6ประเทศอาเซียนออกแบบติดตาม NCDs #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/414477?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

6ประเทศอาเซียนออกแบบติดตาม NCDs

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:10 น.
กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง,NCDs,สสส,องค์กรอนามัยโลก
เปิดอ่าน 128 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

NCDs หรือ Non-communicable diseases เป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง นั่นคือไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคและไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคถุงลมโป่งพอง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ลงพุง และโรคมะเร็ง ซึ่งโรคในกลุ่มดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง

 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กรอนามัยโลก พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายในประเทศไทยและอาเซียน ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้บันทึกความเข้าใจในปี 2558 ร่วมมือกันพัฒนาโครงการสร้างเสริมสุขภาพใน 6 ด้านเพื่อจัดการปัญหา NCDs และตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่ พัฒนานโยบายควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์ส่งเสริมกิจกรรมทางกายส่งเสริมสุขภาวะในโรงเรียน พัฒนาระบบการบริโภคเกลือ พัฒนาระบบเฝ้าระวังการป้องกันและการควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและสาธารณสุขมูลฐานเพื่อการประกันสุขภาพถ้วนหน้า
โครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังเพื่อการต้องการและควบคุมโรคไม่ติดต่อและสร้างเสริมสุขภาพในกลุ่มประเทศอาเซียนได้แก่ กัมพูชา ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ไทย และเวียดนาม เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้จัดขึ้นเพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ครอบคลุมและมีมาตรฐานเทียบเคียงกันได้ในภูมิภาคอาเซียนผ่านการพัฒนาแต่ละภาค นักวิชาการด้านระบบเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อและบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข
ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส. กล่าวว่าจากข้อมูลเมื่อปี 2559 พบว่าโรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 74 ของสาเหตุการตายทั้งหมด อีกทั้งโรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลกโดยเฉพาะ 4 กลุ่มโรคหลัก ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวานและโรคปอดเรื้อรัง พบว่ากว่าร้อยละ 85 ของกลุ่มที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางซึ่งรวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียน 6 ประเทศได้แก่กัมพูชาลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ไทย และเวียดนาม

ณัฐพันธุ์ ศุภกา

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการรวมกลุ่มออกแบบระบบกำกับติดตามกลุ่มโรคดังกล่าวให้มีมาตรฐานเทียบเคียงกัน เพื่อประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายระดับชาติ กำหนดวิธีป้องกันดูแลสุขภาพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพที่ผ่านมาและประเทศในอาเซียนใช้เครื่องมือ WHO-STEPs เก็บข้อมูลสถานการณ์โรค NCDs แต่สำหรับไทยมีความรุดหน้าไปมาก เพราะได้สำรวจสุขภาพประชาชน ทั้งยังจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อติดอาวุธให้คนไทยรู้จักดูแลตัวเองลดการป่วยโรค NCDs ทำให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น

“ถือเป็นครั้งแรกของ 6 ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ได้ร่วมกันออกแบบระบบกำกับติดตามที่มาจากความคิดเห็นของกลุ่มนักวิชาการในภาคส่วนต่างๆ ซึ่ง สสส.มีบทบาทในการสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบร่วมกันอันนำไปสู่การวางระบบ แลกเปลี่ยนและช่วยกันดูแลผู้ป่วย ลดอัตราผู้ป่วยโรค NCDs ในแต่ละประเทศ เนื่องจากโรคดังกล่าวแม้ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คนแต่เป็นโรคที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก เพราะเกิดจากพฤติกรรม 5 ด้าน ได้แก่ การกิน การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด และการไม่ออกกำลังกาย เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีผู้ป่วยโรค NCDs จำนวนมาก ดังนั้นนอกจากการวางระบบดังกล่าวที่แต่ละประเทศร่วมมือกันนำไปสู่การสร้างมาตรฐานเดียวและขยายต่อไปในเชิงนโยบายแล้ว ทุกคนต้องดูแลตัวเอง และลดพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ด้วย” ณัฐพันธุ์ กล่าว

ทุกประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนต่างมีมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง วาระที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ นพ.วิศัลย์ มูลศาสตร์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ สถาบันบำรุงนราดูร กล่าวว่า การเฝ้าระวังและมาตรการควบคุมโรค NCDs นั้น จะดำเนินการตามบริบทของแต่ละประเทศเป็นหลัก เพราะโรคดังกล่าวขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การกิน การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพของคนละประเทศ ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จะเป็นการหามาตรการ เฝ้าระวัง ติดตามร่วมกัน โดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำไปสู่แนวทางในการปฏิบัติที่แต่ละประเทศจะนำไปใช้บูรณาการในประเทศของตนเอง และคำนึงถึงประเทศเพื่อนบ้าน เพราะด้วยเทคโนโลยี การเคลื่อนย้ายประชากรในกลุ่มประเทศดังกล่างมีมากขึ้น หากมีมาตรการการเฝ้าระวัง ติดตามในองค์รวม และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน เชื่อว่าจะช่วยลดปัญหากลุ่มโรค NCDs ได้

นพ.วิศัลย์ มูลศาสตร์

“สถานการณ์กลุ่มโรค NCDs ยังคงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เพราะปัจจัยการเกิดโรคมีหลายมิติ โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้ชีวิต การกิน การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า การกินเกลือมากไป การออกกำลังกาย ล้วนเป็นผลให้เกิดโรคดังกล่าวได้ทั้งสิ้น รวมถึงยังทำให้การออกแบบชุดข้อมูลเพื่อติดตามสถานการณ์มีความยากซับซ้อน เป็นเหตุให้แต่ละประเทศมีตัวชี้วัดแตกต่างกันและร่วมและถูกรวบรวมวิเคราะห์อย่างไม่ต่อเนื่อง ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อระบบการติดตามประวัติอนัตตาโรคและปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อในประเทศแต่ยังกระทบต่อการเปรียบเทียบสถานการณ์ระหว่างประเทศด้วย ฉะนั้นการประชุมดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการสร้างตัวชี้วัด การเฝ้าระวังติดตามในกลุ่มโรค NCDs ร่วมกัน เป็นรูปธรรม และมีเป้าหมายที่ชัดเจน” นพ.วิศัลย์ กล่าว
สุภา เพ่งพิศ นักวิชาการจากสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมและมีมาตรการเฝ้าระวัง ติดตาม กำกับดูแลกลุ่มโรค NCDs มาตลอดและมีความรุดหน้ามากกว่าในหลายประเทศ เนื่องจากมีการดำเนินการในระดับนโยบาย แต่ยอมรับว่าโรคดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักในการเสียชีวิตของคนไทยเพราะเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนไทย อีกทั้งประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ดังนั้นจำนวนผู้ป่วยโรคนี้มีมากขึ้น

สุภา เพ่งพิศ

โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันด้วยการเปิดกว้างแต่ละประเทศ มีการเคลื่อนย้ายของผู้คน การขนส่งสินค้าต่างๆ ทำให้มีผู้ป่วยโรคกลุ่ม NCDs มากขึ้น ดังนั้นเมื่อทั้ง 6 ประเทศอาเซียนร่วมกันออกแบบระบบติดตาม กำกับดูแลผู้คนในโรคดังกล่าวย่อมเป็นมาตรการเทียบเคียงกัน และเกิดความร่วมมือกันเป็นระบบเครือข่าย ทำงานร่วมกัน ที่สำคัญยังนำเสนอในเชิงนโยบายที่แต่ละประเทศได้นำไปใช้ และเกิดมาตรฐานที่เป็นสากลได้
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการหารือร่วมกันในครั้งนี้และครั้งต่อๆ ไป จะได้แนวทาง และมาตรฐานช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs ได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ม.ร.ประกาศแนวปฏิบัติป้องกันโคโรน่าในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/414222?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ม.ร.ประกาศแนวปฏิบัติป้องกันโคโรน่าในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

2 กุมภาพันธ์ 2563 – 05:34 น.
‎มหาวิทยาลัยรามคำแหง,ไวรัสโคโรน่า,ประกาศแนวปฏิบัติ
เปิดอ่าน 432 ครั้ง

มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกาศแนวปฏิบัติป้องกัน “ไวรัสโคโรน่า” ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต

มหาวิทยาลัยรามคำแหงประกาศแนวปฏิบัติการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าด้วยความห่วงใย และเพื่อสุขภาพอนามัยของบัณฑิต และบุคลากรที่มาปฏิบัติหน้าที่ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ครั้งที่ 45

      อ่านข่าว : ประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้นอยู่กับการจัดการความเสี่ยงไวรัสโคโรน่า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า ตามที่ มีสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ที่มีแหล่งเริ่มต้นมาจากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และมีหลักฐานชัดเจนว่า มีผู้ป่วย หรือผู้ได้รับเชื้อได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยจำนวนหนึ่ง ประกอบกับที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จะมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ครั้งที่ 45 ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2563 ณ อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช นั้น

มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาด และคัดกรองการแพร่เชื้อของไวรัสโคโรน่า มหาวิทยาลัยจึงกำหนดแนวปฏิบัติในงานพิธีฯดังนี้

1)ให้มีการตรวจวัดไข้บัณฑิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่มาปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีไข้ ไอ มีน้ำมูก ให้รายงานประธานอนุกรรมการฝ่ายฝึกซ้อมให้รับทราบ และประสานงานกับงานแพทย์และอนามัย เพื่อดำเนินการดูแลและเฝ้าระวังการระบาด

2)สำหรับบัณฑิตที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรแต่ละคาบจะได้รับเจลล้างมือชนิดแห้ง ทำความสะอาดมือทุกรายก่อนเข้าหอประชุม

3)สำหรับอาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ดำเนินการฆ่าเชื้อด้วยวิธีอบโอโซนในปริมาณความเข้มข้นโอโซนที่จะฆ่าเชื้อไวรัสได้ และทำความสะอาดจุดที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น ราวบันได เป็นต้น

“มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีความห่วงใยในสุขภาพอนามัยของบัณฑิต และบุคลากรที่มาปฏิบัติหน้าที่ในงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร จึงได้ออกแนวปฏิบัติการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้อย่างเข้มงวด หากมีเหตุฉุกเฉินมหาวิทยาลัยมีทีมงานแพทย์และอนามัยเตรียมความพร้อมในการตรวจสุขภาพแก่บัณฑิต ญาติบัณฑิต และบุคลากรในเบื้องต้นด้วย” อธิการบดีม.รามคำแหง กล่าว

เด็กไทยต้องรีบปรับทักษะรองรับอาชีพโลกดิจิทัล 5.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/414200?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เด็กไทยต้องรีบปรับทักษะรองรับอาชีพโลกดิจิทัล 5.0

2 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
จีน,นักศึกษา,เศรษฐกิจ,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 328 ครั้ง

China 5.0 ผ่า DNA จีน  สู่มหาอำนาจอันดับ 2 ของโลก แนะเด็กไทยรีบปรับทักษะ รองรับอาชีพใหม่ในโลกดิจิทัล 5.0

2 มกราคม 2563 ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการและบุคลากรแห่งอนาคต(DPU X) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) เปิดเผยว่า DPU X ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์และวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี&วิศวกรรมศาสตร์ (CITE)

จัดกิจกรรม Playfessional ชอบทางไหนต้องไปให้สุด ภายใต้หัวข้อ “China 5.0 วัฒนธรรมจีนกับการพัฒนาเทคโนโลยี”  โดยมี ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ไทย-จีน เป็นวิทยากร  ทั้งนี้ เพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวทางที่ทำให้ประเทศจีนพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลให้วัฒนธรรมจีนเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยี จนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับที่ 2 ของโลก ซึ่งแนวคิดหลายอย่างจากแดนมังกรสามารถพิสูจน์ได้ว่า วิธีคิดหรือสูตรสำเร็จรูปจากประเทศตะวันตกไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป

ดร.พณชิต กล่าวว่า ตัวอย่างความสำเร็จของจีน ทำให้คนไทยต้องหันกลับมาคิดใหม่ ทำใหม่ และหาจุดที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งสมัยก่อนวิธีคิดของคนไทยจะศึกษาและนำต้นแบบสูตรสำเร็จรูปจากประเทศมหาอำนาจมาใช้โดยไม่ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ดังนั้น อนาคตของเด็กไทยก็น่าเป็นห่วงเช่นเดียวกันเพราะส่วนใหญ่ยังขาดการพัฒนาอย่างจริงจังเรื่อง ความรู้ ความคิด ทักษะและจิตใจ ซึ่งหากไม่เรียนรู้ให้กว้างและลึก ไม่ปรับวิธีคิด ไม่พัฒนาทักษะ หรือไม่เปิดใจรับสิ่งใหม่ ประเทศก็จะไปไม่รอด ดังนั้น DPU X  จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการปลูกฝังให้เด็กคิดหาแนวทางเพื่อผ่านความยากลำบากตรงจุดนี้ไปให้ได้  ถ้าผ่านตรงนี้ได้ก็จะสามารถปรับตัวอยู่ในยุคของ AI (Artificial Intelligence) ได้

“การเชิญ ดร.อาร์ม มาเป็นวิทยากรในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้เด็กเห็นตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จจากความชอบของตัวเอง วิทยากรเรียนจบนิติศาสตร์ แต่ชอบศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศจีน การศึกษาอย่างถ่องแท้ รู้ลึก รู้จริงนำไปสู่การสร้างคาแรคเตอร์ให้ตนเอง จนพัฒนากลายมาเป็นนักเขียนและวิทยากร สามารถเผยแพร่ความรู้ให้กับผู้อื่นได้ อย่างไรก็ตามการได้เรียนรู้วิธีคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ได้รู้ว่าตนเองรู้จริงหรือรู้ลึกในสิ่งที่เราชอบหรือไม่ และสามารถนำความรู้นี้ไปต่อยอดทำอะไรได้บ้าง”ดร.พณชิตกล่าว

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ไทย-จีน และผู้เขียนหนังสือ ‘China 5.0 สีจิ้นผิง เศรษฐกิจยุคใหม่ และแผนการใหญ่ AI’ กล่าวว่า  ในอนาคตผู้นำด้านเศรษฐกิจและเทคโนลียีอาจไม่ใช่เมืองตะวันตกอีกต่อไป เพราะขณะนี้เริ่มมีอิทธิพลจากประเทศจีนแทรกซึมเข้ามาเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงในจีนเกิดขึ้นเร็ว ส่งผลให้การขับเคลื่อนเทคโนโลยีเร็วตามไปด้วย

ก่อนนี้ทุกคนอาจอยู่ภายใต้แพลตฟอร์มตะวันตก อาทิ Facebook Twitter เป็นต้น แต่ตอนนี้มีแพลตฟอร์มจีนเข้ามาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น Alibaba Tencent Huawei  ตลาดเทคโนโลยีจีนเริ่มรุกอย่างรวดเร็วจนเห็นภาพการแข่งขันกับสหรัฐอย่างชัดเจน  แต่อย่างไรก็ตาม ภายใน 1 ปีก่อนการเลือกตั้งของสหรัฐ อาจยังไม่มีการยกระดับความรุนแรงของสงครามการค้า ระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจ เพราะไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อสหรัฐ แต่มีแนวโน้มในการเจรจาเฟส 2 ซึ่งเป็นเรื่องที่ตกลงกันยากขึ้น

อาทิ การอุดหนุนรัฐวิสาหกิจจีน ภัยคุกคามไฟเบอร์จากจีน ซึ่งสงครามนี้อาจกินยาวหลายปี และอาจกล่าวได้ว่ายุคนี้เป็นจุดจบในการนำเดี่ยวของสหรัฐฯ เพราะในอนาคตข้างหน้าจีนอาจแซงหน้าด้านเทคโนโลยี  ส่วนสาเหตุหลักที่จีนปรับตัวได้เร็ว เพราะมีวัฒนธรรมการปรับตัวและการอยู่รอดจากรุ่นสู่รุ่น

ดร.อาร์ม กล่าวต่อว่า  จีนนอกจากมีการปรับตัวที่ดีแล้ว ยังนำวิธีคิดและวัฒนธรรมดั้งเดิมมาผลักดันให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เมื่อถอดรหัสแนวคิดจะพบวัฒนธรรม 4 อย่างที่จีนนำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ ได้แก่ 1.วัฒนธรรมความคิดแบบหยินหยาง คือ ในขาวมีดำ เช่น การใช้กลไกลตลาดควบคู่กลไกลรัฐ ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและระบบการปกครองภายใต้เอกลักษณ์จีน ทำให้มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด

2.วัฒนธรรมการพัฒนาและเรียนรู้อยู่เสมอ ยกตัวอย่าง Start Up ในจีน ส่วนใหญ่เริ่มจากการศึกษาต้นแบบ (จากสหรัฐฯ)  เกิดการ Inspired สู่การ Innovate จนเกิดเป็นนวัตกรรมของตนเอง 3.วัฒนธรรมด้านการแข่งขัน มีการแข่งขันสูงทุกด้านทำให้เกิดการตื่นตัวอยู่เสมอ และ4.วัฒนธรรมด้านการทดลอง เช่น การทดลองเปิดเมืองเศรษฐกิจพิเศษ(เมืองเซินเจิ้น)จนประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีการตั้งเป้ายุทธศาสตร์อุตสาหกรรม Made In China 2025 เพื่อยกระดับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ รถยนต์พลังงานสะอาด และยังมีแผน AI 2030 เพื่อขึ้นสู่การเป็นผู้นำโลกด้าน AI

เป้าหมายใหญ่ของจีนทำให้ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐเริ่มสั่นคลอน ลามไปสู่การขัดแย้งทางด้านเศรษฐกิจ การเกิดสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ จะส่งผลให้ในอนาคตเกิดโลก 2 ใบ หรือโลกดิจิทัล 2 ซีก ทั้งนี้ในปี 2563 อาจต้องจับตาการประกาศใช้ “หยวนดิจิทัล” และเทคโนโลยี Social Credit Score ซึ่งคนในวงการ FinTech มองว่ามีความสำคัญมากต่อการเปลี่ยนแปลงภาคการเงินของโลก

“เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ต่างชาติสนใจและพูดกันในวงกว้าง และสำหรับคนไทยต้องหันมาตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของโลก ในภาคเศรษฐกิจต้องแสวงหาความร่วมมือจากผู้ประกอบการจีน เพราะถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่ไทยสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้มาปรับใช้ในเชิงธุรกิจได้ เนื่องจากประเทศดังกล่าวมีเทคโนโลยีหลายระดับ มิหนำซ้ำยังมีตัวอย่างความสำเร็จหลากหลายด้านให้เรียนรู้ด้วย”ดร.อาร์ม กล่าว

ดร.อาร์ม กล่าวว่า เด็กไทยไม่ต้องกลัวการถูกแย่งงานจาก AI เพราะมีผลการศึกษาว่า งานใดที่ AI มาแทนที่ มักมีงานใหม่เกิดขึ้นเสมอ เพราะฉะนั้นคนที่จะคว้าโอกาสในยุค 5.0 ต้องพัฒนาทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิตและต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อคว้าโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้น อย่างเช่น การเรียนภาษาจีน ต้องรู้ลึกเรื่องวัฒนธรรม เรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องอื่นๆ เพื่อเปิดโลกความคิดของเจ้าของภาษาด้วย

แพทย์ย้ำโคโรน่ารักษาตามอาการ ยาต้านHIVต้องรอผลการศึกษาชัดเจน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/414852?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

แพทย์ย้ำโคโรน่ารักษาตามอาการ ยาต้านHIVต้องรอผลการศึกษาชัดเจน

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:15 น.
ไวรัส,โคโรน่า,ทีมแพทย์,รถราชวิถี
เปิดอ่าน 218 ครั้ง

แพทย์ย้ำ”โคโรน่า”รักษาตามอาการ ยาต้านเอชไอวีต้องรอผลการศึกษาชัดเจน โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

 ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย แสดงความเป็นห่วงกรณีการรักษาผู้ป่วยไวรัสโคโรน่า โดยใช้ยาต้านเอชไอวีที่เป็นยาสูตรผสมโลพินาเวียร์ และลิโทนาเวียร์ ร่วมกับการให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์ รักษาผู้ป่วยชาวจีนที่มีการติดเชื้อค่อนข้างรุนแรงจนอาการดีขึ้น โดยระบุว่าผลการรักษาดังกล่าวยังต้องรอการทดสอบที่ชัดเจนเนื่องจากยาต้านเอชไอวีมีผลข้างเคียง

อ่านข่าว-2 มุมมองแพทย์ ยาต้านเอสด์ .รักษาไวรัสโคโรน่าได้หรือไม่

หลังจากที่ทีมแพทย์โรงพยาบาลราชวิถี คือ นพ.เกรียงศักดิ์ อติพรวณิช อายุรแพทย์โรคปอด นายแพทย์ชำนาญการพิเศษโรงพยาบาลราชวิถี และ รศ.นพ.สืบสาย คงแสงดาว นายแพทย์เชี่ยวชาญโรงพยาบาลราชวิถี ได้ใช้ยาต้านเอชไอวีที่เป็นยาสูตรผสมโลพินาเวียร์และลิโทนาเวียร์ ร่วมกับการให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์ รักษาผู้ป่วยหญิงชาวจีนอายุ 70 ปี ที่มีการติดเชื้อค่อนข้างรุนแรง อาการดีขึ้นภายใน 12 ชั่วโมง และผลเชื้อเป็นลบใน 48 ชั่วโมง

ล่าสุดวานนี้ (4 ก.พ.)  ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย แถลงข่าวเรื่องไวรัสปอดบวมร้ายแรงจากอู่ฮั่น โดย ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยกล่าวว่า ข้อมูลเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 17,485 ราย เสียชีวิต 362 ราย เริ่มคงที่เนื่องจากมาตรการป้องกันจากจีนและประเทศอื่นๆ เริ่มเข้มข้นขึ้น อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 2.9% น้อยกว่าเมอร์สซึ่งอยู่ที่ 37% และซาร์ส 10% โดยผู้ที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตคือ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว

สถานการณ์ในประเทศไทยจากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขพบผู้ป่วยในไทยรวม 19 ราย มีคนไทย 2 ราย ซึ่งรายแรกมีประวัติเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น และรายที่สองไม่ได้เดินทางไปประเทศจีนแต่การติดต่อเกิดจากไปสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย ทั้งนี้ การติดต่อของโรคนี้ติดต่อทางระบบทางเดินหายใจและการสัมผัสสารคัดหลั่งทางระบบทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ

ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ

ดังนั้นผู้ป่วยที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน คือผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศจีน หรือมีประวัติสัมผัสคลุกคลีกับผู้ที่ได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และมีอาการไข้ ไอ น้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ

สำหรับผู้ที่ไม่มีประวัติเดินทางไปประเทศจีน หรือไม่มีประวัติสัมผัสคลุกคลีกับผู้ได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ แต่มีอาการของโรคหวัด ควรพักอยู่บ้าน รักษาตามอาการ หรือไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน เนื่องจากขณะนี้ในประเทศไทยและทั่วโลกยังมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่นกัน

    แพทย์ย้ำรักษาตามอาการ
ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล เลขาธิการสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ระบุว่ามีเชื้อไวรัสบางชนิดเท่านั้นที่มียาต้านไวรัสเฉพาะ เช่น ไข้หวัดใหญ่ เริม งูสวัด เป็นต้น ขณะที่แบคทีเรียมียาปฏิชีวนะ สำหรับ ไวรัสโคโรน่า เป็นไวรัสอีกชนิดหนึ่ง ณ ข้อมูลตอนนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสโดยตรง ที่จะสามารถจัดการกับเชื้อไวรัสนี้ได้ ดังนั้น การรักษาหลักๆ คือ การรักษาตามอาการ มีไข้กินยาลดไข้ ไอกินยาแก้ไข หายใจไม่ไหวก็ใส่เครื่องช่วยหายใจ แนวทางปฏิบัติยังรักษาตามอาการแบบประคับประคองอยู่

ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล

เลขาธิการสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย อธิบายว่า การใช้ยาต้านเอชไอวีในการรักษาผู้ป่วยไวรัสโคโรนาอย่าง รีโทรนาเวียร์ (Ritonavir) และ โลพินาเวียร์ (Lopinavir) ถ้าอยู่ในขั้นหลอดทดลองผลการศึกษาว่ามีผลจริง การศึกษาในสัตว์ก็มีจริงว่าทั้ง 2 ตัวยาทำให้สัตว์ที่ติดเชื้อโคโรน่าไวรัสดีขึ้นได้ แต่ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ เป็นสายพันธุ์ก่อนหน้านี้

ส่วนการใช้ในคนมีการใช้มาก่อนหน้านี้แต่เป็นโรคซาร์ส ซึ่งเป็นไวรัสโคโรนาเหมือนกันแต่คนละสายพันธุ์ ดังนั้นการวิจัยในคนมี แต่ยังไม่ใช่ระดับดีมาก บ่งชี้ว่าได้ผลและลดอัตราการตายได้ แต่ในส่วนของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ต้องรอข้อมูลที่ชัดกว่านี้ ในจีนเองกำลังทำวิจัยอยู่ ต้องรอผลจากในประเทศจีน เนื่องจากเป็นประเทศเดียวที่สามารถทำการวิจัยได้เพราะมีเคสผู้ป่วยมาก คาดว่าจะได้ผลออกมาในไม่ช้า ต้องศึกษาวิจัยอย่างดี มีการควบคุม

“ต้องศึกษาให้ดีว่าคนไข้ที่หาย หายเองตามอาการ หรือเพราะยาต้านเอชไอวี ต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ชัดว่ายาใช้ได้จริงหรือไม่ เข้าใจว่าทุกคนคงรอความหวัง ซึ่งเรารู้เบื้องต้นแล้วว่าพอมี แต่จะใช้ได้จริงหรือไม่ทางคลินิกต้องรอข้อมูลที่ชัดเจนกว่านี้ ในกรณีคนไข้มีการติดเชื้อที่ปอดรุนแรง อาจจะใช้สเตียรอยด์ ขอเน้นย้ำว่าต้องรักษาประคับประคองตามอาการอยู่ ในข้อมูล ณ วันนี้ (4 ก.พ.)”   ศ.พญ.ศศิโสภิณ กล่าว

ตระหนักได้แต่อย่าตะหนก
ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การเอายาต้านเอชไอวีมารักษาไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เนื่องจากยามีผลข้างเคียง คือหากไม่ได้เป็นไวรัสโคโรน่า เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาบวกกับมีเชื้อเอชไอวีโดยไม่รู้ตัว รับประทานเข้าไปจะทำให้เชื้อเอชไอวีดื้อยาได้ซึ่งต้องระวังและไม่ควรเอายาตัวนี้ไปให้คนอื่นกินเพื่อป้องกันไวรัส เพราะไม่มีประโยชน์ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อตัวยาอื่นๆ เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงตามมา เช่น ยาไมเกรน และอีกหลายตัว

“ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีการระบาดอย่างกว้างขวางเท่าจีน ยังอยู่ในวงจำกัด ทำใจให้สบาย หากไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือใกล้ชิดกับคนจีน ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เป็นคนชาติไหน แต่อยู่ที่ว่าเขาป่วยหรือไม่ สิ่งที่ต้องทำเป็นนิสัย คือล้างมือให้สะอาด ใส่หน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนที่มีคนมาก ถ้าไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง ก็ใช้ชีวิตปกติได้ เพราะไวรัสหายเองได้ถ้าภูมิปกติ”

ทั้งนี้การใช้ยาต้านไวรัสข้อมูลยังไม่มีว่าตัวไหนดีที่สุด หากมีความเสี่ยงแพทย์ส่งตัวเข้ารับการคัดกรองอย่างละเอียด แต่หากไม่มีความเสี่ยงหลายคนก็อยากให้เก็บตัวอย่างไปตรวจ ซึ่งอาจจะเจ็บตัวฟรี เสียเงิน และไม่ใช่เรื่องง่าย การเอาไปทดสอบในห้องปฏิบัติการใช้ทรัพยากรสูง หากทุกคนอยากตรวจหมดระบบบริการสาธารณสุขจะไม่สามารถรองรับได้

นพ.กำธร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับไวรัสโคโรนายังไม่จำเป็นต้องใช้ N95 เพราะใช้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องอยู่ใกล้ผู้ป่วยเท่านั้น เนื่องจากไม่ได้ใส่ง่ายๆ และใส่ได้ไม่นาน หากใส่ถูกวิธีจะหายใจลำบาก หากใส่ทั้งวันแล้วยังใส่ได้แสดงว่าใส่ไม่ถูก

“แนะนำประชาชนว่า อยากให้ตระหนัก แต่อย่าตระหนก หมั่นติดตามข่าวสาร และอย่าตีความข่าวสารเกินกว่าที่รับทราบ การล้างมือใช้น้ำและสบู่ล้างมือก็เพียงพอ ในพื้นที่ทั่วไปหากไม่มีห้องน้ำให้ใช้ทิชชู่เปียก 2-3 ครั้งแทนได้ อย่างไรก็ตามควรล้างมือทุกครั้งหลังจากกลับถึงบ้าน” นพ.กำธร กล่าวทิ้งท้าย

ไทยพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อเพิ่ม6ราย
ประเทศไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่ารายแรก เมื่อวันที่ 13 มกราคม หรือ 2 อาทิตย์ หลังจากมีการระบาดที่จีน และพบผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน ส่งผลให้ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

ในส่วนของคนไทยรายแรกป่วยไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เป็นชายขับรถแท็กซี่ ติดเชื้อจากการไปส่งผู้ป่วยชาวจีนที่โรงพยาบาล ไม่มีประวัติเดินทางไปประเทศจีน เป็นรายแรกที่ติดเชื้อจากคนสู่คน มีผู้สัมผัสใกล้ชิด 13 คน เป็นภรรยา ลูก และหลาน จากการเก็บตัวอย่างไปตรวจเชื้อผลเป็นลบทั้ง 13 คน แต่ต้องเฝ้าระวังเป็นเวลา 14 วัน

ขณะที่สถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ล่าสุด (4 ก.พ.) ประเทศไทยพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 เพิ่มอีก 6 ราย เป็นชาวไทย 2 รายเป็นสามีภรรยา กลับจากเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น รวมไทยเจอผู้ป่วยยืนยันสะสม 25 ราย ในจำนวนนี้หายดีออกจากโรงพยาบาลแล้วจำนวน 8 ราย นอนในโรงพยาบาล 11 ราย

ส่วนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวังสะสมตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม-3 กุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 492 ราย คัดกรองจากสนามบิน 43 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 449 ราย อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว 119 ราย ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 373 ราย โดยวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 พบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรครายใหม่ 7 ราย

บอร์ดกศน.เคาะอาคารรร.เล็กที่ถูกยุบ เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/414568?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

บอร์ดกศน.เคาะอาคารรร.เล็กที่ถูกยุบ เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 19:40 น.
สั่งยุบโรงเรียน,ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,บอร์ดกศน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 210 ครั้ง

“รมว.ศธ.” ประธานบอร์ดกศน. เคาะพัฒนาอาคาร โรงเรียนขนาดเล็กที่ถูกยุบ เป็นศูนย์เรียนรู้ในชุมชน ดึงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมจัดการศึกษาเพื่อประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริม สนับสนุน และประสานความร่วมมือการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ครั้งที่ 1/2563 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

 อ่านข่าว :กสม.ค้านยุบ ควบรวม รร.ขนาดเล็ก กระทบสิทธิเด็ก

โดยมี ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ โดยตำแหน่ง ได้แก่ เลขาธิการสภาการศึกษา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการ กคศ. เลขาธิการ สช. คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา  ดร.กล้า สมตระกูล  ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นางวัชรี ปรัชญานุสรณ์ นางสาวพรทพย์ อึ้งสมรรถโกษา นายวัชรินทร์ จำปี

และผู้แทนองค์กรเอกชน ได้แก่ นายไพบูลย์ นางแก้ว ตลอดจนผู้บริหารกลุ่ม/ศูนย์ส่วนกลางในสังกัดสำนักงาน กศน.เข้าร่วม

โดยมี นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน.เป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) นโยบายและจุดเน้นการดำเนินงาน สำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และมีประเด็นเพิ่มเติม คือ การพัฒนาสถานที่อาคารเรียนจากโรงเรียนขนาดเล็กที่ยุบรวม เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับทุกคนในชุมชน และการดึงภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนให้เข้ามามีบทบาทในการทำงานจัดการศึกษาเพื่อประชาชนร่วมกันมากขึ้น

รับมือ”ไวรัสโคโรน่า”ระบาด เฝ้าระวัง-ชะลอจำนวนผู้ป่วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/413950?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

รับมือ”ไวรัสโคโรน่า”ระบาด เฝ้าระวัง-ชะลอจำนวนผู้ป่วย

31 มกราคม 2563 – 15:15 น.
ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019,โคโรน่า,ไวรัส,หน้ากากอนามัย
เปิดอ่าน 363 ครั้ง

รับมือ”ไวรัสโคโรน่า”ระบาด เฝ้าระวัง-ชะลอจำนวนผู้ป่วย  โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

ไทยเตรียมพร้อมรับมือ “ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019” ด้วยการตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทุกจังหวัด และขอความร่วมมือจากประชาชนให้สวมหน้ากากอนามัย โดยคนที่ไม่ป่วยขอให้ใช้หน้ากากผ้าทำเองเพื่อป้องกันและลดขยะ ส่วนผู้ที่มีอาการป่วยให้สวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ โดยให้นำด้านที่เป็นสีเขียวออกข้างนอก ด้านสีขาวที่มีความอ่อนนุ่มไว้ข้างใน

แนวปฏิบัติรับมือโรคระบาดที่นานาประเทศนำมาปฏิบัติคือการชะลอจุดพีคของการระบาดให้ได้นานที่สุด และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดถ้ามีการแพร่ระบาดในประเทศ เพราะการชะลอออกไปเป็นเรื่องที่ดีและจำเป็นต้องทำให้ได้เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์คนป่วยเต็มโรงพยาบาล นั่นหมายถึงว่า อุปกรณ์ ยารักษา และบุคลากรทางการแพทย์อาจจะไม่เพียงพอ ที่สำคัญต้องปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ไม่ให้ติดเชื้อด้วย

ขณะเดียวกันองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้สำรองยาและเวชภัณฑ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ มีการเตรียมสำรองหน้ากากสำหรับดูแลประชาชนทั่วไป และหน้ากากสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ เช่น หน้ากาก N95 ขณะนี้มีการสำรองไว้ประมาณ 5 แสนชิ้น ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องหน้ากากอนามัย เพราะจะมีเพียงพอแน่นอน เพราะนอกจากหน้ากากอนามัยแล้วก็ยังมีในส่วนของห้างร้านที่มีการนำมาจำหน่ายด้วย ส่วนพื้นที่ที่หน้ากากขาดแคลนคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าน่าจะกระจายไปได้ทั่วประเทศ

        วธ.เฝ้าระวังสถานที่ท่องเที่ยว
 อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันมีแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 41 แห่ง อุทยานประวัติศาสตร์ 10 แห่ง หอสมุดแห่งชาติ 12 แห่ง และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ 11 แห่ง มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าชมแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ในปีงบประมาณ 2563 (ต.ค.-ธ.ค.62) จำนวนกว่า 3 ล้านคน/รูป เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 8.30

โดยได้สั่งการให้บุคลากรและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทำความสะอาดตามสถานที่ต่างๆ อย่างละเอียด ติดตั้งเจลแอลกอฮอล์ล้างมือบริเวณประตูทางเข้า–ออก และตามจุดต่างๆ รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้มาติดต่อราชการ สวมหน้ากากอนามัยป้องกันการติดเชื้อ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันดังกล่าวในสถานที่จัดงาน หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นแหล่งชุมนุมคนจำนวนมากอีกด้วย

      มสด.ดูแลนศ.จีนและไทย
 รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต(มสด.) ได้ออกมาตรการเฝ้าระวังนักศึกษาจีนอย่างใกล้ชิด โดยอนุมัติให้เลื่อนเปิดเทอมเป็นวันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ และหลังจากเดินทางกลับจากประเทศจีนมาแล้ว ต้องรายงานตัวต่อมหาวิทยาลัย ตรวจร่างกายและบันทึกประวัติ โดยขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ให้มาดำเนินการอย่างเคร่งครัด และจัดตารางสอนชดเชยให้แก่นักศึกษาจีนภายหลัง

พร้อมทั้งบริการจัดเตรียมเจลล้างมือ เพื่อใช้ทำความสะอาดและลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคประจำอาคาร และจุดต่างๆ ที่มีผู้สัญจร และเพิ่มการทำความสะอาดในห้องเรียน สำนักงาน ราวบันได ห้องน้ำ ลิฟท์โดยสาร ฯลฯ อย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อและใช้เครื่องอบโอโซนฆ่าเชื้อหลังเลิกเรียน พร้อมทั้ง จัดเตรียมบุคลากรทางการแพทย์ไว้บริการที่ห้องพยาบาล

       นศ.มทร.ธัญบุรีกลับจากจีนแล้ว
ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้นักศึกษาของ มทร.ธัญบุรี จำนวน 13 คนที่เดินทางไปฝึกงานสหกิจศึกษา ที่เมืองกวางโจว และเสิ่นเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเมื่อคืนที่ผ่านมา มีสภาพร่างกายและจิตใจที่ปกติ ไม่พบอาการเจ็บป่วยแต่อย่างใด เนื่องจากอยู่ห่างจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หลังจากกลับมานั้นได้ขอความร่วมมือให้อยู่ในที่พักอาศัย เพื่อรอสังเกตอาการ จึงจะเริ่มฝึกงานต่อในสถานประกอบการของประเทศไทย ส่วนนักศึกษาจีน จำนวน 3 คนที่เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยได้ขอให้เลื่อนการเดินทางกลับไปอีก 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะทำการสอนเสริมให้แก่นักศึกษากลุ่มดังกล่าว

          นศ.อาชีวะ8คนอยู่ในอู่ฮั่น
ณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า มีนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ที่ไปฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพอยู่ที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีการต่อเรืออู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย จำนวน 8 คน ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ตรวจวัดไข้วันละ 2 ครั้ง ห้ามออกจากห้องพักเว้นแต่จำเป็น และต้องมีอุปกรณ์ป้องกันในพื้นที่ระบาดของโรค

“นักเรียน นักศึกษา ทั้ง 8 คน มีความประสงค์จะกลับประเทศไทย  มีกำหนดเดินทางกลับวันในที่ 20 กรกฎาคม 2563 ซึ่งจากการวิดีโอคอล พูดคุยกับนักศึกษา นายธนวัฒน์ บุญต่อ หนึ่งในนักศึกษา ฝากบอกว่าคิดถึงแม่มาก และทุกคนยกมือบอกว่าอยากกับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอการประกาศจากรัฐบาลจีนในเรื่องของการเดินทาง”  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าว

ส่วนที่ Chongqing Business Vocational College เมืองฉงชิ่ง มี 28 คน เดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มกราคม และในวันที่ 31 มกราคม นักศึกษาจาก Xingtai Polytechnic College มณฑลเหอเป่ย จำนวน 28 คน และ Hunan Technical College of Railway High-Speed มณฑลหูหนาน จำนวน 34 คน จะเดินทางมาถึงไทยเช่นกัน
ผู้ที่เดินทางกลับจากสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วง 2 สัปดาห์นี้ ให้หยุดพักการเรียนและพักปฏิบัติงานได้จำนวน 14 วัน โดยไม่ถือเป็นการขาดเรียน และไม่เป็นวันลา และให้สถาบันการศึกษาในสังกัดเฝ้าระวังการระบาดอย่างเข้มข้น

สร้างภูมิคุ้มกันไวรัสโคโรน่า 

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้ความรู้ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “สมุนไพรอภัยภูเบศร” ถึงไวรัสโคโรน่าที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ว่า ไวรัสอู่ฮั่น คือไวรัส กลุ่มโคโรน่าไวรัส สายพันธุ์ใหม่ ใช้ชื่อว่า 2019 novel coronavirus (2019-nCoV) พบการระบาดที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เริ่มต้นมีรายงานครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2019 ทำให้เกิดการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ ลักษณะอาการที่พบบ่อย คือ ไข้ ไอ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย หอบเหนื่อย หากมีอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน

ปัจจุบันไม่มีวัคซีนป้องกัน ไม่มียารักษา การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ CDC หรือหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control) แนะนำหนทางที่ดีที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ โดยมีวิธีแนะนำ เช่น ล้างมือบ่อยๆ นานอย่างน้อย 20 วินาที ด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการนำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น

โดยเฉพาะหากยังไม่ได้ล้างมือหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย ไม่ออกไปในสถานที่ที่คนแออัด ในที่ชุมชนควรสวมหน้ากากอนามัย หากไอหรือจาม ต้องหาผ้าหรือทิชชูปิด และทิ้งถังขยะให้เป็นสัดส่วนทำความสะอาดฆ่าเชื้อบริเวณที่อยู่อาศัย หรือพื้นผิวที่ต้องสัมผัสในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ได้แนะนำให้ดูแลภูมิคุ้มกันด้วยฟ้าทะลายโจร ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีความโดดเด่นใน 3 ด้าน คือ 1.กระตุ้นภูมิคุ้มกัน 2.ต้านการอักเสบ 3.ต้านไวรัส โดยเฉพาะไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจ ทั้งนี้ ภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เปรียบเสมือนทหารในร่างกายที่คอยปกป้องข้าศึกจากการติดเชื้อ ช่วยลดความรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัส สำหรับขนาดยาในผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 12 ปี ใช้สำหรับป้องกันหวัด ใช้ขนาดต่ำ ฟ้าทะลายโจรวันละ 1 เม็ด 5 วันต่อสัปดาห์ x 3 เดือน ลดอัตราการเป็นหวัดได้ 33%

ส่วนในงานวิจัยใช้ความแรงของสารสำคัญ andrographolide 11.2 มิลลิกรัมต่อวัน 1 แคปซูล มีปริมาณสารสำคัญดังกล่าวประมาณ 24 มิลลิกรัม เพื่อรักษาหวัด ใช้ฟ้าทะลายโจรครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน ใช้ไม่เกิน 14 วัน และสามารถหยุดยาได้เลยทันทีเมื่ออาการดีขึ้น โดยไม่มีผลทำให้ดื้อยา หากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน อาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ ห้ามใช้ฟ้าทะลายโจรในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ข้อควรปฏิบัติ -หารูปประกอบให้่ด้วย 
ประชาชนปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข สถานการณ์จะดีขึ้นด้วยความร่วมมือจากประชาชน อย่าเชื่อข่าวลือจากทุกทาง “เช็กก่อนแชร์” ข้อมูลผู้ป่วยทางสื่อออนไลน์ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแพร่หลาย เกิดความตระหนก และมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
• หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่นและเมืองที่มีการระบาดตามคำประกาศของทางการจีน
• ระหว่างเดินทางในต่างประเทศขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือมีมลภาวะ และไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอจาม แนะนำควรสวมหน้ากากอนามัย

• หลีกเลี่ยงการเข้าไปตลาดค้าสัตว์มีชีวิต การสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรวมถึงเนื้อสัตว์ที่ไม่สุกดี

• หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำ และสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น และปฏิบัติตามคำแนะนำ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” อย่างเคร่งครัด

• ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น (เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว) เนื่องจากเชื้อก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ

• รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
• หลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย ภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอมีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

• หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
หรือเว็บไซต์ https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/intro.php

และ Line@/เพจเฟซบุ๊ก : รู้กันทันโรค เพจเฟซบุ๊ก : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ม.เกษตร เพิ่มมูลค่าข้าวไทยสู่อุตฯความงาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/413890?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ม.เกษตร เพิ่มมูลค่าข้าวไทยสู่อุตฯความงาม

31 มกราคม 2563 – 11:40 น.
เพิ่มมูลค่าข้าวไทย,ข้าวหอมมะลิไทย,ข้าวหอมนิล,ออ๊อด วีระชัย
เปิดอ่าน 545 ครั้ง

“อ.อ๊อด” เปิดผลวิจัยม.เกษตร ชี้สารหอมสกัดจากข้าวหอมมะลิและข้าวหอมนิล เหมาะใช้ในผลิตภัณฑ์ความงามได้ดี   เพิ่มมูลค่าข้าวไทยสู่อุตสาหกรรมความงาม

วันที่ 31 ม.ค. 2563 อ.อ๊อด หรือ รศ. ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ทีมวิจัยด้านเคมีอินทรีย์ ที่ตนเองเป็นหัวหน้าทีม ได้ดำเนินการสกัดสารสำคัญจากข้าวหอมมะลิและข้าวหอมนิล ที่ได้รับพันธุ์ตัวอย่างมาจากพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า มีสารเบากลุ่มสารหอม และกรดไขมันสำคัญที่เป็นประโยชน์ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ความงามได้ดี

 อ่านข่าว: แบบนี้นี่เองทำเอาสาว ๆ ใจอ่อนยอมควักเงิน

รศ. ดร. วีรชัย กล่าวว่า ได้ตัวอย่างข้าวหอมมะลิและข้าวหอมนิลในเขตพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี จากเกษตรกร อ.พนมทวน นำมาสกัดด้วยเทคนิคคาร์บอนไดอ๊อกไซด์วิกฤติยิ่งยวด หรือ Supercritical CO2 โดยใช้แรงดันที่สามารถทำให้เกิดภาวะที่มีอุณหภูมิและความดันที่อยู่เหนือจุดวิกฤต จนคาร์บอนไดอ๊อกไซด์กลายเป็นสารไหล และสกัดดึงสารธรรมชาติที่สำคัญจากข้าวหอมทั้งสองพันธุ์ออกมา

โดยใช้เวลาในการสกัดสั้น และได้บริมาณสารสกัดเยอะ สะอาด ปลอดภัย และที่สำคัญไม่สามารถดึงสารตกค้างอื่นในข้าวออกมาได้ จากนั้นได้นำไปวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วยเครื่องตรวจจับมวลรวม หรือ Gas Chromatograph-Mass Spectrometer (GC-MS) พบว่า ข้าวหอมมะลิ มีสารเบากลุ่มสารหอมลึกคล้ายเตย มีผลต่อความรู้สึกของมนุษย์ในการผ่อนคลาย เช่นกลุ่มไพโรลีน 2-Acetyl-1-pyrroline

ส่วนในข้าวหอมนิลพบสารหอมเฉพาะที่คล้ายกับกลิ่นป๊อบคอร์นคือ 2 acetyl pyridine และกลุ่มไพโรลีนอื่นๆ นอกจากนี้ยังพบกรดไขมันสำคัญในข้าวหอมทั้งสองชนิดคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวมีพันธะคู่หลายคู่ กรดลิโนเลนิกอัลฟา หรือ โอเมก้า 3 กรดลิโนเลอิก ที่พันธะคู่อยู่ในตำแหน่งของโอเมก้า 6 และ โอเมก้า 9 นอกนั้นก็จะมีแว๊กซ์สายยาวที่เป็นประโยชน์ในการผสมในผลิตภัณฑ์ภัณฑ์เสริมความงามได้

รศ. ดร. วีรชัย กล่าวต่อว่า สารหอมและสารกลุ่มกรดไขมันไม่อิ่มตัวมีพันธะคู่หลายคู่ดังกล่าว เป็นที่นิยมในการใช้ผสมในผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เช่นครีม เซรั่ม น้ำตบ ส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวหน้า เป็นการส่งเสริมและเพิ่มมูลค่าการใช้สารสกัดจากข้าวหอมไทย ในอุตสาหกรรมความงาม

นอกจากนี้ ห้องปฏิบัติการของตน ยังได้ทดสอบสมบัติการต้านอนุมูลอิสระ กับสารสกัดจากข้าวหอมทั้งสองชนิดพบว่า ข้าวหอมนิล มีค่าการต้านอนุมูลอิสระ IC50 (mg/mL) ± SD อยู่ที่ 19.34 ± 0.3 โดยมีผลที่ดีกว่าข้าวหอมมะลิมีค่าอยู่ที่ 22.39 ± 0.8

อนึ่ง โครงการวิจัยนี้ ได้รับมอบทุนวิจัย โครงการ “การพัฒนาสารสกัดจากข้าวหอมมะลิและข้าวหอมนิลเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์ความงาม” เพื่อเพิ่มมูลค่า สนับสนุนเกษตรกรไทย จาก บริษัท เอเค เก้าหนึ่งกรุ๊ป(AK 91) ผู้จัดจำหน่าย สินค้าภายใต้ แบรนด์ ไฮร่าบูล

นศ.มทร.ธัญบุรี ที่ฝึกงานในจีน เดินทางถึงไทยแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/413850?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

นศ.มทร.ธัญบุรี ที่ฝึกงานในจีน เดินทางถึงไทยแล้ว

30 มกราคม 2563 – 23:05 น.
ไวรัสโคโรน่า,กลับถึงไทย,สหกิจศึกษา,มทรธัญบุรี
เปิดอ่าน 1,071 ครั้ง

“ผศ.ดร.สมหมาย” แจงนักศึกษา มทร.ธัญบุรี ที่ฝึกงานสหกิจศึกษา ที่เมืองกวางโจว และเซินเจิ้น ในจีน เดินทางกลับถึงไทยแล้ว

ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้นักศึกษาของมทร.ธัญบุรี จำนวน 13 คนที่เดินทางไปฝึกงานสหกิจศึกษา ที่เมืองกวางโจว และเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเมื่อคืนที่ผ่านมา

“ซึ่งนักศึกษาที่กลับมานั้นมีสภาพร่างกายและจิตใจที่ปกติ ไม่พบอาการเจ็บป่วยแต่อย่างใด เนื่องจากอยู่ห่างจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ซึ่งนักศึกษากลุ่มนี้มีความประสงค์ที่จะฝึกงานต่อ แต่เพื่อความปลอดภัยทางมหาวิทยาลัยได้ขอให้กลับมาก่อน และหลังจากกลับมานั้นได้ขอความร่วมมือให้อยู่ในที่พักอาศัย เพื่อรอสังเกตอาการ จึงจะเริ่มฝึกงานต่อในสถานประกอบการของประเทศไทย”ผศ.ดร.สมหมาย

ผศ.ดร.สมหมาย กล่าวอีกว่า ส่วนนักศึกษาจีน จำนวน 3 คนที่เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านก่อหน้านี้ มหาวิทยาลัยได้ขอให้เลื่อนการเดินทางกลับไปอีก 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะทำการสอนเสริมให้กับนักศึกษากลุ่มดังกล่าว

ไวรัสโคโรน่าตรวจด้วยเรียลไทม์พีซีอาร์รู้ผลใน3ชม. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/413718?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ไวรัสโคโรน่าตรวจด้วยเรียลไทม์พีซีอาร์รู้ผลใน3ชม.

30 มกราคม 2563 – 13:02 น.
รู้ผลภายใน 3 ชั่วโมง,ไวรัส,โคโรน่า,เรียลไทม์พีซีอาร์,นพโอภาส การย์กวินพงศ์
เปิดอ่าน 214 ครั้ง

ตรวจเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019  ด้วยเรียลไทม์พีซีอาร์รู้ผลใน 3 ชม.

สำหรับการตรวจวิเคราะห์สารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 (nCoV 2019) ด้วยเทคนิค Real-Time RT-PCR (rRT- PCR) ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ใช้เวลาตรวจวิเคราะห์และรู้ผลภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากห้องปฏิบัติการได้รับตัวอย่าง หากผลการตรวจเป็นลบ สามารถรายงานผลได้ทันที

อ่านข่าว…  “5 ด่วน” หนทางที่ดีที่สุดในการควบคุมไวรัสโคโรน่า

 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรณีผลลบ อาจเกิดจากตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมหรือด้อยคุณภาพ ได้แก่ ตำแหน่งที่เก็บสิ่งส่งตรวจไม่สัมพันธ์กับพยาธิสภาพของโรค หรือระยะเวลาที่เก็บห่างจากวันเริ่มป่วยมากเกินไป เจ้าหน้าที่จึงควรทบทวนคำแนะนำการเก็บและนำส่งสิ่งส่งตรวจพร้อมกับเก็บตัวอย่างใหม่ส่งตรวจซ้ำ

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์

แต่หากผลการตรวจเป็นบวกจะดำเนินการตรวจยืนยันอีกครั้ง ด้วยการตรวจลำดับนิวคลิโอไทด์ (Nucleotide sequencing) ใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์ 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้การสรุปผลการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อ nCoV 2019 มีความชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนรักษา

ส่วนการเก็บและนำส่งตัวอย่าง กรณีที่พบผู้มีอาการเข้าข่ายสงสัยในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน ให้แจ้งกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 โดยเร็วที่สุด และปฏิบัติตามคำแนะนำการเก็บตัวอย่างผู้ป่วยที่สงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและเพื่อให้ได้ตัวอย่างที่เหมาะสมสำหรับการตรวจวิเคราะห์ ที่ถูกต้อง แม่นยำ เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนโรค และการรักษา สามารถควบคุมป้องกันโรคได้อย่างทันที ติดต่อส่งตัวอย่างได้ที่ศูนย์ประสานงานการตรวจวิเคราะห์และเฝ้าระวังโรคทางห้องปฏิบัติการ (ศปส.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.นนทบุรี ในเวลาราชการ โทร.0-2591-2153 และนอกเวลาราชการ โทร.08-9318-4596 หรือ 08-1751-8634 ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ในระยะแรกพัฒนาเครือข่ายห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ส่วนภูมิภาค ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 แห่ง ให้บริการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคนิค Real-Time RT-PCR ควบคู่ไปกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข (ส่วนกลาง) และในระยะต่อไป กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำหนดแผนขยายการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ โดยให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจยืนยันได้โดยตรงหลังจากการประเมินระยะแรก เพื่อให้สามารถรายงานผลได้อย่างรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายและผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

เปิดตัว ทีมนิรนาม สกัดไวรัสโคโรน่าในไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/413714?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เปิดตัว ทีมนิรนาม สกัดไวรัสโคโรน่าในไทย

30 มกราคม 2563 – 12:50 น.
ทีมทำงานนิรนาม,โคโรน่า,นพธนรักษ์ ผลิพัฒน์
เปิดอ่าน 1,078 ครั้ง

เปิดตัว ทีมนิรนาม สกัดไวรัสโคโรน่าในไทย โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

“โรคระบาดไม่เคยรอ” !!! และงานควบคุมโรคมีแต่คำว่า “เดี๋ยวนี้” เมื่อสวดมนต์ข้ามปีจบ ขณะที่คนไทยเกือบทั้งประเทศยังเฉลิมฉลองกับเทศกาลปีใหม่ แต่งานของ “ทีมทำงานนิรนาม” ของไทยก็เริ่มต้นขึ้น ด้วย เพราะวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ทางการจีนประกาศ “พบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่เมืองอู่ฮั่น ไม่ทราบสาเหตุ”

อ่านข่าว…  แบบประเมินความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019

หลังจากนั้นทีมควบคุมโรคของไทยก็เข้าประจำจุดที่สนามบิน เพื่อคัดกรองนักเดินทางจากจีนทันทีตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2563 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 26 วันแล้ว บางคนถึงกับต้องนำ “ฟูกนอน” ไปนอนพักบริเวณใกล้ที่ทำงาน

นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) เล่าว่า ช่วงค่ำวันที่ 31 ธันวาคม 2562 จนถึง 1 มกราคม 2563 ยังสวดมนต์ข้ามปีอยู่ แต่เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ เริ่มที่จะตื่นตัวกับข่าวจากทางการจีนแล้ว หลังจากนั้นงานก็เริ่มต้นขึ้นที่กรมควบคุมโรค โดยการให้ “ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินระดับกรม” ทำงาน ซึ่งปกติศูนย์นี้มีการวางระบบพร้อมทำงานเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในการต้องควบคุมโรคตลอดเวลาอยู่แล้ว ในกลุ่มคนทำงานเรียกกันเองแบบเล่นๆ ว่า “ทีมทำงานนิรนาม”

ทีมนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันทั้งระบบบัญชาการเหตุการณ์ที่มี “นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร” ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ มีทีมตระหนักรู้สถานการณ์ ทีมยุทธศาสตร์ ทีมประสานงาน ทีมปฏิบัติการ ทีมดูแลรักษาผู้ป่วย ทีมสื่อสารความเสี่ยง ทีมด่านควบคุมโรค และทีมสนับสนุนอื่นๆ เช่น กำลังคน การเงิน บริหาร การส่งต่อ กฎหมาย เป็นต้น เดิมมีอยู่ราว 100 คน และปัจจุบันทางกรมการแพทย์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และกองทัพก็ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมทำงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีทีมเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยาน และหน่วยงานอื่นๆ ร่วมทำงานด้วย

 “ทีมนิรนามควบคุมโรค” นี้ เป็นทีมเดียวกับที่เคยทำการควบคุมโรคในถ้ำ “13 หมูป่าถ้ำหลวง” มาแล้ว หรือแม้แต่กรณีของการเกิดโรคระบาดใดๆ

นพ.ธนรักษ์ บอกว่า ในการทำงานมีการดูแลเจ้าหน้าที่ให้ความเสี่ยงต่ำที่สุดอยู่แล้ว ให้คนทำงานมีความปลอดภัย เพื่อสุขภาพของคนไทย และประเทศอยู่ได้ด้วย ตอนนี้ทีมทำงานบางคนลากฟูกมานอนในห้องทีมตระหนักรู้สถานการณ์ ทำงานท่ามกลางความเสี่ยง ไม่รู้จักวันเวลากันมาตั้งแต่ปีใหม่แล้ว

“แม้จะเป็นการทำงานท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัด เพราะประเทศเราไม่ได้ร่ำรวย ก็จะทำงานเต็มที่ไปจนกว่าจะชนะ ให้คนไทยผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ ไม่บอบช้ำมากให้ดีที่สุด” นพ.ธนรักษ์กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อทีมควบคุมโรค มีการคัดกรองเจอ “ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ต้องเฝ้าระวัง” ก็จะนำตัวผู้ป่วยส่งต่อให้กับ “ทีมรักษา” ระยะแรกส่งไปที่สถาบันบำราศนราดูร สังกัดกรมควบคุมโรค ฉะนั้น แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่ให้การดูแลผู้ป่วย จึงนับเป็น “ทีมนิรนาม” ด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยที่ยืนยันติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทุกคนที่ให้การดูแลจะกลายเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิด แม้ในการปฏิบัติงานจะมีการใส่ชุดเฉพาะเพื่อป้องกันแล้วก็ตาม ซึ่งจะต้องมีการเฝ้าระวังสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วันว่าจะมีอาการป่วยหรือไม่

อีกส่วนที่ทำให้สามารถยืนยันผู้ป่วยได้ คือ “ทีมแล็บ” ที่ทำงานอยู่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ เพื่อรับเสมหะของผู้ป่วยต้องสงสัยมาทำการตรวจหาเชื้อ ขั้นแรกจะเป็นทีมแล็บของสถานพยาบาล ทำการตรวจเชื้อที่ก่อโรคในระบบทางเดินหายใจ 33 ชนิด หากไม่พบ จะส่งต่อให้กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตรวจยืนยันในระยะแรก แต่จากนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ 14 แห่ง ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ จะสามารถตรวจวินิจฉัย ควบคู่ไปกับส่วนกลาง สามารถทราบผลเบื้องต้นได้ในเวลา 3 ชั่วโมง

สำหรับกรณีที่คนในสังคม บอกว่า “ถ้าห้ามนักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศตั้งแต่แรก ทีมเจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องทำงานเหนื่อยขนาดนี้” นพ.ธนรักษ์ ตอบว่า “เจ้าหน้าที่เต็มใจทำงานเต็มที่ เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทย”

เพราะเข้าใจดีว่าในการพิจารณามาตรการใดเพื่อใช้ควบคุมโรคนั้น ไม่เพียงพิจารณาเฉพาะมิติสุขภาพเท่านั้น ต้องมองมิติสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศด้วย ที่สำคัญ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า “การจำกัดการค้าและการเดินทางเป็นวิธีการป้องกันโรค ที่ไม่แนะนำ”

เหนืออื่นใด นพ.ธนรักษ์ ย้ำว่า ประชาชนคนไทยสามารถที่จะมีส่วนร่วมในการควบคุม ป้องกันโรคระบาดได้ด้วยการฝึกปฏิบัติสุขลักษณะที่ดีให้เป็นนิสัย คือ ล้างมือบ่อยๆ ใช้หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีผู้คนแออัด และอย่านำมือที่ไม่สะอาดมาสัมผัสใบหน้า

ท้ายที่สุด นพ.ธนรักษ์ ให้ความมั่นใจว่า “ตอนนี้ยังไม่มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง แต่วันใดที่เกิดขึ้นพวกผมสู้เต็มที่”

ยึดหลัก W-U-H-A-N ลดการติดไวรัส
ล้างมือ (W – wash hands)
ใช้หน้ากากอนามัย (U – use mask properly)
วัดอุณหภูมิร่างกายว่ามีไข้หรือไม่ (H – have temperature checked regularly)
หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีผู้คนแออัด (A – avoid large crowds)
อย่านำมือที่ไม่สะอาดมาสัมผัสใบหน้า (N – never touch your face with unclean hands)