูสอนระบำโบราณ ต้องมาต่อสู้กับเทคโนโลยีเหล่านี้ ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ทั้งสองอย่างไปกันได้ ดังนั้นจึงต้องสอนเรื่องจิตวิญญาณให้เด็กรู้จักตัวเอง ต้องศึกษาตนเองให้หยั่งลึก รู้จักชนชาติของตนเอง ว่ารู้เรียนเพื่ออะไร และการศึกษาวัฒนธรรมอาเซียน เราจะศึกษาอะไรจากเขา และตัวตนของเราตั้งนิ่งให้มั่นว่าเราคือวัฒนธรรมแบบเรา ต้องทำให้ดีที่สุด

“ปี 2558 มีโอกาสเรียนนาฏศิลป์ร่วมสมัย (Contemporary Dance) ที่ประเทศอินโดนีเซีย เอาความรู้ที่ได้มาคิดท่าได้อีกมากมายเพื่อให้นักเรียนได้เรียน ทั้งแบบโบราณและสมัยใหม่ ครูสมัยก่อนจะเอาแบบโบราณอย่างเดียว แต่ครูสมัยใหม่จะเน้นท่วงท่า ลีลา แบบใหม่ ดังนั้นในความรู้สึกของเราอยู่ตรงกลางดีกว่า อย่าลึกเกินไป หรือซ้ายขวา จะทำให้มีปัญหากัน ดังนั้นครูที่สอนรำทุกคนต้องพยายามมองให้เป็นกลางให้มากที่สุด”

ส่วนความกังวลเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมที่อาจถูกยุคสมัยกลืนหายไป ครูแซมยอมรับว่าเป็นห่วงและกังวลมากว่าวันหนึ่งระบำโบราณจะหายไป ในความรู้สึกคิดว่าไม่ว่าจะครูไทยหรือครูกัมพูชา มีความเป็นห่วงเรื่องนี้มากๆ ทุกวันนี้พยายามออกสื่อของกระทรวงต่างๆ เพื่อให้ช่วยอนุรักษ์ โดยการผลักดันให้เด็กๆ สนใจระบำโบราณมากขึ้น และมหาวิทยาลัยแห่งชาติ นอกจากจะเรียนจันทร์–ศุกร์แล้ว ยังเปิดสอนพิเศษให้คนภายนอกที่สนใจอีกด้วย

“ชีวิตคนก็เหมือนศิลปะ บางคนคิดว่าอยู่ห่างไกลกับชีวิต แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างในชีวิตอยู่ได้ด้วยศิลปะ บางครั้งอาจจะทำให้เราทุกข์ บางครั้งอาจจะทำให้เราร้องไห้ บางครั้งทำให้เรามีความสุข แต่มันคือวัฒนธรรมที่ไม่สามารถแยกออกจากชีวิตของเราได้” ครูแซม กล่าวทิ้งท้าย

ม.วลัยลักษณ์ รับTCAS รอบ2 ภาคใต้ กว่า2พัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/418727?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ม.วลัยลักษณ์ รับTCAS รอบ2 ภาคใต้ กว่า2พัน

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:55 น.
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ,โควต้า,ลง14จวใต้,ประจวบคีรีขันธ์,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 74 ครั้ง

ม.วลัยลักษณ์ รับสมัครนักศึกษา TCAS รอบ 2 โควตาพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ – ประจวบคีรีขันธ์ 2,251 ที่นั่ง ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต http://entry.wu.ac.th จำนวน 2,251 คน ตั้งแต่บัดนี้ถึง23 มี.ค.2563

รองศาสตราจารย์ ดร.จรัญ บุญกาญจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีความประสงค์จะคัดเลือกนักเรียนเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ในระบบ TCAS รอบที่ 2 โควตาพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีการศึกษา 2563

 อ่านข่าว :  ม.วลัยลักษณ์ มุ่งสู่ World Class University

โดยใช้คะแนนเฉลี่ยสะสม (GPAX) ร่วมกับแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) หรือคะแนนสอบจากส่วนกลาง (O-NET,GAT/PAT,9วิชาสามัญ) เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกเข้าศึกษา โดยรับสมัครนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ครอบคลุมทั้งด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และหลักสูตรนานาชาติ โดยมีรายละเอียดดังนี้

กลุ่มสำนักวิชากลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ รับจำนวน 20 คน สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์(อนามัยสิ่งแวดล้อม,อาชีวอนามัยและความปลอดภัย,สาธารณสุขชุมชน) 100 คน สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ หลักสูตรเทคนิคการแพทย์ 60 คน กายภาพบำบัด 60 คน เทคนิคการแพทย์(Bilingual) 20 คน สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ 70 คน สำนักวิชาแพทยศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย 40 คน

กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตร์ รับ 100 คน วิทยาศาสตร์ทางทะเล 20 คน สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี หลักสูตรวิศวกรรมโยธา 50 คน วิศวกรรมไฟฟ้า 50 คน วิศวกรรมเคมี 30 คน วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และระบบอัจฉริยะ 50 คน วิศวกรรมปิโตรเคมีและพอลิเมอร์ 25 คน สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ หลักสูตรนวัตกรรมสารสนเทศทางการแพทย์ 20 คน

หลักสูตรนิเทศศาสตร์ดิจิทัล 50 คน เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล 25 คน ดิจิทัลคอนเทนต์และสื่อ 30 คน เทคโนโลยีมัลติมีเดีย แอนิเมชัน และเกม 20 คน วิศวกรรมซอฟแวร์ 25 คน สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร หลักสูตรเกษตรศาสตร์และนวัตกรรม 30 คน วิทยาศาสตร์อาหารและนวัตกรรม 40 คน สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ หลักสูตรสถาปัตยกรรม รับ 50 คน การออกแบบภายใน 20 คน

กลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สำนักวิชาการจัดการ หลักสูตรบัญชี รับ 120 คน เศรษฐศาสตร์ 40 คน อุตสาหกรรมการบริการ 150 คน บริหารธุรกิจ(การเงิน) 25 คน บริหารธุรกิจ(การตลาดดิจิทัลและการสร้างแบรนด์) 40 คน บริหารธุรกิจ(การจัดการโลจิสติกส์) 50 คน ศิลปะการประกอบอาหารอย่างมืออาชีพ 60 คน สำนักวิชาศิลปศาสตร์ หลักสูตรภาษาอังกฤษ 80 คน ภาษาอังกฤษ(นานาชาติ) 30 คน ภาษาไทย 50 คน ภาษาจีน 110 คน อาเซียนศึกษา 80 คน สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ หลักสูตรรัฐศาสตร์ 50 คน นิติศาสตร์ 80 คน รัฐประศาสนศาสตร์ 75 คน

รองศาสตราจารย์ ดร.จรัญ บุญกาญจน์

กลุ่มหลักสูตรนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติ หลักสูตรนิติศาสตร์(นานาชาติ) 40 คน การวิเคราะห์โลจิสติกส์และการจัดการซัพพลายเชน(นานาชาติ) 40 คน นวัตกรรมดิจิทัล(นานาชาติ) 40 คน การจัดการบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับสากล(นานาชาติ) 40 คน วิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์อัครราชกุมารี หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต(นานาชาติ) 16 คน วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์นานาชาติ ทันตแพทยศาสตร์(นานาชาติ) 30 คน

ผู้สนใจสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดพร้อมทั้งกรอกใบสมัครออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ http://entry.wu.ac.th และปฏิบัติตามขั้นตอนที่แจ้งไว้ รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – 23 มีนาคม 2563 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการการศึกษา ม.วลัยลักษณ์ โทร.0 7567 3101–5 / 086 7486995

วิจัยชี้เด็กไทยมีเวลาเล่นอิสระไม่ถึง 60 นาทีต่อวัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/418457?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

วิจัยชี้เด็กไทยมีเวลาเล่นอิสระไม่ถึง 60 นาทีต่อวัน

23 กุมภาพันธ์ 2563 – 01:05 น.
่ นักเรียน,เล่นอิสระ,สสสชู,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

วิจัยชี้เด็กไทย มีเวลาเล่นอิสระไม่ถึง 60 นาทีต่อวัน เมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษา เผยปิดเทอมสร้างสรรค์หนุนจัดลานเล่นให้เด็ก”เล่นอิสระ”เสริมพัฒนาการ ระบุมีงานพาร์ทไทม์กว่า 1 หมื่นตำแหน่งรองรับนร./นศ.

​เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์  2563  ที่ลิโด้ คอนเน็คท์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงานแถลงข่าวปิดเทอมสร้างสรรค์อัศจรรย์วันว่าง ประจำปี 2563 โดย ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส.ดำเนินโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง โดยริเริ่มให้เกิดแพลตฟอร์มออนไลน์ในชื่อ www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com  เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล เชื่อมร้อยกิจกรรมจากทุกหน่วยงาน สนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กโต และพื้นที่ “เล่นอิสระ” สำหรับเด็กเล็ก

 อ่านข่าว : GEN Yใช้เงินมือเติบกับ’ของมันต้องมี’ 8 เท่าของไฮสปีดเทรน

โดยในปี 2562 ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมทั้งสิ้น 298 หน่วยงาน จัดกิจกรรมในช่วงปิดเทอมกลางภาคและปิดเทอมใหญ่ 2,228 กิจกรรม ครอบคลุมเด็กและเยาวชนที่มีโอกาสเข้าร่วมอย่างน้อย 111,400 คน ตลอดจนนักเรียนนักศึกษามีโอกาสฝึกงาน/ทำงานพาร์ทไทม์กว่า 10,000 ตำแหน่ง โดยมีกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ที่กระจายทุกภูมิภาค

ในปี2563นี้  คาดว่าจะมีกิจกรรมเพิ่มขึ้นมากกว่า 2,500 กิจกรรม รวมถึงการเปิดรับตำแหน่งงานพิเศษอีก 10,000 ตำแหน่ง ขณะที่ส่วนภูมิภาคใน 15 จังหวัด มีหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมเพิ่มขึ้น มีกิจกรรมน่าสนใจสำหรับเด็กเยาวชนครอบคลุมทั่วประเทศ

นอกจากนี้ สสส.ยังสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมของภาคี สสส. มากกว่า 400 กิจกรรม และประสานความร่วมมือกับภาคีหน่วยงานต่างๆ ในส่วนภูมิภาค เรียกว่าเป็น “นักจัดการเครือข่ายปิดเทอมสร้างสรรค์” ส่งผลให้เกิดความร่วมมือในระดับจังหวัด ซึ่งมีการประกาศเป็นวาระของจังหวัดพร้อมกับจัดให้มีกิจกรรมเปิดตัวโครงการร่วมกัน เช่นที่จังหวัดเลย ศรีสะเกษ เป็นต้น

ดร.สุปรีดา กล่าวต่อว่า สำหรับจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ปิดเทอมสร้างสรรค์ ในปี 2562 จากข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ม.ค. ถึง 23 ธ.ค. 2562 จำนวนผู้เข้าเว็บไซต์ 120,030 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ 4 เท่า  โดยปี 2561 มีผู้เข้าเว็บไซต์ตลอดทั้งปี 35,291 คน

นอกจากนี้ ผลการสำรวจความต้องการและความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 1,930 คน ซึ่งเป็นเพศหญิงมากกว่าชาย และอยู่ในช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมากกว่ากลุ่มวัยอื่น พบว่า มีความพึงพอใจมากกว่าร้อยละ 80

โดยในปี 2562 พบสถิติการใช้เวลาเล่นมือถือ/อินเตอร์เน็ตในช่วงปิดเทอมลดลงกว่าปี 2561 เล็กน้อย จากร้อยละ 20.3 เหลือร้อยละ 18.2 การเที่ยวห้างสรรพสินค้าลดลงจากร้อยละ 12.3 เหลือ 8.6 การเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัด การเข้าค่ายกิจกรรม และการทำงานพิเศษ มีอัตราเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.3 เป็นร้อยละ 14.5 , จากร้อยละ 10.3 เป็นร้อยละ 11.5 และจากร้อยละ 8.5 เป็นร้อยละ 10.6 ตามลำดับ

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้เข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ในช่วงปิดเทอมมาจาก 3 ปัจจัยหลักได้แก่ กิจกรรมตรงใจ ร้อยละ 38.7 , มีเพื่อนหรือผู้ปกครองไปด้วย ร้อยละ 28 และเดินทางใกล้ สะดวกสบาย ร้อยละ 23.4

​          นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส. กล่าวว่า ในปีนี้นอกจากสสส.จะสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในเด็กระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัยแล้ว ในกลุ่มเด็กเล็ก 2-8 ปี สสส. ส่งเสริมให้เด็กเข้าถึงโอกาสในการเล่นอย่างอิสระ (Free Play) ซึ่งเป็นการเล่นที่เกิดขึ้นจากความต้องการภายในของเด็ก โดยที่เด็กออกแบบ กฏ กติกา ขอบเขตของการเล่นเองสร้างการเรียนรู้และส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านอย่างอิสระ เช่น เด็กเล่นกับกองทราย กล่องกระดาษ วัสดุเหลือใช้ หรือเล่นบทบาทสมมติ ฯลฯ ในพื้นที่ที่มีการจัดการอย่างสร้างสรรค์ เหมาะสม และปลอดภัย

“ทุกวันนี้เด็กไทยมีเวลาเล่นน้อยลง รายงานวิจัยพบว่าเมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เน้นวิชาการ เด็กจะมีเวลาเล่นอิสระไม่ถึง 60 นาทีต่อวันโดยใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องเรียนและการเรียนพิเศษ จึงต้องเร่งสร้างความตระหนักในกลุ่มผู้ใหญ่เพื่อให้เข้าใจในความสำคัญของการเล่นอิสระของเด็ก ที่สำคัญในยุคดิจิทัลเราไม่สามารถปิดกั้นหรือห้ามไม่ให้เด็กเล่นสื่อได้

ดังนั้น การเล่นอิสระตามความสนใจของเด็กนับเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการและทักษะชีวิตของเด็ก และยังช่วยลดการใช้เวลาหน้าจอของเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี โดยการให้เด็กเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลายเคลื่อนย้ายได้ หรือ Loose Parts Play ซึ่งเป็นของเล่นปลายเปิด  เด็กสามารถจินตนาการเชื่อมโยงอย่างไร้ขอบเขตในแบบเฉพาะของเด็กเอง ค้นพบสิ่งใหม่  เกิดประสบการณ์ใหม่  ที่มีความเฉพาะของแต่ละคนอย่างอิสระ ทำให้เด็กค้นพบตัวเอง เห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว เช่น น้ำ ทราย ดิน กิ่งไม้ ใบไม้ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ใช้งบประมาณน้อย ในแต่ละบ้าน แต่ละชุมชน สามารถจัดหาพื้นที่ว่างหรือ “ลานเล่น” ให้เด็กเล่นอย่างอิสระ จัดระบบการดูแลความปลอดภัยโดยใช้อาสาสมัครหรือจิตอาสาจากพ่อแม่ผู้ปกครองคอยดูแลเด็กๆ

สำหรับเว็บไซต์ www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com ช่วยให้เด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง และ/หรือคุณครู ค้นหากิจกรรมได้ง่าย อย่างหลากหล่ายและโดนใจ ณ จุดบริการเดียว ถือเป็นเว็บไซต์ที่มีข้อมูลกิจกรรมช่วงปิดเทอมที่มีข้อมูลกิจกรรมมากที่สุด

สำหรับรูปแบบกิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม ปลดปล่อยศักยภาพ ค้นหาแววในการทำงาน ตลอดจนความสุขในการเรียนรู้สู่โลกกว้าง ให้ครบทุกมิติ ผ่าน 4 หมวดกิจกรรม คือ

1. ตามหาฝัน : ร้อง เต้น เล่นดนตรี ศิลปะและกีฬา เพลิดเพลินกับกิจกรรมมากมายที่จะให้ทดลองในสิ่งที่อยากทำ

2. แบ่งปันสังคม : อยากแบ่งปันสังคม มาร่วมด้วยช่วยกันกับพื้นที่นี้ กิจกรรมจิตอาสาเพื่อผู้อื่น ๆ

3. ค้นหาตัวตน : ฝึกงานในอาชีพที่ใช่ อยากทำงานมีรายได้พิเศษ ฝึกทักษะชีวิตเพื่อสร้างความแข็งแกร่งกับตัวเอง

4.  เปิดโลกเรียนรู้ :พื้นที่และกิจกรรมที่จะทำให้เราได้เรียนรู้โลกได้กว้างขึ้น เพิ่มจินตนาการแห่งการเรียนรู้

สนใจข้อมูลกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ในช่วงปิดเทอม สามารถเข้าไปชมได้ที่เว็บไซด์ www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com , Twitter @pidterm

มหา’ลัย เอ็มเคแอล พัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรม รองรับ 5G #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/418278?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

มหา’ลัย เอ็มเคแอล พัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรม รองรับ 5G

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 18:24 น.
มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล,วิศวกรรม,รองรับความเปลี่ยนแปลง,ยุค 5G,มหาวิทยาลัยเบอร์หนึ่ง,อาเซียน,AI Technology,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 42 ครั้ง

มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล เดินหน้าพัฒนาบุคลากรด้านการศึกษา หลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ระดับป.โท-ป.เอก รองรับเทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอย่าง 5G-AI-IOT เน้นหลักสูตรใช้งานได้จริง ในฐานะมหาวิทยาลัยเบอร์หนึ่งด้าน AI Technology ของอาเซียน

 ดร.สุพันธุ์ ตั้งจิตกุศลมั่น อธิการบดีมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) มหาวิทยาลัยชั้นนำด้าน AI Technology ระดับอาเซียน ภายใต้ความร่วมมือของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) และ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University) สถาบันการศึกษาที่เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์อันดับ 1 ของโลก ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงก้าวเข้าสู่ยุค 5G ของทั่วโลก ประเทศไทยต้องเดินหน้าเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเวทีการค้าระดับโลก การพัฒนาบุคคลากรที่มีความรู้และความสามารถรองรับเทคโนโลยี 5G ที่จะมาพร้อมกับเทคโนโลยี  IOT (Internet Of Things) และ AI (Artificial Intelligence) ที่จะส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และภาคแรงงานทั่วโลกครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์

โดยหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอก ในคณะ “วิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ (Electrical and Computer Engineering หรือ ECE)” ของมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) เน้นส่งเสริมการเรียนรู้และสนับสนุนให้เกิดผลงานวิจัย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ก้าวเข้าสู่สังคมดิจิตัลอย่างเต็มที่ นับเป็นโอกาสเหมาะสมที่จะต้องผลิตบุคลากรเฉพาะทาง เพื่อเอื้อประโยชน์เข้าสู่อุตสาหกรรม ตลอดจนล้อกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ในยุคการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย “นวัตกรรม” เป็นอีกปัจจัยหลักในการกระตุ้นการเติบโตของงานวิศวกรรม ซึ่งวิศวกรในประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาศักยภาพให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) มุ่งเน้นการผลิตบุคลากรยุคใหม่ด้านวิศวกรรมศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “Enabling Endless Possibilities” หรือ การต่อยอดความรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด หวังให้นำความรู้ ความสามารถ บูรณาการให้พัฒนานำมาต่อยอดให้ใช้งานได้จริงในการทำงาน และยังเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ ทักษะชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ ที่จะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆอีกด้วย โดยความโดดเด่นของมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล คือการสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเตรียมบุคลากรทางวิศวกรรมให้สามารถในการประยุกต์ใช้องค์ความรู้มาทำงานได้ทันทีนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้รูปแบบการเรียนการสอนเชิงรุกที่เน้นการ จนทำให้ผู้เรียนมีศักยภาพสูงในการพัฒนาตนเอง ให้เข้ากับลักษณะงานทั้งด้านวิชาการ และวิชาชีพผ่านการเรียนและฝึกฝนทักษะในสถานประกอบการจริง รวมทั้งศึกษาข้อมูลความต้องการบุคลากรทางด้านวิศวกรรม และความสามารถในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมมาโดยตลอด และพยายามสร้างเครือข่ายพันธมิตรมากมาย ทั้งกับองค์กรธุรกิจระดับประเทศ และองค์กรระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพนั้นๆ

ผู้ที่สนใจศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) สามารถส่ง Statement of Purpose (SOP) สำเนาผลการเรียนระดับปริญญาตรี และสำเนาผลสอบ TOEFL เพื่อเข้ารับคำแนะนำและเตรียมความพร้อมก่อนสมัครเรียนโดยตรงกับคณาจารย์ หรือ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cmkl.ac.th และ http://www.facebook.com/CMKLUniversity