ไวรัสโคโรน่าที่ประชาชนรับรู้เข้าใจที่ถูกต้องในระดับปานกลาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/418204?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ไวรัสโคโรน่าที่ประชาชนรับรู้เข้าใจที่ถูกต้องในระดับปานกลาง

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:00 น.
โควิด-19,ไวรัส,โคโรน่า
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

ไวรัสโคโรน่าที่ประชาชนรับรู้ เข้าใจที่ถูกต้องในระดับปานกลาง  โดย…  คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ร่วมกันศึกษาผลการศึกษาเรื่อง ไวรัสโคโรน่าที่ประชาชนรับรู้ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,201 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 8-11 กุมภาพันธ์ 2563 พบว่าประชาชนสนใจและติดตามข่าวสารเรื่องไวรัสโคโร่นามากถึงมากที่สุด ร้อยละ 56.6 และสนใจในระดับปานกลาง ร้อยละ 27.8

โดยมีช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากที่สุดผ่านสื่อเฟซบุ๊ก ร้อยละ 66.7 และสื่อโทรทัศน์ร้อยละ 66.6 ทั้งนี้เมื่อถามถึงสื่อที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นในข้อมูล พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 37.2 เชื่อมั่นข้อมูลจากสื่อโทรทัศน์ ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 14 ที่เชื่อมั่นสื่อเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมั่นข้อมูลจากทางโทรทัศน์ มากกว่าเฟซบุ๊ก

เข้าใจที่ถูกต้องในระดับปานกลาง 
ในส่วนของความเข้าใจและการรับรู้ข้อมูลของประชาชนเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรน่าและการติดต่อ พบว่ามีความเข้าใจที่ถูกต้องในระดับปานกลาง ร้อยละ 71.5 เชื่อว่าเชื้อไวรัสโคโรนา ล่องลอยทั่วไปในอากาศ แหล่งชุมชน คนหนาแน่น ร้อยละ 79.6 ยังคิดว่าตนเองไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสนี้ และประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างทราบวิธีป้องกันจากไวรัสเมื่อต้องออกนอกบ้าน ได้แก่ ร้อยละ 83.4 ระบุว่าใช้หน้ากากอนามัย ร้อยละ 60.4 ระบุว่าล้างมือบ่อยๆ และร้อยละ 56.9 ใช้เจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อที่ฝ่ามือ เป็นต้น
เมื่อถามถึงการรับรู้ต่อการติดต่อของเชื้อไวรัสโคโรน่าในสถานการณ์ต่างๆ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.0 คิดว่าเดินห้างสรรพสินค้าติดเชื้อไวรัสได้ ร้อยละ 83.5 คิดว่าการนั่งเครื่องบินลำเดียวกันติดเชื้อไวรัสได้ ร้อยละ 83.0 คิดว่าการไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติติดเชื้อไวรัสได้ ร้อยละ 82.1 คิดว่าการขึ้นรถเมล์ รถแท็กซี่ รถไฟฟ้า ติดเชื้อไวรัสได้ ในขณะที่ร้อยละ 81.3 คิดว่าการนั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะวงเดียวกัน ติดเชื้อไวรัสได้ และร้อยละ 47.5 คิดว่าการฟังเพลงร่วมกัน ติดเชื้อไวรัสได้
ที่น่าพิจารณาคือความต้องการของประชาชนต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ร้อยละ 61.5 ต้องการให้แจกหน้ากากอนามัย ร้อยละ 51.2 ต้องการให้มีศูนย์ปฏิบัติการที่ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค การป้องกันโรค และประชาสัมพันธ์ให้ทราบข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นจริง และร้อยละ 45 ต้องการให้แจกเจลล้างมือ

 ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล  ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่าที่เริ่มมาจากประเทศจีนและกระจายไปยังหลายประเทศในโลก ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว สำหรับประเทศไทยการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การติดตามความเคลื่อนไหวของสังคม ตลอดจนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมามีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ หลากหลายช่องทาง ทั้งข่าวจริงและข่าวปลอม โดยเฉพาะในช่องทางโซเชียลมีเดีย ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในการดำเนินการสนับสนุนวิจัยและวิชาการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และสังคม ได้ดำเนินการศึกษาความคิดเห็นของประชาชนในประเทศ ทั้งในประเด็นของการเข้าถึงข้อมูล ความเชื่อมั่นในข้อมูล ช่องทางการรับข่าวสาร การปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันตนเอง การรับรู้ความเสี่ยง ความวิตกกังวล และประเด็นการรับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องให้สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ การกำหนดมาตรการและนโยบายเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพของประชาชนโดยรวม ตลอดจนเพื่อประกอบการนำส่งข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้องเผยแพร่สู่สาธารณะ

     มรส.ผลิตเจลล้างมือแจก
ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า หลักสูตรเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ผลิตเจลล้างมือ (Antibacterial Hand Gel) สำหรับแจกนักศึกษา อาจารย์ บุคลากร จัดวางบริการ ณ สำนักงานหน่วยงานภายในทั่วทั้งมหาวิทยาลัย เพื่อป้องกันไวรัสโคโรน่าและเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดีด้วย นำไปมอบให้หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลอดจนประชาชนที่ประสงค์จะรับเจลล้างมือ สามารถติดต่อขอรับเจลหรือหากต้องการในปริมาณที่มากขอเชิญชวนนำบรรจุภัณฑ์ส่วนตัวมาแบ่งเจลล้างมือเพื่อนำไปแบ่งปันกับผู้อื่นได้  ทั้งนี้การผลิตเจลล้างมือเป็นส่วนหนึ่งในรายวิชาของนักศึกษาหลักสูตรเคมี จึงนำมาเพิ่มทักษะให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง เป็นการสร้างการเรียนรู้ต่อการทำงานในอนาคต

    แนะพนักงานนวดไทยดูแลตัวเอง
นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กพร.จัดสาธิตการทำเจลล้างมือ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้ไปทำเจลล้างมือใช้เองในครอบครัว ทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัสได้ในเบื้องต้น โดยการทำเจลล้างมือ มีขั้นตอนและวิธีการทำไม่ยาก ส่วนผสมหลักๆ เช่น คาร์โบพอล เป็นผงที่ทำให้เกิดเป็นเนื้อเจล แอลกอฮอล์ 70% ที่ใช้สำหรับฆ่าเชื้อ ไตรเอทาโนลามีน ไตรโคลซาน (Triclosan) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพต้านเชื้อราหรือไวรัสบางชนิดได้ดีและน้ำเปล่า เป็นต้น ซึ่งวิธีการทำจะผสมผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดเข้าด้วยกันตามอัตราส่วนที่กำหนดก็จะได้เจลล้างมือไว้ใช้เองแบบประหยัด

นอกจากนี้ได้สั่งการให้สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ กำชับให้เจ้าหน้าที่ ผู้สอนหรือวิทยากร เน้นย้ำให้ผู้รับการฝึกสวมหน้ากากอนามัย เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อโรคจากการไอหรือจาม และจากมือสู่ปากได้ในระดับหนึ่ง และหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด เพื่อลดความเสี่ยงการรับเชื้อหรือแพร่กระจายของเชื้อโรคด้วย การฝึกในบางสาขาที่ต้องใกล้ชิดกับบุคคลอื่น เช่น การฝึกนวดแผนไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
โดยต้องสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือให้บ่อยครั้งและใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือเป็นประจำ การฝึกประกอบอาหารก็เช่นกัน เพราะเกี่ยวข้องกับสุขอนามัย สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ให้สวมหน้ากากอนามัยเช่นเดียวกัน รวมถึงดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งสามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง

  นศ.สวนดุสิตทำหน้ากากอนามัยผ้า
อาจารย์อัครพล ไวเชียงค้า ประธานสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี กล่าวถึงกิจกรรมทำหน้ากากอนามัย (แบบผ้า) ป้องกันเชื้อโรค ว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาใหญ่ นั่นคือเรื่องคุณภาพอากาศฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (พีเอ็ม 2.5) และการแพร่ระบาดของโควิด-19  นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัย จึงจัดทำหน้ากากอนามัย (แบบผ้า) ป้องกันเชื้อโรค แจกจ่ายฟรี เพราะปัจจุบันหน้ากากอนามัยขาดแคลนและมีราคาแพงขึ้นเป็นอย่างมาก
ถือเป็นการให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง นำองค์ความรู้จากในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์
โดยขั้นตอนการทำหน้ากากอนามัย (แบบผ้า) ทุกคนสามารถทำเองได้ง่าย นำมาซักทำความสะอาด สามารถใช้ได้บ่อย เพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคที่ติดต่อผ่านทางเดินหายใจ ควรสวมหน้ากากอนามัยและซ้อนทับ ด้วยทิชชูเนื้อละเอียด 2 แผ่น และควรเปลี่ยนทิชชูอย่างสม่ำเสมอ ภารกิจข้างต้นจึงเป็นการกระตุ้นการตื่นตัวของนักศึกษาและบุคลากรให้ดูแลตนเองมากขึ้น และรู้จักวิธีการป้องกันตนเองในเบื้องต้น

เสมา3 ลั่นกลองเปิดกีฬา กศน.เกมส์ ครั้งที่ 5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/418203?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เสมา3 ลั่นกลองเปิดกีฬา กศน.เกมส์ ครั้งที่ 5

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:35 น.
่ กศน,เสมา3,ประเสริฐ บุญเรือง,กนกวรรณ
เปิดอ่าน 81 ครั้ง

เสมา3 ลั่นกลองเปิดกีฬา กศน.เกมส์ ครั้งที่ 5 ยิ่งใหญ่สมการรอคอย กีฬาของชาว กศน.

.เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานในการเปิดการแข่งขันกีฬา กศน.เกมส์ ครั้งที่ 5 ณ สนามแข่งขันโรงเรียนกีฬาจังหวัดอุบลราชธานี โดยมี นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.สช. นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. พร้อมทั้งผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร กศน. ครู และบุคลากร สำนักงาน กศน. ทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 8,000 คน

อ่านข่าว :  สั่ง กศน.เร่งสำรวจความต้องการการเรียนออนไลน์ทั่วประเทศ

ดร.กนกวรรณ กล่าวในพิธีเปิดการแข่งขัน ฯ ว่า  ตนรู้สึกยินดีที่ได้มาเป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬา กศน.เกมส์ ครั้งที่ 5 ในวันนี้ ขอแสดงความชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ที่สำนักงาน กศน. และกศน. ทั่วประเทศ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการแข่งขันกีฬา นับเป็นการสร้างความสัมพันธ์ ความรักอันแน่นแฟ้นและเป็นขวัญกำลังใจให้กับพี่น้อง กศน.ทั่วประเทศ ระหว่างผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พร้อมด้วยนักศึกษา กศน.ทุกคน การแข่งขันถือเป็นพื้นฐานในการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์และก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความมีระเบียบวินัย การปลูกฝังให้รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และเป็นการเสริมสร้างสัมพันธไมตรีอันดีต่อกัน

โดยกิจกรรมด้านกีฬา จะเป็นสื่อและเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคลากร ให้เป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา รู้จักเสียสละ มุ่งผลประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนบุคคล อยู่ภายใต้กติกาที่กำหนดและเป็นสิ่งสำคัญที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคตการแข่งขันกีฬามิได้มุ่งหวังแต่ชัยชนะ เพื่อให้ได้รับรางวัลหรือชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งสร้างคนให้เป็นนักกีฬาอย่างแท้จริง ตนหวังว่าการแข่งขันกีฬา กศน. เกมส์ ครั้งที่ 5 ในครั้งนี้ จะเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักศึกษาและเยาวชนสืบต่อไป

Wขอขอบคุณ คณะกรรมการจัดการแข่งขัน ผู้ให้การสนับสนุนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุก ๆ ฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการจัดการแข่งขันกีฬาในครั้งนี้ จนเป็นที่ประจักษ์ และได้รับความสำเร็จอย่างสมเกียรติ เป็นการแสดงออกถึงการรวมพลังรัก พลังสามัคคีและมีสปิริต ของนักกีฬาอย่างแท้จริง “ดร.กนกวรรณ กล่าว

สำหรับการแข่งขันกีฬา กศน. เกมส์ ครั้งที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อ สนับสนุนให้ นักศึกษา ผู้บริหาร คณะครู และบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสำนักงาน กศน. ได้เล่นกีฬาเพื่อการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี และเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างนักศึกษา ผู้บริหาร คณะครู และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสำนักงาน กศน. โดยกีฬาจะเป็นสื่อในการแสดงออกเสริมสร้างสุขภาพกาย สุขภาพใจ ห่างไกลจากภัยสิ่งเสพติด

รวมไปถึงการมีน้ำใจและช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันของพี่น้องชาว กศน.โดยใช้สัญลักษณ์ คือ ผึ้ง เป็นสัญลักษณ์นำโชคการแข่งขันกีฬา กศน.เกมส์ ครั้งที่ 5 สืบเนื่องจากสถานที่ก่อตั้ง จังหวัดอุบลราชธานี อยู่บริเวณดงอู่ผึ้ง ซึ่งผึ้งเป็นสัตว์ที่ขยันขันแข็งที่สุดชนิดหนึ่งในโลกอาศัยอยู่ร่วมกัน ด้วยความสมัครสมานสามัคคี เหมือนชาว กศน.ที่มีความขยันขันแข็งทุ่มเทเสียสละ รู้รักสามัคคี สร้างงาน เพื่อปวงชนอีกทั้ง น้ำผึ้ง คือ ผลผลิตที่มีประโยชน์มากมายเปรียบเสมือนผลผลิตหรือผลงานของชาว กศน.ที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อชุมชน มีคำขวัญการแข่งขันว่า สปิริต มิตรภาพ สามัคคี ซึ่งในปีนี้ มีประเภทของ กีฬาที่ทำการแข่งขัน รวม 6 ประเภท ได้แก่ ฟุตบอล วอลเลย์บอล เซปักตะกร้อ เปตอง กรีฑา และกอล์ฟ

หรั่ง ร็อคเคสตร้า

โดยในพิธีเปิดในครั้งนี้ได้เชิญ หรั่ง ร็อคเคสตร้า หรือชัยชัย สุขขาวดี ศิลปินฮาร์ดร็อค ศิษย์เก่า กศน. ร้องเพลง” กศน.เกมส์ (เส้นชัย มีไว้ท้าใจ) ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ ของ หรั่ง ร็อคเคสตร้า โดย นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบให้ หรั่ง ร็อคเคสตร้าและคณะ ทำเพลงนี้ขึ้น เพื่อตั้งใจมอบเพลงนี้เป็นกำลังใจให้คน กศน.ในการแข่งขันกีฬา กศน.เกมส์ ที่ยิ่งใหญ่ สมกับการรอคอยของ คน กศน.ทั้งประเทศ ที่ไม่มีการจัดระดับประเทศมากว่า 5 ปี

จี้คลอดเกณฑ์ ก่อนสอบตั๋วครู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/418174?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

จี้คลอดเกณฑ์ ก่อนสอบตั๋วครู

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:40 น.
หลักสูตรครู 4 ปี,ครูบ้านนอก,สกสค-คุรุสภา,่ ตั๋วครู
เปิดอ่าน 580 ครั้ง

ประธาน สครภ. จี้คุรุสภา ออกหลักเกณฑ์รับรองหลักสูตรครู 4 ปี ก่อนสอบตั๋วครู

วันที่ 21 ก.พ. 2563-ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏ(สครภ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้(20ก.พ.)ที่โรงแรมบี.พี.สมิหลาบีช จังหวัดสงขลา ได้มีการประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(ส.ค.ศ.ท.) ครั้งที่ 1/2563

   อ่านข่าว : เปิด25ข้อทวงศักดิ์ศรี ครูไทยกลับคืน

มีเข้าร่วมประชุมประกอบด้วยคณบดีคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์จากสถาบันผลิตครูทั้งของรัฐและเอกชนทั่วประเทศกว่า 100 คนเข้าร่วม โดยมีวาระสำคัญซึ่งที่ประชุมได้หยิบยกขึ้นมาหารือคือการรับรองหลักสูตรผลิตครู 4 ปี และการสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู

โดยที่หลักสูตรครู 4 ปีซึ่งเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 ผ่านมา 1 ปีแล้ว แต่ยังมีหลายสถาบันที่หลักสูตรยังไม่ได้รับการเห็นชอบหลักสูตร(การรับทราบ) จากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอว.)โดยหลายสถาบัน สกอว.ได้ส่งกลับให้สถาบันแก้ไขใน 2 ประเด็นหลักคือ

1.การกำหนดเกณฑ์การสอบผ่านภาษาอังกฤษ ซึ่งให้สถาบันต้องกำหนดเกณฑ์ภาษาอังกฤษไว้ในทุกหลักสูตร และ

2.อีกประเด็นที่เป็นปัญหามากคือการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู(การฝึกสอน)โดยมีบางสถาบันกำหนดให้มีการแบ่งการฝึกปฏิบัติการตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-3 ปีละประมาณ 1 เดือน รวม 4 เดือน และชั้นปีที่ 4 อีก 1 เทอม(ตามมคอ.1)บางสถาบันให้ฝึกปฏิบัติการในชั้นปีที่ 4 ทั้ง 2 เทอม

ขณะที่ทั้งสองกรณีสกอว.รับทราบต่างกันบางสถาบันรับทราบบางสภาบันให้กลับไปแก้ไข โดยอ้างว่าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การรับรองปริญญา(หลักสูตร 5 ปีเดิม)ของคุรุสภา ซึ่งหากสกอว.ไม่รับทราบหลักสูตร จะส่งผลให้นักศึกษาไม่สามารถกู้ยืมกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ได้และบัณฑิตที่จบจากหลักสูตรดังกล่าวไม่สามารถใช้คุณวุฒิได้ รวมทั้งไม่สามารถสมัครสอบเพื่อขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ด้วย ดังนั้น ส.ค.ศ.ท.จึงเรียกร้องให้คุรุสภาเร่งออกหลักเกณฑ์การรับรองปริญญาโดยเร็ว

ส่วนการสอบขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้น ตามข้อบังคับของคุรุสภาว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 กำหนดให้ผู้ที่จะขอใบอนุญาตฯ ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีที่คุรุสภารับรอง ไม่มีลักษณะต้องห้าม ผ่านการรับรองประสบการณ์วิชาชีพครู และผ่านการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คุรุสภากำหนด ซึ่งการทดสอบสมรรถนะด้านความรู้นั้น

ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ(ร่าง) ผังการสร้างข้อสอบ(Test Blueprint) โดยกำหนดให้มีการทดสอบ 5 วิชา(วิชาละ 100 คะแนน) คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ การใช้ดิจิทัลเพื่อการศึกษา วิชาชีพครู และวิชาเอก

โดยทั้ง 5 วิชาผู้ขอรับใบอนุญาตต้องสอบผ่านไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า การสอบทั้ง 5 วิชาดังกล่าวเป็นจะการเพิ่มภาระให้กับผู้เรียนในการเตรียมตัวสอบและทำให้เกิดจะเกิดธุระกิจการติวสอบขึ้น

โดยเฉพาะสิ่งที่หลายสถาบันกังวลคือการทดสอบภาษาอังกฤษ คุรุสภาควรเน้นเฉพาะการสอบวิชาชีพครู โดยบูรณาเนื้อหาการภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และการใช้ดิจิทัลเพื่อการศึกษา รวมอยู่ในวิชาชีพครู

สำหรับวิชาเอกควรให้เป็นความรับผิดชอบของสถาบันฝ่ายผลิต โดยสิ่งที่คุรุสภาควรรีบดำเนินการในขณะนี้การออกหลักเกณฑ์การรับรองปริญญาหลักสูตร 4 ปี ซึ่งในหลักเกณฑ์นี้จะมีเรื่องการปฏิบัติการสอนซึ่งก็จะพันไปถึงคุณสมบัติ และการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ของผู้ที่ใช้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูด้วย

กสศ.จับบมือยูเนสโก-5 ประเทศชั้นนำลุยลดเหลื่อมล้ำการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/418080?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ.จับบมือยูเนสโก-5 ประเทศชั้นนำลุยลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 20:23 น.
กสศ,ยูเนสโก,ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 59 ครั้ง

กสศ.ผนึก ยูเนสโก จับมือ 5 ประเทศชั้นนำ สร้างเครือข่ายนานาชาติด้านความเสมอภาคทางการศึกษา ชี้ จัดสรรงบประมาณช่วยเด็กด้อยโอกาส ต้องใช้ข้อมูลรายคน และเข้าใจความแตกต่างของเด็ก เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด จัดประชุมใหญ่นานาชาติ ก.ค.นี้

20 ก.พ.2563- กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ยูนิเซฟ และหน่วยงานด้านความเสมอภาคทางการศึกษาจากหลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์, นิวซีแลนด์, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้   จัดประชุมเครือข่ายองค์กรนานาชาติด้านความเสมอภาคทางทางการศึกษา หรือ The Equitable Education Association : A Kick-off Meeting โดยตัวแทนจากประเทศต่างๆได้นำเสนอความก้าวหน้าด้านการลดความเหลื่อมล้ำและเดินหน้าร่วมเป็นเครือข่ายนานาชาติด้านความเสมอภาคทางการศึกษา

​นายอิจิโร่ มิยาซาวา (Mr.Ichiro Miyazawa) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรู้หนังสือและการเรียนรู้ตลอดชีวิต จากยูเนสโก กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายองค์กรนานาชาติด้านความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อหาทางแก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างตรงจุด  รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละประเทศ และสร้างความเข้าใจร่วมกัน เราได้เห็นจุดแข็งของหลายๆประเทศ ที่โด่ดเด่นที่สุดคือ ทุกคนต้องการสนับสนุนการศึกษาอย่างเสมอภาคให้เกิดขึ้น ในขณะที่จุดอ่อนก็คือ อุปสรรคในเชิงปฏิบัติที่มีปัญหาอยู่บ้าง ทั้งนี้ขอชื่นชมประเทศไทยที่จัดตั้ง กสศ. ขึ้นเพื่อลงมือแก้ปัญหานี้ นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่อยากจะให้โลกได้เห็น

นายอิจิโร่ กล่าวว่า ปัญหาของเด็กๆทั่วโลกที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา โดยมีเด็กและเยาวชนจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 263 ล้านคนทั่วโลกที่ออกจากระบบการศึกษา  และเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข แม้ว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานต่างๆ ทั้ง ยูนิเซฟ ยูเนสโก ได้พยายามอย่างมากที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่ก็ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ดังนั้นพวกเราต้องร่วมกันจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างความเสมอภาค เพื่อให้เด็กๆได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น    และมุ่งหวังให้เติบโตอย่างชาญฉลาด มีคุณภาพทั้งทางความคิด จิตวิญญาณผ่านการศึกษา

“ยูเนสโก ยินดีเป็นหน่วยงานที่คอยให้ความร่วมมือ หรือเปรียบเสมือนกาวที่คอยเชื่อมหน่วยงานต่างๆทั่วโลกที่มีแนวทาง วิสัยทัศน์เดียวกัน เพื่อพัฒนาให้เกิดสิ่งที่ดียิ่งขึ้น ผมเชื่อว่า กสศ. จะเป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม หรือมาเลเซีย รวมถึงประเทศอื่นๆอีกมากมาย  ยังไม่มีหน่วยงาน กองทุนในลักษณะนี้ ทางยูเนสโกหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสร้างเครือข่ายในประเทศไทยแล้วขยายต่อออกไปทั่วโลก นี่คือสิ่งที่เราอยากจะเห็น และหวังว่าการเริ่มต้นของเครือข่ายนานาชาติจะทำให้เราได้เรียนรู้และค้นพบกุญแจสำคัญที่จะใช้สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เด็กทุกคนได้”  นายอิจิโร่ กล่าว

​ด้านน.ส.ธันว์ธิดา  วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วม นวัตกรรมและทุนการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ กสศ. ยูเนสโก้ รวมถึงเครือข่ายจาก 5 ประเทศได้แก่ ฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา   ญี่ปุ่น เกาหลีใต้  ได้วางภารกิจร่วมกันไว้ใน 2 ประเด็น  คือ 1.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการทำงาน นวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันทำงานด้านความเสมอภาคทางการศึกษาระหว่างประเทศ 2. กสศ. ยูเนสโก รวมถึงเครือข่ายนานาชาติ มุ่งสนับสนุนทางวิชาการและให้คำปรึกษาให้แก่ประเทศที่สนใจแต่ยังไม่มีกลไกการทำงานที่สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กโดยตรง


​น.ส.ธันว์ธิดา กล่าวว่า ประเทศไทยได้ลงนามตกลงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ภายในปี 2573 ร่วมกับ193 ประเทศ ซึ่งประเด็นเรื่องการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นหนึ่งในเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ ดังนั้นการหารือในวันนี้จึงเป็นโจทย์ร่วมกันที่เรามุ่งมั่นที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย โดยการนำโมเดลและมาตรการที่เป็นจุดแข็งของ 5 ประเทศมาปรับใช้กับประเทศไทย อาทิ ประเทศฟินแลนด์ มีจุดแข็งด้านการสนับสนุนและสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับกลุ่มเด็กที่เรียนไม่ทัน เด็กพิเศษ ผ่านการมีระบบดูแลเด็กรายบุคคล รวมถึงมีนักจิตวิทยาเข้าไปช่วยเหลือ ส่วนนิวซีแลนด์เน้นสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กปฐมวัย โดยมีการจัดสอนเสริมให้แก่เด็กปฐมวัยจากครอบครัวที่ยากจนให้ได้รับการพัฒนาที่ดีและมีการจัดสรรงบประมาณส่วนเพิ่มเติม (Top-up) ขณะที่อเมริกาใช้วิธีการพัฒนาโรงเรียนของชุมชน (Promise Neighborhood School) ในย่านที่มีคนยากจนอยู่จำนวนมาก โดยผสานความร่วมมือทั้งหน่วยจัดการศึกษาและพ่อแม่ ให้การดูแลตั้งแต่แรกเกิดจนถึงมีงานทำ

สำหรับก้าวต่อไป วันที่ 10-12 กรกฎาคม 2563 นี้ กสศ. ยูเนสโก ยูนิเซฟ Save the children เครือข่ายองค์กรนานาชาติด้านความเสมอภาคทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะร่วมกันจัดประชุมหน่วยงานที่ขับเคลื่อนด้านความเสมอภาคทางการศึกษาในระดับนานาชาติเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดโอกาสให้นวัตกรรมของไทยและต่างประเทศได้มีโอกาสขยายบทเรียนไปสู่ประเทศอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนประเด็นการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เกิดประโยชน์แก่เด็กและเยาวชนทั่วโลก

นายเดเมียน เอ็ดเวิร์ด ผู้ช่วยรองเลขาธิการ สำนักงานนโยบายระบบการศึกษา กระทรวงศึกษา นิวซีแลนด์ กล่าวว่า การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาควรต้องเพิ่มงบประมาณให้แก่ระบบการศึกษาเพื่อสนับสนุนเด็กที่ประสบปัญหาเรื่องความเสมอภาค โดยกุญแจสำคัญคือต้องเข้าใจข้อมูลเรื่องราวของเด็กแต่ละคน เพื่อทราบว่าควรจะเพิ่มงบประมาณไปที่จุดไหนและใช้อย่างไร ทางนิวซีแลนด์ได้เก็บข้อมูลเจาะลึกลงไปจากเดิมที่ระดับชุมชุนสู่ระดับครัวเรือนของเด็กที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือเด็กแต่ละคนได้อย่างเหมาะสมที่สุด

นายเดเมียน กล่าวว่า เราพบว่าเด็กแต่ละคนต้องการความช่วยเหลือในระดับที่ต่างกันไป อีกทั้งความท้าทายในการแก้ปัญหาให้แก่เด็กในตัวเมืองกับชนบทก็ต่างกันอย่างมาก รวมไปถึงความแตกต่างทางชาติพันธุ์ นอกจากนี้นิวซีแลนด์ยังมองว่าการระดมทุนช่วยเหลืออย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างที่ตั้งเป้าไว้ได้ แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือในระดับผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบ และสร้างความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่สำคัญคือต้องคิดถึงผลลัพธ์ชีวิตในอนาคตและความเป็นอยู่ของเด็กด้วย ไม่ใช่คิดถึงเพียงแค่ความสำเร็จทางวุฒิการศึกษาเท่านั้น  โดยสิ่งที่วัดความสำเร็จในโครงการช่วยเหลือของนิวซีแลนด์คือ จำนวนการเข้าชั้นเรียนของเด็กที่เพิ่มมากขึ้น และยังมุ่งเน้นไปที่คุณภาพของการเข้าเรียนแต่ละครั้งของเด็กอีกด้วย

“ช่างชาวนา”ปรับวิถีตามยุคสมัยลดต้นทุนกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/417978?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

“ช่างชาวนา”ปรับวิถีตามยุคสมัยลดต้นทุนกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:09 น.
ช่างชาวนา,การปรับวิถีการทำนาให้สอดคล้องกับยุคสมัย
เปิดอ่าน 97 ครั้ง

“ช่างชาวนา”ปรับวิถีตามยุคสมัยลดต้นทุนกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

ชาวนากระดูกสันหลังของชาติ พวกเขาทำนากันด้วยความรักโดยไม่ได้สนใจกาลเวลา มารู้ตัวอีกทีก็อายุ 60 – 70 ปีเข้าไปแล้ว แม้จะอยากทำนาต่อแต่ร่างกายก็เริ่มอ่อนแรง สิ่งที่ต้องคิดต่อจึงเป็นเรื่องว่าจะทำอย่างไรให้ผืนนาแห่งนี้อยู่ต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งคำตอบก็คือต้องปรับวิถีการทำนาให้สอดคล้องกับยุคสมัย ให้คนเดิมที่มีความรักต่อท้องนายังสามารถทำนาต่อแม้ร่างกายจะเริ่มอ่อนแรง หรือให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจ นำความเชี่ยวชาญเท่าทันต่อยุคสมัยของพวกเขามาพัฒนาผืนนาไทยอย่างยั่งยืน

จากโจทย์คำว่า “การปรับวิถีการทำนาให้สอดคล้องกับยุคสมัย” นี้เอง จึงทำให้เกิดการระดมกลุ่มคนเพื่อสร้างสรรค์วิธีการทำนาที่ตอบโจทย์พื้นที่และแรงงานด้วยการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม “ช่างชาวนา” เพื่อยกระดับเครื่องมือการทำนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยการรวบรวมกลุ่มช่างชาวนามาแก้ปัญหาหลักการทำนาอย่างไรให้ได้ผลมากที่สุด ขณะที่ฝนไม่ตกตามฤดูกาล

 ทองหล่อ ขวัญทอง นักวิจัยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เป็นทั้งนักวิจัยและชาวนาแดนอีสาน จ.ยโสธร เล่าว่า การเกิดขึ้นของกลุ่มช่างชาวนา เริ่มต้นจากการช่วยกันสืบย้อนว่ามีเครื่องมือทำนาที่ผ่านการออกแบบให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่อยู่ที่ใดบ้าง มาจากช่างฝีมือคนไหน แล้วจึงช่วยกันออกตระเวนหาช่างเหล่านั้น ช่างที่พร้อมจะเดินไปด้วยกัน และพร้อมจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนได้พบกับช่างรายย่อยที่อยู่ใกล้ชิดกับคนในชุมชนต่างๆ ช่างที่รู้ว่าคนในชุมชนมีเครื่องจักรประเภทไหนและรู้ว่าจะต่อเติมเพิ่มสมรรถนะให้แก่เครื่องจักรที่มีอยู่เดิมอย่างไร เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานจริง

เมื่อรวมตัวกันเป็นกลุ่มช่างชาวนาได้ 10 คน เครื่องมือแรกที่ถูกพัฒนามาจากโจทย์ปัญหาที่หนักหนาสุดของชาวนาอีสาน “ปัญหาหลักคือคนอีสานทำนาดำไม่ค่อยได้ เพราะฝนไม่ตกตามฤดูกาล การจะทำนาหว่านก็ไม่เหมาะกับบริบทการทำเกษตรแบบอินทรีย์ของคนที่นี่เพราะต้องใช้ยาในการฆ่าหญ้า ประกอบกับชาวนาในกลุ่มส่วนใหญ่ก็ทำในส่วนของการผลิตเมล็ดพันธุ์ซึ่งจะต้องใช้ความละเมียดละไมในการปลูกมากกว่าข้าวทั่วไป

วิธีการทำนาที่จะตอบโจทย์ที่สุดจึงเป็นการทำ ‘นาหยอด’ ดังนั้นเครื่องมือแรกที่กลุ่มช่างสร้างสรรค์จึงเป็น ‘เครื่องหยอดข้าว’ ซึ่งได้เครื่องต้นแบบมาจาก จ.กาฬสินธุ์ แล้วจึงนำมาปรับให้เหมาะสมกับพื้นที่ยโสธรซึ่งเป็นดินทราย หลังจากพัฒนาตัวต้นแบบ (Prototype) เสร็จ จึงนำไปให้กลุ่มเป้าหมายทดลองใช้งานจริงอีกหลายครั้งเพื่อเก็บข้อมูลมาพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง

ทองหล่อ เล่าว่า แนวคิดของกลุ่มคือการสร้างอุปกรณ์การทำนาที่ตอบโจทย์พื้นที่และการเปลี่ยนแปลงไปของแรงงาน ทำอย่างไรจะทุ่นแรงให้ได้มากขึ้น ใช้แรงงานให้น้อยลงแทนการจ้างแรงงานมาทำนา และปรับผืนนาให้สอดรับกับเครื่องมือที่นายทุนผลิต ตอนนี้สามารถผลิตเครื่องหยอดข้าวต้นแบบที่เหมาะกับพื้นที่โจทย์ได้แล้ว ไม่เพียงหยอดข้าวได้ดีแต่ยังมีขนาดเครื่องยนต์เล็กเหมาะกับการทำงานในผืนนาขนาดย่อมและยังมีน้ำหนักที่เบาพอจะให้คนชราและคนรุ่นใหม่ทำนาได้ไม่ลำบากเหนื่อยยากเหมือนแต่เดิม นอกจากนั้นยังมีอีกเครื่องมือหนึ่งที่กลุ่มช่างได้พัฒนาควบคู่กันไป เพราะเป็นปัญหาใหญ่ของคนทำนาแบบปลอดสารในพื้นที่เช่นกันคือ ‘เครื่องกำจัดวัชพืช’ ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาให้สมบูรณ์

เครื่องมือที่ช่างชาวนาพัฒนาขึ้นไม่เพียงทุ่นแรงแต่ยังทำให้ผืนนาแห่งนี้มีมูลค่าสูงขึ้น จากการที่ชาวนาสามารถกำหนดชะตาชีวิตได้ด้วยตนเอง “แน่นอนสิ่งแรกที่เกิดขึ้นกับนาที่ใช้เครื่องมือของช่างชาวนาคือ ‘ต้นทุนลดลง’ เพราะเครื่องมือที่ผลิตขึ้นมีราคาเพียงหลักหมื่นต้นๆ แตกต่างจากเครื่องมือที่ผลิตโดยบริษัทใหญ่ราคาหลักแสนหลักล้าน ประกอบกับการที่เครื่องยนต์มีกลไกการทำงานไม่ซับซ้อน จึงเหมาะกับการซื้อไปใช้ในทุกชุมชนหรืออาจไปถึงทุกครัวเรือน จะคนวัยไหนก็สามารถใช้งานได้สะดวก จึงลดต้นทุนแรงงานจากที่จะต้องจ้างคนมาช่วยทำนา

ประเด็นที่สองคือ ‘กำหนดชะตาชีวิตได้ด้วยตัวเอง’ เพราะการที่ต้องอาศัยแรงงานผู้อื่นในการทำนาบางครั้งอาจทำให้เวลาทำนาคลาดเคลื่อน ซึ่งแท้จริงแล้วหากพลาดไปจากเวลาที่เหมาะสมเพียงวันหรือสองวันบางครั้งก็เหมือนพลาดไปเป็นปี ชาวนาอีสานจึงต้องทันต่อช่วงการมาของน้ำและสภาพของดินที่เหมาะสม ประเด็นสุดท้ายคือการ ‘ลดการสูญเสีย’ เพราะการที่สามารถควบคุมคุณภาพในการปลูกได้มากขึ้น จึงใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ลดลงกว่าครึ่ง และใช้เวลาในการทำนาลดลงด้วยเช่นกัน สามารถนำเวลาที่เหลือไปใช้ในการทำเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์หรือสร้างรายได้เพิ่ม ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนรายได้ก็ถือว่าเพิ่มขึ้นอีกกว่าครึ่งจากรายได้เดิม”

“การสร้างสรรค์เครื่องมือของกลุ่มช่างชาวนา จะทำให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาสนใจผืนนาที่จะเป็นมรดกตกทอดไปสู่รุ่นหลัง “ก็หวังว่าเทคโนโลยีที่สะดวกสบายขึ้น สร้างรายได้มากขึ้นและมีความมั่นคงในการทำงานเพราะมีตลาดอาหารปลอดสารพิษที่พร้อมรับสินค้าและให้ราคาที่ค่อนข้างดีโดยตลอด จะทำให้พวกเขาหันมาสนใจ รู้สึกหวงแหน และเกิดเป็นความรักต่อไป หวังว่าพวกเขาจะนำความรู้ความเชี่ยวชาญของคนรุ่นใหม่มาพัฒนาต่อยอดให้ผืนนาแห่งนี้งดงามและงอกเงยยิ่งขึ้น” ทองหล่อ กล่าว

กลุ่มช่างชาวนาไม่เพียงจะมีการพัฒนาเครื่องมือจากความต้องการของผู้ใช้งานจริงให้มากขึ้น “กลุ่มช่างชาวนากำลังเดินหน้าไปสู่การขยายวงกว้างในหลายมิติ ทั้งในการรวมตัวของกลุ่มช่างที่มากขึ้น การขยายขอบเขตองค์ความรู้เชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี เช่น อาจารย์จากมหาวิทยาลัย และขยายการใช้งานเทคโนโลยีไปสู่วงกว้าง โดยการจัดตั้งพื้นที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและจัดจำหน่ายอุปกรณ์​ ผู้ที่สนใจสามารถทดลองใช้ได้ในพื้นที่เครือข่ายจังหวัดต่างๆ ซึ่งจะขยายวงกว้างต่อไปในอนาคต

เปิดค่ายเยาวชนคบเด็กสร้างชาติ มุ่งปลูกฝังความเป็นชาติไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/417859?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เปิดค่ายเยาวชนคบเด็กสร้างชาติ มุ่งปลูกฝังความเป็นชาติไทย

19 กุมภาพันธ์ 2563 – 20:22 น.
เปิดค่ายเยาวชน,คบเด็กสร้างชาติ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 59 ครั้ง

เปิดโครงการ day camp ค่ายเยาวชนคบเด็กสร้างชาติ ครั้งที่ 8 มุ่งปลูกฝังเยาวชนของชาติให้รักและภูมิใจในความเป็นชาติไทย

ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ 19 ก.พ.2563-พ.อ.กกฤษฎา บุญวัฒน์ ผู้อำนวยการกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร พร้อมด้วยพระอาจารย์ชายกลาง อภิญาโณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ร่วมกันเป็นประธานเปิดงานโครงการ day camp ค่ายเยาวชนคบเด็กสร้างชาติ ครั้งที่ 8 โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนประชานิเวศน์ เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 100 คน โดยมีวิทยากรจากโครงการป่าสิริเจริญวรรษ อันเนื่องจากพระราชดำริ เป็นวิทยากรให้ความรู้ในหัวข้อ “เด็กไทยกับการรักชาติ”

พ.อ.กฤษฎากล่าวว่า โครงการนี้เป็นการปลูกฝังเยาวชนให้รักชาติ โดยร่วมกับมูลนิธิสหชาติโดยพระอาจารย์ชายกลาง นำเด็กเข้าฝึกอบรมศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ซึ่งเป็นการรวบรวมบุคคลสำคัญของชาติ พระมหากษัตริย์ในอดีต รวมถึงทหารหาญที่เสียชีวิตสละชีพเพื่อชาติ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย ความเป็นมาของประเทศไทยมีบุคลากรที่เสียสละอย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ยังมีวิทยากรจากสวนป่าสิริวรรษ อดีตทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม มาร่วมบรรยายโดยเด็กนักเรียนจะได้รับรู้ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย สำหรับไฮไลท์สำคัญในอาคารภาพปริทัศน์ เป็นภาพวาดของอาจารย์ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ ที่เล่าเรื่องราวความเป็นมาของชาติไทยในอดีตถึงปัจจุบัน

โดยในพิพิธภัณฑ์จะมีการแสดงเครื่องแบบของทหารตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงปัจจุบันและที่สำคัญมีฉลองพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้รับพระราชทานมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้านการสงครามในอดีต 24 ครั้งและศึกษาถึงเหตุผลในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งนี้เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนมีความรักชาติไม่จำเป็นจะต้องเป็นทหารเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นยุวชนทหารที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กๆได้ตระหนักถึงหน้าที่รวมถึงประชาชนทุกคนด้วย สำหรับอนุสรณ์สถานแห่งชาติเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น.ถึง 16.00 น.

พระอาจารย์ชายกลางกล่าวว่า มีแรงบันดาลใจว่าวิชาประวัติศาสตร์ของชาติไทยถูกตัดตอนออกไปจากระบบการศึกษา จึงพยายามที่จะปลูกฝังแก่เด็กและเยาวชน เปลี่ยนจาก “คบเด็กสร้างบ้าน” ที่เป็นความหมายลบ ให้เป็น “คบเด็กสร้างชาติ” ให้เด็กๆภูมิใจในชาติ ภูมิใจในบรรพชน ประเทศเรามีอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ห้องนิทรรศการที่ให้เด็กๆได้เรียนรู้ แต่กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครรู้จัก เพราะติดอยู่กับประโยคที่ว่าเขตทหารห้ามเขา จึงมุ่งหมายที่จะให้เด็กๆได้มาเรียนรู้ให้โครงการนี้เป็นต้นแบบและขยายความคิดไปยังทั่วประเทศให้เด็กเรียนรู้ประวัติศาสตร์การรักษาทรัพยากรของชาติ โดยมูลนิธิสหชาติจะนำวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆทุกแขนง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆได้เรียนรู้เชิงวิชาการและได้ปฏิบัติลงพื้นที่จริง เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งในการเรียนรู้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการบรรยายของวิทยากรจากโครงการป่าสิริเจริญวรรษได้มุ่งเน้นการสร้างเด็ก สร้างชาติ ต้องชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรทางธรรมชาติ เป็นสมบัติของชาติ มรดกชาติ มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการสละชีพเพื่อชาติ การทำให้แผ่นดินไทยอุดมสมบูรณ์ ค่ายเยาวชนโครงการนี้จะนำเรื่องพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 ในการดูแลรักษาอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติมาปลูกฝังแก่เยาวชนให้เห็นภาพอย่างชัดเจน อย่างเช่นการฟื้นฟูสภาพป่าของโครงการป่าสิริเจริญวรรษ ในพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ เดินหน้าสู่เวิลด์คลาส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/417577?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ เดินหน้าสู่เวิลด์คลาส

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:34 น.
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,คณบดี รศดร วิเลิศ ภูริวัชร
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ เดินหน้าสู่เวิลด์คลาส ต่อยอดความสำเร็จสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจแห่งแรกของไทยที่หลักสูตรทั้งตรี โท และเอก ได้รับการรับรองต่อเนื่องจากมาตรฐานระดับโลก AACSB

กรุงเทพฯ – 17 กุมภาพันธ์ พ. ศ. 2563 – คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การนำของ คณบดี รศ.ดร. วิเลิศ ภูริวัชร ได้รับการยืนยันการรับรองมาตรฐานการเรียนการสอนด้านธุรกิจอีกวาระหนึ่ง จากสถาบันการรับรองมาตรฐานการศึกษาระดับโลกด้านบริหารธุรกิจ AACSB (Association to Advance Collegiate Schools of Business) จึงทำให้คณะบัญชีฯ เป็นสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก AACSB ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก อย่างต่อเนื่อง  (Extension of accreditation) เป็นการเน้นย้ำความเป็นผู้นำสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจของประเทศไทยอย่างแท้จริง

รศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการได้รับการขยายการรับรองมาตรฐานด้านการศึกษาจากสถาบันรับรองระดับโลกเป็นเสมือนใบเบิกทางที่จะพาคณะไปสู่เป้าหมายสูงสุดของการเป็น Global Brand เป็นแบรนด์สถาบันทางด้านบริหารธุรกิจของโลกและเป้าหมายของการติดอันดับท็อปเท็นสถาบันชั้นนำด้านบริหารธุรกิจในเอเชีย อีกทั้งเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปรับปรุง และพัฒนากระบวนการทำงานภายในคณะอย่างต่อเนื่อง และสร้างแรงกระตุ้นให้บุคลากรทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ จะยังคงมุ่งมั่นปรับปรุงระบบการเรียนการสอน พัฒนาศักยภาพของอาจารย์ บุคลากร และนิสิตเพื่อยกระดับการศึกษาให้ก้าวล้ำ นำกระแสทางด้านการเรียนบริหารธุรกิจ และบรรลุวิสัยทัศน์ (vision) ของคณะฯ ในการเป็นสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจชั้นนำระดับโลกที่สามารถสรรค์สร้างประสบการณ์เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้เรียนด้วยการนำเสนอภูมิปัญญาที่สร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม(ไม่ใช่แค่องค์ความรู้) พร้อมจิตวิญญาณเพื่อสังคม (A chief world-class business school delivering life-changing experiences with innovative wisdom and a philanthropic spirit)

“เราเชื่อว่าระบบการเรียนการสอนที่ได้ผลในยุคของ digital disruption ในปัจจุบันนั้น ต้องไม่ใช่แค่การเรียนในห้องเรียนตามแบบที่ผ่านมาหรือการเรียนที่ผ่านช่องทางออนไลน์ที่จะได้แค่ความรู้พื้นฐานในมิติเดียว องค์ความรู้ใหม่ทางด้านบริหารธุรกิจที่สำคัญต้องการการเรียนรู้จากการแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ของผู้เรียนทั้งจากผู้เรียนด้วยกันและจากคณาจารย์ ซึ่งไม่สามารถหาได้จากการเรียนรู้ผ่านออนไลน์หรือออฟไลน์แต่เพียงอย่างเดียว

หลักสูตรที่ดีจึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการสอนเพื่อให้ความรู้เท่านั้น แต่ยังเน้นการสร้างคุณภาพทั้งระดับความคิดและคุณภาพจิตใจ เรามุ่งมั่นผลิตบัณฑิตให้มีความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ มีระบบความคิด ความเฉลียวฉลาด มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ และบ่มเพาะจิตวิญญาณของการเป็นผู้ให้ การช่วยเหลือสังคมจากใจ เพื่อทำให้นิสิตของเรามีศักยภาพสูงสุด และเป็นบัณฑิตด้านบริหารธุรกิจที่มีคุณภาพและคุณธรรมเพื่อช่วยขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้า” รศ.ดร. วิเลิศ กล่าว

นอกจากการได้รับการขยายการรับรองจากสถาบัน AACSB สถาบันชื่อดังของโลกที่ให้การรับรองมาตรฐานการศึกษาของสหรัฐอเมริกา แล้วคณะบัญชีฯ จุฬาฯ ก่อนหน้านี้ก็ยังได้รับการรับรองมาตรฐานหลักสูตรทั้งคณะจาก EQUIS (The European Quality Improvement System) ของสถาบัน EFMD (European Foundation for Management Development) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงที่สุดในฝั่งยุโรป ทั้งนี้ AACSB ให้ความสำคัญด้านทิศทางและยุทธศาสตร์ของสถาบัน คุณสมบัติของอาจารย์และนิสิต คุณภาพในการบริหารงานภายในและบุคลากรสายสนับสนุน กระบวนการเรียนการสอน การผลิตผลงานวิชาการ  การบริหารด้านการเงิน ความสัมพันธ์กับเครือข่ายธุรกิจและศิษย์เก่า ส่วน EQUIS มุ่งเน้นด้านปรัชญา ธรรมาภิบาล การวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนอุทิศตนต่อชุมชน ความเป็นนานาชาติ

ทั้งนี้น้อยกว่าร้อยละ 1 ของสถาบันการศึกษาบริหารธุรกิจทั่วโลกที่ได้รับการรับรองจากทั้ง 2 สถาบัน จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคณะบัญชีฯ จุฬาฯ มีคุณภาพมาตรฐานสูงทัดเทียมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก นอกจากนี้การมีคณาจารย์ที่สำเร็จการศึกษาชั้นสูงจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกจำนวนมาก รางวัลชนะเลิศจากการประกวดแข่งขันด้านการศึกษาทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติของนิสิตคณะฯ ตลอดจนรางวัลชนะเลิศผลงานวิจัยด้านการศึกษาของอาจารย์คณะฯ การมีสัดส่วนนิสิตแลกเปลี่ยนจากต่างประเทศสูงในหลักสูตรนานาชาติ และนิสิตที่จบไปสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับโลก ตอกย้ำให้เห็นถึงคุณภาพการสอนที่มีประสิทธิภาพ และความสำเร็จด้านการเป็นนานาชาติได้เป็นอย่างดี

“เฮลท์ตี้บอท”หุ่นยนต์อัจฉริยะ ดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/417572?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

“เฮลท์ตี้บอท”หุ่นยนต์อัจฉริยะ ดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโควิด-19

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:30 น.
โควิด-19,ไวรัส,โคโรน่า,หุ่นยนต์เฮลท์ตี้บอท
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

“เฮลท์ตี้บอท” หุ่นยนต์อัจฉริยะ ดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโควิด-19 โดย…  ปาริชาติ บุญเอกqualitylife4444@gmail.com

จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 ซึ่งมียอดผู้ป่วยสะสม ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ อยู่ที่ 35 ราย มีผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว 15 ราย เหลือรักษาในโรงพยาบาล 20 ราย และพบว่ามีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อ 1 ราย เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทำให้หลายโรงพยาบาลเพิ่มความเข้มข้นและนำนวัตกรรมมาใช้เพิ่มความปลอดภัยให้แก่บุคลากร

ล่าสุด โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้นำนวัตกรรมทางการแพทย์มาประยุกต์ใช้กับแนวทางการดูแล และให้บริการผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโดยลดการติดต่อสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง ด้วย “หุ่นยนต์เฮลท์ตี้บอท” ซึ่งจะทำหน้าที่ให้บริการผู้ป่วยแทนบุคลากรโรงพยาบาล ในการส่งยาเวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม รวมถึงสิ่งของอื่นๆ ให้กับผู้ป่วยในพื้นที่คัดแยก และควบคุมการติดเชื้อ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในสภาวะที่เกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว

พญ.สมจินตนา เอี่ยมสรรพางค์ ผู้อำนวยการแผนกฉุกเฉินกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดตัว “เฮลท์ตี้บอท” หุ่นยนต์อัจฉริยะ ลดการติดเชื้อโรคระบาดภายในโรงพยาบาล ณ โรงพยาบาลกรุงเทพ ว่า หุ่นยนต์เฮลท์ตี้บอท เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 สิ่งสำคัญ คือ ลดการสัมผัส ไม่ว่าจะบุคลากร ญาติผู้ป่วย และตัวผู้ป่วยเอง โดยหุ่นยนต์จะมาทำหน้าที่ส่งยา ส่งอาหาร สื่อสารระหว่างญาติ เภสัชกรสามารถอธิบายการใช้ยากับผู้ป่วยผ่านหุ่นยนต์โดยตรง นวัตกรรมตรงนี้มีการนำเอาอุปกรณ์สื่อสารเข้ามาเพิ่ม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยและบุคลากร นอกจากนี้ ยังมีล่ามภาษาต่างประเทศซึ่งทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ สำหรับการสื่อสารกับผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะภาษาจีนตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

สำหรับ “หุ่นยนต์เฮลท์ตี้บอท” เริ่มใช้งานเมื่อปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีทั้งหมด 3 ตัว ได้รับการพัฒนาต่อยอดโดย โรงพยาบาลกรุงเทพ และ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ (เอ็นเฮลท์) จากหุ่นยนต์ 2 ตัวแรก ที่ใช้เทคโนโลยีเดิมซึ่งทำหน้าที่ในการขนส่งยาให้แผนกต่างๆ ในโรงพยาบาล รวมถึงพื้นที่เสี่ยงที่มีสารรังสี ในโรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ

พัฒนามาสู่ตัวที่ 3 ซึ่งใช้ในผู้ป่วยคัดกรองโควิด-19 มีระบบเทเลเมดิซีน เพิ่มความสามารถในการสื่อสารกับผู้ป่วยด้วยโปรแกรมสื่อสารพูดคุยผ่านจอมอนิเตอร์ ที่ติดตั้งไว้บนตัวหุ่นยนต์ ซึ่งถูกควบคุมด้วยเครือข่ายสัญญานอินเทอร์เน็ต ช่วยให้บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนญาติของผู้ป่วย ได้ติดต่อสื่อสาร ผ่านจอมอนิเตอร์ คลายกังวล และเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ป่วยอุ่นใจตลอดการรักษา

    คลายกังวลบุคลากร
พรพิมล เหล่างาม ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเกิดโรคระบาดเกิดขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึง คนส่งอาหาร และล่ามก็มีภาวะกังวล หากต้องใส่ชุดป้องกันก็อาจจะใส่ไม่ถนัดเหมือนพยาบาล รวมถึง ผู้ป่วยเวลารอผลต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ซึ่งผู้ป่วยอาจจะหิว หรืออยากจะคุยกับใคร เกิดความกลัว ดังนั้น การใช้หุ่นยนต์จะลดความกังวล และทำให้บุคลากรมีความสุขมากขึ้น

ด้าน นพ.นิวัติ อินทรวิเชียร รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่าเนื่องจาก โรงพยาบาลกรุงเทพ มีผู้ป่วยต่างชาติมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก และมีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่มีความเสี่ยงในการระบาดของโรคดังนั้น การนำหุ่นยนต์ที่เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า มาผสานกับความรู้ความสามารถทางการแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทุกท่าน เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และลดการแพร่กระจายของโรคในพื้นที่โรงพยาบาลและพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย ดังนั้น หากมีการพัฒนาหุ่นยนต์ต่อไปเรื่อยๆ ในรุ่นต่อๆ ไปจะสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น

 จัดพื้นที่คัดกรองป้องกันระบาด
สำหรับสถานการณ์ผู้ที่มาตรวจคัดกรองโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงระบาดใหม่ๆ มีจำนวนมากพอสมควร ทั้งชาวจีน คนที่สัมผัสกับผู้ป่วยชาวจีน รวมถึงคนไทย จึงจัดให้มีพื้นที่ห้องแยกจากผู้ป่วยทั่วไป โดยเป็นห้องแอร์แยกส่วนจากแอร์ส่วนรวมป้องกันอากาศไหลเวียน ช่องทางเดินต่อจากห้องฉุกเฉินมาถึงห้องคัดกรองสามารถเดินออกนอกอาคารได้ ทุกจุดลงทะเบียน มีการคัดกรองผู้ป่วยทุกราย โดยสอบถามประวัติการเดินทาง อาการไข้และอาการทางระบบทางเดินหายใจ เพื่อนำส่งผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงไปยังพื้นที่บริการที่จัดไว้

โดยเจ้าหน้าที่จะทำการวัดอุณภูมิร่างกาย และตรวจประเมินตามมาตรฐานของกรมควบคุมโรค กรณีผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามข้อบ่งชี้ จะต้องส่งตรวจหาเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่ง โดยผู้ป่วยจะได้รับการดูแลระหว่างรอผลตรวจในพื้นที่คัดแยก รวมถึงเตรียมห้องความดันลบ สำหรับรองรับคนไข้กลุ่มนี้โดยเฉพาะ โดยทำงานร่วมกับกรมควบคุมโรค หมุนเวียนผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงไปที่สถาบันบำราศนราดูร และ โรงพยาบาลราชวิถี

นพ.นิวัติ กล่าวต่อไปว่า หากดูผู้ป่วยในประเทศไทยอัตราการป่วยไม่ได้สูงมาก ความรุนแรงของโรคก็ไม่ได้สูงเท่าประเทศจีน เนื่องจากร่างกายผู้ป่วยส่วนใหญ่แข็งแรง และการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำงานมีประสิทธิภาพ ขณะที่ประเทศจีนผู้ป่วยเขาเยอะ อากาศเขาเย็นกว่าทำให้ดูแลรักษายาก”

“ดังนั้น คำแนะนำทั่วไปคือ การรักษาสุขอนามัยตามที่กระทรวงสาธารณสุขบอก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รับประทานผักผลไม้เพิ่มขึ้น ล้างมือบ่อยๆ พกพาแอลกอฮอล์เจล หากไม่มีให้ใช้สบู่ล้างมือธรรมดาก็ได้ เพียงแค่ล้างบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ผู้คนแออัด ใครที่ป่วยก็ต้องใส่หน้ากากอนามัยป้องกันไม่ให้ไอจามรบกวนคนอื่น ออกกำลังกายเล่นกีฬาให้ร่างกายแข็งแรง” นพ.นิวัติ กล่าวทิ้งท้าย

นานาชาติสาธิตมก.ส่งต่อโอกาส มอบเงินอุดหนุนรายหัวเด็กยากจน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/417281?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

นานาชาติสาธิตมก.ส่งต่อโอกาส มอบเงินอุดหนุนรายหัวเด็กยากจน

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:30 น.
โครงการศึกษานานาชาติโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

นานาชาติสาธิตมก.ส่งต่อโอกาส มอบเงินอุดหนุนรายหัวเด็กยากจน โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

“โครงการศึกษานานาชาติโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)” ได้เข้าร่วม โครงการบริจาคเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนมาให้กับนักเรียนยากจนพิเศษ (นักเรียนทุนเสมอภาค) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อส่งต่อเงินอุดหนุนรายหัวเรียนฟรี 15 ปีของรัฐบาล จากเด็กสาธิตมก.ส่งต่อให้เด็กด้อยโอกาส เด็กยากจนทั่วประเทศ เพราะ เชื่อว่าเป็นหนทางที่จะทำให้ทุกคนก้าวพ้นความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำลงได้

โครงการบริจาคเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนมาให้กับนักเรียนยากจนพิเศษ (นักเรียนทุนเสมอภาค)ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ทางโรงเรียนได้จัดขึ้น ซึ่งก่อนที่ทางโรงเรียนจะเข้าร่วมโครงการ

กับกสศ.ได้มีการส่งเสริมเชิญชวนให้นักเรียน ผู้ปกครอง ซึ่งจะได้รับเงินอุดหนุนรายหัวเรียนฟรี 15 ปี จากรัฐบาลเข้าร่วมบริจาคกับทางโรงเรียน
โดยทางโรงเรียนจะนำเงินส่วนดังกล่าวไปมอบเป็นทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียนการสอน กีฬาให้แก่นักเรียนในโรงเรียนห่างไกล หรือนักเรียนด้อยโอกาส แต่ที่ผ่านมาจะประสบปัญหาเรื่องความยุ่งยากในการเลือกโรงเรียน เพราะโรงเรียนสาธิตสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาซึ่งการจะนำเงินไปมอบให้โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานมีขั้นตอนมากมาย
รศ.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานกรรมการดำเนินงานโครงการศึกษานานาชาติในโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า ปีนี้ตรงกับการฉลองครบรอบ 25 ปี ของการจัดตั้งโครงการนานาชาติ จึงได้เชิญชวนผู้ปกครองร่วมบริจาคสิทธิ์ค่าเครื่องแบบนักเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียน ในโครงการเรียนฟรี 15 ปี ที่ได้รับจัดสรรจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ด้วยความสมัครใจตามระเบียบของโครงการฯ เพื่อนำไปสนับสนุนความเสมอภาคและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษตามรายชื่อของกสศ.
เพราะเชื่อว่ากองทุน กสศ. จะช่วยให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เด็กและผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่า เงินบริจาคจะถูกนำไปช่วยเด็กยากจนด้อยโอกาสในแต่ละพื้นที่ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง และยังสามารถติดตามผลการช่วยเหลือเป็นรายบุคคลได้อย่างต่อเนื่อง”

นอกเหนือจากนักเรียนได้เรียนรู้การให้ และการแบ่งปันจากโครงการดังกล่าวแล้วรศ.ดารณีกล่าวต่อว่าทางโรงเรียนยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ร่วมกลุ่มสร้างกิจกรรมเพื่อรณรงค์และหาเงินเข้าร่วมโครงการ ทำให้เกิดการเรียนรู้การทำงานเป็นทีม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทักษะการสื่อสาร และที่สำคัญทำให้เขาเป็นคนมีน้ำใจ พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น หรือผู้ที่ด้อยโอกาสมากขึ้น
โดยในปีการศึกษา 2562 ภาคเรียนที่ 1 มีผู้ปกครองกว่า 90% จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 400 คน ยินดีร่วมบริจาคเงินในส่วนดังกล่าวเข้าร่วมกองทุน กสศ. เป็นเงินกว่า 150,000 บาท โดยโครงการบริจาคเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนมาให้กับนักเรียนยากจนพิเศษของ กสศ. มีเป้าหมายสำคัญที่โรงเรียนต้องการสร้างจิตสำนึกของการแบ่งปัน การให้ และการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้เด็กสาธิตเกษตรมีจิตใจอ่อนโยน พร้อมแบ่งปันในเรื่องต่างๆ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเงินเท่านั้น
ด.ญ.มณีญาดา ลีฬหานาจ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตแห่ง มก.กล่าวว่าที่ผ่านมาได้มีโอกาสบริจาคเงิน สิ่งของให้แก่ผู้อื่น แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่าเงินที่บริจาคนั้นจะไปช่วยเหลือผู้ที่ขาดโอกาส ช่วยเหลือผู้ที่ไม่ได้เรียนเพราะความยากจนอย่างแท้จริง เพราะการเรียนเป็นสิ่งสำคัญและอยากให้ทุกคนมีโอกาสเรียนหนังสือเหมือนพวกเรา จะได้มีความรู้ นำความรู้ที่ได้ไปสานต่อ เมื่อเรียนจบจะได้มีงานทำดีๆ เช่น เป็นคุณหมอ ตำรวจ นักธุรกิจ ฯลฯ รวมถึงคนในครอบครัวจะได้มีความสุข สบายใจไปด้วย การเรียนจะทำให้เขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้น และทุกๆ ภาคเรียนจะบอกคุณแม่ให้บริจาคเงินช่วยเหลือมาตลอด
เช่นเดียวกับด.ช.ณัฐธัญ  ราชพลสิทธิ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตแห่ง มก. กล่าวว่า การให้คนที่เขาขาดโอกาสเป็นสิ่งที่ดีที่จะได้แบ่งปัน อย่างน้อยเพื่อให้เขามีชีวิตที่สบายขึ้น ได้เอาไปเรียนหนังสือ พอมีความรู้ความสามารถเขาก็จะนำไปประกอบอาชีพ เลี้ยงดูครอบครัวได้ ซึ่งเชื่อว่าอาวุธของมนุษย์ที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้ จึงอยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมแบ่งปันให้กับคนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ซึ่งตนเองและครอบครัวก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมบริจาคมาโดยตลอด

สำหรับโครงการศึกษานานาชาติในโรงเรียนสาธิตมก. ได้มีการจัดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2537 โดยมีภารกิจหลักในการทำให้นักเรียนมีหลักสูตรนวัตกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาตอบสนองทางวิชาการและศักยภาพส่วนบุคคลของแต่ละคน เพื่อจะเป็นจริยธรรมพลเมืองโลกห่วงใยสังคม และสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ภายใต้การเติบโตในสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมไทย ดังนั้น นักเรียนของเราจะมีภูมิปัญญา มีความอดทน ความมั่นคง มีคุณธรรมและรู้จักการส่งต่อเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ไม่ใช่เพียงเก่งเฉพาะวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นทั้งคนเก่ง คนดี และมีน้ำใจพร้อมช่วยเหลือผู้อื่นร่วมด้วย

หลักสูตรการเรียนการสอนจะเน้นให้เด็กได้รู้จักศักยภาพของตนเอง โดยจะเรียนรู้เป็นภาษาอังกฤษในทุกวิชาจากอาจารย์เจ้าของภาษา ยกเว้นวิชาภาษาไทยและสังคมที่เรียนกับอาจารย์คนไทย เพื่อให้เด็กทุกคนต้องเรียนวิชาภาษาไทย วัฒนธรรมไทย รวมถึงเด็กทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรส่งเสริมคุณค่าความเป็นไทยร่วมกับนักเรียนหลักสูตรปกติ
นอกจากนั้นนักเรียนต้องเรียนพหุปัญญา (MI) ผ่านการวิจัยและการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่องหนึ่งในโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการดำเนินการในสาธิตเกษตร IP เป็นเกี่ยวกับการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียน (EI) และต้องทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพราะการใช้ชีวิตในความเป็นจริงจะเป็นคนเก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นคนดี นึกถึงผู้อื่นร่วมด้วย

เติมทักษะภาษาสร้างเกราะคุ้มกันเด็กไทยยุค 4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/417115?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เติมทักษะภาษาสร้างเกราะคุ้มกันเด็กไทยยุค 4.0

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ภาษา,การศึกษา,ไทยแลนด์ 40
เปิดอ่าน 283 ครั้ง

สพฐ.เดินหน้าเติมทักษะภาษา และเทคโนโลยี สร้างเกราะคุ้มกันเด็กไทยยุค 4.0 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เน้นย้ำ

17 กุมภาพันธ์ 2563 ความท้าทายที่มาพร้อมกับความก้าวหน้าทางสังคม โดยมีเทคโนโลยีและการสื่อสารเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4.0 จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับร่วมมือกันในทุกภาคส่วนเพื่อแสวงหาแนวทางรับมือและวางแผนป้องกันผลกระทบอันเกิดการจากการเป็นยุคแห่ง Disruption

ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเด็กเอง ภายใต้สิ่งแวดล้อมสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยครูจะต้องเป็นผู้นำในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ภาพในอดีตเป็นภาพของคุณครูบ่มเพาะสั่งสอน บอกกล่าว แต่วันนี้เด็กต้องค้นหาองค์ความรู้เองโดยมีครูเป็นผู้จัดการหรือเป็นโค้ชหากเราจัดการกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างครอบคลุม

เด็กเรียนสามารถรู้ได้ตามศักยภาพของเขา เด็กเรียนรู้ได้ตามสิ่งแวดล้อมที่แวดล้อมตัวเขา เด็กจะสามารถเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก สังคมปัจจุบัน สังคมเชิงพื้นที่ ซึ่งก็คือภาพรวมของประเทศที่มีอยู่ การเรียนรู้วันนี้สิ่งสำคัญคือการที่จะต้องจูงใจและเรียนรู้ร่วมกัน จะต้องส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย ภาพการเรียนรู้วันนี้คุณครูและโรงเรียนต้องปรับตัวเพื่อที่จะก้าวไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งสู่การพัฒนาศักยภาพของบุคคลที่มีอยู่อย่างเต็มศักยภาพต่อไป”

สิ่งที่คาดหวังอันดับแรกคือเรื่องของทักษะวิชาการ เราเข้าถึงผู้เรียนเพื่อประเมินว่าเขามีความพร้อมด้านไหน วิชาการของผมไม่ใช่วิชาการในเรื่องการเรียน ภาษาไทย สังคม วิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ แต่วิชาการของผมคือการเรียนทุกศาสตร์สาขา แม้กระทั่งเรื่องของดนตรี กีฬา ศิลปะ หรือวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของทักษะอาชีพ วิชาการในเรื่องของทักษะชีวิต รวมไปถึงการเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่มากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เช่นคอมพิวเตอร์ Social Media นวัตกรรมต่างๆ

ดังนั้นการที่จะ Balance หรือสร้างสมดุลด้านการเรียนรู้ได้นั้น นักเรียนต้องสามารถเรียนรู้จากทั้งในห้องและนอกห้อง ประยุกต์ ผสมผสาน เชื่อมโยงสิ่งต่างๆในโลกใบนี้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ทักษะชีวิตบูรณาการเรียนรู้ได้ คนที่เรียนไม่เก่งด้านนี้ก็สามารถเอาดีโดยใช้ทักษะหรือศักยภาพด้านอื่นของเขาได้ ต้องมอบโอกาสให้กับทุกคน ยอมรับในศักยภาพความแตกต่างของแต่ละบุคคลแล้วชี้แนะให้เขาสามารถไปต่อได้ ต้องเติมเต็มซึ่งกันและกัน คำว่าวิชาการ ทักษะชีวิต ต้องอยู่ด้วยกัน ไม่สามารถจะแยกจากกันได้ สองสิ่งนี้หากเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลถึงการมีทักษะอาชีพที่ดีต่อไปในอนาคต

ยอมรับว่าโลกทุกวันนี้เป็นโลกของการเปลี่ยนแปลง Disruption ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบตามมามากมาย จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในมิติด้านต่างๆแต่เหนือสิ่งอื่นใด “ความเป็นไทย” คือสิ่งที่ต้องเน้นย้ำและสร้างความตระหนักรู้ในหมู่เด็กเยาวชนไทย

ดร.อำนาจ กล่าวต่อว่า พลวัตของโลกสมัยใหม่ทำให้ทุกอย่างรวดเร็ว สะดวกสบายขึ้นก็จริง แต่เราต้องไม่ลืมรากเหง้า ตัวตนของเรา ประเทศไทยมีมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่ดีงาม ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ทั้งนี้เช่น การไหว้ ความโอบอ้อมอารี เรามีวัฒนธรรมอันดีงาม มีภาษาเป็นของเราเอง ซึ่งเหล่านี้จะต้องคงอยู่กับคนไทยตลอดไป แต่คงไม่ปฏิเสธการไหลบ่าเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติ อันเกิดจากเทคโนโลยี การสื่อสารต่างๆสิ่งที่เราต้องชี้ให้เด็กของเราเห็นคือ ความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันจากทั่วทุกมุมโลกผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ และเราต้องรักษาอัตลักษณ์ของเราเอาไว้ให้ได้ เรียนรู้ที่จะยอมรับและอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง หลากหลายอย่างเข้าใจ

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องพัฒนาด้านทักษะภาษาของเราให้ดียิ่งขึ้น การเกิดขึ้นของภาษาดิจิทัล ภาษาคอมพิวเตอร์ ที่มาเร็วและแรง เราต้องใช้ทักษะทุกด้านเพื่อหลอมรวมองค์ความรู้ที่มี สร้างจุดยืนที่เด่นชัดของเราความเป็นไทยของเรา ทักษะด้านเทคโนโลยี ทักษะด้านการสื่อสารสากลต้องเท่าทันยุค Globalization บทบาทของชาติผู้นำโลกเราต้องรู้เท่าทัน และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึง แต่ในขณะเดียวกันค่านิยมความเป็นไทยเราก็ต้องไม่ทิ้ง

ว่าที่ร้อยตรี ดร. ทวีศักดิ์ นามศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต ๑ ประธานคณะกรรมการจัดงาน การแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ ครั้งที่ 69 ปีการศึกษา 2562 จังหวัดศรีสะเกษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เห็นว่า เทคโนโลยียุค 4.0 ช่วยลดความเหลื่อมล้ำปูทางสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา

นโยบายรัฐบาล คือการมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ยุค 4.0 ให้ได้ภายใน 20 ปี ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน รัฐบาลจึงได้ผลักดันส่งเสริมให้ลูกหลานของเรามีอาชีพสุจริต ส่งเสริมการศึกษาเพื่อการมีงานทำ จัดการศึกษาเพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ ขณะเดียวกันก็ยังต้องสร้างความภาคภูมิใจในภูมิปัญญา มรดกทางศิลปวัฒนธรรมประเพณีของแผ่นดินเกิดเพื่ออนุรักษ์สืบสานไปยังอนุชนรุ่นหลังด้วย

จากที่ได้เรียนรู้จากงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติในหลายครั้ง บางรายการที่เด็กจากพื้นที่รอบนอกสามารถชนะเด็กในเมืองได้ ก็สะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำนั้นค่อย ๆ ลดลงไป ไม่ว่าจะอยู่ในชนบทเราก็มีครูดี มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดี มีอุปกรณ์ที่ดีมีผู้สนับสนุนที่ดี เทียบเคียงกับในเมือง การเข้าถึงเทคโนโลยีเช่นอินเตอร์เน็ต ก็ทำได้ไม่ต่างกัน เห็นได้จากการได้พูดคุยกับเด็กนักเรียนที่เข้าแข่งขันที่ต่างสืบค้นข้อมูลผ่านช่องทางนี้มากขึ้น

เขาได้เห็นตัวอย่างผลงาน เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ แล้วนำมาสอบถามครูในห้องเรียน ครูก็ต้องเร่งปรับตัวเพิ่มพูนความรู้ไปพร้อมๆ กัน เห็นได้ว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นผู้บริหารการศึกษาก็ต้องรู้ให้เท่าทัน ส่งเสริมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ รู้เท่าทันคุณและโทษของเทคโนโลยีในแง่มุมต่างๆ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาผนวกกับขนบธรรมเนียมประเพณีเพื่อการสื่อสะท้อนอย่างสร้างสรรค์ จุดนี้จะเป็นหนึ่งกิจกรรม หนึ่งช่องทางที่ลดความเหลื่อมล้ำเกิดความเท่าเทียมได้