ผู้ว่าฯอัศวิน สั่งปิดโรงเรียนกทม. 437แห่ง พรุ่งนี้ 1 วัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411898?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ผู้ว่าฯอัศวิน สั่งปิดโรงเรียนกทม. 437แห่ง พรุ่งนี้ 1 วัน

21 มกราคม 2563 – 17:40 น.
ข่าววันนี้,สั่งปิดโรงเรียน,กรุงเทพมหานคร,ผู้ว่าฯอัศวิน,PM25,437โรงเรียน
เปิดอ่าน 1,155 ครั้ง

ผู้ว่าฯอัศวิน สั่งปิดโรงเรียนกทม. 437แห่งพรุ่งนี้ 1 วัน (22 ม.ค.) เพื่อลดปริมาณยานพาหนะบนท้องถนน หลังฝุ่นPM2.5 มีค่าเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่จากสภาพอากาศปิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวภายหลังการประชุมมาตรการรับมือฝุ่น PM 2.5 ของกรุงเทพมหานคร ว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สั่งการประกาศหยุดเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 437 แห่ง ในวันพรุ่งนี้ (22 ม.ค. 2563) 1 วัน เนื่องจากสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 มีค่าเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่จากสภาพอากาศปิด และจะติดตามรายงานสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อพิจารณาดูว่าจะมีการปิดเพิ่มหรือไม่ โดยจะมีการจัดการเรียนเสริมให้ทดแทนในวันอื่น

พร้อมออก 4 มาตรการด่วน ได้แก่ 1. เหลื่อมเวลา ให้หน่วยงานในสังกัดกทม.ทุกหน่วยงานเหลื่อมเวลาการทำงานเป็น 10.00-18.00 น. เพื่อลดความหนาแน่นของการจราจร โดยมาตรการนี้จะใช้จนกว่าจะพ้นวิกฤต แต่ทั้งนี้ยืนยันว่าประชาชนจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเหลื่อมเวลา 2.ให้โรงเรียนในสังกัดกทม.จำนวน 437 แห่งปิดการเรียนการสอน 1 วันคือวันที่ 22 มกราคม 2563

เนื่องจากกรมอุุตุนิยมรายงานสภาพอากาสซ่าอากาศยังปิด ลมอ่อนและมีแนวโน้มว่าฝุ่นยังคงสะสมไปอีก 1-2 วัน 3.แจกหน้ากากอนามัยให้กับประชาชน โดยประชาชนสามารถไปรับได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข 68 แห่งทั่วกรุงเทพฯ, สถานีขนส่ง และสถานีรถไฟฟ้า โดยจะเริ่มแจกในทันที และ4.ขอให้ประชาชนป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ออกนอกอาคาร

โดยข้อมูลคุณภาพอากาศ ประจำวันที่ 21 มกราคม 2563 เวลา 15.00 น. ที่ผานมา จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกรมควบคุมมลพิษร่วมกับกรุงเทพมหานคร จำนวน 52 สถานี ตรวจวัดค่าได้ 37 – 85 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม) โดยปริมาณฝุ่นละอองในภาพรวมมีแนวโน้มลดลงในหลายพื้นที่จากช่วงเที่ยงวันนี้ โดยพบพื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นละอองอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (พื้นที่สีส้ม) 46 พื้นที่ ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น และติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ คพ. ยังคงรายงานสถานการณ์และแจ้งประสานข้อมูล ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการควบคุมกำกับ ดูแล ภารกิจตามมาตรการ “ภายใต้แผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ” อย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละอองให้กลับสู่ปกติ

   ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ได้ทางเว็บไซต์ Air4Thai.com แอปพลิเคชั่น Air4Thai และ bangkokairquality.com

       อ่านข่าว : ‘ผู้ว่าฯอัศวิน’ สั่งรร.กทม.ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

ไทยไขปริศนา โคโรนาพันธุ์ใหม่ ท่ามกลางข้อมูลอันจำกัดจากจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411750?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ไทยไขปริศนา โคโรนาพันธุ์ใหม่ ท่ามกลางข้อมูลอันจำกัดจากจีน

21 มกราคม 2563 – 12:25 น.
ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่,ไขปริศนา
เปิดอ่าน 841 ครั้ง

ไทยไขปริศนา โคโรนาพันธุ์ใหม่ ท่ามกลางข้อมูลอันจำกัดจากจีน  โดย…พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

ไทยนับเป็นประเทศแรกที่สามารถยืนยันพบผู้ป่วยติดเชื้อ “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” รายแรกนอกพื้นที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดของโรค และผู้ป่วยเป็นชาวจีนเดินทางมาจากพื้นที่ดังกล่าว เบื้องหลังการเฝ้าระวัง คัดกรอง ป้องกัน จนถึงการที่สามารถยืนยันเชื้อไวรัสได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ท่ามกลางข้อมูลที่ค่อนข้างจำกัดจากจีน แต่ “ทีมไทย” ก็สามารถทำได้แม้ไม่มีตัวอย่างเชื้อจากประเทศจีนมาเทียบเคียง!!!

สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี รองหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่กรมควบคุมโรค (คร.) ได้คัดกรองพบผู้เข้าเกณฑ์สงสัยต้องเฝ้าระวังที่สนามบินสุวรรณภูมิ และนำตัวเข้ารับการรักษาที่ห้องแยกโรคความดันลบสถาบันบำราศนราดูร และตรวจเชื้อเบื้องต้นไม่พบเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินหายใจ 33 ชนิดที่รู้จักมาก่อน จึงส่งตัวอย่างเชื้อให้ศูนย์ทำการตรวจ โดยระบุโจทย์ว่า “สงสัยจะเป็นโรคใหม่ในจีน ซึ่งไม่รู้โรคอะไร”

สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี

ศูนย์ดำเนินการตรวจมุ่งไปที่ไวรัส 2 ตระกูล คือ โคโรนาและอินฟลูเอนซาเนื่องจากช่วงเวลานั้นจีนยังไม่เปิดเผยว่าเป็นไวรัสตระกูลโคโรนา โดยใช้วิธีพิเศษเพราะการตรวจวิธีปกติไม่สามารถตรวจเจอเชื้อ คือเพิ่มปริมาณไวรัสแบบทั้งตระกูล (Family wide PCR) แล้วถอดรหัสพันธุกรรม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงในการตรวจต่อ 1 ตัวอย่าง 1.2 แสนบาท ก่อนนำมาเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรมจากธนาคารรหัสพันธุกรรมโลก
ในวันที่ 9 มกราคม 2563 ไทยพบว่าเป็นเชื้อไวรัสตระกูลโคโรนา แต่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ย่อยได้ แต่พบว่ามีความคล้ายคลึงกับเชื้อที่ก่อโรคซาร์ส เพราะไม่มีรหัสพันธุกรรมของสายพันธุ์นี้อยู่ในธนาคาร กระทั่งหลังจากไทยพบลักษณะเชื้อเช่นนี้ 2 วัน ในวันที่ 11 มกราคม 2563 ทางการจีนนำรหัสพันธุกรรรมไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่พบในเมืองอู่ฮั่นใส่ในธนาคาร และระบุว่าเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทำให้ไทยสามารถนำรหัสพันธุกรรมของไวรัสมาเทียบเคียงและพบว่าตรงกับที่ตรวจเจอจากผู้ป่วยชาวจีนในไทย

“เท่าที่มีข้อมูลตอนนี้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นี้ มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับเชื้อที่พบในค้างคาวมากที่สุดที่ประมาณ 89% ซึ่งเป็นค้างคาวมงกุฎซึ่งพบในจีน 2 สปีชีส์ คือค้างคาวเกือกม้าของจีน (Rhinolophus sinicus) ไม่พบในไทย และค้างคาวมงกุฎยอดสั้นเล็ก (Rhinolophus thomast) พบในไทย ส่วนที่เชื้อจากค้างคาวจะอาศัยสัตว์ทะเลเป็นตัวกลางปรับเปลี่ยนสารพันธุกรรมในการมาสู่คนนั้น ค่อนข้างยาก เพราะค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม การจะเป็นตัวกลางก็น่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกันแต่ก็อยู่ที่ความสามารถของตัวเชื้อด้วย” สุภาภรณ์กล่าว
สุภาภรณ์  บอกด้วยว่า จากการที่ศูนย์ได้ร่วมกับกรมควบคุมโรค กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดำเนินการสำรวจไวรัสที่พบในสัตว์ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2553-2562 ใน 9 จังหวัด ได้แก่ เลย ชลบุรี ราชบุรี เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา พังงา สระแก้ว และตราด โดยส่งตรวจในห้องแล็บกว่า 42,000 ตัวอย่าง พบว่าเป็นไวรัสที่รู้จักแล้ว 402 ชนิดและไวรัสใหม่ที่ไม่รู้จัก 458 ชนิด ส่วนใหญ่พบในค้างคาวและเป็นไวรัสตระกูลโคโรนา

แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ อัลฟา (AlphaCoV) เบต้าโค เอ (BetaCov A) เบต้าโค บี (BetaCov B) เบต้าโค ซี (BetaCov C) และเบต้าโค ดี (BetaCov D) โดยกลุ่มที่สนใจเป็นพิเศษคือ เบต้าโค บี ซึ่งกลุ่มเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคซาร์สและตัวระบาดที่อู่ฮั่น ส่วนอัลฟายังไม่พบรายงานก่อโรคในคน
ขณะที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายว่า ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่าหายนะที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์มีส่วนหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากเชื้อโรคโดยเฉพาะไวรัสที่ส่งผ่านมาจากสัตว์โดยตรงสู่คน หรือมีตัวกลางจากแมลง ยุง เห็บ ไร ริ้น

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

ทั้งนี้เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เริ่มเป็นที่รับทราบว่าไม่ต่ำกว่า 60-70% ของเชื้อก่อโรคในคนมีต้นตอจากสัตว์ทั้งสิ้น และมีศักยภาพในการทำให้เกิดโรคอุบัติใหม่ที่จะสร้างผลกระทบในวงกว้างทั้งจากการเกิดโรคระบาดและในการกระทบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากไวรัสที่สามารถผันแปรรหัสพันธุกรรม ซึ่งเอื้อต่อการตั้งตัวในสัตว์ต่างชนิดจากตระกูลแรกและเป็นหนทางสู่คนในที่สุด
การที่เชื้อจะเข้าคนได้นั้นจะต้องมีการสมยอมให้เชื้อผ่านเข้าเซลล์และเนื้อเยื่อได้ แต่แม้จะมีการสมยอมก็ตามไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดโรคหรือมีอาการเสมอไป ทั้งนี้กระบวนการที่ก่อให้เกิดโรคจำเป็นจะต้องมีขั้นตอนหลบหลีกจากระบบป้องกันภัยของคน และเมื่อมีการตั้งตัวโดยเริ่มขยายจำนวนได้แล้วจึงจะมีกลไกในการทำร้ายเซลล์ไม่ว่าจากการกระตุ้นให้มีการอักเสบมากเกินพอเหมาะพอควร หรือเป็นกระบวนการแฝงอาศัยอยู่ในเซลล์ดูดพลังงานจนเซลล์หมดกำลัง (bioenergetic failure) อีกทั้งไม่ยอมให้ระบบกำจัดสิ่งแปลกปลอมขจัดตัวเชื้อโรคออกจากเซลล์
“ความรุนแรงหรืออาการมีได้ตั้งแต่อาการน้อยมากจนแทบไม่รู้สึกถึงรุนแรงมาก กระทั่งถึงเสียชีวิต เมื่อมีการสมยอมเกิดมีอาการแล้วอาจจะยังตัดกันไม่ขาด ยังคงหลบซอกซอนอยู่ในร่างกายตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นที่เดิม และเกิดโรคซ้ำซ้อนขึ้นมา แม้ว่าจะผ่านไปหลายเดือนจนเป็นปีก็ตาม เช่น ในโรคไข้เลือดออกอีโบลา สมองอักเสบนิปาห์ และโรคซิการ์ โดยในระหว่างที่มีการสมยอมนั้นยังมีการแพร่ให้คนอื่นได้และเป็นกระบวนการสำคัญอีกอย่างในการพัฒนาการแพร่กระจายของเชื้อโดยที่การติดต่อทางการหายใจ ถือเป็นขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพที่สุดของเชื้อโรค และเชื้ออุบัติใหม่เหล่านี้เนื่องจากคนไม่เคยสัมผัสมาก่อนดังนั้นจะไม่มีภูมิคุ้มกันเลย ทำให้โรคอาจจะมีความรุนแรงมาก” ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว

นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน

นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า ผลจากการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามมาซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มี 2 รูปแบบ คือ ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดบางพื้นที่เกิดภัยธรรมชาติ บางพื้นที่เกิดโรคระบาดโรคติดต่อ และในบางกรณีเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะโรคระบาด จากข้อมูลพบว่าโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นกว่า 70% มาจากสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ป่าถือเป็นแหล่งเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งหากอยู่ในตัวสัตว์ป่าเองจะไม่ก่อโรคหรือแสดงอาการเจ็บป่วยออกมา แต่หากเชื้อโรคเหล่านี้ติดต่อสู่มนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงก็จะเกิดโรคและแสดงอาการเจ็บป่วยออกมา รวมถึงสามารถติดต่อสู่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้
ปัจจัยที่ทำให้เชื้อโรคจากสัตว์ป่าติดต่อสู่คน ได้แก่ 1.ถิ่นอาศัยถูกบุกรุก ทำลาย หรือรบกวน สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่ พฤติกรรมเปลี่ยน ออกมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับมนุษย์ 2.ภัยธรรมชาติที่ทำลายสมดุลของสภาพแวดล้อมระหว่างคนและสัตว์ป่า ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง เช่น อุทกภัย อัคคีภัย เป็นต้น 3.อาชญากรรมสัตว์ป่า เป็นอีกปัจจัยคุกคามการอยู่รอดของมนุษยชาติที่สำคัญ เพราะสัตว์ป่าในขบวนการนี้ มักถูกจับจากธรรมชาติ ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ถูกจำกัดพื้นที่ กักขัง สัตว์จึงเกิดความเครียด เมื่อร่างกายสัตว์เกิดความเครียดภูมิคุ้มกันร่างกายจะลดลง โอกาสที่เชื้อโรคที่มีอยู่ในร่างกายจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น โอกาสที่จะแพร่กระจายเชื้อก็มีมากขึ้น 4.การบริโภคสัตว์ป่า เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะขั้นตอนและกระบวนการประกอบอาหาร เช่น การฆ่า ผ่า ชำแหละ ซากสัตว์ป่า มีโอกาสที่สัมผัสกับสารคัดหลั่งต่างๆ ของสัตว์ป่า เช่น เลือด น้ำลาย อุจจาระ ปัสสาวะ โดยในสารคัดหลั่งเหล่านี้สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสต่างๆ ได้

หนุนสร้างโอกาส เพิ่มจำนวนเด็กช้างเผือก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411718?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

หนุนสร้างโอกาส เพิ่มจำนวนเด็กช้างเผือก

20 มกราคม 2563 – 22:02 น.
กสศ,สร้างโอกาส,เด็กช้างเผือก,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 86 ครั้ง

 กสศ.พร้อมหนุนสร้างโอกาส เพิ่มจำนวนเด็กช้างเผือก เผย ไทยมีเด็กช้างเผือก ยากจน-เรียนเก่ง มากกว่าค่าเฉลี่ย OECD เอาชนะข้อจำกัดทางฐานะ

20  ม.ค.2563- เผย ไทยมีเด็กช้างเผือก ยากจน-เรียนเก่ง มากกว่าค่าเฉลี่ย OECD เอาชนะข้อจำกัดทางฐานะ ทำคะแนนPISA  2018  ติดอันดับสูง 25% แรกของประเทศ  กสศ.พร้อมหนุนสร้างโอกาส เพิ่มจำนวนเด็กช้างเผือก

ดร.ภูมิศรัณย์  ทองเลี่ยมนาค  ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์เชิงลึกคะแนนสอบ PISA 2018 ซึ่งประเมินทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ของกลุ่มเยาวชนอายุ 15 ปีทั่วโลก โดยมีเยาวชนกว่า 600,000 คน จาก 79 ประเทศ เข้าร่วมทดสอบ

โดยประเทศไทย มีนักเรียน (อายุ 15 ปี ส่วนใหญ่อยู่ชั้น ม.3-4) จำนวน 8,633 คน จาก 290 โรงเรียน เข้าร่วมการทดสอบด้วยนั้น  พบว่า ผลคะแนนสอบของนักเรียนไทยมีความสัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียน   คะแนนของนักเรียนไทยที่มีฐานะต่ำสุดห่างจากคะแนนของนักเรียนฐานะในกลุ่มสูงสุด ประมาณ 2.5 ปีการศึกษา  แต่มีข้อยกเว้นในกลุ่มนักเรียนที่เรียกว่า กลุ่มช้างเผือก ซึ่งเป็นเด็กไทยที่มีฐานะยากจนกลุ่มล่างสุด 25% ของประเทศ แต่สามารถทำคะแนนได้อยู่ในกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด 25% ของประเทศ โดยประเทศไทยมีเด็กช้างเผือกกลุ่มนี้จำนวน 13% ของเด็กในกลุ่มเศรษฐฐานะล่างสุด (bottom 25%) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโออีซีดีซึ่งมี 11.3%

 “ เด็กช้างเผือกส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาในเมืองขนาดเล็กและปานกลาง มีพื้นฐานครอบครัวที่พ่อแม่ได้รับการศึกษาเฉลี่ยเพียง 6 ปี หรือมีเพียง 0.55% เท่านั้นที่มีการศึกษาเหนือกว่าระดับมัธยมศึกษา เมื่อเทียบกับกลุ่มพ่อแม่ที่อยู่ในกลุ่มฐานะทางเศษฐกิจและสังคมสูงสุด เกือบ 80% มีการศึกษาในระดับอนุปริญญาหรือมหาวิทยาลัย แต่เด็กกลุ่มช้างเผือกที่ด้อยโอกาสนี้ยังสามารถทำคะแนน PISA ได้ดีเทียบเท่าได้กับเด็กในกลุ่มเศรษฐฐานะสูงสุด”  ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าว 

ดร.ภูมิศรัณย์  กล่าวว่า หากวิเคราะห์ไปถึงคะแนนรายวิชา เด็กช้างเผือกของไทยสามารถทำคะแนนวิทยาศาสตร์ ได้เฉลี่ย 492 คะแนน  คณิตศาสตร์ 487  คะแนน  การอ่าน 482 คะแนน ทั้งสามวิชามีคะแนนมากกว่าค่าเฉลี่ยของเพื่อนนักเรียนวัยเดียวกันที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงสุด ราว ๆ ครึ่งปีถึงหนึ่งปีการศึกษา และมากกว่าเพื่อนนักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมในระดับเดียวกันถึงสามหรือสี่ปีการศึกษา และมากกว่านักเรียนไทยโดยเฉลี่ยของประเทศราว ๆ สองปีการศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสามปีการศึกษาในด้านการอ่าน

นอกจากนี้ เด็กช้างเผือกไทยแม้จะมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำสุด แต่กลับมี Growth Mindset (เชื่อมั่นว่าตนเรียนรู้พัฒนาได้) ที่สูง คิดเป็นค่าประมาณ 58% เทียบเท่าได้กับนักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มสูงสุด  เด็กกลุ่มนี้ยังมีความคาดหวังในการเข้าเรียนอุดมศึกษาที่สูงมาก รวมถึงการมีความสุขและมุมมองเชิงบวกในระดับที่ดี เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มอื่น ๆ ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ดัชนีด้านทัศนคติในชีวิตบางอย่างของเขายังอาจจะไม่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มเด็กที่มีความพร้อมทางสังคมสูงกว่า เช่น ดัชนีการตระหนักถึงความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) พบว่านักเรียนกลุ่มช้างเผือก มีการตระหนักถึงความสามารถของตนเอง การสนับสนุนทางอารมณ์จากพ่อแม่ การมีความหมายของชีวิต ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน อยู่ในระดับที่ดีมากเมื่อเทียบกับนักเรียนในกลุ่มเศรษฐฐานะของตน แต่ก็ยังมีค่าน้อยกว่านักเรียนในกลุ่มที่มีความพร้อมของครอบครัวกลุ่มสูงสุด

 “ที่ผ่านมาเราพบว่าเด็กที่มีฐานะยากจน มีโอกาสที่จะได้เรียนต่อในระดับสูงกว่าระดับชั้นม.6น้อยมาก  คือแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผลสำรวจของ PISA ช่วยยืนยันว่า หากประเทศไทยสามารถที่จะช่วยเหลือสนับสนุนเด็กที่อยู่ในกลุ่มล่างสุดทางเศรษฐฐานะของสังคม ทั้งในด้านการพัฒนา Growth Mindset (เชื่อมั่นว่าตนเรียนรู้พัฒนาได้)

  การสนับสนุนให้พ่อแม่มีแนวทางในการสนับสนุนแก่บุตรหลาน การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลในโรงเรียนแก่เด็กกลุ่มด้อยโอกาส รวมไปถึงการแนะแนวโอกาสในการศึกษาต่อหรืออาชีพ ก็จะเป็นการช่วยให้เด็กที่อยู่ในกลุ่มช้างเผือกสามารถที่จะเรียนได้สูงที่สุด และพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการทำให้เด็กกลุ่มยากไร้ด้อยโอกาสอื่น ๆ สามารถพัฒนาตนเองให้มาเป็นเด็กช้างเผือกได้ต่อไปในอนาคต ซึ่งแนวทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ กสศ. มุ่ง พัฒนาต้นแบบการสนับสนุนเพื่อสร้างโอกาสให้แก่เด็กช้างเผือกเป็นจริงได้ต่อไป”  ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าว 

สพฐ.กำชับผอ.รร.พบวิกฤตฝุ่น PM2.5 สั่งหยุดเรียนได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411706?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สพฐ.กำชับผอ.รร.พบวิกฤตฝุ่น PM2.5 สั่งหยุดเรียนได้

20 มกราคม 2563 – 20:30 น.
่่ ฝุ่นตลบ,PM25,นายอำนาจ วิชยานุวัติ,เลขาสพฐ
เปิดอ่าน 382 ครั้ง

สพฐ.กำชับผอ.โรงเรียนทุกแห่งดูแลเรื่องผลกระทบของฝุ่น PM2.5 หากเข้าขั้นวิกฤตสั่งหยุดเรียนได้ 7 วัน ย้ำสุขภาพนักเรียนสำคัญ พร้อมแจกหน้ากากป้องกันให้นักเรียนทุกคน

วันที่ 20 มกราคม 2563 – สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เข้าขั้นวิกฤติหลายพื้นที่เสี่ยงกระทบต่อสุขภาพ ล่าสุด นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่าภาพรวมทั่วประเทศยังถือว่าไม่วิกฤต

แต่ทั้งได้กำชับให้ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ประสานงานไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ โรงเรียนต่างๆโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ให้ประเมินสถานการณ์การเกิดฝุ่นอย่างใกล้ชิด

 นายอำนาจ วิชยานุวัติ

โดยให้ยึดดูแลความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญ หากพบโรงเรียนได้อยู่ในเขตพื้นที่วิกฤตไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถสั่งการให้หยุดการเรียนการสอนได้เป็นเวลา 7 วัน และให้หาเวลาสอนเพิ่มเติมให้นักเรียนเนื่องจากขณะนี้ใกล้เวลาที่นักเรียนจะเข้ารับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และ สอบปลายภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2562

“ตอนนี้ผมได้กำชับผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่งให้ดูแลเรื่องผลกระทบของฝุ่นที่มีต่อนักเรียน เนื่องจากจะส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง โดยให้โรงเรียนแจกหน้ากากป้องกันใหเนักเรียนทุกคน รวมถึงได้ขอความร่วมมืองดการจัดการเรียนการสอนในที่แจ้งออกไปก่อนเพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้ให้โรงเรียนดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละลอง PM2.5 ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานส่งไปยังสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา” เลขาธิการกพฐ. กล่าวในที่สุด

อ่านข่าว : กรมควบคุมมลพิษ จ่อชง 12 มาตรการแก้ PM 2.5 เข้า ครม.

‘ผู้ว่าฯอัศวิน’ สั่งรร.กทม.ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411689?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

‘ผู้ว่าฯอัศวิน’ สั่งรร.กทม.ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

20 มกราคม 2563 – 18:55 น.
ผู้ว่าฯอัศวิน,ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี,โรงเรียนกทม,่คมชัดลึก
เปิดอ่าน 842 ครั้ง

“ผู้ว่าฯอัศวิน” นั่งหัวโต๊ะที่ประชุมคณะผู้บริหารกทม.สั่งให้ทุกรร.ในสังกัดกทม. จัดให้นักเรียนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีทุกเช้าหลังเคารพธงชาติเริ่ม 21 ม.ค.2563

วันที่ 20 มกราคม 2563 – พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2/2563 เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานในเรื่องต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร โดยมี คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังการประชุมว่า กรุงเทพมหานครเห็นความสำคัญต่อการสร้างจิตสำนึกและความตระหนักในการเคารพรักชาติ ศาสตร์ และกษัตริย์ จึงได้สั่งการให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทุกโรงเรียนจัดให้นักเรียนมีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีในช่วงเช้าหลังจากเคารพธงชาติ

เนื่องจากที่ผ่านมาจะเห็นว่าเคยมีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่ปัจจุบันจะไม่ค่อยมีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จึงเห็นควรปลูกฝังให้เด็กนักเรียนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีหลังจากการเคารพธงชาติทุกวัน เพื่อให้เด็กเกิดความตระหนักรู้ และเคารพรักในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ส่วนเวลาอื่นก็ให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยเริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 21 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

ทั้งนี้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร มีจำนวนทั้งหมด 437 แห่ง  เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีนักเรียนจำนวน 286,719 คน ….(ข้อมูลเมื่อปี 2561)

 อ่านข่าว : มีแน่..สวนลอยฟ้ากรุงเทพฯ เชื่อม2พระนคร

ปริศนา…โคโรนาพันธุ์ใหม่ คำตอบที่ยังต้องรอจีนเฉลย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411515?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ปริศนา…โคโรนาพันธุ์ใหม่ คำตอบที่ยังต้องรอจีนเฉลย

20 มกราคม 2563 – 12:45 น.
ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
เปิดอ่าน 120 ครั้ง

ปริศนา…โคโรนาพันธุ์ใหม่ คำตอบที่ยังต้องรอจีนเฉลย โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ Quality4444@gmail.com

ข้อมูลที่นานาประเทศรับรู้เกี่ยวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของประเทศจีนในขณะนี้ คือเกิดจากเชื้อ “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่” และมีผู้ป่วยยืนยันในจีน 41 ราย และเสียชีวิต 2 รายเป็นผู้สูงอายุเท่านั้น ส่วนความรุนแรงของโรคยังไม่มีรายงานเผยแพร่ ต้องรอให้ทางการจีนค่อยๆ ทยอยเปิดเผยข้อมูลออกมา

แม้แต่องค์การอนามัยโลก หรือฮู ก็ยังไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ได้ว่า “โรครุนแรง” หรือไม่ โอกาสการแพร่กระจายเป็นอย่างไร ทำได้เพียงการให้ข้อมูลเชิงหลักวิชาการเท่านั้นว่า “มีโอกาสที่จะติดต่อจากคนสู่คน และคนในครอบครัว” เนื่องจากข้อมูลในประเทศจีนมีรายงานว่าพบสามีป่วยและภรรยาซึ่งไม่เคยออกไปไหนหรือไปในพื้นที่ระบาด มีอาการป่วยด้วย จึงอาจเป็นไปได้ว่า “เชื้อสามารถติดคนในครอบครัวได้” แต่ยังไม่มีรายงานที่ชัดเจน

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ไวรัสในตระกูลโคโรนา ปัจจุบันมี 6 สายพันธุ์ย่อย และตัวใหม่ที่เมืองอู่ฮั่นเป็นสายพันธุ์ย่อยที่ 7 ซึ่งในจำนวนนี้ 2 สายพันธุ์ ก่อโรครุนแรง คือ โรคซาร์ส อัตราเสียชีวิต 10% และเมอร์ส อัตราเสียชีวิต 30% อีก 4 สายพันธุ์ย่อยก่อโรคไม่รุนแรง โดย 30% ของผู้ป่วยที่เป็นหวัดเกิดจากเชื้อ 4 สายพันธุ์ย่อยนี้ เพราะมนุษย์รู้จักกับเชื้อเหล่านี้มานาน 50-60 ปี จนร่างกายมนุษย์สามารถสร้างภูมิต้านทานมาสู้กับเชื้อได้

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี อธิบายด้วยว่า เมื่อเจอเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะบอกว่าเชื้อรุนแรงหรือไม่ คือเมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์แล้วก่ออาการเจ็บป่วยในคนรุนแรงหรือไม่ ซึ่งข้อมูลที่รับรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยที่ 7 คือมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อและเสียชีวิตในจีนเพียง 2 ราย แต่ยังต้องรอการเปิดเผยข้อมูลว่าตัวใหม่นี้ที่สุดแล้ว จะอยู่ในกลุ่มที่ก่อโรครุนแรงหรือไม่รุนแรง และติดต่อจากคนสู่คนหรือไม่ อย่างไรก็ตามธรรมชาติของเชื้อโรคแม้จะก่อโรคไม่รุนแรง แต่หากปล่อยให้หมุนวนอยู่ในคน โอกาสที่จะกลายพันธุ์สามารถเกิดขึ้นได้

“ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก่อให้เกิดโรคไม่รุนแรง หรือติอต่อจากคนสู่คนหรือไม่ ข้อมูลทั้งหมดยังอยู่ที่ประเทศจีน ส่วนในประเทศไทยพบผู้ป่วยเพียง 2 ราย และอาการไม่รุนแรง แต่การที่ไทยต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวังเป็นขั้นสูงสุดเพราะยังไม่รู้ว่าเชื้อนี้จะมีความรุนแรงหรือไม่ จึงต้องคิดว่าเชื้อมีความรุนแรงไว้ก่อน” รศ.(พิเศษ) นพ.ทวีกล่าว

ขณะที่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า โรคปอดบวมอู่ฮั่น โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ การระบาดและการกระจายของโรคจะรุนแรงหรือกว้างขวางขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอำนาจในการกระจายของโรค หรือที่เรียกว่า basic reproductive number ผู้ป่วย 1 คนกระจายโรคไปได้กี่คน ถ้า 3 คนตัวเลขนี้ก็จะเป็น 3 ถ้าโรคที่มีความรุนแรง การระบาดจะไม่กระจายมาก เพราะผู้ป่วยมีอาการรุนแรงไม่สามารถเดินทางไปได้ไกล เช่น อีโบลา (Ebola) ถ้ารุนแรงถึงเสียชีวิตมาก การกระจายก็จะน้อย เพราะไวรัสที่อยู่ในคนที่ป่วยรุนแรง และถึงเสียชีวิตก็จะจบอยู่ตรงนั้น

อำนาจในการกระจายโรคหมายถึงผู้ป่วย 1 คนสามารถกระจายโรคไปได้กี่คน เช่น ซาร์ส มีอำนาจการกระจายโรคเท่ากับ 3 หมายความว่าผู้ป่วย 1 คน จะมีผู้มารับช่วงเป็นโรค 3 คน และจาก 3 คนก็จะเป็น 9 คน แต่เนื่องจากโรคซาร์ส รุนแรงเสียชีวิตถึง 1 ใน 3 และคนป่วยเกือบทุกคนต้องนอนโรงพยาบาล จึงทำให้สามารถควบคุมโรคได้และหมดไปในที่สุด ไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดทั่วโลก โรคไม่รุนแรงโอกาสเสียชีวิตน้อยมาก เมื่อเป็นแล้วยังสามารถเดินทางข้ามประเทศได้ง่ายโดยที่ไม่รู้ จึงมีการกระจายได้ทั่วโลก ทั้งที่อํานาจการกระจายโรคไข้หวัดใหญ่อยู่ที่ประมาณ 1.5 ถึง 2 เท่านั้นก็ยังระบาดใหญ่ทั่วโลกได้

โรคปอดบวมอู่ฮั่น ดูแล้วโรคไม่ดูแรง ผู้ที่เสียชีวิต 1 รายมีโรคประจำตัวอยู่ อัตราการกระจายโรคน้อยกว่า 1 เพราะยังไม่มีหลักฐานการติดต่อจากคนสู่คนก็ไม่น่าจะกระจายได้มาก ถ้ามีหลักฐานการติดต่อจากคนสู่คน และโรคไม่รุนแรง โรคนี้ก็จะพบได้ทั่วโลก และเป็นโรคทางเดินหายใจโคโรนาได้เช่นเดียวกับโคโรนาตัวอื่นที่พบได้บ่อยอยู่แล้ว หรือเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ได้เช่นกัน

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขมีการประเมินความเสี่ยงของประเทศไทย พบว่า การเดินทางจากเมืองอู่ฮั่นมายังประเทศไทย มีผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ยวันละ 1,200 คน ส่วนคนไทยเดินทางไปประเทศจีนประมาณปีละ 7 แสนคน และอยู่อาศัยในประเทศจีนประมาณ 12,000 คน โดยเป็นนักเรียนนักศึกษาประมาณ 2 ใน 3 ซึ่งเมืองอู่ฮั่นมีนักศึกษาไทยไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ส่วนคนจีนเดินทางมาประเทศไทยปีละประมาณ 10 ล้านคน จากประชากรประมาณ 1,400 ล้านคน

สำหรับมาตรการเฝ้าระวังโรคและควบคุมโรคของประเทศไทย ประกอบด้วย 1.หารือกับสายการบินประเด็นการคัดกรองผู้เดินทางก่อนขึ้นเครื่อง และการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ ภายในเครื่องบินทุกเที่ยวบินที่มาจากเมืองอู่ฮั่น 2.คัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศใน 6 สนามบิน คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ และอู่ตะเภา 3.ขอความร่วมมือให้โรงพยาบาลคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการไข้ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ และมีประวัติการเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น และ 4.การเฝ้าระวังในชุมชน โดยให้ความรู้ประชาชนเมื่อพบนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดของโรค มีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้แจ้งบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค DDC Hotline 1422
อย่างไรก็ตามในวันที่ไทยแถลงพบผู้ป่วยยืนยันรายแรก ดร.แดเนียล  เคอร์เทซ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ร่วมแถลงด้วยและชื่นชมประเทศไทยว่า  ประเทศไทยมีระบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและรักษาที่น่าชื่นชม โดยสามารถตรวจคัดกรองและยืนยันผลการติดเชื้อทางห้องปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว และขอให้ประเทศไทยแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันกับองค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเตรียมพร้อมมือโรค
“ถึงวันที่ 17 มกราคม 2563 ประเทศไทยมีรายงานพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสนี้ 2 ราย เป็นชาวจีนทั้งคู่และเดินทางจากอู่ฮั่นเพื่อมาเที่ยว ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ และนายกรัฐมนตรีกำชับให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริง อย่าปิดบังหรือปรุงแต่งข้อมูล” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าว

43 ร.ร.ผ่านเกณฑ์ค้นหานศ.ทุนนวัตกรรมสายอาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411435?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

43 ร.ร.ผ่านเกณฑ์ค้นหานศ.ทุนนวัตกรรมสายอาชีพ

19 มกราคม 2563 – 14:33 น.
หานศทุน,ทุนนวัตกรรมสายอาชีพ,ข่าววันนี้,กสศประกาศผล
เปิดอ่าน 78 ครั้ง

กสศ.ประกาศผล 43 สถานศึกษาสายอาชีพ ร่วมโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปี 2563 หนุนเยาวชนช้างเผือก ม.3 ม.6/ปวช.3 หรือเทียบเท่า

                   19 ม.ค.2563-กสศ.ประกาศผล 43 สถานศึกษาสายอาชีพ ร่วมโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปี 2563 หนุนเยาวชนช้างเผือก ม.3 ม.6/ปวช.3 หรือเทียบเท่า เก่ง-ดี-มีฝีมือ 2,450 ทุน เปิดรับสมัคร ระหว่าง 1ก.พ.-2 มี.ค.2563

ที่ห้องประชุมแซฟไฟร์ 202 อาคารอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี  กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)  จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงข้อเสนอโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ระหว่างวันที่ 19 -20 มกราคม 2563 เพื่อชี้แจงและสร้างความเข้าใจแนวคิดและหลักการโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง

รวมถึงปรับปรุงและพัฒนาข้อเสนอโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ให้กับสถานศึกษาสายอาชีพที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณารุ่นที่ 2 ปี 2563 และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การแนะแนวประชาสัมพันธ์ ค้นหา คัดกรองความยากจน และคัดเลือกนักศึกษาผู้รับทุน โดยมีผู้เข้าร่วม 180 คน จากสถานศึกษาสายอาชีพทุกสังกัด (วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยชุมชน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล) จำนวน 43 แห่ง จากทุกภูมิภาคใน 34 จังหวัด

นายสุภกร  บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า ตามที่ กสศ. เปิดรับข้อเสนอโครงการผ่านระบบออนไลน์จากสถานศึกษาสายอาชีพที่เปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง/อนุปริญญาทุกสังกัด เพื่อคัดเลือกเข้าร่วมโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปีการศึกษา 2563 ระหว่างวันที่ 18 พ.ย.-9 ธ.ค.2562 มีสถานศึกษาส่งข้อเสนอโครงการจำนวน รวม 170 โครงการ จาก 119 แห่ง จำนวนทุนที่เสนอมาทั้งสิ้น 9,217 คน

กสศ.ได้พิจารณาคัดเลือกข้อเสนอโครงการที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาทั้งสิ้น 60 โครงการ ซึ่งจะดำเนินการในสถานศึกษาสายอาชีพ จำนวน 43 แห่ง จากทุกภูมิภาคใน 34 จังหวัด มีจำนวนทุนทั้งสิ้น 2,450 ทุน   สำหรับการพิจารณาคัดเลือกสถานศึกษาที่คุณภาพและความพร้อมสูงสุดตามคุณภาพโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนรวม 38 ท่าน โดยเป็นคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการ ที่มี ศ.ดร.นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย เป็นประธาน และคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการจาก 3 ภาคส่วน ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคสื่อมวลชน

กระบวนการต่อจากนี้ สถานศึกษาสายอาชีพที่เข้าร่วมโครงการจะดำเนินการแนะแนวประชาสัมพันธ์ ค้นหา คัดกรองความยากจนผ่าน Application และคัดเลือกนักเรียนทุน โดยเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนส่วนมากไม่คาดหวังว่าจะได้เรียนต่อ ซึ่งจากดำเนินงานหากสอบถามเด็กที่ได้รับทุนนวัตกรรมรุ่นที่ 1 จะเห็นว่าส่วนใหญ่ทราบเรื่องจากคุณครู จำนวนน้อยมากที่จะทราบจากข่าวประชาสัมพันธ์และโฆษณา ดังนั้นหากเราอยากเจอเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน สถานศึกษาต้องลงพื้นที่ค้นหานักเรียนที่เข้าข่ายยากจนตามโรงเรียนในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียงตั้งแต่ที่เด็กยังเรียนไม่จบ เพื่อให้เด็กนักเรียนชั้นม.3 ม.6 ปวช. 3 หรือเทียบเท่า มีโอกาสทางการศึกษาในสายอาชีพ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาขีดความสามารถและคุณภาพการศึกษาทางด้านสายอาชีพอีกด้วย” นายสุภกร กล่าว

​นายสุภกร กล่าวด้วยว่า  ส่วนการดำเนินโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงรุ่นที่ 2 นั้น กสศ. เน้นการทำงานเชิงรุกและเจาะกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น โดยประสานงานกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือคุยกับสถาบันที่จะสามารถฝึกอาชีพให้เด็กพิการ แม้อาจจะยังทำได้จำนวนไม่มากในรุ่นที่ 2 แต่ กสศ. จะพยายามพัฒนาตัวแบบเฉพาะกลุ่มให้มากขึ้น เพื่อเป็นการขยายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เด็กอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเป็นโครงการที่มีคนจับตาดู เพราะจะทำให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเด็กที่ขาดโอกาสนับหมื่นคน ดังนั้นถ้าโครงการสำเร็จก็จะทำให้เด็กได้รับโอกาสด้านทุนการศึกษาที่เพิ่มขึ้น และยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาสายอาชีพ

ด้านน.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วม นวัตกรรม และทุนการศึกษา  กสศ. กล่าวว่า  ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง แบ่งเป็น ทุน5 ปี (ปวช.ต่อเนื่องปวส.) จำนวน 810 ทุน สำหรับนักเรียนชั้นม.3 ที่จะจบการศึกษาในปี 2562 และทุน2 ปี (ปวส. อนุปริญญา) จำนวน 1,640 ทุน สำหรับนักเรียนชั้นม.6/ปวช.3 ที่จะจบการศึกษาในปี 2562 ส่วนเกณฑ์การรับสมัครนั้น จะพิจารณาจาก 3 หลักเกณฑ์สำคัญ 1. การขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส โดยต้องเป็นนักเรียนยากจนหรือด้อยโอกาส มีรายได้เฉลี่ยสมาชิกครัวเรือนต่อคนต่อเดือนไม่เกิน 3,000 บาทและผ่านกระบวนการคัดกรองความยากจน 2. ศักยภาพในการเรียนต่อจนจบหลักสูตร

โดยเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนสะสมดี เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดช่วงชั้นไม่ต่ำกว่า 2.75 หรือภาคเรียนสุดท้ายมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.0  กรณีเป็นนักเรียนชั้นม.3 ที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไขของกสศ. มีเกรดเฉลี่ยสะสมอยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ30 บนของระดับชั้นเมื่อเทียบกับกลุ่มนักเรียนม.3ของโรงเรียน   หรือเป็นผู้มีความสามารถพิเศษโดดเด่นที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่สถานศึกษาเปิดรับ ได้แก่ด้านทักษะฝีมือ และเชิงนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ ได้รับรางวัลระดับกลุ่มโรงเรียน ระดับจังหวัด หรือระดับกลุ่มจังหวัด

และ 3. คุณสมบัติเฉพาะ อาทิ ความสนใจ ความถนัดและการมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนสายอาชีพ โดยสิ่งที่นักศึกษาทุนจะได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายรายเดือน พร้อมกับกิจกรรมเสริมคุณภาพจนสำเร็จการศึกษากับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ

“สถานศึกษาสายอาชีพทั้ง 43 แห่ง จะเปิดรับสมัครนักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 2 มีนาคม2563 ผู้สนใจสามารถสมัครทุนได้ได้โดยตรงกับสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานศึกษา สาขาที่เปิดรับ และดาวน์โหลดแบบฟอร์มสมัครทุน ได้ที่ www.eef.or.th หรือ02-079-5475 กด2 ” น.ส.ธันว์ธิดา กล่าว

​ขณะที่ ผศ.ดร.จำนงค์  จุลเอียด  ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนราธิวาส มหาวิทยาลัย นราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดนราธิวาส มีโรงเรียนขยายโอกาสตั้งอยู่หลายแห่ง ซึ่งเด็กๆเขามีความตั้งใจจะเล่าเรียน แต่ด้วยสถานการณ์ความไม่งบของ3จังหวัด  ทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถออกไปทำงานประกอบอาชีพได้อย่างปกติ  จึงไม่มีทุนทรัพย์ที่จะส่งให้เด็กได้เล่าเรียน ดังนั้น โครงการนี้ถือเป็นการให้โอกาสเด็กที่เรียนดีแต่ยากจน โดยเฉพาะเรื่องการสร้างโอกาสในวิชาชีพเกษตร สร้างนวัตกรรใหม่ๆ เช่น สมาร์ทฟาร์มเมอร์ เพื่อพัฒนารูปแบบการผลิต

​“พอนักเรียนรู้ว่ามีโครงการนี้ พวกเขาตื่นเต้นดีใจมาก หลังจากนี้ทางวิทยาลัยจะประชุมวางแผนการดำเนินงาน เน้นคัดกรองคนหาเด็กที่ยากจน ตามเกณฑ์เงื่อนไขที่กสศ.กำหนด โครงการนี้จะช่วยได้อย่างมาก ต้องขอบคุณภาครัฐและกสศ.ที่เปิดโอกาส ให้กับเด็กนราธิวาส” ผศ.ดร.จำนงค์  กล่าว

กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411306?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา

18 มกราคม 2563 – 15:05 น.
กสศ,แก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 111 ครั้ง

“ดร.ประสาร” ชี้ กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา เน้นงานวิจัยเชิงระบบ-นวัตกรรม-ภาคีเครือข่าย           

                  18 ม.ค.2563-“ดร.ประสาร” ชี้ กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา เน้นงานวิจัยเชิงระบบ-นวัตกรรม-ภาคีเครือข่าย เพื่อค้นหา ช่วยเหลือ เด็กตกหล่นด้อยโอกาส สร้างเด็กช้างเผือก เพื่อก้าวพ้นความยากจน ระบุ รัฐลงทุนเพื่อความเสมอภาคฯ เท่ากับอุดหนุนสวัสดิการสังคม เสริมการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวปาฐกถา หัวข้อ “การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา บทเรียนจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ในงานรำลึก ๑๒ ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์  จัดโดย มูลนิธิมิตรภาพบำบัด (กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) ที่โรงแรมทีเคพาเลซ ตอนหนึ่งระบุว่า ความสำเร็จของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขที่เคยมี ระหว่างคนที่มีฐานะแตกต่างกันในการเข้าถึงบริการของรัฐ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนมีความสุข มีหลักประกันในชีวิตว่าจะไม่ต้องเป็นหนี้สินหรือล้มละลายจากค่าใช้จ่ายรักษายามป่วยไข้ และยังทำให้ประเทศไทยที่แม้จะเป็นประเทศกลุ่มรายได้ปานกลาง แต่ยังสามารถเป็นกรณีตัวอย่าง เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ในความสำเร็จทำให้เกิดระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าขึ้นมาได้

ดร.ประสาร กล่าวว่า บริการภาคการศึกษา มีโครงสร้างพื้นฐาน ที่คล้ายคลึงกับโครงสร้างของภาคสาธารณสุข และประสบปัญหาหลายๆ  อย่างเหมือนกับระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ยากไร้ ด้อยโอกาส เช่น ปัญหาการเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพ ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงเกินระดับรายได้ครอบครัว การที่เด็กและเยาวชนต้องหลุดออกไปจากโรงเรียนก่อนเวลาอันสมควร ความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพระหว่างคนจนกับคนรวย เป็นต้น

แม้ว่าประเทศไทยได้ร่วมเป็นภาคีสหประชาชาติ ในการร่างปฏิญญาจอมเทียน เมื่อสามสิบปีที่แล้ว เพื่อเป็นการประกันว่าเด็กทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่างถ้วนหน้า (Education for All) และในภาพรวมประเทศไทยมีนโยบายเพิ่มการเข้าถึงการศึกษาที่ดีพอสมควร แต่ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา เด็กที่เข้าไปเรียนแต่ไม่มีความพร้อม นักเรียนต้องหยุดเรียนเพื่อช่วยพ่อแม่ทำงาน เด็กที่ไม่มีอาหารมื้อเช้ากินก่อนเข้าเรียน


“สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พบว่า เด็กที่อยู่ในกลุ่มครอบครัวที่ยากไร้ที่สุดมีโอกาสได้เรียนต่อขั้นสูงกว่าการศึกษาระดับมัธยมปลายเพียง 5% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของครอบครัวทั่วไปที่สามารถส่งลูกเรียนต่อในระดับสูงกว่าชั้นมัธยมปลาย 35% ดังนั้นโอกาสที่เด็กที่มาจากครอบครัวกลุ่มยากไร้ที่สุดจะสามารถขยับตัวให้พ้นจากวงจรความยากจนโดยอาศัยการศึกษาจึงยิ่งเป็นไปได้ยาก”

ดร.ประสาร กล่าวว่า ข้อมูล PISA ปี 2018 พบว่าเด็กกลุ่มฐานะด้อยโอกาส มีความเสียเปรียบใน ทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ทัศนคติในชีวิต ความเชื่อที่ว่าชีวิตตนเองสามารถพัฒนาและเติบโตได้ (Growth Mindset) หรือแม้แต่การรังแก (Bullying) กัน ก็เกิดในกลุ่มที่ครอบครัวด้อยโอกาสมากที่สุด ข้อมูลล่าสุดจาก PISA ที่น่าเป็นห่วงคือสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของการศึกษาภายในประเทศ ที่ประเทศไทยมีการแบ่งแยกโรงเรียนตามฐานะทางเศรษฐกิจของนักเรียนอยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลก เป็นรองแค่ประเทศในละตินอเมริกาแค่ไม่กี่ประเทศเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ภาพที่น่ายินดีนัก

แต่มีเด็กไทยจำนวนหนึ่ง (ประมาณ 13%) มาจากครอบครัวที่ยากจน (ในกลุ่ม 25% ล่างสุดในสังคม) แต่สามารถทำคะแนน PISA ได้อยู่ในกลุ่มสูงสุด 25% ของประเทศ ซึ่งทาง PISA เรียกว่ากลุ่มเด็กช้างเผือก (หรือ Academic Resilient)  เด็กกลุ่มนี้แม้ฐานะยากจน แต่มีความพยายามสูง มีทัศนคติที่ดี มองโลกในแง่บวก มีพ่อแม่ที่แม้จะยากจนแต่ก็สนับสนุนการศึกษา ตัวเขาเองก็มีความหวังที่จะได้เรียนต่อจนจบการศึกษาขั้นสูงสุดเพื่อที่จะข้ามพ้นความจนของครอบครัวได้

“เด็กกลุ่มนี้ที่ กสศ.ตั้งใจค้นหาและเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และเราต้องการขยายผลให้เด็กในกลุ่มยากจน กลุ่มเสี่ยงคนอื่นๆ ได้รับการส่งเสริมพัฒนาให้กลายเป็นเด็กช้างเผือกด้วยเช่นกัน ถ้าเพิ่มจำนวนเด็กช้างเผือกจาก 13% เป็น 20% หรือ 30% ได้ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของคนเปลี่ยนไปได้มาก”

โดย กสศ. ได้ศึกษาบทเรียนของการปฏิรูประบบสาธารณสุขโดยเฉพาะในเรื่องการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผ่านกระบวนการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ นวัตกรรม การวิจัยเชิงระบบ การสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ และผลักดันนโยบายผ่านประโยชน์ที่สังคมได้รับจากนวัตกรรมที่ กสศ. ได้ทำขึ้นมา เช่น เรื่องบัญชีรายจ่ายประชาชาติด้านการศึกษา การจัดทำระบบคัดกรองนักเรียนผู้รับทุนเสมอภาค และการสร้างระบบฐานข้อมูลสารสนเทศของนักเรียน การวิจัยและพัฒนาเพื่อค้นหานวัตกรรมการเรียนการสอน การศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการจัดสรรทรัพยากรในรูปแบบต่าง ๆ การใช้นวัตกรรมและเครือข่ายท้องที่ค้นหานักเรียนที่ตกหล่น ซึ่งหลาย ๆ เรื่อง ก็ได้เรียนรู้ผ่านบทเรียนการทำงานของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ และผู้ร่วมอุดมการณ์ในการปฏิรูประบบสวัสดิการภาคสาธารณสุข ว่าความสำเร็จต้องสอดประสานกันทั้งด้านวิชาการที่เข้มแข็ง การสร้างเครือข่ายผู้มีอุดมการณ์เพื่อสังคม และการผลักดันเชิงนโยบาย

ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. ยังกล่าวว่า การที่ประเทศหันมาลงทุนกับงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศลดการเติบโตลง ประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่มีระบบการศึกษาที่มีความเสมอภาค และมีคุณภาพสูง ก็มักจะเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวหน้า เช่น หลายประเทศในยุโรป แสกนดิเนเวีย หรือเอเชียตะวันออก ดังนั้นการที่ภาครัฐทุ่มเทงบประมาณในการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ยากจน ด้อยโอกาส เทียบเท่ากับการได้ช่วยพัฒนาการศึกษาให้กับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

ดร.ประสาร กล่าวว่า ผลของการลงทุนทางการศึกษาส่งผลในทางเดียวกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ งานวิจัยจากนักวิชาการหรือสถาบันที่น่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ แสดงตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ให้เห็นว่า เป้าหมายทางการศึกษากับเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน เช่น งานของศาสตราจารย์ James Heckman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ที่นำเสนอผลวิจัยเรื่องผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจจากการลงทุนในการศึกษาระดับปฐมวัยโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กด้อยโอกาสว่าทำให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนตลอดช่วงชีวิตกว่า 7 เท่า (Heckman, 2008) หรือการศึกษาเรื่องเด็กออกนอกระบบ (Out of School Children) ที่พบกว่าการที่ประเทศไทยต้องมีเด็กที่ออกนอกระบบก่อนเวลาอันสมควร

มีผลกระทบในทางเสียหายต่อ GDP ของประเทศเป็นมูลค่าถึง 3% ของ GDP หรือประมาณ 3.3 แสนล้านบาท (Burnett, 2016) หรือการศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลผลทดสอบมาตรฐานวิชาการระดับนานาชาติของหลายประเทศ ก็พบว่าหากประเทศสามารถทำให้จำนวนของนักเรียนที่มีระดับทักษะความรู้ขั้นพื้นฐาน (basic literacy) เพิ่มขึ้น 10% หรือสร้างให้มีนักเรียนที่มีทักษะในระดับสูง (high performers) เพิ่มขึ้น 2.5% จะมีผลเชิงบวกต่อระดับการเติบโตของ GDP per capita ของประเทศถึง 0.3% ต่อปี (Hanusek & Woessmann, 2012) เป็นต้น

โลกเปลี่ยนแค่ครูต้องอยู่คู่ห้องเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411045?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

โลกเปลี่ยนแค่ครูต้องอยู่คู่ห้องเรียน

17 มกราคม 2563 – 11:41 น.
ครู,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

โลกเปลี่ยนแค่ครูต้องอยู่คู่ห้องเรียน วอนลดภาระ-กิจกรรมให้มีเวลาสอนหนังสือ โดย…-ชุลพีร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com –

“ครู” เป็นบุคคลสำคัญและเป็นต้นแบบของใครหลายคน เพราะกว่าคนคนหนึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพได้นั้น นอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว สถาบันการศึกษาซึ่งมี “ครู” ถือเป็นแม่พิมพ์คนที่สองรองจากพ่อแม่ในการอบรมเลี้ยงดู สั่งสอนนักเรียน วันที่ 16 มกราคม 2563 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดงานกิจกรรมวันครู ครั้งที่ 64 ภายใต้คำขวัญ วันครู “ครูไทย รักศิษย์ คิดพัฒนา” โดยมี  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีพร้อมมอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ประจำปี 2563 และรางวัลคุรุสภา ประจำปี 2562 “ระดับดีเด่น” ต่อจากนั้นนายกรัฐมนตรีคารวะครูสมัยเรียนโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ได้แก่ ครูวีระ เดชพันธ์

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครูเปรียบเหมือนพ่อแม่คนที่สอง โดยหน้าที่ของครูคือการอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้มีความรู้และมีสติปัญญา เพราะเด็กเป็นผ้าขาวที่ครูจะเป็นผู้เติมแต่งสีสันลงไปให้แก่ชีวิตลูกศิษย์ และเด็กจะดีหรือไม่ดีมาจากครู โดยอยากให้ครูสอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ เพราะการคิดวิเคราะห์จะนำไปสู่การคิดอย่างมีสติ การคิดแบบสร้างสรรค์ เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม
รวมถึงอยากให้ครูทำงานร่วมกับรัฐบาลให้มากขึ้น เนื่องจากครูมีบทบาทสำคัญที่ต้องบ่มเพาะศีลธรรมและจริยธรรมให้แก่เด็ก โดยคิดว่าเด็กต้องรู้จักศีล 5 ไม่ใช่แค่เพียงการท่องจำ แต่ต้องรู้ความหมายและปฏิบัติตาม เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้คู่ศีลธรรม สร้างทัศนคติที่ดีให้แก่เด็กเกี่ยวกับประเทศไทย เพื่อทำให้เกิดความปรองดอง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  หน้าที่ของครูไม่ใช่เพียงสอนอย่างเดียว แต่ที่สำคัญต้องทำให้เด็กรู้ความถนัดของตัวเองและส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่ไม่ใช่เป็นการบังคับให้เด็กต้องเรียนตามแบบนั้นแบบนี้ อีกทั้งต่อให้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และครูต้องสอนเด็กให้พร้อมสู่โลกในศตวรรษที่ 21 แต่ถึงอย่างนั้นครูต้องไม่ลืมการถ่ายทอดความรู้เรื่องประชาธิปไตยให้แก่เด็กด้วยว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคือการไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

“ขณะนี้ ศธ.กำลังแก้ปัญหาหนี้สินครู ซึ่งขอฝากไปยังครูจบใหม่อย่าสร้างหนี้ ครู รู้จักประเมินค่าใช้จ่ายของตนเองด้วย รวมถึงอยากให้ครูมีวุฒิการศึกษาที่ตรงกับสาขาวิชาที่สอน ต้องประเมินตนเองว่าจบสาขาวิชานั้นมาแล้วถ่ายทอดได้ดีหรือไม่ รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการแก้ปัญหาการผลิตครูร่วมกับอุดมศึกษาอยู่ เพราะเห็นว่าทุกวันนี้เด็กไทยยังไม่รู้จักคำว่าวิทยาศาสตร์ดีพอ ส่วนการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์อยากให้ครูสอนวิชานี้แบบเชิงลึกมากขึ้นไม่ใช่เด็กเรียนแล้วแต่ไม่รู้ความเป็นมาของประวัติศาสตร์” นายกรัฐมนตรี กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีอยากให้ครูเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม หากครูสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ทางด้านไอทีควบคู่กับการมีคุณธรรมได้นั้นถือว่าประสบความสำเร็จ
วณิชชา เลี่ยววาณิชย์ ผู้บริหารโรงเรียนวัดท่าไทร (ดิตถานุเคราะห์) จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า อยากเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดภาระ กิจกรรมของครูลง เพื่อให้ครูได้มีเวลาคิดค้นกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสมและอยู่ในห้องเรียนกับเด็กมากขึ้น เพราะตอนนี้ภาระหน้าที่ของครูเยอะมาก บางคนอยากคิดกิจกรรมดีๆ เหมาะสมกับบริบทในห้องเรียนของตนเองสภาพแวดล้อมในชุมชนก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากติดตามกรอบการประเมินตัวชี้วัดต่างๆ ซึ่งถ้าครูไม่ทำตามก็จะมีผลต่อโรงเรียน คุณภาพการเรียนการสอนของครู

“ตอนนี้ทุกหน่วยงานพยายามผลักดันให้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะต้องยอมรับว่าเด็กยุคใหม่สนใจการเรียนรู้จากเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย มากกว่าการที่ครูมายืนสอนหน้าชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ครูส่วนใหญ่พัฒนาตนเอง รู้จักบูรณาการเทคโนโลยี สื่อใหม่เข้ามาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อดึงดูด กระตุ้นความสนใจของนักเรียน แต่ก็ติดปัญหาเรื่องการประเมิน เพราะสุดท้ายการประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของเด็กก็ยังไปอิงตามเกณฑ์ ตามเกรด และผลคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ไม่ได้อิงตามสมรรถนะการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นจริงๆ” นางวณิชชา กล่าว
การพัฒนาครูอันนำไปสู่การพัฒนาเด็ก ต้องทำให้ครูได้ใช้เวลาอยู่กับเด็กมากที่สุด ซึ่งการอบรมครูออนไลน์เป็นทางเลือกที่ดีที่จะทำให้ครูได้พัฒนาตนเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พรพิไล เดชภักดี ครูปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลควนกาหลง จ.สตูล  ได้รับรางวัลคุรุสภาระดับเด่นดี กล่าวว่า อยากฝากครูรุ่นใหม่และครูทุกคนให้ภาคภูมิใจในความเป็นครูของเรา เพราะอาชีพครูคืออาชีพแห่งการสร้างคนไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีแค่ไหน แต่ความเป็นครูจะต้องดูแลใส่ใจลูกศิษย์ตลอดเวลา พร้อมส่งเสริมให้เด็กมีความรู้คู่คุณธรรม เพราะเราเปรียบเสมือนเรือจ้างที่จะต้องส่งเด็กให้ถึงฝั่งฝัน

 -หนังสือเล่มเดียวสอนไม่ได้
ณัชชา เกิดสวัสดิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มรภ.สส.) กล่าวว่า ครูเป็นอาชีพในฝันมาตั้งแต่เด็ก เพราะชอบสอนหนังสือและอยากเป็นครูสอนภาษาไทยตามครูไอดอล อยากมีโอกาสนำความรู้ไปถ่ายทอดให้แก่เด็กจึงเลือกเรียนครู และเมื่อได้มาเรียนจริงๆ ทำให้รู้ว่าครูตอนนี้แตกต่างจากอดีตอย่างมาก อดีตอาจจะมีตำราเพียงเล่มเดียวและมายืนสอนหน้าชั้นเรียนได้ แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว เด็กรุ่นใหม่สนใจเทคโนโลยี พวกเขาสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ ข้อมูลได้ด้วยตนเอง หน้าที่ของครูปัจจุบันจึงต้องเรียนรู้ พัฒนาตนเอง รู้เท่าทันเทคโนโลยีและรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและเด็กมากที่สุด

“ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้มางานวันครูที่ศธ. ซึ่งถือว่าได้มาเรียนรู้เทคโนโลยีและการเรียนการสอนใหม่ๆ ที่แตกต่างจากการเรียนในห้องเรียน ทำให้ได้เห็นมุมมองของการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้พัฒนาครูร่วมด้วย เมื่อจบออกมาเป็นครูตั้งใจจะเรียนรู้ยกระดับตัวเองให้เท่าทันเทคโนโลยี การเรียนการสอนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน ครูจะมาทำหน้าที่สอนอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องพัฒนาตนเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมถึงต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู เสียสละเวลาเพื่ออยู่กับเด็ก และต้องทำตัวเป็นเพื่อนเด็ก ให้เด็กเข้าถึงง่าย ต้องรู้จักสร้างกิจกรรม ออกแบบห้องเรียนให้เหมาะสมกับเด็กมากที่สุดด้วย” น.ส.ณัชชา กล่าว

ม็อบครูมาแน่..ทวงสัญญายกเลิกคำสั่งคสช.ที่19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/410984?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ม็อบครูมาแน่..ทวงสัญญายกเลิกคำสั่งคสช.ที่19

17 มกราคม 2563 – 00:05 น.
ม็อบครูมาแน่,ทวงสัญญายกเลิกคำสั่งคสชที่19,ดรรัชชัยย์ ศรสุวรรณ,รมวศธ
เปิดอ่าน 1,290 ครั้ง

ม็อบครูมาแน่..ทวงสัญญายกเลิกคำสั่งคสช.ที่19 วอน “รมว.ศธ.” เข้าใจ และเร่งแก้ไขกฏหมาย เหตุไปต่อไม่ได้ มีแต่จะสร้างความแตกแยก หวั่นกระทบคุณภาพการศึกษา

ดร.รัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (นายก ส.บ.ม.ท.) เปิดเผย “คมชัดลึก” ว่าวันศุกร์ที่17 มกราคม 2563 นี้สมาชิกส.บ.ม.ท. พร้อมด้วยเครือข่ายองค์กรครูทั่วประเทศ และตัวแทนข้ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และ จากสำนักงานเขตพื้นที่การมัธยมศึกษา (สพม.) จากทั่วประเทศ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่คณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ที่มีแนวคิดในการที่จะยุบรวมหน่วยศึกษานิเทศก์ ตรวจสอบภายใน และกลุ่มไอซีที ไปสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดจะเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร

” วันที่ 17 ม.ค.2563 เวลาประมาณ 9.00 น.เป็นต้นไป คุณครู ข้าราชการในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จะกลับมาฟังคำตอบอีกครั้ง ที่กระทรวงศึกษาธิการ  แต่ละคนที่เดินทางมาครั้งนี้ใช้สิทธิ์ลาพักร้อน ไม่ได้หนีราชการ เดินทางด้วยการรถเช่าเหมา บางคนขับรถมาเอง เพราะได้รับผลกระทบจากคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 มาฟังคำตอบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะว่าอย่างไรบ้าง” ดร.รัชชัยย์ ระบุ

นายก ส.บ.ม.ท. เผยอีกว่า   คำสั่งคสช.ที่ 19/2560 ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการการศึกษา มานานร่วม 2 ปี ไปต่อไม่ได้แล้ว ยิ่งไปยิ่งเกิดความแตกแยก รมว.ศึกษาธิการอย่ามองผู้ที่มาเรียกร้องว่าเป็นการเมืองภายใน ขอให้นึกถึงเมื่อครั้ง รมว.ศึกษาฯ ออกมาเดินชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งพวกเราและองค์กรครูก็ใช้วิธีการเช่นเดียวกัน และไม่ใช่ครั้งแรกที่เข้าพบพูดคุยกับรมว.ศึกษาฯ ไปพบรมว.ศึกษาฯหลายครั้งแล้ว เพียงแต่รับฟังๆ ไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น

“ผมขอวิงวอน ขอให้รมว.ศึกษาฯ รับฟังปัญหาของพวกเรา ฟังแล้วต้องเข้าใจปัญหาก่อน และมีแนวคิดที่จะแก้ไขปัญหา พวกเราห่วงคุณภาพการศึกษาเด็กในอนาคต ที่สำคัญต้องมีความจริงใจเด็ก ไม่ทำให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)เดือดร้อน เพียงแต่ปรับบทบาทของศธจ.เป็นไปในทางสนับสนุนและเกื้อกูล ไม่ใช่มาบริหาร” ดร.รัชชัยย์ แจกแจง

นายก ส.บ.ม.ท. กล่าวอีกว่า  กระทรวงศึกษาธิการควรมุ่งมั่น ปฏิรูประบบการเรียนรู้ ปฏิรูปการพัฒนาครู ปฏิรูปห้องเรียน ปฏิรูปโรงเรียน เพื่อคุณภาพการศึกษาของเด็กดีกว่า อย่าไปแตะต้องโครงสร้างให้มากนัก แต่โครงที่มีปัญหา เพราะคำสั่งคสช.ที่19/2560 ต้องเสนอแก้ไข เพราะคำสั่งดังกล่าวมีฐานะเป็นพ.ร.บ.ต้องแก้กฏหมายตัวนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมาองค์กรครูและเครื่อข่าย และสมาชิกส.บ.ม.ท. ในนามกลุ่มผู้เรียกร้อง ได้ยื่นรายชื่อผู้ไม่เห็นด้วยคัดค้านการยุบ การย้าย ไปสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดให้แก่นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้ยุติแนวคิดดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่ามีนายพีระพงศ์ สารแสน รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงมาพบกับกลุ่มผู้ชุมนุมและรับรายชื่อผู้ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของคณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค เพื่อนำเสนอต่อไป

การชุมนุมครั้งนี้ ได้มีองค์กรวิชาชีพครูที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการปรับโครงสร้างครั้งนี้ เข้าร่วมด้วยได้แก่นายธนชน มุทาพร  นายกสมาคมชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย และขอให้คณะกรรมการปรับโครงสร้างได้พอจารณาทบทวน แนวคิดการโอนศึกษานิเทศก์ตรวจสอบภายในและไอซีที ไปสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด

และที่สำคัญขอให้พิจารณายกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 โดยในวันที่ 17 มกราคม 2563 จะมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จาก 225 เขตทั่วประเทศ ผู้ร่วมชุมนุมมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวมารอฟังคำตอบที่กระทรวงศึกษาธิการแห่งนี้แน่นอน

ทั้งนี้ ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวน 600 คน ได้เดินทางไปต่อที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นรายชื่อต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงมารับหนังสือดังกล่าวจากตัวแทนผู้ชุมนุม

อ่านข่าว : นัด ครู-ผอ.ร.ร.ทั่วประเทศแต่งดำ ค้านยุบ-เลิกเขตพื้นที่กศ.