สภาม.ร.อนุมัติ ปริญญากิตติมศักดิ์ แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/413637?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สภาม.ร.อนุมัติ ปริญญากิตติมศักดิ์ แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ

30 มกราคม 2563 – 01:15 น.
สภามหาวิทยาลัย,‎มหาวิทยาลัยรามคำแหง,ปริญญากิตติมศักดิ์,กรุงเทพมหานคร
เปิดอ่าน 343 ครั้ง

สภาม.ร.อนุมัติ ปริญญากิตติมศักดิ์ แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความรู้ ความสามารถ ได้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม จำนวน 15 ราย

                    สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงอนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์แก่อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เจ้ากรมพระธรรมนูญ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจราชการแผ่นดิน นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และนักวิเคราะห์การเมือง ประธานกรรมบริหารโรงพยาบาลในเครือเกษมราษฎร์ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทในเครือเซ็นทรัล และผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำประโยชน์แก่สังคมในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ

อ่านข่าว : การศึกษายุค 4.0 หมดยุคท่องจำตำราสู่การปั้นบัณฑิตทำงานเป็น       

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงจะมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งที่ 45 ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2563 ณ หอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งโอกาสนี้ สภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถและได้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติ และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนและสังคมไทย จำนวน 15 ราย ในจำนวนนี้มีหลายท่านเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ดังนี้             

        ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย(APRC) (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์) พลเอกสุนัย ประภูชะเนย์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์) พลเอกประชาพัฒน์ วัจนะรัตน์ เจ้ากรมพระธรรมนูญ (นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์) ดร.รักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจราชการแผ่นดิน (นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์)

รองศาสตราจารย์สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และนักวิเคราะห์การเมือง (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์) นายแพทย์เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชนและประธานบริหารโรงพยาบาลในเครือเกษมราษฎร์ (บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์) นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทในเครือ    เซนทรัล (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ) นายบุญชู ทัศนประพันธ์ประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 6 (นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์)

ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาและประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาชีววิทยา) นายไพฑูรย์ เข้มแข็ง ศิลปินอาวุโส ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (ศิลปกรรม    ศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานาฏกรรมไทย)

นายชัยศิลป์ แต้มศิริชัย  ประธานกรรมการบริษัทสหมิตรเครื่องกล จำกัด (มหาชน) (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ) นายสมพงษ์ จินตวงศ์วานิช ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการบริษัท นันทวันแมนเนจเม้น จำกัด (วิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา) และนายทวี โรจนสินวิไล ประธานกรรมการบริหารบริษัทในเครือทวีกิจกรุ๊ป (บริหารธุรกิจบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิชาการจัดการ)

นอกจากนี้ สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงยังมีมติอนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์แก่ พระสุทธิสมณวัตร (วิชิต สุวรรณมณี) เจ้าอาวาสวัดมุจลินทวาปีวิหาร พระอารามหลวง (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาปรัชญา) และพระครูปลัดมานิต ธมฺมธีโร(มานิต ส่งสนั่น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม (ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาปรัชญา)

ทั้งนี้ ผู้ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2563 (คาบบ่าย) ณ หอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก กรุงเทพมหานคร

สาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม บุกเบิก ‘Positive School’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/413551?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม บุกเบิก ‘Positive School’

29 มกราคม 2563 – 16:20 น.
โรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม,Positive School
เปิดอ่าน 83 ครั้ง

สาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม บุกเบิก ‘Positive School’ เรียนในสิ่งที่เหมาะกับความถนัด เน้นไม่ต้องเรียนพิเศษเสริมนอกเวลา

โรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด บุกเบิกแนวคิดการเรียนการสอนแบบ ‘Positive School’ ในประเทศไทย  สร้างแผนการเรียนตามเป้าหมายรายบุคคล มุ่งให้เด็กมีความสุข และความสมดุลในการเรียนรู้ตามช่วงวัย ควบคู่หลักสูตรวิชาการโดยออนดีมานด์ เน้นให้เด็กไม่ต้องเรียนพิเศษเสริมนอกเวลาเรียน
นายสุธี อัสววิมล หรือพี่โหน่ง หัวหน้าทีมวิชาการโรงเรียนสาธิตพัฒนา แผนกมัธยมฯ เผยว่า “การเรียนการสอนแบบ ‘Positive Education’ ที่โรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม คือ ระบบการเรียนรู้ตามความถนัดร่วมกับการใช้จิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) วิเคราะห์ออกมาเป็นแผนการเรียนรู้ตามเป้าหมายรายบุคคล เป็นหลักสูตรที่เน้นการพัฒนาทักษะตามความชอบหรือความถนัดของนักเรียน ควบคู่กับหลักสูตรวิชาการเข้มข้นจากออนดีมานด์ สถาบันกวดวิชาอันดับ 1ของประเทศ โดยได้นำบุคลากรแนวหน้าจากสถาบันเข้าเสริมความแข็งแกร่งด้านวิชาการ ร่วมกับเทคโนโลยีการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อช่วยให้นักเรียนได้เรียนในโรงเรียนอย่างเต็มประสิทธิภาพ และยังช่วยให้ครูผู้สอนสามารถพัฒนาการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคนไปพร้อมๆ ส่งผลดีถึงอารมณ์และความพร้อมในการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งแนวความคิดนี้จะช่วยให้นักเรียนมีเวลาส่วนตัว สามารถแบ่งเวลาพักผ่อนและเวลาเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนเสริมนอกโรงเรียน

นอกจากนี้ แนวทางการเรียนการสอนแบบ ‘Positive Education’ ที่โรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม ยังมีการสร้างแผนการเรียนตามเป้าหมายรายบุคคล หรือ Individual Development Plan ที่มุ่งเน้นการเรียนตามเป้าหมายและความถนัดเฉพาะตัว ตลอดจนทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ฟัง พูด อ่าน เขียน มาตรฐาน Cambridge Assessment International Education ที่เน้นให้นักเรียนสามารถนำทักษะภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง อีกทั้งยังส่งเสริมทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อพัฒนาความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม และสามารถเอาตัวรอดได้ในอนาคต นำไปสู่การประสบความสำเร็จอย่างมีความสุขของนักเรียนตามช่วงวัย

โรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม เปิดรับสมัครนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ ปีที่ 4 โดยสามารถติดตามรายละเอียดการสอบได้ทางwww.satitpattanaschool.org สำหรับผู้สนใจ สามารถเยี่ยมชมโรงเรียนได้ในวันที่ 15 ก.พ. 63 เวลา 8.00-12.00 น. โดยลงทะเบียนจองสิทธิ์ได้ทางhttps://www.satitpattanaschool.org/home#registration ซึ่งในวันเยี่ยมชม นอกจากจะได้ทำความรู้จักกับแนวทางการเรียนการสอนแบบ ‘Positive Education’ แล้ว ยังมีกิจกรรมทำแบบทดสอบค้นหาตัวตนและความถนัดของตนเอง เพื่อทราบถึงแนวทางอาชีพในอนาคตอีกด้วย

2 กระทรวงร่วมมือพัฒนาหลักสูตร กศน. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/413403?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

2 กระทรวงร่วมมือพัฒนาหลักสูตร กศน.

28 มกราคม 2563 – 21:15 น.
พัฒนาหลักสูตร กศน,กระทรวงสาธารณสุข,กระทรวงศึกษาธิการ,กัญชง
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

“สธ.-ศธ.” ลงนามความร่วมมือพัฒนาหลักสูตร กศน.”กัญชาและกัญชงศึกษา เพื่อใช้เป็นยาอย่างชาญฉลาด”เพื่อสร้างองค์ความรู้ ทักษะในการใช้ทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมาย

วันที่ 28 มกราคม 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือ การนำความรู้เกี่ยวกับกัญชาและกัญชงทางการแพทย์ไปพัฒนาหลักสูตร “กัญชาและกัญชงศึกษา เพื่อใช้เป็นยาอย่างชาญฉลาด” ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข โดยนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ โดยนางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

 อ่านข่าว : เวิร์คช็อปหมอพยาบาลพร้อมเปิดคลินิกกัญชา

กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดนโยบายพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับกัญชา ตามนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชา กัญชงในทางการแพทย์ อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ไม่ให้เกิดผลกระทบทางสังคม และต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรรายวิชา ทช 33098 “กัญชาและกัญชงศึกษา เพื่อใช้เป็นยาอย่างชาญฉลาด”

สำหรับการจัดการเรียนการสอนในสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เพื่อให้ความรู้และทักษะที่ถูกต้องในการใช้กัญชาและกัญชงเป็นยารักษาโรค รวมถึงสร้างภูมิคุ้มกัน และติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ผู้เรียนของ กศน. และประชาชนทั่วไป

กระทรวงสาธารณสุขได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ขณะนี้ ได้มีการปลูก ผลิต และสกัดนำมาเป็นยารักษาผู้ป่วยถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมที่จะบูรณาการความรู้ ประสบการณ์ถ่ายทอดให้กับภาคีเครือข่าย เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่จะนำไปพัฒนาด้านวิชาการ งานวิจัย และหลักสูตรต่างๆ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข จะสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรในการจัดการเรียนการสอนของ (กศน.) เพื่อสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้กัญชาและกัญชงในการรักษาทางการแพทย์ ให้กับนักศึกษา ประชาชน

โดยจะสนับสนุนข้อมูลทางการแพทย์เรื่องกัญชาและกัญชง สนับสนุนวิทยากรให้ความรู้ ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพวิชาการ งานวิจัย และพัฒนาหลักสูตรเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา รวมทั้งร่วมจัดกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ไทยสกัด ไวรัสโคโรนา2019 กรอง-กัก-รักษาจนหายป่วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/413266?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ไทยสกัด ไวรัสโคโรนา2019 กรอง-กัก-รักษาจนหายป่วย

28 มกราคม 2563 – 13:23 น.
ไวรัสโคโรนา2019,ไทยสกัด,กรอก,กัก,รักษา
เปิดอ่าน 276 ครั้ง

ไทยสกัด ไวรัสโคโรนา2019 กรอง-กัก-รักษาจนหายป่วย โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com –

จนถึงวันที่ 27 มกราคม 5 ใน 8 รายผู้ป่วยยืนยันที่ประเทศไทยพบติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 สามารถรักษาหายดีและออกจากโรงพยาบาลแล้ว อีก 3 รายอาการทั่วไปดีขึ้น นับว่ามาตรการสกัดไวรัสนี้ไทยยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การคัดกรอง กักตัว นำเข้ารักษาจนหายป่วยและกลับบ้านได้

เจ้าหน้าที่ควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เริ่มมาตรการคัดกรองที่สนามบินสำหรับผู้เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2563 ช่วงเวลาที่คนไทยหลายคนยังสนุกสนานกับเทศกาลปีใหม่ และดำเนินการภายหลังจากที่จีนประกาศโรคระบาดเพียง 3 วัน ขณะที่ยังไม่รู้ถึงสาเหตุของโรคนี้ และก่อนหน้านี้ได้ขอความร่วมมือ 2 สายการบินที่บินตรงจากอู่ฮั่นมาไทยให้คัดกรองที่ต้นทางด้วย หากป่วยห้ามเดินทาง

ทันทีที่เที่ยวบินจากเมืองอู่ฮั่น จนปัจจุบันเพิ่มพื้นที่เสี่ยงโรคระบาดจากเมืองอื่นๆ ในประเทศจีนด้วย ลงจอดที่สนามบิน กระบวนการคัดกรองเฝ้าระวังโรคของไทยก็เริ่มต้นขึ้นทันที ตั้งแต่การกำหนดจุดเข้าจอดเฉพาะเที่ยวบินเหล่านี้

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) เล่าถึงขั้นตอนการคัดกรองว่า เมื่อเครื่องบินลงจอด จะมีเจ้าหน้าที่คัดกรองผู้เดินทางทุกรายที่บริเวณประตูเครื่องบิน เพราะเป็นจุดที่ผู้โดยสารยังไม่ได้สัมผัสกับคนอื่นๆ นอกจากผู้ที่เดินทางมาในเที่ยวบินเดียวกันเท่านั้น โดยใช้เครื่องเทอร์โมสแกน และขณะนี้เพิ่มจุดคัดกรองที่บริเวณก่อนถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองอีกจุดด้วย หากพบว่ามีอาการไข้ จะเชิญตัวไปยังด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศภายในสนามบิน และประสานรถพยาบาลเข้ามารับตัวเป็นการเฉพาะนำส่งโรงพยาบาล เป็นการปิดกั้นผู้ป่วยต้องสงสัยสัมผัสกับคนอื่นน้อยที่สุด

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะถูกเรียกว่า “ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สงสัยต้องเฝ้าระวัง” (Patient Under Investigation :PUI) เพราะเข้าเกณฑ์ 3 ข้อ คือ ไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ และเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด  หลังส่งตัวเข้ารับการรักษา ซึ่งในระยะแรกเป็นที่สถาบันบำราศนราดูร แต่ปัจจุบันโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมีความพร้อมในการรองรับแล้ว “ผู้ป่วยต้องสงสัย” จะถูกนำเข้ารักษาในห้องปลอดเชื้อความดันเป็นลบ ป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปคนอื่น

แพทย์จะเข้าตรวจรักษาโดยใส่ชุดป้องกันโรค พร้อมกับเก็บตัวอย่างเสมหะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์(ห้องแล็บ) เพื่อตรวจสอบว่าติดเชื้ออะไรหรือไม่ ซึ่งห้องแล็บ 2 แห่ง คือ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จะต้องยืนยันผลตรงกันว่าเป็นเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แต่ก็ไม่ได้สรุปในทันทีว่าผู้ป่วยรายนั้นเป็นผู้ติดเชื้อชนิดนี้

“การที่กระทรวงสาธารณสุขจะยืนยันผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 และรายงานไปยังองค์การอนามัยโลก(WHO) ด้วยนั้น ไม่ได้ดูจากผลแล็บเพียงอย่างเดียว จะต้องนำข้อมูลทางระบาดวิทยาและทางคลินิกมาประกอบด้วย ก่อนนำเข้าสู่คณะผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทยพิจารณายืนยันในขั้นตอนสุดท้าย จึงจะประกาศได้ว่าไทยพบผู้ป่วยยืนยัน ซึ่งโดยประมาณใช้เวลาอย่างน้อย 5 วันหลังจากรับตัวเข้ารักษา” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

หลังยืนยันผู้ป่วยแล้ว เจ้าหน้าที่จะติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยทุกรายทั้งคนในครอบครัว ผู้ร่วมเดินทาง ผู้ที่อยู่ในเที่ยวบินเดียวกัน แพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่ให้การดูแลรักษาด้วย โดยผู้ป่วยยืนยัน 1 คนจะต้องติดตามเฝ้าระวังในคนอื่นๆ กว่า 40 คน ทั้งหมดนี้ประเทศไทยทำอย่างละมุนละม่อมแต่เด็ดขาด

“เมื่อผู้ป่วยยืนยัน ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้น สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ จะต้องมีการเก็บเสมหะส่งตรวจห้องแล็บซ้ำอีกครั้งว่าไม่มีเชื้อแล้ว ซึ่งจะต้องตรวจจนกว่าจะไม่พบแม้แต่สารพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่สามารถแพร่เชื้อได้ แพทย์จึงจะอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ถ้ายังตรวจพบสารพันธุกรรมแม้คนไข้หายดีแล้วก็ยังไม่ให้ออกจากห้องแยกโรค ส่วนผู้ป่วยต้องสงสัยรายอื่นแม้ไม่ได้เกิดจากไวรัสใหม่ ก็ให้การรักษาจนหายเช่นกัน” นพ.สุวรรณชัยกล่าวย้ำ

ทว่า หากเป็นผู้เดินทางที่ผ่านการคัดกรองด่านแรกที่ประตูเครื่องบินเพราะยังไม่มีอาการป่วย จะได้รับการแจกการ์ดแนะนำการปฏิบัติตัวกรณีป่วยระหว่างอยู่ในประเทศไทย ซึ่งก็มีผู้ที่ป่วยภายหลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและแจ้งประวัติการเดินทาง เมื่อผู้ป่วยเข้ามารับรักษา ก็จะดำเนินการเช่นเดียวกัน

ผู้ป่วย 4 ใน 5 รายที่หายดีและออกจากโรงพยาบาลแล้วนั้น เข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร นพ.อภิชาต วชิรพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร  บอกว่า สถาบันมีการตั้งคณะแพทย์ 6 คนเป็นทีมดูแลผู้ป่วยต้องสงสัย โดยอาการแรกรับของผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไข้ หายใจเร็วเล็กน้อย ไอนิดหน่อย และอาการของปอดอักเสบ อาการไม่รุนแรงวิกฤติ ได้ให้การรักษาตามหลักวิชาการของปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส คือ รักษาตามอาการ และยังไม่พบการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น เมื่อมีอาการไข้ให้ยาลดไข้ ให้สารน้ำ ให้ออกซิเจนที่เพียงพอ ให้พักผ่อนมากๆ อย่างเพียงพอ เมื่อถึงระยะหนึ่งร่างกายจะสามารถสร้างภูมิมาต่อสู้กับเชื้อได้ ซึ่งระยะเวลาในการรักษา 7-10 วัน รวมถึงระยะเวลาในการรอผลแล็บด้วย เมื่อผู้ป่วยหายดีและตรวจไม่พบสารพันธุกรรมเชื้อแล้วก็จะส่งกลับประเทศจีน โดยมีเจ้าหน้าที่นำไปส่งเป็นการเฉพาะจนถึงประตูเครื่องบิน

“ในการดูแลผู้ป่วยยืนยันที่สถาบันบำราศฯ ซึ่งที่เจอมาแล้วเป็นชาวจีนทั้งหมดนั้น ความยากอย่างหนึ่งของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ให้การดูแล คือเรื่องของการสื่อสาร แม้จะมีล่ามภาษาจีน แต่ก็ต้องเผชิญกับความหวั่นกลัวของผู้ป่วยซึ่งไม่ต้องการที่จะเข้ารับการรักษาในห้องแยกโรคที่จะต้องอยู่คนเดียว เพราะเขาบอกว่าต้องการเดินทางมาท่องเที่ยว ไม่ได้คิดว่าจะต้องมาโดนกักตัว ทำให้แพทย์ต้องใช้เวลาโอ้โลมปฏิโลมมาก ต้องดูแลแม้กระทั่งการซื้อซิมโทรศัพท์ให้คุยกับญาติ ถามตลอดว่ามีอะไรไม่สะดวกสบายตรงไหนหรือไม่” นพ.อภิชาตกล่าว

แม้เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จะยังไม่มียาเฉพาะรักษา แต่ไม่ได้แปลว่าจะรักษาไม่ได้ หรือผู้ป่วยต้องเสียชีวิตทุกราย ดังเช่นที่ประเทศไทยสามารถรักษาผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อที่พบในขณะนี้ได้ทุกราย

รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ยกระดับรักษาพัฒนาตึกอาพาธสงฆ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/413028?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ยกระดับรักษาพัฒนาตึกอาพาธสงฆ์

27 มกราคม 2563 – 13:25 น.
ตึกอาพาธสงฆ์,รพมหาราชนครเชียงใหม่,พระสงฆ์,อาพาธ
เปิดอ่าน 82 ครั้ง

รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ยกระดับรักษาพัฒนาตึกอาพาธสงฆ์สู่รพ.ครบวงจร โดย…  ทีมข่าวคุณภาพชีวิต -รูปกล่อง ตึกอาพาธสงฆ์

โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ยกระดับระบบการรักษาผู้ป่วยสงฆ์ พัฒนาอาคารสงฆ์อาพาธ สู่โรงพยาบาลสงฆ์ เทียบเท่ากับ “โรงพยาบาลขนาดกลาง” รองรับสงฆ์อาพาธทั่วภาคเหนือกว่า 1 หมื่นรายหลังจากที่สร้างมาเมื่อปี 2482 และได้เปิดบริการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปีเดียวกัน ขณะนั้นพระภิกษุสามเณรที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ต้องปะปนกับบุคคลทั่วไป พระชาญวิธีเวชช์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น จึงแนะนำให้สร้างตึกสงฆ์สำหรับพระภิกษุ สามเณร ที่อาพาธให้แยกจากผู้ป่วยทั่วไป

ปี 2493 อาคารสงฆ์อาพาธหลังแรกถือกำเนิดขึ้น ด้วยการเปิดรับบริจาคจำนวน 304,305.50 บาท สร้างอาคาร 2 ชั้น ขนาดกว้าง 8.5 เมตร ยาว 22 เมตร ชั้นล่างเป็นห้องรวมรับผู้ป่วยได้ 12 เตียง ชั้นบนเป็นห้องแยก 6 ห้อง แต่จากการที่มีจำนวนภิกษุสามเณรเดินทางมารักษาอาการอาพาธที่ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ มากขึ้น จึงได้มีการหาทุนสร้างอาคารสงฆ์อาพาธแห่งที่ 2 ในปี 2506 ซึ่งเป็นอาคาร 2 ชั้น ประกอบด้วย ห้องจัดพิธีทางศาสนา ห้องฉันเพล หน่วยเวชระเบียน ห้องตรวจผู้ป่วยนอก หอผู้ป่วยสงฆ์อาพาธ 1 จำนวน 16 เตียง หอผู้ป่วยสงฆ์อาพาธ 2 จำนวน 24 เตียง ใช้เงินในการก่อสร้างทั้งสิ้น 670,000 บาท

หลังจากนั้นได้ขยายบริการ โดยมีพระครูจิตตวิโสธนาจารย์ (พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดดอยแม่ปั๋ง บริจาคเงินจำนวน 55 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคารสงฆ์หลังใหม่สูง 5 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 7,080 ตารางเมตร มีเตียงทั่วไป 26 เตียง ห้องพิเศษ 19 ห้อง หอผู้ป่วยหนัก ห้องพิธีสงฆ์ และได้ให้ชื่ออาคารนี้ว่า “อาคารสงฆ์อาพาธสุจิตฺโต” ในปี 2547

     จากอาคารสงฆ์อาพาธสู่รพ.สงฆ์
อาคารสงฆ์อาพาธสุจิตฺโต ได้เปิดใช้ตั้งแต่ปี 2547 กระทั่งปี 2560 คณะผู้บริหารของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงคณะสงฆ์ เจ้าคณะสังฆาธิการของภาคเหนือ มีความเห็นร่วมกันว่าควรเพิ่มศักยภาพของตึกสงฆ์อาพาธให้สามารถบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครบวงจร ให้มีความสามารถเทียบเท่ากับ “โรงพยาบาลขนาดเล็ก” สามารถดูแลรักษาพระภิกษุสงฆ์ทั้งผู้ป่วยใน และผู้ป่วยนอกอย่างได้มาตรฐาน โดยการให้มีแพทย์ประจำ เพิ่มจำนวนบุคลากร อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเพิ่มประโยชน์ใช้สอยของพื้นที่เดิมให้มากที่สุด

ศ.นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. กล่าวว่า ปัจจุบันได้พัฒนาขีดความสามารถการรักษาพยาบาลสงฆ์อาพาธให้เทียบเท่าโรงพยาบาลขนาดกลางที่ได้มาตรฐาน โดยจัดให้มีอายุรแพทย์ประจำ เพิ่มศักยภาพในการวินิจฉัยโรค

ศ.นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์

การรักษาพยาบาลให้มีเครื่องมือและสถานที่สำหรับทำหัตถการต่างๆ เอกซเรย์ ตรวจเลือด จ่ายยา ไตเทียม และรักษาผู้ป่วยวิกฤติได้ โดยให้มีการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่เฉพาะบางรายเท่านั้น ปัจจุบันมีพระภิกษุอาพาธแบบผู้ป่วยนอกประมาณ 50 รูปต่อวัน ผู้ป่วยในประมาณ 15 รูปต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระสงฆ์ในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือ

ชั้นที่ 1 จุดคัดกรองผู้ป่วย ห้องตรวจโรค 3 ห้อง ห้องทำหัตถการ ห้องเอกซเรย์ ห้องการเงิน ห้องจ่ายยา ห้องพิธีการสงฆ์ ห้องฉันภัตตาหาร ชั้นที่ 2 ห้องผู้ป่วยหนักจำนวน 4 ห้อง ห้องพักแพทย์ พยาบาล ชั้นที่ 3 หอผู้ป่วยใน เตียงรวมจำนวน 24 เตียง ห้องแยกจำนวน 2 ห้อง ห้องสวดมนต์ ชั้นที่ 4 หอผู้ป่วยในห้องเดี่ยวจำนวน 19 ห้อง ห้องสวดมนต์ และ ชั้นที่ 5 ห้องพิธีการสงฆ์ ห้องประชุม พิพิธภัณฑ์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ใช้งบประมาณก่อสร้างปรับปรุงรวมประมาณ 80 ล้านบาท เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561

     ปี62สงฆ์อาพาธกว่า1หมื่น
ปี 2562 มีพระภิกษุสงฆ์อาพาธเข้ารับการรักษามากขึ้น จำนวน 11,301 รูป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระสงฆ์ในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือ พบสงฆ์อาพาธผู้ป่วยนอก ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือด โรคเบาหวาน โรคระบบทางเดินอาหาร และโรคกระดูกและข้อ ส่วนสงฆ์อาพาธที่เป็นผู้ป่วยใน พบป่วยด้วยโรคธาลัสซีเมีย โรคมะเร็ง โรคตา โรคปอดบวม และโรคไตวาย ตามลำดับ รวมค่ารักษาต่อปีทั้งสิ้นกว่า 43,530,067 บาท ส่วนใหญ่พระสงฆ์เป็นโรคทั่วไป คือ มะเร็ง ความดัน เบาหวาน ที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สิทธิ 30 บาท) เกือบ 30%

หลังจากมีการขยายให้เป็น รพ.สงฆ์ และมีการบริหารจัดการดีขึ้น ทำให้มีพระที่เข้ารักษาเพิ่มเป็น 2 เท่า จากแต่ก่อนราว 4,000 กว่ารูป ปัจจุบันเพิ่มเป็นมากกว่า 1 หมื่นรูป เพราะมีโรงเรียนแพทย์ที่รักษาโรคยาก ไม่ได้เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งในแต่ละปีโรงพยาบาลต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินสิทธิบัตรทอง โดยใช้เงินจากมูลนิธิสงฆ์อาพาธ และเงินบำรุงโรงพยาบาล กว่า 30,186,347 บาท

ประชาชนที่มีจิตศรัทธาทุกท่านร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก เพื่อพระภิกษุสงฆ์อาพาธ” ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาคณะแพทยศาสตร์ เชียงใหม่ เลขที่บัญชี 566-4-95594-8 และสามารถบริจาคผ่านแอพพลิเคชั่น SCB Easy ของธนาคารไทยพาณิชย์ หรือโมบายแบงกิ้ง ของธนาคารอื่นๆ โดยสแกนผ่านคิวอาร์โค้ด มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก (ใบเสร็จรับเงินสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้)

    สปสช.พัฒนาระบบสุขภาพพระสงฆ์
ดร.นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า สปสช.มีสิทธิบัตรทอง 30 บาท ให้พระสงฆ์ได้เข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน ซึ่งสามารถเข้าได้ทุกโรงพยาบาลในประเทศไทยทั้งรัฐบาลและเอกชน แต่จากข้อมูลพระภิกษุและสามเณร โดยสำนักงานพระพุทธศาสนา ปี 2562 ระบุว่า มีจำนวน 174,091 รูปทั่วประเทศ ในจำนวนนี้ ไม่มีข้อมูลในฐาน สปสช. จำนวน 20,559 รูป เนื่องจากบางรูปไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เพราะบวชมาเป็นระยะเวลานานตั้งแต่อายุยังน้อย

ดังนั้น ในยุทธศาสตร์พัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2560–2564 ซึ่ง สปสช.มีเป้าหมายในการเพิ่มการเข้าถึงบริการในกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึง โดยภารกิจหลักคือการเพิ่มการเข้าถึงสิทธิของพระสงฆ์ ในปี 2563 นี้ จะมีการขับเคลื่อนการจัดระบบบริการสุขภาพแบบไร้รอยต่อ (ยกเว้นใบ Refer) ไปได้ทุกที่ ฟรีทุกสิทธิ นำร่องระดับเขต พร้อมสนับสนุนเผยแพร่คู่มือการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับพระภิกษุ สามเณร ตามวัดต่างๆ อีกด้วย

เทียบเคียง ซาร์ส-โคโรนา2019 ไวรัสร่วมตระกูลที่อาจ(ไม่)ต่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/412492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

24 มกราคม 2563 – 14:55 น.
วรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019,ซาร์ส,ไวรัส
เปิดอ่าน 155 ครั้ง

เทียบเคียง ซาร์ส-โคโรนา2019 ไวรัสร่วมตระกูลที่อาจ(ไม่)ต่าง โดย… พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

ยังไม่อาจทราบได้ว่า “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” ที่ก่อโรคปอดอักเสบ ซึ่งระบาดอยู่ในเมืองอู่ฮั่น ทางตอนกลางของจีน และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มในประเทศอื่นๆ สามารถก่อโรคในคนรุนแรงแค่ไหน ทราบเพียงว่าสามารถติดจากคนสู่คนได้ และเป็นไวรัสตระกูลเดียวกับโรคซาร์สที่เคยระบาดเมื่อ 17 ปีก่อน มีอัตราเสียชีวิต 10% และต้นตอจากมณฑลกวางตุ้งของจีน

สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี รองหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นไวรัสในตระกูลโคโรนา กลุ่มเบต้าโค บี (BetaCov B) เช่นเดียวกัน แต่คนละกิ่ง จึงเป็นสายพันธุ์ย่อยคนละตัวกัน ซึ่งไวรัสตระกูลโคโรนา แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ อัลฟา (AlphaCoV) เบต้าโค เอ (BetaCov A) เบต้าโค บี (BetaCov B) เบต้าโค ซี (BetaCov C) และเบต้าโค ดี (BetaCov D) ทั้งนี้โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับเชื้อที่พบในค้างคาวมากที่สุดที่ประมาณ 89% เป็นค้างคาวมงกุฎซึ่งพบในจีน 2 สปีชีส์ คือค้างคาวเกือกม้าของจีน (Rhinolophus sinicus) ไม่พบในไทย และค้างคาวมงกุฎยอดสั้นเล็ก (Rhinolophus thomast) พบในไทยด้วย

ขณะที่ รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ บอกว่า เชื้อไวรัสกลายพันธุ์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลามีการแบ่งตัว โดยเฉพาะเชื้ออาร์เอ็นเอ สายเดี่ยว แต่การกลายพันธุ์นั้นไม่ใช่ว่าจะทำให้เชื้อรุนแรงขึ้นเท่านั้น อาจกลายพันธุ์แล้วทำให้เชื้อมีความดุร้ายน้อยลงก็ได้ ซึ่งจะตอบได้ก็ต่อเมื่อนำเชื้อไปทดสอบในสัตว์ทดลอง เช่น หนูตะเภา
“การกลายพันธุ์ไม่ได้แปลว่าจะต้องร้ายแรง แต่เชื้อปกติกลายพันธุ์อยู่แล้ว เช่น กลายพันธุ์จากดั้งเดิม 1-2% ไม่มีความรุนแรง ยังก่อโรคเหมือนเดิม แต่ถ้ากลายพันธุ์ไปในระดับหนึ่งซึ่งเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ บางคนระบุว่าไม่น้อยกว่า 5% จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในตัวเชื้อ แต่ยังไม่ได้หมายความถึงการเปลี่ยนแปลงเรื่องความรุนแรง” รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าว

เมื่อเทียบกับซาร์ส รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวว่า สิ่งที่เหมือนกันคือเชื้ออยู่ในตระกูลเดียวกัน แต่ถอดรหัสพันธุกรรมพบว่าอยู่คนละกิ่ง แต่ต้นตอรากเหง้ามาจากกลุ่มเดียวกัน ทำให้เกิดการก่อโรคคล้ายกัน คือทางเดินหายใจ ส่วนจะรุนแรงหรือไม่นั้น เมื่อเชื้อไวรัสอยู่คนละกิ่งอาจจะทำให้มีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล หรือเหมือนกันมากก็ได้ ยังตอบไม่ได้เพราะตอนนี้เป็นช่วงเริ่มต้น โดยจีนเริ่มสังเกตวันที่ 12 ธันวาคม 2562 จนถึงวันนี้ประมาณ 40 วัน จึงเร็วเกินไปที่จะตอบอะไรบางอย่าง

อย่างไรก็ตามเมื่อมองประวัติศาสตร์ย้อนรอยเกี่ยวกับการระบาดของซาร์ส ตอนนั้นกว่าจะรู้อะไรต่างๆ ช้ามากกินเวลาหลายเดือน จนเริ่มมีคนเสียชีวิตจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในวันนี้ไทยและทั่วโลกมีการรับมือดีขึ้น หากถอดบทเรียนจากซาร์สในยุคเมื่อ 17 ปีก่อนที่มีการระบาดของซาร์ส เริ่มพบว่าทำไมปอดบวมและเสียชีวิต ทำไมพยาบาลที่เข้าไปดูแลถึงติดเชื้อปอดบวมและเสียชีวิต พอเริ่มมีการติดมาสู่บุคลากรทางการแพทย์นับเป็นสัญญาณที่ไม่ดี เมื่อเทียบกับ โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 ครั้งนี้ ประเทศไทยมีการตั้งรับเร็วกว่ามาก

การแพร่ระบาดของซาร์ส จะกระจายออกไปในวงกว้างกว่า โดยมีพื้นที่เริ่มต้นอยู่ที่มณฑลกวางตุ้งตอนใต้ แต่จุดระเบิดอยู่ที่โรงแรมเมโทรโปร ที่ฮ่องกง จากฮ่องกงไปสิงคโปร์ และไปเกือบทั่วโลก 20-30 ประเทศและไปเร็ว แต่การที่โรคแพร่ไปเร็ว เราไม่กังวลเท่ากับโรคมันรุนแรง เพราะทางการแพทย์ไม่มียารักษาจะกังวลมากหากโรครุนแรงจนเอาไม่อยู่

สำหรับโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ตอนนี้ประเทศไทยมีข้อมูลผู้ป่วยยืนยัน 4 ราย อาการยังถือว่าเบา ค่อนข้างทำให้เราสบายใจ อย่างไรก็ตามยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าโรคนี้เบาเพราะที่จีนมีผู้ป่วยเสียชีวิตและอาการรุนแรงต้องใส่ท่อช่วยหายใจ
“สิ่งที่ทางการแพทย์กลัวที่สุดนอกจากโรคแรงแล้ว กลัวว่าบางคนจะกลายเป็นคนที่เรียกว่า “ซูเปอร์สเปรดเดอร์ (super-spreader)” คือผู้ที่มีเชื้อมหาศาลจนกระทั่งสามารถแพร่ให้ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมได้” รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าว

หากพิจารณาอัตราการเสียชีวิต รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี ให้ข้อมูลว่า โรคซาร์สอยู่ที่ 10% โรคเมอร์ส 30% ไข้หวัดใหญ่ประจำปี 0.01% แต่ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 จะเป็น 0.1% มากกว่าไข้หวัดใหญ่ธรรมดา 10 เท่า โรคอีโบล่าระยะแรกของการระบาดอัตราการเสียชีวิตที่ 95% แต่หลังจากที่มีการระบาดในแอฟริกาตะวันตก และมีนักวิทยาศาสตร์เข้าไปให้การช่วยเหลือ อัตราการเสียชีวิตลดลง เหลือประมาณ 50-60% ส่วนไข้หวัดนก หากเป็นเชื้อเอช 5 เอ็น 1 (H5 N1) อัตราการเสียชีวิต 60% ถ้าเป็นเชื้อเอช 7 เอ็น9 (H7 N9) ในจีน ประมาณ 30% ซึ่งเชื้อตัวนี้จีนเอาอยู่ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ จากการที่ฉีดวัคซีนในสัตว์ปีก และมีมาตรการล้างตลาดใน 1 เดือนจะปิด 1-2 วันเพื่อล้างตลาด ส่วนโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ยังไม่ทราบความรุนแรงของโรคและอัตราการเสียชีวิตที่แน่ชัด

สำหรับประเทศไทยได้ประกาศให้โรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome: SARS) หรือโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง เป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ทั้งนี้ไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยยืนยันโรคซาร์สภายในประเทศ ยกเว้นเจ้าหน้าที่องค์การอนามัยโลกที่ป่วยด้วยโรคซาร์ส และเดินทางเข้ามารับการรักษาที่ประเทศไทย และไม่มีการติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเติม ขณะที่ประเทศจีนเคยมีโรคซาร์สระบาดเมื่อปี 2546 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 349 รายส่วนโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ยังไม่มีการประกาศเช่นโรคซาร์ส เนื่องจากองค์การอนามัยโลก หรือฮู ยังไม่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และยังต้องรอข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับไวรัสใหม่นี้เพิ่มขึ้นอีก

แม้จะมีข้อมูลไม่ชัดเจนเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในบางส่วน แต่ประเทศไทยดำเนินมาตรการระบบเฝ้าระวัง คัดกรองควบคุมโรคเช่นเดียวกับโรคซาร์ส หากมีรายงานผู้ป่วยที่สงสัยจะทำการแยกกัก โดยมีการเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการและทีมสอบสวนโรคติดต่ออันตรายทั้งในส่วนกลางและทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ข้าราชการศธ.เตรียมเฮ ‘เดอะตั้น’ เล็งเพิ่มสวัสดิการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/412419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ข้าราชการศธ.เตรียมเฮ ‘เดอะตั้น’ เล็งเพิ่มสวัสดิการ

23 มกราคม 2563 – 20:25 น.
ครูอัตราจ้าง,เพิ่มสวัสดิการ,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,่คมชัดลึก
เปิดอ่าน 763 ครั้ง

ข้าราชการศธ.เตรียมเฮ ‘เดอะตั้น’ รมว.ศึกษาฯ เล็งเพิ่มสวัสดิการ ระบุ เอาไว้เป็นเงินออมเมื่อถึงวันเกษียณ เพื่อขวัญกำลังใจในการทำงาน

วันที่ 23 ม.ค. 2563 – เดอะตั้น  นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนของกระทรวงศึกษาธิการ (อ.ก.พ.ศธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมได้ฝากให้มีพิจารณาถึงสวัสดิการและสิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างชั่วคราว และลูกจ้างที่เป็นอัตราจ้างควรจะได้รับว่ามีอะไรบ้าง เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ

“เนื่องจากผมเข้าใจดีว่าบุคลากรที่ทำงานภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนจะต้องได้รับสวัสดิการที่ดีและเหมาะสมในการดำรงชีวิต เพราะถือเป็นหลักพื้นฐานสำคัญที่จะต้องมี” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ครูอัตราจ้างร้องขอความเป็นธรรมจากศธ.

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นวางหลักไว้ว่าจะให้สวัสดิการเรื่องการประกันสุขภาพแบบมีเงินออมสะสมให้แก่ลูกจ้างชั่วคราวและพนักงานอัตราจ้าง เพื่อในอนาคตจะเงินจากการออมส่วนนี้ไว้ใช้จ่ายเมื่อเกษียณอายุราชการได้

“ทั้งนี้ในส่วนของการดำเนินการตนจะดำเนินการไม่ให้กระทบรายได้ประจำอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ศธ. ก็จัดเต็มงบสวัสดิการให้แก่กลุ่มบุคลากรเหล่านี้ด้วย ดังนั้นก็หวังว่าสำนักงบประมาณจะไม่ตัดงบในส่วนนี้ออกไปอีก” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในที่สุด

CR:เนชั่นสุดสัปดาห์

อ่านข่าว : กลุ่มครูลูกจ้าง ยื่นหนังสือ วอนทบทวนให้เป็นเหมาจ่าย

22องค์กรชูสมุทรสาครสีเขียว ระดมสมองแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/412084?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

22องค์กรชูสมุทรสาครสีเขียว ระดมสมองแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5

22 มกราคม 2563 – 13:20 น.
ฝุ่น,พีเอ็ม25,22องค์กรชูสมุทรสาครสีเขียว
เปิดอ่าน 138 ครั้ง

22องค์กรชูสมุทรสาครสีเขียว ระดมสมองแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5 โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

ปัจจุบันสมุทรสาครเป็นจังหวัดอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีประสบปัญหารุนแรงจากฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 เนื่องจากความหนาแน่นของโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนมีจำนวนรวมเกือบ 6,000 แห่ง อุตสาหกรรมที่เป็นส่วนสำคัญของปัญหามลพิษอากาศและฝุ่น ได้แก่ โรงงานหล่อหลอมโลหะและอโลหะ โรงงานผลิตเคมีภัณฑ์และพลาสติก โรงงานสิ่งทอ โรงงานกระดาษ โรงงานคัดแยกและฝังกลบของเสีย โรงงานคัดแยกและรีไซเคิลของเสียอุตสาหกรรม โรงกลั่นปิโตรเลียม และการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงงานต่างๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมันเตา น้ำมันใช้แล้ว และฟืน รวมถึงการเผาในที่โล่งต่างๆ คือ “โครงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเพื่อสุขภาวะองค์รวม”

ล่าสุดมูลนิธิบูรณะนิเวศ จากการสนับสนุนงบประมาณของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ริเริ่ม “โครงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเพื่อสุขภาวะองค์รวม” ให้เป็นพื้นที่นำร่องของประเทศในการแก้ปัญหามลพิษอุตสาหกรรมและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม โดยสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ และเชื่อมโยงความรู้จากสถาบันต่างๆ เข้ามาร่วมกันทำงานเพื่อให้จังหวัดสมุทรสาครมีการเติบโตทางเศรษฐกิจตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ประชาชนมีความปลอดภัยและมีสุขภาวะดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตและเป็นกำลังหลักที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสาครเป็นหนึ่งในกลุ่มจังหวัดที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษตั้งแต่ปี 2538 เนื่องจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนเมืองที่ขาดการจัดวางผังเมืองที่ดีและขาดการควบคุมมลพิษที่มีการปล่อยจากโรงงานต่างๆ ตลอดเวลา จนทำให้แม่น้ำและลำคลองสาขาเน่าและส่งกลิ่นเหม็น พื้นที่ชายฝั่งและป่าชายเลนทรุดโทรมและมีการสะสมของสารอันตราย ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งขยะอุตสาหกรรมและขยะชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหามลพิษอากาศที่ส่งผลคุกคามสุขภาพของประชาชนมาเป็นเวลานาน

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

นอกจากนี้ ยังเป็นเมืองสำคัญที่เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมและการขนส่งระหว่างภาคตะวันออก ภาคตะวันตก กรุงเทพมหานคร และภาคใต้ด้วย ปัจจุบันถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นถนนสายหลักของการจราจรและการขนส่ง จึงคับคั่งไปด้วยยานพาหนะประเภทต่างๆ และมีการก่อสร้างเพื่อขยายถนนสำหรับรองรับปริมาณการจราจรที่หนาแน่นต่อเนื่องมานาน สมุทรสาครเป็นจังหวัดขนาดเล็กแต่สถิติรถยนต์ทุกประเภทที่จดทะเบียนกับทางจังหวัดมีจำนวนสะสมรวมกันถึงปี 2557 สูงถึง 237,801 คัน

รายงานค่าการตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 จากสถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) พบว่า จังหวัดสมุทรสาครเป็นหนึ่งในพื้นที่ของประเทศไทยที่มีค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 สูงเกินมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การอนามัยโลกไปเกือบ 4 เท่า ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนอย่างยิ่ง โดยพบว่าค่าสูงสุดรายเดือนที่ คพ.เคยวัดได้อยู่ที่ 195 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และจำนวนวันที่มีค่าเกินมาตรฐานเคยสูงต่อเนื่องนานถึง 41 วัน

ปัญหาฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนในวัยประถมศึกษา ซึ่งอยู่ในวัยที่มีภูมิต้านทานน้อย ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลให้เด็กเจ็บป่วยเรื้อรังในระยะยาวได้ ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ของเด็ก เนื่องจากฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ที่เรามองเห็นเป็นหมอกควันขมุกขมัว แท้จริงแล้วเกิดจากการรวมตัวกันของฝุ่นและละอองสารเคมีที่มีขนาดเล็กมากโดยเฉพาะสารอันตรายที่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์

เช่น สารโลหะหนักอย่างตะกั่ว ปรอท และสารหนู ที่จะก่อให้เกิดโรคทางระบบประสาท, สารก่อมะเร็ง เช่น สารกลุ่มพีเอเอช (polycyclic aromatic hydrocarbons: PAH) สารก่อการกลายพันธุ์ อย่างเช่นสารไดออกซิน (dioxin) นอกจากนี้ยังอาจจะมีเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนร่วมอยู่ด้วยอีกหลายตัว เป็นต้น

ทั้งนี้ มูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ดำเนินงานโครงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเพื่อสุขภาวะองค์รวม (โครงการสมุทรสาครสีเขียว) ระหว่างเดือนสิงหาคม 2562 – เดือนกรกฎาคม 2564 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนและสถานประกอบการอาศัยอยู่ร่วมกันได้

โดยสนับสนุนให้เกิดการปรับปรุงการจัดการปัญหามลพิษและการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมเพื่อสุขภาวะของประชาชนในจังหวัดสมุทรสาคร ด้วยการสร้างความร่วมมือของภาคีต่างๆ จากภาครัฐ เอกชน สถาบันวิชาการ และประชาชนในพื้นที่ในการขับเคลื่อนนโยบายการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เข้มแข็งและการส่งเสริมการปรับปรุงสุขภาวะของประชาชนในระดับท้องถิ่น การลงนามความร่วมมือในการเฝ้าระวังฝุ่นละออง “พีเอ็ม 2.5” ของ 22 หน่วยงานในสมุทรสาคร

ดร.จุฑาทิพย์ มณีพงศ์ ผู้จัดการโครงการสมุทรสาครสีเขียว กล่าวว่า ในโอกาสของการจัดงานเสวนาเรื่อง “อากาศสะอาดเพื่อเยาวชนสมุทรสาคร” (Blue Sky for New Generation of Samut Sakhon) ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และโรงเรียนต่างๆ มาร่วมกันลงนาม “ความร่วมมือในการเฝ้าระวังฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ พีเอ็ม 2.5” ของ 22 หน่วยงาน ที่อยู่ในอำเภอเมืองสมุทรสาคร เพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนให้มีการเฝ้าระวังปัญหาพีเอ็ม 2.5 อย่างต่อเนื่อง และแสวงหาทางในการลดปริมาณฝุ่นเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาวต่อไป

นายกฯขอให้นักเรียนทุนกสศ.ตั้งใจเรียน-เป็นคนดีของสังคม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411977?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

นายกฯขอให้นักเรียนทุนกสศ.ตั้งใจเรียน-เป็นคนดีของสังคม

22 มกราคม 2563 – 03:53 น.
นักเรียนทุน,กสศ,กสศขอบคุณนายกฯ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 76 ครั้ง

นักเรียนทุน กสศ.ขอบคุณนายกฯรัฐบาล และทุกภาคส่วน ให้โอกาส สานฝันเป็นครูรัก(ษ์)ถิ่น แม้ลำบากไม่หวั่น ขอพัฒนาบ้านเกิด ลุยช่วยเด็กด้อยโอกาสใน 3 จว.มากกว่า 53,000 คน

22 ม.ค.2563-นักเรียนทุน กสศ.ขอบคุณนายกฯ รัฐบาล และทุกภาคส่วน ให้โอกาส สานฝันเป็นครูรัก(ษ์)ถิ่น แม้ลำบากไม่หวั่น ขอพัฒนาบ้านเกิด ก่อนมอบภาพวาดสีน้ำและปลากือเลาะห์ ของหายากและขึ้นชื่ออ.ศรีสาคร เป็นที่ระลึก เด็กๆหวังอยากให้นายกฯกลับมานราธิวาสอีก ด้านกสศ.เดินหน้าช่วยเด็กๆด้อยโอกาสใน 3 จังหวัดมากกว่า 53,000 คน  

ที่มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส วานนี้ (21 ม.ค.) ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แวะกล่าวทักทายเด็กนักเรียนโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข หรือนักเรียนทุนเสมอภาค จากโรงเรียนบ้านคอลอกาเว อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส และนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่มารอต้อนรับ

โดยมีนายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวรายงานสถานการณ์การช่วยเหลือเด็กในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่า กสศ.ดำเนินโครงการเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส ในพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้  ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส  ผ่านโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข  โดยมีนักเรียนจาก 3 จังหวัด ได้รับทุนเสมอภาค จำนวน 53,763 คน จาก 937 โรงเรียน จำแนกเป็น จังหวัดนราธิวาส 23,783 คน  จังหวัดปัตตานี 14,148 คน จังหวัดยะลา 15,832 คน

“ เด็กๆจะได้รับเงินอุดหนุน 3,000 บาทต่อคนต่อปีการศึกษา เพื่อบรรเทาอุปสรรคในการมาเรียน เช่น เป็นค่าอาหารเช้าสำหรับชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาและค่าอาหารเช้า/อาหารกลางวันสำหรับชั้นมัธยมศึกษา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเรียน ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพระหว่างเรียน รวมถึงเพื่อเป็นค่ากิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ โดยข้อมูล ระบบ iSEE ของกสศ. พบว่า เด็กกลุ่มนี้ อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคน/เดือน 957 บาท หรือราว 32 บาทต่อวัน เท่านั้น”

นายสุภกร กล่าวว่า ความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัด ยังรวมไปถึงการแก้ปัญหาครู ไม่ครบชั้นและโยกย้ายบ่อย  ผ่านโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่กสศ.ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ   กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม   ช่วยสร้างโอกาสให้นักเรียนช้างเผือกในพื้นที่ห่างไกล ที่มีใจรักในวิชาชีพครู และมีศักยภาพในการเรียนรู้ ได้เรียนครูจนจบปริญญาตรีอย่างมีคุณภาพ และได้รับการบรรจุเป็นครูรุ่นใหม่ในโรงเรียนขนาดเล็กพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง โดยในพื้นที่ 3 จังหวัด กสศ.ทำงานร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาในการเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูรุ่นใหม่   ในปี2563 มีนักเรียนชั้น ม.6 ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และยะลา ได้รับทุนจำนวน 19 คน  หลังสำเร็จการศึกษาจะบรรจุในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กของ สพฐ. ทั้ง 2 จังหวัด จำนวน 16 แห่ง
ทั้งนี้ โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มีพื้นที่ดำเนินงานจำนวน 282 โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล สังกัดสพฐ. รวม 45 จังหวัด ครอบคลุมทั่วประเทศ  โดยผลิตครูจำนวน 5 รุ่น รวมทั้งสิ้น 1,500 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯใช้เวลาสั้นๆพบปะนักเรียน และให้กำลังใจว่าให้ตั้งใจเรียนเป็นคนดีของสังคม  จากนั้น ตัวแทนนักเรียนทุนเสมอภาคได้มอบของที่ระลึกเป็นปูนปั้น ‘ปลากือเลาะห์’ และภาพเขียนสีน้ำจากฝีมือเด็ก ๆ นักเรียนทุนเสมอภาคที่ช่วยกันวาดขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับโอกาสทางการศึกษาที่ได้รับ ก่อนจะถ่ายภาพร่วมกัน

ด.ญ.วารัส สาแมง นักเรียนชั้น ป.5/2 นักเรียนทุนเสมอภาค โรงเรียนบ้านคอลอกาเว กล่าวว่า ของที่ระลึกที่นำมามอบให้กับท่านนายกฯเป็นเสมือนคำขอบคุณจากใจเด็กทุนเสมอภาคทุกคน ที่รัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย มองเห็นความสำคัญของการศึกษา และได้มอบทุนการศึกษาช่วยสนับสนุนให้เด็ก ๆ ที่มาจากครอบครัวยากจนได้เรียนหนังสือเหมือนกับเด็กคนอื่น สำหรับของขวัญที่นำมามอบให้ คือปูนปั้นปลากือเลาะห์ หรือ ปลาพลวงชมพู ซึ่งเป็นปลาประจำอำเภอศรีสาคร ได้รับสมญาว่าเป็นราชาแห่งแม่น้ำสายบุรี และหายากที่สุด  และอีกชิ้นเป็นภาพวาดสีน้ำ แสดงถึงธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของอำเภอศรีสาคร จากฝีมือเด็ก ๆ กลุ่มฝึกทักษะอาชีพ ที่ช่วยกันวาดขึ้นเพื่อตั้งใจนำมามอบให้กับนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะ ทั้งนี้นอกจากแทนคำขอบคุณแล้ว เด็ก ๆ หวังว่านายกรัฐมนตรีจะได้เดินทางกลับมาที่จังหวัดนราธิวาสอีกครั้ง

ด.ญ.สีตีนูรูลอาดีลลาท์ บินอูมา นักเรียนชั้น ม.2/2 โรงเรียนบ้านคอลอกาเว กล่าวว่า ก่อนจะได้รับทุนการศึกษาจาก กสศ. ต้องมาเรียนบ้าง หยุดเรียนบ้าง เพราะไม่มีเงิน แต่พอได้รับทุนของกสศ. ได้ช่วยลดภาระในครอบครัวทำให้ชีวิตดีขึ้น และทำให้มาโรงเรียนได้ทุกวัน ส่วนตัวเป็นคนชอบเรียนหนังสือ อยากเรียนจบชั้นสูง ๆ ก็หวังว่าจะมีโอกาสได้ทำตามฝันที่อยากเป็นครูมาสอนในพื้นที่บ้านเกิด

น.ส.นิยดา จรัสวงษ์ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสุคิรินวิทยา จ.นราธิวาส ผู้ผ่านการคัดเลือกในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กล่าวว่า หากเรียนจบตั้งใจจะกลับบ้านมาพัฒนาอำเภอสุคิริน ในจังหวัดนราธิวาส ที่วันนี้แม้เป็นพื้นที่ห่างไกล ขาดแคลนบุคลากร หรือไม่มีความสะดวกสบายหลายด้าน หนูก็ไม่หวั่น ความหวังของหนูคือการได้กลับมาพัฒนาน้อง ๆ หรือคนรุ่นต่อไปให้เขามีความรู้ที่มากขึ้น ซึ่งโครงการนี้จะช่วยสานฝันการเป็นครูให้สำเร็จได้จริง หากไม่มีโครงการนี้ก็คงหมดโอกาสที่จะได้เป็นครูกลับมาพัฒนาท้องถิ่นอย่างแน่นอน

น.ส.สุธิดา ทองราช นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ยะลา ผู้ผ่านการคัดเลือกในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กล่าวว่า ความตั้งใจของการเป็นครูรักษ์ถิ่น คือจะกลับมาพัฒนาชุมชน โดยตนมองว่าจะกลับไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่น คือสะพานข้ามทะเลสาบป่าฮาลา-บาลา โดยสร้างอาชีพให้เด็ก ๆ เป็นมัคคุเทศน์นำเที่ยว เกิดแหล่งรายได้สำหรับคนในชุมชน ส่วนสินค้าโอทอปจะเป็นพวกปลา ทั้งปลาส้มหรือปลากระโดด ซึ่งมีอยู่มากในทะเลสาบ

ครูสุนิดา อุมา ครูโรงเรียนบ้านคอลอกาเว กล่าวว่า ขอบคุณที่รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของนักเรียนยากจนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เพราะมีจำนวนมาก ซึ่งเด็กยากจนพิเศษหรือนักเรียนทุนเสมอภาคของ กสศ. ที่โรงเรียนมีประมาณ 333 คน จากจำนวนนักเรียนประมาณ 1,200 คน ส่วนใหญ่มีฐานลำบากยากจน อีกทั้งที่ผ่านมาโรงเรียนแทบไม่เคยได้รับโอกาสดีๆเช่นนี้ เนื่องจากโรงเรียนอยู่ไกลและยังเคยอยู่ในพื้นที่สีแดง ที่มีการก่อเหตุความรุนแรงบ่อยครั้งทำให้การช่วยเหลือต่างๆอาจมาไม่ถึง และต้องขอบคุณกสศ.ที่มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กๆอีกครั้ง

“เงินที่เด็กๆได้รับสามารถลดปัญหาอุปสรรคการมาโรงเรียนได้อย่างดี จากเดิมเด็กบางคนต้องหยุดเรียนไปเพราะไม่มีค่าใช้จ่ายเดินทางมา เมื่อพอมีทุนจากสศ.กลับทำให้เด็กๆสามารถมาโรงเรียนและไม่ขาดเรียนอีก” ครูสุนิดา กล่าว

ซีพี-เมจิ เทนไซ ปีที่ 6 ติวสดกับ 5 ติวเตอร์ขั้นเทพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411971?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ซีพี-เมจิ เทนไซ ปีที่ 6 ติวสดกับ 5 ติวเตอร์ขั้นเทพ

22 มกราคม 2563 – 00:20 น.
ซีพี-เมจิ เทนไซ,6 ติวสดกับ 5 ติวเตอร์ขั้นเทพ,เติมความรู้,ติวสด,ติวเตอร์,ป6,ก้าวสู่ ม1
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

“ซีพี-เมจิ เทนไซ” ปีที่ 6 ติวสดกับ 5 ติวเตอร์ขั้นเทพ เติมความรู้ น้องๆ ป.6 ก้าวสู่ ม.1 อย่างมั่นใจ

นางสาวชาลินี พูนลาภมงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้การฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด หรือ ซีพี-เมจิ กล่าวว่า “ซีพี-เมจิ เทนไซ” เป็นโครงการด้านการศึกษาโครงการเดียวสำหรับน้องๆ ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 แล้ว ในปี 2563 นี้ ใช้แนวคิด “เปิดกล่องความรู้ มุ่งสู่ ม.1” กับการติวสด 5 วิชาหลักที่ใช้ในการสอบเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ติวเตอร์ชื่อดัง 5 ท่าน ได้แก่ ครูลิลลี่ ภาษาไทย ครูซุปเค คณิตศาสตร์ ครูพี่กิ๊ฟ ภาษาอังกฤษ อ.ชัย สังคมศึกษา และ ครูพี่บิ๊ก วิทยาศาสตร์ ที่จะมาวิเคราะห์แนวข้อสอบ พร้อมเผยเทคนิคและเคล็ดลับต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมมากมาย

“ซีพี-เมจิ ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ และเล็งเห็นว่า การศึกษาเป็นหนึ่งในหัวใจและรากฐานสำคัญของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีคุณภาพ จึงจัด “ซีพี-เมจิ เทนไซ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อเติมความรู้ เสริมความมั่นใจ ให้กับน้องๆ ป.6 ที่จะก้าวเข้าสู่สังคมใหม่ในระดับชั้น ม.1 โดยเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย จำนวนจำกัด 1,000 ที่นั่ง สำหรับนักเรียน และ 200 ที่นั่ง สำหรับผู้ปกครองที่ร่วมติวกับลูกผ่านจอ VTR” นางสาวชาลินี กล่าว

นอกจากการเปิดกล่องความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังมีความพิเศษอีก 2 กิจกรรม คือ “เปิดโลกน้องๆ” กับสองไอดอลรุ่นพี่ “มิวนิค” ศิลปินวง BNK48 และ “โค้ชป้อม – จักรพล ป้อมปราณี” โค้ชทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ROV eSports ที่มาร่วมพูดคุย พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการค้นหาความชอบ การเดินตามความฝัน โดยสามารถทำควบคู่ไปกับการเรียนได้อย่างสมดุล

และ “เปิดโลกผู้ปกครอง” แนะเทคนิคเลี้ยงลูกแบบพ่อแม่ยุคดิจิตอล เพื่อความเข้าใจและเตรียมรับมือกับลูกในช่วงอายุที่เข้าสู่การเป็นวัยรุ่น กับ 4 หัวข้อเด็ด “เข้าใจความแตกต่าง สร้างครอบครัวมีสุข”, “สมองวัยรุ่น วุ่นรัก”, “โค้ชลูก! พ่อแม่ทำได้” และ “อาชีพแห่งอนาคต” โดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิเคราะห์ศักยภาพปัญญธารา (P-Pac) ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กรุงเทพฯ.