3 พฤติกรรมวัยรุ่นไทย ไม่ต้องการจากแฟน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/416515?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

3 พฤติกรรมวัยรุ่นไทย ไม่ต้องการจากแฟน

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:20 น.
เทศกาลวาเลนไทน์,วัยรุ่น,3 พฤติกรรมวัยรุ่นไทย ไม่ต้องการจากแฟน
เปิดอ่าน 137 ครั้ง

3 พฤติกรรมวัยรุ่นไทย ไม่ต้องการจากแฟน โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

 วาเลนไทน์ 2563 วัยรุ่น 38.26% มีนิยามความรักคือความเข้าใจ 21.2% เลือกแฟน/คู่รักที่นิสัยใจคอ เข้ากันได้ ส่วนพฤติกรรมที่ไม่ชอบในแฟน 3 อันดับแรก ใช้ความรุนแรง ดื่มเหล้า ใช้สารเสพติด ของขวัญวันเลนไทน์ที่อยากได้ ชวนกันรักสุขภาพ ออกกำลังกายละของมึนเมา

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ กลุ่มเยาวชนจากเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน เครือข่ายปกป้องเด็กและเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคม ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กว่า 100 คน จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในโอกาสวันวาเลนไทน์ 2563 ภายใต้แนวคิด “Love Me, Love Your” ที่เกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมค่านิยมเชิงบวก สร้างสรรค์ความรักในวัยรุ่น ซึ่งตลอดหลายปี สสส.ได้สนับสนุนรณรงค์ให้เยาวชนห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ การพนันและยาเสพติดทุกชนิด ใช้ชีวิตอย่างมีสติ และหันมาดูแลตัวเอง ออกกำลังกายรักษาสุขภาพ

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่าเทศกาลวันแห่งความรักที่จะถึงนี้ อยากให้วัยรุ่นยุคใหม่ หากรักแฟนก็ต้องรักตัวเองด้วย อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ลดละเลิกเพื่อเป็นของขวัญให้แก่ตัวเองและคนที่เรารัก ชวนกันมาออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เป็นความรักอย่างสร้างสรรค์และมีคุณค่ามากกว่าการให้สิ่งของราคาแพง เพราะยิ่งเราเปลี่ยนแปลงดูแลตัวเองด้วยมากเท่าไร ยิ่งทำให้เรามีชีวิตอยู่เคียงข้างคนที่เรารักได้นานมากขึ้นเท่านั้น ข้อสำคัญคือการให้กำลังใจ ไม่ต่อว่าตำหนิ ประชดประชัน การกล่าวชื่นชม แสดงความรักความภูมิใจเป็นสิ่งที่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าความรักเป็นส่วนสำคัญสำหรับการเลิกเหล้า เลิกสิ่งมอมเมาอย่างมาก จากข้อมูลจะเห็นว่า วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่เลือกคนที่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่มาเป็นแฟน หรือถ้าดื่มและสูบเมื่อแฟนขอให้เลิกก็จะต้องเลิก เพราะไม่ดีต่อสุขภาพไม่อยากคนรักให้เจ็บป่วย อยากให้อยู่กันไปนานๆ หรือบ่อยครั้งที่ต้องทะเลาะกันก็มีโอกาสใช้ความรุนแรงเพราะปัญหาเหล้า สูบบุหรี่ ติดพนัน หรือยาเสพติด

ขณะเดียวกันในงานนี้ได้มีการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของคู่รักต่อประเด็นวันวาเลนไทน์ โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,500 ราย อายุ 15-23 ปี ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล แบ่งเป็นผู้หญิง 50.81% ผู้ชาย 37.46% เพศทางเลือก 11.73% พบว่า พบกลุ่มตัวอย่าง 1 ใน 3 หรือ 38.26% มองนิยามของความรักว่า ความรักคือความเข้าใจ 17.81% รักทำให้เปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีขึ้น 13.4% รักคือการให้ 12.4% รักคือสิ่งสวยงาม 9.4% อกหักดีกว่ารักไม่เป็น 5.93% รักคือการครอบครอง และ 2.8% อื่นๆ เช่น รักไม่มีนิยาม/อธิบายไม่ได้ รักคือความอดทน รักคือการเห็นคนที่รักมีความสุข

นอกจากนั้น กลุ่มตัวอย่างยังระบุว่า หากให้เลือกแฟน/คู่รัก 21.2% จะเลือกที่นิสัยใจคอ เข้ากันได้ 18.55% เทคแคร์ดูแลเอาใจใส่ 17.66% หน้าที่การงานดี/มีความมั่นคงในชีวิต 12.26% หน้าตา/บุคลิกดี 11.93% พฤติกรรม(ไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ไม่ใช้สารเสพติด) 7.8% ฐานะดี 6.2% ตามใจในทุกๆ เรื่อง และ 4.4% อื่นๆ เช่น แม่ของเขา คนที่ทนเราได้ เลือกด้วยหัวใจ

น.ส.ปาลิณี ต่างสี ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ กล่าวว่า พฤติกรรมของแฟนที่กลุ่มตัวอย่างระบุว่าไม่ชอบในลำดับต้น คือ 16.68% ใช้ความรุนแรง 16.29% ดื่มเหล้า 14.03% ใช้สารเสพติด 12.38% เล่นการพนัน 9.80% เจ้าชู้ 8.23% สูบบุหรี่ 7.94% โกหก 5.62% ลามก 3.22% ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย 2.55% พูดจาหยาบคาย

“คู่รักส่วนใหญ่ 69.29% มองว่าพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สุ่มเสี่ยงกับการมีเพศสัมพันธ์ อีกทั้ง 47.2% ยังไม่เห็นด้วยหากจะใช้โอกาสวันวาเลนไทน์เพื่อขอมีเพศสัมพันธ์ และเมื่อถามว่า วาเลนไทน์ปีนี้ อยากได้อะไรเป็นของขวัญ 27.8% การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแล ตัวเอง เช่น เลิกเหล้าเลิกบุหรี่ ยาเสพติดออกกำลังกาย 25% ของใช้ เช่น โทรศัพท์ นาฬิกา เป็นต้น 17.66% ดอกไม้, ช็อกโกแลต และ 14.66% อื่นๆ เช่น เครื่องสำอาง รถยนต์ ของกิน” น.ส.ปาลิณี กล่าว

ส่วนกิจกรรมที่จะทำกับคู่รักในวันวาเลนไทน์ คือ 19.86% กินข้าวด้วยกัน 19.26% ดูหนัง ฟังเพลง 15.53% เที่ยวต่างจังหวัด 13.13% สังสรรค์/ปาร์ตี้ 11.86% มีเซ็กส์ 11.8% ทำบุญ และ 8.56% เริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ยุ่งเกี่ยวอบายมุข หันมาออกกำลังกาย รักสุขภาพ ส่วนกิจกรรมที่ทำกับแฟนหรือคู่รัก คิดว่า 47.64% เวลาอยู่กับครอบครัว 41.26% ออกกำลังกาย 8.72% เลี้ยงอาหารกลางวันให้เด็ก และ 2.38% อื่นๆ เช่น ไปเรียนทำอาหาร เล่นดนตรี เที่ยวต่างประเทศ

     รักในวัยเรียน
น.ส.วศิณี สนแสบ และนายอนุชา เอี่ยมสี คู่รักมหาวิทยาลัย กล่าวว่า เป็นแฟนกันมา 8 ปี ตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยที่พ่อแม่ทั้งสองครอบครัวรับทราบ และการเป็นแฟนกันจะชวนกันเรียนหนังสือ ชวนกันทำกิจกรรมดีๆ ออกกำลังกาย ทัศนคติความรักของพวกเขามีความเหมือนกันคือ ช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน และทำให้อีกฝ่ายมีคุณภาพชีวิต มีชีวิตที่ดีขึ้น

ในยุคปัจจุบันการมีแฟนในวัยเรียนเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่สิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้นแก่คู่รักทุกคู่ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน และการดูแลตัวเอง ส่วนเรื่องการมีเพศสัมพันธ์นั้นต้องยอมรับว่ายิ่งห้ามอาจจะเหมือนยิ่งยุ ยิ่งทำให้เด็กแอบไปทำ ควรมีการสอนให้เด็กเข้าใจ มีความรู้เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์อย่างถูกวิธี การดูแลป้องกันตัวเอง

“ตอนนี้ไม่ว่าจะเทศกาลอะไรเด็กก็มีเพศสัมพันธ์กันได้ และการห้ามเด็กมีแฟนคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจลูกวัยรุ่น ต้องรู้จักแฟนลูก อย่าไปปิดกั้นเขา ให้เขาเห็นพ่อแม่เหมือนเพื่อนที่มีอะไรก็สามารถปรึกษา ให้คำแนะนำเขาได้ และสอนให้เขามองความรักเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดูแลกัน ชวนกันเรียน ชวนกันทำกิจกรรม” น.ส.วศิณี กล่าว

ในเทศกาลวาเลนไทน์ พฤติกรรมที่จะเสียตัวในวันนี้น่าจะมีน้อยลง เพราะเด็กไม่จำเป็นต้องมีวันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกคนที่จะใช้วันนี้เป็นโอกาสในการมีเพศสัมพันธ์ ขอให้นึกถึงการกระทำ ผลที่จะเกิดขึ้นว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป และกิจกรรมที่จะทำในวาเลนไทน์มีเยอะมาก ไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์กัน อาจชวนไปออกกำลังกาย ไปกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง หรือใช้เวลาอยู่กับครอบครัวก็ได้ เพราะวันแห่งความรักไม่จำเป็นต้องอยู่กับคู่รักหรือแฟนเสมอไป

น.ส.ภัทรธิรา ลีลเศรษฐพร และนายอธิวัฒน์ อภิเลิศรุ่งรัตน์ คู่รักที่เปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยความรัก จากที่ชอบสังสรรค์ ดื่มหนัก มีโรคประจำตัว ผนังหัวใจรั่วตั้งแต่เกิด แต่เมื่อมีแฟนเป็นนักวิ่ง รักสุขภาพชอบออกกำลังกาย ไม่ดื่มเหล้า ชวนให้ออกไปวิ่ง จาก 3  กิโล เป็น 4 กิโล ขยับเป็นมินิฮาล์ฟมาราธอน

“ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ที่แฟนมีให้เรา ทำให้การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป หันมารักสุขภาพ ออกกำลังกายแทนการดื่มเหล้า ได้สุขภาพที่ดีกลับคืนมา หุ่นเฟิร์มรูปร่างดีขึ้น มีเวลาให้กัน ได้อยู่ด้วยกันมากขึ้น ปาร์ตี้ลดลงไปเยอะ เอาเวลาไปวอร์มร่างกายเพื่อไปวิ่งดีกว่า และชวนคนรอบข้างเพื่อนๆ ออกมาวิ่ง ซึ่งวาเลนไทน์ปีนี้อยากฝากถึงคู่รักหลายๆ คู่ให้มองมุมใหม่ หันมารักสุขภาพ แลกเปลี่ยนสิ่งดีๆ ให้กัน ทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ รองเท้าแค่ 1 คู่ แลกกับสุขภาพที่ดีกลับมามันคุ้มค่ามาก” น.ส.ภัทรธิรา กล่าว

วิศวะฯ มหิดล เปิด 3 นวัตกรรม รับมือไวรัสโคโรน่า และภัยพิบัติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/416342?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

วิศวะฯ มหิดล เปิด 3 นวัตกรรม รับมือไวรัสโคโรน่า และภัยพิบัติ

12 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:46 น.
โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่,หุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะ
เปิดอ่าน 254 ครั้ง

วิศวะฯ มหิดล เปิด 3 นวัตกรรม รับมือไวรัสโคโรน่า และภัยพิบัติ โดย… ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

จากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่แพร่ระบาดในประเทศจีนและอีก 27 ประเทศทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจ โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 พบผู้ติดเชื้อในไทยสะสม 33 ราย ประเด็นที่ตามมาคือ ความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ ข่าวปลอมต่างๆ ที่มักพบเห็นได้บ่อยเมื่อมีประเด็นเกิดในสังคม

ล่าสุด คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิด 3 นวัตกรรม ได้แก่ 1.หุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะ Doctosight สำหรับการวินิจฉัยและรักษาผ่านระบบโทรเวช (Telemedecine) 2.ถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในการป้องกันเชื้อโรคและสารเคมี และ 3.ระบบ AI คัดกรองข่าวปลอมในเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรน่า เพื่อรับมือไวรัสโคโรนาและภัยพิบัติจากสารเคมี หรือกัมมันตรังสี ทั้งในสถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคต

 หุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะ
รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในงานแถลงข่าวเปิด 3 นวัตกรรม รับมือไวรัสโคโรน่าและภัยพิบัติ ถึงที่มาของนวัตกรรมหุ่นยนต์ว่า งานวิจัยเรื่องหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ทั้งผ่าตัด ฟื้นฟู และช่วยบริการอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาลมากว่า 15 ปี ขณะที่ประเทศไทยมีปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ มีอัตราส่วนจำนวนบุคลากรทางด้านการแพทย์ต่อประชากรทั้งหมดค่อนข้างต่ำ เฉลี่ย 0.393 คนต่อประชากร 1,000 คน โดยเฉพาะในวิกฤติไวรัสโคโรน่า ย่อมต้องการนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาแบ่งเบาภาระแพทย์ พยาบาล ตลอดจนมุ่งพัฒนายกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศ

“การที่บุคลากรทางการแพทย์เข้าไปพูดคุยกับผู้ติดเชื้อ มีความเสี่ยงในการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการคิดค้น การพัฒนาหุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะ Doctosight สำหรับการวินิจฉัยและรักษาผ่านระบบโทรเวช (Telemedecine) จะช่วยให้แพทย์และบุคลากรไม่ต้องเข้าใกล้หรือสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ”

จุดเด่นของหุ่นยนต์ คือ ทำงานร่วมกันได้มากกว่าหนึ่งตัว สามารถควบคุมได้ผ่านแอพพลิเคชั่น สื่อสารได้ทั้งระยะใกล้และระยะไกล สามารถขนส่งยาภายในโรงพยาบาลได้ ถูกออกแบบให้ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดสัญญาณชีพต่างๆ ทั้งอุณหภูมิความร้อน และการวัดอื่นๆ ซึ่งสามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้ เคลื่อนที่หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ เข้าเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงได้โดยไม่จำเป็นเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมาที่หน้าคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 3 ตัว รวมถึงมีการหารือร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลรามาธิบดี ในการพัฒนาศักยภาพเพื่อใช้ในโรงพยาบาลในอนาคต ซึ่งหากหน่วยงานอื่นๆ สนใจ สามารถทำเพิ่มได้ในจำนวนมาก

          ถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย
ขณะเดียวกัน การขนย้ายผู้ป่วยในสถานการณ์อุบัติภัยโรคระบาด สารเคมีหรือสารกัมมันตรังสี สำคัญมาก เนื่องจากสามารถส่งผลอันตรายต่อผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง กรณีไวรัสโคโรนา ผู้ติดเชื้อสามารถส่งผ่านเชื้อไปยังแพทย์พยาบาลหรือผู้ที่ช่วยเหลือได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยต่อผู้ที่ช่วยเหลือ หากต้องมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อจากจุดอันตรายไปยังที่ที่ปลอดภัย

 รศ.ดร.จักรกฤษณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาเราได้ผสานความร่วมมือการวิจัยกับสำนักวิจัยทหารอากาศราว 2 ปีก่อน ในการพัฒนาถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 1.ถุงเคลื่อนย้ายแบบ Negative Pressure Bag : NPB สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อ ป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อสู่ผู้อื่น และ 2.ถุงแบบ Positive Pressure Bag : PPB สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่มีเชื้อ แต่อยู่ในพื้นที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยถ่ายเทอากาศออกไปด้านนอก ใช้ในสถานการณ์ที่สิ่งแวดล้อมรอบด้านเป็นพิษ จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในถุงที่ปลอดภัย และปรับความดันภายในถุงให้เป็นบวก ดังนั้น อากาศภายนอกจะเข้าไปข้างในไม่ได้

โดยวัสดุห่อหุ้ม แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนผ้าใบห่อหุ้มด้านล่างและส่วนพลาสติกใสในการห่อหุ้มตัวโครงสร้างด้านบนทั้งหมด ถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมีขนาดมาตรฐาน ประมาณ 60x200x70 ซม. มีที่จับสามารถขนย้ายผู้ป่วยได้สะดวก ปลอดภัยและติดตั้งระบบกรองและถ่ายเทอากาศ รวมถึงปรับความดัน นอกจากนี้ ยังมีช่องทางที่เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงผู้ป่วยที่อยู่ด้านในได้ เพิ่มความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ได้

“ตอนทำวิจัยเน้นทั้ง 2 สถานการณ์ คือ เมื่อพบไวรัส และสงครามชีวภาพ ซึ่งมีทั้งหมด 2 ชุด มอบให้ทหารอากาศนำไปทดสอบ เชื่อว่ามีศักยภาพ สามารถพัฒนาได้ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้อย่างรวดเร็วและทันที เพราะตอนนี้มีความรู้อยู่ในมือ องค์ประกอบต่างๆ สามารถสร้าง ประดิษฐ์ขึ้นมา สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องในระดับทางการทหาร เพื่อการป้องกันด้านชีวภาพ ตามมาตรฐานความต้องการการขนส่งผู้ป่วยติดเชื้อ” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว

      เอไอคัดกรองข่าวปลอม
ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หรือ Anti-Fake News Center Thailand ขึ้น เพื่อเผยแพร่ข่าวสารที่มีข้อเท็จจริง แต่ล่าสุด จากการมอนิเตอร์และรับแจ้งเรื่องเกี่ยวกับประเด็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ระหว่างวันที่ 25-29 มกราคม 2563 พบว่า มีจำนวนข้อความที่แจ้งเข้ามากว่า 7,587 ข้อความ แต่มีจำนวนที่ต้องตรวจสอบยืนยัน (Verify) 160 ข้อความ โดยพบว่ามีข่าวที่เกี่ยวข้องโดยตรง 26 เรื่อง แบ่งเป็น ข่าวปลอม 22 เรื่อง และข่าวจริง 4 เรื่อง เท่านั้น

นำมาซึ่งการคิดค้นนวัตกรรม ระบบ AI คัดกรองข่าวปลอมในเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 โดย ดร.สุเมธ ยืนยง ร่วมกับ ผศ.ดร.นริศ หนูหอม และ ดร.กลกรณ์ วงศ์ภาติกะเสรี อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ดร.กลกรณ์ วงศ์ภาติกะเสรี กล่าวว่า ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของคนไทย ไม่ได้รับข่าวสารทางโทรทัศน์อย่างเดียวแต่รับทางโซเชียลมีเดียที่มีความหลากลายด้านเนื้อหา ข้อเท็จจริง ความคิดเห็นส่วนตัว หรือข่าวปลอม การแชร์ข้อมูลต่างๆ หลายครั้งขาดการคัดกรอง ทำให้ข่าวกรองแพร่กระจายรวดเร็วกว่าไวรัส นำมาซึ่งการนำเอไอมาคัดกรองเบื้องต้น

ดร.สุเมธ ยืนยง หัวหน้าโครงการระบบเอไอคัดกรองข่าวปลอมฯ กล่าวเสริมว่า ภาพรวมการทำงานของระบบ พยายามทำเว็บไซต์โดยออกแบบให้ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก เพื่อให้คนที่ต้องการตรวจสอบ สามารถก๊อปข้อความที่ต้องสงสัยลงไปในหน้าต่างของหน้าเว็บ เพื่อเปรียบเทียบกับคลังข้อมูล หากไม่ตรงกันก็ต้องสงสัยว่าเป็นข่าวปลอม

กรณีค้นพบข้อความที่ต้องสงสัยจะมีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ ในกรณีระบบไม่ชัวร์ ผู้ใช้สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ด้วยตัวเองอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งระบบได้รวบรวมไว้ให้ จุดเด่นคือ สามารถตรวจสอบข้อความได้ในปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็วและไม่ใช่แค่ข้อมูลไวรัสโคโรนjาอย่างเดียว แต่ยังสามารถตรวจสอบข้อมูลอื่นได้อีกด้วย ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาหลังจากนี้ 1 เดือน

“สำหรับในตอนนี้ใช้ได้กับข้อความที่เป็นตัวหนังสือเท่านั้น ยังไม่รวมคลิป ภาพ วิดีโอ หรือตัวหนังสือในภาพ โดยในระยะยาว จะขยายไปให้ตรวจสอบเหล่านั้นได้ รวมถึงครอบคลุมข่าวปลอมอื่นๆ คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ คำว่าเช็กก่อนแชร์ก็จะมีคนทำตามมากขึ้น” ดร.สุเมธ กล่าว ​

สร้างครูโค้ดดิ้งเพิ่มบุคลากรไอที ป้อนตลาดแรงงานยุคดิจิทัล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/416133?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สร้างครูโค้ดดิ้งเพิ่มบุคลากรไอที  ป้อนตลาดแรงงานยุคดิจิทัล

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:20 น.
โค้ดดิ้ง,ทักษณะคอมพิวเตอร์,ครู,ตลาดแรงงานยุคดิจิทัล
เปิดอ่าน 151 ครั้ง

สร้างครูโค้ดดิ้งเพิ่มบุคลากรไอที  ป้อนตลาดแรงงานยุคดิจิทัล โดย…   คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com

เทรนด์โลกในปัจจุบันที่ต้องจับตามองที่จะส่งผลต่อตลาดแรงงานในอนาคตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มาจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) การใช้ บิ๊กดาต้า และคลาวด์ ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยจากรายงานของ World Economic Forum (WEF) คาดว่าภายในปี 2565 สัดส่วนการทำงานร่วมกันของมนุษย์และเครื่องจักรหรือระบบอัลกอริทึม จะอยู่ที่มนุษย์ 58% เครื่องจักร 42% ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโลกการทำงานต้องการคนทำงานที่มีทักษะชุดใหม่โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรมและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยทักษะด้านการโค้ดดิ้งจัดเป็น 1 ใน 10 ที่ต้องการสูงสุดระดับประเทศและระดับโลก

ทั้งนี้ทักษะด้านไอทีและดิจิทัลมีส่วนสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับระบบการทำงานเพื่อการยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ ความต้องการบุคลากรด้านไอทีจึงมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและยังเป็นอาชีพที่ขาดแคลนในตลาดแรงงานอย่างมาก ในสหรัฐอเมริกาพบการจ้างงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับสายงานไอทีมีแนวโน้มโตขึ้น 13% จากปี 2559-2569 เพิ่มขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยของทุกอาชีพ
โดยจะมุ่งเน้นไปที่ cloud computing, big data, and information security คาดในปี 2566 ทั่วโลกจะเผชิญกับปัญหาขาดแคลนบุคลากรไอทีกว่า 2 ล้านตำแหน่ง อีกทั้งการทรานสฟอร์มองค์กรเป็นสิ่งที่หลายหน่วยงานกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือทักษะของบุคคลในองค์กรที่จำเป็นต้องถูกพัฒนาให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

จากรายงานของ World Economic Forum: The Future of Jobs Report 2018 นั้น เปิดเผยในภาพรวมว่า ประมาณ 49% ของการฝึกงานของนิสิตนักศึกษาเกิดขึ้นภายในองค์กรและเป็นโอกาสที่ดีที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากการทำงานจริงและจากผู้เชี่ยวชาญในสายงานนั้นๆ เพื่อเพิ่มทักษะก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต

แนวโน้มดังกล่าวชี้ชัดให้เห็นถึงความสำคัญของทักษะการทำงานในอนาคตของตลาดแรงงานที่มีความต้องการจากตลาดสูงสุด กลุ่มบริษัทซีดีจี ผู้ก่อตั้งโครงการ CDG Code Their Dreams ร่วมมือกับภาควิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ จัดทำโครงการ “CDG Code Their Dreams:Public Training” หลักสูตรการสอนทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการประยุกต์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์

โดยจะถ่ายทอดการเรียนการสอนด้านโค้ดดิ้งและทักษะด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่นๆ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และบุคคลทั่วไป เน้นการพัฒนาการเรียนรู้ด้านภาษาคอมพิวเตอร์และเตรียมความพร้อมเชิงดิจิทัล เพื่อนำไปใช้ในการเรียนการสอน และปูความพร้อมแก่นักศึกษาสามารถนำไปใช้ในการทำงานได้จริงรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต

ฐิติพงศ์ ธรรมวิสุทธิ์ นักศึกษาปริญญาโท หนึ่งในวิทยากรโครงการ CDG Code Their Dreams: Public Training เปิดมุมมองในฐานะผู้ถ่ายทอดการเรียนการสอนโค้ดดิ้งว่า ต้องยอมรับว่าคนในยุคนี้เกิดมาในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญของการใช้ชีวิต การพัฒนาศักยภาพและความรู้ รวมถึงกระบวนการคิด ให้สามารถออกแบบการทำงานและควบคุมการทำงานด้วยเทคโนโลยี หรือจำกัดความให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “คนยุคใหม่ต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มศักยภาพการทำงาน” ยิ่งเครื่องจักรพัฒนาเร็วเท่าไหร่ ยิ่งต้องปรับตัวให้เร็วขึ้นเท่านั้น

ฐิติพงศ์ ธรรมวิสุทธิ์

สิ่งสำคัญที่สุดในการปรับตัวคือ การปลี่ยนมุมมองที่มีต่อระบบอัตโนมัติเป็นเครื่องมือ หรือสิ่งที่เข้ามาช่วยสนับสนุนต่อยอดงาน รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ โดยการเรียนในครั้งนี้ได้หลักการคิดอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพจากการทเวิร์กช็อปไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจการป้อนคำสั่งด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ การเขียนโค้ดที่ถูกต้อง และการสร้างผลงานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ เช่น Scratch หรือ Thunkable ถือเป็นตัวฝึกฝนที่ดีสำหรับผู้เรียนหลักสูตรนี้
 จักรภัทธ จอมพันธ์ นักศึกษาปริญญาโท ผู้เข้าร่วมเป็นครูฝึกสอนของโครงการอีกรายหนึ่ง ร่วมแบ่งปันสิ่งที่ได้รับในมุมมองของผู้ถ่ายทอดว่า จากการได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้ฝึกสอนของโครงการ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และเทคนิคการสอนเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น รวมทั้งได้วิธีการถ่ายทอดความรู้เพื่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในรูปแบบที่ใหม่และแตกต่างกันในทุกครั้ง ซึ่งเกิดเป็นความภาคภูมิใจที่สามารถสร้างคนให้มีความรู้ในด้านโค้ดดิ้ง

จักรภัทธ จอมพันธ์

รวมทั้งได้ต่อยอดความรู้ด้านโค้ดดิ้ง สิ่งที่เห็นได้ชัดจากผู้เรียนคือทักษะการคิดอย่างเป็นตรรกะ คิดอย่างมีลำดับขั้นตอน ซึ่งสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันและในการทำงาน ซึ่งผู้เรียนเกือบ 100% สนใจที่จะเรียนเพิ่มเติมในคอร์สอื่นๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านโค้ดดิ้งให้มีความเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น ถือเป็นความสำเร็จของผู้ถ่ายทอด และของโครงการที่มีความตั้งใจที่จะผลิตเยาวชนไทยให้ก้าวทันต่อตลาดแรงงานโลก
ขณะที่ ผศ.ดร.กฤช สินธนะกุล หัวหน้าภาควิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม กล่าวว่า วัตถุประสงค์โครงการมุ่งเน้นปูพื้นฐานด้านโคดดิ้ง หรือการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ โดยจะถ่ายทอดการเรียนการสอนด้านโค้ดดิ้งให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และบุคคลทั่วไป โดยมีเป้าหมายให้ผู้ที่รับความรู้ สามารถนำไปถ่ายทอดต่อในการเรียนสอน

ผศ.ดร.กฤช สินธนะกุล

รวมทั้งปูความพร้อมแก่นักศึกษาเพื่อนำไปใช้ในการทำงานได้จริง อาทิ โปรแกรม Scratch, หุ่นยนต์ถอดประกอบ mBot, โปรแกรม Thunkable สำหรับสร้างแอพพลิเคชั่น, สติกเกอร์ไลน์ ในปีที่ผ่านมา และในปีนี้จะมีภาษาคอมพิวเตอร์ Python, วิธีการทำโมชั่นกราฟฟิก, วิธีการประดิษฐ์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้อินเทอร์เน็ตในการทำงาน IoT Smart Building เพิ่มเติมจากของปีที่แล้ว ทั้งหมดในปี 2563 นี้ ตั้งเป้ารวม 30 คอร์ส โดยจุดเด่นของหลักสูตรคือรูปแบบการเรียนการสอน ที่เข้าใจง่าย เป็นขั้นเป็นตอน มีกิจกรรมที่สามารถสร้างความเข้าใจ ทำตาม และเห็นผลจริง ประยุกต์ใช้ได้ สามารถถ่ายทอดต่อได้ ทำให้ในปีที่ผ่านมาโครงการได้สร้างครู อาจารย์ รวมถึงบุคลากรด้านโค้ดดิ้งเพิ่มมากกว่า 200 คน และคาดว่าในปีนี้จะมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอีกกว่า 1,000 คน

“หัวใจสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในยุคนี้คือการรู้เท่าทันเทคโนโลยีและต้องลงมือทำเองเป็น โดยการมีสมรรถนะในวิชาชีพนั้นๆ ให้ครบทั้ง 3 ด้าน คือ ความรู้ ทักษะ และเจตคติในอาชีพนั้นๆ โดยการเรียนด้านโค้ดดิ้งจะเข้าไปช่วยจุดประกายให้เกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล พัฒนาต่อยอดสิ่งต่างๆ ได้อย่างสร้างสรรค์ เนื่องจากแต่ละขั้นตอนในการเขียนโค้ด ผู้เรียนจะได้เรียนรู้กระบวนการวางแผน ฝึกกระบวนการคิดและลงมือทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีประสิทธิภาพ” ผศ.ดร.กฤช กล่าว

นาถ ลิ่วเจริญ

อย่างไรก็ตาม นายนาถ ลิ่วเจริญ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ซีดีจี ผู้ก่อตั้งโครงการ CDG Code Their Dreams กล่าวว่า แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อตลาดแรงงานทั้งในวันนี้และอนาคต มนุษย์ยังคงเป็นกุญแจสำคัญของการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ การยอมรับและตื่นตัว รวมถึงไม่นิ่งดูดายที่จะลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเองและร่วมมือกันพัฒนาเยาวชนไทยที่จะเป็นแรงงานในอนาคตให้เหนือกว่าเทคโนโลยี จะเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้เด็กไทยสามารถอยู่รอดได้ในยุคสมรภูมิดิจิทัล การผนึกกันระหว่างแรงงานมนุษย์ และปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ จะเป็นทางออกที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อการอยู่รอดและความสำเร็จในโลกแห่งดิจิทัล

“อาชีวะ”เตรียมคนรองรับศตวรรษที่ 21 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/415897?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

“อาชีวะ”เตรียมคนรองรับศตวรรษที่ 21

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:42 น.
อาชีวะ,กระทรวงศึกษาธิการ,สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
เปิดอ่าน 67 ครั้ง

“อาชีวะ”เตรียมคนรองรับศตวรรษที่ 21เชี่ยวชาญวิทย์-เทคโนโลยี มีทักษะขั้นสูง โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com –

การเตรียมพร้อมกำลังคนรองรับศตวรรษที่ 21 เป็นนโยบายที่รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้กำหนดไว้เป็นแผนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ โดยเฉพาะในส่วนของสอศ.ได้มุ่งเน้นการผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในปริมาณและคุณภาพ พัฒนากำลังคนที่มีทักษะขั้นสูง ให้สามารถนำความรู้และทักษะมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สอศ.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 3 สถาบันด้านเทคโนโลยี ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองรับศตวรรษที่ 21 โดยมี พีระพล พูลทวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สอศ. และกระทรวงวิทยาศาสตร์ โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมกันจัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างและพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้น เชิงเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานวัตกรรมของประเทศให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

“ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานที่มุ่งรูปแบบการเรียนการสอนบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผสมผสานกับการสร้างทักษะทางวิชาชีพ อาทิ การสอนแบบ Project based Learning, Active Learning และ STEM Education รวมถึงร่วมกันพัฒนาหลักสูตร การถ่ายทอดความรู้ การให้คำปรึกษาในการพัฒนานวัตกรรม และการใช้ทรัพยากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเตรียมกำลังคนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 พัฒนาประเทศให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ และนำพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน” พีระพล กล่าว

โดยสถานศึกษาสังกัด สอศ. ที่ดำเนินโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ มีจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน วิทยาลัยเทคนิคพังงา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี

คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นภารกิจในการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์สถาบันให้เป็นรูปธรรม เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน นักศึกษาและการศึกษาไทย เพื่อตอบสนองแผนพัฒนาการศึกษาของ ศธ.ด้านการผลิต พัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา แผนการศึกษาแห่งชาติ ด้านการผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัย และนวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อนำไปสู่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งในการสร้างเยาวชนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมีบทบาทมากขึ้นในการดำรงชีวิต

วิมลณัฐ สุขพล อดีตศิษย์เก่าสาขาพาณิชยกรรมและบริการฐานวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยเทคนิคพังงา รุ่นที่ 2 กล่าวว่า ได้สมัครเข้าร่วมโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นคนที่สนใจและชื่นชอบการเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งเมื่อผ่านการคัดเลือกได้เข้ามาเรียนทำให้เห็นภาพของการนำองค์ความรู้ด้านทฤษฎีของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากการเรียนการสอนฐานวิทยาศาสตร์ เนื้อหาหลักสูตรจะเป็นการเรียนวิทยาศาสตร์กับธุรกิจการท่องเที่ยว โดยเรียนแบบ Project-based Learning หรือการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ซึ่งจะต้องทำโครงงานทุกภาคเรียน และต้องเป็นโครงงานที่ตอบโจทย์ปัญหาสังคม เรื่องที่นักเรียนสนใจและมีความถนัด แก้ปัญหาได้จริง

“การเรียนโดยใช้ฐานวิทยาศาสตร์ ทำให้ได้เรียนรู้ทักษะศตวรรษที่ 21 อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง คิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานเป็นแต่ต้องตอบโจทย์ปัญหาในชีวิตจริง ฝึกการทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รวมถึงสามารถสื่อสารได้ด้วยภาษาอังกฤษ ทำให้มีโอกาสมากขึ้น และพร้อมในการทำงานในชีวิตจริง ดังนั้นการเรียนการสอนในรูปแบบฐานวิทยาศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งการเรียนที่จะทำให้เด็กอาชีวศึกษา นอกจากจะมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่แน่นเหมือนเด็กมัธยมปลายแล้ว ยังทำให้มีทักษะการปฏิบัติงานจริง รู้จักนำองค์ความรู้จากทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงๆ ที่สำคัญทำให้มีทักษะที่หลากหลาย ตอบโจทย์ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และการทำงานในโลกเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี” วิมลณัฐ กล่าว
อย่างไรก็ตามสำหรับการจัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ สอศ. ได้รับความร่วมมือจาก 12 สถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการพัฒนาการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ

เสริมทักษะเทคโนโลยี”นิวเจน”เพิ่มโอกาสชนะงานในอนาคต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/415833?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เสริมทักษะเทคโนโลยี”นิวเจน”เพิ่มโอกาสชนะงานในอนาคต

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
เทคโนโลยี,ข่าววันนี้,มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,คมชัดลึกข่าววันนี้
เปิดอ่าน 175 ครั้ง

ธุรกิจบัณฑิตย์ ตอบโจทย์ สร้างและพัฒนาทุนมนุษย์คนรุ่นใหม่สู่ สมาร์ท ซิติเซ่น เร่งปรับเปลี่ยนทักษะเพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยี และก้าวเป็นกำลังสำคัญให้กับตลาดแรงงานในอนาคต

10 กุมภาพันธ์ 2563 เด็กรุ่นใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างในในสภาวะที่การแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติคนว่างงานเป็นกว่าแสนคนต่อปี  ผู้ประกอบการมีโอกาสเลือกเยอะ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

คนที่กำลังก้าวสู่แรงงานต้องแข่งกับคนด้วยกันเอง ทั้งยังต้องแข่งกับเทคโนโลยี ทำอย่างไรไม่ให้ตัวเองก้าวข้ามสถานการณ์นี้ได้  แล้วการแข่งขันในตลาดแรงงาน ระหว่าง “คน” กับ “เทคโนโลยี” จะเป็นอย่างไรได้บ้างในอนาคต   ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดี สายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมในการสร้าง “คนเก่ง” ให้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั้งปัจจุบันและในอนาคตเป็นแนวทางที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญ

เมื่อเทคโนโลยี (Disruptive Technology) ได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินงานอย่างมากในหลายธุรกิจ สำหรับภาคการศึกษาถึงแม้จะรับผลกระทบไม่มากเท่ากับธุรกิจแต่การเตรียมพร้อมรับมือก็เป็นเรื่องที่สำคัญ การเปลี่ยนแปลงเริ่มเห็นแล้วในองค์กรธุรกิจโดยได้เริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการทำงานในองค์กรเพียงบางส่วน ไปจนถึงการทดแทนการทำงานของคนอย่างสมบูรณ์แบบ

“จำนวนเด็กตกงาน เป็นเรื่องที่พอจะคาดเดากันได้ว่าในยุคของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี แต่ในมุมมองคิดว่าสถานการณ์คงไม่เร็วไปกว่านี้ ถ้าไม่มีประเด็นอื่นๆ มาส่งผล ทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และปัจจัยอื่นๆ เพราะมองแล้วในอนาคต “งาน” บางอย่างจะถูกแทนที่ด้วย AI (Artificial Intelligence)”

ตัวเลขคนตกงานไม่ใช่ผลจากเทคโนโลยี หรือสงครามการค้าที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่เป็นเพียงปัจจัยเร่งให้ปฏิกิริยาให้เร็วขึ้นเห็นได้จากผลกระทบเรื่องการลงทุน จากการสู้กันเรื่องนี้ ก็ต้องดูว่าเป็นโปรดักท์อะไร เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์​ พอเกิดสงครามการค้า การค้าการลงทุนทั่วโลกกระทบ ตลาดหุ้น ค่าเงิน มองสถานการณ์แล้วผลกระทบน่ามีขึ้น 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย

อย่างไรก็ดี ภาวะการตกงานที่เกิดขึ้นในไทย อาจเกิดได้ในสองปัจจัย อย่างแรกตามที่ได้กล่าวไว้คือผลกระทบจากสงครามการค้า อีกประเด็นน่าจะส่งผลในระยะยาวมาจาก “การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี”

แนวทางที่ DPU ให้ความสำคัญ เริ่มที่การปรับมุมมองให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจ และตระหนักถึงบทบาทของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการทำงานและใช้ชีวิต ทั้งปัจจุบันและอนาคต

ในอีกด้าน บทบาทของมหาวิทยาลัยก็ปรับการสอนและมองหาเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาทำให้การเรียนรู้และพัฒนาทักษะ “คนรุ่นใหม่” เหล่านี้ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

“ทักษะไหน ฝึกเด็กออกไปแล้วจะไม่ตกงาน สิ่งที่บอกได้เลยก็คือในช่วง 5-10 ปีนี้ คือ ทักษะ โรบอท เอไอ บิ๊กดาต้า เป็นเทคโนโลยีที่เด็กรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงการนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้งานให้เป็น ถ้าทำไม่ได้ คนที่ทำได้ดีกว่าจะทำงานได้ปริมาณมากกว่า และแข่งขันได้”

ตอนนี้คนจะอยู่รอดได้ต้องรู้ว่า เทคโนโลยีอะไรจะเข้ามามีบทบาทและปรับใช้เทคโนโลยีนั้นมาก่อให้เกิดประโยชน์ในการเรียน ทำงาน และสร้างอาชีพได้อย่างไร จากเคยใช้เวลา 10 ชั่วโมง อาจเหลือแค่ชั่วโมงเดียว ทำงานให้เร็ว และง่ายขึ้น ถ้าทำไม่ได้ ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะต่อสู้กับคนที่สร้าง Productivity ได้มากกว่า”

ในแนวทางของ DPU  นอกจากปรับวิธีคิดและมุมมองให้กับคนรุ่นใหม่แล้ว สิ่งสำคัญคือการสร้างกระบวนคิดและการเรียนรู้ใหม่ๆ ผ่านหลักสูตรการเรียนการสอน ยกตัวอย่างให้เห็น จากเดิมที่สอนเป็นรายวิชาแบ่งเป็นหมวดหัวข้อ วันนี้การสอนตามสถานการณ์ และสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับการทำงานของเทคโนโลยีเข้าไป เน้นกระตุ้นให้เกิดการสร้าง Innovation และ Technology เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ได้มองเห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจได้ตั้งแต่ยังเรียน

“ทุกอย่างฝึกให้คิดและลงมือทำจริง เช่นใน Capstone Class จะมีหัวข้อให้นักศึกษาได้เลือกทำ และผลักดันเป็นโครงงานของตัวเองแล้วต่อยอดให้ประสบความสำเร็จเป็นรูปร่างขึ้นมา”

คนเหล่านี้ที่ถูกฝึกการใช้เทคโนโลยี utilize technology ได้ง่ายกว่า คนต้องฝึกให้เรียนรู้กับเทคโนโลยี เทคโนโลยีมีอะไรบ้าง ความคล่อง ความชาญฉลาด ต้องกำหนดว่า skill set ที่ต้องการคืออะไร Critical thinking เป็นเป้าหมายที่เราต้องการ ความสามารถในการสร้างคอนเนคชั่น การทำงานเป็นทีม ทักษะพวกนี้ สร้างยากเพราะไม่เกิดจากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวได้

ดร.พัทธนันท์ กล่าวว่า ในกระบวนคิดของมหาวิทยาลัยที่ว่า ถ้าผลิตคนออกมาในชุดความรู้แบบเดิม จบออกไปก็ไม่ใช่ทักษะแรงงานที่จะเป็นกำลังหลักของแรงงานในอนาคตได้ นอกจากที่กล่าวมา ทักษะสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ ความชาญฉลาดในการเลือกใช้เทคโนโลยี เพื่อทำให้งานเกิด Productivity ได้มากที่สุด ใช้เวลาเท่าเดิม แต่ได้งานมากขึ้น ซึ่งคนที่จะทำอย่างนี้ได้ต้องเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีมาเป็นอาวุธให้เพื่อให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ชาญฉลาดมากขึ้น

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า การเป็นมหาวิทยาลัยยืนหนึ่งเรื่องธุรกิจของ DPU กับ การสร้างแนวคิด ทักษะที่จำเป็น การรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ที่เปรียบเป็นอาวุธสำคัญสำหรับการทำงานยุคใหม่ในแบบที่รบชนะได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้

เปิดชื่อ..สถาบันผลิตครูปี2563 หลังคุรุสภารับรองหลักสูตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/415504?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เปิดชื่อ..สถาบันผลิตครูปี2563 หลังคุรุสภารับรองหลักสูตร

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 16:59 น.
ครูบ้านนอก,สกสค-คุรุสภา,หลักสูตรผลิตครู,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 2,523 ครั้ง

เปิดชื่อ..สถาบันผลิตครู ประจำปีการศึกษา 2563 หลังคุรุสภารับรองหลักสูตร เพิ่มเติม 3 แห่ง รวมจำนวน 42 แห่ง 43 หลักสูตร ระบุ รับนศ.ได้มากสุด180 คน/น้อยสุด 60 คน

ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คณะกรรมการคุรุสภา ในการประชุม ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2563 มีมติให้การรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 3 แห่ง

อ่านข่าว : ลุยผลิต ครูสมรรถนะสูง พัฒนาผู้เรียน เชี่ยวเทคโนโลยี

โดยก่อนหน้านี้ คุรุสภาได้ประกาศรับรองหลักสูตรฯ ไปแล้ว จำนวน 39 แห่ง 40 หลักสูตร รวมเป็นจำนวน 42 แห่ง 43 หลักสูตร เพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาในสังกัดต่างๆ ที่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยกำหนดเงื่อนไขการเปิดหลักสูตร ดังนี้

1) การรับนักศึกษา ต้องไม่เกินจำนวนที่ได้รับอนุญาต 2) คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษาให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันกำหนด และ3) ผู้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครูต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

สถาบันที่ได้รับการรับรองประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ประจำปี2563จำนวน43แห่ง มีดังนี้1) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(90 คน) 2) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(180 คน)  3) มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร(180 คน) 4) มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม(180 คน)  5) มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย(180 คน)
6)มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่  (180 คน)7) มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี(180 คน) 8) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม(180 คน)9) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช(180 คน)  10) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ (180 คน)  11) มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา(150 คน)

12) มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม(120 คน)13) มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี(120 คน) 14) มหาวิทยาลัยราชภัฏ วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (180 คน) 15) มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ(180 คน)16) มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร(180 คน)17) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี(120 คน)
18) มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง(180 คน)19) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี(180 คน)20) มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น (120 คน)21) มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น(180 คน)22) มหาวิทยาลัยตาปี(60 คน)23) มหาวิทยาลัยธนบุรี(120 คน)

24) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  (150 คน) 25) มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ (120 คน)  26) มหาวิทยาลัยปทุมธานี(60 คน)27) มหาวิทยาลัยพิษณุโลก(60 คน)28) มหาวิทยาลัยฟาฏอนี (150 คน) 29) มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(180 คน) 30) มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์(120 คน)

31) มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล (90 คน)32) มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ (180 คน)33) วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ (120 คน) 34) วิทยาลัยเชียงราย (180 คน) 35) วิทยาลัยนครราชสีมา(120 คน)36) วิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา(หลักสูตรภาษาไทย 120 คน และภาษาอังกฤษ 60 คน)

37) วิทยาลัยสันตพล (180 คน)38) สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์(60 คน)39) สถาบันอาศรมศิลป์(90 คน)40) มหาวิทยาลัยนครพนม (180 คน)41) มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง (180 คน)และ42) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (180 คน)

ตรวจสอบรายชื่อสถาบันที่จัดการเรียนการสอนฯ รายชื่อหลักสูตร และจำนวนรับนักศึกษา ได้ที่เว็บไซต์คุรุสภาwww.ksp.or.th หรือสอบถามทางสถาบันที่จัดการเรียนการสอนฯ

ยุติ”เอดส์”ไม่ติดไม่ตายไม่ตีตราค้นหารักษาป้องกันแพร่ระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/415388?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ยุติ”เอดส์”ไม่ติดไม่ตายไม่ตีตราค้นหารักษาป้องกันแพร่ระบาด

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:45 น.
โรคเอดส์,แพร่ระบาด,ป้องกัน,รักษา
เปิดอ่าน 966 ครั้ง

ยุติ “เอดส์” ไม่ติด ไม่ตาย ไม่ตีตรา  ค้นหา รักษา ป้องกันแพร่ระบาด โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า ปี 2561 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่ยังมีชีวิตประมาณ 480,000 ราย อยู่ระหว่างรับยาต้านไวรัส 358,606 ราย มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากเอชไอวี 18,000 ราย และติดเชื้อรายใหม่ 6,400 ราย กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากที่สุด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูง แต่การให้บริการดูแลรักษาเอชไอวี ยังไม่ครอบคลุม

ทั้งนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร ได้จัดโครงการ “เครือข่ายยุติเอดส์ในกรุงเทพมหานคร” (Network to Ending AIDS in Bangkok: NEAB) ตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ.2560–2573 โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ “ไม่ติด-ไม่ตาย-ไม่ตีตรา” ด้วยวิธีการ 1.ลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เหลือไม่เกิน 1,000 รายต่อปี 2.ลดการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวี เหลือปีละไม่เกิน 4,000 ราย และ 3.ลดการเลือกปฏิบัติ อันเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะ
ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการ President’s Emergency Plan for AIDS Relife (PEPFAR) ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำงานร่วมกับสำนักอนามัย กรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี 2544 พร้อมด้วยเครือข่าย 8 โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล และศูนย์บริการสาธารณสุข 37 แห่งของสำนักอนามัย ปี 2560–2652 มีการขับเคลื่อนเน้นจังหวัดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่สูง 13 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร

ล่าสุดในปี 2563  มีการขยายโรงพยาบาลเครือข่ายเพิ่มขึ้น 9 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นโรงพยาบาลภาครัฐขนาดใหญ่ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากกำลังรับการรักษาอยู่ มุ่งสู่เป้าหมาย “เสี่ยงแล้วไม่ติด ติดแล้วกินยา กินยาอย่างสม่ำเสมอ”

เพื่อให้คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและผู้ที่ติดเชื้อสามารถเข้าถึงบริการ วินิจฉัย ป้องกัน รักษาที่มีคุณภาพ รวมถึงมีเครือข่ายสถานพยาบาลที่ร่วมมือกันมุ่งสู่เป้าหมายยุติปัญหาเอดส์ มีสถานพยาบาลต้นแบบที่เป็นที่ผลิตบุคลากร สำหรับศึกษาดูงานได้ และมีข้อมูลที่ถูกต้องในการประเมินสถานการณ์นำไปสู่การยุติปัญหาเอดส์
พญ.สุภาพร กรลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร กล่าวในงานแถลงข่าวเดินหน้ายุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทย ว่ากรุงเทพมหานครตั้งเป้าเป็นเมืองที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ไม่มีการเสียชีวิตเนื่องจากเอชไอวี และไม่มีการตีตรา รวมถึงเพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาว ภายในปี 2573 ในส่วนของศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย ปัจจุบันมีการจัดบริการยาต้านไวรัสทั้งก่อนและหลัง ให้ผู้รับบริการที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี แต่มีความเสี่ยงสูง ในศูนย์บริการสาธารณสุข 37 แห่ง กระจายทั่วกรุงเทพมหานคร และในปีนี้จะมีการพัฒนาคุณภาพข้อมูลของสถานพยาบาลให้มีการครอบคลุมมากขึ้นเพื่อนำมาใช้ในการยุติเอดส์ต่อไป

     ตั้งเป้า 95 – 95 – 95
ด้าน นพ.ปรีชา เปรมปรี รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เป้าหมายยุติปัญหาเอดส์ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ผลักดันนโยบาย เช่น การสนับสนุนงบประมาณ เวชภัณฑ์ ยา และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เพียงพอ ให้ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม พร้อมสนับสนุนให้มีกองทุนสุขภาพให้สิทธิประโยชน์ในการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี และยาต้านไวรัส เพื่อการรักษาฟรี

นพ.ปรีชา เปรมปรี

เริ่มด้วยการให้ยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (PrEP) ฟรี ร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยในประชากรที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมทั้งเร่งหาแนวทางให้คนที่ไร้สิทธิ และลดช่องว่างของแต่ละสิทธิ์ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการป้องกันและดูแลรักษาอย่างครอบคลุม พร้อมจัดบริการและระบบส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพทั้งในภาครัฐ เอกชน องค์กรภาคประชาสังคม ทุกสิทธิ

“เป้าหมายของการรักษาเริ่มตั้งแต่การค้นหา การรักษาต่อเนื่อง และการป้องกันไม่ให้แพร่ระบาด ซึ่งเป้าหมายปี 2573 เราจะเรียกว่า 95 – 95 -95 คือ คนที่ติดเชื้อต้องรู้สถานะการติดเชื้อ 95% คนรู้แล้วต้องได้รับการรักษา 95% และคนได้รับยาแล้วต้องได้รับยาอย่างสม่ำเสมอ 95%”

    เชื้อจะเหลือศูนย์ก็ต้องป้องกัน
ทั้งนี้จากกรณีที่มีการถกเถียงในโลกออนไลน์อยู่ในขณะนี้นั้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบายว่าหากยังไม่รู้สถานะโรค คนที่มีความเสี่ยงทั้งหลายต้องรีบมาตรวจ ตอนนี้ก็มีบริการตรวจฟรีตามคลินิกนิรนาม ถ้าตรวจเจอแล้วกระบวนการรักษาเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องทำให้เชื้อในร่างกายลดลงมาก แต่หากรับประทานยาไม่สม่ำเสมออาจจะทำให้เชื้อกลับขึ้นมาได้ ต้องติดตามอยู่ตลอด แต่สิ่งที่สำคัญ คือ เรื่องการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ ถ้าติดเชื้อแล้วให้มารักษาเพื่อไม่ให้แพร่ต่อ
สำหรับคนที่รับประทานยาจนเชื้อไม่มีแล้ว ยังถือว่ามีความเสี่ยง แต่อาจจะน้อยลง ดังนั้นยังจำเป็นต้องป้องกัน ขณะที่กลุ่มที่เชื้อแพร่กระจายให้คนอื่นได้ ถึงแม้จะมีการตรวจหาว่ามีเชื้อมากน้อยเท่าไหร่ หรือรับประทานยาแล้วเชื้อลดลงไปมากต้องอาศัยการตรวจเช็กเป็นระยะ แต่ในบางรายที่เชื้อลดเป็นศูนย์อาจจะความเสี่ยงน้อย แต่ต้องป้องกันด้วยวิธี 1.ใช้ถุงยางอนามัย 2.คนที่ไม่ได้เป็นให้กินยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (PrEP) ทั้งสองอย่างต้องควบคู่กัน 3.ตระหนักและป้องกันตัวโรคอื่นๆ

 

“คนที่ติดเชื้อเอชไอวี อาจมีโรคอื่นร่วมด้วย หากยังไม่รักษาอาจเกิดการแพร่ระบาด เช่น ซิฟิลิส หนองในทั้งหลาย ตับอักเสบ บี หรือ ซี ดังนั้นต้องมีการป้องกัน เพราะหากรู้สถานะเอชไอวี แต่ไม่รู้สถานะโรคอื่นก็มีความเสี่ยงในการติดต่อ”

          รับข่าวสารที่เชื่อถือได้
นพ.ปรีชา กล่าวต่อไปว่า ตอนนี้มีเครือข่ายทั้งภาคประชาชนและกลุ่มเสี่ยงโดยตรง มีแกนนำแต่ละกลุ่มที่จะให้ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขเอง มีเครือข่ายในการให้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสามารถสอบถามได้ทุกที่ เช่น คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย โรงพยาบาล กลุ่มภาคเอกชน ภาคประชาชน เช่น กลุ่มชายรักชาย ที่ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งผ่านการรับรองว่าสามารถให้ความรู้ได้ และหากไม่แน่ใจว่าข้อมูลตามโซเชียลมีเดียเชื่อถือได้หรือไม่ ให้โทรมาที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ก่อน ตลอด 24 ชั่วโมง

จากใจเแท็กซี่ไทยรายแรกติดเชื้อ”โคโรนา” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/415100?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

จากใจเแท็กซี่ไทยรายแรกติดเชื้อ”โคโรนา”

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:37 น.
ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019,คนไทยรายแรก,คนขับแท็กซี่
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

จับพวงมาลัยต้องใส่หน้ากาก จากใจเแท็กซี่ไทยรายแรกติดเชื้อ”โคโรนา” โดย…  คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

การดูแลและป้องกันเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่ทำได้ง่ายและเป็นผลดีต่อประชาชน ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนหนาแน่น และผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำสบู่ แอลกอฮอล์ หรือเจลล้างมือ หากมีไข้ร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบพบแพทย์ทันที และเพื่อความปลอดภัยไปไหนมาไหนควรสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอ

อ่านข่าว…  แท็กซี่ติดไวรัสอู่ฮั่นตามกลุ่มเสี่ยง 13 รายเฝ้าดูอาการ

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ในการแถลงข่าวสถานการณ์ประจำวันของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ได้มีการนำผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศไทย คือ คนขับแท็กซี่ ที่หายดีแล้วมาร่วมแถลงข่าวด้วย โดยเขาได้ฝากเตือนคนขับแท็กซี่ รถสาธารณะ ให้ดูแลตนเอง ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย หากเห็นผู้โดยสารดูป่วย ให้ยื่นหน้ากากให้ จะเป็นการดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย

   คนขับแท็กซี่หายดีเปิดใจ
คนขับแท็กซี่เล่าด้วยเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอเบ้าว่า ขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ช่วยเหลือดูแลจนหายป่วยแล้ว ซึ่งในวันแรกน้ำตาไหล ไม่คิดว่าตัวเองจะป่วยติดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพราะเป็นคนทำงาน ต้องดูแลคิดถึงครอบครัว เมื่อมาติดเชื้อความรู้สึกตอนแรกกังวลใจ แต่ได้รับการให้กำลังใจจากผู้อำนวยการสถาบันบำราศฯ

“ท่านบอกว่า อย่าเครียด กินให้ได้ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับไวรัส และรัฐมนตรีได้มาเยี่ยมและฝากความเป็นห่วงมาเป็นระยะ ก็ทำให้มีกำลังใจดีขึ้น ฝากถึงพี่น้องร่วมอาชีพขับแท็กซี่และขับรถโดยสารทุกคน ที่ต้องคลุกคลีกับนักท่องเที่ยว ขอวอนให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลตัวเอง ซึ่งแท็กซี่เป็นด่านแรกที่ต้องพานักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยว บางครั้งอยู่ร่วมกันอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง หากไม่แน่ใจว่านักท่องเที่ยวป่วยหรือไม่ ให้ยื่นหน้ากากอนามัยให้ผู้โดยสารใส่ไว้ก่อน ส่วนตัวเองถ้าจับพวงมาลัยขับรถเมื่อไรให้นึกไว้เลยว่าต้องใส่หน้ากากอนามัย”

“แม้ผมติดเชื้อไวรัสนี้ แต่คนในครอบครัวไม่ติด เพราะโดยปกติของครอบครัวแม้แต่การเป็นหวัดเพียงเล็กน้อย หรือไม่สบายที่ไม่ต้องถึงกับให้ยา ก็จะแยกของใช้กันทันที แยกช้อน แก้ว และมั่นใจว่าครอบครัวเมื่อป่วยโรคอื่นจะไม่แพร่เชื้อให้คนนอกบ้านแน่นอน เพราะหากป่วยจะไม่ออกจากบ้านไปคุยกับใครเลย จะได้ไม่มีใครกล่าวหาว่าแพร่เชื้อไปให้คนอื่น แม้ว่าจะเป็นหวัดเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม” อดีตผู้ป่วยรายนี้กล่าว

เขาย้ำว่า แม้ตัวเองจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 แต่ก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับนักท่องเที่ยวหรือคนจีน พี่น้องทุกคนทั่วโลกเป็นครอบครัวเดียวกัน และนักท่องเที่ยวเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของครอบครัว เพราะส่วนใหญ่จะรับนักท่องเที่ยวเป็นหลัก และตอนที่รักษาตัวอยู่ในห้องแยกโรคความดันเป็นลบ ก็ส่งกำลังใจให้ชาวอู่ฮั่นทุกคนให้สู้ เพราะขนาดตนเองยังสู้และหายป่วยแล้ว

อย่างไรก็ตาม อยากขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะพนักงานขับรถสาธารณะ ซึ่งบางคนเมื่อป่วยก็จะกระทบกับรายได้ของครอบครัว อยากให้พิจารณาเรื่องการชดเชยรายได้ เพราะเป็นคนที่หาเช้ากินค่ำ และไม่เคยรู้สึกไม่ดีกับนักท่องเที่ยวหรือชาวจีน เพราะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ

  คลีน 7 สถานที่ลดเสี่ยงติดเชื้อ   
ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้มีแนวทางในการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 แก่ประชาชน โดยได้จัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ และสื่อความรู้หลายช่องทาง เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจสามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง และได้รณรงค์ทำความสะอาด  7 สถานที่สำคัญ ลดเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ได้แก่  1.สถานที่ราชการ 2.รถรับจ้างประจำทาง แท็กซี่ 3.รถโดยสาร ขสมก. รถตู้ 4.รถไฟฟ้าทั้งบีทีเอสและเอ็มอาร์ที 5.ร้านอาหาร 6.โรงแรม 7.ปั๊มน้ำมัน

ขณะเดียวกันได้สั่งการให้องค์การเภสัชกรรมเร่งกำลังการผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือเพิ่มขึ้น และจัดหาหน้ากากอนามัยทางการแพทย์จากบริษัทผู้ผลิต กระจายลงไปในร้านขายยาขององค์การเภสัชกรรมเพิ่ม ซึ่งหลังจาก ครม.เห็นชอบให้หน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ล้างมือเป็นสินค้าควบคุม คาดว่าปัญหาจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น โดยในวันนี้ (6 ก.พ.) จะประชุมร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือแนวทางป้องกันปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย

ทั้งนี้หน้ากากอนามัยแต่ละประเภทเหมาะกับการใช้งานแตกต่างกัน หน้ากากอนามัยแบบผ้า เหมาะสำหรับคนปกติที่ยังไม่มีอาการป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ สวมเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งมีข้อดีคือสามารถซักทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ซ้ำ ทำให้ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ส่วนหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่มีอาการไอ จาม มีน้ำมูก เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น

   ตั้งกล้องคัดกรองกลุ่มสงสัย
ผศ.นพ.วิชัย เตชะสาธิต แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ผู้ป่วยต่างชาติ ถึงร้อยละ 50 หรือกว่า 520,000 รายต่อปี ล่าสุดได้เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วย ผู้ใช้บริการ และบุคลากร ด้วยมาตรการขั้นสูงสุด ได้แก่ 1.ติดตั้งเครื่อง Thermal Imaging Camera เพื่อตรวจจับผู้ที่มีอุณหภูมิร่างกายเกินกำหนด ครอบคลุมทุกพื้นที่ 2.เตรียมห้องแยกโรคความดันลบ (negative pressure room) พร้อมด้วยอุปกรณ์และมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงโดยไม่ให้ปะปนกับผู้อื่น

3.การเข้มงวดและเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดพื้นที่และอุปกรณ์สาธารณะต่างๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อคุณภาพสูง มีการกำจัดขยะและของเสียอย่างเหมาะสม 4.มีการตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง และประชุมกับผู้ชำนาญการเพื่อปรับแผนรองรับสถานการณ์ตามความเหมาะสมอยู่ตลอดเวลา 5.ให้ความรู้ด้านการป้องกันตนเองแก่ผู้ป่วยและพนักงานอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มจุดบริการ Cultural Help Desk ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับอาการและข้อสงสัยเกี่ยวกับไวรัสโคโรน่าและยังเป็นจุดคัดกรองทุกทางเข้าของอาคาร ปรับผังการขึ้นลงลิฟต์และเส้นทางเข้า-ออกอาคารเพื่อให้ผู้รับบริการต้องผ่านมายังจุดตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายด้วยเครื่อง Thermal Imaging Camera และเครื่องวัดอุณหภูมิแบบมือถือ และผ่านจุดคัดกรองในทุกทางเข้าอาคาร ให้บริการหน้ากากอนามัย เพิ่มบริการจุดวางเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ พร้อมจัดทำสื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันไวรัสโคโรน่าครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในโรงพยาบาล รวมถึงช่องทางโซเชียลมีเดียของโรงพยาบาลอีกด้วย

กองทุน ดร.สุพงษ์ฯ หนุน Tech Tomorrow งานโชว์เคสเทคโนโลยี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/414602?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กองทุน ดร.สุพงษ์ฯ หนุน Tech Tomorrow งานโชว์เคสเทคโนโลยี

4 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:11 น.
กองทุน ดรสุพงษ์ฯ,Tech Tomorrow,งานโชว์เคส,เทคโนโลยี,มหาวิทยาลัยกรุงเทพ,วัยทีน,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

กองทุน ดร.สุพงษ์ฯ หนุนงาน Tech Tomorrow งานโชว์เคสด้านเทคโนโลยี ผสานความสนุก ถูกใจวัยทีน

มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้เปิดบ้านให้บริษัท Doo Creative เข้ามาจัดงาน Tech Tomorrow ครั้งแรกของไทยที่นำเรื่องวิชาการมารวมกับความสนุก เปลี่ยนตึกเพชรเป็นลานกิจกรรม เปิดประสบการณ์การศึกษารูปแบบใหม่ไม่ให้น่าเบื่อ โดยงานนี้ได้รับความเอื้อเฟื้อจาก ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล รองอธิการบดีอาวุโสด้านกิจการภายนอก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้เป็นประธานกองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล สนับสนุนทุนทรัพย์ในการจัดงาน ด้วยมุ่งหวังจะจุดประกายไอเดียการเรียนสายเทคโนโลยีให้แก่นักเรียน เพื่อเป็นการวางแนวทางการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้อย่างตอบโจทย์ทั้งผู้เรียนและตลาดงาน

งานนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ สอวช., DEPA, NECTEC, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, Software Park, สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย, สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย, Microsoft, AIS, T-Net, SPVI และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยเนรมิต Diamond Hall มหาวิทยาลัยกรุงเทพ Main Campus ให้เป็นลานแสดงโชว์เคสและเวิร์กช็อปด้านเทคโนโลยีสุดตระการตาจากพันธมิตร รวมทั้งกิจกรรมบนเวทีตลอดทั้งวัน

เช่น การเสวนาเรื่อง “Digital Trend เพื่อการเตรียมตัวสู่อนาคต” การพูดคุยเกี่ยวกับเทรนด์เทคโลยีกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังขวัญใจวัยรุ่นอย่าง จอร์จ Rubsarb, หมี Genie Records, แบงค์ Cyberclasher, เอส BananaMax TV, อีฟ Bangkok Ciaga และวรรณสิงห์ เถื่อน Travel พร้อมกับมีการจัดกิจกรรมคู่ขนาน นั่นคือ Digital Class ด้าน Cybersecurity, AI, Data Science และ IoT จากผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมจริงให้แก่นักเรียนผู้เข้าร่วมงาน

ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล รองอธิการบดีอาวุโสด้านกิจการภายนอก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และประธานกองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ที่สนับสนุนงานครั้งนี้ว่า “หนึ่งในวัตถุประสงค์ของกองทุน ดร.สุพงษ์ฯ คือ ช่วยพัฒนาการศึกษาสำหรับเยาวชน ซึ่งงาน Tech Tomorrow ก็จัดขึ้นเพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนโลก เยาวชนจะได้รู้ว่าตนเองสนใจหรือเหมาะที่จะเรียนสาขาวิชาใด อันเป็นการวางรากฐานและตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับเรียนต่อระดับอุดมศึกษา นับเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเยาวชนเอง ลดปัญหาด้านการศึกษาให้แก่ประเทศชาติ และช่วยให้พวกเขารู้เท่าทันเทคโนโลยี”

ดร.สุพงษ์ ยังกล่าวด้วยว่า งานนี้สอดคล้องกับแนวคิดของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ นั่นคือ C+T หรือ “Creativity + Technology เมื่อความคิดสร้างสรรค์ผสานกับเทคโนโลยี อนาคตแบบไหนก็ไร้ขีดจำกัด” อีกทั้งยังสอดคล้องกับสาขาวิชาใหม่ๆ ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้แก่ AI, Data Science และ Cybersecurity ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยจึงมีความพร้อมอย่างมากในการช่วยประสานงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่างๆ

สาธิตเกษตรฯต่อยอดเงินอุดหนุนรายหัวเรียนฟรี 15 ปีของรัฐบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/414572?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สาธิตเกษตรฯต่อยอดเงินอุดหนุนรายหัวเรียนฟรี 15 ปีของรัฐบาล

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 19:42 น.
สาธิตเกษตรฯ,เรียนฟรี 15 ปี,ข่าววันนี้,เด็กด้อยโอกาส
เปิดอ่าน 181 ครั้ง

สาธิตเกษตร อินเตอร์ บุกเบิกต่อยอดเงินอุดหนุนรายหัวเรียนฟรี 15 ปีของรัฐบาล หลังครอบครัวนร.ร่วมบริจาคให้ กสศ. เพื่อช่วยเด็กยากจนด้อยโอกาส

3 ก.พ.2563-สาธิตเกษตร อินเตอร์ บุกเบิกต่อยอดเงินอุดหนุนรายหัวเรียนฟรี 15 ปีของรัฐบาล หลังครอบครัวนร.ร่วมบริจาคให้ กสศ. เพื่อช่วยเด็กยากจนด้อยโอกาส ด้านผู้ปกครองมั่นใจเงินส่วนนี้ช่วยเด็กยากลำบากเรียนต่อได้ หยุดวงจรหลุดการศึกษา และยังสอนบุตรหลานให้รู้จักการแบ่งปัน

รศ.ดร.ดารณี  อุทัยรัตนกิจ ประธานกรรมการดำเนินงานโครงการศึกษานานาชาติในโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยถึงโครงการบริจาคเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนมาให้กับนักเรียนยากจนพิเศษ (นักเรียนทุนเสมอภาค) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่า โครงการดังกล่าวเริ่มต้นมาจากขณะเคยเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสาธิตแห่ง มก. ภาคปกติ เคยรณรงค์ให้นักเรียน ผู้ปกครองเห็นว่ายังมีเด็กอีกกลุ่มที่ยังขาดแคลนด้อยโอกาสอีกจำนวนมาก

อ่านข่าว –  กสศ. จับมือสพฐ. ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

ในอดีตมีนักเรียนและผู้ปกครองร่วมบริจาคเงินมานับล้านบาท และเนื่องจากปีนี้ตรงกับการฉลองครบรอบ 25 ปี ของการจัดตั้งโครงการนานาชาติ จึงได้เชิญชวนผู้ปกครองร่วมบริจาคสิทธิ์ค่าเครื่องแบบนักเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียน ในโครงการเรียนฟรี 15 ปี ที่ได้รับจัดสรรจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ด้วยความสมัครใจตามระเบียบของโครงการฯ เพื่อนำไปสนับสนุนความเสมอภาคและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษตามรายชื่อของ กสศ. ต่อไป

รศ.ดร.ดารณี กล่าวต่อไปว่า โดยในปีการศึกษา 2562 ภาคเรียนที่ 1 มีผู้ปกครองกว่า 90% จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 400 คน ยินดีร่วมบริจาคเงินในส่วนดังกล่าวเข้าร่วมกองทุน กสศ. เป็นเงินกว่า 150,000 บาท โดยโครงการบริจาคเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนมาให้กับนักเรียนยากจนพิเศษของ กสศ. มีเป้าหมายสำคัญที่โรงเรียนต้องการสร้างจิตสำนึกของการแบ่งปัน การให้ และการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้เด็กสาธิตเกษตรมีจิตใจอ่อนโยน พร้อมแบ่งปันในเรื่องต่างๆ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเงินเท่านั้น

“การที่มีกองทุน กสศ. จะช่วยให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เด็กและผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่า เงินบริจาคจะถูกนำไปช่วยเด็กยากจนด้อยโอกาสในแต่ละพื้นที่ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง และยังสามารถติดตามผลการช่วยเหลือเป็นรายบุคคลได้อย่างต่อเนื่อง เพราะ กสศ. มีกลไกเครือข่ายการทำงานกับสถานศึกษา พร้อมทั้งมีระบบสารสนเทศที่ทันสมัยที่ช่วยให้การบริหารจัดการเงินบริจาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสตรวจสอบได้” รศ.ดร.ดารณี กล่าว

ขณะที่ น.ส.นภาพิน บัวเลิศ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตแห่ง มก. กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจทำให้ต้นทุนชีวิตของผู้คนไม่เท่ากัน และรู้สึกสงสารเด็กที่ไม่มีเงิน และมีฐานะยากจน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคในการเรียนหนังสือ ดังนั้นเมื่อมองย้อนกลับมาดูตัวเองพบว่า เป็นคนที่มีโอกาสทางการศึกษา จึงต้องใช้โอกาสนี้ให้ดีที่สุด โดยการร่วมบริจาคเงินให้กับเด็กที่ไม่มีเงิน หรือเด็กที่ยังขาดแคลน เพราะพวกเขาควรได้รับสิ่งเดียวกับเด็กคนอื่นๆ นอกจากได้แบ่งปันแล้วยังได้รับความรู้สึกที่ดี และดีใจที่ได้ช่วยเหลือให้เด็กกลุ่มนี้ให้ได้รับการศึกษา

ด.ช.รณกฤต เมฆรารัตน์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตแห่ง มก. กล่าวว่า ได้เห็นข่าวตามหนังสือพิมพ์ว่ายังมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่มีความต้องการที่จะเรียนหนังสือ แต่ก็ไม่ได้เรียนจึงรู้สึกอยากแบ่งปัน เพราะเด็กกลุ่มนี้คือคนไทยเหมือนกัน เพียงแต่ไม่มีเงิน หากเราได้ช่วยเหลือตรงนี้อาจทำให้เขามีชีวิตดีขึ้น เรื่องนี้ครอบครัวสนับสนุนและสอนตลอดว่า หากเราสามารถช่วยเหลือได้ก็ควรจะช่วยเหลือ และอยากให้โรงเรียนมีกิจกรรมชวนนักเรียนบริจาคหนังสือที่ไม่ใช้ หรืออื่นๆ เพื่อที่จะทำให้นักเรียนคนอื่นรู้จักการให้มากขึ้น

ด้าน ศ.ดร.นพดล ร่มโพธิ์ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่ง มก. ที่ร่วมบริจาค กล่าวว่า ยังมีเด็กจำนวนมากที่มีความรู้ความสามารถแต่ขาดโอกาส ทั้งเรื่องเงิน สภาพความเป็นอยู่ เป็นเรื่องน่าเสียดาย ถ้าเด็กต้องออกจากระบบการศึกษาไป ฉะนั้นถ้าเรามีโอกาส หรือเป็นส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ดี เพราะการศึกษาเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ชีวิตคนไทยดีขึ้น การที่เราบริจาคเงินของรัฐบาลที่จัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวให้นักเรียนทุกคนนั้น

ซึ่งได้นำมาบริจาคให้กับเด็กนักเรียนยากจนขาดแคลนทุนทรัพย์ ขาดโอกาสเป็นเจตนารมณ์ที่น่าส่งเสริมเป็นอย่างมาก ถึงเงินตรงนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งแต่เมื่อเทียบกับการสร้างโอกาสให้แก่เด็กที่มีภาระครอบครัวจนไม่ได้เรียน ถือเป็นการช่วยเหลือพวกเขาได้เป็นอย่างดี ซึ่งเชื่อว่ามีเด็กหลายคนที่อยากเรียนหนังสือ แต่ต้องมีภาระทางครอบครัว หากเราไปสนับสนุนให้เด็กทุกคนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี จะทำให้หลุดจากวงจรยากจน และต้องให้มีการศึกษา

“อยากเชิญชวนโรงเรียนที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินอุดหนุนนักเรียนและสถานศึกษาของรัฐบาลตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี สามารถบริจาคให้กับ กสศ. ได้ เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะรัฐหรือเอกชน ต้องมาร่วมมือกันยกระดับคนที่เข้าไม่ถึงการศึกษา ซึ่งเชื่อว่าคุณภาพเด็กจะดีขึ้น อย่าให้ใครออกจากการศึกษาเพราะเหตุผลทางการเงิน” ศ.ดร.นพดล กล่าว

นางอัญชลีพร กุสุมภ์ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่ง มก. ที่ร่วมบริจาค กล่าวว่า ดีใจที่รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่นักเรียนทุกคนไม่ว่าจะมาจากครอบครัวฐานะดีหรือไม่ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าความต้องการของคน หรือสถานะมีความต่างกันอยู่ทำให้เงินจากรัฐบาลมีความสำคัญ และจำเป็นสำหรับแต่ละครอบครัวต่างกัน บางครอบครัวอาจสำคัญมาก แต่บางครอบครัวอาจหมายถึงอาหารทานเล่นหนึ่งมื้อ อย่างครอบครัวของตนไม่ได้เป็นครอบครัวที่มีเงินเหลือเฟือ

แต่เงินอุดหนุนรายหัวที่ได้รับจากรัฐบาลนั้น ทางครอบครัวเลือกนำมาบริจาค เนื่องจากคิดว่าน่าจะช่วยเด็กๆ กลุ่มที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้ ดังนั้นทุกครั้งที่รู้ว่าโรงเรียนบริจาคคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์กีฬาแก่เด็กต่างจังหวัด เด็กด้อยโอกาสเป็นเรื่องที่ดี และมีความหมายกับครูและเด็ก เพราะถือเป็นการเปิดโลก ทำให้การศึกษาก้าวไกลมาก ที่สำคัญยังทำให้เด็กได้เห็นสถานะสังคมว่ามีเท่ากันหรือไม่และทำให้เขารู้ว่าทำไมต้องให้ และการให้การศึกษาเป็นการให้ที่มีผลต่อจิตใจและเห็นผลเป็นรูปธรรม.